[ exo SF/OS ] คลังฝัน - chanbaek

ตอนที่ 56 : (os) Be as you were when we met

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,875
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 78 ครั้ง
    2 เม.ย. 60







Be as you were when we met


*หากเปิดอ่านอ่านในแอพ รบกวนเปิดเพลง 
คำตอบของทุกอย่าง - No one else ฟังไปด้วยนะคะ*
**ค่อย ๆ อ่านนะ ไม่ต้องรีบ**
*เอนจอนรีดดิ้งค่า*











วินาทีแห่งการตัดสินใจ มักเกิดขึ้นหลายครั้งในชีวิต

ผมไม่รู้ว่าการตัดสินใจของตัวเองมันจะถูกต้องหรือไม่

แต่ถ้าผมไม่เลือกในวินาทีนั้น ผมก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

คุณจำวันนั้นได้ไหม วันที่เราเจอกันครั้งแรก ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นเพราะโชคชะตาของผม หรือเป็นเพราะความบังเอิญของคุณที่เผลอมาเจอผมตอนที่กำลังถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รุมทำร้ายเพราะความไม่รู้ประสา ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณเป็นใคร คุณคล้ายกับคนทั่วไปที่บังเอิญผ่านมาในตรอกมืดตรงนั้น


ทว่าคุณกลับตะโกนดังลั่นอย่างจงใจ


ตำรวจมา! นั่นล่ะคือประโยคที่ผมจับใจความได้


พวกมันแตกตื่นและวิ่งหนีไป คุณวิ่งเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าตกใจ ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่าผมเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนไหม และในตอนนั้นเราต่างก็ไม่รู้จักกันว่าใครเป็นใคร


แต่คุณกลับเอื้อมมือคิดช่วยเด็กกำพร้าเช่นผมอย่างไม่รังเกียจ คุณบอกว่าผมต้องไปโรงพยาบาล แต่ผมไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับเรื่องพวกนั้น ผมไม่มีเงินมากพอที่จะรักษาตัวเองได้ ผมขอบคุณคุณเป็นร้อยเป็นพันครั้ง แต่คุณกลับไม่ปล่อยให้ผมไปไหน คุณพยายามลากผมไปโรงพยาบาลด้วยร่างกายของคุณเอง ผมปฏิเสธน้ำใจอันงดงามของคุณ แต่คุณก็ยังดื้อรั้นเหมือนกับใบหน้าที่บ่งบอกถึงความเอาแต่ใจ


คุณดูเหมือนพวกคุณหนู นิสัยเย่อหยิ่งอย่างเห็นได้ชัด ทว่าคุณกลับลดตัวลงมาช่วยคนโสมมอย่างผม คุณช่วยผมให้ลุกขึ้นมา คุณบอกว่าคุณยอมไม่ได้ที่เห็นคนอ่อนแอถูกทำร้าย และนิสัยอย่างนั่นมันไม่เข้ากับคุณเลยสักนิด


วินาทีนั้น ผมปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการกระทำของคุณมันทำให้ผมซึ้งใจจนอยากร้องไห้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยได้รับการดูแล ผมไม่เคยถูกเอาใจใส่เพราะผมไม่มีพ่อแม่ ผมไม่เคยถูกใครพูดจาดี ๆ ด้วย ผมไม่เคยได้เข้าโรงพยาบาลและได้นอนเตียงหรูแบบนี้ ผมไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณครั้งนี้ของคุณอย่างไร


ทว่าคุณกลับไม่ใส่ใจเรื่องพวกนั้น คุณบอกว่าตัวเองมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือ และถ้าไม่เป็นการขอมากไป คุณขอให้ผมไปอยู่กับคุณ


คำพูดของคุณในตอนนั้นทำให้ผมฉุกคิด ผมสมควรแล้วหรือที่จะได้รับการช่วยเหลือดีอย่างนี้ ผมไม่รู้ว่าในตอนนั้นตัวเองกำลังฝันอยู่หรือเปล่า ทำไมชีวิตถึงได้มาอยู่ในจุด ๆ หนึ่ง จุดที่ตัวเองกำลังลงดิ่งสู่ความต่ำสุดของชีวิต แต่กลับมีมือขาวสะอาดดึงรั้งให้ผมกลับขึ้นไปอีกครั้ง


           คุณรู้ว่าผมต้องปฏิเสธคุณ และใช่ ผมทำอย่างนั้น ผมรับน้ำใจครั้งใหญ่ของคุณไว้ไม่ได้ แม้ว่าต่อจากนี้ไปจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง คุณบอกคุณเข้าใจผมดี และอาจจะต้องรอเวลาอีกหน่อยเพื่อรอให้ผมพร้อมกว่านี้


แม้ว่าเวลาที่ว่านั่นจะหมายถึงการที่ผมพบหน้าคุณทุกวัน ให้ผมเดาคุณคงไม่ได้ติดใจรสชาติอาหารอิตาเลียนที่มีเจ้าของคนจีนเท่าไหร่ แต่คุณก็นั่งอยู่ที่โต๊ะเดิม พร้อมกับเมนูเดิม ๆ และขอร้องให้ผมนั่งเก้าอี้ตัวเดิมตรงหน้าคุณ


หิวไหม ทานสิ ผมสั่งมาเยอะเกินไป ทานไม่หมด


คุณบอกผมแบบนี้ครั้งที่หกเห็นจะได้


และผมก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมจะต้องทำตามคำสั่งคุณ แต่นั่นก็เป็นช่วงเวลาเกือบเที่ยงคืนของทุกวัน คุณรู้ว่าผมเลิกงานช่วงนี้ และคุณก็รู้ด้วยว่าผมอาศัยอยู่ห้องใต้บันไดแคบ ๆ ของตึกที่อยู่ถัดจากร้านนี้ไปสองบล็อก


คุณเห็นสายตาของผมก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ คุณเดาว่าผมคงมองคุณเป็นสโตกเกอร์ และคุณก็เดาไม่ผิด ผมคิดอย่างนั้น แต่คุณกลับไม่แก้ตัวอะไร เพราะคุณก็คงคล้ายสโตกเกอร์อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน


ผมถามหาเหตุผลว่าคุณทำแบบนั้นไปทำไม ทว่าคุณไม่ได้ตอบผมในทันที คุณนั่งจ้องหน้าผมนั่นทำให้ผมสังเกตเห็นรายละเอียดบนใบหน้าแสนเอาแต่ใจอีกครั้ง


หน้าคุณเรียวยาว ผิวพรรณดี ดวงตาเรียวเล็กแต่มีประกาย จมูกได้รูป และริมฝีปากบางที่มักจะกลายเป็นสี่เหลี่ยมเมื่อเวลาคุณยิ้มกว้าง—คุณช่างดูสดใส—ผมคิดอย่างนั้นทุกครั้งที่เห็น



นายทำให้ฉันเห็นตัวเองในอดีต

เราต่างก็เคยลำบากมาก่อนทั้งนั้น

และมันก็คงดีถ้าเราได้ช่วยเหลือใครสักคนที่ลำบากเหมือนกัน

นั่นคือเหตุผลที่ฉันอยากช่วยนาย



ประโยคของคุณทำให้ผมนิ่งงันอีกครั้ง ผมเม้มปากแน่นอย่างชั่งใจ ผมคิดตามในสิ่งที่คุณพูด ทั้งที่คุณบอกว่าตัวเองเคยลำบากมาก่อน แต่ลักษณะของคุณดูไม่เหมือนคนอย่างผมเลยสักนิด ทว่าคุณกลับรู้ทันความคิดของผม



เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว ฉันก็ต้องเปลี่ยนแปลงบ้าง

ใคร ๆ ก็อยากมีชีวิตดี ๆ กันทั้งนั้น, หรือว่านายไม่ใช่?



ผมส่ายหน้า ไม่ปฏิเสธว่าชีวิตก็โหยหาความสุขสบาย แต่ของแบบนั้นจะเหมาะอะไรกับเด็กกำพร้าที่ไม่มีใครเอาอย่างผม ผมเป็นคนไม่เอาไหน อยู่กับใครเขาก็เอาแต่จะข่มเหง เพราะผมร่างกายผอมโทรม? หรือเพราะผมดูเหมือนขยะสังคมที่ใครคิดจะทำอะไรก็ได้



อย่าคิดว่าตัวเองไร้ค่า แม้ว่าคนพวกนั้นจะมองนายแบบไหนก็ไม่ต้องไปสนใจ

คนเรามักมีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองเห็นก็เท่านั้น

และฉันก็มองเห็นมันในตัวนาย



ผมยังจำได้ว่าก่อนหน้านั้นคุณเคยขอให้ผมไปอยู่ด้วย แต่ผมกลับปฏิเสธไปเพราะสิ่งที่คุณขอมันมากเกินไป ผมไม่อยากให้ตัวเองไปเป็นภาระของใคร แต่คำพูดของคุณและสายตาอบอุ่นที่คุณมอบให้ผมในวันนั้น มันทำให้ผมร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ


คุณยิ้มพร้อมกับเอื้อมมืออุ่นมาแตะไหล่ผม



นายมีค่าสำหรับฉันนะ



วินาทีนั้นผมจึงตัดสินใจที่จะทำตามคำขอของคุณ แม้ว่าผมไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง ผมไม่อยากทำลายความตั้งใจของคุณ แต่คุณกลับบอกว่า ไม่เป็นไร อะไรมันจะเกิดก็ให้มันเกิดไป ทุกอย่างต้องดีขึ้น เชื่อฉัน


ผมพยักหน้ารับทั้งน้ำตา และเปล่งคำพูดของเด็กวัยสิบห้าปีอย่างสะอึกสะอื้น


ครับ ผมเชื่อคุณ














เพราะการตัดสินใจในวันนั้น ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ คุณพาผมมาอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่ไม่ได้ใหญ่ไม่เล็ก เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น มีสวนเล็ก ๆ และสนามหญ้าไม่กว้างมากพอให้เห็นพื้นที่สีเขียว คุณบอกว่าบ้านหลังนี้ได้มากจากการทำงานของคุณตลอดชีวิตที่ผ่านมา


และคุณขอให้ผมเรียกที่นี่ว่า บ้านของเรา


คุณจัดการเรื่องเรียนให้ผม คุณบอกว่าชีวิตเราจะดีได้เพราะได้รับการศึกษา ดังนั้นคุณจึงขอให้ผมเข้าเรียนและตั้งใจเก็บเอาความรู้ให้ได้มากที่สุด คุณหวังเอาไว้ว่าอยากให้ผมเรียนสูง ๆ อย่างน้อยถ้าผมต้องแยกจากไป ผมจะได้มีวิชาในการทำมาหากิน


คุณจัดการอาหารให้ผมทุกเช้า คุณทำกับข้าวใส่กล่องเล็ก ๆ ให้ผมสำหรับมื้อกลางวัน และตอนเย็นคุณก็รับผมกลับจากโรงเรียนพร้อมกับอาหารเย็นที่เตรียมรออยู่ก่อนหน้าแล้ว


ทุก ๆ อย่างที่คุณทำให้ผมมันมากเกินไป มากจนเกินกว่าที่ผมจะรับได้ แต่คุณบอกว่า ไม่เป็นไร สิ่งที่คุณทำมันจะช่วยทดแทนส่วนที่หายไปก่อนหน้านั้น คุณอยากให้ผมทำตัวเป็นเด็กบ้าง เรียกร้องหาความรัก,ความอบอุ่นบ้าง เพราะคุณที่เป็นผู้ให้ ก็พร้อมที่จะให้ผมเสมอ


ไม่ว่าจะครั้งแรกหรือว่าครั้งนี้ คุณก็ทำให้ผมกลายเป็นคนอ่อนไหว ผมที่โตมาอย่างหยาบกระด้าง มันคุ้มแล้วใช่ไหมที่ต้องเจอกับใครที่ทำให้ผมรู้สึกอ่อนต่อโลก คุณกล่อมให้ผมอ่อนลง บอกให้ผมลดความทะนงตัวให้มากกว่านี้ ผมไม่จำเป็นต้องสร้างเกราะเพื่อปกป้องตัวเองอีกต่อไป


เพราะคุณบอกเอาไว้ว่าคุณจะเป็นกำแพงปกป้องผมเอง

หลังจากนั้น ผมก็ยอมทำตามที่คุณบอกทุกอย่างด้วยความเชื่อฟัง และบางครั้งคุณก็ให้ผมคิดทำสิ่งอื่นบ้างด้วยตัวเอง ผมไม่ปฏิเสธหรอกว่าวิธีการของคุณมันทำให้ผมโตขึ้น ด้วยความที่ผมไม่อยากให้คุณผิดหวัง


ผมเป็นเด็กดี ผมตั้งใจเรียน และผมสามารถจบชั้นมอปลายได้เกรดเฉลี่ยที่ทำให้คุณยิ้มกว้างจนริมฝีปากบางกลายเป็นรูปสี่เหลี่ยมอีกครั้ง


ระยะเวลาเกือบสี่ปีที่ผมได้อยู่กับคุณ ทุก ๆ วันคุณทำให้ผมไม่เคยรู้สึกไร้ค่าเลยสักครั้ง คุณทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าอยู่เสมอ คุณพิสูจน์ให้ผมเห็นว่าคำพูดของคนพวกนั้นมันก็แค่ลมปาก การกระทำและผลที่ได้รับต่างหากที่เป็นเรื่องจริง


และตอนนี้ผมเรียนจบมอปลายแล้ว คุณยื่นดอกไม้ให้เพื่อแสดงความดีใจ คุณถามผมว่าอยากเรียนต่อไหม แต่คำตอบในใจของผมกลับคิดว่าแค่นี้มันก็มากพอแล้ว แต่คนที่อยู่ด้วยกันมาตลอดสี่ปีทำไมคุณจะมองไม่ออกว่าผมกำลังคิดอะไร


คุณไม่ห้ามถ้าผมอยากจะทำอะไรต่อจากนี้ คุณพูดว่าตอนนี้ผมสามารถตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตัวเองแล้ว ไม่ต้องรอให้คุณออกคำสั่ง หรือไม่ต้องรอให้ความกดดันถามหา ผมยิ้มให้คุณอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจในสิ่งที่คิดว่ามันดีสำหรับตัวเองและสำหรับตัวคุณ


ผมเคยนึกสงสัยว่าทั้งหมดที่คุณทำให้ผมน่ะเพื่ออะไร แม้วันนี้ผมจะยังไม่เข้าใจคุณ


แต่ผมก็ได้เข้าใจตัวเองแล้วว่าการที่ทำให้คุณยิ้มได้ นั่นแหละที่รางวัลชีวิตผมจริง ๆ








ผมเพิ่งสังเกตตัวเองว่าตอนนี้ผมสูงกว่าคุณไปหลายสิบเซน ในขณะที่ร่างกายคุณก็เหมือนเดิมในทีแรกที่เห็น เราสนิทกันมากขึ้น อยู่ด้วยกันเหมือนครอบครัว พูดคุยกันเหมือนพี่น้อง และผมก็เริ่มได้รู้อะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับคุณมากขึ้น


คุณไม่ได้ทำงาน นั่นคือสิ่งที่ผมรับรู้และเห็นมาตลอดตั้งแต่อยู่ด้วยกัน คุณไม่ใช่ลูกเศรษฐี แต่คุณมีทุกวันนี้ได้เพราะความช่วยเหลือจากใครบางคนเหมือนกัน คนคนนั้นก็ทำแบบเดียวกับที่คุณทำกับผม เขาบอกคุณว่า ถ้าหากมีโอกาส ก็อย่าลืมที่จะช่วยเหลือ


และผมก็ไม่คิดเลยว่าทั้งหมดที่ได้รับมามันคือความโชคดีของผม


แต่ก็ใช่ว่าได้มาแล้วจะอยู่เฉย แม้ว่าคุณบอกว่าจะไม่ได้ทำงาน แต่ผมก็เคยแอบเห็นคุณทำหน้าตาเคร่งเครียดกับเครื่องแท็ปเล็ตในมือ คุณบอกว่าช่วงนั้นราคาหุ้นตก มันก็ต้องกังวลเป็นธรรมดาสำหรับนักลงทุน แต่เพราะว่ามองเกมออก เล่นเกมเป็น คุณจึงใช้เวลาเครียดกับมันได้ไม่นาน ประเดี๋ยวก็กลับมากลายเป็นคุณคนเดิมที่อยู่กับผมทุกครั้ง


คุณเริ่มสอนผมเล่นบ้างเมื่อผมทำท่าสนใจ คุณไม่รังเกียจด้วยซ้ำที่จะถ่ายทอดความรู้พวกนี้ให้ ผมแอบลอบมองใบหน้าคุณทุกครั้งเวลาคุณมีความมุ่งมั่นตั้งใจ สายตาแน่วแน่ของคุณช่างมีเสน่ห์ และผมก็คงกลายเป็นพวกถูกบาปกัดกินหัวใจเมื่อผมเริ่มคิดอะไรไม่เหมือนเดิม


สารภาพว่าช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตผมเคยอ้อนวอนต่อพระเจ้าว่าอยากเกิดเป็นลูกคุณจริง ๆ สักครั้ง ผมไม่อยากเกิดเป็นใครก็ตามที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณแม้แต่น้อย คุณทำให้ผมโชคดี และผมก็อยากอยู่กับความโชคดีของผมแบบนี้ต่อไป


แต่ความโชคดีที่ว่านั่นน่ะจะยั่งยืนจริงหรือ?


ผมรู้ตัวดีว่าตอนนี้ผมเปลี่ยนไป ผมไม่สามารถมองคุณให้เป็นเหมือนเดิมได้อีกครั้ง ไว้ว่าจะพยายาม อดทนอดกลั้นมากแค่ไหน ผมก็ต้านความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ ผมมองหน้าคุณไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เพราะในใจมันมีแต่ความรู้สึกผิดที่คิดเกินเลยกับผู้มีพระคุณ


ผมไม่รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณเห็นผมในฐานะอะไร ผมไม่รู้ว่าคุณกำหนดให้ผมเป็นใครในชีวิตคุณ เพราะทุก ๆ วันคุณทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองสำคัญกับคุณเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งที่คุณเดินเข้ามาหาผมในห้อง วันนั้นผมหลบสายตาคุณ พูดจาไม่ดีใส่คุณ และผมก็คิดเผื่อไว้ในใจแล้วว่าจะไม่แสดงอาการใด ๆ ถ้าหากว่าถูกคุณต่อว่า



ถ้ามันยากขนาดนั้นก็ไม่ต้องฝืนก็ได้

ฉันเข้าใจว่านายเองก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นหรอก ใช่ไหม



ขณะที่คุณถาม ฝ่ามือบางของคุณก็ลูบศีรษะของผมเบา ๆ มันทำให้ผมรู้สึกผิดมากกว่าเดิม ผมทนมองคุณต่อไปไม่ได้ แม้ว่าอยากจะสบตากับคุณแค่ไหนก็ตาม



ขอโทษ



คงมีแต่คำนี้เท่านั้นที่ผมเอาแต่พร่ำพูดออกไป คุณไม่ได้พูดอะไรตอบ แต่กลับหัวเราะเบา ๆ ในลำคออย่างขบขัน ผมแอบลองมองใบหน้าคุณอีกครั้ง ก่อนจะเห็นว่าสายตาของคุณที่มองผมนั้นมันชวนให้แปลกใจมากแค่ไหน



ฉันเองก็ลืมไปว่าสักวันนายก็ต้องโตขึ้น

ขอโทษเหมือนกันที่ทำให้นายต้องคิดมากแบบนี้


แต่อย่าโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองเลย

เพราะฉันเองก็คงผิดไม่ต่างจากนายหรอก



ในตอนที่ผมอายุแค่สิบเก้าปีกับคุณที่อายุใกล้จะสามสิบสาม ผมที่ดูไม่ประสีประสาในความรักต่างกับคุณที่น่าจะผ่านเรื่องพวกนั้นมามาก ผมแอบมั่นใจลึก ๆ ว่าผมจะไม่เป็นอะไร แต่ตอนที่ใบหน้าของคุณเคลื่อนเข้ามาใกล้ แนบริมฝีปากลงบนอวัยวะเดียวกัน


ผมก็เพิ่งได้รู้ว่าความรู้สึกที่มีผีเสื้อร้อยตัวกำลังบินว่อนอยู่ในช่องท้องมันเป็นอย่างไร


และก็คงจริงอย่างที่คุณว่า



ถ้ายากขนาดนั้นก็อย่าฝืนเลย













ผมปล่อยให้ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในแบบที่พอเหมาะ และผมก็พบว่าความสุขจริง ๆ ในชีวิตของผมแล้ว นอกจากรอยยิ้มของคุณ ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการที่ได้มีคุณอยู่เคียงข้างกันในวันนี้


ปริญญาตรีใบแรกที่ผมได้รับก็ทำให้คุณภาคภูมิใจได้อีกครั้ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เรียนยากแสนยาก ผมก็ผ่านมันมาด้วยดีเพราะมีกำลังใจจากคุณเสมอ ใบหน้าของคุณดูมีอายุขึ้นเล็กน้อย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้คุณดูแก่เลยสักนิดเมื่อเทียบกับอายุจริง


ผมโตกลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัว กลายเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมทั้งการศึกษาและหน้าที่การงาน โชคเข้าข้างอีกครั้งเมื่อบริษัทวิศวกรรมชั้นนำดึงตัวผมให้ร่วมเข้าทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ คุณบอกว่านั่นคือผลจากการที่ผมตั้งใจเรียนมาตลอด และมันก็คุ้มค่าแล้วกับความเหนื่อยที่ต้องแลกมา


แต่ก็คงไม่มีอะไรคุ้มอีกแล้วเมื่อกลับมาที่บ้านแล้วได้เห็นรอยยิ้มของคุณทุกวัน


สิบปีที่ผมใช้ชีวิตกับคุณไม่เคยห่าง สี่ปีหลังที่เราเริ่มคบหาดูใจกันอย่างจริงจัง หากให้พูดกันตามตรงมันก็คงต้องเก้อเขินบ้างกันเป็นธรรมดา เพราะจู่ ๆ จะให้เปลี่ยนสถานะปุบปับเห็นทีก็คงยากเกินไป มันจึงกลายเป็นการค่อย ๆ ปรับเข้าหากันทีละนิด เปลี่ยนบางสิ่งเพื่อให้เราได้อยู่ด้วยกันได้นานมากขึ้น


โดยไม่รู้ตัว ผมก็ได้เสพติดการมีคุณอยู่ในชีวิตแบบนี้แล้ว


ความจริงมันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเดิมมาก เพียงแต่เราห่วงใยกันมากขึ้น เริ่มใส่ใจกันแบบคนรัก และคุณก็ทำหน้าที่ได้ดีทุกครั้งเมื่อผมกลับมาจากการทำงาน รสชาติอาหารของคุณยังอร่อยเหมือนวันแรกไม่มีเปลี่ยน เสื้อผ้าที่คุณซักก็ยังส่งกลิ่นหอมเหมือนเดิมทุกครั้ง


รวมถึงริมฝีปากของคุณ ไม่มีวันไหนเลยที่จะจืดจาง


ผมสามารถเรียกช่วงเวลาเหล่านี้ได้ว่าช่วงชีวิตที่โชคดีที่สุด ผมไม่เคยรู้สึกรักตัวเองครั้งไหนมากเท่าวันนี้มาก่อน และในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกรักคุณมากกว่าตัวเองเป็นร้อยเท่า เพราะคุณคือคนให้ชีวิตใหม่ เพราะคุณคือคนที่ทำให้ผมมีวันนี้ คุณที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีค่า


แต่ผมเคยได้ยินมาว่า ความสุขมักจะอยู่กับเราไม่ได้นานเสมอ


คุณรู้ไหม ว่าผมไม่เคยเชื่อประโยคนี้เลยสักครั้งตั้งแต่ได้รู้จักกับคุณ


จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมกลับมาบ้าน ผมเห็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่และนั่นทำให้ผมแปลกใจจนต้องเอ่ยปากถามว่าคุณกำลังจะไปไหน



บริษัท..ที่ต่างประเทศต้องการให้ฉันไปดูแล

..ฉันต้องไปจริง ๆ



ผมไม่ยักรู้มาก่อนว่านอกจากการเล่นหุ้นแล้ว คุณก็มีบริษัทตั้งอยู่ที่ต่างประเทศ เพราะตลอดสิบปีที่ผ่านมา ความเข้าใจเดียวของผมคือคุณเป็นแค่นักลงทุน คุณไม่เคยพูดถึงเรื่องบริษัท และนั่นจึงทำให้ผมรู้ว่า ผมยังรู้จักคุณไม่ดีมากพอ


ทว่าผมไม่ได้รั้งคุณเอาไว้ ผมเข้าใจ และคิดว่าเรื่องนั้นคงสำคัญกับคุณมากเหมือนกันจึงต้องไป


คุณพูดขอบคุณผมซ้ำ ๆ เดินเข้ามากอดผมแน่น และก็อดไม่ได้ที่จะซึมซับเอาความอบอุ่นของร่างกายแสนรักแสนหวงแหนนี่เอาไว้ ผมถามคุณว่าต้องไปอยู่ที่นั่นนานไหม คุณบอกว่าไม่แน่ใจ แต่จะส่งข้อความหาผมทุกวัน และผมเชื่อว่าคุณจะทำอย่างนั้นจริง ๆ


คุณผละออกและมองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก ทั้งที่ริมฝีปากของคุณเหมือนมีบางอย่างอยากจะพูดกับผม แต่คุณกลับเอาแต่ยิ้มแล้วรั้งผมก้มลงจุมพิตเบา ๆ



ดูแลตัวเองด้วยล่ะ



ผมจำได้ว่าประโยคนี้คุณมักจะพูดกับผมทุกครั้งเมื่อผมต้องออกเดินทางไปทำกิจกรรม ทุกครั้งที่ผมได้ยินมันผมจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าจนอยากจะทำให้ผมเชื่อมั่นว่าผมดูแลตัวเองได้ แต่ต่างจากครั้งนี้ที่ผมเริ่มไม่ค่อยแน่ใจว่าผมจะทำตามที่คุณบอกได้ไหม


ทำไมผมรู้สึกใจหายกับประโยคแสนธรรมดาของคุณเหลือเกิน..







หลายครั้งที่ผมมักจะทำผิดพลาด และความผิดพลาดครั้งนี้ก็ตอกย้ำความรู้สึกของผมให้จมดิ่งกว่าที่เคยรู้สึก คุณไปต่างประเทศเกือบหกเดือนแล้ว และก็เป็นหกเดือนที่คุณทำตามสัญญานั่นคือการส่งข้อความหาผมทุกวัน


กระทั่งผมรู้สึกว่ามันมีบางอย่างแปลกไป


และผมก็ได้รู้ถึงความผิดพลาดครั้งใหญ่ของตัวเอง



สวัสดีครับ คุณใช่คุณปาร์คชานยอลรึเปล่าครับ ผมดร.โทมัสจากโรงพยาบาลแคลิฟอร์เนียร์ คุณเป็นญาติของคุณบยอนแบคฮยอนใช่ไหมครับ ถ้าใช่ ผมคิดว่าเรื่องนี้มันไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่นัก แต่ผมไม่อยากให้คุณถูกปิดบังไปนานกว่านี้

เมื่อหนึ่งปีก่อนมีคนไข้รายหนึ่งเข้ามารักษากับผมด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือ ALS ผมคิดว่าคุณคงจะรู้จักมันมาบ้าง ผมให้เขาทำตามคำแนะนำและกินยาตามที่หมอสั่ง ซึ่งคุณบยอนก็ทำมันได้ดีทุกครั้งโดยไม่มีการขาดตกบกพร่อง

แต่ผมขอแจ้งให้คุณทราบอีกเรื่องว่าโรค ALS นั่นยังไม่ได้มีวิธีการรักษาที่หายขาด คนไข้ยังต้องได้รับยาและเพิ่มปริมาณทุกครั้งเมื่ออายุมากขึ้น ทางทีมวิจัยโรคก็ช่วยกันทุกวิถีทางเพื่อรักษาคุณบยอนให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง แต่คุณคงรู้ดีใช่ไหมครับว่าร่างกายที่ได้รับปริมาณยามากเกินไปจะทำให้เกิดการต่อต้าน

โดยทั่วไปคนไข้ที่เป็นโรคนี้จะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ กล้ามเนื้อและระบบในร่างกายจะหยุดทำงานเองจนต้องช่วยกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา และผมลำบากใจจริง ๆ ที่ต้องพูดกับคุณแม้ว่าคนไข้จะขอให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ

แต่ผมไม่อยากให้คุณมาทราบทีหลังเมื่อมันสายไปแล้ว เพราะงั้น..ถ้าไม่เป็นการรบกวนเวลาของคุณมากเกินไป ผมจะแนบเอกสารรายงานผลการตรวจคร่าว ๆ ของคุณบยอนไปให้ และผมก็หวังเอาไว้ว่านี่อาจจะเป็นทางเดียวที่ทำให้คุณรับรู้ถึงอาการของคุณบยอน

ขอบคุณครับ



โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือ ALS อะไรนั่นผมไม่เคยรู้จักมันเลยสักนิด แม้จะเคยได้ยินชื่อมันผ่าน ๆ หูบ้าง ได้เห็นตอนที่เขาเล่นแคมเปญราดน้ำแข็งกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็บอกว่าน้ำเย็น ๆ พวกนั้นทำให้เข้าใจหัวอกของคนเป็นโรคนี้ได้อย่างดี


แต่ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้ราดน้ำแข็งใส่ตัวเอง ทำไมร่างกายถึงได้รู้สึกชาไร้ความรู้สึกแบบนี้


มันใช่ความรู้สึกเดียวกับที่คุณกำลังรู้สึกหรือเปล่า?


ผมจำไม่ได้แล้วว่าครั้งล่าสุดที่ผมใจร้อนมันเกิดขึ้นตอนไหน แต่ตอนนี้ผมก็ได้กลายเป็นคนไร้สติอีกครั้งเมื่อพยายามเก็บข้าวของทุกอย่างเพื่อเตรียมตัวไปหาคุณไกลถึงแคลิฟอร์เนียร์ ความรู้สึกในตอนนั้นทั้งงุนงง ทั้งสับสน รวมถึงรู้สึกโกรธในเวลาเดียวกัน


โกรธที่ทำไมตัวเองไม่เคยรู้เรื่องอาการของคุณมาก่อน


โกรธที่ทำไมคุณไม่เคยบอกให้ผมรู้เรื่องนี้เลยสักครั้ง


โกรธแม้กระทั่งโรคบ้า ๆ นั่นที่ทำให้คุณต้องอยู่ห่างผมเกือบหกเดือนแบบนี้


ผมเคยบินไปสหรัฐฯกับคุณครั้งหนึ่งตอนที่ผมยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ผมรู้ว่าจากที่นี่ไปนั่นมันใช้เวลาบินนานแค่ไหน แต่ผมก็ไม่เคยเบื่อเลยสักครั้งเมื่อหันไปยังที่ข้าง ๆ ผมก็พบหน้าคุณหลับซบไหล่ผม แต่คราวนี้มันไม่ใช่ เวลาที่เคยคิดว่ามันแค่ครู่เดียวกลับยาวนานกว่าที่คิดเอาไว้


มันนานเสียจนผมกลัวว่าทุกอย่างจะสายเกินไป


นานเสียจนผมอยากจะหายตัวได้เพื่อที่จะเจอคุณเร็ว ๆ


สักหนึ่งนาทีก็ยังดี






เป็นไงบ้างครับเรื่องบริษัท ทุกอย่างไปได้สวยใช่ไหม

อืม ใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ อีกเดี๋ยวฉันก็จะกลับไปหานายแล้ว

ดีใจจังครับ ผมคิดถึงคุณแทบแย่

ฉันก็เหมือนกัน

อยากกลับไปหานายมาก ๆ เลย

งั้นก็รีบกลับมาสิครับ

ผมรอคุณทุกวันเลยนะ

ฉันรู้

ฉันเองก็รออยู่เหมือนกัน

แต่ไม่ต้องห่วงนะ

ฉันจะรีบกลับไปหานายแน่ ๆ




อีโมติค่อนล่าสุดที่คุณส่งมามันทำให้กระบอกตาผมร้อนผ่าว ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าประโยคของคุณที่ทำให้ผมชื่นใจทุกครั้งนั้น แท้จริงแล้วมันมาจากความทุกข์ทรมานของคุณ หน้าห้องพักผู้ป่วยโรงพยาบาลในแคลิฟอร์เนียร์ดูดีอย่างที่ผมคิดไว้ เพราะคุณคงหวังว่าที่แห่งนี้จะรักษาคุณให้หายขาดได้


ผมปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างเงียบเชียบ ยืนอยู่หน้าห้องพักด้วยความรู้สึกสับสัน ทั้งที่คุณอยู่ใกล้เอื้อมผมแค่นี้ แต่ผมกลับกลัวเหลือเกินที่จะเข้าไปหา ผมกลัวว่าการที่ผมเจอคุณจะทำให้คุณต้องผิดหวัง คุณคงไม่อยากให้ผมมารับรู้เรื่องนี้


แต่ผมก็คงทนต่อไปไม่ได้เหมือนกันถ้าหากว่าเวลาของเรามันเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ


คุณคงแปลกใจว่าทำไมผมถึงไม่ตอบข้อความทั้งที่อ่านไปแล้ว และคุณก็คงต้องแปลกใจอีกครั้งว่าทำไมผมถึงยืนอยู่ตรงหน้าคุณทั้งที่เมื่อครู่ผมเพิ่งบอกคุณไปว่ากำลังกลับบ้าน


ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากริมฝีปากเราทั้งคู่ มีแค่ความเงียบที่ปกคลุมรอบข้าง ผมไล่สายตามองคุณตั้งแต่ใบหน้าจนถึงปลายเท้า คุณโทรมกว่าที่ผมคิดไว้ แก้มเนียนใสที่ผมมักหอมเป็นประจำซูบตอบจนใจหาย รวมถึงดวงตาเรียวคู่นั้นก็หมองลงอย่างเห็นได้ชัด




คิดจะบอกเรื่องนี้กับผมเมื่อไหร่หรอครับ




ผมมองหน้าคุณอย่างต้องการคำตอบ แต่คุณกลับไม่ตอบคำถาม ทว่าคุณเลือกที่จะมองผมนิ่ง ๆ พร้อมกับปล่อยน้ำตาใส่ให้ร่วงหล่นลงมาจนผมใจอ่อนยวบ ผมโผเข้ากอดคุณแน่น เอาแต่พร่ำบอกว่าผมผิดเองที่ดูแลคุณไม่ดี ผมขอโทษที่ปล่อยให้คุณต้องเผชิญหน้ากับปัญหาคนเดียวแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ผมสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างคุณ แต่ผมกลับทำหน้าที่ของตัวเองไม่ดีเลย


คุณส่ายหน้าพร้อมกับกอดผมไว้ แม้ว่ามันจะไม่ได้แน่นเหมือนทุกครั้ง แต่ผมก็รู้ว่านั่นคงสุดความพยายามของคุณแล้ว คุณบอกผมว่า ผมไม่ใช่คนผิด ผมไม่เคยดูแลคุณไม่ดี ผมทำหน้าที่ของผมได้ดีเสมอ ดีจนคุณเกิดความรู้สึกละอายใจ สิ่งที่ผมทำให้คุณมันดีมากเกินไปจนคุณคิดขึ้นมาได้ว่ามันสมควรแล้วใช่ไหมที่จะได้รับความรักแบบนี้จากผม


ผมสงสัยว่าอะไรถึงทำให้คุณคิดแบบนั้น เพราะผมใช่หรือเปล่า เพราะผมทำให้คุณรับรู้ความรู้สึกของผมไม่มากพอหรอ หรือเพราะว่าโรคนี้ที่ทำให้คุณกลายเป็นคนคิดมาก ทั้งที่คำพูดพวกนั้นมันควรจะเป็นคำพูดของผม และคุณก็เป็นคนฉุดดึงให้ผมกลับสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง


ทว่าครั้งนี้ผมกลับต้องเป็นฝ่ายดึงคุณกลับขึ้นมา รั้งคุณไว้ไม่ให้จมลึกลงไปในห้วงที่ไม่สามารถหาทางออกได้ ผมไม่รู้ว่าคุณต้องการให้เรื่องทุกอย่างจบแบบนี้ไหม แต่ถ้าคุณคิดว่าการที่ผมจะปล่อยคุณไปนั้นมันเป็นเรื่องง่าย

คุณประเมินความรักของผมต่ำเกินไปจริง ๆ


ช่วงชีวิตที่ผ่านมาผมคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายที่โชคดีมาตลอดตั้งแต่เจอคุณ พระเจ้าเอาแต่เรื่อง ๆ ดีเข้ามาในชีวิต แม้จะมีอุปสรรคบ้างแต่นั่นมันก็บททดสอบสำหรับการก้าวผ่านความคิดของตัวเอง และวันนี้ผมรู้แล้วว่าทำไมพระเจ้าถึงเอาแต่มอบความโชคดีให้ผมมาตลอด


เพราะความโชคร้ายที่แท้จริงนั้นดันตกอยู่กับคนที่ผมรัก


และมันก็ช่างเป็นบททดสอบที่หินยิ่งกว่าข้อสอบใด ๆ


อาการของคุณไม่ได้เข้าขั้นวิกฤตอย่างที่ผมกังวล แต่ก็ใช่ว่าจะชะล่าใจได้ เพราะดร.โทมัสเองก็หมั่นเตือนผมเป็นประจำว่าต้องคอยกระตุ้นคุณอยู่เสมอ ผมลาออกจากบริษัทเพื่ออยู่ดูแลคุณจนกว่าจะหายดี คุณบ่นเสียดายเล็กน้อยว่าทำไมต้องทำขนาดนี้ ผมเองก็ตอบกลับไปทันที



ถ้าต้องทำเพื่อคุณ มากกว่านี้ผมก็ทำให้ได้



แน่ล่ะว่าถ้าเป็นเวลาปกติ คุณคงจะหัวเราะเยาะผมตามประสาคนแก่กว่าที่มองเด็กหัดปีนเกลียว แต่คราวนี้คุณกลับยิ้มบาง ๆ ก่อนจะยกมือลูบใบหน้าผม



ขอบคุณนะ ขอบคุณจริง ๆ



ที่ผ่านมาผมเอาแต่ขอบคุณคุณฝ่ายเดียวมาตลอด พอได้ถูกคุณพูดแบบนี้กลับบ้างก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณถึงไม่ค่อยชอบให้ผมพูด เพราะบางทีเราเองก็อยากทำอะไรให้โดยไม่ได้หวังอะไรตอบแทนแม้แต่คำขอบคุณ ซึ่งผมก็พูดกับคุณทุกครั้ง ให้เดาคุณคงรำคาญอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน


ผมไม่คิดว่าโรค ALS จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะอย่างไรเสีย ถ้าหากเราทำตามที่หมอบอกทุกครั้ง ทำกายภาพบำบัดทุกวัน ให้ร่างกายของคุณได้ขยับบ้าง ให้คุณได้ฝึกอ่านนิยายที่ผมซื้อติดมาให้ผมฟัง และไม่ว่าจะมีวิธีอะไรก็ตามที่ทำให้คุณยิ้มได้อีกครั้งผมก็จะทำ


แต่ดูเหมือนว่ากายภาพบำบัดที่คุณชอบมากที่สุดจะเป็นการว่ายน้ำ ธารบำบัดทำให้คุณยิ้มออกมาได้ทุกครั้งเมื่อต้องทำท่าตามที่คุณหมอบอก และผมก็ได้กลายเป็นผู้ช่วยชั้นยอดในการประคองร่างกายของคุณตลอดจนเสร็จสิ้นการบำบัด แต่คุณกลับไม่ยอมขึ้นจากน้ำ เพราะคุณชอบที่จะได้แช่อยู่ในน้ำเย็น ๆ แบบนี้


คุณพูดให้ผมฟังว่าครั้งหนึ่งเคยคิดจะชวนผมไปว่ายน้ำ แต่ก็กลัวขาตัวเองจะอ่อนแรงเอาดื้อ ๆ จนผมสังเกตอาการได้ และตอนนั้นผมเองก็ไม่เคยเอะใจว่าทำไมคุณถึงออกไปข้างนอกบ่อย ๆ แถมยังมีชุดว่ายน้ำตากหลังบ้านให้นึกสงสัยเล่น คุณไม่เคยบอกผมสักคำ และผมก็ไม่เคยถามคุณสักครั้ง


กลายเป็นว่านี่อาจจะเป็นความผิดพลาดของเราทั้งคู่ แต่ต่างคนต่างก็ไม่อยากโทษกัน คุณไม่ชอบให้ผมโทษตัวเอง และผมก็ไม่ชอบที่คุณโทษตัวเองเช่นกัน  แต่ไหน ๆ เราก็ได้มาว่ายน้ำบำบัดด้วยกันเกือบทุกวันอยู่ แค่นั้นก็บรรลุเป้าหมายที่คุณคิดมากแล้ว


คุณเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ผมก่อนจะโอบมือกอดคอผมไว้หลวม ๆ คุณซบใบหน้าลงบนไหล่ก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ ว่า




ไหล่นายกว้างแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะชานยอล




ผมยกมือกอดคุณตอบ ขณะเดียวกับที่กระซิบบอกคุณเช่นกัน



มันก็กว้างแบบนี้มาตั้งนานแล้ว คุณต่างหากที่ตัวเล็กลง



คุณหัวเราะขำ ไม่ปฏิเสธว่าสิ่งที่ผมพูดเมื่อครู่มันคือความจริง กระทั่งเสียงของคุณเงียบไป นั่นทำให้ผมสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณหรือเปล่า แต่ผมคิดผิดเมื่อได้ยินเสียงของคุณอีกครั้ง




ชาน..ยอล

ฉันรักนายนะ




นี่ไม่ใช่คำบอกรักครั้งแรกของคุณ แต่ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าทำไมน้ำเสียงของคุณมันช่างโศกเศร้าจนผมพูดอะไรไม่ออก กระแสน้ำที่โอบรอบกายเรามันเย็นจัด แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงกระแสอุ่น ๆ ที่ไหลบนหัวไหล่ตัวเอง คุณคงแอบร้องไห้อีกแล้ว และผมกอดคุณเอาไว้แน่น




อืม ผมก็รักคุณเหมือนกัน




และคราวนี้คุณก็ปล่อยน้ำตามากมายไหลออกมาอย่างไม่นึกขลาดอาย คุณโอบกอดผมเอาไว้พร้อมกับซบหน้าปล่อยสะอื้นจนตัวโยน น้ำเสียงของคุณฟังดูแล้วเจ็บปวดจนผมรู้สึกหน่วงในอก ผมไม่อยากให้คุณร้องไห้เลยสักนิด เพราะทุกครั้งที่ผมได้ยินมันทำให้ผมรู้สึกผิดเป็นทวีคูณ ผมเอาแต่โทษตัวเองที่ดูแลคุณไม่ดี โทษตัวเองที่ไม่เคยใส่ใจคุณไม่มากกว่านี้ แต่คุณบอกว่านั่นไม่ใช่ความผิดของผม มันไม่ใช่ความผิดของใคร


ทั้งหมดมันคือโชคชะตา เหมือนกับครั้งแรกที่คุณได้เจอผม คุณบอกว่านั่นก็เป็นโชคชะตา และต่อจากนี้ไปชีวิตเราก็ต้องเดินไปตามเส้นทางที่โชคชะตากำหนด


แม้ว่าเส้นทางนั้นจะไม่มีเราทั้งคู่เดินอยู่ข้างกันก็ตาม




อาการของคุณแย่ลงกว่าที่ผมคิดไว้ ทั้งที่เราอุตส่าห์ตั้งใจจะต่อสู้กับมันแล้วแท้ ๆ แต่คุณคงเบื่อที่จะต้องนอนโรงพยาบาลมาเกือบปีกว่า คุณคงเหม็นขี้หน้าหมอบางคนโดยเฉพาะดร.โทมัสที่เป็นคนแจ้งข่าวนี้กับผม แต่คุณจะโทษคุณหมอคนเดียวก็ไม่ได้เพราะถ้าจะผิดก็คงผิดทุกคนเพราะไม่ยอมพูดกันดี ๆ แต่แรก


แม้ว่าตอนนี้คุณจะเดินไม่ได้ แต่ผมก็ยังนวดกระตุ้นขาให้คุณเป็นประจำทุกเช้า ถึงคุณจะเอาแต่บ่นว่าอยากลงไปว่ายน้ำอีกแต่ถ้าทำแบบนั้นจริงหมอคงสั่งห้ามให้ออกนอกห้องเด็ดขาดแน่ ๆ แต่ก็เพื่อตัวคุณเอง ผมไม่ยอมปล่อยให้คุณทำแบบนั้นหรอก


กระทั่งเช้ามืดวันหนึ่งที่ผมต้องตื่นขึ้นมาหลังจากที่เพิ่งนอนไปได้แค่ไม่กี่ชั่วโมง จู่ ๆ พยาบาลก็ต่างกรูเข้ามาหาคุณพร้อมกับรีบใส่เครื่องช่วยหายใจเป็นการด่วน ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หน้าจอมอนิเตอร์ที่ปรากฏเส้นตรงพร้อมกับเสียงยาวยืดเหมือนในหนังนั่นก็ทำให้ผมใจหาย


น้ำตาเอ่อคลอรอบดวงตาอย่างห้ามไม่ได้ ขณะที่มองพยาบาลและหมอกลุ่มนั้นกำลังช่วยยื้อชีวิตคุณอย่างเต็มที่ ใบหน้าของคุณคล้ายกับคนหลับสนิท ทั้งที่ดูแล้วเหมือนจะไม่มีอะไร แต่พวกเขากลับหยิบเครื่องมือแพทย์กันให้วุ่น ผมไม่รู้ว่าพวกเขาพูดภาษาอะไรกัน มันมีแต่ศัพท์แพทย์เต็มไปหมด กับคนที่จบวิศวะมาก็คงฟังไม่รู้เรื่อง กระทั่งพยาบาลดันให้ผมออกไปรอข้างนอก



ผมข-ขอร้องล่ะ ช่วยคนรักของผมด้วยนะครับ

ช่วยเขาด้วยนะครับ ได้โปรด..



ผมทรุดเข่าลงกับพื้นทันทีที่ประตูปิดลง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าด้านในกำลังวุ่นวายแค่ไหน แต่ภาพเสี้ยวหน้าของคุณที่นอนแน่นิ่งยังติดอยู่ในความคิดของผมจนผมเริ่มกลัวใจ ผมกลัวว่าถ้าหากต้องเสียคุณไปจริง ๆ แล้วผมจะใช้ชีวิตอยู่ต่ออย่างไร



พระเจ้า ได้โปรดช่วยคุณด้วย

ได้โปรดช่วยให้คุณปลอดภัยด้วยเถอะ

ผมขอร้อง..



ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าเวลานี้จะมาถึงเร็วกว่าที่คิด ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะทำอะไรต่อไปถ้าหากว่าผมต้องเสียคุณไปจริง ๆ ผมควรจะกลับไปที่ประเทศของตัวเองแล้วหาทำงานใช่ไหม แล้วบ้านหลังนั้นล่ะ บ้านหลังที่คุณเคยบอกว่าเป็น บ้านของเรา คุณไม่อยากกลับไปที่บ้านหลังนั้นพร้อมผมแล้วหรอ


มือสองข้างพนมกลางอกอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าได้โปรดเห็นใจลูกชายคนนี้เสียเถิด ชีวิตของผมไม่เหลือใครแล้วนอกจากคุณ หากพระเจ้าต้องการจะพาเทวดาองค์น้อยของผมกลับสวรรค์ไป ก็ขอให้ผมได้มีเวลาอยู่กับคุณอีกสักพักได้ไหม


ให้ผมได้บอกลาเขาเป็นครั้งสุดท้าย..



ชาน..

ชาน..ยอล..

ชานยอล..



ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเรียกของคุณ ผมหันขวับไปยังเตียงผู้ป่วยก่อนจะเห็นคุณกำลังนั่งมองหน้าผมอยู่ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ



อะไร ทำไมมองแบบนั้น โอ๊ย!



ผมไม่รอให้คุณพูดจบก็รีบวิ่งเข้าไปกอดคุณอย่างเต็มรัก ผมร้องไห้ออกมาโดยที่คุณเองก็ไม่ทันตั้งตัว คุณเอาแต่ลูบหลังผมแล้วถามว่าเป็นอะไร ร้องไห้ทำไม ฝันร้ายหรอ ผมเอาแต่พยักหน้าและพูดทั้ง ๆ ที่สะอื้นว่า ผมคิดว่าคุณจะไปแล้ว ผมคิดว่าผมต้องเสียคุณไปแล้ว


ทว่าคุณกลับแน่นิ่งไปก่อนจะหัวเราะออกมาอีกครั้ง คุณบอกว่าผมคงพักผ่อนน้อยเกินไป ไหนจะเป็นคนคิดมากถึงทำให้ฝันเป็นตุเป็นตะได้ขนาดนั้น แต่ผมก็ไม่อยากปล่อยอ้อมกอดอุ่น ๆ ของคุณเลย ผมกลัวว่าคุณจะหายไปอีก ผมกลัวว่าผมจะไม่ได้กอดคุณอีก


สัมผัสเบา ๆ ที่ศีรษะทำให้ผมรู้ว่าคุณกำลังลูบหัวผมเหมือนตอนแรก ๆ ที่เราเจอกัน คุณกอดผมตอบเบา ๆ ขณะเดียวกับที่ปล่อยให้ผมสะอื้นตามลำพัง ทั้งที่ช่วงนี้คุณร้องไห้บ่อยกว่าผมด้วยซ้ำ แต่วันนี้คุณกลับเข้มแข็งกว่าที่ผมคิด


ไม่มีน้ำตาเลยสักนิด มีแต่รอยยิ้มจาง ๆ ที่มอบให้


มันสว่างสดใสเหมือนกับวันแรกที่คุณยิ้มให้ผม


ชานยอล..ฉันคิดว่าเราควร.. หยุดมันไว้แค่นี้ไหม

ฉ-ฉันไม่อยากให้นายต้องลำบากเพราะฉันอีกแล้ว



ตอนนี้—ตอนนี้ฉันเหนื่อยมาก ๆ เลย..

ฉันอยากพักผ่อน.. เข้าใจฉันใช่ไหม


ผมเกือบจะพลั้งปากถามคุณออกไปว่าทำไม แต่สายตาของคุณกลับตอบข้อข้องใจเหล่านั้นของผมจนหมด ดวงตาที่เคยสดใสของคุณตอนนี้ดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าเปล่งปลั่งเพราะคุณหมั่นดูแลสม่ำเสมอก็หมองลงเพราะผลข้างเคียงจากยา และอีกหลายเหตุผลที่ทำให้คุณรู้สึกว่าเราควรจะหยุดทุกอย่างเอาไว้แค่นี้


น้ำตาสีใสไหลออกจากดวงตาผมอีกครั้ง ผมไม่คิดว่าการตัดสินใจของคุณครั้งนี้มันเป็นความคิดที่งี่เง่า แต่เพราะคุณคิดมาดีแล้ว เพราะคุณรู้ว่าต่อให้เราอยู่กันแบบนี้ต่อไป อะไร ๆ มันก็ไม่ดีขึ้น ในเมื่อเราต่างรู้ว่าโรคนี้ไม่มีทางหาย ร่างกายก็มีแต่จะเสื่อมโทรมลงทุกวัน


คุณบอกว่า คุณไม่อยากจากผมไปด้วยสภาพที่ดูไม่ดีเท่าไหร่ อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังพอยิ้มได้ให้ผมชมว่าคุณน่ารัก



แต่ถึงคุณจะยิ้มไม่ได้ คุณก็ยังน่ารักในสายตาผมอยู่ดี



ก้านนิ้วเรียวที่ผมเอาแต่ชมมันทุกครั้งว่าสวยกำลังไล่เกลี่ยน้ำตาออกจากใบหน้าของผม ผมถามว่าทำไมคุณไม่ร้องไห้ คุณไม่เสียใจหรอ ทว่าคุณกลับยิ้มให้ผมแล้วพูดว่า



ถ้าฉันร้องไห้ แล้วใครจะยิ้มให้นายล่ะ



ทั้ง ๆ ที่เป็นประโยคชวนให้หัวเราะตาม แต่ผมกลับปล่อยน้ำตามากมายให้ไหลออกมาราวกับว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้ คุณหัวเราะเยาะผมอีกครั้งพร้อมพูดหยอกผมเล่น ๆ ว่า โตป่านนี้แล้วทำไมยังขี้แยเป็นเด็กไปได้ ไหนล่ะปาร์คชานยอลที่สู้จนตายิบวันนั้นหายไปไหนแล้ว


ผมยกมือเช็ดน้ำตาออกอย่างลวก ๆ หมดสภาพชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าที่กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกแต่ดันลาออกก่อนดื้อ ๆ คุณช่วยผมเช็ดหน้าอีกครั้ง สางผมยุ่ง ๆ ของผมให้กลับกลายเป็นทรงที่ดูได้ขึ้นมาเล็กน้อย


ชานยอล.. ฉันง่วงแล้ว

อยากนอนด้วยกันรึเปล่า


คุณถามผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่แววตาของคุณกลับเศร้าจนอดไม่ได้ที่จะกลั้นน้ำไว้ เหมือนว่าวันนี้เป็นวันแรกที่ผมรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่ามากที่สุด แต่คุณก็ยังเห็นความสำคัญของผมมากที่สุดอยู่เหมือนกัน


ผมพยักหน้ารับก่อนจะช้อนตัวอุ้มคุณให้ขยับไปอีกเล็กน้อย เพื่อให้ผมสามารถนอนข้าง ๆ คุณได้ ผมขึ้นเตียงผู้ป่วยแล้วสอดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับคุณ จะว่าเป็นโชคก็คงใช่ที่เตียงของที่นี่ดันกว้างพอให้ผู้ชายสองคนนอนด้วยกันได้


ผมจัดผ้าห่มให้พอดีกับตัวคุณก่อนจะเอนตัวลงข้าง ๆ หันตะแคงเข้าหาคุณพร้อมกับสอดแขนใต้คอคุณ ทำทุกอย่างเหมือนทุกครั้งที่เรานอนด้วยกันที่บ้านของเรา แม้ว่าวันนี้ผมจะไม่สามารถพาคุณกลับไปยังบ้านหลังนั้นได้


แต่วันนี้ผมจะทำให้คุณรู้สึกได้ว่าผมเป็นบ้านของคุณได้เหมือนกัน


ดวงตาคุณยังลืมมองผมอยู่ ริมฝีปากคุณยังยิ้มให้ทุกครั้งเมื่อผมจัดท่าทางเสร็จ ผมถามคุณว่ายิ้มอะไรนักหนา แต่คุณกลับส่ายหน้าก่อนพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่มันฟังดูลำบากเล็กน้อย




ฉัน..ขยั..ไปหา..ไม่-ได้

จ..ได้ไหม




ทั้ง ๆที่คุณพูดไม่เต็มประโยค แต่ผมรู้ว่าคุณหมายถึงอะไร ผมโน้มหน้าเข้าไปใกล้ มอบจุมพิตแนบแน่นให้คุณอีกครั้ง แม้ว่ามันจะไม่ได้ลึกซึ้งมากเหมือนอย่างที่เราเคยมอบให้กันและกัน แต่ความรักที่ผ่านสัมผัสนี้ก็มีมากเช่นเดียวกับทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา


ผมผละออกจากริมฝีปากคู่นี้ด้วยความแช่มช้า คุณลืมตามองผมแล้วยิ้มกว้างให้ในแบบที่ผมชอบ ผมหัวเราะทั้ง ๆ ที่น้ำตายังเปื้อนหน้า โน้มจูบหน้าผากคุณด้วยความรักใคร่ ดึงผ้าห่มให้ขึ้นมาคลุมกลางอกของเราทั้งคู่อย่างเบามือ


ถือวิสาสะจับมือคุณโอบเอวผมเอาไว้ และผมรู้ว่าคุณก็ชอบที่ผมทำแบบนี้



ฝันดีนะครับ



ประโยคสุดท้ายที่ผมพูดกับคุณก่อนที่เปลือกตาสีอ่อนจะหลับลงช้า ๆ ผมเฝ้ามองใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มของคุณอีกครั้งด้วยความรัก จนกระทั่งลมหายใจของคุณผ่อนเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ


ผมรู้คุณคงเหนื่อยมากที่ต้องต่อสู้กับสิ่งที่เป็นอยู่ แต่ตอนนี้คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกอย่างนั้นแล้วนะที่รัก คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกท้อใจเวลาที่คุณขยับตัวไม่ได้ คุณไม่ต้องฝืนพูดอะไรออกมาในขณะที่ร่างกายของคุณไม่เป็นใจ


มันทรมานมากเลยใช่ไหมที่รัก คุณเองก็ไม่อยากรู้สึกแบบนี้อีกแล้วใช่ไหม


ขอโทษที่ผมมันก็แค่ผู้ชายเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง ผมก็แค่อยากให้คุณอยู่ข้าง ๆ ผมให้นานมากกว่านี้ อย่างน้อยก็น่าจะนานพอที่ผมจะพร้อมเสียคุณไป แต่ผมกลับไม่เคยรู้อะไรเลยว่าคุณต้องทุกข์ทนมากแค่ไหน


เพราะงั้น..การตัดสินใจของเราในวันนี้จะไม่ทำให้คุณเหนื่อยแล้วนะ


ลอบมองใบหน้าพริ้มสุขขณะหลับของคุณใกล้ ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วผมอยากร้องไห้แต่คำพูดของคุณก็ย้อนกลับเข้ามาในความคิด เมื่อผมเห็นน้ำตาหยดเล็กไหลออกมาจากดวงตาของคุณ ความรู้สึกร้อนผ่าวที่กระบอกตาก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจาง ๆ มอบให้คุณแทน


ถ้าคุณร้องไห้ ผมจะเป็นรอยยิ้มให้คุณเอง


ผมกระชับกอดของเราอีกครั้ง แนบหน้าลงกับหมอนมองกรอบหน้าของคุณก่อนจะหลับตาลง ไออุ่นจากร่างกายของคุณทำให้ผมยิ้มได้ ขณะเดียวกันผมก็ไม่กล้าผละตัวเองออกไปไหนเพราะไม่อยากเสียเวลาแม้นาทีเดียวที่จะได้อยู่กับคุณ


แม้แจะเป็นเวลาแค่ช่วงสั้น ๆ แต่สำหรับผมมันช่างยาวนาน


ความรักของเราก็เช่นกัน


มันจะถูกเก็บไว้ในใจของผม




ตลอดไป..

















ผมเกือบลืมความรู้สึกของการอยู่คนเดียวไปตั้งแต่มีคุณเข้ามาในชีวิต ผมไม่คิดว่าคุณจะเข้ามาเปลี่ยนคนที่ไม่เคยมีอะไรให้กลายเป็นผมในอย่างทุกวันนี้ ผมรู้ว่าความตั้งใจของคุณคืออยากช่วยเหลือใครสักคนที่เป็นเช่นเดียวกับคุณ และคุณก็ทำมันสำเร็จ คุณช่วยฉุดผมครั้งแล้วครั้งเล่า ดึงผมกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง


ครั้งนี้ก็เช่นกัน ความจริงที่ว่า ผมต้องอยู่ให้ได้โดยไม่มีคุณ


หนึ่งปี สามปี หรือว่าห้าปีตั้งแต่ที่คุณหลับไป ทำไมผมยังรู้สึกถึงคุณทุกครั้ง ผมรู้สึกว่าทุก ๆ วันที่ตื่นขึ้นมา คุณไม่เคยจากผมไปไหน คุณยังอยู่ใกล้ ๆ ยังคอยเป็นกำลังใจเหมือนอย่างที่เคยเป็น แม้บ้างครั้งอาหารฝีมือผมมันอร่อยสู้คุณไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มเดียวกับที่คุณใช้ก็หอมเท่าที่คุณซัก ชีวิตประจำวันของผมมันทำให้ผมคิดถึงคุณมากเหลือเกิน


ผมคิดถึงคุณมากจริง ๆ


ผมเคยนึกสงสัยว่าก่อนที่เราจะเจอกัน คุณเองก็คงอยู่คนเดียวแบบนี้ คุณคงรู้สึกแบบเดียวกับที่ผมกำลังรู้สึกอยู่ใช่ไหม แต่มันต่างที่คุณสามรถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยที่อาจจะนึกถึงใครบางคน แต่ผมกลับอยู่แทบไม่ได้เมื่อนึกถึงคุณแค่คนเดียว


วันนั้นผมตัดสินใจไม่กลับบ้านในทันทีหลังจากเลิกงาน จู่ ๆ ผมก็รู้สึกอยากทานอาหารอิตาเลียนร้านเก่าที่ผมเคยทำงานหาเงินใช้สมัยยังเด็ก แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีเด็กกำพร้าคนเดิมที่เอาแต่วิ่งหน้าตั้งคอยรับออเดอร์ลูกค้า ไม่มีสีหน้าอิดโรยของเด็กผู้ชายที่คล้ายกับจะเป็นลมตลอดเวลา


ทว่าผมกลับเห็นภาพนั้นซ้อนขึ้นมาเมื่อนั่งอยู่โต๊ะมุมเดิมที่คุณเคยนั่ง


ภาพของเด็กผู้ชายตัวเล็กกำลังยกถาดอาหารเสิร์ฟลูกค้า ดวงตาของเขาเรียวเล็ก คับคล้ายคับคลาว่าผมเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ผิวพรรณไม่ได้เปล่งปลั่งสมวัย แต่สิ่งที่ทำให้ผมชะงักนิ่งคงจะเป็นรอยยิ้มสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ นั่นที่เขามองลูกค้า


ผมจ้องเด็กคนนั้นไม่กระพริบตา กระทั่งเขามายืนอยู่ตรงหน้าผมพร้อมกับพูดด้วยน้ำสดใส



รับอะไรดีครับ



คุณเชื่อไหมว่าครั้งหนึ่งผมไม่เคยเชื่อเรื่องโชคชะตา ไม่ว่าจะตอนไหน ๆ ผมก็รู้สึกว่าชีวิตคนเรามันสามารถกำหนดเองได้ แต่ผมกลับคิดว่าถ้าไม่ใช่เพราะโชคชะตาตัวเองในครั้งนั้น ผมก็คงไม่มีโอกาสได้พบคุณ


และคราวนี้โชคชะตาที่ว่านั่นมันกำลังมาอยู่ตรงหน้าผมอีกครั้ง


ผมไม่ได้ตอบอะไรเด็กตรงหน้าในทันที ผมเอาแต่มองพิจารณากรอบหน้าเล็กที่ถูกความเหนื่อยล้าบดบัง แต่ก็คงปิดไม่มิดเมื่อดวงตาของเขายังสุกใส มันส่องประกายบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกราวกับว่า.. ผมได้เจอคุณอีกครั้ง

เขา.. เขาเหมือนคุณมากจริง ๆ..


ขอโทษนะครับ.. ผมขอถามชื่อคุณหน่อยได้ไหม


ริมฝีปากแห้งผากของผมเปล่งพูดประโยคเมื่อครู่ด้วยความลำบากเล็กน้อย มันทำให้ผมนึกถึงประโยคแรกที่ผมได้เจอคุณ


ขอโทษทีนะ ช่วยบอกชื่อของนายให้ฉันรู้จักหน่อยได้รึเปล่า


ผมยังจำภาพวันนั้นได้ ภาพที่คุณเข้ามานั่งในร้านอาหารทุกวัน โต๊ะตรงนี้เป็นที่ที่คุณเลือกนั่งมันประจำ และผมก็เป็นคนรับออเดอร์อาหารคุณทุกครั้ง ทว่าคราวนี้ทุกอย่างมันกลับกัน ผมไม่ใช่เด็กเสิร์ฟชายคนนั้น และคุณก็ไม่ใช่ลูกค้าที่นั่งอยู่ตรงนี้


กลายเป็นผมที่กำลังนั่งแทนที่ และเด็กที่ยืนอยู่ตรงหน้า..


แบคฮยอนครับ..

ผมชื่อ..แบคฮยอน




และผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมวันนั้นคุณถึงมองผมด้วยสายตาอบอุ่นทุกครั้ง ทำไมคุณถึงเอาแต่เฝ้ามองผมในร้านอาหาร ทำไมคุณถึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผมทั้ง ๆ ที่เราไม่รู้จักกัน


คุณช่วยบอกผมทีได้ไหมว่านี่ใช่เหตุผลที่คุณทำแบบนั้นกับผมหรือเปล่า เพราะได้มานั่งอยู่ตรงนี้ มองคนที่ต้องการความช่วยเหลือ แบบนี้ใช่ไหมที่คุณรู้สึกกับผมในวันนั้น


ตลอดเวลาที่ผ่านมาเด็กคนนี้คงคิดว่าตัวเองไม่มีค่าเหมือนกับที่ผมเคยคิด แต่คุณกลับเปลี่ยนแปลงให้ผมกลายเป็นคนใหม่และทำให้ผมเห็นคุณค่าของตัวเอง การตัดสินใจของผมและน้ำใจครั้งใหญ่ของคุณในวันนั้นทำให้ผมได้มานั่งอยู่ตรงนี้


ผมยังจำประโยคในวันนั้นของคุณได้ ถ้าหากมีโอกาส ก็อย่าลืมที่จะช่วยเหลือ และตอนนี้ผมมีทุกอย่าง ผมมีการศึกษาที่ได้รับมาจากคุณ ผมมีบ้านหลังนั้นที่คุณเรียกว่าบ้านของเรา ผมมีความรักมากมายที่คุณมอบให้


วินาทีนั้นผมไม่ลังเลเลยที่จะยื่นมือไปหาเด็กตรงหน้า ผมตัดสินใจแล้วว่าผมอยากจะเปลี่ยนแปลงเขา..อยากช่วยเหลือเขา อยากทำให้เขารู้ว่าชีวิตคนเราไม่ได้ไร้ค่าเสมอไป เหมือนที่คุณเคยยื่นมือมาช่วยผมไว้


มันถึงเวลาแล้วใช่ไหมที่ผมจะได้ช่วยคนอื่นบ้าง


ถึงเวลาที่จะให้โอกาสกับคนที่ไม่มีอะไร


ให้ทุกอย่างเหมือนที่คุณได้มอบให้ผมไว้


ให้มันเป็นช่วงวินาทีที่ตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตอีกครั้ง








END







__________________


สารภาพตามตรงว่าลงท้ายจบไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ โปรดให้อภัยเราด้วย

ช่วงนี้เรามีแต่ความคิดประหลาด ๆ เลยอยากลองเขียนอะไรแนวนี้บ้าง

อยากให้ทุกคนฟังเพลงตอนอ่านด้วย ฮือ ฝากด้วยนะคะ ฝากด้วย

ไว้เดี่ยวมาเจอกันครั้งหน้้าในฟรายเดย์ไนท์นะ ขอเราเกลาแก้ปมก่อน(?)

ฝากด้วยนะคะ สกรีมผ่าน #ฟิคคลังฝัน ได้เลย เราเหงามากกอยากรี อิอิ

ฝันดีค่า













O W E N TM.
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 78 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,477 ความคิดเห็น

  1. #6441 lilac6104 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 17 มกราคม 2563 / 23:48
    กลับมาอ่านกี่รอบก็ร้องไห้เหมือนเดิมเลยค่ะ ชอบมากๆเลย
    #6,441
    0
  2. #6396 NayunT (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 23:58
    สะอื้นตัวโยนเลยแม่ㅠㅠ
    #6,396
    0
  3. #6376 heykiki (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 01:00
    ร้องไห้มาทั้งตอน ดีแบบร้องไห้ เป็นอะไรที่ลึกซึ้ง
    #6,376
    0
  4. #6292 Hydrangea_CB (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 02:38
    มันจะไม่วนลูปใช่มั้ยฮือออออออออออ
    #6,292
    0
  5. #6170 NatchaKumluang (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 15:44
    มันไม่ใช่ฟิคดร่าม่า แต่เป็นฟิคที่ทำให้คนอ่านร้องไห้ออกมาได้ง่ายๆ
    #6,170
    0
  6. #6072 kkmaew (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2561 / 09:21
    เรื่องนี้ดีมาก ไรท์ถ่ายทอดมาได้ดีมากๆเลย อ่านไปอยู่ๆ น้ำตามันก็ไหล แต่สุดท้ายมันก็ยิ้มได้นะ เราเชื่อว่าเขาคงกลับมาเจอกัน
    #6,072
    0
  7. #6061 fernlanddd (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2561 / 22:26
    ว้าว ดีมากๆค่ะ
    #6,061
    0
  8. #6030 heykiki (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 10:33
    ดีจังง มีความสุขทั้งๆที่เส้า เหมือนชีวิตเดจาวู แงงงงงงงงงง ;-;
    #6,030
    0
  9. #5982 MeilingPlae (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 15 เมษายน 2561 / 23:47
    ร้องไห้ ตั้งแต่บอกว่าเก็บกระเป๋า แล้วยาวมาอย่างต่อเนื่อง ไรท์เก่งมากๆค่ะ
    #5,982
    0
  10. #5819 ★the_pine★ (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:58
    ร้องไห้TT
    #5,819
    0
  11. #5788 Chida_ (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:16
    ร้องไห้ ฮืออ
    #5,788
    0
  12. #5713 P e A r L ツ (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 14:15
    โอ๊ยยยยย ดีมากเลยค่ะไรท์ เหมือนสุขปนเศร้า นี่แหละค่ะชีวิต
    #5,713
    0
  13. #5478 a♡♡♡ (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 01:24
    เขียนดีมากเลยค่ะ สื่ออารมณ์ดีมาก
    #5,478
    0
  14. #5467 GBright˙ω˙ (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 / 18:23
    ฮืออออออออร้องไห้
    #5,467
    0
  15. #5322 aonsirimong (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 10:55
    เห้อออออออ ตอนแรกก็ไม่ร้องพอเพลงขึ้นเท่านั้น ฝนตกในบ้านเลยจ่ะ
    #5,322
    0
  16. #5312 harleyshn (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 00:35
    อ่านๆอยู่น้ำตาก็ไหลเฉยเลยแงง
    #5,312
    0
  17. #5294 เจ้าครีม (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2560 / 15:30
    พี่รู้ป่ะ ว่าพี่ทำเราร้องไห้อ่ะ ร้องหนักมากด้วย เอาจริงๆแค่ซาวน์เพลงขึ้นมาน้ำตาราก็รื้นแล้วยิ่งมาอ่านฟิคของพี่ เรายิ่งร้องหนัก มันไม่ใช่ฟิคดราม่า มันคือฟิคฟีลกู๊ด แต่มันโครตจะทำให้เราอินเลย ฟิคที่พี่แต่ง มันเหมือนเราได้เข้าไปอยู่ในเรื่องด้วย ไม่รู้ดิถึงมันจะจบเศร้า(ในความคิดเรา) แต่มันก็ยังสวยงาม เราอธิบายไม่ถูก รู้แค่ว่ามันดีมากๆ ประทับใจพี่มากเลย เราเสียใจที่เรามาไม่ทันรวมเล่มครั้งแรก หาซื้อมือสองก็ไม่เจอ แต่ครั้งที่สองเราไม่พลาดแน่ ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆนะคะ ขอตัวไปเช็ดน้ำตาแปปค่า ไม่ไหวแล้วจีจี5555555
    #5,294
    0
  18. #4692 pcxbh♡ (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 / 16:55
    แง เรื่องหลังๆทำเราน้ำตาไหลตลอดเลย
    #4,692
    0
  19. #4665 PPP.. (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2560 / 20:54
    อ่านอยู่ดีๆก็น้ำตาไหล ต้องขอบคุณโชคชะตาสินะ ขอบคุณนะที่ทำให้เราได้อ่านเรื่องราวดีๆแบบนี้ ขอบคุณไรท์มากนะคะ...
    #4,665
    0
  20. #4637 Chanya Warasittichai (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2560 / 13:44
    ชอบตอนนี้มาก
    #4,637
    0
  21. #4636 pupeya. (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2560 / 04:35
    ทำไมต้องเศร้าเบอร์นี้!!! ร้องไห้จะบ้าตาย ฮื้ออออออ ร่ำไห้ ร้องจนหายใจไม่ออก ฮื้อออ มันเศร้ามาก มันอินไปหมด โอยยยย ฮื้ออออออประทับใจมากกกกก มันดีมากกก เข้าถึงอารมณ์สุด
    ร้องจนเหนื่อย
    #4,636
    0
  22. #4634 bowgb (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 / 00:44
    ร้องไห้หนักมากอ่ะ มันหน่วงหัวใจ มันรู้สึกเข้าใจความรู้สึก เข้าถึงตัวละครรู้สึกว่าทำไมชีวิตคนเราต้องตายจากกันด้วย ทำไมต้องเป็นแบบนี้ เศร้าอ่ะฮืออ เรายอมรับการจากไปของชีวิตไม่ได้ ฮืออออ ร้องไห้ปานจะตายอยู่แล้ว โอ๊ยยย ฮือออ
    #4,634
    0
  23. #4614 mickee2344 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 01:42
    นอนร้องไห้เลย
    #4,614
    0
  24. #4596 elfmbyp (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 / 23:38
    น้ำตาไหลเป็นสายน้ำเลย ฮือ
    #4,596
    0
  25. #4526 littlebigthings (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 20:53
    เกือบร้องไห้เลย ;)
    #4,526
    0