[ exo SF/OS ] คลังฝัน - chanbaek

ตอนที่ 62 : CAVE ME IN - chanbaek #2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,658
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    4 พ.ย. 60




* ยังไม่แก้คำผิดเด้อ










Title: CAVE ME IN #2

Fandom: exo (chanyeol, baekhyun)

Note: AU!ABO , Fashion industry, love-hate!Relationship

Talk: เนื้อหาในเรื่องเกิดจากจินตนาการอันเพ้อเจ้อของคนแต่ง บวกกับแนวคิดโครงสร้างของ ABO หรือ omegaverse ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จักหรือไม่รู้จัก ไม่มีอะไรซับซ้อนค่ะ เราอธิบายให้พอกระจ่างในส่วนที่นำมาใส่ในเรื่อง อ้างอิงจากเวิร์สหลักไม่มากเพราะงั้นถ้าไม่เคยอ่านมาก่อนก็ไม่สับสนค่ะ

และถ้าใครคิดถึง Internship เรื่องนี้ก็หวังว่าจะชอบกันนะคะ












 

 

 

“หัวหน้าคะ อีกสิบห้านาทีเจอกันที่ห้องประชุมนะคะ” 


เสียงใสเจื้อยแจ้วของพนักงานสาวในแผนกดังขึ้นขณะที่หล่อนเดินปลีกตัวออกไปจากห้องพร้อมกับแบบร่างกองโต แบคฮยอนส่งเสียงรับก่อนจะหันมาจัดเอกสารบนโต๊ะตัวเองต่อให้เข้าที่เข้าทาง เช้านี้ฝ่ายผลิตมีประชุมสำคัญเรื่องแผนงานสำหรับปลายปี ในที่นี้หมายถึงประชุมสรุปงานทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการประชุมจะมีแผนกอื่นเข้ามาร่วมด้วยหนึ่งในนั้นก็คือแผนกการตลาด


พลันนึกขึ้นมาว่าต้องเจอกับใครบางคนเส้นเลือดข้างขมับก็พร้อมใจกันเต้บตุบตับ นึกอยากจะจับแจกันมุมห้องเอาไปฟาดหน้าใส่อีกฝ่ายสักครั้งสองครั้งให้หายหงุดหงิด มันมีอย่างที่ไหนเพียงแค่ได้ยินชื่อเลือดลมในกายก็เดือดปุด ๆ


ยิ่งเมื่อนึกย้อนไปถึงคืนนั้นแบคฮยอนก็อยากจะเอามีดมาแทงท้องตัวเองให้ตาย ๆ ไปซะ เพราะกว่าจะได้กลับถึงห้องก็เล่นเอาโอเมก้าอย่างเขาแทบหมดพลังงาน นอกจากจะต้องคอยบอกทางให้อัลฟ่าที่ฟังประสาคนไม่รู้เรื่องแล้ว ยังต้องมานั่งหัวเสียเพราะอีกฝ่ายเล่นพาขับวนจนทั่วกรุงโซล ทั้งที่คอนโดของเขามันไม่ได้อยู่ไกลเลยสักนิด ต่อให้รถติดสุด ๆ ก็แค่ครึ่งชั่วโมง


แต่ไอ้หัวหน้าการตลาดคนนั้นทำให้เขาเสียเวลาโดยใช่เหตุไปเกือบชั่วโมงครึ่ง!


ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าหัวร้อนมากแค่ไหน คนอะไรชอบปั่นประสาทได้ทุกวี่ทุกวัน นอกจากใบหน้ากวน ๆ นั่นแล้วก็ยังชอบทำเสียงเข้มใส่อีกต่างหาก คิดว่าเป็นใครถึงได้วางท่าอำนาจใหญ่เหนือเขา แม้ว่าตำแน่งในหน้าที่การงานของเราจะเท่ากัน บอกเลยนะว่าทั้งชีวิตแบคฮยอนน่ะคลุกคลีอยู่กับกลุ่มอัลฟ่า เพราะงั้นเขาจึงไม่เคยเกรงกลัวใครหน้าไหนอยู่แล้ว


เว้นไว้แค่เหตุผลเดียวเท่านั้นแหละ


ไม่รู้ว่าใครเป็นคนกำหนดมันขึ้นมา แต่อย่าให้เขาเห็นหน้าเชียวนะ พ่อจะเค้นคอถามให้ว่าเอาเกณฑ์อะไรตัดสินทำไมชีวิตเขาถึงต้องมีคู่โชคชะตาห่วยแตกแบบนั้น คิดแล้วมันก็น่าน้อยใจ


สมัยที่ยังเรียนอยู่ก็เคยได้ยินมาบ้างว่าโอกาสที่จะเจอคู่แท้นั้นแทบจะเป็นหนึ่งในล้าน สาว ๆ โอเมก้าต่างใฝ่ฝันว่าจะได้เจอใครสักคนที่สามารถปกป้องเพศรองที่อ่อนแออย่างเรา ๆ ได้ แล้วมันก็น้อยนิดเหลือเกินกับโอกาสที่จะเกิดขึ้น เขาจึงไม่เคยคาดหวังเพราะต่อให้เจอหรือไม่แบคฮยอนก็มั่นใจว่าสามารถดูแลตัวเองได้


แต่แล้วอย่างไร สุดท้ายเขาก็เป็นหนึ่งในล้านที่ว่านั่นไง


แล้วคู่กับใคร? ก็ไอ้อัลฟ่าปาร์คชานยอลจอมขี้เก๊กคนนั้นนั่นแหละ







Q: ส่วนตัวแล้วคุณคิดว่าพวกเขาเกลียดกันจริง ๆ หรือว่าแกล้งเกลียด?

A: เอาจริงนะครับ เขาเหมือนผมกับภรรยาตอนที่กำลังจะแต่งงานกันเลย

พวกเราทะเลาะกันแบบนี้เป็นประจำ

รู้ตัวอีกที ก็รักจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว 

 

 




/4/

 

 


 

หนึ่งในล้านเท่านั้นที่จะพบคู่แห่งโชคชะตา


ประโยคนี้แบคฮยอนเคยอ่านเจอในหนังสือของพี่ชายที่บ้านหลังใหญ่ของตระกูลเมื่อครั้นที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ๆ เขาเคยนึกขันว่าทำไมอัลฟ่าคนพี่ถึงได้มีหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องคู่แห่งโชคชะตาอยู่ในห้อง ทั้งที่ปกติแล้วอีกฝ่ายไม่เคยแม้แต่จะสนใจอะไรเลยนอกจากปรัชญาและการเมืองการปกครอง


ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ได้โต้ตอบอะไร เพียงแต่ทำหน้าตาเคร่งเครียดแล้วพูดบางอย่างออกมาบางอย่างที่แบคฮยอนคิดว่ามันไม่ควรจะเกิดขึ้น


 

‘พี่คิดว่าพี่เจอคู่แห่งโชคชะตาของพี่แล้ว พี่อาจจะ..ต้องหย่ากับซอจิน’

 

บยอนซูฮยอกกำลังพูดถึงเบต้าสาวที่แต่งงานเป็นสามีภรรยาร่วมกันมาแล้วถึงสามปีเต็ม ทั้งที่ความรักของทั้งคู่มันมีมากจนแบคฮยอนคิดว่าประโยคก่อนหน้านั้นคือเรื่องล้อเล่น แต่ทุกอย่างมันคือเรื่องจริงเมื่อเห็นว่ามุนซอจินกำลังนั่งร้องไห้ภายในห้องโถงของบ้าน


อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ แต่กลับไม่มีใครฝืนโชคชะตานี้ได้ เช่นนั้นแล้วพี่ชายของเขาจึงได้แต่กล่าวขอโทษหญิงสาวด้วยความรู้สึกผิด ขอโทษที่ไม่สามารถสานต่อความสัมพันธ์ให้ถึงวันสุดท้าย ขอโทษที่ไม่สามารถดูแลอีกฝ่ายได้แม้ว่าจะเคยให้คำสาบานว่าจะรักตราบนานเท่าชีวิต


ท้ายสุดแล้วความรักที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นจากความรู้สึกของเรานั้นก็พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา


อีกฝ่ายเป็นโอเมก้าสาวที่ไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก ร่างกายบอบบางดูน่าถนุถนอมในแบบฉบับของเพศรองที่อ่อนแอที่สุด เธอเป็นบรรณารักษ์ในหอสมุดที่เพิ่งเปิดใหม่ กับชายหนุ่มที่ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจอย่างซูฮยอก มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่เขาทั้งสองคนได้พบเจอกัน


—หากแต่ช้ากว่าที่คิดไว้

 


‘เราสบตากันครั้งเดียวเท่านั้นแบคฮยอน.. ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป พี่ไม่รับรู้ถึงสิ่งรอบกาย มันขาวโพลน เหมือนเวลาหยุดเคลื่อนไหว และสิ่งเดียวที่ชัดที่สุดในตอนนั้นคือเธอ’

‘นายอาจจะมองว่ามันไร้สาระ แต่ถ้าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นกับนายเมื่อไหร่ ตอนนั้นนายจะเข้าใจเองว่าทำไมพี่ต้องตัดสินใจ’

‘ส่วนเรื่องของซอจิน..พี่คิดว่าสักวันเธออาจจะเจอคนที่ดีกว่าพี่’

‘คนที่ดีกว่าอัลฟ่าที่ถูกกำหนดชีวิตด้วยโชคชะตา..

‘เราอาจจะฝืนได้ แต่มันก็ไม่ตลอดไปหรอก

 


 โอเมก้าคนน้องไม่เถียงหรอกว่าเรื่องที่พี่ชายกำลังตัดสินใจมันไร้สาระ  แต่เพราะว่าเห็นแววตารู้สึกผิดที่เจือความเจ็บปวดนั่นก็ทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก ก็อย่างที่พี่ชายบอกว่าตอนนี้แบคฮยอนอาจจะยังไม่เข้าใจ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการพบเจอคู่แห่งโชคชะตามันจะสำคัญแค่ไหนมันสำคัญมากถึงกับสามารถตัดขาดคนรักที่คบหาดูใจกันมาเป็นสิบปีเลยหรืออย่างไร


และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้แบคฮยอนเอาแต่ภาวนากับตัวเองว่าขออย่าให้เจอเรื่องนี้กับตัว ไม่ใช่ว่ากลัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่ชายและพี่สะใภ้มันทำให้เขารู้สึกแย่


กับการเจอคู่แท้ที่ธรรมชาติเป็นคนกำหนดให้มันคงไม่มีความสุขเท่ากับการที่เราได้รักใครสักคนจากความรู้สึกจริง ๆ


ทั้งที่เราควรเป็นฝ่ายเลือกความรัก ไม่ใช่รักที่เกิดจากการถูกกำหนด


ใคร ๆ ก็บอกว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม แต่ความรักที่เขาได้พบเจอนั้นมันไม่ใช่เรื่องโลกสวยอย่างที่พูดกัน ครอบครัวของเขาคืออัลฟ่า ลึก ๆ แล้วทุกคนมีสัญชาตญาณของความเป็นนักล่า นิสัยใจคอโหดเหี้ยมสมกับเป็นตระกูลผู้นำ นั่นจึงทำให้โอเมก้าที่เกิดอยู่ในตระกูลนี้ไม่ได้รับการอ้อนโอ๋เอาใจเท่าไหร่นัก


จะว่าถูกเลี้ยงมาด้วยลำแข้งก็คงได้ แต่เป็นลำแข้งที่ทำให้แบคฮยอนแกร่งกว่าโอเมก้าคนอื่น ยิ่งเห็นบรรดาพี่ชายพี่สาวที่เป็นอัลฟ่าได้ผลเรียนอันดับต้น ๆ ของสาย หรือสอบเข้ามหาลัยชั้นนำด้วยคะแนนเกือบสูงสุดของประเทศ ไหนจะกีฬาที่มีความเป็นเลิศ กิจกรรมที่ร่วมทำก็โดดเด่น ทุกอย่างมันดีเยี่ยมไปหมดเพียงเพราะเพศรองคืออัลฟ่า


แล้วโอเมก้าที่ด้อยกว่าอย่างเขาจะเอาอะไรไปสู้


เพราะงั้นทั้งชีวิตของแบคฮยอนจึงต้องพยายามพลักดันตัวเอง ถีบร่างกายอ่อนเปลี้ยร่างนี้ให้เปลี่ยนเป็นคนใหม่ เป็นใครสักคนที่ไม่ต้องถูกสังคมรังแก แม้จะอ่อนแอที่สุดในบรรดาเพศทั้งหมด แต่เพราะถูกสอนให้เข้มแข็งมาตลอด บวกกับความต้องการที่ไม่อยากตกเป็นรองใคร นั่นจึงทำให้แบคฮยอนกลายเป็นอย่างทุกวันนี้


มีหลายคนเคยยกย่องว่าเขาคือต้นแบบความเข้มแข็ง ทว่าก็มีบางเสียงที่บอกว่าอย่างไรเสีย สุดท้ายแล้วเขาก็แค่โอเมก้า เป็นเพียงเพศที่อ่อนแออย่างไรก็ต้องอ่อนแอในวันยังค่ำ แม้จะพยายามสร้างเกราะป้องกันแข็งแกร่งเท่าไหร่ ท้ายสุดผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าใครทั้งปวงก็จะเป็นคนทำลายมัน


ใครที่ว่านั่นคงหมายถึงคู่แห่งโชคชะตา


โชคดีที่ในโลกของเรานั้นไม่สามารถแยกเพศรองออกได้เพียงแค่แวบตาเห็น จะมีก็เพียงเพศสภาพที่แท้จริงเท่านั้นที่บ่งบอกทุกอย่างได้ กว่าจะรู้จักว่าอะไรเป็นอะไรก็คงต้องใช้เวลาพอประมาณ และนั่นจึงทำให้ทุกคนในสังคมมีสิทธิเท่าเทียมกันถ้าหากมองแค่ในเรื่องเพศหลัก


เพราะตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน น้อยคนนักที่จะรู้ว่าแบคฮยอนคือโอเมก้า อีกอย่างใครจะไปเชื่อกันว่าตระกูลอัลฟ่าแท้จะให้กำเนิดเพศที่อ่อนแอที่สุดขึ้นมา แต่อะไรที่มันเป็นความลับก็มักจะปกปิดได้ไม่นาน เพราะงั้นเรื่องที่เขาเป็นโอเมก้าจึงกระฉ่อนไปค่อนประเทศเพียงเพราะถูกสัมภาษณ์ลงนิตยสารแฟชั่น—โอเมก้าผู้พลิกประวัติศาสตร์—ลึก ๆ แล้วเขารู้สึกภูมิใจกับตัวเอง


แบคฮยอนประสบความสำเร็จมามากมายในโดยไม่เคยคิดสนใจว่าตัวเองเป็นใคร เขาพิสูจน์ให้คนรอบข้างรู้แจ้ง ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนถ้าหากมีความพยายามก็สามารถก้าวขึ้นมาอยู่จุดนี้ได้ แต่เขาก็เกือบลืมไปแล้วว่าระหว่างทางขึ้นนั้นมันไม่ได้ง่ายเสมอไป และเมื่ออยู่สูงมากเท่าไหร่ แบคฮยอนก็เริ่มหลงใหลกับความเป็นตัวเองมากขึ้น


เพราะคิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันทำให้ตัวเองก้าวมาถึงจุดนี้ แบคฮยอนจึงไม่เคยคิดสนใจว่าคนอื่นจะเดือดร้อนกับสิ่งที่ตนเป็น  เขาไม่เคยเกรงกลัวใคร ความมั่นใจที่มีอยู่ในตัวมันมีมากเกินกว่าจะก้มหัวให้คนอื่นง่าย ๆ จะหาว่าแบคฮยอนนิสัยเสียก็ได้


แต่อย่าลืมสิว่าเขาไม่เหมือนโอเมก้าคนอื่น


ทว่าต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนโอเมก้าหนุ่มก็ต้องพึงระวังตนเองไว้เสมอ โดยเฉพาะร่างกายที่มักจะสร้างปัญหาให้บ่อยครั้ง หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไป ฮอร์โมนในร่างกายก็เริ่มทำงานและก็อย่างที่คนทั่วไปรู้กัน โอเมก้ามักจะมีอาการฮีทเมื่ออยู่ในวัยเจริญพันธุ์


มันหมายถึงว่าเขาต้องมีคู่เมท หรือถ้าไม่ต้องการก็กินยาเพื่อระงับอาการเหล่านี้ให้หายไป—ซึ่งราคาก็แพงจนกระเป๋าแทบฉีก แน่นอนว่ามันไม่ใช่ปัญหากับคนอย่างเขา


แบคฮยอนใช้ชีวิตได้อย่างปกติจนกระทั่งอายุ 26 ปี เขาไม่เคยนึกสนใจเรื่องอื่นนอกจากการทำงาน เพราะทุกครั้งที่ได้รับคำชมจากหัวหน้าหรือว่าผลกำไรไตรมาสสูงกว่าที่คาดหวัง นั่นก็เติมเต็มความต้องการในชีวิตโอเมก้าอย่างเขาแล้ว


เช่นนั้นแล้วเรื่องความรักไม่เคยแม้แต่จะเฉียดเข้ามาในความคิดของเขา ยิ่งเรื่องคู่แห่งโชคชะตาอะไรนั่นก็ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะแบคฮยอนมั่นใจว่าตนมีภูมิคุ้มกันมากพอที่จะจ้องตาอัลฟ่าได้นานกว่าคนทั่วไป หาใช่เป็นการท้าทอย แต่นั่นคือการบอกความนัยว่าเขาไม่ใช่คนอ่อนแอ


แต่แล้วแบคฮยอนก็หลงลืมไป


—มีบางอย่างก็อยู่นอกเหนือการควบคุม

 


วันที่มีหัวหน้าแผนกคนใหม่เข้ามาแทนที่คนเก่าหลังจากลาออกไปได้ไม่นาน


แบคฮยอนจำได้ดีว่าวันนั้นวุ่นวายสุด ๆ เพราะโรงงานเย็บผิดแบบ และมันทำให้เนื้องานในส่วนตรงนั้นเสียหายมากกว่าที่คิด เขาขบคิดหาทางแก้ปัญหาและกว่าจะลุล่วงก็เล่นเกือบหมดแรง  ขณะที่กำลังเดินเข้าบริษัทด้วยอารมณ์หงุดหงิด นอกจากแบบผ้าจะผิดแล้วยังถูกเจ้าของโรงงานที่เป็นเบต้าพูดจาแทะโลมใส่ และแบคฮยอนก็ใจดีมากพอที่จะไม่โต้ตอบอะไร ไม่อย่างนั้นมีหวังได้หาเจ้าใหม่เพื่อผลิตเสื้อผ้าแน่นอน


จังหวะที่กำลังรอลิฟต์มารับ สายตาก็พลันไปเห็นท่านประธานกำลังเดินตรงทางเดียวกับตน


สวัสดีครับท่านประธาน


แบคฮยอนโค้งตัวให้อย่างมีมารยาท พยายามกักเก็บสีหน้าท่าทางไม่ดีไว้พร้อมกับส่งยิ้มให้อีกฝ่าย


อ่าวหัวหน้าบยอน มีเรื่องให้หงุดหงิดอีกแล้วหรอวันนี้ ทว่าก็ไม่รอดพ้นสายตาของจุนมยอนอยู่ดี ไม่มีเรื่องไหนที่คนอย่างประธานคิมจะไม่รู้ โดยเฉพาะคนที่ทำงานร่วมกันมาหลายปี โอเมก้าหนุ่มส่งยิ้มแหยให้ราวกับเด็กถูกจับได้


ก็นิดหน่อยครับ ปัญหาเดิม ๆ


“ให้ผมเดาคุณคงอยากระเบิดใส่เขาแน่” อีกฝ่ายคงจะหมายถึงเบต้าเจ้าของโรงงานนั่น


“เพราะผมยังไว้หน้าแบรนด์เราอยู่ ไว้หาเจ้าอื่นที่ทำได้ดีกว่านี้ผมระเบิดใส่ทันที”


ฮ่า ๆ อย่ารุนแรงนักเลย คุณก็รู้ว่าเขาไม่กล้าทำอะไรหรอก


ราวกับเรื่องตลกที่พูดกันด้วยท่าทีเล่น ๆ ทว่าความจริงแบคฮยอนแอบฝังความแค้นเล็ก ๆ ลงไปด้วย ท่านประธานหัวเราะพลันเปลี่ยนสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนคนเพิ่งนึกบางอย่างออก จริงสิ ผมมีคนจะแนะนำให้คุณรู้จัก นี่หัวหน้าแผนกการตลาดคนใหม่ เขาจะเข้ามาแทนหัวหน้าอิมที่ลาออกไป


ท่านประธานคิมเขยิบตัวออกเล็กน้อย และตอนนั้นแบคฮยอนก็เพิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เดินมาคนเดียว ขณะที่คนตรงหน้าพูดสายตาของแบคฮยอนก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่อยู่เยื้องประธาน


เขารู้สึกสะดุดกับลายเสื้อเชิ้ตแปลกตา ทว่าสไตล์การแต่งตัวที่เรียกได้ว่าดูดี รูปร่างสมส่วน (ความจริงออกจาตัวสูงใหญ่ด้วยซ้ำ—จริง ๆ ก็สูงนั่นแหละ) รวมถึงผิวพรรณกร้านแดดเล็กน้อย และที่ดูน่าสนใจก็คงเป็นโรเล็กซ์เรือนสีทองที่ข้อมือนั่น


ว้าว รุ่นล่าสุดเสียด้วย


นี่หัวหน้าบยอน อยู่ฝ่ายการผลิตครับ แล้วก็นี่คุณชานยอล หัวหน้าการตลาดคนใหม่ของเรา เมื่อประธานคิมแนะนำให้รู้จัก แบคฮยอนก็เงยหน้าสบตากับอีกฝ่ายที่อยู่ห่างไม่มากนัก

 

สวัสดีครับ สวัสดี—ครับ

 

หากให้เปรียบว่าที่นี่คือท้องฟ้า แบคฮยอนก็เหมือนดวงดาวที่กำลังร่วงจากชั้นบรรยากาศพุ่งเข้าสู่ผิวโลก มันเป็นความรู้สึกวูบโหวงพร้อม ๆ กับอัตราการเต้นของหัวใจที่กระตุกวูบ เขาสัมผัสได้ถึงความแห้งผากในลำคอ คล้ายกับว่าตนไม่สามารถเปล่งเสียงออกไปได้ โดยเฉพาะสายตาที่เผลอนิ่งค้างไว้ในจังหวะที่สบมองคนตรงหน้า


ดวงตาของผู้ชายคนนั้นมีลักษณะกลมโต เปลือกตาสองชั้นแบ่งชัดเจน  สีของมันเข้มคล้ายท้องฟ้าในยามค่ำคืน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิด อันที่จริงแล้วดวงตาคู่นั้นเหมือนหลุมอวกาศต่างหาก ยิ่งจ้องมันนานมากเท่าไหร่ ก็ราวกับพาร่างกายของเขาหลุดเข้าไปสู่ห้วงมิติที่ไม่มีใครเข้าถึงได้


คล้ายกำลังถูกดูดกลืนเข้าไป ทุกอย่างรอบกายหยุดเคลื่อนไหว


แบคฮยอนไม่รับรู้สิ่งใดเลยแม้แต่ลมหายใจของตัวเอง


 

‘เราสบตากันครั้งเดียวเท่านั้นแบคฮยอน ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป พี่ไม่รับรู้ถึงสิ่งรอบกาย มันขาวโพลน เหมือนเวลาหยุดเคลื่อนไหว และสิ่งเดียวที่ชัดที่สุดในตอนนั้นคือเธอ’

 


หัวใจของเขาเต้นถี่เมื่อเผลอนึกถึงคำพูดของพี่ชายอัลฟ่า หากว่าลางสังหรณ์ของโอเมก้าคือเรื่องอ่อนไหว แบคฮยอนก็ภาวนาขอให้อีกฝ่ายไม่ใช่สิ่งที่เขากำลังคิด ไม่เอาน่า เป็นไปไม่ได้หรอก หนึ่งในล้านเชียวนะที่จะเจอคู่แห่งโชคชะตาน่ะ..

 

ผมชานยอลครับ ปาร์คชานยอล

 

ริมฝีปากอิ่มสีสุขภาพดีเอ่ยพูดพลางยกยิ้มให้แล้วยื่นมือมาตรงหน้า แล้วคุณ..?

 

บ-แบคฮยอน บยอนแบคฮยอนครับ

 

เมื่อเปรียบสายตาของอีกคนคือหลุมอวกาศ น้ำเสียงของคนตรงหน้าก็ไม่ต่างกัน นั่นแทบทำให้เขาควบคุมสมาธิไม่ได้ แบคฮยอนเกือบเสียมารยาทที่นิ่งค้างไปหลายวินาที ครู่ต่อมาเขากระพริบตาเพื่อไล่ความคิดแปลก ๆ ของตัวเอง บางทีความเป็นโอเมก้ามันอาจจะทำให้ประสาทการรับรู้เรื่องพวกนี้ละเอียดอ่อนเกินไป แท้จริงแล้วอาจจะไม่ใช่ก็ได้


เขารีบส่งยิ้มให้ชายหนุ่มร่างสูงอย่างเป็นมิตร และไม่ลืมที่จะยื่นมือเข้าไปจับเพื่อไม่ให้คนตรงหน้ารอเก้อ ทว่าจังหวะที่ฝ่ามือของเราแตะโดนกัน สัมผัสอุ่นร้อนก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง คล้ายกับมีพลังงานบางอย่างไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด ความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นทำให้แบคฮยอนเงยหน้าขึ้นทันที


และจังหวะเดียวที่ดวงตากลมโตคู่เดิมจ้องมองเขาอยู่เหมือนกัน


วินาทีนั้นโอเมก้าหนุ่มไม่รับรู้อะไรนอกจากสัมผัสอุ่นร้อนที่ฝ่ามือเราทั้งคู่ มันส่งผลมาถึงก้อนเนื้อกลางอกที่เต้นไม่เป็นจังหวะ หน่วงช้าสลับเร็วบ้างและนั่นก็ทำให้เขาสับสน โดยเฉพาะความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวเองตอนนี้


จะว่าอย่างไรดีล่ะ—มันค่อนข้างที่จะแปลก—แต่ว่ารู้สึกดี


อืม.. มันรู้สึกดีมาก ๆ เลย


หรือว่านี่คือสิ่งที่พี่ชายของเขารับรู้ในตอนนั้น


มัน—ไม่รู้สิ แบคฮยอนบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมเขาต้องรู้สึกแบบนี้ และก็มั่นใจด้วยว่าไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่รู้สึกแบบนั้น เพราะคนตรงหน้าเองก็มีอาการไม่ต่างกัน หากถามว่ารับรู้ได้จากไหนก็คงเป็นดวงตากลมโตวาววับนั่น


ทั้งที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่พวกเรารับรู้ได้ผ่านทางสายตา


ไม่อยากจะเชื่อ แต่ให้ตายเถอะ—เราคือคู่แห่งโชคชะตากันจริง ๆ

 


เอ่อ..


และให้ตายอีกรอบ แบคฮยอนลืมไปเสียสนิทว่าบริเวณนี้ไม่ได้มีแค่พวกเขาสองคน เพราะยังมีประธานบริษัทยืนอยู่ข้าง ๆ กำลังทำสีหน้าแปลกใจมองหน้าหัวหน้าฝ่ายผลิตและหัวหน้าฝ่ายการตลาดคนใหม่ไปมา โดยเฉพาะสายตาที่หลุบมองต่ำ แบคฮยอนจึงรู้ตัวว่าพวกเขาจับมือกันนานเกินไปแล้ว!


ขอโทษครับ


โอเมก้าหนุ่มรีบดึงมือออกพลางเอ่ยขอโทษ ส่วนอีกคนเองก็กล่าวเช่นเดียวกันออกมาเบา ๆ ทำเอาคนที่ยืนมองอย่างจุนมยอนหัวเราะออกมาเล็กน้อยกับท่าทีประหลาดของคนทั้งสอง


พวกคุณ โอเคนะ? จุนมยอนไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเพราะอะไรทำไมการเจอกันครั้งแรกของทั้งคู่มันดูแปลกตานัก จากที่คิดว่าหัวหน้าฝ่ายผลิตอย่างแบคฮยอนจะตั้งท่าใส่หัวหน้าการตลาดคนใหม่เป็นปกติ ทว่าท่าทีของพวกเขากลับแปลกไป—มันดูเข้ากันอย่างไรชอบกล


ครับ แบคฮยอนขานตอบคนเป็นน้อยพลางเรียกสติของตัวเองให้กลับมา อ่า ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ แล้วก็ขอต้อนรับสู่ Bonnie & Clyde” คนตัวเล็กพูดด้วยท่าทีกระฉับกระเฉงเช่นเคยและชานยอลเองก็คลายสีหน้าแล้วยกยิ้มให้


ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ ต่อจากนี้ทำงานด้วยกัน ผิดพลาดตรงไหนก็แนะนำกันได้เลยนะครับ เมื่อได้ยิน


แบบนั้นจุนมยอนก็หัวเราะลั่นออกมาพลางยกมือโอบไหล่หัวหน้าฝ่ายผลิตอย่างเป็นกันเอง


คุณฝากตัวถูกคนแล้วครับหัวหน้าปาร์ค หัวหน้าบยอนขึ้นชื่อว่าเก่งที่สุดในบริษัท และประโยคต่อมาก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ชานยอลพร้อมกระซิบเสียงเบา แถมเคี่ยวอย่าบอกใครเลย


ผมได้ยินนะครับท่านประธาน


โอเมก้าหนุ่มพูดสวนกลับโดยที่ทำเสียงต่ำลงเล็กน้อย ซึ่งนั่นก็เรียกเสียงขบขันจากท่านประธานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เองก็หลุดยิ้ม


กระทั่งเสียงสัญญาณของลิฟต์ดังขึ้นเมื่อมันเคลื่อนตัวมาถึง คนทั้งสามเดินเข้าไปในลิฟต์พร้อมกันและกดหมายเลขชั้นที่ต้องการจะไป แบคฮยอนเคยคิดว่ากว่าจะขึ้นไปถึงชั้นสิบห้านั้นถือว่าใช้เวลานานพอสมควรทว่าก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เมื่อโอเมก้าหนุ่มเหลือบตามองคนตัวสูงข้างกาย และอีกฝ่ายเองก็กำลังมองมายังเขาเช่นเดียวกัน


วินาทีนั้นแบคฮยอนอยากจะให้ลิฟต์เคลื่อนตัวช้ากว่านี้—ไม่ก็ค้างไปเลยก็ได้


ใครจะคิดว่าตลอด 26 ปีที่ผ่านมา ตนจะพ่ายแพ้ให้กับสายตาของคนที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก แถมยังเป็นคนที่คาดว่าน่าจะเป็นคู่โชคชะตาอีกต่างหาก ไม่อยากจะเชื่อ แต่ให้ตายเถอะ ความรู้สึกตอนที่พวกเราจ้องตากันมันเหมือนกับกำลังลอยขึ้นสวรรค์ชัด ๆ


แต่สวรรค์ที่ว่านั่นน่ะคงเป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้นแหละ

 

 



 

/5/

 



“หมายความว่ายังไงที่ฉันต้องไปดูงานที่เชจู”


บยอนแบคฮยอนเอ่ยถามลูกน้องตรงหน้าที่กำลังแจ้งนัดหมายในอีกสองวันให้รู้ ซองอูถึงกับกระพริบตาถี่พลางก้มมองตารางงานในมืออีกครั้งเพื่อยืนยัน


“ท่านประธานสั่งมาน่ะครับว่างานแฟชั่นโชว์ครั้งนี้จะให้หัวหน้าเป็นคนไป”


“นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบออกงาน”


“ครับ ผมรู้ แต่ประธานก็ยังยืนยันคำเดิมนะครับ” องซองอูได้แต่ทำหน้าเว้าวอนให้หัวหน้าแผนกอย่างบยอนยอมอ่อนข้อ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าล่ะว่าคนตรงหน้าน่ะเกลียดงานสังคมแค่ไหน ถึงจะเป็นพวกพกความมั่นใจเป็นร้อย แต่มันก็ไม่ได้หมายความแบคฮยอนจะชอบออกสื่อต่อหน้ามันมาก ๆ เสียหน่อย


“งั้นก็ส่งคนอื่นไปแทนไม่ได้รึไง”


“ผมลองขอให้แล้วแต่ก็โดนปฏิเสธกลับมา” เบต้าหนุ่มว่าด้วยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย “แต่หัวหน้าไม่ได้ไปคนเดียวหรอกนะครับ ผมได้ยินมาว่าหัวหน้าปาร์คเองก็ไปด้วย—”


ตึง!!!


“บ้ารึเปล่า! นี่นายล้อฉันเล่นอยู่รึไง?” เสียงแฟ้มที่ฟาดลงบนหน้าโต๊ะอย่างจังทำเอาองซองอูสะดุ้งเฮือก เขาเดาผิดเสียที่ไหนล่ะว่าหัวหน้าจะของขึ้นเมื่อได้ยินประโยคนี้ แต่ถ้าไม่แจ้งไว้แต่เนิ่น ๆ เนี่ยสิปัญหาใหญ่ได้ตามมาแน่นอน


“ใจเย็น ๆ สิครับหัวหน้า เดี๋ยวแฟ้มก็ยับหรอก” อ่า ก็ในแฟ้มนั่นมันเป็นสเกตคร่าว ๆ ของแบบเสื้อผ้าที่ดีไซเนอร์เพิ่งเอามาส่งนี่นะ


“จะให้ฉันเย็นได้ยังไง นี่ฉันต้องออกงานกับ—ฮึย! ฉันต้องออกงานกับหมอนั่นงั้นหรอ?” แบคฮยอนจ้องเขม็งไปที่เลขาหนุ่ม ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับก่อนจะทำตัวให้ลีบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้เดาอีกสามวินาทีต่อจากนี้ต้องมีระเบิดลงยังห้องแห่งนี้แน่ ๆ ทว่าเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้อารมณ์ของทั้งคู่ชะงักงันทันที


แบคฮยอนเหลือบมองด้านหน้าก่อนจะเห็นชายหนุ่มที่ตนทราบดีว่าเป็นใคร เขายอมปล่อยแฟ้มก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึก พลางพยักพเยิดหน้าให้เลขาซองอูวิ่งไปเปิดประตู


“ผมกวนรึเปล่า?” จุนมยอนถามหลังจากที่เดินเข้ามาในห้องทำงานของหัวหน้าบยอน


“เปล่าครับ ผมกับซองอูเพิ่งคุยงานกันเสร็จ” โอเมก้าหนุ่มส่งยิ้มให้กับท่านประธาน และก็หวังเอาไว้ว่ามันจะเป็นยิ้มที่ไม่ทำให้คนตรงหน้าสงสัยว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น ส่วนซองอูเองเมื่อเห็นประธานคิมก็กล่าวขอตัวก่อนจะออกจากห้องไปทันที เพราะดูท่าแล้วคนทั้งสองคงมีเรื่องคุยกันนานแน่


“งั้นก็รู้เรื่องงานแฟชั่นโชว์ครั้งต่อไปแล้วสินะ” เมื่อได้ยินลูกน้องพูดแบบนั้นก็เท่ากับว่าเลขาเบต้าคงรายงานให้ฟังหมดแล้ว พลันสีหน้าของแบคฮยอนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย


“ท่านประธานครับ เรื่องนี้—”


“ผมคิดว่าคุณต้องออกไปพบผมที่ห้องแน่ ๆ ผมเลยตัดสินใจมาหาที่นี่ก่อน” จุนมยอนเฉลยเหตุผลว่าทำไมตนถึงมาที่นี่ ซึ่งนั่นก็ทำเอาแบคฮยอนนิ่งเงียบไปในทันที ดูท่าแผนการที่จะไปบอกปฏิเสธเรื่องไปงานแฟชั่นโชว์ที่เชจูจะไม่ได้ผลเสียแล้ว ดูเอาเถอะ เล่นมาดักคอถึงห้องเลยนี่ “ผมคิดว่าคุณควรออกงานสังคมบ้างนะแบคฮยอน”


“แต่ท่านก็รู้ไม่ใช่หรอครับว่าผมไม่ชอบออกงาน แล้วครั้งล่าสุดที่ผมออกงานนั่นมันก็ผ่านมานานแล้วด้วย”


“งั้นก็ออกอีกสักครั้งสิจะเป็นอะไรไป”


“แต่—” “เถอะหน่า เชื่อผม มันไม่มีอะไรหรอก” ประธานหนุ่มยิ้มบางให้กับหัวหน้าบยอน ใคร ๆ ก็รู้ว่าแบคฮยอนไม่ชอบออกงานสังคมเท่าไหร่นัก ทั้งที่เจ้าตัวก็ดูมีความมั่นอกมั่นใจแท้ ๆ “ผมอยากให้คุณออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง ออกไปพักผ่อน เห็นคุณเครียดกับเรื่องคอลเลคชั่นใหม่ผมก็รู้สึกผิดยังไงก็ไม่รู้สิ”


“ถ้างั้นเดี๋ยวส่งแบบให้โรงงานเรียบร้อยเมื่อไหร่ ผมยื่นวันลาก็ได้นี่ครับ”


“มันไม่เหมือนกันซะหน่อย ที่บอกว่าอยากให้พักผ่อนน่ะ ผมอยากให้คุณออกไปดูคนอื่นบ้าง นี่ไม่ได้จะบอกว่าคุณไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างนะ แต่ลองออกไปแลกเปลี่ยนมุมมอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่นบ้างดีไหม ดูเหมือนว่าโจทย์ใหม่ของผมจะทำให้คุณกดดันกับมันจริง ๆ” ประโยคของประธานคิมทำให้คนฟังถึงกับคิดมาก แบคฮยอนนิ่งค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถามในสิ่งที่สงสัย


“ท่านประธานไม่ชอบแบบที่ผมส่งไปให้ดูหรอครับ”


“พูดอะไรอย่างนั่นล่ะหัวหน้าบยอน” จุนมยอนรีบยกมือปัด “ผมชอบมากต่างหาก แต่คิดว่ามันยังขาดอะไรไปนิดหน่อย ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ แต่.. ไม่รู้สิ ผมเองก็ไม่ใช่พวกเดาใจใครเก่งนัก จะเดาก็คงเดาจากเนื้องานนั่นแหละ” และเขาก็หมายถึงแบบนั้นจริง ๆ แบบร่างที่ฝ่ายผลิตส่งมาให้ดูเมื่อเช้าเขาน่ะชอบเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว โดยเฉพาะเซทของคอลเลคชั่นสิ้นปี—คอลเลคชั่นไม้ตายที่อาจจะน็อคคู่แข่งรายอื่นให้ร่วง


“ถ้างั้นเดี๋ยวผมจะเรียกทีมประชุมใหม่อีกครั้งก็ได้ครับ ถ้ายังไงเดี๋ยวผมจะส่งแบบให้ดูวันมะรืนเลยก็ได้”


“เฮ้ ๆ ไม่ต้องรีบขนาดนั้น” เมื่อเห็นว่าลูกน้องคนขยันกำลังจะนัดวันดูงานอีกรอบ จุนมยอนก็ต้องรีบบอกปัดก่อนที่คนตรงหน้าจะคิดมากไปกว่านี้ “เอาไว้รอคุณกลับจากดูงานที่เชจูก่อนดีไหม?”


“ท่านประธานครับ คือเรื่องนี้..”


“หรือคุณไม่สะดวกล่ะ” ประธานหนุ่มถามพลางเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย ครั้นจะตอบปฏิเสธตรง ๆ ไปมันก็คงได้แหละ แต่ก็เกรงใจนี่นะ


“ก็ไม่เชิงว่าไม่สะดวกหรอกครับ ผมแค่สงสัยว่าทำไมดูงานครั้งนี้ถึงมีหัวหน้าปาร์คไปด้วย”


“นั่นก็ปกติที่ฝ่ายการตลาดต้องไปดูงานอยู่แล้วนี่”


“แต่ทุกครั้งก็ส่งคนอื่นไปไม่ใช่หรอครับ ผมไม่เห็นจะมีครั้งไหนที่หมอนั่น—เอ่อ ผมหมายถึงหัวหน้าปาร์คลงไปดูงานเองสักครั้ง” แบคฮยอนเกือบหลุดปากต่อคนตรงหน้า แม้ว่าประธานจะรับรู้ถึงความบาดหมางระหว่างคนทั้งคู่ดี แต่แบคฮยอนก็ยังอยากรักษาภาพลักษณ์ไว้อยู่เหมือนกัน


“ฮ่ะ ๆ ก็คราวก่อนหัวหน้าบยอนบอกเองไม่ใช่หรอว่าแผนกการตลาดไม่จริงจังกับการโปรโมท คราวนี้หัวหน้าปาร์คก็คงอยากจริงจังขึ้นมาละมั้งครับ เพราะเขามายืนยันด้วยตัวเองเลยว่าจะเป็นคนไปดูงานที่เชจูเอง”


“...”


“รวมถึงเสนอชื่อคุณให้เข้าไปดูงานร่วมกันครั้งนี้ด้วย”


“ห้ะ? เสนอชื่อผมเนี่ยนะ?” โอเมก้าร่างเล็กถึงกับร้องเสียงหลงเมื่อได้ยินความจริงจากปากท่านประธาน ก็ไหนบอกว่าเป็นคนเลือกเขาเองไง? ทำไมถึงได้กลายเป็นว่าปาร์คชานยอลเป็นคนเลือกเขา?


นี่มันหาเรื่องแกล้งกันชัด ๆ


“อือฮึ”


“แต่ประธานก็รู้นี่ว่าผมกับเขา..เอ่อ เราไม่ลงรอยกัน”


“เรื่องนั้นผมรู้ครับ ก็แอบสงสัยเหมือนกัน แต่เหตุผลของหัวหน้าปาร์คนั่นแหละที่ทำให้ผมมาหาคุณที่ห้องนี้”


“ฮ่ะ ๆ ผมว่ามันต้องมีเรื่องเข้าใจผิดแน่ ๆ ถ้าไงเดี๋ยวผมขอไปคุยกับเขาก่อนได้ไหมครับ ขืนไปด้วยกันแบบนี้ผมไม่แน่ใจว่ามันจะรุ่งหรือล่มกันแน่” พูดด้วยความสัจจริง แบคฮยอนมองไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าถ้าหากเขาออกงานกับปาร์คชานยอลจะเกิดอะไรขึ้น บ้าหน่า พวกเขาเกลียดขี้หน้ากันจะตาย ลำพังแค่เดินผ่านแผนกเขายังรู้สึกไม่ชอบใจเลย แต่นี่ต้องออกงานด้วยกันเนี่ยนะ?


“ไม่ต้องหรอกครับหัวหน้าบยอน เพราะผมตัดสินใจแล้วว่าจะให้คุณทั้งสองคนไปด้วยกัน”


ครั้นได้ยินแบบนั้นแบคฮยอนถึงกับทำสีหน้าไม่ถูก “นี่ล้อผมเล่นอยู่ใช่ไหมครับ”


“ไหน ๆ คุณก็เป็นคนควบคุมการออกแบบทั้งหมด แถมหัวหน้าปาร์คก็ต้องคอยดูแลเรื่องแผนงานโปรโมทครั้งต่อไป พวกคุณไปดูงานด้วยกันจะได้เห็นอะไร ๆ เหมือนกัน ที่ผ่านมาผมมัวแต่วุ่นกับเรื่องสาขาใหม่ก็เลยไม่ได้ลงมาดูพวกคุณด้วยตัวเองเท่าไหร่ อีกอย่างไปเชจูคราวนี้อาจจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นก็ได้นะ” จุนมยอนว่าพลางส่งยิ้มให้ ซึ่งนั่นก็เป็นยิ้มที่แบคฮยอนรู้สึกไม่ปลอดภัยเลยสักนิด


“ท่านประธานหมายถึงอะไรหรอครับที่บอกว่าเรื่องดี ๆ น่ะ” ดีกับผีน่ะสิ! งานล่มขึ้นมาเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน


“แหม ก็ใช้เวลาไปดูงานด้วยกันปรับความเข้าใจกันหน่อยสิครับ ผมไม่อยากเห็นลูกน้องผิดใจกันนาน ๆ แบบนี้หรอก”


“แล้วก็เพิ่งจะมาพูดตอนที่ผมไม่ชอบหัวหน้าปาร์คมาเกือบสองปีแล้วน่ะหรอ”


“ก็ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกคุณ ผมเลยไม่ได้เข้ามาวุ่นวาย” ประธานหนุ่มอธิบาย “แต่ดูเหมือนว่าพวกคุณสองคนจะเอาอารมณ์ส่วนตัวมาลงกับเรื่องงานมากเกินไป ขอโทษที่ผมต้องพูดตรง ๆ นะครับหัวหน้าบยอน ผมไม่อยากให้พวกคุณทะเลาะกัน”


“ผมเปล่าทะเลาะกับหัวหน้าปาร์ค” โอเมก้าหนุ่มแก้ต่างทันทีซึ่งนั่นก็ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับคนเป็นนายเท่าไหร่นัก


“แล้วมันเป็นเพราะเรื่องอะไรล่ะครับ พวกคุณถึงไม่ชอบหน้ากัน”


“..เรื่องนั้น..” คำถามของคนตรงหน้าทำเอาแบคฮยอนพูดอะไรไม่ออก ใช่ว่าเขาหาคำตอบให้ไม่ได้หรอกนะว่าทำไมถึงไม่ชอบปาร์คชานยอล แต่ก็อย่างที่ท่านประธานคิมว่า เขากำลังเอาอารมณ์ส่วนตัวมาลงกับงาน ส่วนเรื่องระหว่างเขากับชานยอลเราไม่ได้ผิดใจกันมากขนาดนั้นหรอก


แต่จุดเริ่มต้นทั้งหมดก็เป็นเพราะหมอนั่นคนเดียวทั้งนั้น!


เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สะดวกที่จะตอบคำถาม จุนมยอนก็ไม่ได้คิดจะคาดคั้นอะไรนัก เพราะอย่างไรมันก็เป็นเรื่องของคนสองคน แต่มันก็น่าแปลกใจ ทั้งที่ช่วงแรกที่พวกเขาเจอกันก็ดูเหมือนจะไปได้สวยแท้ ๆ


เกือบคิดด้วยซ้ำว่าสองคนนี้คือคู่โชคชะตา


“ไม่ต้องตอบก็ได้ครับ ผมถึงบอกไงครับว่าถ้ามันเป็นเรื่องส่วนตัวผมก็จะไม่ก้าวก่าย” ประธานหนุ่มพูดด้วยท่าทีสบาย ๆ “แต่พวกคุณก็รู้ใช่ไหมว่าผมคาดหวังกับคอลเลคชั่นสิ้นปีมากแค่ไหน”


“ครับ..”


“อืม เพราะงั้นช่วยตั้งใจทำมันออกมาให้เต็มความสามารถด้วยนะครับ”


“...”


“หวังว่าพวกคุณจะไม่ทำให้ผมผิดหวัง”


ทั้งที่สีหน้าคนพูดก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้จริงจังอะไร แต่ประโยคที่แฝงไปด้วยความคาดหวังนั่นแหละที่กำลังจะทำให้แบคฮยอนกดดัน โอเค เขารู้ตัวว่าตอนนี้ตนอาจจะทำให้งานเสียเพราะเรื่องส่วนตัว แต่แล้วอย่างไร มันใช่เรื่องรึไงที่เขาต้องไปดูงานกับปาร์คชานยอลน่ะ


พลันเหลือบมองสีหน้าของท่านประธานแบคฮยอนก็จึงต้องจำยอมกลืนความคิดของตัวเองเก็บไว้ในส่วนลึกที่สุด สีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความหวังและความไว้ใจ อย่างไรเสียตนก็เป็นคนรับผิดชอบงานเกือบทั้งหมด ไหนความตั้งใจที่จะทำให้เสื้อผ้าแบรนด์นี้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น


เพราะงั้นแบคฮยอนจึงยอมพยักหน้ารับ


“ครับ ผมจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด”


เอาล่ะ แค่งานเดียวเท่านั้น


ท่องไว้แบคฮยอน


แค่-งาน-เดียว

 





/50%/






 

 

/6/



“ถ้าคุณหงุดหงิดที่มาดูงานกับผมมากขนาดนั้นทำไมไม่ปฏิเสธประธานไปล่ะครับ”


“ก็เพราะนายไม่ใช่หรอที่เสนอชื่อฉัน เราถึงต้องมาด้วยกันนี่ไง!


“ว้าว คุณใช้คำว่า เรา ผมใจเต้นนะเนี่ย”


“ไม่เต้นก็ตาย พูดอะไรแปลก ๆ”


“เป็นห่วงผมด้วย—เฮ้ จะหยุดเดินก็บอกกันก่อนสิ” ปาร์คชานยอลเอ็ดคนตรงหน้า ที่จู่ ๆ เจ้าตัวก็หยุดเดินกะทันหัน ทำเอาคนที่เดินตามหลังแบบเขาถึงกับยั้งตัวเองไว้ไม่ทัน เผลอชนเข้ากับคนตรงหน้าจนได้สายตาค้อนจากแบคฮยอน


“เวลาหนึ่งชั่วโมงกับอีกสิบนาทีที่นั่งเครื่องมานายยังพูดมากไม่พออีกงั้นหรอ”


“จะชมว่าผมพูดเก่ง?”


“พูดมากต่างหาก!” อัลฟ่าร่างสูงได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมา คงเป็นเพราะว่าเขาไม่ค่อยเห็นแบคฮยอนในชุดไพรเวทเท่าไหร่ เจ้าตัวเลยดูเหมือนเด็กมหาลัยไร้พิษสงมากกว่าจะเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตจอมเฮี้ยบที่เอาแต่ต่อว่าเขาทุกวัน


ดีกรีความปากร้ายก็ไม่ได้ลดลงเลยสักนิด


“รำคาญผมก็อย่าอยู่ใกล้ผมสิ อืม..ผมคิดถึงกลิ่นแอปเปิลจัง


“ไอ้ทุเรศ!” แบคฮยอนฟาดกระเป๋าในมือใส่อกคนตรงหน้าอย่างจัง มีอย่างที่ไหนมาพูดจาแทะโลมกันซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้ โดยเฉพาะกับคนที่เขาโคตรจะไม่ชอบขี้หน้า ให้ตายเถอะ! นี่ท่านประธานส่งพวกเขามาดูงานหรือส่งมาลงสังเวียนกันแน่


อยากตายจริงโว้ย!


“เฮ้ อย่าเดินเร็วสิคุณ เดี๋ยวก็ล้มหรอก” ปาร์คชานยอลเอ่ยตามหลังทันทีที่เห็นว่าหัวหน้าบยอนเอาแต่สับเท้าเดินออกห่างจากเขา ขาก็ไม่ได้ยาวทำไมถึงก้าวเร็วนักนะ ไอ้เมื่อครู่ที่พูดออกไปแบบนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย เวลาอยู่ใกล้กันทีไรเขาก็มักจะได้กลิ่นผลไม้อ่อน ๆ จากเจ้าตัวทุกครั้ง


กลิ่นหวานอมเปรี้ยวของแอปเปิล—กลิ่นของแบคฮยอน


เฮ้อ ผมเองก็ไม่ได้อยากได้กลิ่นนักหรอก ชานยอลบ่นพึมพำกับตัวเอง เพราะเขาเองก็รำคาญกับความจมูกดีของตนเหมือนกัน ใครบอกว่าโอเมก้าเป็นพวกไวต่อกลิ่นได้ฝ่ายเดียว อัลฟ่าอย่างเขาก็ไม่ต่างกันนักหรอก


โดยเฉพาะกลิ่นของคู่โชคชะตาตัวเองน่ะ


มัวแต่คิดเรื่องตัวเองเพลิน ๆ จนลืมมองไปว่าตอนนี้คนที่มาด้วยกันกำลังยืนคุยกับใครสักคนอยู่บริเวณทางออกหน้าเกท ดูเหมือนว่าจะเป็นคนของบริษัทที่ถูกส่งมาเตรียมงานก่อนหน้า อัลฟ่าร่างสูงเดินเข้าไปใกล้ขณะเดียวกับที่อีกฝ่ายก็หันมาเจอพอดี


“สวัสดีค่ะคุณชานยอล ยินดีต้อนรับสู่เชจูนะคะ”


“สวัสดีครับคุณกงรี ไม่เจอกันนานเลย สบายดีนะครับ” ชานยอลตอบกลับขณะยื่นมือจับทักทายกับหญิงสาวตรงหน้า จองกงรี—ผู้จัดการสาวที่เขาเคยร่วมงานด้วยกันสมัยที่ยังอยู่สาขาใหญ่ เธอเป็นเบต้าที่มีฝีมือการทำงานยอดเยี่ยมคนหนึ่งเลยล่ะ


“ไม่มีแฟชั่นโชว์ครั้งไหนสบายหรอกค่ะ ยังเดินได้อยู่ก็เรียกว่าบุญหล่นทับแล้ว”


“ฮ่ะ ๆ พูดแบบนี้เห็นทีผมต้องยื่นเรื่องเพิ่มเงินเดือนให้คุณดีไหมครับ”


“พูดเป็นเล่นหน่า ฉันสบายดีค่ะ ไม่คิดว่าจะได้ร่วมงานกันอีก” หญิงสาวว่าพลางส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร รวมถึงอัลฟ่าหนุ่มอย่างชานยอลก็เช่นกัน “ผมเองก็—”


“ขอโทษทีขัดจังหวะนะครับคุณจอง รถตู้จอดอยู่ที่ไหนหรอครับ” ไม่ทันที่ชานยอลจะพูดจบ โอเมก้าร่างเล็กที่มาด้วยกันก็พูดโพล่งขึ้นมาทันที ทำเอาผู้จัดการสาวถึงกับหน้าเหวอเพราะเผลอลืมตัวทักทายคนเคยร่วมงานนานเกินไป


“ขอโทษนะคะคุณบยอน เดี๋ยวเดินตามมาทางนี้เลยค่ะ” ว่าแล้วเบต้าสาวก็เดินนำทั้งคู่ไปยังรถตู้ที่จอดรออยู่ด้านนอก โดยที่ระหว่างนั้นคนตัวสูงก็เอาแต่เดินยิ้มจนแบคฮยอนที่เหลือบเห็นพอดีก็ถึงเบ้ปากใส่ด้วยความหมั่นไส้


“น้อย ๆ หน่อย นี่มาทำงาน”


“ห่วงงานหรือว่าหึงผมล่ะ”


“ประสาท! ฉันจะหึงนายทำไม บ้าหรอ?” แบคฮยอนปฏิเสธเสียงดังจนคนที่เดินนำหน้าถึงกับหันมามองอย่างแปลกใจ “มีอะไรกันรึเปล่าคะ?” กงรีถามเพราะเมื่อครู่เธอได้ยินเสียงของหัวหน้าบยอนตะโกนลั่น


“เอ่อ..”


“ไม่มีอะไรหรอกครับ หัวหน้าบยอนเขาบ่นว่ากระเป๋าหนักน่ะ ผมกำลังจะช่วยถือพอดีเลย” แล้วชานยอลก็ถือวิสาสะคว้าเอากระเป๋าถือของโอเมก้าไปทันที ทำเอาคนตัวเล็กที่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถึงกับหน้าเหวอ “เฮ้ ๆ นี่นาย—” แต่จะเผลอต่อว่าคนตรงหน้าก็ไม่ได้เพราะคุณกงรีมองอยู่


ถ้าหากว่าอีกฝ่ายไม่ถูกสั่งให้เฝ้าดูพฤติกรรมของเขาทั้งคู่ ป่านนี้ปาร์คชานยอลไม่เหลือแม้แต่เงาหรอก พูดเลย!


“อ่าใช่ครับ ตามนั้นแหละ” หัวหน้าการผลิตถึงกับหัวเราะแห้งเพราะไม่อยากมีปัญหาตามมาทีหลัง ระหว่างนั้นก็คอยมองจิกคนข้าง ๆ ที่เอาแต่กวนประสาทไม่เลิกตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเครื่อง อยากจะรู้จริง ๆ ว่าปาร์คชานยอลไปเอาพลังงานมากมายแบบนี้มาจากไหน ทำไมถึงได้กวนประสาทเก่งจนแบคฮยอนอยากจะชกหมัดอัดใส่หน้า!


จองกงรีมองคนทั้งสองสลับกันอยู่ครู่เดียวก่อนจะหัวเราะอย่างเอ็นดูให้แล้วเดินนำต่อ ส่วนอัลฟ่าหนุ่มก็เดินนำหน้าแบคฮยอนแบบตัวปลิว ถึงแม้ว่าหมอนั่นจะถือกระเป๋าเต็มสองมือก็ตาม ไหนจะเอี้ยวตัวคุยกับเบต้าหญิงคนนั้นด้วยท่าทีสนิทสนม


เหอะ!


ใช้เวลาไม่นานกับการนั่งรถตู้มาถึงที่พัก สถานที่ตรงหน้าเป็นโรงแรมระดับห้าดาว ตั้งอยู่บริเวณใกล้ชายหาดของเกาะเชจู ทำให้ทุกห้องของที่นี่สามารถมองเห็นวิวทะเลได้ แบคฮยอนรู้สึกระทับใจกับที่นี่พอสมควร และมันก็นานมากแล้วที่เขาไม่ได้ไปที่อื่นถ้าหากไม่ใช่เรื่องงาน


แต่นี่ก็มาเพราะเรื่องงานเหมือนกันนี่นะ..


“นี่คีย์การ์ดห้องพักนะคะ แล้วก็ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ที่ทางเราไม่สามารถจองห้องแยกให้ได้” กงรีพูดขณะยื่นคีย์การ์ดคนละใบให้แก่ชายหนุ่มทั้งสองพลันแบคฮยอนก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที


“เดี๋ยวนะครับ นี่คุณจองหมายถึง—”


“ค่ะ คุณบยอนกับคุณปาร์คต้องนอนห้องด้วยกัน เพราะแขกที่มาร่วมงานแฟชั่นโชว์ครั้งนี้เยอะมาก เลยต้องแชร์ให้กับแบรนด์อื่น ๆ ด้วย อีกอย่างพวกคุณก็เป็นผู้ชายทั้งคู่ ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันใช่ไหมคะ” คำว่าไม่ได้มีปัญหาของจองกงรีกำลังกระแทกเข้าแสกหน้าแบคฮยอนเต็ม ๆ จะไม่มีได้อย่างไรกันล่ะครับ ก็ปาร์คชานยอลนั่นแหละตัวปัญหา!


“จะมีปัญหาได้ยังไงกันล่ะครับ พวกเราเองก็ทำงานที่เดียวกันนี่เนอะ” ชายหนุ่มตัวสูงว่าก่อนจะรับคีย์การ์ดในมือของหญิงสาวมาถือไว้ เพราะถ้าหากไม่ทำเช่นนั้นมีหวังแบคฮยอนได้วีนแตกกลางล็อบบี้แน่ ๆ “ใช่ไหมครับหัวหน้าบยอน”


“อย่ามาพูดแบบนี้กับฉัน” คนตัวเล็กกัดฟันพูดพลางจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาแข็งกร้าว


“คุณก็ได้ยินแล้วนี่ว่าห้องมันไม่พอ”


“แต่ฉันไม่นอนห้องเดียวกับอัลฟ่า!


“แล้วคิดว่าผมอยากนอนห้องเดียวกับโอเมก้าอย่างคุณรึไง?”


“งั้นก็ไปนอนที่อื่นสิ!” แบคฮยอนตะหวาดด้วยเสียงกระซิบ แต่คนฟังอย่างชานยอลกลับได้ยินชัดเจน


“เสียใจด้วย ผมชอบห้องตะวันออก” คนเป็นอัลฟ่าตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ เขาหันหน้าไปยังจองผู้จัดการเบต้าที่กำลังกระพริบตามองอยู่ “อ่า..ตกลงแล้วพวกคุณโอเคไหมคะ”


“ไม่ครับ / โอเคครับ” ทั้งสองคนพูดออกมาพร้อมกันจนหญิงสาวถึงกับชะงักเล็กน้อย


“ขอโทษนะครับคุณจอง ผมไม่อยากเรื่องมากหรอก แต่ผมมีปัญหากับการร่วมห้องกับคนอื่น จะว่าอะไรไหมถ้าหากผมจะขอให้คุณติดต่อโรงแรมข้าง ๆ ให้หน่อย ค่าใช้จ่ายเดี๋ยวผมออกเอง” แบคฮยอนเดินแทรกปาร์คชานยอลไปยืนตรงหน้าหญิงสาวขณะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย เขาล้วงมือหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาพร้อมกับบัตรเครดิตหนึ่งใบ นั่นก็เท่ากับว่าแบคฮยอนพร้อมที่จะหาห้องใหม่มากกว่าต้องอยู่ร่วมห้องกับหัวหน้าการตลาด


“เอ่อ..คุณบยอนคะ โรงแรมแถวนี้ก็ห่างออกไปอีกหลายกิโลเลย เกรงว่าจะไม่สะดวกถ้าหากต้องนั่งรถวนไปมาเพื่อร่วมงาน” กงรีพยายามอธิบายถึงความสะดวกสบายในการเดินทาง ก่อนหน้านั้นเธอเองก็ได้ยินมาจากทางสาขาใหญ่เหมือนกันว่าหัวหน้าทั้งสองไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่


ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริงแฮะ..


“ผมไม่มีปัญหาครับ ขอแค่ห้องให้ผมก็พอ”


“แต่ว่า..” กงรีอ้ำอึ้งเล็กน้อยเพราะเกรงใจในตำแหน่งของแบคฮยอน อีกอย่างเธอก็กลัวว่าตัวเองจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ “ไม่ต้องหรอกครับคุณกงรี เดี๋ยวหัวหน้าบยอนจะพักกับผมเนี่ยแหละ ขอบคุณที่เป็นธุระให้นะครับ” ชานยอลว่าขณะรวบเอาบัตรเครดิตที่กำลังยื่นให้หญิงสาวกลับคืนมา แบคฮยอนถึงกับชักสีหน้าและเตรียมจะอ้าปากต่อว่าเขาอีกครั้ง ทว่าชานยอลกลับจ้องอีกฝ่ายนิ่งและคิดว่าแบคฮยอนจะเข้าใจความหมายดี


“ผมเคยพักที่นี่ ห้องเป็นแบบสองห้องนอนใช่ไหมครับ” คนตัวสูงเอ่ยปากถามขณะก้มดูหมายเลขห้องบนคีย์การ์ด จังหวะเดียวกันก็ต้องเบี่ยงมือหลบให้พ้นจากแบคฮยอนที่กำลังจะคว้าเอาบัตรเครดิตคืน


“ใช่ค่ะ แบบสองห้องนอน” ผู้จัดการสาวพยักหน้ารับก่อนจะส่งยิ้มแหยให้


“โอเคครับ ถ้ายังไงเดี๋ยวผมจะพาหัวหน้าบยอนขึ้นไปเก็บของข้างบนก่อน เดี๋ยวประมาณห้าโมงเย็นเรามาเจอกันตรงล็อบบี้ข้างล่างก็ได้ เผื่อคุณอยากคุยรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมก่อนที่งานจะเริ่ม” ชานยอลสรุปทุกอย่างให้ประโยคเดียว ซึ่งกงรีเองก็เห็นด้วยตามที่อีกฝ่ายว่า


“แบบนั้นก็ได้ค่ะ ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ” หญิงสาวกล่าวลาก่อนจะเดินแยกออกไป เหลือทิ้งไว้แค่ความบาดหมางระหว่างชานยอลและแบคฮยอนที่ตอนนี้มันเริ่มจะทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ


“นายกำลังทำให้เรื่องทุกอย่างมันยุ่งยาก!” เมื่อบริเวณนี้ไม่มีใคร แบคฮยอนจึงกล้าเอ่ยปากเสียงดังใส่อีกฝ่ายทันที


“คุณต่างหากที่ทำ หัดเกรงใจคนอื่นเขาซะบ้าง”


“แล้วนายเกรงใจคนอื่นนักรึไง? เอาบัตรเครดิตฉันคืนมาเดี๋ยวนี้”


“เสียใจด้วยครับ ผมจะคืนให้ก็ต่อเมื่องานจบ”


“นี่! นายไม่มีสิทธิ์มายึดของ ๆ ฉัน!


“ถ้างั้นก็ช่วยทำตัวให้เหมาะสมหน่อยสิครับหัวหน้าบยอน แค่นอนห้องด้วยกันมันไม่ตายหรอก ถึงเป็นห้องเดียวกันก็แยกห้องใครห้องมันอยู่ดี คุณจะเรื่องมากไปทำไม” ชานยอลคิดว่าตัวเองเริ่มหงุดหงิดแล้วล่ะ ทั้งที่วันนี้อุตส่าห์อารมณ์ดีมาได้ทั้งวันแล้วแท้ ๆ แต่เพราะความมากเรื่องมากความของโอเมก้าตรงหน้าเนี่ยแหละที่จะทำให้เขาฉุน


“ก็ฉันไม่อยากนอนห้องเดียวกับนาย!


“อือฮึ งั้นก็เชิญนอนล็อบบี้เถอะ เพราะผมจะไม่คืนบัตรเครดิตให้คุณ”


พูดจบชานยอลก็เดินไปหน้าลิฟต์ทันทีโดยไม่สนว่าจะมีใครบางคนกำลังจะโยนกระเป๋าใส่ และเขาก็เชื่อสัญชาตญาณของตัวเองมากพอว่าแบคฮยอนจะไม่กล้าทำแบบนั้นจริง ๆ


และมันก็เป็นอย่างที่เขาคิด อีกฝ่ายเอาแต่ยืนนิ่งจ้องเขาด้วยสายตาอาฆาตแค้น และนั่นก็เรียกรอยยิ้มบนมุมปากของอัลฟ่าได้เป็นอย่างดี เพราะยิ่งเห็นว่าแบคฮยอนโกรธตนมากเท่าไหร่ ชานยอลก็รู้สึกสุขใจเป็นบ้า โดยเฉพาะเวลาที่ริมฝีปากเล็กนั่นขบกันแน่นเพื่อที่จะกลั้นความโกรธของตัวเอง


“สาบานได้ว่าก่อนกลับโซลฉันต้องเอาเลือดหัวนายออกมาล้างเท้าแน่!


สบถออกมาแบบนั้นแต่โอเมก้าตัวเล็กก็ยอมเดินตามอัลฟ่าร้ายกาจคนนั้นเข้าไปในลิฟต์อย่างไม่เต็มใจ โอเค อย่างน้อยเขาอาจจะต้องใจเย็นก่อนแล้วค่อยหาจังหวะฉวยเอาบัตรเครดิตตัวเองคืนมา จากนั้นจะวิ่งไปเปิดโรงแรมที่ไหนนอนคนเดียวก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ห้องเดียวกับไอ้อัลฟ่าคนนี้!


และให้ตาย! นี่เขาคิดถูกหรือคิดผิดที่ตัดสินใจมากับหัวหน้าแผนกการตลาด


จะได้ดูงานหรือว่าล่มงานก็คราวนี้แหละ!

 

 

 



 

/7/


“คุณบยอนไม่สบายหรอคะ ทำไมหน้าซีด ๆ” จองกงรีเอ่ยทักขณะที่ลอบสังเกตสีหน้าของหัวหน้าแผนกการตลาด ตั้งแต่งานเริ่มทั้งชานยอลและแบคฮยอนก็ถูกนักข่าวกรูเข้ามาสัมภาษณ์ยกใหญ่ หลังจากที่ทาง Bonnie & Clyde ได้ประกาศเปิดตัวสาขาใหม่ รวมถึงแผนโปรโมทครั้งต่อไป ซึ่งอัลฟ่าอย่างชานยอลก็เป็นคนตอบคำถามเสียมากกว่า ส่วนโอเมก้าอย่างเขาก็ได้แต่ยืนยิ้มนิด ๆ ให้กับพวกนักข่าวเท่านั้น


“ก็นิดหน่อยครับ ผมไม่คิดว่าคนจะเยอะขนาดนั้น” แบคฮยอนตอบพลางยกแชมเปญในมือขึ้นจิบ


และอีกอย่างทั้งที่เขาควรจะชินกับการออกสื่อ แต่แบคฮยอนก็กลับรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งเมื่อมีสายตาหลายคู่จับจ้อง แม้ว่าผู้คนที่เข้าร่วมงานส่วนใหญ่ก็คุ้นหน้าค่าตากันทั้งนั้น จะมีบ้างสำหรับพวกหน้าใหม่ เพราะอย่างไรวงการแฟชั่นก็เติบโตทุกวินาที


ซึ่งสิ่งที่ทำให้แบคฮยอนไม่ชอบใจที่สุดก็คงจะเป็นสายตาของคนในงาน โอเค เขามั่นใจว่าเกินครึ่งของจำนวนแขกรับรู้เรื่องที่เขามีเพศรองเป็นโอเมก้า แต่ก็ใช่ว่าจะถูกยอมรับมากนักกับโอเมก้าที่ประสบความสำเร็จ ถึงผลงานจะแพร่หลายมากแค่ไหน อย่างไรคนเหยียดก็ยังคงเหยียดอยู่วันยังค่ำ


“ถ้างั้นจะกลับไปพักบนห้องก่อนไหมคะ เดี๋ยวทางนี้ฉันดูแทนให้ก็ได้ค่ะ”


“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณจอง อีกเดี๋ยวงานก็จะเริ่มแล้ว ผมไม่อยากพลาด” คนตัวเล็กอธิบายเหตุผลของตัวเองแม้จะเริ่มรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวก็ตาม หรือว่าเขาจะไม่สบายเพราะอากาศของที่นี่กันนะ.. นั่นก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่นึก ๆ แล้วอาจจะเป็นเพราะช่วงนี้แบคฮยอนทำงานหนักเกินไปจนไม่ได้พักผ่อนนั่นล่ะ


“แบบนั้นก็ได้ค่ะ ถ้าไม่ไหวก็บอกนะคะ ฉันจะให้คนขึ้นไปส่ง” น้ำเสียงเป็นห่วงของเบต้าสาวทำเอาแบคฮยอนต้องรีบกล่าวขอบคุณทันที เอาจริงเขาก็รู้สึกเกรงใจเธอเหมือนกัน แอบยังรู้สึกผิดที่เมื่อตอนกลางวันดันขอให้ช่วยหาโรงแรมใหม่ให้ ทั้งที่อีกฝ่ายก็แค่ทำตามหน้าที่ของตัวเองก็เท่านั้น


“ถ้างั้นเดี๋ยวฉันขอตัวไปดูคุณชานยอลก่อนนะคะ รายนั้นนักข่าวยังสัมภาษณ์ไม่เสร็จเลย” โอเมก้าหนุ่มพยักหน้ารับก่อนที่เบต้าสาวจะขอตัวเดินออกไป แบคฮยอนมองไปยังมุมเสาตรงตรงข้ามก็ยังเห็นกลุ่มนักข่าวกำลังโยนคำถามต่าง ๆ ให้ปาร์คชานยอล และอีกฝ่ายก็ดูมั่นอกมั่นใจเสียเหลือเกินกับการตอบโต้กับผู้คนเหล่านั้น ยิ่งกับนักข่าวสาว ๆ เจ้าตัวดูท่าจะใส่ใจตอบเป็นพิเศษ


แบคฮยอนแค่นหัวเราะก่อนจะเสหน้ามองไปทางอื่น อย่างน้อยการมองหน้าคนอื่นก็อาจจะทำให้เขารู้สึกดีมากกว่าเห็นหน้าจอมกวนประสาทนั่น


งานแฟชั่นโชว์ครั้งนี้เป็นของแบรนด์ TONYJIMMY  เป็นอีกแบรนด์ที่ถือว่ากำลังมีอิทธิพลมากในวงการแฟชั่นของเกาหลี เพราะครอบคลุมทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า รวมถึงเครื่องประดับที่มีราคาปานกลางจนถึงแพงมาก แต่ตัวแบรนด์ก็สามารถครองใจผู้บริโภครวมถึงสร้างภาพลักษณ์ให้ดูมีระดับสำหรับผู้ใช้งาน


เด่นที่สุดสำหรับแบรนด์นี้ก็คงเป็นปลอกคอสำหรับคู่เมท อาจจะฟังดูตลกแต่สังคมทุกวันนี้ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย การสร้างเครื่องหมายหรือมีสัญลักษณ์ให้ผู้อื่นพบเห็นว่าตนมีเจ้าของแล้วนั่นก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกวันนี้อาชญากรรมการมีคู่เมทแบบไม่พึงประสงค์ก็ออกข่าวกันทุกช่อง


และช่วง 2-3 ปีหลัง TONYJIMMY กำลังโด่งดังในการผลิตปลอกคอที่ทำให้ดูอิสระ ไม่พันธะนาการมากเกินไป และดูเหมือนว่าจะติดจีพีเอสไว้สำหรับเกิดเหตุกรณีฉุกเฉิน ทั้งยังสามารถป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นเข้ามารุ่มร่ามกับตนหรือว่าคู่เมทได้


แบคฮยอนเองก็ไม่พลาดที่จะมีมันไว้ในครอบครอง ต่อให้ตนไม่มีคู่เมทแต่การระวังตนแบบเบื้องต้นเขาก็ควรที่จะปฏิบัติ อย่างน้อยก็กันไม่ให้คนอื่นเข้ามาวุ่นวาย แต่อีกนัยเขาก็ไม่ค่อยชอบใส่เพราะมันทำให้คนอื่นรับรู้ได้ทันทีว่าเขาคือโอเมก้า


นั่นล่ะข้อเสียของปลอกคอเจ้าปัญหา


แต่บางครั้งมันก็มีข้อดี


ไม่นานจองกงรีก็กลับมาพร้อมกับอัลฟ่าตัวสูงที่เพิ่งปลีกตัวจากนักข่าวได้ เธอผายมือเชิญให้ชายหนุ่มทั้งสองเดินเข้าไปด้านในเพราะงานแฟชั่นโชว์ใกล้จะเริ่มแล้ว ระหว่างนั้นเขาก็รับรู้ถึงสายตาของอัลฟ่าที่กำลังจ้องมองตน แบคฮยอนก็รู้ดีว่าเป็นสายตาของใครแต่เขาก็เลือกที่จะไม่สนใจ


เซทแรกของ TONYJIMMY ผ่านไปพร้อมกับเสียงปรบมือที่ล้นหลาม ในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตแบคฮยอนรู้สึกว่าทีมงานของแบรนด์นี้ทำการบ้านมาดีมาก ๆ เสื้อผ้าส่วนใหญ่ไม่ล้ำจนเกินไป สามารถจับต้องได้ และเข้าถึงได้ง่าย ทั้งนั้นจึงรู้สึกอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากเขาปฏิเสธที่จะมาดูงานในครั้งนี้คงพลาดโอกาสสำคัญไปมากเลยทีเดียว


“คุณคิดว่าไง” จู่ ๆ เสียงของชายหนุ่มคนข้างกายก็ดังขึ้น แบคฮยอนชำเลืองมองเล็กน้อย ถึงแม้จะไม่อยากตอบแต่เขาก็ไม่ใช่คนไร้สาระที่จะแยกแยะไม่ออกว่าอย่างไหนคือเรื่องงานอย่างไหนคือเรื่องส่วนตัว


“ก็ดี แต่อาจจะต้องทำงานหนักหน่อย” โอเมก้าหนุ่มหมายความตามที่พูด เพราะถ้าอยากเป็นที่ต้องการของตลาดและถูกผู้คนกล่าวขานก็คงต้องทำคอลเลคชั่นปลายปีนี้ให้เป็นที่น่าจดจำมากที่สุด


“อืม ทีมดีไซเนอร์คุณคงปวดหัวน่าดู”


“ทีมการตลาดก็หัดทำงานให้ปวดหัวซะบ้างสิ”


และไม่วายที่แผนกของชานยอลจะถูกกัดเล็กน้อย คนฟังได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ และนั่นก็ช่างเป็นเสียงหัวเราะที่ชวนเบะปากทุกที


โดยเฉพาะไอ้รอยยิ้มร้าย ๆ นั่นน่ะ


ดูดีตายล่ะพ่อคุ๊ณ!


“อยากดื่มอะไรไหม”


ชานยอลกระซิบถามเพราะเขาคิดว่าอยากจะออกไปหาอะไรดื่มด้านนอกให้ชุ่มคอเสียหน่อย ก่อนหน้าที่นักข่าวเข้ามาสัมภาษณ์ก็แทบจะไม่ได้ปลีกตัวไปไหน แบคฮยอนยักไหล่เล็กน้อยเป็นเชิงปฏิเสธซึ่งเขาก็ไม่อยากจะเซ้าซี้มากนัก หันไปบอกผู้จัดการสาวข้าง ๆ ก่อนจะลุกออกจากที่นั่งไปในเวลาต่อมา


ทันทีที่อัลฟ่าตัวสูงลุกออกจากบริเวณ หัวหน้าฝ่ายผลิตก็พรูลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ คล้ายกับว่าเมื่อครู่แบคฮยอนกำลังแบกอะไรบางอย่างไว้บนบ่า สีหน้าของเขาดูเหนื่อยล้า เปลือกตาสีไข่ปิดลงก่อนจะมีแรงสะกิดจากหัวไหล่ให้หันไปมอง


“โอเคไหมคะ” กงรีลอบสังเกตอาการของอีกฝ่ายมาครู่ใหญ่ ทั้งที่เตือนตั้งแต่ก่อนเข้างานแล้วว่าถ้าไม่ไหวเธอก็อยากให้ไปพักผ่อนเสียมากกว่า


“ผมโอเคครับ” แบคฮยอนตอบพลางปรับสีหน้าให้ดีขึ้นเล็กน้อย โอเค บอกตามตรงว่าแฟชั่นโชว์ตรงหน้าน่ะน่าสนใจสุด ๆ ทุกแบบทุกชุดสามารถดึงดูดความสนใจเขาได้มากโข แต่เพราะความรู้สึกแปลก ๆ ในร่างกายเขาเนี่ยแหละที่ทำให้รู้สึกอยากลุกออกไปจากตรงนี้


แต่ติดที่ว่าเขากำลังทำงานอยู่เนี่ยสิ


“ฉันว่าคุณควรดื่มอะไรสักหน่อย เดี๋ยวบอกให้คุณชานยอลเอามาให้นะคะ—” “ไม่ต้องครับ”


เสียงแข็งกร้าวของแบคฮยอนที่โพล่งขึ้นทำเอาหญิงสาวชะงัก “เอ่อ.. ผมคิดว่าผม..อยากออกไปสูดอากาศข้างนอก—เดี๋ยวมานะครับ” ไม่ทันรอคำตอบรับจากอีกฝ่าย โอเมก้าหนุ่มก็ลุกพรวดออกไปจากที่นั่งข้างรันเวย์ทันที แขกหลายท่านที่อยู่ในบริเวณนั้นก็ต่างดูตกใจกับท่าทีเร่งรีบของชายหนุ่มร่างเล็ก


และกลิ่นผลไม้อ่อน ๆ ที่ลอยแตะปลายจมูกนี่มัน..

 





“หมายความว่ายังไงนะครับที่บอกว่าออกไปสูดอากาศข้างนอก” ชานยอลขมวดคิ้วมองหญิงสาวตรงหน้าที่เพิ่งรายงานเขาว่าคนที่มาดูงานด้วยกันออกนอกงานไปได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว


“ค่ะ สีหน้าคุณบยอนดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ฉันบอกให้ไปพักแล้วคุณเขาก็ปฏิเสธ” กงรีบอกตามความจริงก่อนจะพบว่าสีหน้าของชายหนุ่มร่างสูงดูไม่ได้มีปฏิกิริยากับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก “จะเสียมารยาทไหมคะถ้าฉันอยากถามอะไรคุณสักคำถาม”


“ไม่ครับ ว่ามาเลย” อัลฟ่าหนุ่มยืดตัวขึ้นเล็กน้อยพลางพรูลมหายใจออกเบา ๆ เขากวาดสายตามองบริเวณรอบงานที่ตอนนี้แขกหลายคนต่างแวะเวียนเดินทักทายเหล่าคนดังรวมถึงดีไซเนอร์กันควักไขว่


“คุณกับคุณบยอนไม่ถูกกันตั้งแต่เมื่อไหร่หรอคะ”


“...” คำถามของเบต้าสาวทำเอาคนถูกถามหันมอง “ก็..เท่าที่จำได้เหมือนคุณเองก็เคยพูดเรื่องคุณบยอนให้ฟังเหมือนกัน อ่า..คุณเคยชมเขาด้วยว่าเป็นหัวหน้าที่ดี” กงรียังจำได้ว่ามีลูกน้องที่สาขาใหญ่มักเล่าให้ฟังอยู่บ่อย ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่


เห็นลือว่าพวกเขาเคยคบหาดูใจกันมาก่อน


“ก็.. ตามที่ผมเคยบอก เขาเป็นหัวหน้าที่ดี” ชานยอลตอบพลางยิ้มเล็กน้อย “แต่นอกเวลางานเราก็แค่คนธรรมดา” ชายหนุ่มไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดไหนมาอธิบายให้คนตรงหน้าเข้าใจ “ที่ไม่ถูกกันคงเป็นเพราะสไตล์การทำงานของผมไม่เข้าตาเขาเท่าไหร่มั้งครับ”


“หมายถึงเรื่องนักข่าวรึเปล่าคะ” –นักข่าวสาว ๆ กงรีไม่คิดว่าตัวเองจะละลาบละล้วงอะไรอีกฝ่าย เพราะต่างคนต่างก็เคยทำงานมาด้วยกัน แน่นอนว่าใครก็รู้เรื่องที่หัวหน้าการตลาดน่ะฮอตแค่ไหน เป็นหนุ่มเนื้อหอมที่ใคร ๆ ก็อยากเข้ามาทำความรู้จัก โดยเฉพาะเหล่าหญิงสาวมากมายที่ต่างหาหนทางเพื่อมาแวะเวียนใกล้ ๆ


“อย่าลืมสิครับว่าผมเป็นอัลฟ่า” ชานยอลไม่คิดจะเอาเพศรองตัวเองขึ้นมาพูดหรอก แต่เพราะคำว่า อัลฟ่า เนี่ยแหละที่สร้างปัญหาให้เขานักต่อนัก


“และคุณแบคฮยอนก็เป็นโอเมก้า” กงรียิ้ม “อ่อนไหวน่าดู”


“ไม่หรอกครับ คุณก็รู้นี่ครับว่าผมก็ไม่ได้ใจเย็นอย่างที่เห็น” เขาตอบ “แต่บางครั้งจะทำการใหญ่ใจเราก็ต้องนิ่ง ถูกไหม” คำตอบของชานยอลทำเอาหญิงสาวหัวเราะ “หัวหน้าบยอนเขาเป็นคนมุมานะ ลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเองสุดแรง และก็คาดหวังว่าผลตอบรับจะดี”


“...”


“แต่บางทีเขาก็อาจจะลืมนึกไปว่าไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย จริงอยู่ที่แบรนด์ของเราติดตลาดบน แต่ใช่ว่าจะครองใจลูกค้าทุกคนได้ เพราะงั้นการที่จะผลักดันสินค้าให้เข้าตาลูกค้ามากที่สุดมันก็ขึ้นอยู่กับแผนการตลาด แผนกเราก็ทำงานหนักไม่ต่างอะไรจากฝ่ายผลิต เพียงแต่เรารู้ว่าการลงทุนมักมีความเสี่ยงเสมอ การรักษาชื่อเสียงและมาตรฐานของเราให้ปลอดภัยมันสำคัญที่สุด”


“ก็จริงอย่างที่คุณว่า” กงรีพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมทางสาขาใหญ่ถึงกระซิบมาว่าสองคนนี้ไม่ค่อยลงรอยกัน ดูเหมือนเรื่องราวส่วนใหญ่จะเกิดจากการทำงานมากกว่าปัญหาส่วนตัว


“ทีนี้คุณก็เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมเขาถึงขอให้คุณหาโรงแรมใหม่”


“เข้าใจแล้วค่ะ แล้วก็ขอโทษจริง ๆ ที่เผลอคิดไปว่าพวกคุณไม่ถูกกันเพราะว่าพวกคุณเคยคบกัน” หญิงสาวยกมือปิดปากหัวเราะอย่างขบขัน ทว่าท่าทีนิ่งงันของชายหนุ่มตรงหน้าก็ทำเอาเธอค่อย ๆ เอามือลง บรรยากาศที่เคยสนุกสนานก่อนหน้าพลันหายไปทันทีที่เธอพูดคำนั้น


“ทำไมถึงคิดว่าเราไม่ถูกกันเพราะเรื่องนี้ล่ะครับ” ชานยอลหรี่ตาลงเล็กน้อย จ้องเบต้าสาวตรงหน้าที่กำลังกระพริบตามองเขาอยู่


“ก็..เอ่อ ฉันได้ยินมาน่ะค่ะ พนักงานที่สาขาใหญ่เล่าว่าตอนที่คุณเข้ามาทำงานแรก ๆ ก็ดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีกับคุณบยอน แถมยังบอกอีกด้วยนะคะว่าเวลาเดินด้วยกันมันเหมือนกับมีออร่าบางอย่าง พวกคุณดูเหมาะสมกันมาก ๆ แต่ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นคุณบยอนก็เปลี่ยนไป.. เหมือนกับคนรักที่เลิกรา


“...”


“คือฉันก็ไม่ได้เห็นกับตา ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจริงไหม” กงรียิ้มแหยให้กับชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะรีบหลบสายตาทันที เธอไม่รู้ว่าชานยอลเคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อนไหม หรือว่ารู้แต่ทำเป็นไม่รู้


“มันเป็นเรื่องจริงตอนนั้นผมกับคุณบยอนเราเข้ากันได้ดี” อัลฟ่าหนุ่มตอบ


“แต่เราไม่เคยคบกันครับ”


“...”


“ไม่แม้แต่จะคิดเลย”







TBC



ยาวเป็นหางว่าวเลย สาแก่ใจพวกเอ็งหรือยัง ข้าเปิดเทอมแล้วนะเนี่ย ฮือ ตารางเรียนปีสี่น่าร้องไห้มาก ๆ เช่นกัน 5555555555555 แว้บมาแต่งฟิคต่อก่อน เอาจริงนี่บนไว้ แต่สงสัยบุญไม่ถึง ต้องขอบอกว่าอาจจะอัพเรื่องนี้บ่อยหน่อยเพราะไฟกำลังมา เนื้อเรื่องกำลังเจ้มจ้น คิดว่า 5 ตอนน่าจะจบแหละมั้ง .. มั้งนะ 555555555555555 ไว้เจอกันตอนหน้าจ้า


#ฟิคคลังฝัน


เอ้อออ ฝากฟิคในจอยลดาด้วยย #ช่าจะไม่ยอม เป็นฟิคแชทหญิงหญิงที่มัน.. ไม่รู้อ่ะ ไปอ่านกันๆๆ ทวิตไปเยอะแล้วคิดว่าไม่มีคนเห็น เสียจัย ฮรึก

see you soon <3


TF:)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,477 ความคิดเห็น

  1. #6422 pbcy (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 19:00
    น้องแบคฮีทแน่ๆ ไม่อยากจะคิดเลยค่ะว่าต้องอยู่ในห้องกับพี่ชานยอลจะเป็นยังไง ชั้นหวังอะไรอยู่ ฮือออแ
    #6,422
    0
  2. #6334 littleCB (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 15:20
    น้องฮีทแน่เลย
    #6,334
    0
  3. #6312 heykiki (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 10:39
    ตัวแสบไปทำไรกะพี่เค้า พี่เค้าเลยพูดแบบนี้ หรือคนพี่เป็นคนทำน้องก่อนห้ะ
    #6,312
    0
  4. #6311 heykiki (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 10:39
    มันเกิดจากอดไรอ่าที่ทำให้ไม่ถูกกัน มันตัองมีเหตุผลสิ แต่ตอนนี้ช้านว่าแบคฮยอนฮีทแล้วแน่ ๆ เป็นห่วงมาก ๆ กลัวจะโดนทำอะไรไม่ดีอะ แง
    #6,311
    0
  5. #6073 KaRToon_HH (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 12:40
    นึกว่าเคยคบกัน แล้วแบคเป็นไรอะ
    #6,073
    0
  6. #5774 i-squid (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 31 มกราคม 2561 / 20:03
    ชานยอลไปดูแบคฮยอนเร้ววววว // สู้สู้นะคะไรต์
    #5,774
    0
  7. #5728 pcy921 (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 15:37
    แบคจะฮีทป่าว
    #5,728
    0
  8. #5635 fanrob (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2560 / 07:13
    ต่ออออ
    #5,635
    0
  9. #5561 nuengruedeeln (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 03:04
    สนุก สนุกมาก อยากกราบหัวจัย ฮื้ออออออออ
    #5,561
    0
  10. #5472 fufifa (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 07:01
    แบคหนูฮีทหรือเปล่าอ่ะ....
    #5,472
    0
  11. #5406 CHANBAEK คึคึ (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 17:09
    รอนะคะ
    #5,406
    0
  12. #5402 DBK1802 (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 16:34
    อ่าว เฮ้ยยย ไม่เคยคบกันจริงอ่ะ มันเป็นมายังไงเนี่ย ลุ้นมากกก ฮื่อออ
    #5,402
    0
  13. #5396 kkimmaggurren (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 15:43
    เป็นห่วงแบคอะ กลัวโดนรุม เป็นแบบนี้ถ้าทำใจยอมรับไม่ได้ ไม่ดีเลย
    #5,396
    0
  14. #5376 aueyaa (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 14:26
    ทำไมชานยอลพูดงี้อ่ะ
    #5,376
    0
  15. #5374 SIC PARVIS MAGNA (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 14:11
    แบคฮีทใช่มั้ยลูกก
    #5,374
    0
  16. #5373 บีม บี้ (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 13:53
    งงไปอีก โอ้ยยยยย
    #5,373
    0
  17. #5372 แบ้กฮายอน (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 13:49
    ไมพี่พูดแบบนี้ล่ะคะ เสียใจนะ แต่แบคเกิดอาการฮีทหรอแกก กรี้ดดดดดดดดด 
    #5,372
    0
  18. #5368 aonsirimong (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 12:38
    เสียใจทำไมอิพิพูดงั้น
    #5,368
    0
  19. #5366 Aom_Safety (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 12:17
    เจ้มจ้นมาก น่าติดตาม ต้องมีเงื่อนงำ แบคเป็นไรลูกกก เอายามาป่าว
    #5,366
    0
  20. #5365 oohrut (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 12:06
    ชอบบบบ
    #5,365
    0
  21. #5364 spong.ka (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 12:04
    ไม่เคยคบกันเหรอ...น่าจะมีเบื้องหลังนะเนี่ย
    #5,364
    0
  22. #5363 Dyo.A (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 12:01
    งืออออ น้องดื้ออ เพราะถึงเปงงี้อยากรู้
    #5,363
    0
  23. #5362 ps.เฟริน (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 11:24
    อยากรู้เรื่องงง มันก็ดูเข้ากันได้ดีอ่ะ ต้องมีอะไรแน่เลยแบคเลยไม่ชอบยอล;-; แต่ตอนนี้ยอลควรออกไปดูแบคได้แล้วเว้ยยยย ฮีทแน่ๆอ่ะ
    #5,362
    0
  24. #5361 jeeja44 (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 11:09
    ฮีทหรอ น้องแบคคคคค
    #5,361
    0
  25. #5360 primaholic (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 11:06
    แบคฮีทชัวร์ แงงหนูเอายามามั้ยลูก
    #5,360
    0