(exo) FRIDAY NIGHT - chanbaek

ตอนที่ 2 : EP 2.1 : Safe zone

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 614
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    19 มี.ค. 61







FRIDAY NIGHT















เรื่องเล่าในโรงเรียน หลายคนอาจจะเจอมาไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละที่ก็จะมีตำนานเรื่องเล่าขานต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับสิ่งที่ดีบ้าง หรือสิ่งไม่ดีบ้าง  แน่นอนว่ามันรวมถึงเรื่องลี้ลับที่ไม่ว่ากี่รุ่นต่อกี่รุ่นก็สามารถนำมาเล่าต่อสร้างความหวาดกลัวให้ผู้รับฟัง


บางเรื่องถูกแต่งแต้มขึ้นมาบ้าง บางเรื่องก็เป็นเรื่องจริง


และสิ่งที่ผมจะมาเล่าในวันนี้ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเป็นเรื่องเติมแต่งหรือว่าเรื่องจริง ดังนั้นไม่ว่าพวกคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม


แต่สำหรับผมแล้ว..


...

 

 



“ทำไมอาจารย์ต้องให้เราย้ายตึกด้วยวะ” บยอนแบคฮยอนบ่นกระปอดกระแปดในขณะที่กำลังเก็บข้าวของจำเป็นใส่กระเป๋า และไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่ต้องทำแบบนั้น เพราะตอนนี้คนทั้งห้องเองก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก


“มึงจะทนฟังเสียงเจาะสว่านไปทำไม ประสาทเสียตายห่า” โดคยองซูตอบเพื่อนก่อนจะยัดสายชาร์จแบตโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วรูดซิปเป็นลำดับสุดท้าย


“โธ่ แล้วมันต่างกันตรงไหนถ้าเราต้องย้ายไปนอนตึกห้า” เพื่อนตัวเล็กว่าพร้อมกับทำหน้ากระเง้ากระงอด


จะนับว่าเป็นข่าวร้ายก็ได้ที่เมื่อเช้าอาจารย์คุมหอพักได้เข้ามาแจ้งข่าวว่านักเรียนที่พักอยู่ในตึกสามต้องย้ายไปนอนตึกห้าเป็นการชั่วคราว เพราะทางโรงเรียนมีแผนปรับปรุงระบบไฟและน้ำตึกสาม ซึ่งความจริงมันก็เป็นปกติอยู่แล้วถ้าหากโรงเรียนจะปรับปรุงโครงสร้างต่าง ๆ ในช่วงปิดเทอม


และพวกเขาเองก็ต่างเป็นเด็กหอที่ยังอยู่ต่อเพราะความจำเป็นบางอย่าง แต่ทว่ามันก็คงดีกว่านี้ถ้าย้ายไปอยู่ตึกอื่นที่ไม่ใช่..

 

ตึกห้า

 

บยอนแบคฮยอนจำภาพได้ขึ้นใจว่าหมายเลขห้าตัวสีเงินดูเก่าคร่ำครึนั่นอยู่ในสภาพแบบไหน มันเป็นสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งถูกพูดถึงกันมากในเรื่องลี้ลับ ความเฮี้ยนพอ ๆ กับตึกสาม แต่ทว่าเรื่องกลับสยองขวัญมากกว่านั้นถ้าหากว่านำมาเทียบกัน


แต่จะเทียบอะไรก็ช่าง แบคฮยอนก็กลัวหมดอยู่ดีนั่นแหละ


เขารู้สึกอยากจะกัดลิ้นตัวเองตายให้รู้แล้วรู้รอดเพราะการย้ายไปนอนตึกห้ามันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยสักนิด แต่เอาเข้าจริงเขาก็ว่าตึกสามเองก็ไม่ได้ต่างอะไรมากนัก และด้วยความที่อยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์ นักเรียนทุกคนก็ไม่สามารถขัดคำสั่งอะไรได้นอกจากเก็บความไม่พอใจเอาไว้


“นอนตึกห้ามันก็ไม่ได้แย่ซะหน่อย พวกพี่ปีสามที่นอนนั่นก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร มึงหน่ะอย่าเว่อร์ให้มันมาก” คยองซูว่าพลางเบ้ปากใส่เพื่อนขี้กลัวอย่างนึกหมั่นไส้ จะว่าไปไอ้อาการกลัวผีขึ้นสมองมันก็ยังเป็นอยู่ ไม่รู้จะกลัวห่าอะไรกันนักหนา ตัวมันเองก็ไม่เคยจะเห็นจะ—


ไม่สิ.. มันเคยเห็นแล้วนี่หว่า..


“เห้ย งั้นก็แสดงว่าพี่ชานยอลก็อยู่ตึกนั้นดิ” ท่าทีของเพื่อนตัวเล็กเปลี่ยนไปทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่าที่ตึกห้ามีรุ่นพี่ปีสามที่ตนรู้จักอยู่


“พี่ชานยอลไหนวะ..” อีกฝ่ายพึมพำกับชื่อที่เพื่อนพูด แต่ไม่ถึงสามวินาที ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างพร้อมกับริมฝีปากอ้าพะงาบ ๆ “อ-ไอ้เชี่ยแบค นี่มึงหมายถึง..”


“เออ คนที่มาส่งกูคืนนั้นไง จะว่าไปกูก็ไม่เห็นพี่เขาอีกเลยแฮะ..” แบคฮยอนว่าด้วยน้ำเสียงแผ่วปลายพลางนึกถึงรุ่นพี่ในความคิด


ก็หลังจากวันนั้นแบคฮยอนก็ไม่เคยเห็นพี่ผู้ชายคนนั้นอีกเลย จะว่าไปมันอาจจะเกิดจากที่เขาเข้าอาบน้ำพร้อมกับเพื่อนหลายคนเพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบเมื่อวันนั้น..


เชี่ย พูดแล้วก็ขนลุก นึกสภาพไม่ออกเลยว่าถ้าไม่ได้พี่ชานยอลเข้าไปช่วย ตอนนี้เขาจะเป็นยังไงบ้าง


แต่ก็ถือว่าตัวเองยังมีดวงแหละ เพราะงั้นเขาจึงลดช่องทางการเกิดความเสี่ยงทุกอย่าง ไม่ว่าจะอยู่ในที่มืดคนเดียว หรือไปอาบน้ำคนเดียว และยิ่งกับเรื่องผีที่ไอ้คยองซูมันชอบเล่า แบคฮยอนก็พยายามไม่ฟัง (แต่ก็เล็ดเข้าหูทุกครั้ง)


เอาเป็นว่าอะไรที่ช่วยไม่ให้เขาเจอเรื่องราวแบบวันนั้นได้แบคฮยอนก็ยอมทำทุกอย่าง


แต่เพราะงั้นเขาจึงไม่ได้มีโอกาสเจอกับพี่ชานยอลอีกเลย และถ้าให้เดาอีกฝ่ายก็คงเป็นประเภทชอบอาบน้ำดึก ๆ จึงไม่ได้เจอกัน


“ธ-โธ่ กูก็นึกว่าอะไร มึงไม่เจอพี่เขาหน่ะดีแล้ว” คยองซูพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก พลางซ่อนอาการประหลาดของตนเอาไว้ “กูว่ามึงหน่ะ อย่าไปอยากเจอพี่เขาเลย”


แล้วเรื่องอะไรที่กูจะปล่อยให้เพื่อนกูจะไปกับผีอีกรอบวะ


พอพูดออกไปแล้วมันก็อดนึกถึงเหตุการณ์คืนนั้นไม่ได้เลย คยองซูจำได้แม่นแม้แต่ประโยคที่แบคฮยอนพูด หรือแม้แต่เสียงหัวเราะ โอเค เขาอาจจะคิดไปเองคนเดียวแล้วก็สันนิฐานว่าเพื่อนตัวเองอาจจะประสาทหลอนหรือเป็นบ้ายืนพูดหัวเราะคนเดียว แต่เชื่อเถอะว่าทุกอย่างที่แบคฮยอนทำไปหน่ะ มันดูธรรมชาติเกินกว่าที่จะทำแบบนั้นแน่ ๆ


“ทำไมวะ กูว่าพี่เขาใจดีออก นี่ถ้าเจออีกกูจะแนะนำให้มึงรู้จัก”


“ไม่!!


คยองซูตะโกนโพล่งขึ้นมาพร้อมกับสีหน้าแตกตื่นทำเอาคนทั้งห้องหันมามองเป็นสายตาเดียวกัน รวมถึงสีหน้าตกใจของแบคฮยอน “แล้วมึงจะเสียงดังทำไมเนี่ย กูแค่จะแนะนำ—”


“กูบอกว่าไม่ไง!!” เสียงของเพื่อนยังตวาดลั่นสร้างความงุนงงให้กับคนที่ได้ยินโดยเฉพาะเพื่อนตัวเล็ก ใบหน้าขึงขังของคยองซูทำเอาแบคฮยอนได้แต่นิ่งค้างมองเพื่อนอย่างไม่เข้าใจ จากที่คุยกันเฉย ๆ ก็เกิดอาการเกรี้ยวกราดขึ้นมา


แต่ก็นั่นแหละ แบคฮยอนไม่เข้าใจจริง ๆ ..


“อะไรของมึงวะ..” คนตัวเล็กพึมพำกับท่าทีแปลก ๆ ของเพื่อน คยองซูหายใจเข้าออกแรง ๆ เพื่อแรกสติตัวเอง ยิ่งเห็นสายตาปนสงสัยของเพื่อนตรงหน้าแล้วเขาก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาหน่อย ๆ แต่ถ้าหากว่ามันเป็นความต้องการที่เขาไม่ต้องการ มันก็ไม่ผิดที่จะปฏิเสธมัน ถึงจะรุนแรงไปหน่อยก็เถอะ


ถ้าถามว่าทำไมเขาไม่ยอมบอกเรื่องนั้นกับแบคฮยอน


ก็คิดดูเอาละกัน ถ้าว่าถ้าหากเพื่อนรู้ความจริงขึ้นมา..


เหอะ.. กูไม่อยากจินตนาการถึงมันเลย..

 

 

 

 


 

เวลาหนึ่งทุ่มตรงหลังจากทานอาหารมื้อเย็นเสร็จตามเวลา นักเรียนที่อาศัยอยู่ในตึกสามต่างก็ออกมารวมตัวกันที่สนามบาสเพื่อรอให้อาจารย์ตรวจเช็กสัมภาระ แน่นอนว่าการไปอยู่ตึกห้าชั่วคราวคงไม่ต้องขนของไปเยอะ แต่ก็ควรจะเอาไปเท่าที่จำเป็น อย่างเช่น เสื้อผ้าที่เพียงพอสำหรับสองอาทิตย์ สิ่งของจำเป็น และอื่น ๆ ที่คิดว่ามันเหมาะสม


หมายเลขห้องพักถูกแปะประกาศไว้ที่หน้าบอร์ดพร้อมกับรายชื่อนักเรียนที่เข้าพัก และมันก็เป็นโชคดีของแบคฮยอนที่คยองซูได้อยู่ห้องเดียวกับตน แต่ดูเหมือนว่าเพื่อนตาโตจะมีความกังวลเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าหมายเลขห้องที่ตนต้องไปพักนั้นมันมีรุ่นพี่ปีสามอยู่ด้วย


ห้อง 534


เขาจะอธิบายให้ฟังคร่าว ๆ ว่าเลข 5 นั่นหมายถึงตึก เลข 3 คือชั้น และ 4 คือห้องพัก คยองซูกับเพื่อนร่วมห้องอีกหลายคนหยิบยกสัมภาระของตนพากันเดินขึ้นชั้นสามอย่างไม่เร่งรีบ แบคฮยอนยังคงเดินชิดตัวติดกับเขาเหมือนเดิม ถ้าให้เดาก็ในหัวของมันคงจินตนาการถึงเรื่องเล่าเมื่อตอนปลายปี


มันอาจจะผิดที่เขาเคยเล่าเรื่องของ ห้องวิทย์ตึกห้า ให้เพื่อนฟัง


แต่ทุกอย่างก็ราบลื่นไม่มีอะไรติดขัด รุ่นพี่ปีสามให้การต้อนรับเด็กปีหนึ่งทั้งเจ็ดชีวิตที่ต้องมาอาศัยชั่วคราวในห้องนี้เป็นอย่างดี คนที่ออกมาต้อนรับเขาชื่อว่าจางอี้ชิง—เป็นรุ่นพี่คนจีนที่มาอยู่เกาหลีตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะงั้นเรื่องภาษาจึงไม่เป็นปัญหาในการสื่อสารมากนัก


“เดี๋ยวพวกนายเลือกกันเลยนะว่าจะนอนตรงไหน เตียงริมนู้นพวกพี่จัดการทำความสะอาดให้หมดแล้ว” จางอี้ชิงว่าพลางชี้นิ้วไปทางมุมห้องซึ่งเป็นเตียงสองชั้นวางตั้งอยู่สี่หลัง “แต่บอกไว้อย่างว่าใครที่กลัวผีพี่แนะนำให้นอนเตียงสุดท้าย”


“...” จบคำพูดของรุ่นพี่จางอี้ชิง เพื่อนร่วมรุ่นทั้งหมดก็หันมามองแบคฮยอนเป็นสายตาเดียวจนคนมองเลิกลักทำอะไรไม่ถูก


“ท-ทำไมมองแบบนั้น..”


“ก็พี่เขาบอกว่าใครกลัวผีให้นอนเตียงสุดท้าย”


“และในที่นี่มึงก็กลัวผีมากกว่าคนอื่น”


“เพราะงั้นเตียงนั่นเป็นของมึง”


ถ้าหากว่านี้คือการร้องเพลงสามัคคีชุมนุม ทุก ๆ คนก็กำลังแหกปากร้องประสานเสียงออกมาอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง แบคฮยอนก็กำลังโดนทุกคนไซโคให้อย่างพร้อมเพรียงกันว่า เตียงริมสุดสำหรับคนที่กลัวผีจนขี้ขึ้นสมองอย่างมึง


“..ห-เห้ย กูเปล่ากลัวผีซักหน่อย” แบคฮยอนรีบแก้ตัวทันทีเพราะเขาไม่อยากถูกเนรเทศไปนอนไกลสุดแบบนั้น อย่างน้อยก็น่าจะเตียงตรงกลางไม่ก็เตียงติดพวกพี่ปีสามก็ได้


“หรออออ” เขาไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้อาการกลัวผีมันจะกลายเป็นปมทำให้ถูกล้อด้วยน้ำเสียงกวนประสาทขนาดนี้ แม้แต่คยองซูเองก็ยังเห็นดีเห็นงามไปกับคนอื่นด้วย


“เออพี่ ผมสงสัย ว่าทำไมคนกลัวผีต้องไปนอนเตียงสุดท้ายอ่ะ” หนึ่งในรุ่นเดียวกันถามรุ่นพี่ด้วยท่าทีอยากรู้ และหมอนั่นก็ฉลาดพอที่จะพาตัวเองเดินไปจับจองเตียงที่อยู่ติดกับเตียงรุ่นพี่


“อ่าว ไม่เคยได้ยินเรื่องคนกลางหรอ” อี้ชิงพูดด้วยเสียงเรียบ


“...”


“ถ้าพวกนายสังเกตดี ๆ ปกติแล้วห้องอื่นจะมีหกไม่ก็แปด ง่าย ๆ คือลงเลขคู่ แต่ห้องนี้พิเศษหน่อยเพราะมีเตียงลงเลขคี่..”


“...”


“เขาบอกว่าเวลานอนหน่ะ ใครที่อยู่ตรงกลางมักจะโดน—”


อี้ชิงไม่ได้พูดให้จบประโยค แต่เขาใช้สายตาเป็นตัวสื่อสารเหล่มองเตียงภายในห้อง และจังหวะที่ทุกสายตาของเด็กปีหนึ่งต่างก็ไล่สายตานับเตียงว่าหลังไหนอยู่ตรงกลาง แถมที่ซวยยิ่งกว่าคือเตียงตรงกลางที่ว่าดันเป็นเตียงเดียวกับเจ้าของคำถามเมื่อครู่


“ห-เห้ยพี่.. พ-พูดแบบนี้ผมก็แย่สิ”


เพื่อนคนนั้นว่าพลางหอบกระเป๋าตัวเองขึ้นมากอดเอาไว้ด้วยท่าทีหวาดกลัว ทั้ง ๆ ที่ตนเพิ่งเอาของลงวางเมื่อครู่กลับโดนเจ้าถิ่นอย่างพี่ปีสามเล่นงานเข้าให้ ทว่าคนมองกลับรู้สึกขำจนเผลอหลุดยิ้มออกมา


“นี่สรุปกลัวผีกันทุกคนเลยหรอ” อี้ชิงกลั้วหัวเราะ


“โธ่ ก็พี่เล่นพูดแบบนั้นพวกผมก็ต้องกลัวเป็นธรรมดาไหมอ่ะ” เสียงหนึ่งท้วงขึ้นมาบ้างซึ่งทำเอาเด็กรุ่นน้องพยักหน้าเห็นด้วยทั้งหมดโดยเฉพาะแบคฮยอนที่พยักหน้าแรงกว่าเพื่อน


“ประสาทจริง ๆ ไอ้เด็กพวกนี้ ผีเผอมีที่ไหนพี่ก็พูดเล่นไปงั้น จะนอนเตียงไหน ๆ มันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ”


คำว่า เหมือนกันหมด คนพูดก็ไม่ได้แจงว่าอะไรคือความเหมือน อี้ชิงว่าพร้อมกับยกมือปัดไปมา “รีบเอาของไปเก็บที่เตียงไป เดี๋ยวสี่ทุ่มอาจารย์เขาจะเดินมาตรวจ ใครยังไม่อาบน้ำก็นู้นนะ ริมทางเดิน แต่อย่าเสียงดังล่ะ” รุ่นพี่คนจีนว่าก่อนจะกลับไปยังเตียงของตนซึ่งตอนนี้ก็มีพี่ปีสามสองสามคนกำลังนั่งคุยกันอยู่


คนที่เหลือไม่ได้ออกมาต้อนรับเด็กปีหนึ่งเหมือนที่จางอี้ชิงกำลังทำ เพราะหน้าที่ดูแลน้อง ๆ อี้ชิงเป็นคนจัดการดูแลเองทั้งหมด แต่ก็คงจะไม่ยากเท่าไหร่กับการสานสัมพันธ์พี่น้อง ด้วยความที่ว่าเป็นผู้ชายเหมือนกันจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะหาอะไรพูดคุยกันให้ถูกคอ


เตียงที่ว่างมีทั้งหมดสี่หลัง ซึ่งเท่ากับว่ามีที่นอนแปดที่ ทุกคนต่างแยกย้ายจับจองกันด้วยความรวดเร็วและแน่นอนว่าเตียงตัวกลางที่ถูกพูดถึงก็ถูกเว้นว่างไปโดยปริยาย ถึงแม้ว่าจะโดนรุ่นพี่ปีสามเฉลยความจริงออกมาว่าที่พูดไปหน่ะแค่หยอกเล่นเท่านั้น


แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีใครกล้าเสี่ยงหรอก


กลายเป็นว่าเตียงตรงกลางไม่มีคนนอนก็เหลือเพียงแค่หกที่กับอีกเจ็ดคน ซึ่งแบคฮยอนก็ได้เป็นแขกกิตติมศักดิ์โดยการถูกเชิญให้นอนเตียงสุดท้ายเพราะเป็นพื้นที่ที่รุนพี่บอกว่ามันปลอดภัยที่สุดสำหรับคนกลัวผี


ทั้ง ๆ ที่เหมือนถูกสละพื้นที่ปลอดภัยให้ แต่ทำไมแบคฮยอนกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัยเลยวะ


“คยองซู กูขอนอนกับมึงด้วยไม่ได้หรอ”


เจ้าตัวพูดขึ้นในขณะที่กำลังยืนกอดกระเป๋าตัวเองแน่น เขามองเพื่อนตาโตที่กำลังเอาของจำเป็นออกมาใส่ตู้อันเล็กที่วางคั้นระหว่างเตียงทุกหลัง ดวงตากลมโตหันมามองก่อนจะพรูลมหายใจเฮือกใหญ่


“มึงคิดว่ากูกับมึงตัวเล็กมากพอจะนอนเบียดกันบนเตียงสามฟุตครึ่งหรอวะ” คยองซูไม่ได้ใจร้ายแต่เขาไม่ชอบการนอนเบียดกับใครซึ่งมันน่าอึดอัดมากสำหรับเวลาที่ร่างกายต้องการการพักผ่อน


“ทีไอ้โยซอบกับกีกวังยังนอนด้วยกันได้เลย” แบคฮยอนว่า


“มึงดูตัวพวกมันด้วย”


“นั่นแหละ ไม่เห็นต่างกับเราตรงไหน” กีกวังกับโยซอบกล้ามโตจะตายชักยังนอนด้วยกันได้


“มันอึดอัด และกูไม่อยากนอนเบียดกับใคร”


“กูรู้..” เพื่อนตัวเล็กว่าด้วยเสียงเบา “แต่ทำไมถึงไม่มีใครมานอนเตียงเดียวกับกูเลยวะ” แบคฮยอนกำลังกลัวว่าคืนนี้เขาอาจจะต้องนอนคนเดียวอย่างที่ว่า เพราะเตียงตัวกลางมันถูกเว้นไว้ พวกเพื่อน ๆ ต่างก็ตกลงกันว่าจะเสียสละนอนเบียดกันเตียงละสองคนเพื่อให้เตียงสุดท้ายเป็นพื้นที่สำหรับแบคฮยอน


คือบางทีพวกมึงไม่ต้องรักกูมากขนาดนั้นก็ได้ป้ะวะ


“ใครมันจะขึ้นไปนอนชั้นสอง มึงก็เห็นว่ามันติดกับช่องกระจก แสงไฟแยงตาตายห่าถ้าจะนอนตรงนั้น” คยองซูตอบตามความจริงพร้อมกับยัดกระเป๋าใส่ตู้เก็บเป็นที่เรียบร้อย “มึงจะเรื่องมากไปทำไม กูก็นอนอยู่ข้าง ๆ เนี่ย”


“ก็กูกลัวอ่ะ.. ไม่มึงก็มานอนสลับที่กับกูก็ได้ ขอร้องล่ะเพื่อน” แทบอยากจะก้มตัวลงกราบอ้อนวอนให้มันเห็นใจกับความกลัวผีของเขา ถ้าหากว่าแบคฮยอนต้องนอนเตียงหลังสุดท้ายคนเดียว คืนนี้เขาคงประสาทแดกแน่ ๆ


“สมองมึงนี่คิดแต่เรื่องแบบนี้ไงถึงได้พาลกลัวไปหมด” เพื่อนตาโตว่า “มันไม่มีอะไรหรอกเชื่อกูเถอะ เดี๋ยวกูจะนั่งเฝ้าจนกว่ามึงจะหลับเลยก็ได้เอ้า” เรียกว่าวัดใจกันเลยไป คยองซูอาสาจะอยู่เฝ้าไอ้เพื่อนขี้กลัวจนกว่ามันจะหลับเอง และถ้ามันไม่ยอมหลับง่าย ๆ เขาก็คงต้องงัดไม้เด็ดออกมาใช้


ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่ยอมสลับเตียงกัน เขาจะตอบให้ก็ได้ว่าส่วนตัวแล้วไม่ชอบนอนเตียงริมสุด


มันเป็นความหลอนประสาทอย่างหนึ่งซึ่งเชื่อว่าทุกคนเองต่างก็เคยประสบ ไม่ว่าจะนอนริมหรือเตียงสุดท้ายคยองซูก็จะเลี่ยงตลอด ใช่ว่าเขาจะกลัวนะ  สั่งสมประสบการณ์จากการฟังเรื่องเหล่าของคนนู้นคนนี้ แต่เชื่อเถอะว่ามันเป็นเรื่องฝังใจที่พอโตขึ้นมาแล้วเลือกได้เขาก็จะไม่นอนริมเด็ดขาด


แบคฮยอนได้ยืนกัดริมฝีปากตัวเองแน่นจนเจ็บไปหมด ใจจริงก็อยากจะอ้อนวอนขอร้องให้เพื่อนยอมสลับเตียงหรือไม่ก็ขอนอนด้วยแค่นั้นก็อาจจะจบ แต่สายตาของคยองซูกลับฉายแววว่า ถ้ามึงไม่ยอมรับข้อเสนอของกูก็ออกไปนอนข้างนอก


และถ้าให้เทียบว่าอย่างไหนเลวร้ายกว่ากันแบคฮยอนจะยอมนอนตะแคงขวามองเพื่อนจนกว่าจะหลับก็ได้


เวลาสองทุ่มกว่าที่ทุกคนต่างได้ที่นอนของตัวเองเรียบร้อยแล้ว จึงเอ่ยปากพากันไปอาบน้ำซึ่งก็เกาะกลุ่มกันไปเหมือนเดิม พวกเขาได้เจอกับเพื่อนรุ่นเดียวกันแล้วพูดเปลี่ยนแลกประสบการณ์ระหว่างรุ่นที่ไปพักด้วย บรรยากาศครื้นเครงไม่ได้ทำให้ที่นี่เงียบเหงาจนเกินไป ออกจะสนุกด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่าเคยได้ยินเรื่องบางอย่างจากสถานที่แห่งนี้


แต่ก็นั่นแหละ เมื่อพูดจาถูกคอกัน เพื่อนหลายคนก็พูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากจะอยู่ที่นี่ต่อจนกว่าจะเปิดเทอม เพราะรุ่นพี่แต่ละคนที่อยู่ด้วยมีแต่ตัวฮา ๆ ทั้งนั้น ซึ่งพวกเขามันก็เป็นเด็กวัยรุ่นชอบความสนุกจึงไม่แปลกถ้าหากอยากจะอยู่ต่อ


แต่เว้นแบคฮยอนไว้คนหนึ่งเถอะ


มันอาจจะเป็นอาการคิดมากหรือหลอนประสาทไปเองเขาไม่แน่ใจ แบคฮยอนเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น เหมือนมีบางอย่างกำลังจ้องมองเขาในขณะที่กำลังจะเดินไปอาบน้ำ แถมก่อนหน้านั้นเขายังโดนคยองซูทักว่าหันไปมองอะไรซึ่งแบคฮยอนก็เลือกที่จะส่ายหน้าตอบแทนที่จะพูดความจริง


เสียงน้ำกระทบพื้นกับเสียงพูดคุยอย่างคึกคักในห้องน้ำชั้นสามแห่งนี้ก็ทำให้บรรยากาศไม่วังเวงอย่างที่คิด ถึงแม้ว่าอากาศในยามค่ำคืนจะทำให้ขนลุกชันอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของสภาพอากาศตอนกลางคืน


ก็คงไม่มีอะไรหรอก


รูปแบบห้องน้ำจะถูกออกแบบให้คล้ายคลึงกันทุกตึก ทั้งอ่างอาบน้ำใหญ่ตรงหน้า ห้องอาบน้ำและห้องส้วมด้านในถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งเหมือนตึกที่เขาเคยอยู่ แต่เรื่องความทันสมัยแบคฮยอนก็ขอยกให้ที่นี่ดูไม่น่ากลัวเท่าตึกสาม


“เออมึง จะว่าไปแล้วตึกห้าก็เคยมีเรื่องเล่าเหมือนกันไม่ใช่หรอวะ”


คิมจงแดเจ้าเดิมพูดขึ้นท่ามกลางเสียงพูดคุยของเพื่อนในขณะที่เจ้าตัวกำลังยืนเช็ดผมอยู่ตรงมุมห้องน้ำ หลายคนที่ได้ยินประโยคนั่นถึงกับหยุดชะงักการกระทำทุกอย่างแล้วหันมองหน้าคนพูด “อะไรกัน ทำหน้าแบบนี้พวกมึงไม่เคยรู้หรอ?” จงแดถามซ้ำ


“ไอ้รู้หน่ะรู้ แต่มึงจะพูดขึ้นมาทำเชี่ยไร” เพื่อนชายอีกคนพูดสวนขึ้นมาและแน่นอนว่ามีหลายคนที่เห็นด้วย


“โธ่ กูก็แค่อยากรู้ว่าเรื่องที่พวกมึงได้ยินมาหน่ะมันเรื่องเดียวกับกูรึเปล่า” แต่ดูเหมือนว่านอกจากโดคยองซูแล้วก็จะมีคิมจงแดเนี่ยแหละที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการเล่าเรื่องลี้ลับ ถ้าหากว่าไอ้สองคนนี้มารวมตัวกันเมื่อไหร่ ทั้งสายชั้นคงจะจับมันส่งไปรายการคนอวดผีแน่ ๆ


“จะเรื่องเดียวกันไหมมันก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเล่าป้ะวะ ไม่เห็นหรอว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่”


“พูดแบบนี้มึงกลัวหรอวะนัมจุน” จงแดพูดทำเอาคนถูกเรียกชื่อถึงกับเลิกลักหันซ้ายขวา


“กูเปล่ากลัวซะหน่อย..” อีกฝ่ายว่า “แต่ออกมานอนที่แบบนี้ใครเขาให้เล่ากัน”


“ก็กูจะเล่า มึงจะทำไม ถ้ากลัวก็ออกไปข้างนอกเลย”


“สัด มึงคิดว่าคนอื่นจะใจกล้าแบบมึงรึไง” นัมจุนว่า


“อย่าเถียงกันดิ เอาจริงกูก็อยากฟังหว่ะ” ใครบางคนพูดขึ้นมาทำเอาคนที่เห็นด้วยขานตอบอือออกันทำเอานัมจุนถึงกับพรูลมหายใจออกมาก่อนจะพึมพำว่า พวกแม่งรนหาที่จริง ๆ


หลังจากที่สงบศึกฟาดน้ำลายกับคิมนัมจุนแล้ว จงแดก็ปรายตามองเพื่อนในห้องน้ำที่ตอนนี้หลายคนต่างก็ให้ความสนใจกับเรื่องที่เขากำลังจะเล่าต่อไปนี้


“มึงได้ยินเรื่องอะไรมาล่ะ” คยองซูพูดโพล่งขึ้นทำเอาทุกคนที่ยืนอยู่ในที่นี่หันไปมองพร้อมกัน ดูเหมือนว่าคืนนี้พวกเขาทั้งหมดอาจจะได้ฟังเรื่องเล่าสนุก ๆ จากเพื่อนทั้งสองอีกแล้ว


“เอาของมึงก่อนดิ กูเชื่อว่าเรื่องของกูพวกมึงต้องไม่เคยได้ยินแน่ ๆ” จงแดพูดอย่างหยั่งเชิง ซึ่งคยองซูก็ไม่ได้มีท่าทียี่หระถ้าหากว่าตนต้องเป็นคนเริ่มเล่าก่อน เจ้าตัวเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อสร้างบรรยากาศรอบข้างให้เงียบก่อนที่กลีบปากอิ่มจะเผยออ้า


“ถ้าเอาเรื่องที่เฮี้ยนที่สุดของตึกนี้ก็น่าจะเป็นห้องวิทย์หว่ะ”


“...”


“มึงเคยได้ยินที่เขาลือกันไหมว่ามีอาจารย์ผู้หญิงถูกขังในห้องตอนสอบวันสุดท้าย แล้วก็เป็นช่วงที่โรงเรียนถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์เพราะว่าดินถล่มโค่นเสาอากาศ” คยองซูเล่าด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “แล้วมึงรู้ไหมว่าอะไรที่น่ากลัว”


“อะไรวะ..” เสียงหนึ่งถามขึ้นซึ่งดวงตากลมโตก็หันไปหาด้วยแววตานิ่ง ๆ นี่ถ้าไม่ติดว่ามันกำลังเล่าเรื่องผีทุกคนในที่นี่ก็ต้องคิดว่าหน้าไอ้นี่แม่งน่ากลัวกว่าผีอีก


“อาจารย์ผู้หญิงท้องได้แปดเดือน แล้วตอนที่เจอศพหน่ะ.. เด็กในท้องคลอดออกมาพอดี”


“...”


“แต่โชคก็ไม่เข้าข้าง ลูกไม่รอด คนเป็นแม่เสียใจ แกก็เลยเอาลูกตัวเองไปดองไว้”


“ดอง? ..ดองทำไมวะ”


“ก็อยากให้อยู่ด้วยตลอดไปไง”


“...”


“กูไม่รู้หรอกว่าลึกตื้นของเรื่องนี้เป็นยังไง แต่พอแกดองลูกตัวเองเสร็จ แกก็ตรอมใจตามลูกไป”


“...”


“จะว่าเป็นโศกนาฏกรรมแห่งปีเลยก็ว่าได้ เพราะกว่าจะเจอศพอีกทีก็ตอนเปิดเทอม แล้วมึงก็คิดดูเอาเถอะว่าพอเปิดห้องเข้าไปกลิ่นนี้เหม็นหึ่งออกมาเลย ทั้งกลิ่นศพแม่ กลิ่นศพลูก” ขณะที่เล่าไปก็ไม่มีใครคิดอยากจะหยิบขันขึ้นมาอาบน้ำต่อ หรือแม้แต่จงแดเองก็ต้องหยุดเช็ดผมเพื่อฟังเรื่องเล่าของเพื่อน


“เขาเล่าว่าสภาพศพของอาจารย์ผู้หญิงเน่าอืดจนดูไม่ได้ กำลังกอดโถดองเด็กเอาไว้ กลิ่นเหม็นคลุ้งทั่วห้อง เป็นภาพติดตาที่ใครก็ลืมไปลง และพวกมึงก็ไม่ต้องถามกูหรอกนะว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นต่อ”


“..เชี่ย มึงพูดงี้มึงก็บอกมาเลยดีกว่า”


เพื่อนในรุ่นพูดขึ้นด้วยท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ คยองซูมักจะมีเรื่องเล่าเขย่าขวัญแบบนี้อยู่เสมอ ซึ่งดีกรีระดับนี้บวกกับหน้าตานิ่ง ๆ นั่นก็สร้างความหวาดกลัวให้เพื่อนได้แบบง่าย ๆ


“สัด เขาก็เอาศพไปทำพิธีดิ มึงนี่ถามแปลก ๆ นะ” และประโยคต่อมาก็ทำเอาทุกคนร้องโห่ออกมาเบา ๆ นึกว่ามันจะกระตุกต่อมขวัญเหมือนคราวที่แล้ว “เออ ศพแม่หน่ะเอาไปฝังตามปกติแหละ แต่ศพลูกหน่ะ..” คยองซูเว้นจังหวะไว้แล้วกวาดสายตามองรอบห้อง “มึงเดาสิว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน”


“..สัด” จู่ ๆ เสียงของเพื่อนร่วมรุ่นก็อุทานขึ้นมาทำเอาสายตาคนทั้งห้องหันไปมอง “มึงอย่าบอกนะว่า..”


“เออ เด็กดองที่อยู่ในห้องวิทย์อ่ะ ลูกของอาจารย์ที่ตายนั่นแหละ”


พอจบประโยคความเงียบก็เข้ามาปกคลุม ขนอ่อนท้ายทอยลุกกันรวมทั้งขนแขนก็ด้วย อาจจะเป็นเพราะอากาศเย็น ๆ ในห้องน้ำ แต่เชื่อเถอะว่ามันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรเท่ากับเรื่องที่พวกเขาได้ยิน


“แล้วมึงรู้ป้ะว่าวันที่เกิดเรื่องหน่ะเป็นวันอะไร”


“ไอ้ห่า.. ยังไม่หมดอีกหรอวะ” แค่เรื่องตะกี้กูยังหลอนไม่หายเลย


“ไหน ๆ กูก็เล่าแล้วก็ต้องบอกพวกมึงให้หมดดิวะ” คยองซูว่า “มึงจำเรื่องห้องน้ำตึกสามได้ป้ะ ที่บอกว่ามีคนถูกแทงตายหน่ะ”


“...”


“เขาบอกว่ามันเกิดขึ้นวันเดียวกัน”


“...”


“ศุกร์ 13 ไง”


!!!!


“สัดเอ้ย ถ้ากูรู้ว่ามึงจะเอาเรื่องนี้มาเล่ากูชิงเล่าก่อนมึงดีกว่า” จงแดว่าพลางลูบอกตัวเองไปพลาง ๆ รู้สึกสยองกับท่าทีและการเล่าของคยองซูพอสมควร ก็ไม่อยากจะชมมันหรอกว่าลีลาของมันยังคงเด็ดดวงเหมือนเดิม ถึงจะไม่กระตุกขวัญแต่ก็ทำให้เสียวสันหลังอยู่เหมือนกัน เล่นซะคนที่มีเรื่องเล่าอย่างเขาเขวอยู่พอตัว


“แล้วของมึงล่ะ เรื่องอะไร” คยองซูพูดถามด้วยเสียงเรียบ จังหวะเดียวกันเพื่อน ๆ ที่เหลือต่างก็ร้องโอยออกมาพร้อมกับว่าพอแล้ว ๆ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่คนกลัวผีแต่การที่ต้องมาฟังอะไรหลอน ๆ แบบนี้มันก็ชวนให้จิตตกเป็นเรื่องปกติ


เพราะถ้านึกดี ๆ โหลเด็กดองนั่นก็อยู่ชั้นหนึ่งของตึกห้า..


พอถึงเวลาจะได้ปล่อยของ จงแดก็ยกยิ้ม “เรื่องของกูหน่ะหรอ มันเกิดขึ้นตอนที่—”


“เดี๋ยว!


ขณะที่จงแดกำลังจะอ้าปากเล่าเรื่องของตัวเองอยู่นั้น จู่ ๆ เพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ในห้องน้ำด้วยกันก็โพล่งขัดขึ้นมาก่อนทำเอาทุกคนที่อยู่ด้วยหันหน้าไปมองอย่างสงสัย


“อะไรของมึง” ชายหนุ่มที่ถูกขัดหันไปถามอย่างนึกฉุนเล็กน้อย แต่เพราะสีหน้าแตกตื่นของมันก็พาลทำให้เกิดความสงสัย


“แบคฮยอนหายไปไหนวะ”


“...”


เมื่อจบประโยค ทุกคนที่ยืนอยู่ในห้องน้ำก็ต่างหันมองกันด้วยความแปลกใจ ซ้ำยังใช้สายตามองหาบุคคลที่ถูกพาดพิงว่าหายออกไปจากที่แห่งนี้ด้วย และเมื่อผ่านไปไม่ถึงห้าวินาที สิ่งที่เพื่อนคนเมื่อครู่พูดมันก็เป็นเรื่องจริง


แบคฮยอนหายไปไหน


“ตะกี้กูยังเห็นมันอยู่ตรงนั้นอยู่เลย”


เพื่อนอีกคนว่าพลางชี้นิ้วไปยังบริเวณข้าง ๆ คยองซู ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาก็เห็นว่าเพื่อนตัวเล็กก็ยืนอาบน้ำอยู่ข้าง ๆ แต่ระหว่างตอนที่เล่าก็คงไม่ได้มีใครนึกเอะใจว่าจะมีใครในที่นี่หายไป รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เห็นว่าคยองซูยืนอยู่คนเดียวนั่นแหละ


“ม-มัน..ไปเข้าห้องน้ำป้ะวะ” กลายเป็นว่าตอนนี้ทุกคนเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักเมื่อถูกทักว่าเพื่อนหาย คยองซูกวาดสายตามองรอบห้องก่อนจะรีบเดินดุ่ม ๆ ไปเปิดประตูห้องน้ำเล็ก ๆ รวมถึงห้องส้วมอีกฝั่งก็ถูกเพื่อนชายอีกคนช่วยอีกแรง


“เชี่ย.. ไม่มีหว่ะ” เมื่อได้ยินแบบนั้น สีหน้าของแต่ละคนก็ซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะโดคยองซูเพื่อนสนิทของแบคฮยอนที่ตอนนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเพื่อนหายไปไหน


“มันอาจจะออกไปตอนที่มึงกำลังเล่าก็ได้นะ มึงก็รู้นี้ว่าเพื่อนมึงกลัวผีอย่างกับอะไรดี” อีกคนพูดขึ้นมาหวังว่าจะคลายความประหม่าของทุก ๆ คนในห้องน้ำ


“แต่คนกลัวผีที่ไหนมันจะกล้าเดินออกไปคนเดียววะ อย่างน้อยมันก็ต้องชวนใครสักคนในนี้ไปด้วยไม่ใช่หรอ”


“เออ กูก็คิดแบบนั้น แล้วนี่ไม่มีใครเห็นตอนมันออกไปเลยรึไง” น้ำเสียงปนสงสัยถามขึ้นพลางหันมองหาเพื่อนรุ่นเดียวกันเผื่อจะมีใครนึกอะไรออก


“..พวกมึง” จู่ ๆ เพื่อนในรุ่นก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงเบา “กูมีเรื่องจะสารภาพหว่ะ”


“อะไร?” คยองซูถามพร้อมกับความรู้สึกแปลก ๆ ปรี่เข้ากลางอก


“จริง ๆ แบคฮยอนมันชวนกูออกไปด้วยอ่ะ..”


“แล้วทำไมมึงไม่ออกไปกับมัน”


“ก็กูอยากฟังเรื่องที่ไอ้คยองซูเล่านี่หว่า..” เพื่อนชายคนเดิมว่า “กูก็ยื้อมันไว้นะ แต่พอหันกลับมาอีกที”


“...”


“มันก็หายไปแล้วอ่ะ..”


บรรยากาศเย็นวูบพัดผ่านผิวหนังของเด็กนักเรียนในห้องน้ำให้รู้สึกหนาวกายอย่างประหลาดใจ ยิ่งรอบกายมีแต่ความเงียบเสียงในความคิดต่างก็ถกเถียงว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งต่างคนต่างรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้


มันคล้ายกับว่า..


“พวกเรารีบอาบน้ำเถอะ จะได้กลับไปดูมันที่ห้อง”


และแน่นอนว่าทุกคนเห็นด้วยกับข้อสรุป จะเรียกได้ว่าพร้อมใจกันอาบก็ไม่เชิง เพราะใช้เวลาแค่ห้านาทีทุกคนก็เดินออกมาจากห้องน้ำแล้วรีบแยกย้ายกับห้องพักของตัวเองไป


คนที่ร้อนใจที่สุดก็คงจะเป็นโดคยองซูที่กำลังจิตตกเพราะเพื่อนสนิทหายไป สติแทบไม่อยู่กับตอนในขณะที่ตนกำลังวิ่งกลับไปยังห้องพักเพื่อเช็กดูว่าบางทีแบคฮยอนอาจจะกลับมาที่ห้องก่อนก็ได้ มาถึงเขาก็เปิดประตูโพล่งเข้ามาทำเอาพี่ปีสามที่กำลังจะออกจากห้องต่างสะดุ้งตกใจกันยกใหญ่


“ไอ้น้อง มึงจะเปิดประตูเข้ามาดี ๆ หน่อยไม่ได้รึไงวะ พวกกูใจหายหมด” รุ่นพี่พูดขึ้นทำเอาเด็กหนุ่มตาโตค้อมหัวเป็นเชิงขอโทษ เขาไม่ได้โดนรุ่นพี่ต่อว่ามากนักเพราะอีกฝ่ายกับเพื่อนกำลังจะออกไปอาบน้ำซึ่งทำให้ตอนนี้มีแค่คยองซูคนเดียวที่ยืนอยู่ในห้อง


เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ระหว่างนั้นก็กวาดสายตามองรอบห้องเป็นจังหวะเดียวกับที่ก้อนเนื้อกลางอกกำลังเต้นไปเป็นส่ำ จู่ ๆ บรรยากาศก็วังเวงอย่างน่าประหลาดทั้งที่เมื่อครู่มันก็ปกติ


นัยน์ตาดำสนิทจดจ้องไปยังเตียงหลังสุดท้ายด้วยความยากลำบาก เพราะไฟในห้องถูกเปิดทิ้งไว้ตรงบริเวณที่พวกปีสามอยู่ จึงทำให้สุดห้องที่เป็นเตียงของแบคฮยอนมันมืดสลัว ปลายเท้าค่อย ๆ ก้าวเหยียบพื้นหินขัดเย็นเยียบไปอย่างเชื่องช้า


จนกระทั่ง.. สายตาของเขาเห็นว่ากำลังมีใครบางคนนอนอยู่บนเตียง


คยองซูหรี่เพ่งมองแผ่นหลังอย่างพิจารณาว่าเป็นใคร จะว่าเหมือนแบคฮยอนก็ไม่ใช่ซะทีเดียวเพราะแผ่นหลังนั่นมันกว้างกว่าเพื่อนของเขาแน่ ๆ ระหว่างนั้นก็เดินไปยังผนังเพื่อกดเปิดสวิตซ์ไฟให้ห้องสว่าง


“แบคฮย—”










________________


ออฮ้อ

#ฟิคคืนศุกร์



TF:)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

173 ความคิดเห็น

  1. #99 little daffodil (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 17:43
    โฮย น่ากลัวอะ ใครตอนตรงนั้น ใช่แบคฮยอนรึเปล่า
    #99
    0
  2. #77 ahciin (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 10:10
    ลุ้นจะตายอยู่แล้วว
    #77
    0
  3. #67 zxcnonnam12345 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 00:04
    หลอนนนนน
    #67
    0
  4. #44 Peach9 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 15:53
    ฮื่ออออออออหลอนนนนนนอรกแล้ววววอ่านไปใจเต้นนนนนมากกกกกกฮื่อออออ
    #44
    0