[ exo SF/OS ] คลังฝัน - chanbaek

ตอนที่ 61 : CAVE ME IN - chanbaek #1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24,044
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 126 ครั้ง
    1 ส.ค. 60















Title: CAVE ME IN #1

Fandom: exo (chanyeol, baekhyun)

Note: AU!ABO , Fashion industry, love-hate!Relationship

Talk: เนื้อหาในเรื่องเกิดจากจินตนาการอันเพ้อเจ้อของคนแต่ง บวกกับแนวคิดโครงสร้างของ ABO หรือ omegaverse ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จักหรือไม่รู้จัก ไม่มีอะไรซับซ้อนค่ะ เราอธิบายให้พอกระจ่างในส่วนที่นำมาใส่ในเรื่อง อ้างอิงจากเวิร์สหลักไม่มากเพราะงั้นถ้าไม่เคยอ่านมาก่อนก็ไม่สับสนค่ะ

และถ้าใครคิดถึง Internship เรื่องนี้ก็หวังว่าจะชอบกันนะคะ

















ความเท่าเทียมกันในโลกปัจจุบันนั้นถือว่าใหม่พอสมควร โดยเฉพาะกับมนุษยชนได้มีการค้นพบเพศรองในตัวเองตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 เพศ ได้แก่ อัลฟ่า เบต้า และโอเมก้า อย่างที่รู้กันว่าเพศสภาพทั่วไปของเรานั้นคือชายหญิง และเมื่อลงลึกไปอีกขั้นเพศรองจะบอกว่าแท้จริงแล้วคุณกำลังอยู่ในตำแหน่งไหนของสังคม


ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน กลุ่มเพศที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดก็คืออัลฟ่ากลุ่มคนพวกนี้มักเกิดมาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบ ทั้งฉลาด ฐานะมั่งคั่ง รวมถึงรูปลักษณ์ที่ดูดีราวกับสวรรค์สรรสร้าง ผู้คนจึงให้ความสำคัญและจัดกลุ่มคนในประเภทอัลฟ่าให้อยู่ในตำแหน่งที่สุดสูง สังเกตได้ง่าย ๆ จากท่านประธานาธิบดีของประเทศ และเหล่า CEO ของธุรกิจใหญ่โตก็ต่างเป็นอัลฟ่าด้วยกันทั้งสิ้น


หากจะกล่าวว่าอัลฟ่าคือบุคคลที่เกิดมาพรั่งพร้อมทุกประการ ชนชั้นเบต้าเองก็ไม่ได้ต่างอะไรกันมากนัก กลุ่มคนเหล่านี้มีทั้งมันสมองและพละกำลัง เพียงแต่ต้องใช้ความพยายามในการก้าวขึ้นมาในจุดสูงสุด เมื่อเทียบสัดส่วนในสังคมเบต้ามีประชากรมากถึง 70 % ทว่าความสามารถกลับเทียบชั้นอัลฟ่าที่มีจำนวนน้อยกว่าไม่ได้ ดังนั้นจึงถูกจัดอยู่ในหมวดบุคคลธรรมดาและความเป็นเบต้าไม่มีผละกระทบอะไรต่อเพศสภาพเท่าไหร่นัก


ลำดับสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือโอเมก้า--กลุ่มที่มีสัดส่วนน้อยที่สุดในบรรดาเพศรองทั้งหมด ด้วยร่างกายที่อ่อนแอกว่าเพศสภาพที่แท้จริง รวมถึงความสามารถที่เทียบขั้นกับเพศรองอื่น ๆ ไม่ได้ ทำให้โอเมก้ามักจะถูกรังแกและดูแคลนอยู่บ่อย ๆ ไม่ค่อยมีสิทธิ์มีเสียงและหน้าที่การงานที่ดีเพราะยังขาดความสามารถอีกมาก อีกทั้งปัญหาทางด้านร่างกายทำให้ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะมีเพศรองอย่างโอเมก้าก้าวขึ้นมามีบทบาทในสังคม


เว้นเสียแต่ว่าโอเมก้าคนนั้นจะถือกำเนิดขึ้นในตระกูลที่มีชื่อเสียง เช่นบยอนแบคฮยอน


หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงอกแตกตายเป็นแน่ที่สังคมยังดูถูกโอเมก้า แม้ว่าจะเกิดในตระกูลที่เป็นอัลฟ่าแท้ทั้งหมด อนิจจัง ชายหนุ่มเป็นเพียงลูกคนสุดท้องที่ผลเลือดปรากฏออกมาแล้วว่าเป็นโอเมก้าบอร์นตั้งแต่กำเนิด แต่ด้วยความที่ตระกูลของเขาร่ำรวยพอตัว จึงทำให้โอเมก้าตัวน้อย ๆ อย่างแบคฮยอนสามารถมีชีวิตรอดจวบจนอายุย่างเข้า 27 ปี


ใครหาว่าโอเมก้าเป็นเพศที่อ่อนแอแสดงว่ายังไม่เคยเจอกับเขาลูกชายคนสุดท้องของตระกูลบยอนที่มีชื่อเสียงในวงการแฟชั่นระดับโลก เขาเติบโตมาท่ามกลางความทันสมัยและผู้ให้กำเนิดเองก็หัวสมัยใหม่พอสมควรที่จะให้เขาได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างที่ควรจะรู้ โดยเฉพาะเรื่องการใช้ชีวิตเยี่ยงผู้นำ


นั่นจึงทำให้นิสัยส่วนใหญ่ของแบคฮยอนไม่ต่างอะไรจากอัลฟ่า


เพราะทั้งบ้านไม่มีใครเป็นโอเมก้า อิทธิพลส่วนใหญ่ที่เขาได้รับมาก็คือความความคิด การตัดสินใจ และความเด็ดขาด ดังนั้นแบคฮยอนจึงไม่ได้จัดอยู่ในประเภทโอเมก้าไร้ค่า เพราะผลการเรียนปริญญาโทเกียรตินิยมอันดับหนึ่งก็กันรันตีถึงความฉลาด ผลงานทางด้านแฟชั่นก็เป็นที่กล่าวขานในวงการว่าฝีมือเทียบชั้นระดับแนวหน้า


ถึงแม้สังคมส่วนใหญ่จะรับรู้ว่าเขาคือโอเมก้า แต่ทว่าความสามารถที่ผ่านมาก็ทำให้แบคฮยอนกลายเป็นบุคคลที่เพียบพร้อมพอที่จะก้าวเข้าสู่ที่ทำงานในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Bonnie & Clyde แบรนด์เสื้อผ้าระดับประเทศที่กำลังได้รับความนิยม เน้นความเรียบง่าย หรูหรา ใส่สบายทั้งแบบลำลองและออกงาน นั่นจึงทำให้แบรนด์นี้กลายเป็นแบรนด์ที่ติดตลาดอันดับต้น ๆ ของเกาหลีใต้ และอีกไม่นานก็จะมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีก 10 สาขาในกรุงโซลและอีก 50 สาขาทั่วประเทศ


แบคฮยอนเป็นหนึ่งในพนักงานคนสำคัญของที่นี่ ซึ่งมีสำนักงานหลักตั้งอยู่ในเมืองหลวงของเกาหลีใต้ เขาอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิตสินค้า ซึ่งเสื้อผ้าทุกแบบทุกชิ้นจะต้องผ่านการตัดสินใจจากเขาลูกชายของห้องเสื้อชื่อดังระดับโลกบุคคลที่มีเซนส์ทางด้านแฟชั่นดีที่สุดในขณะนี้


เขาถือว่าเป็นโอเมก้าที่ประสบความเร็จในหน้าที่การงานพอสมควร เพราะน้อยคนนักที่จะก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่สูงได้ขนาดนี้ ยิ่งเมื่อเป็นโอเมก้าด้วยแล้ว โอกาสที่จะก้าวขึ้นมาได้นั้นก็ยากเหลือทน เพราะด้วยสภาพร่างกายจึงอาจทำให้มีปัญหาหลายอย่าง แต่กระนั้นบยอนแบคฮยอนก็แสดงให้เห็นว่าปัญหาเหล่านั้นไม่สามารถขวางเส้นทางการทำงานได้จริง ๆ


ทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ก็ล้วนมาจากความพยายามทั้งสิ้น เพราะรู้ตัวดีว่าตนมีเพศรองที่ถือว่าอ่อนแอที่สุดในบรรดาเพศทั้งหมด แต่ชายหนุุ่มก็ไม่ยอมแพ้ เขาจัดการผลักดันตัวเองให้พ้นจากคำครหาว่าโอเมก้าน่ะหรือจะทำได้ แต่แล้วอย่างไร เขาทำได้ และคนพวกนั้นก็ดีแต่ปากพูด


และนั่นจึงทำให้ลึก ๆ แล้วแบคฮยอนกลายเป็นคนเซลฟ์จัด มีความเป็นตัวเองสูง รวมถึงความมั่นใจระดับสิบที่ไม่มีใครหน้าไหนกล้าขวางทางได้ แม้ว่าจะเป็นแค่โอเมก้า แต่ระดับความเด็ดขาดนั้นถือว่าเทียบชั้นอัลฟ่าได้เลยทีเดียว


เว้นเสียแต่คนผู้นั้นอยากจะลองดีกับเขาซึ่งก็มีอยู่ไม่น้อยและคนเหล่านั้นมักจะไม่ได้ตายดี


โดยเฉพาะไอ้บ้านั่น!


ไอ้หัวหน้าแผนกการตลาดเฮงซวย!



















Q: ในสายตาของคุณแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นแบบไหน

เพื่อนสนิท หรือว่าเพื่อนร่วมงาน?

A: อย่าว่าแต่เพื่อนร่วมงานเลยครับ สองคนนี้จัดอยู่ในรูปแบบของศัตรูน่าจะเข้าท่ากว่าเยอะ














/1/











เกลียดอะไรมักจะได้แบบนั้นแบคฮยอนพยายามที่จะเชื่อคำพูดพวกนี้มาตลอด เพราะมันไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ได้จะตรงข้ามกัน แต่เพราะคนรอบข้างมักทำให้เขาพบเจอกับสถานการณ์แบบนี้นักต่อนัก เช่นนั้นแล้วแบคฮยอนจึงได้แต่ปรามตัวเองว่าควรใจเย็นให้ตลอด อย่านึกเกลียดอะไรแบบไม่มีเหตุผล ต่อให้ความเป็นโอเมก้าจะอ่อนไหวมากแค่ไหนเขาก็ไม่ควรเอาอารมณ์ขึ้นเหนือเหตุผล..


ใช่เขาควรมีเหตุผล


แต่สำหรับเรื่องนี้เขาทนไม่ไหวแล้วโว้ย!!




ตึง!!!!

เล่มเอกสารขนาดไม่หนามากถูกฟาดลงบนโต๊ะไม้เนื้อดีด้วยความโมโห เสียงของมันดังลั่นจนกระทั่งพนักงานในแผนกสะดุ้งเฮือกไปตาม ๆ กัน ผิดกับคนที่เป็นเจ้าของโต๊ะอย่างหัวหน้าแผนกการตลาด ผู้ชายที่แบคฮยอนนึกขยาดและเหม็นขี้หน้าที่สุดในสามโลกปาร์คชานยอล


อีกฝ่ายยังคงอยู่ในท่าทีนิ่งเฉย ไม่ได้ตื่นตูมหรือตกใจกับการมาของเพื่อนร่วมงานตัวเล็ก ใบหน้าที่ใคร ๆ ต่างก็บอกว่าหล่อนักหล่อหนากำลังละสายตาจากเอกสารเพื่อมองคนเข้ามาใหม่ เช่นเดียวกับที่แบคฮยอนเองก็ยังจ้องคนตรงหน้าด้วยความขุ่นเคือง


“อธิบายมาเดี๋ยวนี้ว่านี่มันหมายถึงอะไร?” ดวงตาเรียวหลุบมองเอกสารที่ตนเพิ่งฟาดลงบนโต๊ะเมื่อครู่ หน้าปกมีตัวหนังสือสีดำเข้มเขียนไว้ว่า ‘รายงานผลกำไรไตรมาสที่สอง ปี20xx’


“ก็เล่มรายงานไง” ชายหนุ่มตอบตามสิ่งที่ตัวเองเห็น ซ้ำยังขมวดคิ้วเล็กน้อยเป็นเชิงสงสัยว่ามีปัญหาอะไรหรือ ทำไมถึงต้องเอาเล่มรายงานมาฟาดกันถึงโต๊ะตั้งแต่เช้า


“ตาฉันไม่ได้บอด”


“อ่าว แล้วคุณจะถามผมทำไมว่ามันคืออะไร” ชานยอลตอบกลับด้วยความไม่รู้ก็เขาไม่รู้จริง ๆ นี่ว่าหัวหน้าฝ่ายผลิตอย่างบยอนแบคฮยอนมาหาเขาถึงที่ทำไม ปกติเจ้าตัวน่ะรังเกียจเขายิ่งกว่าอะไร ขนาดแค่เดินเฉียดเข้ามาใกล้แผนกนี้ทีไรเป็นต้องเบ้ปากใส่ทุกครั้ง


“ฉันหมายถึงสรุปผลกำไร ทำไมมันถึงได้แค่นี้” ไม่พูดเปล่าเขายังคว้าเล่มเอกสารเมื่อครู่ขึ้นมาเปิดหน้าสุดท้ายก่อนจะโยนมันใส่อกอีกฝ่ายด้วยความโมโห “แผนกการตลาดเป็นอะไรกันไปหมด! นับวันคุณภาพการทำงานก็ยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ ทำแบบนี้อีกไม่กี่ปีบริษัทก็เจ้งกันพอดีสิ”


“เฮ้ พูดอะไรระวังหน่อยสิคุณ จะโทษอะไรก็อย่าลืมโทษตัวเองด้วย” หัวหน้าแผนกอย่างปาร์คชานยอลขมวดคิ้วมุ่น เขาหยิบเล่มเอกสารมาเปิดดูผลสรุปสุดท้ายพร้อมกับข้อมูลที่เขาเป็นคนสรุปและจัดส่งให้กับกรรมการบริหาร ใช้เวลาไม่นานกับการกวาดสายตามองรายงานคร่าว ๆ “ผมก็ไม่เห็นว่ามันมีอะไรแปลก”


“เหอะ ก็เพราะนายมันห่วยแตกไง พูดมาได้ว่าแผนการตลาดปีนี้ดีเยี่ยม แล้วนี่น่ะหรอคือสิ่งที่แผนกนายทำได้ แหกตาดูสิว่ายอดไตรมาสนี้มันตกไปจากยอดที่แล้วกี่จุด นี่ยังมีหน้ามาบอกอีกหรอว่ามันไม่มีอะไรแปลก” แบคฮยอนแทบจะตะคอกใส่เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองทนอยู่เฉยไม่ได้


ยิ่งกับฝ่ายผลิตอย่างเขาที่ทำงานทุกชิ้นออกมาโดยควบคุมจากมาตราฐาน ทุกผลงานผ่านการคัดกรองมาอย่างดี แล้วดูสิ่งที่แผนกการตลาดทำกับสินค้าของเขาสิ! โปรโมทสินค้าแค่ไม่กี่อาทิตย์ แถมยังเอาตัวอื่นที่ไม่ใช่ตัวหลักไปชูโรงอีก แล้วแบบนี้มันจะขายได้ที่ไหนกันล่ะวะ!


“คุณจะบอกว่ามันคือความผิดของแผนกผม?”


“ก็ใช่ไง! เพราะนายมันเอาแต่คิดตื้น ๆ แบบนี้กำไรมันถึงตก รู้ไหมว่าฉันคาดหวังกับสินค้าคอลเลคชั่นนี้มากแค่ไหน แต่นายก็ทำทุกอย่างของฉันพังยับ! ให้ตายเถอะ ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้มาอยู่กับบริษัทที่มีทีมการตลาดยอดแย่ที่สุด”


“นี่คุณ ถ้าจะมาพูดจาหาเรื่องกันแต่เช้าแบบนี้ก็เชิญกลับที่ของคุณไปเถอะ”


“ฉันกลับแน่ถ้านายยอมเขียนใบลาออกไปยื่นให้ฝ่ายบุคคลตอนนี้!” แบคฮยอนประกาศลั่น ทำเอาพนักงานหลายคนที่คอยลอบมองสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ ได้แต่ถอนหายใจเมื่อคนตัวเล็กพูดถึงเรื่องลาออก ความจริงมันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่นักกับการเห็นหัวหน้าแผนกทั้งสองทะเลาะกัน


เพราะมันก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วเกือบสองปีเห็นจะได้


อันที่จริงจะโทษแค่เรื่องงานอย่างเดียวก็คงไม่ถูกนัก เพราะหัวหน้าแผนกทั้งสองเองก็ต่างมีอีโก้เป็นของตัวเอง โดยเฉพาะบยอนแบคฮยอนหัวหน้าฝ่ายการผลิตที่คอยควบคุมคุณภาพของสินค้าอย่างแบรนด์เสื้อผ้าที่ต้องออกคอลเลคชั่นใหม่ทุกฤดูกาล เขาเป็นคนหัวรั้นทว่ามีฝีมือการทำงานที่ยอดเยี่ยม  สามารถจับกระแสแฟชั่นในแต่ละปีได้อย่างแม่นยำ นั่นทำให้สินค้าของบริษัทติดอันดับต้น ๆ ของตลาด และอีกไม่นานชื่อเสียงของแบรนด์ก็คงโลดแล่นสู่วงการแฟชั่นโลกได้อย่างสบาย ๆ


ทว่าก็ต้องใจสลายเมื่อแผนการตลาดที่มีหัวหน้าสุดใจเย็นอย่างปาร์คชานยอลเป็นคนดูแล เขาเป็นหัวหน้าแผนกที่ห่วยแตกที่สุดเท่าที่แบคฮยอนเคยพบเจอมา ทั้งที่อีกฝ่ายก็ไม่ใช่พวกหัวโบราณคร่ำครึ แต่กลับวางแผนงานอย่างใจเย็นโดยไม่มองโลกว่ามันกำลังวิ่งเร็วแค่ไหน


และมันน่าโมโหนักที่บ่อยครั้งความคิดของเราไม่เคยตรงกัน ทั้งที่แบคฮยอนคาดหวังว่าแบบเสื้อผ้าของฤดูกาลนี้ควรจะขายได้กำไรมากกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มา แต่ปาร์คชานยอลกลับมองว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นตาไปมากกว่าแบบของฤดูกาลที่แล้ว ดังนั้นการตลาดจึงไม่ได้ดันอะไรมาก และนั่นก็โคตรจะทำให้แบคฮยอนหงุดหงิดเลย!


“เสียใจด้วยนะ คุณไม่มีอำนาจพอที่จะสั่งให้ผมทำแบบนั้นได้”


ถ้าเทียบเรื่องหน้าที่การงานแล้ว ตำแหน่งของทั้งสองคนอยู่ในระดับเดียวกัน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องเพศรองเมื่อไหร่ แบคฮยอนเป็นอันต้องเสียเปรียบกว่าเพราะตนเป็นโอเมก้า สัญชาตญาณลึก ๆ มักจะบอกให้รู้เสมอว่าต้องเชื่อฟังคนที่มีอำนาจมากกว่า


และมันก็น่าหงุดหงิดเป็นสิบเท่าเมื่อปาร์คชานยอลคืออัลฟ่าที่เขาล่ะโคตรเกลียดเลย!


“ได้ไม่ได้เดี๋ยวรู้กันแน่ปาร์คชานยอล!” แบคฮยอนตะคอกลั่นอีกครั้งก่อนจะคว้าเล่มเอกสารจากมือของชายหนุ่มไป ชายหนุ่มร่างเล็กเดินหายออกไปจากแผนกการตลาดพร้อมกับเสียงพรูลมหายใจเฮือกใหญ่ของพนักงานหลายคน และท่าทีปึงปังเหล่านั้นมันทำให้ชานยอลถึงกับส่ายหน้าอย่างเอือมระอา


ก็ไม่รู้หรอกว่าเขาไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้ถึงได้มีปัญหากับหัวหน้าฝ่ายผลิตบ่อยนัก ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยหรือว่าเรื่องใหญ่ อีกฝ่ายก็มักจะถ่อสังขารมาต่อว่าเขาถึงที่โต๊ะ แม้ปัญหาตรงนั้นมันจะขี้ประติ๋วเหมือนไรฝุ่น แต่หัวหน้าบยอนคนนั้นก็สามารถสร้างเรื่องราวของมันให้ใหญ่โตได้ภายในห้านาที


ทำมาด้วยกันเกือบสองปี ชานยอลก็ต้องเคยได้ยินกิตติศัพท์ความเนี้ยบของเจ้าตัวมาเหมือนกันว่าจะพอใจก็ต่อเมื่อทุกอย่างดีที่สุด ซึ่งก็เล่นเอาพนักงานหลายคนถึงกับอ่วมกันเป็นแถวเพราะคำว่า ดีที่สุด ของคนเรามันไม่เท่ากันจริง ๆ


อาจจะเพราะว่า Bonnie & Clyde เป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่กำลังได้รับความนิยม จึงส่งผลให้ทีมงานกดดันเมื่อต้องคิดคอลเลคชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและให้ทันกระแสในช่วงเวลานั้น ๆ ซึ่งชานยอลเองที่เป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดเขาก็ต้องรับรู้อยู่แล้วว่าลูกค้าต้องการอะไร ทำการโฆษณาแบบไหนสินค้าของเราถึงจะเข้าตาความต้องการของผู้ซื้อมากที่สุด


แต่ต่อให้ทำดีแค่ไหนสุดท้ายบยอนแบคฮยอนคนนั้นก็หาเรื่องต่อว่าเขาได้อยู่ดี


และอีกไม่ถึงสิบนาทีข้างหน้านี้เลขาจะเดินเข้ามาหาเขาแน่ ๆ


“หัวหน้าคะ อีกครึ่งชั่วโมงท่านประธานเรียกประชุมที่ห้องรวมค่ะ”


นั่นไง เขาเดาผิดเสียที่ไหนกันล่ะ













/2/










“ไง ได้ข่าวว่าทะเลาะกับหัวหน้าบยอน?”


“อย่าว่าทะเลาะเลยครับ เถียงกลับสักคำผมยังทำไม่ได้เลย” ชานยอลตอบกลับเมื่อประธานบริษัทอย่างคิมจุนมยอนเอ่ยแซว อีกฝ่ายหัวเราะเล็กน้อยราวกับว่ามันเป็นเรื่องชวนให้ขบขันอย่างไรอย่างนั้น


“นายไม่กล้าเถียงหรอกชานยอล” ท่านประธานว่าก่อนจะผายมือให้หัวหน้าแผนกการตลาดนั่งลงถัดจากเขา และทั้งสองก็เอ่ยปากถามไถ่กันเล็กน้อยก่อนที่เลขาสาวของท่านประธานจะเข้ามาแจงตารางงาน ชานยอลเหลือบมองโรเล็กซ์สีทองที่อยู่บนข้อมือก่อนจะพบว่าเหลืออีก 10 นาทีการประชุมถึงจะเริ่มขึ้น โดยไม่ลืมสั่งให้ลูกน้องคนสนิทเตรียมเอกสารและพรีเซนต์สำหรับรายงานผลกำไรของไตรมาสที่ 2


ไม่นานนักแผนกต่าง ๆ ก็เข้ามานั่งภายในห้องประชุม รวมถึงร่างเล็กของบยอนแบคฮยอนที่เดินหน้าตึงเข้ามาในห้องจนหลายคนเกิดรับรู้ได้ทันทีว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าตัว ก็คงเป็นปัญหาเดินเช่นเคย ไม่มีอะไรที่ทำให้หัวหน้าฝ่ายผลิตอย่างแบคฮยอนอารมณ์บูดบึ้งได้เท่ากับผลสรุปกำไรทุกไตรมาส


แม้บ่อยครั้งจะเกิดการลับริมฝีปากของเจ้าตัวกับหัวหน้าฝ่ายการตลาดอย่างชานยอล ทุกคนในบริษัทต่างก็รู้กันดีว่าคงไม่มีอะไรร้ายแรงจนถึงขั้นต้องเลือดตกยางออก และพฤติกรรมเหล่านั้นทำให้หลายฝ่ายเกิดความเอือมระอา หากว่าแบคฮยอนไม่ใช่หนึ่งในคนที่สรรค์สร้าง Bonnie & Clyde ให้เป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่มีคนรู้จัก ก็คงไม่สามารถเชิดหน้าชูตาในบริษัทได้แบบนี้หรอก


ก็อีกฝ่ายน่ะ..เป็นแค่โอเมก้านี่นะ


“เอาล่ะ ครบทุกคนแล้วใช่ไหม” จุนมยอนถามขณะกวาดสายตามองลูกน้องภายในห้องประชุม เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วหัวข้อแรกในการนำเสนอครั้งนี้ก็คือผลสรุปไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งแผนกการตลาดจะเป็นฝ่ายนำเสนอ หนึ่งในลูกน้องของชานยอลเป็นคนพูดภาพรวมต่าง ๆ รวมถึงกลยุทธ์ที่ใช้ในการโปรโมทสินค้า และผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาก็ถือว่าสมเหตุสมผลกับการลงทุนไปทั้งหมด


ท่านประธานคิมพยักหน้ารับรู้ข้อความอย่างใจเย็นจนกระทั่งการรายงานทั้งหมดจบสิ้น จากนั้นจึงได้มีการสรุปถามความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการในครั้งนี้ ซึ่งทุกฝ่ายต่างเห็นดีด้วย ทว่ากลับมีแค่ฝ่ายผลิตเท่านั้นที่ไม่พอใจกับแผนการโปรโมท


“ผมคิดว่าแผนกการตลาดหละหลวมเกินไปครับ ทั้งที่ไตรมาสที่สองเราสามารถทำให้ผลกำไรสูงขึ้นได้ แต่กลับมองว่ามันเป็นช่วงกลางปีที่ไม่ค่อยมีผู้บริโภค ทำไมถึงไม่มองว่ามันคือช่องโหว่ในการทำธุรกิจแล้วคิดหาวิธีการที่จะขายสินค้าให้ดีกว่านี้” บยอนแบคฮยอนเอ่ยขึ้นเมื่อได้จังหวะ เขาไม่อยากจะดิสเครดิตอีกฝ่ายหรอกนะ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามันห่วยแตกเกินกว่าจะทนอยู่เฉยน่ะสิ!


“คุณคงลืมไปว่าช่วงกลางปีมันไม่ได้มีเทศกาลที่จะให้ลูกค้าให้ซื้อสินค้าของเรามาก อย่างน้อยเราก็รักษาลูกค้าเก่าและคงมาตราฐานให้เท่าเดิมได้ มันไม่ดีรึไงคุณ” ชานยอลไม่ได้ตอบกลับแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เพราะเขารู้ดีว่าช่วงไหนของปีที่จะทำกำไรให้กับบริษัทได้ต่างหาก


“อ๋อ เพราะคิดแบบนายสินะแบรนด์ถึงได้ย่ำอยู่กับที่ ทั้งที่ควรจะกอบโกยแต่กลับอยู่เฉยปล่อยให้แบรนด์อื่นแซงหน้าเราไป ทำแบบนี้มันสมควรหรอครับท่านประธาน” ว่าแล้วแบคฮยอนก็หันไปมองคนที่อยู่หัวโต๊ะหลังจากที่เขาออกความเห็นเกี่ยวกับแผนการตลาด


คนอย่างปาร์คชานยอลน่ะชะล่าใจเกินไป แล้วมันก็เกิดเรื่องแบบนี้หลายครั้งแล้ว ซึ่งแบคฮยอนไม่เห็นด้วยเลยสักนิด ถึงธุรกิจของเราจะอยู่ในระดับที่ลอยตัวในตลาด แต่ใช่ว่าจะอยู่เฉยได้เสียหน่อย


“ผมว่าที่หัวหน้าปาร์คทำมันก็ถูกแล้วนะ อย่างน้อยเราก็รักษาความเป็นมาตราฐานของเราได้ แม้ว่าเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นแล้วจะยังด้อยอยู่ก็ตาม” เมื่อได้ยินคิมจุนมยอนพูดแบบนั้น มุมปากบางของแบคฮยอนก็ถึงกับยิ้มเหยียดมองคนตรงข้ามอย่างสะใจ ในขณะที่ชานยอลเองก็ได้แต่นั่งนิ่งมองอย่างไม่รู้สึกอะไร


“แต่เท่าที่ผมดูสรุปแล้ว คุณก็ยังทำได้ดีเหมือนเดิมครับหัวหน้าปาร์ค” ว่าแล้วท่านประธานก็หันไปยิ้มให้ชายหนุ่มที่กำลังถูกชม


“ขอบคุณครับ” ชานยอลพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะสบตามองกับแบคฮยอนที่ชักสีหน้ากลับแทบไม่ทัน ให้เดาตอนนี้อีกฝ่ายคงก่นด่าเขาอยู่ในใจแน่


“แต่ก็อย่างที่หัวหน้าบยอนพูด ช่วงเวลาที่แบรนด์อื่น ๆ ไม่คิดจะกอบโกยอะไร เราควรอาศัยจังหวะนี้ในการสร้างกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น ดังนั้นการตลาดครั้งหน้าผมอยากให้พวกคุณทำทุกอย่างให้แบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักกว้างขวางมากกว่านี้ พวกคุณเองก็พอจะทราบใช่ไหมครับว่าเรากำลังจะเปิดสาขาใหม่ในอีกสองเดือนข้างหน้า”


“ผมเล็งเห็นว่าสถานที่ตั้งของเรามันอยู่ในย่านธุรกิจพอดี ซึ่งโดยปกติลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะมีตั้งแต่ฐานะปานกลางขึ้นไป ซึ่งเสื้อผ้าของเราก็ตอบโจทย์คนวัยทำงานอยู่แล้ว และผมคิดว่าไตรมาสที่สามและสี่ของปีนี้เราจะผลิตสินค้าชนิดใหม่ที่ทำกำไรให้เราได้มากกว่านี้”


“ชนิดใหม่?” แบคฮยอนเผลอปากหลุดคำพูดหนึ่งออกมาด้วยความงุนงง และไม่ใช่แค่ชายหนุ่มที่คิดแบบนั้น เพราะตอนนี้ทั้งโต๊ะประชุมเองก็แปลกใจกับคำพูดเมื่อครู่เช่นเดียวกัน


“ครับ สินค้าชนิดใหม่” ประธานคิมพูดก่อนจะขยับตัวนั่งตรงพร้อมกับประสานมือวางไว้บนโต๊ะ “ผมคิดว่าเราควรจะทำเสื้อผ้าที่ใส่ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยที่ยังคงคอนเซปต์ความเป็น Bonnie & Clyde ของเราอยู่”


“ท่านประธานหมายถึงประเภท Unisex หรอคะ” เสียงหนึ่งในห้องประชุมถามขึ้นซึ่งจุนมยอนก็พยักหน้ารับ “ความจริงแล้วเราเองก็ทำเสื้อผ้าแบบ Unisex มาแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่ไม่ได้เน้นให้มันเป็นพระเอกหลักของคอลเลคชั่นนั้น ๆ ซึ่งผมมองว่าถ้าหากเราทำให้มันเป็นตัวเอกได้ก็คงดีอยู่ไม่น้อย”


คิมจุนมยอนเงียบก่อนจะลุกขึ้นเดินไปรอบ ๆ โต๊ะประชุม “ทุกวันนี้ความต้องการของผู้บริโภคเริ่มไม่เหมือนกัน พวกคุณเองก็พอจะรู้มาบ้างว่าบางครั้งเราเองก็ไม่ได้ถูกใจกับแบบเสื้อผ้าที่เจาะจงเฉพาะเพศเท่าไหร่นัก ผมจึงอยากให้โจทย์กับพวกคุณไปคิดมาว่าเสื้อผ้า Unisex แบบไหนที่ตอบโจทย์กลุ่มคนทั่วไปได้มากที่สุด”


“กลุ่มคนในที่นี้ผมหมายถึงทั้งวัยทำงาน วัยรุ่น รวมไปถึงกลุ่มคนนอกเป้าหมายของเรา ผมอยากทำให้เขารู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้น รวมถึงเปลี่ยนความเข้าใจใหม่ว่าจริง ๆ แล้ว Bonnie & Clyde สามารถเข้าถึงได้ในราคาที่ไม่สูงมาก”


“ฉะนั้นงานนี้ผมคงต้องรบกวนทีมดีไซเนอร์ช่วยออกแบบมาให้เพียงพอสำหรับคอลเลคชั่นปลายปีและต้นปีมาให้ผมดูด้วย ส่วนหัวหน้าบยอน..” ขณะที่พูดชื่อจบ ฝ่ามือขาวก็วางลงบนไหล่เล็กของหัวหน้าแผนกการผลิต “ผมคาดหวังไว้ว่าปีนี้ผลงานของคุณจะทำให้ใครหลายคนต้องตกตะลึงอีกเช่นเคยนะครับ”


“ของแบบนั้นมันแน่อยู่แล้วล่ะครับ อย่าลืมสิว่าผมคือบยอนแบคฮยอน” ก็นะ เสื้อผ้าแบรนด์นี้อยู่ในความดูแลของเขาตั้งแต่ยังไม่มีชื่อเสียงจนกระทั่งมันดังติดตลาดบน ถ้าไม่ใช่แบคฮยอนแล้วใครกันล่ะที่จะสามารถทุ่มเทให้กับแบรนด์ได้มากขนาดนี้


“คุณไม่เคยทำให้ผมผิดหวังสักครั้งจริง ๆ สินะ” จุนมยอนหัวเราะก่อนจะตบบ่าเล็กราวกับฝากฝังความหวังนี้ไว้ “แต่สินค้าของเราจะเข้าถึงตลาดจริง ๆ ได้ผมก็ต้องพึ่งมือจากแผนกของคุณด้วยนะครับ หัวหน้าปาร์ค”


“ครับ ผมจะทำทุกอย่างให้เต็มที่เช่นกัน” ชานยอลตอบกลับด้วยท่าทีสบาย ๆ ทำเอาหัวหน้าฝ่ายการผลิตที่นั่งอยู่ตรงข้ามถึงกับบึนปากขึ้นเล็กน้อย ได้แต่นึกภาวนาในใจว่าขอให้มันจริงอย่างที่ปากว่า เห็นพูดแบบนี้ทีไรก็เข้ากรอบอีหรอบเดิมทุกครั้ง


แผนการตลาดเฉื่อย ๆ เหอะ น่าโมโหชะมัด


“ได้ยินแบบนี้ผมก็สบายใจขึ้นมาหน่อย” จุนมยอนยิ้มเล็กน้อย “เอาล่ะ ผมหวังว่าจากนี้จนถึงสิ้นปีพวกเราจะตั้งใจทำงานเหมือนต้นปีที่ผ่านมานะครับ อย่าโหมงานมากแล้วก็ช่วยดูแลสุขภาพตัวเองด้วย มีปัญหาอะไรก็ช่วย ๆ กัน แล้วก็.."


"อย่าทะเลาะกันในบริษัทนะครับ


ดูเหมือนว่าประโยคสุดท้ายคนพูดจะเน้นย้ำอย่างชัดเจน แถมยังปรายสายตามองมายังหัวหน้าแผนกทั้งสองที่มีเรื่องบาดหมางกันได้เกือบสองปีแล้ว ด้วยเหตุผลอะไรนั้นจุนมยอนไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่การที่พวกเขามีเรื่องกันในเวลางานมันทำให้หลายครั้งเขาเองก็อยากจะตักเตือนเหมือนกัน


ทั้งแบคฮยอนและชานยอลต่างเงียบกริบไม่มีใครพูดอะไร เว้นเสียแต่สายตาที่จ้องกันราวกับจะเชือดกันให้ได้ สำหรับชานยอลแล้วแบคฮยอนก็ไม่ต่างอะไรจากลูกหมาพันธุ์เล็กที่วัน ๆ เอาแต่ขู่ ส่วนชานยอลในสายตาของแบคฮยอนนั้นก็แค่ผู้ชายเฮงซวยที่ชอบทำแผนการห่วย ๆ ให้บริษัทให้ย่ำอยู่กับที่


แต่ไหน ๆ ท่านประธานก็เอ่ยปากเองว่าห้ามทะเลาะกันในบริษัท แน่นอนว่าแบคฮยอนและชานยอลย่อมปฏิบัติตามอยู่แล้ว


เว้นเสียแต่ว่าจะเจออีกฝ่ายนอกบริษัทน่ะนะ


ถึงเวลานั้นแล้วจะทะเลาะกันก็ได้ใช่ไหม


ท่านประธานคิมคงมองไม่เห็นหรอกว่าตอนนี้มีกระแสไฟเล็ก ๆ วิ่งผ่านสายตาของคนทั้งคู่ แต่ดูเหมือนว่ากระแสไฟของแบคฮยอนจะรุนแรงกว่าจนกระทั่งปาร์คชานยอลเป็นฝ่ายยอมหลับสายตาไปก่อน นั่นก็ทำให้คนตัวเล็กส่งเสียง “หึ!” ออกมาราวกับเป็นผู้ชนะท่ามกลางห้องประชุมที่กำลังเงียบได้ที่


“หัวหน้าบยอน มีอะไรจะพูดงั้นหรอครับ” จุนมยอนถามขึ้นหลังจากที่เจ้าตัวส่งเสียงแปลก ๆ ขึ้นมา บยอนแบคฮยอนทำหน้าตาเหรอหราก่อนจะยกมือปฏิเสธบอกว่าไม่มีอะไรแล้วหันกลับไปนั่งตัวตรงเหมือนเดิม ทว่าคนตรงข้ามเขากลับหัวเราะใส่ เล่นเอาคนตัวเล็กถึงกับถลึงตาใส่อีกรอบพลางขยับปากเบา ๆ ว่า เดี๋ยวเถอะ


ซึ่งแน่นอนว่าคนตรงหน้าไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาไม่ได้ถือสานิสัยเด็ก ๆ ของบยอนแบคฮยอนด้วยซ้ำ จะพยายามเข้าใจก็แล้วกันว่าอีกฝ่ายน่ะเป็นแค่โอเมก้า แม้เวลาทำงานอีกคนจะเก่งกาจแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่สามรถลบคราบความเป็นเพศรองได้อยู่ดี


ชานยอลกลับไปตั้งใจฟังในสิ่งที่ท่านประธานคิมพูดต่อจนกระทั่งจบการประชุม ลูกน้องข้างกายสรุปทุกอย่างคร่าว ๆ และไม่เกินบ่ายโมงเขาคงได้อ่านทวนใจความทั้งหมดอีกครั้ง หัวหน้าแต่ละแผนกต่างลุกขึ้นเดินออกจากห้องเพื่อกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง


ชายหนุ่มร่างสูงก็ไม่รอช้าที่จะก้าวออกจากห้อง ทว่ากลับต้องสะดุดเมื่อมีแรงกระแทกจากด้านหลังพร้อมกับร่างเล็กที่เดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว แผ่นหลังของแบคฮยอนหายลับเข้าไปในห้องโดยสารเหล็กขนาดไม่กว้างมาก และต่อให้พื้นที่ข้าง ๆ อีกฝ่ายมีที่ว่างแค่ไหน เขาคนนั้นก็ไม่มีทางยอมให้ชานยอลเข้าไปใช้ลิฟต์ร่วมกันแน่ ๆ


เว้นเสียแต่ว่าท่านประธานจะเป็นคนเดินเข้าไปก่อนเขา พร้อมกับหันมามองด้วยท่าทีเป็นมิตรเช่นเคย


“เข้ามาสิครับหัวหน้าปาร์ค”


และนั่นก็ทำให้บยอนแบคฮยอนแทบจะหวีดร้องออกมาเชียวล่ะ

















/3/









“ไอ้บ้า ๆๆๆ ทำแบบนี้ต้องถูกฉันบีบคอเข้าสักวันแน่” ทันทีที่ถึงห้องทำงานของตนแบคฮยอนก็กระฟัดกระเฟียดใส่หุ่นลองเสื้อที่ตั้งอยู่ข้างพนัง ทำเอาอีกหนึ่งชีวิตที่ยังนั่งอยู่ภายในห้องถึงกับร้องเสียงหลงทันทีด้วยความตกใจ


“โว๊ว ๆ หัวหน้าครับ โกรธอะไรใครมาทำไมถึงไปลงกับหุ่นแบบนั้น” องซองอูลูกน้องในฝ่ายการผลิตรีบกุลีกุจอเข้ามาขวางหัวหน้าของตนเอาไว้ก่อนที่จะประทุษร้ายหุ่นไร้ชีวิตไปมากกว่านี้


“ก็จะมีใครเสียอีกล่ะ! ถามมาได้!” นึกอยากจะใช้เล็บข่วนอีกฝ่ายให้หายแค้นใจแต่ก็ต้องข่มอารมณ์เอาไว้เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ปาร์คชานยอล!


“โธ่หัวหน้า นี่ยังไม่เลิกอารมณ์เสียเพราะเรื่องผลกำไรไตรมาสที่สองอีกหรอครับ” ซองอูถามด้วยเสียงกระเง้ากระงอด ทั้งที่ผลลัพธ์ที่ออกมามันก็ไม่ได้แย่ถึงขั้นเดือดร้อน แต่ทำไมหัวหน้าแผนกอย่างบยอนแบคฮยอนถึงชอบไปโวยวายราวกับว่ามันเป็นเรื่องใหญ่โตนัก


“ก็มันสมควรโมโหไหมล่ะ ให้ตายเถอะ ฉันละปวดหัวจริง ๆ ที่ต้องทำงานร่วมกับคนแบบนั้น ทำไมหมอนั่นถึงไม่เคยทำอะไรเต็มที่เหมือนตอนที่ฉันคิดคอลเลคชั่นใหม่จนหัวแทบแตกบ้างนะ” ว่าแล้วก็ทิ้งกายลงบนเก้าอี้ทำงานด้วยความเหนื่อยล้า ขมับของเขาเต้นตุบ ๆ เมื่อนึกถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น และสาบานได้ว่าถ้าคราวหน้ายังเป็นแบบนี้อีกแบคฮยอนไม่มีทางปล่อยชานยอลไว้แบบนี้แน่


“ผมว่าหัวหน้าปาร์คก็เต็มที่กับงานเหมือนกันเอ่อ.. แต่ว่าหัวหน้าบยอนเองก็เต็มที่มากกว่าอีก แหม แผนกการตลาดนี่ไม่ได้เรื่องเลยจริงจริ๊ง” ชะตาเกือบขาดเมื่อเผลอหลุดปากชมศัตรูของเจ้านายออกนอกหน้านอกตา ซองอูเกือบกลับลำไม่ทันถ้าหากไม่เห็นว่าดวงตาเรียวเล็กของแบคฮยอนกำลังถลึงใส่ตนอยู่


“สงสัยชะมัดว่าประธานคิดอะไรอยู่ถึงจ้างคนไร้คุณภาพแบบนั้นให้ดูแลแผนกการตลาด” แบคฮยอนก็ไม่อยากจะหยาบคายหรอก แต่เพราะอารมณ์คุกรุ่นในใจมันไม่ยอมดับเนี่ยสิถึงต้องกระฟัดกระเฟียดแบบนี้


แล้วดูสิ! หมอนั่นทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างไรก็ยังคงทำเช่นนั้นเสมอมา ทำอย่างกับว่าตนสามารถควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในกำมือได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วบริษัทจะมีแผนกการตลาดไว้ทำไมถ้าหากยังทำงานใจเย็นไม่สนโลกภายนอกแบบนี้ ไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยว่าโจทย์ใหม่ที่ท่านประธานคิมเพิ่งให้มาอีกฝ่ายอยากจะกระตือรือร้นทำการตลาดให้ดีกว่านี้ไหม


แน่นอนเลยว่าไม่! เพราะคนอย่างปาร์คชานยอลไม่เคยสนใจอะไรอยู่แล้ว!


“โธ่ อย่าคิดแบบนั้นสิครับหัวหน้า" ชายหนุ่มว่า "ต่อให้แผนการตลาดแย่แต่ลูกค้าก็ยังชอบสินค้าของเราอยู่ดีไม่ใช่หรอครับ ทั้งหมดนี่มันก็เป็นเพราะความสามารถของหัวหน้าล้วน ๆ เลยนะ” อย่าหาว่าอวยเลย แต่ตนน่ะยอมรับความสามารถของแบคฮยอนจริง ๆ เจ้าตัวเก่งเกินกว่าที่จะเชื่อได้ว่าเกิดมาเป็นโอเมก้า ทั้งที่ปกติแล้วมักจะมีแต่อัลฟ่าเท่านั้นที่ได้เลื่อนขั้นมาสูงขนาดนี้ และสำหรับเขาที่เป็นแค่เบต้าก็ยังทำงานได้ดีไม่เท่ากับหัวหน้าบยอนเลยด้วยซ้ำ


“แต่ผู้ชายคนนั้นกลับทำทุกอย่างของฉันป่นปี้” พูดแล้วก็หงุดหงิด อยากจะเดินไปจิกหัวกระแทกโต๊ะแล้วตะคอกใส่หน้าดัง ๆ ว่าช่วยเห็นความสำคัญของผลงานเขาหน่อย ไม่ใช่เอาแต่นั่งลอยหน้าลอยตาให้เหล่าสาวเบต้าโอเมก้ามองจนต้องเหลียวหลัง


คิดว่าหล่อมากนักไง? เหอะ


“ถึงจะพูดอย่างนั้นหัวหน้าก็ต้องเข้าใจด้วยนะครับว่าไตรมาสที่สองแบบนี้ได้กำไรเท่านั้นมันก็เป็นเรื่องธรรมดา” หากมองตามเกมธุรกิจแล้ว ช่วงกลางปีมันก็มักจะซบเซาแบบนี้ ถ้าไม่มีลดราคากลางปีหรือว่าโปรโมชั่นดี ๆ ก็ไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้มากไปกว่านี้หรอก


“ฉันถึงคิดจนหัวแทบระเบิดนี่ไงว่าทำแบบไหนเสื้อผ้าเราถึงจะเป็นที่ต้องการตลอดทั้งปี” ความจริงแล้วแบคฮยอนไม่ได้ต้องการอะไรมาก แต่เขาอยากให้ Bonnie & Clyde กลายเป็นแบรนด์แรกที่ผู้คนนึกถึง มันต้องไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาลหรือมีการลดราคาเท่านั้นถึงจะมีความสำคัญ


คิดแล้วก็โมโห มันยากนักหรือไงกับการตั้งใจทำแผนการตลาดให้ดีกว่านี้น่ะ ฮึ้ย!


“เราเลิกพูดเรื่องนี้ดีกว่าครับหัวหน้า พูดไปก็หงุดหงิดเปล่า ๆ เดี๋ยวผมเอาน้ำเย็น ๆ มาให้ดีกว่า รับรองดื่มจู๊ดเดียวสดชื่นไปทั้งวันแน่นอน” ว่าแล้วชายหนุ่มร่างโปร่งก็วิ่งออกจากห้องทำงานไปด้วยความเร็วแสง เพราะต้องแข่งกับเวลาก่อนที่หัวหน้าบยอนจะหงุดหงิดไปมากกว่านี้


ไม่นานนักซองอูก็กลับมาพร้อมกับน้ำผลไม้ แบคฮยอนยกมาดื่มโดยที่ไม่พูดอะไร รสชาติหวานอมเปรี้ยวและความเย็นของน้ำแอปเปิ้ลทำให้เขาใจเย็นลงได้


ทันใดนั้นภายในห้องทำงานของฝ่ายการผลิตก็เงียบสงบลง


“โอเคใช่ไหมครับหัวหน้า” ชายหนุ่มถามพลางกระพริบตามองคนเป็นนายอย่างมีความหวัง และอีกฝ่ายก็พยักพเยิดหน้าเป็นเชิงว่าดีขึ้นแล้ว เพียงเท่านั้นซองอูก็ถึงกับพรูลมหายใจออกมา อย่างน้อยวันนี้หัวหน้าของเขาก็ใช้เวลาในการโมโหแผนกการตลาดไปแค่ 15 นาทีเท่านั้น


ถือว่ารวดเร็วใช้ได้


เพราะปกติแล้วถ้าเกิดว่าบยอนแบคฮยอนได้เหวี่ยงใส่แผนกการตลาดเมื่อไหร่ เป็นอันรู้กันว่าอารมณ์ของเจ้าตัวจะรุนแรงไปตลอดครึ่งวัน และซองอูที่เป็นเลขาก็ต้องคอยจัดการอารมณ์ของเจ้านายก่อนที่จะทำงานทำการไม่ได้ แน่นอนว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีเลขาคนไหนสามารถรับมือกับความขี้เหวี่ยงของเจ้าตัวได้เลยสักคนและองซองอูคือผู้เหลือรอด


กว่าจะฝ่าฟันพายุแห่งความโกรธแค้นก็ทำเอาซองอูแทบอ่วม เขาเกือบจะไม่มีชีวิตรอดในการทำงานที่ Bonnie & Clyde เพราะความร้ายกาจของเจ้านายที่เกิดขึ้นได้ทุกวี่ทุกวัน ก็อย่างที่รู้กันมา ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน ให้ขึ้นชื่อว่าปาร์คชานยอลจากแผนกการตลาดเป็นคนจัดการ บยอนแบคฮยอนก็พร้อมบวกเสมอ


ไม่รู้เหมือนกันว่ามีความคับแค้นใจอะไรเป็นการส่วนตัวถึงได้เพ่งเล็งแผนกนั้นอยู่บ่อยครั้ง


แต่ก็เดาได้ไม่ยากหรอกหลังจากที่ทำงานกับโอเมก้าคนเก่งอย่างหัวหน้าบยอน ส่วนใหญ่มันก็เกิดจากความคาดหวังของเจ้านายทั้งนั้น เพราะผลงานทุกชิ้นบยอนแบคฮยอนคัดเลือกมันมาด้วยความตั้งใจ ทั้งบรีฟงานให้ดีไซเนอร์ภายในแบรนด์ ไหนจะต้องควบคุมการผลิตของโรงงานเพื่อให้สินค้าได้มาตราฐาน และอีกหลาย ๆ อย่างที่อีกฝ่ายมักจะทุ่มเทให้กับงานเสมอ


และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหัวหน้าของเขาถึงต้องหัวร้อนจนแทบระเบิดเมื่อเห็นกำไรสรุปในแต่ละไตรมาส


เพราะหวังไว้สูงมากจึงทำให้เจ็บหนักเมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน และคนอย่างบยอนแบคฮยอนก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองผิดหรอกเพราะเจ้าตัวน่ะเต็มที่กับงานเสมอ จะมีก็แต่คนที่เพิกเฉยต่อหน้าที่ตัวเองอย่างปาร์คชานยอลนั่นแหละที่ผิดเต็มประตู


เมื่อได้น้ำผลไม้เย็น ๆ ดับความร้อนรุ่มในอก แบคฮยอนก็กลับมามีจิตวิญญาณในการทำงานอีกครั้ง เขาสั่งให้องซองอูจัดการนัดดีไซเนอร์ทุกคนเข้าประชุมรวมกันในช่วงบ่ายของวันนี้ เพราะโจทย์ที่ท่านประธานเพิ่งให้มานั้นต้องใช้เวลาระดมความคิดกันพอสมควร


ด้วยความที่แบรนด์เสื้อผ้าของเขาจับตลาดกลุ่มคนที่มีฐานะปานกลางขึ้นไป จึงทำให้ราคาแต่ละชิ้นถือว่าค่อนข้างแพง การจะจับกลุ่มเป้าหมายทั่วไปนั้นถือว่ายากแต่ก็ไม่เกินความสามารถ เพราะไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะสู้ราคาไหว แต่ต้องมีความเชื่อว่าการสวมใส่แบรนด์นี้จะช่วยเสริมสร้างภูมิฐานและความมั่นใจ หากคุณกำลังมองหาเสื้อผ้าที่ทำให้ตัวเองดูดีขึ้นได้ Bonnie & Clyde ตอบโจทย์ได้แน่นอน


และเพื่อคงความเป็นมาตราฐานแบคฮยอนจึงต้องทำงานอย่างหนักในการผลิตสินค้าแต่ละฤดูกาลให้ออกมาอย่างเหมาะสม แม้จะเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่อง Fast-fashion* ที่สุดในเกาหลีใต้ แต่ก็ยังคงคอนเซปต์ความเป็น Bonnie & Clyde ที่มีภาพลักษณ์แบบ Rather high class* เพื่อดึงดูดลูกค้าอยู่เสมอ


การประชุมช่วงบ่ายของฝ่ายผลิตได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเข้มข้น ดีไซเนอร์แต่ละคนช่วยกันระดมความคิดออกมาจนเราได้ขอบเขตในการผลิตคอลเลคชั่นปลายปี รวมถึงโจทย์ที่ท่านประธานคิมได้ทิ้งเอาไว้ก็เช่นกัน แบคฮยอนวางกรอบสำหรับคอลเลคชั่นใหม่ ซึ่งเหล่าดีไซเนอร์ก็ต้องกลับไปทำการบ้านของตนเองก่อนที่จะนำแบบร่างมาเสนอภายในอาทิตย์หน้าและขึ้นแบบจริงในอาทิตย์ถัดไป


เมื่อเหล่าทุกฝ่ายแยกย้ายกันไปทำงานของตนก็ถึงเวลาที่แบคฮยอนต้องกลับมานั่งประจำที่ตัวเอง เขาสั่งให้ซองอูออกไปซื้อของว่างสำหรับรองท้องมาทาน เพราะดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะต้องตรวจแบบของคอลเลคชั่นไตรมาสที่สี่ซึ่งกำลังจะส่งเข้าโรงงานผลิตในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า


ทำงานจนลืมเวลาและกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ซองอูขอตัวกลับก่อนเพราะเจ้าตัวนัดกับคนที่บ้านเอาไว้ แบคฮยอนเหลือบมองเห็นนาฬิกาที่บอกว่าตอนนี้เกือบจะสองทุ่มครึ่งเข้าให้ นั่นก็ต้องทำเอาเขาแปลกใจเมื่อไม่ได้ยินเสียงข้อความหรือสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือ ทั้งที่ปกติแล้วคนที่บ้านมักจะโทรหาเป็นประจำ


และแล้วเขาก็พบว่าโทรศัพท์เครื่องบางของตนได้ดับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ทั้งหันซ้ายขวาพยายามจะหาสายชาร์จก็ต้องนึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าไม่ได้เอาลงมาจากรถยนต์ส่วนตัว คิดได้แบบนั้นแบคฮยอนก็ตัดสินใจเก็บงานไว้และควรจะกลับคอนโดไปพักผ่อน อย่างน้อยตรวจแบบครั้งนี้ก็ถือว่าเกินครึ่งกว่าที่วางแผนเอาไว้


กว่าแบคฮยอนจะลงจากชั้นยี่สิบสามก็ใช้เวลาพอสมควร เสียงลิฟต์ดังเตือนอีกครั้งเมื่อถึงชั้นจอดรถ เขาเดินตรงไปยังที่จอดประจำของตัวเองอย่างไม่นึกเร่งรีบ ทั้งที่ความจริงแล้วด้วยเพศรองที่เป็นถึงโอเมก้าควรจะระมัดระวังตัวเองให้มากกว่านี้ เกิดเผลอเจอคนไม่ดีสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าให้คงเป็นข่าวอย่างที่เห็นทุกวันในทีวีแน่


แต่แล้วอย่างไร แบคฮยอนไม่ใช่โอเมก้าอ่อนแอพวกนั้นเสียหน่อย อย่างน้อยเขาก็แข็งแรงและดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ครอบครัวที่เป็นอัลฟ่าถึงยอมปล่อยให้ออกมาใช้ชีวิตตามลำพัง อีกอย่างแบคฮยอนก็ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว ปีนี้ย่างเข้า 27 และคิดว่าอีกไม่นานก็คงต้องคิดเรื่องสร้างครอบครัวให้เป็นเรื่องเป็นราว


พลันคิดถึงเรื่องนั้นคิ้วเรียวก็ขมวดมุ่นเข้าหากันทันที ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากมีความรักอะไรเทือกนั้นหรอกนะ แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ กันว่าพวกเราทุกคนน่ะ ต่างเกิดมาพร้อมกับคู่แห่งโชคชะตาด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้นแบคฮยอนจึงคิดว่าตัวเองไม่ควรโหยหาความรักให้มาก เพราะไม่นานโลกก็จะเหวี่ยงเราให้มาเจอกันอยู่ดี


แต่จะเหวี่ยงมากเหวี่ยงน้อยแค่ไหนอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับบุญกรรมที่สะสมกันมาก็แล้วกัน


และดูเหมือนว่าคู่แห่งโชคชะตาของเขาจะถูกเหวี่ยงมาแรงแซงโค้งเสียเหลือเกิน






“กลับดึกจังคุณ”


เสียงหนึ่งทักขึ้นขณะที่แบคฮยอนกำลังปลดล็อกรถยนต์ เขาจำได้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่ก็ไม่คิดจะสนใจซ้ำยังเมินประโยคถามไถ่นั้นราวกับเสียงนกเสียงกา ร่างเล็กของโอเมก้าสอดตัวเข้าไปนั่งด้านในก่อนจะปิดประตูแล้วเตรียมสตาร์ทเครื่อง


ทว่าทุกอย่างกับเงียบสนิททั้งที่กดปุ่มสตาร์ทเป็นรอบที่สาม


อะไรอีกวะเนี่ย


ร่างเล็กสบถออกมาเบา ๆ ก่อนที่นิ้วเรียวจะกดปุ่มข้างพวงมาลัยเป็นครั้งที่สี่ ทว่าเครื่องยนต์ก็เงียบสนิทอีกเช่นเคย เขามองหน้าปัดตรงหน้าที่ไม่มีไฟสัญลักษณ์ขึ้นซึ่งนั่นก็ทำให้แบคฮยอนคาดเดาได้คร่าว ๆ ว่าไม่แบตหมดก็ระบบไฟฟ้าในรถมีปัญหาแน่ คิดได้แบบนั้นก็อยากจะแหกปากอัดพวงมาลัยรถว่าจะมาเสียอะไรตอนนี้


แล้วเขาจะกลับคอนโดยังไง!


ว่าแล้วก็รีบควานหามือถือในกระเป๋าเพื่อต่อสายให้ใครสักคนมารับ แต่กลับต้องพับโครงการนี้เก็บไปทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่าแบตโทรศัพท์ยังไม่ได้ชาร์จ จะเสียบสายกับรถก็ไม่ได้เพราะแม้แต่ไฟคอนโซลมันยังไม่วิ่งเข้า แล้วเขาจะหวังอะไรได้กับไฟที่จะชาร์จโทรศัพท์


สุดท้ายก็ต้องยอมถอดใจเพราะถึงอย่างไรก็คงต้องจอดเจ้าลูกไม่รักดีไว้ที่นี่ พรุ่งนี้เช้าถึงค่อยโทรเรียกช่างลากไปซ่อม ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าลง เมอร์ซิเดสเบนซ์เอสยูวีคันสีเทาเข้ามาจอดขวางทางเอารถเอาไว้ กระจกทึบเคลื่อนตัวลงมาก่อนที่ใบหน้าของอีกฝ่ายจะทำให้แบคฮยอนต้องชักสีหน้าใส่ทันที


“รถสตาร์ทไม่ติดหรอ”


“ยุ่ง!” ไม่ทันคิดแบคฮยอนก็สวนกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตรเหมือนเช่นเคย เขาได้ยินปาร์คชานยอลหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ยอมขยับรถออกไปไหน


“ให้ผมไปส่งไหม มันดึกแล้วนะ”


“สามทุ่มบ้านนายเขาเรียกว่าดึกรึไง ถ้าว่างมากก็กลับไปอาบน้ำนอนไป”


“เป็นห่วง?”


“ฉันไล่ต่างหาก!”


แล้วอีกฝ่ายก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ผิดกับแบคฮยอนที่กำลังหัวร้อนได้ที่ ไอ้บ้านี่ จะมีสักครั้งไหมที่จะไม่กวนประสาทกัน สาบานได้เลยว่าตั้งแต่ทำงานร่วมกันมา แบคฮยอนปวดสมองกับคนอย่างปาร์คชานยอลมากที่สุดในสามโลกเลย!


“ถ้างั้นผมไม่กวนคุณแล้วก็ได้” ชายหนุ่มว่าก่อนจะยกมือโบกให้เล็กน้อย “จะเดินลงตึกก็ระวัง ๆ นะคุณ เห็นว่าช่วงนี้แถวบริษัทเรามีพวก--”


“ถ้าจะพูดอะไรซั่ว ๆ แบบนั้นก็รีบไสหัวไปไกล ๆ ทีเถอะ!”


“ผมแค่จะบอกว่ามีรถแท็กซี่จอดอยู่ข้างหน้าเพียบเลย ยังไงก็เดินทางปลอดภัยนะครับ” เมื่อพูดจบรถเอสยูวีสีเทาคันใหญ่ก็เคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณนั้น เหลือทิ้งไว้แต่ความหงุดหงิดที่แบคฮยอนได้แต่ยืนกระทืบเท้าตัวเองด้วยความเจ็บใจ


เหอะ! ทำตัวเป็นพ่อพระแสนดีเสนอหน้าเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ใครมันจะไปอยากรับความหวังดีจากคนที่เป็นศัตรูกันล่ะ เพราะงั้นบยอนแบคฮยอนที่มีทิฐิค้ำคออยู่ก็ต้องคว้าเอาของจำเป็นสำหรับกลับคอนโดลงจากรถโดยที่ไม่ลืมล็อกรถเพื่อความปลอดภัย


ร่างเล็กของหัวหน้าแผนกการผลิตเดินลงบันไดจากชั้นจอดรถจนไปถึงบริเวณทางออกตึก แน่นอนว่ายังมีพนักงานรักษาความปลอดภัยเบต้าสองคนคอยอยู่เฝ้าระวังความปลอดภัย พวกเขาดูตกใจเล็กน้อยที่ยังเห็นว่าพนักงานบริษัทยังกลับไม่หมด แบคฮยอนจึงได้แต่ยิ้มแหยให้กับคำชมเปาะที่บอกว่าเขาเป็นพนักงานสุดขยันแห่งปี


ทั้งที่ความจริงเขาคือพนักงานสุดขยันมาทั้งชีวิตต่างหาก หึ!


แต่ก็ไม่อยากเสียเวลานานจึงรีบกล่าวลาพนักงานรักษาความปลอดภัยเบต้าทั้งสองแล้วสาวเท้าออกจากตึกด้วยความรวดเร็ว ทันใดนั้นประโยคที่ศัตรูตัวฉกาจหมายเลขหนึ่งก็พลันเข้ามาในความคิด


ไหนบอกว่าแท็กซี่จอดอยู่ข้างหน้าเพียบเลยไงวะ!


แล้วไอ้ความว่างเปล่าที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้มันคืออะไร? แม้แต่แท็กซี่ว่างสักคันเดียวก็ไม่ยอมผ่านมา ทั้งที่ตอนนี้มันยังไม่ใช่ช่วงเวลาเงียบงันขนาดนั้น ถึงบริษัทจะตั้งอยู่ในย่านที่ไม่ได้ห่างไกลความเจริญมาก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีลูกค้าที่ต้องการใช้บริการของแท็กซี่เสียหน่อย


ปี๊น!

และแล้วเสียงแตรก็ดังขึ้นพร้อมกับรถคันใหญ่จอดเทียบอยู่ตรงหน้า กระจกทึบเคลื่อนตัวลงอีกครั้ง ซึ่งภาพนั้นมันทำให้แบคฮยอนรู้สึกเดจาวูเหมือนได้ย้อนกลับไปอยู่ในชั้นจอดรถเมื่อสิบนาทีที่แล้ว


“สรุปแล้วจะให้ผมไปส่งไหมครับ”


“เพิ่งรู้นะว่านอกจากจะเป็นหัวหน้าแผนกการตลาดห่วย ๆ แล้วยังถือแท็กซี่เป็นอาชีพเสริม” ไม่อยากจะเหน็บอีกฝ่ายหรอก แต่มันอดไม่ได้จริง ๆ นี่


“ถ้ามันทำให้คุณขึ้นมาบนรถผมได้ผมก็ถือว่าคุ้มนะ”


“งั้นก็ฝันไปเถอะ ฉันไม่มีทางขึ้นไปนั่งบนรถนายเด็ดขาด”


“แต่คุณก็เห็นนี่ว่าตอนนี้มันไม่มีแท็กซี่ผ่านมาซักคัน”


“ฉันก็ไม่ได้จนปัญญาถึงต้องขึ้นรถนายหรอก กลับไปได้แล้ว”


“อย่าทำตัวเก่งไปหน่อยเลยคุณ เป็นถึงโอเมก้าก็หัดระวังตัวเอาไว้บ้างก็ได้ เกิดเจอคนไม่หวังดีเข้าให้มันจะแย่เอานะ”


“คนที่คิดจะทำอะไรแบบนั้นก็มีแต่นายคนเดียวเท่านั้นแหละ เพราะงั้นช่วยไปให้พ้นหูพ้นตาฉันสักที ฉันจะโบกแท็กซี่” ว่าแล้วมือเล็กก็โบกไล่อย่างหงุดหงิด มีอย่างที่ไหนมาจอดขวางทางคนอื่น แล้วอีหรอบนี้เมื่อไหร่แท็กซี่จะจอดรับเขาล่ะเนี่ย


ในเมื่อปาร์คชานยอลไม่ยอมขยับรถไปไหน แบคฮยอนก็ได้แต่นับหนึ่งถึงสิบในใจก่อนจะเดินไปยืนบริเวณที่ว่างเพื่อยกมือเรียกแท็กซี่ที่กำลังขับผ่านมา ทว่ารถที่จอดเทียบข้างถนนกลับเป็นเอสยูวีคันหรูที่ถอยหลังมาหยุดตรงหน้าเขาอีกครั้ง


“ขึ้นมา”


เสียงทุ้มต่ำของอีกฝ่ายก็ดังขึ้นพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่สะกดให้แบคฮยอนหยุดนิ่ง


อ-ไอ้หมอนี่กล้าดีอย่างไรถึงมาใช้น้ำเสียงแบบนั้นกับเขา!


“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันกลับเองได้--”


“ผมบอกให้คุณขึ้นมา”


และคราวนี้เสียงของปาร์คชานยอลก็หนักแน่นพอที่จะทำให้คนฟังชะงักค้าง ริมฝีปากเล็กกัดแน่นเพื่อข่มอารมณ์บางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นภายในอก แน่นอนว่ามันไม่ใช่อาการใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ แบบพวกนางเอกใส ๆ ที่กำลังตกหลุมรักผู้ชายซึ่งจะอาสาขับรถไปส่งที่บ้าน


ความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่แทบจะไม่เฉียดอะไรแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ แค่คำว่าเพื่อนร่วมงานยังถือว่าหรูไป เพราะนอกจากแบคฮยอนจะเกลียดปาร์คชานยอลแล้ว อีกฝ่ายเองก็ใช่ว่าจะชอบเขาเสียที่ไหน และเรื่องนี้มันควรจะเป็นอย่างนี้ต่อไป เราควรจะเกลียดกันให้มากและ


“บยอนแบคฮยอน”


ราวกับนั่นคือเสียงคำสั่งสุดท้ายที่ตัดความคิดของแบคฮยอนขาดสะบั้น โอเมก้าตัวเล็กยืนนิ่งอยู่เกือบนาทีด้วยความหงุดหงิด สุดท้ายก็ได้แต่ฮึดฮัดในใจก่อนจะเปิดประตูรถเอสยูวีคันใหญ่ขึ้นไปนั่งโดยที่ไม่ลืมดึงมันปิดเข้ามาแรง ๆ อย่างแค้นใจ


“อย่าคิดว่าที่ยอมขึ้นรถด้วยมันเป็นเพราะว่านายคืออัลฟ่าหรอกนะ”


“ผมเองก็ไม่อยากให้บริษัทเราเกิดข่าวฉาวเพราะโอเมก้าถูกฉุดแถวนี้หรอก” ชานยอลได้ยินคนข้างกายสบถออกมาเสียงเบาและเขาก็ไม่นึกสนใจ ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มอย่างพอใจเมื่อสามารถปราบความดื้อรั้นของคนข้างกายได้ก่อนจะขับรถออกไปตามเส้นทางในกรุงโซล


บยอนแบคฮยอนไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร ทั้งที่นึกอยากจะปฏิเสธอีกฝ่ายมากแค่ไหน ทว่าทั้งน้ำเสียงและสายตาของชานยอลกลับทำให้ร่างกายของเขาไม่ยอมเชื่อฟังตัวเอง เพราะเกิดมาเป็นโอเมก้าใช่ไหมถึงไม่เคยปฏิเสธคำสั่งของอัลฟ่าไม่ได้ โดยเฉพาะกับอัลฟ่าที่กำลังทำตัวน่าหมั่นไส้ด้วยการขับรถมือเดียว


ทว่านอกเหนือจากความเป็นอัลฟ่าแล้วยังมีเหตุผลอีกหนึ่งข้อที่ไขข้อสงสัยของแบคฮยอนให้กระจ่าง เหตุผลที่ไม่อยากจะยอมรับแต่ก็ไม่สามารถหนีมันได้พ้น


นั่นเป็นเพราะว่าเขาเกิดมาเพื่อปาร์คชานยอล และอีกฝ่ายเองก็เกิดมาเพื่อแบคฮยอน


ใช่--เราสองคนน่ะคือคู่แห่งโชคชะตาของกันและกัน


ทว่ามีหนึ่งสิ่งที่ควรรู้ไว้คือพวกเราโคตรจะเกลียดกันเลย! มันไม่ใช่แค่เกลียดธรรมดา แต่แบคฮยอนน่ะเกลียดอีกฝ่ายมาก ๆ จนถึงขั้นไม่อยากที่จะยอมรับว่าเราเกิดมาเพื่อกัน นี่มันบ้ามาก! สวรรค์กำลังเล่นตลกอะไรกับเขาอยู่งั้นหรือ? สาบานได้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่จะได้นั่งบนรถของผู้ชายคนนี้ เพราะโอกาสหน้ามันจะไม่มีทางเกิดเรื่องแบบนี้อีกเด็ดขาด


แบคฮยอนเอาตำแหน่งหัวหน้าแผนกฝ่ายผลิตเป็นประกันเลย


คอยดูเถอะ!











TBC




Unisex คือ เสื้อผ้าที่สามารถใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ออกแบบให้มีลักษณะที่เรียบง่าย เพื่อสะดวกต่อการแต่งกายที่ไม่ต้องการความพิถีพิถันมาก ซึ่งจะขึ้นอยู่กับแบรนด์นั้น ๆ ว่าจะผลิตออกมาให้มีรูปลักษณ์แบบไหน
Fast-fashion คือ กระแสเสื้อผ้าที่มาเร็วไปเร็ว
Rather high class คือ สินค้าที่อยู่ในเกรด B+ ค่ะ ราคาจะค่อนข้างสูงเพราะดูเป็นภาพลักษณ์ที่มีระดับขึ้นมาอีกขั้นจาก Medium class , เราจัดให้ Bonnie & Clyde อยู่ในเกรดนี้เพราะกลุ่มเป้าหมายคือคนที่มีฐานะปานกลางขึ้นไป ซึ่งเป้าหมายธุรกิจของประธานคิมในปีนี้คืออยากให้คนทั่วไปมองว่าแบรนด์ไม่ได้มีราคาสูงมาก แต่ให้มองถึงความคุ้มของวัสดุและอุปกรณ์ทีใช้ในการตัดเย็บค่ะ


คนเรามันก็ผีเข้าผีออกเป็นธรรมดา นอนฝันมาหลายวันแล้วเรื่องแผนการตลาด นอนศึกษาเรื่องตลาดผ้ารวมถึง swot หลายบริษัทมาอยู่ค่อนคืน เลยจับมายัดในพล้อตที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางดี รู้สึกเครียดนิดหน่อย เออเอาจริงก็เครียดอ่ะ เนื้อเรื่องเครียด คนก็เครียด 555555555555 แต่จริง ๆ แล้วเราไม่ได้เน้นหนักเรื่องเสื้อผ้าอะไรขนาดนั้นนะ แต่รู้สึกสนุกกับการสร้างโลกใหม่ขึ้นมามากกว่า เพราะงั้นผิดพลาดตรงไหนก็ขออภัยมือใหม่ด้วยเด้อ

เรื่องนี้วางแพลนไว้ประมาณ 6 ตอนจบ(ไม่น่าจะเกินนี้) ส่วนฟรายเดย์ไนท์อีกไม่นานเกินรอ เพราะของแบบนี้มันต้อง..นะ ขอระบายเรื่องนี้ก่อน ฝากด้วยเช่นเคยจ้า


#ฟิคคลังฝัน





TF:)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 126 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,477 ความคิดเห็น

  1. #6421 pbcy (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 17:35
    เกลียดอะไรได้อย่างนั้นจริงๆนะน้องแบค
    #6,421
    0
  2. #6333 littleCB (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 14:41
    ทำไมเขิน
    #6,333
    0
  3. #6310 heykiki (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 10:07
    ปากบอกว่าเกลียดกันแต่จริง ๆ ก็ขาดกันไม่ได้รึปะคะ แหมมม
    #6,310
    0
  4. #6300 funfun09 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 22:18

    หุหุหุ เค้าว่ายิ่งเกลียดอะไรยิ่งได้อย่างนั้นนะ

    #6,300
    0
  5. #6255 nanny7 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 01:16
    เห็นชื่อคนอื่นนอกเหนือจักรวาลเอสเอ็มแล้วแบบ แหะ ถึงจะเป็นเมนก็ตาม ไม่เข้าเว่อ
    #6,255
    0
  6. #5773 i-squid (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 31 มกราคม 2561 / 09:17
    สนุกอ่าาาาาาา ชอบๆๆๆ คู่กันแล้วก็ต้องคู่กันนะแบคฮยอนนน อ่อนๆ ให้ชานยอลบ้างน้าาาาา // สู้สู้นะคะไรต์ ^^
    #5,773
    0
  7. #5727 pcy921 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 14:40
    คู่นี้คือเผ็ชเลย555
    #5,727
    0
  8. #5556 nuengruedeeln (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 02:28
    ดีมากเลยอ่ะ ได้ความรู้ ได้แรงยัลดาลใจหลายๆอย่าง สนุกมากๆด้วย ขอบคุณจิงๆนะคะคุณไรท์ :)
    #5,556
    0
  9. #5428 oombu51 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 / 13:31
    แบคดื้อมากกกกกก
    #5,428
    0
  10. #5370 SIC PARVIS MAGNA (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 13:40
    คู่แห่งโชคชะตา แอร๊ยย
    #5,370
    0
  11. #5318 blurblink (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 21:14
    ฮืออออออยากจับตีก้น น้องดื้อมากๆๆๆ
    #5,318
    0
  12. #5218 พรี่ชานสมร ลล (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 07:35
    เป็นโอเมก้าที่น่าตีมากๆเลย โอ้ยยยย น้องงง
    #5,218
    0
  13. #5213 Mimi (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2560 / 21:46
    เขินและหมั่นเขี้ยวแบคจริงๆเลยย
    #5,213
    0
  14. #5201 แบ้กฮายอน (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2560 / 14:21
    โอยชอบอ่ะะ
    #5,201
    0
  15. #5171 seoi (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 14:55
    รอต่อไปฮืออ
    #5,171
    0
  16. #5137 MoojuM (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 02:56
    จะสามเดือนแล้ว.....ฮือ มาต่อเถอะนะคะ
    #5,137
    0
  17. #5086 BoomZiiz (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 6 กันยายน 2560 / 01:30
    ไรท์หายไปไหนนน ฮือออออออออออ เค้าคิดถึง
    #5,086
    0
  18. #5085 Luviiaf (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 23:44
    คิดถึงเรื่องนี้ อยากอ่านแล้วเด้อ
    #5,085
    0
  19. #5081 kidrauhlz (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 3 กันยายน 2560 / 23:12
    อ้ากกก สนุกอ่าาารอคาาาาา
    #5,081
    0
  20. #5073 Nwrtt (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 2 กันยายน 2560 / 16:54
    รอจ้าาาา
    #5,073
    0
  21. #5072 0985530905 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 2 กันยายน 2560 / 08:07
    ชอบบบ รอนะค่าาา
    #5,072
    0
  22. #5027 phirayajungkook (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 18:26
    รองับบบบบบ
    #5,027
    0
  23. #5023 puffybabe (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 11:44
    คถพี่จูนมาต่อเร้ววววววว
    #5,023
    0
  24. #5016 BoomZiiz (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 22:21
    ค้างมาก ไรท์หายไปแล้วววววว
    #5,016
    0
  25. #5004 Berin (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 00:08
    วรั้ย. กัดกันจริงจังมากด้วยค่ะ รอดูผลงานคุณปาร์คนะคะว่าทำยอดฝ่ายการผลิตเขาแย่จริงหรือเปล่า
    #5,004
    0