[ exo SF/OS ] คลังฝัน - chanbaek

ตอนที่ 52 : -

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,306
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    17 ธ.ค. 62








คำเตือน
เนื้อหาทั้งหมดเกิดจากจินตนาการของผู้เขียน
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านเพื่อความบันเทิง
เพิ่มเติมคืออย่าใส่ใจชื่อเรื่องเลย อิอิ..






#1



รูปก็ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา เดี๋ยวเจออันที่เข้าเมื่อไหร่จะมาเปลี่ยนนะ 555 แปะๆไว้











ผมคิดว่าชีวิตของตัวเองเป็นชีวิตที่เพอร์เฟกต์มากที่สุด ไม่ว่าจะด้วยหน้าตา ฐานะ มันสมอง คนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งคนรัก ผมเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดเพราะทุกอย่างรอบกายดูเป็นใจไปเสียหมด

แน่ล่ะว่าผมชอบให้ชีวิตตัวเองเป็นแบบนี้ ชอบการที่ทุกอย่างเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน ฟังดูเรียบง่ายเนอะว่าไหม ใช่—ผมชอบให้ชีวิตของตัวเองเรียบง่ายแบบนี้แหละ และผมก็แต่หวังว่ามันจะเรียบง่ายแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

แต่ดูเหมือนว่าจะมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ชีวิตของผมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป..


“ชานยอล ตื่นได้แล้วนะ สายแล้ว”


เสียงหวานของใครบางคนกระซิบกระซาบข้างใบหูของคนที่กำลังหลับใหล ปลุกชายหนุ่มที่ไม่ได้สวมใส่อะไรด้วยน้ำเสียงเบาหวิว “ชานยอล..”


“อืม.. ขออีกห้านาทีนะแบคฮยอน” ไม่พูดเปล่า ชายหนุ่มก็พลิกตัวตะแคงข้างทั้งยังรั้งเอวของคนรักให้เข้ามาแนบชิดกับตน แบคฮยอนหยัดศอกกับเตียงนุ่มก่อนจะใช้ปลายนิ้วชี้จิ้มที่จมูกโด่งเบา ๆ


“คนขี้เซา เดี๋ยวตัวเองตื่นไปส่งเค้าที่สนามบินไม่ทันนะ” คนตัวเล็กว่าก่อนจะเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่าย ใช้ริมฝีปากบางเฉียบจุ๊บเร็ว ๆ ที่กลีบปากอิ่ม “ตื่นเร็ว ไปอาบน้ำกัน”


“ตัวเองจะอาบน้ำพร้อมกับเค้าใช่ไหม”


“ถ้ายอมลุกตอนนี้หน่ะนะ”


“แล้วถ้าเค้าไม่ลุกอ่ะ”


“เค้าก็จะอาบคนเดียวไง”


“ใจร้ายจัง แบบนี้เดี๋ยวเค้าก็น้อยใจแย่เลย”


ชานยอลทำเสียงกระเง้ากระงอดพลางเลื่อนใบหน้าซุกซอกคอคนรัก ทั้ง ๆ ที่เมื่อคืนก็จัดหนักไปตั้งหลายรอบ เหงื่อโซมกายจนไม่เหลือกลิ่นของสบู่หรือน้ำหอม แต่ชานยอลกลับชอบที่กลิ่นของแบคฮยอนเป็นแบบนี้มากกว่า


กลิ่นที่เกิดจากการทำรักของเราทั้งคู่


ทะลึ่งเนอะ อิอิ


“น่าสงสารจัง ไม่ง้อหรอกนะ” พูดไปก็หัวเราะเบา ๆ จนอีกฝ่ายเบ้ปากใส่ทั้งยังหลับอยู่ แต่ครู่ต่อมานัยน์ตากลมโตก็ปรากฏสู่สายตาของแบคฮยอน ก่อนที่ชานยอลจะเผยยิ้มร้ายที่มักจะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่ออีกฝ่ายคิดทำอะไรแผลง ๆ ขึ้นมา


“หยุด” แล้วทำไมคนที่คบกันมาสองปีแบบเขาจะไม่รู้ทัน “รู้นะว่าคิดอะไรอยู่ หยุดเลย”


“โธ่ ตัวเองอ่ะ ทันเค้าตลอดเลย”


“ไม่ต้องมาตัวองตัวเองเลย ลุกไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้ อย่าให้ใช้ไม้โหดนะ” ไม่ถึงห้านาทีบยอนแบคฮยอนก็กลับมาเป็นคนเดิม หลังจากที่หยอกเย้ากันตามประสาคนรัก คนตัวเล็กก็สัมผัสได้ว่าขืนยังเล่นอีกต่อไปจะกลายเป็นว่า ชานยอลจะไม่ได้ลุกไปไหน และเขาก็จะไม่ได้ไปสนามบิน


ทำแบบนั้นมีหวังตกเครื่องแน่ ๆ


“ก็ได้” ชานยอลว่า “งั้นขอมอร์นิ่งคิสอีกสักรอบก่อน”


“ตลอดเลยเจ้านี่” ปากบ่นไปแต่ก็ยอมโน้มหน้าเข้าไปใกล้แล้วแนบกลีบปากลงบนอวัยวะเดียวกัน จุ๊บย้ำ ๆ สามครั้งก่อนจะผละออกแล้วหอมแก้มแฟนหนุ่มซ้ายขวาฟอดใหญ่ ชานยอลหลับตาพริ้มด้วยความสุขใจก่อนจะจับกรอบหน้าเรียวของคนรักมาหอมแก้มซ้ายขวาแบบเดียวกับที่แบคฮยอนทำ


“ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีนะครับแฟน”


“ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีเช่นกันครับ”


แบคฮยอนบอกพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้คนข้าง ๆ “ป้ะ ไปอาบน้ำกัน”


ชายหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะหยัดตัวลุกขึ้นนั่งมองแฟนตัวเล็กลุกลงจากเตียง เจ้าตัวใส่แค่เสื้อบอลตัวโคร่งของเขา และถ้าให้เดาอีกฝ่ายไม่ได้ใส่อะไรด้านใน ทำให้เห็นเรียวขาขาว ๆ ที่กำลังเดินไปยังตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่โยนมาให้


ชานยอลเอื้อมมือรับไว้พอดีก่อนจะเห็นว่าตอนนี้แฟนตัวเล็กของเขากำลังถอดเสื้อบอลนั่นออก ทำให้ชายหนุ่มได้มองเห็นร่างกายขาวผ่องของอีกฝ่ายที่ประปรายไปด้วยรอยรักที่เขาทำไว้เมื่อคืน แบคฮยอนยืนหันหลังมาทางเขาเผยให้เห็นรอยสักรูปปลาคาร์ฟขนาดใหญ่ที่ประดับอยู่แผ่นหลังของคนรัก


“รีบตามเข้ามานะ เดี๋ยวเค้าจะเตรียมน้ำรอ” อีกฝ่ายเท้าแขนที่ประตูห้องน้ำก่อนจะเอี้ยวใบหน้าหันมองมาทางเขา


โอ้ วินาทีนั้นชานยอลแทบจะพุ่งเข้าห้องน้ำด้วยความไวแสง พลันนึกขึ้นมาได้ว่าเขาจะเสียเวลากางผ้าเช็ดตัวห่มตัวเองไปทำไม ในเมื่อเข้าไปแล้วก็ต้องถอดออกอยู่ดี แต่เมื่อกี้แบคฮยอนบอกเขาว่าอะไรนะ จะเตรียมน้ำรอใช่ไหม


ดูเหมือนว่าตอนนี้ร่างกายของเขาก็กำลังเตรียมน้ำรออยู่เหมือนกัน


อิอิ






ชีวิตของชานยอลไม่มีอะไรสุขสบายไปกว่าการที่ได้ตื่นมาอาบน้ำพร้อมคนรัก ออกมาแต่งตัวแล้วย้ายตัวเองมาอยู่ในห้องครัว ชายหนุ่มลงมือทำอาหารสุดความสามารถเพื่อให้เช้านี้เป็นมื้อที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งคู่ และตอนนี้แบคฮยอนเองก็กำลังนั่งเท้าคางมองให้กำลังใจอยู่ที่โต๊ะทานข้าวกลางห้อง


“เก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้วใช่ไหม” ชานยอลหันไปถามเช็กความเรียบร้อยกับอีกฝ่าย


“อื้อ เก็บครบทุกอย่างตามที่ตัวเองบอกเลย” คนตัวเล็กยิ้ม


“แน่ใจนะ เดี๋ยวก่อนออกจากห้องเค้าจะเช็กกระเป๋าตัวเองอีกรอบ”


“โธ่ ถ้ามันขาดเหลืออะไรก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่ เค้ากลับบ้านนะ ไม่ได้จะไปทัศนศึกษาเสียหน่อย”


“แต่บ้านตัวเองอยู่ถึงญี่ปุ่นเลยนะ เกิดลืมของไว้แล้วจะนั่งรถเมล์กลับมาเอาหรอ”


“ซื้อใหม่ซะสิ ไม่เห็นยากตรงไหนเลย บ่นเป็นคนแก่ไปได้” แบคฮยอนเบ้ปากขณะที่โดนคนรักตัวสูงบ่นเข้าให้ จริง ๆ ชานยอลไม่เห็นจะต้องกังวลใจเลยสักนิด เพราะกลับบ้านเกิดตัวเองทั้งที ของขาดเหลือยังไงที่นั่นก็จัดหาให้ทุกอย่างอยู่แล้ว


“ก็เค้าเป็นห่วงตัวเองนี่ ถ้าเกิดลำบากขึ้นมาแล้วเค้าจะช่วยยังไงทัน” ขณะที่พูดก็ตักซุปเนื้อหอมกรุ่นใส่ถ้วย เขายกมันไปวางบนโต๊ะพร้อมกับแบคฮยอนที่ลุกขึ้นไปหยิบน้ำในตู้เย็นออกมา


“ตัวเองจะห่วงเค้าทำไมเนี่ย เค้าโตแล้วนะ ดูแลตัวเองได้หน่า”


“ก็ถ้าวันไหนตัวเองทอดไข่เจียวแล้วไม่ไหม้ได้ วันนั้นเค้าจะเชื่อว่าตัวเองดูแลตัวเองได้” พูดจบก็จูบหน้าผากเนียนอย่างเต็มรัก แบคฮยอนถึงกับเบ้หน้าแล้วพูดบ่นเบา ๆ ว่าทอดไข่เจียวไม่ได้ไม่แปลว่าจะดูแลตัวเองไม่ได้เสียหน่อย


แต่ชานยอลไม่ได้พูดต่อความยาวสาวความให้ยืดมาก เพราะเหลืออีกแค่สามชั่วโมงเขาก็ต้องรีบไปส่งคนรักที่สนามบิน เราทั้งคู่นั่งกินข้าวไปโดยที่ไม่ได้พูดคุยอะไร จะมีบ้างที่หันมาป้อนกัน นอกจากนั้นก็นั่งกินข้าวกันตามปกติ แบคฮยอนอาสาเป็นคนล้างจาน ส่วนชานยอลก็กลับเข้าไปในห้องนอนเพื่อเช็กสัมภาระอีกรอบ


ระหว่างนั้นก็ฮัมเพลงไปพลาง ๆ จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ของคนรักดังขึ้น



“แบคฮยอน มีคนโทรมา”


ชานยอลตะโกนเรียกอีกฝ่ายให้วิ่งเข้ามารับโทรศัพท์ พร้อมกับฝ่ามือหนาที่เอื้อมหยิบเจ้ามือถือเครื่องบางไว้ แต่ไม่ทันจะได้มองหน้าจอว่าใครเป็นคนโทรเข้ามา มือเล็กของคนรักก็โฉบเอามือถือไปซะก่อน


“เค้าไปคุยโทรศัพท์แปบนึงนะ” พูดจบก็ออกจากห้องนอนไปทันที ปล่อยให้ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง จู่ ๆ ก็เกิดความสงสัยเล็กน้อยว่าใครโทรเข้ามา พอจะดูว่าเบอร์อะไรก็ดันมองไม่ทันเพราะอีกคนหยิบมันไปเสียก่อน


“หน่ะ ไหนบอกว่าเตรียมของหมดแล้วไง ลืมจนได้สินะ”


ขณะที่พูดไปก็หยิบสายชาร์จโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างหัวเตียงมาใส่กระเป๋าให้คนรัก กระทั่งสายตาเห็นอะไรบางอย่างที่มันสะท้อนแสงวิบวับออกมาทำให้ชายหนุ่มเกิดความสงสัยจนต้องเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาดู


“ชานยอล”


ร่างสูงสะดุ้งโหย่งเมื่อจู่ ๆ เสียงแฟนตัวเล็กก็เรียกชื่อดังลั่น “ทำอะไรหน่ะ” แบคฮยอนถามขณะสาวเท้าเข้ามาใกล้ เขาชะโงกหน้ามองกระเป๋าตัวเองที่ยังอยู่ในสภาพเดิม


“ตัวเองลืมสายชาร์จแบตอ่ะ เค้าเลยเอาใส่กระเป๋าให้”


“อ่าว เค้านึกว่าหยิบใส่ตั้งนานแล้วซะอีก”


“เนี่ย เพราะเป็นแบบนี้ไงเค้าถึงต้องเช็กของตัวเองทุกครั้งก่อนออกจากห้อง” ชานยอลส่ายหน้าให้กับความขี้หลงขี้ลืมของแฟนตัวเอง แต่ก่อนจะได้พูดอะไรต่อจู่ ๆ แบคฮยอนก็โถมตัวเข้ามานั่งทับหน้าตักของตนไว้


“ก็เพราะว่าตัวเองเป็นแบบนี้ไงเค้าถึงรักตัวเองมากที่สุดในโลกเลย” คนตัวเล็กว่าพร้อมกับใช้แขนทั้งสองข้างโอบกอดรอบคอเขาไว้แน่น ชานยอลหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะกอดตอบอีกคน


“เค้าก็รักตัวเองมากที่สุดในโลกเหมือนกัน” ชายหนุ่มพูดแล้วจูบบ่าตรงหน้าเบา ๆ “ถ้าตัวเองไม่มีเค้าตัวเองจะใช้ชีวิตอยู่ยังไงเนี่ยหื้ม?” ชานยอลพูดได้เต็มปากเลยแหละว่าแบคฮยอนหน่ะอยู่ไม่ได้หรอกถ้าไม่มีเขา อีกฝ่ายมักจะเป็นประเภทขี้หลงขี้ลืม ต้องคอยให้พูดเตือนเป็นประจำ ยิ่งเวลาออกไปไหนคนเดียวชานยอลก็ต้องกำชับบ่อย ๆ ว่าอย่าลืมนั่นนี่นะ เอาจริงนอกจากจะเป็นแฟนกันแล้วชานยอลก็รู้สึกเหมือนตัวเองได้เลี้ยงลูกอีกคนเลย


“นั่นหน่ะสิ..” จู่ ๆ เสียงที่เคยสดใสร่าเริงก็แผ่วลงจนคนฟังใจหาย “เค้าต้องอยู่ไม่ได้แน่ ๆ เลยอ่ะ” แบคฮยอนซบไหล่กว้างของคนรักแน่นิ่ง จนกระทั่งเพิ่งรู้ตัวนั่นแหละว่าเผลอพูดอะไรแปลก ๆ ออกไป คนตัวเล็กจึงผละหน้าออกมาแล้วส่งยิ้มหวานให้แฟนหนุ่ม


“แต่ตัวเองไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ เค้ากลับไปบ้านแค่อาทิตย์เดียว เดี๋ยวเค้าจะรีบกลับมาให้ตัวเองเป็นห่วงต่อเลย แบบนี้ดีไหม”


“ทำอย่างกับพูดว่าถ้าตัวเองกลับไปบ้านแล้วเค้าจะไม่ห่วงอย่างงั้นแหละ” ชานยอลส่งยิ้มให้คนรักบ้าง “ไปนู้นก็ดูแลตัวเองดี ๆ นะ อย่าออกไปเล่นซุกซนที่อื่น อย่าไปเผลอลืมโทรศัพท์ทิ้งไว้ที่ไหนด้วย เค้าติดต่อไม่ได้นี่บินตามไปถึงญี่ปุ่นเลยนะ”


“ฮ่ะ ๆๆ ปาร์คชานยอลหน่ะหรอจะบินตามเค้าไปญี่ปุ่น หว่า อยากทำมือถือหายจะแย่”


“บยอนแบคฮยอน ถ้าหายจริงขึ้นมาเค้าไม่สนุกด้วยหรอกนะ”


“หยอกเล่นหน่อยเดียวเองหน่า ไม่ทำหายหรอก”


“ก็ดีแล้ว” ชายหนุ่มพูดในขณะใช้สายตาไล่มองใบหน้าของคนบนตัก “เค้าเป็นห่วงตัวเองมากเลยรู้ไหม”


“อื้อ เค้าก็ห่วงตัวเองเหมือนกัน แล้วก็หวงมาก..” ประโยคต่อมาทำเขาท่าทีของคนรักเปลี่ยนไป “อย่าให้ได้ข่าวเชียวนะว่าไปเต๊าะสาวที่ไหนเข้าให้ คราวนี้เค้าจะกลับมากระทืบตัวเองให้ตายคาเท้าเค้าจริง ๆ ด้วย”


“อูย กลัวแล้วจ้า เค้ากลัวแล้ว ไม่มีหรอกสาว ๆ หน่ะ มีแต่คนสวย ๆ ที่นั่งทับตักคนเดียวนี่แหละ รักคนเดียวจ้า” ชานยอลรีบทำเสียงหวานออดอ้อนคนรักทันที เมื่อได้ยินคำว่ากระทืบหลุดออกจากปากแบคฮยอน ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องเกิดความรู้สึกแปลก ๆ ทุกครั้งเวลาได้ยิน  


มันดูหนักแน่นเหมือนว่าคนตรงหน้าไม่ได้พูดเล่น


“ดี ทำตัวให้น่ารักสมกับที่เป็นแฟนบยอนแบคฮยอนซะหน่อย”


“โธ่ เค้าก็เป็นปาร์คชานยอลแฟนที่น่ารักของบยอนแบคฮยอนอยู่แล้วไม่ใช่รึไง”


“ก็เกือบน่ารักแล้วถ้าตัวเองไม่ขี้บ่น”


“เค้าบ่นเพราะว่าเค้ารักหรอกหน่า”


“ถ้ารักเค้าทำไมตัวเองไม่จุ๊บเค้าสักทีล่ะ”


“เอ้า อยากให้เค้าจุ๊บหรอ ก็ว่าทำไมทำปากยื่นปากจู๋อยู่ตั้งนาน”


“ปาร์คชานยอล พูดแบบนี้อยากจุ๊บอย่างอื่นแทนไหม”


“อะไรล่ะจ๊ะ”


“ตีน”


“อุ่ย”


“เค้าล้อเล่น”


“เค้ารู้อยู่หรอก”


ทั้งคู่ก็หัวเราะออกมาพร้อมกันก่อนจะมอบจุมพิตหวานเบา ๆ ให้ เป็นจูบที่ไม่ได้ร้อนแรงหรือหวือหวาอะไร พวกเขาแค่ต้องการจะสื่อความหมายว่าอยากให้ต่างฝ่ายต่างดูแลตัวเองดี ๆ และถ้ากลับมาเจอกันเมื่อไหร่มากกว่าจูบก็จะมอบให้กันได้อย่างไม่มีหยุดพักเลยทีเดียว








บยอนแบคฮยอนขึ้นเครื่องบินไปแล้ว ชานยอลก็ได้แต่ยืนกร่อยอยู่หน้าเกทหลังจากที่ส่งคนรักหายลับเข้าไปด้านใน อีกฝ่ายส่งข้อความมาบอกว่าตอนนี้นั่งอยู่บนเครื่อง อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเครื่องบินก็จะออกแล้ว และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มเป็นกังวลว่าคนตัวเล็กจะปลอดภัยไหม ซึ่งมันก็เป็นความบ้าบอของผู้ชายที่กลัวการนั่งเครื่องบินคนหนึ่งก็เท่านั้น


“ไอ้ชานยอล มึงควรตั้งสติ แบคฮยอนนั่งเครื่องบินเป็นว่าเล่น มึงจะกลัวอะไรนักหนาวะ” คิมจงอินพรูลมหายใจเฮือกใหญ่หลังจากที่ยืนนิ่งเป็นเพื่อนไอ้โย่งไร้สตินี่มาเกือบยี่สิบนาที นี่กูคิดถูกหรือคิดผิดที่ยอมออกมาส่งแฟนเพื่อนสนิทที่สนามบิน


“ก็กูเป็นห่วงนี่หว่า แค่นึกจังหวะตอนที่เครื่องกำลังจะไต่ระดับขึ้นฟ้า หัวใจกูก็แทบจะวายตามแล้ว”


“ประสาท มึงยังอยู่บนพื้นดิน แบคฮยอนสิอยู่บนเครื่อง พูดจาอย่างกับตัวเองกำลังจะบินไปญี่ปุ่น”


“ถึงตัวกูไม่ได้ไป แต่หัวใจกูอยู่บนเครื่องไง”


“โว๊ะ ไอ้เหี้ย! หยุดสักทีเถอะ กูจะอ้วก!”


จงอินตะโกนลั่นทำเอาคนบริเวณรอบข้างหันมามองด้วยความสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้แคร์อะไรเท่าไหร่นักก่อนจะจัดการลากคอเพื่อนให้เดินไปที่ลานจอดรถด้วยกัน


ชานยอลส่งเสียงงอแงนิดหน่อยตามประสาคนไม่เคยห่างแฟน ซึ่งจงอินก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าความรู้สึกแบบนั้นมันเหมือนคนใกล้ตายไหม แต่ดูจากสภาพแล้วอีกไม่เกินสามวันมันต้องหอบเสื้อผ้ามานอนกับกูแน่นอน


“มึง กูคิดถึงแบคฮยอน” ขณะที่รถเคลื่อนตัวอยู่บนถนน ชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังทอดสายตามองบรรยากาศรอบข้างก็พูดลอย ๆ ขึ้นมา ทำเอาสารถีผิวแทนนึกอยากจะหักเลี้ยวให้รถพุ่งชนข้างทางเสียเดี๋ยวนี้


“เว่อร์ไป๊ พวกมึงนี่หัดอยู่ห่าง ๆ กันบ้างก็ดี ไม่ใช่ทำตัวติดกันแบบนี้ เกิดใครตายห่าขึ้นมาสักคนจะได้ทำใจได้—โอ๊ย ไอ้เชี่ย มึงตบหัวกูทำไม เห็นไหมว่าขับรถอยู่!!” จงอินตะโกนลั่นรถเมื่อโดนเพื่อนข้าง ๆ ฟาดมือมาตบหัวเขาอย่างจังจนหน้าแทบติดไปกับพวงมาลัย


ไอ้ชิบหาย มึงควรจะสำเหนียกสักนิดว่ากูกำลังขับรถ!!


“ปากหมา! คนปากหมา ๆ แบบมึงกูต้องตบหมาให้กระเด็นออกมา มึงพูดมาได้ไงวะเรื่องเป็นเรื่องตาย แล้วแบคฮยอนที่กำลังอยู่บนเครื่องบินล่ะไอ้สัด มึงกำลังทำให้กูใจเสียนะเว้ย!!”


“โว้ยย ไอ้สัด เราก็กำลังขับรถอยู่บนทางด่วนเหมือนกัน! กูกับมึงจะได้ตายก่อนเนี่ยแหละถ้ามึงยังไม่หยุดตบหัวกู!!”


“มึงพูดเรื่องตายอีกแล้วนะไอ้จงอิน!! ใช่สิ! มึงมันไม่มีแฟนนี่ มึงไม่เข้าใจหัวอกของคนที่ต้องห่างกันเป็นอาทิตย์ ๆ หรอก แค่แบคฮยอนหายไปเรียนครึ่งวันกูก็แทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว! แต่นี่กลับบ้านไปเป็นอาทิตย์ กูจะทนอยู่ได้ยังไงวะ!!”


“ก็ถ้ามันห่างกันไม่ได้ขนาดนั้นมึงก็ขึ้นเครื่องบินตามไปสิวะ!!!”


“กูจะขึ้นตามไปได้ยังไง มึงก็รู้ว่ากูกลัวเครื่องบิน!!”


“ละกูถามหน่อยว่ามันเป็นความผิดกูรึไง!! มันอยู่ที่ตัวมึงไอ้สัด!! มึงมันป๊อด!! แค่เครื่องบินมึงยังกลัวขนาดนี้แล้วเวลามึงต้องไปขอลูกชายเขาแต่งงาน มึงจะพายเรือไปถึงญี่ปุ่นหรอไอ้เหี้ย!!"



          ชานยอลสะอึกก่อนจะแน่นิ่งไปเมื่อเพื่อนพูดจบ อาการหอบเหนื่อยที่เกิดจากการตะเบ็งเสียงของคนทั้งคู่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง จงอินถึงกับเปิดกระจกรถเพื่อสูดอากาศหายใจ และชานยอลเองก็เปิดเหมือนกันเพราะเมื่อครู่ตอนที่เถียงกันแทบจะไม่ได้หายใจเลยสักนิด


อากาศจากด้านนอกทำให้คนทั้งคู่ได้สติมากขึ้น โดยเฉพาะกับจงอินที่รู้ตัวว่าตนพูดแรงเกินไป ไม่ได้อยากจะพูดจี้ใจเพื่อนหรอกนะ แต่เพราะว่ารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ จึงทำให้รู้ว่าไอ้เพื่อนคนนี้มันเป็นยังไง รูปร่างสูงใหญ่หุ่นควายเหมือนนักกีฬาก็จริง แต่ใครจะไปรู้ว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นประเภทใจเสาะ กลัวแม้กระทั่งแมลงตัวเล็ก ๆ เห็นเลือดนิดหน่อยก็น้ำตาคลอเบ้า ยิ่งกับที่สูง ๆ ด้วยแล้วไอ้นี่ก็มักจะเลี่ยงตลอด โดยเฉพาะการนั่งเครื่องบินที่เหมือนเอาตัวเองไปแขวนไว้บนเชือกเส้นบาง ๆ


ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันถึงโตมากลายเป็นคนแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่บ้านมันก็ไม่ได้เลี้ยงแบบลูกคุณหนู พ่อของชานยอลเป็นนายตำรวจใหญ่ แน่นอนว่าต้องเป็นคนที่มีทั้งความกล้าหาญและความเสียสละ แต่ไอ้ชานยอลกลับไม่ได้อะไรเลยจากพ่อ ดูเหมือนจะได้ทางแม่มาเต็ม ๆ แม่ของมันเป็นเชฟทำอาหารอิตาลีและเปิดร้านที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโซล


ชานยอลเป็นคนที่ทำอาหารอร่อยมาก ชอบเล่นดนตรี ชอบเลี้ยงสุนัข อะไรก็ตามที่ทำให้ชีวิตของมันสดใสมันก็จะทำแต่สิ่งพวกนั้น อบายมุขหรือแม้แต่ของมึนเมาก็ไม่ค่อยยุ่งถ้าหากว่าไม่ใช่งานเลี้ยงสังสรรค์เฉพาะกลุ่ม เรื่องสูบบุหรี่หน่ะไม่ต้องไปพูดถึง แต่ถ้าจะเอามันไปเอ็กซเรย์ปอดแล้วเจอมะเร็งก็ไม่ต้องไปคิดมาก เชื้อร้ายพวกนั้นล้วนมากจากควันพิษที่จงอินสูบนั่นแหละ


เผิน ๆ ชานยอลจะเป็นประเภทที่ดูไม่เอาไหน แต่ก็ต้องยอมรับกับความเก่งกาจของมันในหลาย ๆ เรื่อง(แม้ว่าเรื่องพวกนั้นผู้ชายส่วนใหญ่จะไม่ค่อยทำกัน) ชานยอลเป็นคนหัวดี มีไหวพริบ และก็ชอบคิดคำนวณ ทำให้มันเลือกเรียนคณะเศรษฐศาสตร์แทนที่จะสอบเข้าเรียนตำรวจแบบที่พ่อมันคาดหวังไว้ แต่ไหนแต่ไรหัวหน้าครอบครัวอย่างคุณปาร์คก็พอจะรู้แล้วว่าลูกชายตัวเองไม่ได้เรื่องจึงไม่คิดจะผลักดันอะไร ก็กลายเป็นว่าไอ้ชานยอลก็สบายตัวไปโดยที่ไม่ต้องไปเครียดเรื่องเป็นตำรวจอะไรนั่น


ชีวิตในมหาลัยของพวกเขาก็ไม่ได้ตื่นเต้นเร้าใจอะไรมากเท่าไหร่ โดยเฉพาะกับไอ้ชานยอลที่ยังคงความเรียบง่าย ความใส ๆ ของชีวิตมันอยู่ และก็เป็นโชคดีของไอ้เพื่อนโย่งที่ยังมีเพื่อนดี ๆ คนอื่นที่ไม่มั่วสุมเรื่องอบายมุข ผิดจากเพื่อนสนิทอย่างจงอินที่แม่งล่อมาหมดทุกอย่าง แต่นั่นก็แค่การลองตามประสาวัยรุ่นเท่านั้น


มาลองพูดถึงชีวิตรักดูบ้างว่าเป็นยังไง จงอินจะขอเท้าความไปไกลตั้งแต่สมัยที่เข้ามาเรียนใหม่ ๆ นู้น บอกตามตรงว่าพวกเราสองคนเป็นคู่หูดูโอ้ที่ป๊อปมาก ๆ ในช่วงนั้น แม้ว่าจะอยู่คนละคณะแต่เวลาเลิกเรียนก็มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด จงอินก็มีทั้งสาว ๆ สวย ๆ เข้ามาแวะเวียนให้เชยชมอยู่เป็นประจำ ส่วนไอ้ชานยอลก็ไม่ได้ต่างจากเขามากเท่าไหร่


จนกระทั่งวันหนึ่งมันวิ่งหน้าตั้งมาหาเขาพร้อมกับบอกว่ากำลังชอบคน ๆ หนึ่งแต่ไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย นั่นกลายเป็นเรื่องที่ผิดปกติที่สุดตั้งแต่ที่รู้จักมันมา ถึงชานยอลจะเป็นประเภทนุ่มนิ่ม ขี้ป๊อดยังไง แต่การที่มันมาบอกให้ว่ากำลังสนใจใครบางคนอยู่แล้วให้เขาไปช่วยนี่ถือว่าแปลกมาก


กระทั่งได้เห็นหน้าของคนที่มันชอบก็ทำให้รู้ว่า เพราะอะไรทำไมชานยอลถึงไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย อีกฝ่ายเป็นผู้ชายร่างเล็ก ผิวขาวสะดุดตา ผมสีน้ำตาลอ่อน ดวงหน้าเรียวยาว ปากนิด จมูกหน่อย ไหนจะดวงตาเรียวรีที่ชวนมองให้หลงใหลอยู่ ก็ทำให้จงอินรู้ซึ้งเข้าไปอีกจริง ๆ ว่าไอ้ชานยอลมันป๊อดเพราะอะไร


แต่ในเมื่อเพื่อนยอมดั้นด้นมาขอร้องถึงที่ พี่จงอินก็จัดให้ชุดใหญ่ไฟกระพริบ สร้างสถานการณ์ให้สองคนนั้นได้รู้จักกัน และแน่ล่ะ! พวกมันดันสปาร์คกันแถมยังสานความสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ แต่เพราะไอ้ความไวไฟนั่นแหละทำให้จงอินสบประมาทเพื่อนไว้ว่าเดี๋ยวไม่นานก็เลิกกัน


จนตอนนี้แม่งก็คบกันสองปีกว่าแล้ว แถมยังดูท่าว่าจะรักกันมากกว่าเดิมอีก! กูเพลีย กูเหนื่อย กูไม่รู้จะพูดอะไรเลย เวลามีคนมาถามว่าไอ้สองคนนี้มันยังไม่เลิกกันอีกหรอวะ ขอโทษ! มันรักกันปานจะแหกดากดมขนาดนั้นมันคงเลิกกันง่าย ๆ หรอก แล้วที่แปลกคือไอ้สองคนนี้ไม่เคยมีเรื่องให้ทะเลาะกันรุนแรงเลยสักนิด จะว่านับถือในความเชื่อมั่นของแต่ละคนก็คงได้แหละ แต่จงอินยอมรับจริง ๆ ว่าสองคนนี้เป็นคู่รักที่ทำให้ใครหลายคนต่างก็นึกอิจฉา


และด้วยความที่เป็นเพื่อนสนิท กูก็ต้องมานั่งรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตพวกมัน จริง ๆ ช่วงหลัง ๆ ก็เริ่มเพลามาบ้างเพราะว่าชินแล้ว แต่ช่วงแรก ๆ นี่แทบจะประสาทเสีย คือมึงจะรักอะไรกันขนาดนั้นวะ ถึงกับหอบข้าวของไปนอนด้วยกัน สลับห้องไปมาเป็นผัวเมียชาวอินเดีย ตอนนั้นจงอินก็เลยเผลอประชดออกไปว่าทำไมมึงไม่ย้ายนอนหอเดียวกันให้มันจบ ๆ ซึ่งนั่นก็เป็นความผิดพลาดมหันต์เมื่อพวกมันย้ายไปอยู่ด้วยกันจริง ๆ


เหมือนจะสงบแต่ก็ไม่สงบไปเสียทีเดียว เพราะเมื่อไหร่ที่เกิดน้อยอกน้อยใจ หรือมีเรื่องบาดหมางนิดหน่อย ไอ้ชานยอลก็จะหอบผ้าหอบผ่อนมานอนห้องกูอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็นะ ไหน ๆ ก็เพื่อนกันนี่หว่า จงอินก็ต้องคอยปลอบคอยไล่ให้มันไปนอนโดยที่ระหว่างนั้นแบคฮยอนก็โทรมาถามว่าชานยอลเป็นไงบ้าง ชานยอลนอนหลับไหม


โอ้ย ถ้ามึงจะห่วงกันขนาดนั้นแล้วแยกกันนอนทำไม๊


สุดท้ายพอมันคืนดีกันใครจะเป็นหมาหัวเน่าไม่ได้เลยนอกจากกู! กูคิมจงอินที่มีชีวิตเป็นเหมือนศาลาพักใจให้ไอ้เพื่อนเหี้ยมาอาศัยอยู่ด้วยชั่วครั้งชั่วคราวก็เท่านั้น(อย่างกับเมียน้อย) แต่ช่างมันเถอะ ก็ถือว่าดีแล้วแหละที่ชีวิตของชานยอลมันจะได้ดูมีสีสันบ้าง และช่วงหลัง ๆ ที่พวกเราใกล้จะเรียนจบกันแล้วก็ต่างต้องคิดถึงเรื่องอนาคตของตัวเองให้มากขึ้น


โดยเฉพาะชานยอลที่เคยเกริ่นกับเขาไว้ว่าจะขอแบคฮยอนแต่งงาน


จริง ๆ ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงที่แบคฮยอนจะยอมแต่งงานกับมันไหม หรือว่าพ่อแม่ของมันจะอนุญาตหรือเปล่า ปัญหามันอยู่ที่บ้านเกิดของแบคฮยอนอยู่ประเทศญี่ปุ่น อีกฝ่ายเป็นลูกครึ่งที่เพิ่งย้ายมาอยู่เกาหลีก็ตอนที่เข้าเรียนมหาลัย ทว่าเรื่องภาษาก็ชวนให้แปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าทำไมถึงพูดคล่อง พูดว่องได้ขนาดนั้น พอเฉลยว่าแม่เป็นคนเกาหลีแท้ ๆ พวกกูก็ร้องอ๋อออกมาทันที และนั่นจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรหนักใจเท่าไหร่นัก


สิ่งที่หนักใจที่สุดสำหรับไอ้ชานยอลคือการนั่งเครื่องบินไปประเทศญี่ปุ่น เอาจริงมันก็ไม่เคยนั่งเครื่องบินไปไหนหรือแม้แต่เกาะเชจูที่อยู่ใกล้ ๆ ก็เลือกที่จะโดยสารเรือไปมากกว่า ถ้าถามว่าเคยนั่งไหม ก็เพราะเคยนั่นแหละถึงได้รู้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับการนั่งเศษเหล็กลอยฟ้า และสถานที่แรกที่มันนั่งไปนี่ก็ไกลชิบหายวายวอด ไม่รู้ว่าพ่อแม่มันนึกคึกอะไรถึงพาลูกชายบินไปถึงรัสเซีย กว่าจะไปกว่าจะกลับก็แทบจะเอาตัวไม่รอด


จากนั้นชานยอลก็เลยฝังใจกับการขึ้นเครื่องบิน ยิ่งมีข่าวเครื่องบินตก เครื่องบินหาย ไอ้นี่ก็จะประสาทเสียเป็นพิเศษเวลาที่คนในครอบครัว หรือคนรู้จักกำลังนั่งเครื่องไปที่ไกล ๆ และยิ่งมีแฟนเป็นลูกครึ่งที่มีบ้านเกิดอยู่ญี่ปุ่นแบบนี้ บอกเลยว่าชีวิตไอ้ชานยอลชิบหายแน่นอน


เฮ้อ เหนื่อย ขอพักกับการพล่ามชีวิตเพื่อนก่อนก็แล้วกัน จงอินเหลือบมองคนข้างกายที่นิ่งเงียบเหมือนคนใบ้มาได้สักพักแล้ว อีกฝ่ายมองออกนอกหน้าต่างราวกับกำลังใช้ความคิด ซึ่งจงอินเองก็ไม่อยากจะพูดกวนประสาทมันอีกนอกจากตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไป


“หรือว่ากูจะลองบินไปญี่ปุ่นสักครั้งดูดีวะ” จู่ ๆ เพื่อนข้างกายก็พูดขึ้น


“ทำใจนั่งเครื่องได้แล้วไง?”


“ก็..ไม่รู้หว่ะ” ชานยอลตอบเสียงเบาก่อนจะพรูลมหายใจออกมา “แต่แค่คิดว่าต้องไปเจอหน้าพ่อแม่แบคฮยอนให้ได้กูก็อยากลองสักครั้งเหมือนกัน”


“งั้นจะตามไปเลยไหม เดี๋ยวกูวนรถกลับให้” จงอินทำท่าจะตบไฟเลี้ยวชิดเลนขวาเพื่อกลับรถ แต่ไอ้เพื่อนโย่งตบกะโหลกเขาอีกรอบ


“ไอ้สัด กูก็ไม่ได้จะรีบตัดสินใจปุบปับขนาดนั้นไหม”


“มึงนี่! อยากตายดี ๆ ก็ไม่บอก ตบหัวกูอยู่นั่นแหละ นั่น! มึงเห็นทางแยกข้างหน้านั่นไหม ถ้ามึงยังตบหัวกูไม่เลิกนะ กูจะพาขับชนตรงนั้นเลย!”


“ก็เอาสิวะ มึงไม่กล้าหรอก มึงขับชนไปดิ แน่จริงก็ชนเลย ชนแล้วก็ช่วยเหยียบคันเร่งให้มันเร็ว ๆ ด้วยนะจะได้ตายห่ากันหมดทั้งคัน”


“โว้ย ไอ้เชี่ย! ไหนมึงบอกว่าไม่ให้พูดเรื่องเป็นเรื่องตายไงวะ มึงพูดก่อนเองนะ”



“เออหว่ะกูลืม! ไอ้จงอิน มึงขับรถดี ๆ ดิวะ กูยังอยากมีชีวิตอยู่นะเว้ย”


“ละมึงคิดว่ากูไม่อยากรึไง! ไอ้ชานยอล เอามือออกไปจากขากู เอามือออกไป๊!”


และก็กลายเป็นว่าตลอดทั้งเส้นทาง สองเพื่อนรักก็แหกปากลั่นรถจนคนที่ขับผ่านมองตามด้วยความสงสัย รถที่ขับเอนซ้ายขวาเปลี่ยนเลนไปมาสร้างความหวั่นใจให้แก่ผู้ใช้รถราบนถนน จนกระทั่งเสียงบางอย่างดังขึ้นจึงทำให้ชายหนุ่มสารถีเหลือบมองกระจกด้านหลัง จงอินเบิกตามองก่อนจะร้องลั่นรถ


“ชิบหายแล้วชานยอล พ่อมึงมา”


“ห้ะ ไหนพ่อกูวะ”


“ขับตามรถเราไง ไอ้เชี่ย ตำรวจมา!”


หวอออออออออออออออออออออ ปี๊น ๆๆๆ








ชานยอลกลับถึงห้องตัวเองในอีกสามชั่วโมงต่อมา เพราะก่อนหน้านั้นเขากับจงอินถูกตำรวจเรียกตัวไปโรงพักเพื่อตรวจสารเสพติดในร่างกาย รวมถึงเป่าแอลกอฮอล์ด้วยว่าพวกเขาทั้งคู่มีอาการมึนเมาหรือไม่ แน่ล่ะว่าคนที่ไม่สุงสิงของพวกนั้นอย่างเขาจึงทำให้รอดตัวไปได้ แต่ไอ้จงอินเนี่ยสิ เหมือนตำรวจจะตรวจเจอว่ามันมีฉี่สีม่วง แต่ด้วยอำนาจบางอย่างที่ไม่ควรเอาออกมาใช้ก็ได้งัดออกมาจึงทำให้พวกเราทั้งคู่รอดพ้นจากการถูกข้อกล่าวหา


ห้องพักขนาดไม่ใหญ่มากกลับดูกว้างขึ้นในสายตาเมื่อใครบางคนไม่อยู่ด้วย ป่านนี้แบคฮยอนคงจะถึงญี่ปุ่นแล้ว ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ส่งข้อความหรือโทรหาเขาอย่างที่เคยคุยกันไว้ แต่ชานยอลก็จะไม่งี่เง่าหรอกนะ ที่อีกฝ่ายไม่ทักมาบอกอาจเป็นเพราะกำลังเดินทางอยู่ก็ได้ ไว้ถึงบ้านเมื่อไหร่เดี๋ยวก็คงติดต่อกลับมาเอง


ชายหนุ่มร่างสูงล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มพร้อมกับสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อซึมซับกลิ่นจาง ๆ ของคนรัก แต่ครู่ต่อมาเขาก็หัวเราะกับความโรคจิตของตัวเองที่เสพติดกลิ่นของอีกฝ่ายมากเกินไป แค่คิดว่าคืนนี้อีกฝ่ายไม่ได้นอนอยู่ใกล้ ๆ ชานยอลก็รู้สึกเศร้าใจจนไม่เป็นอันจะทำอะไรแล้ว


           แต่ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป ถูกไหม


เขาลุกขึ้นมาทำความสะอาดห้องอีกครั้งหลังจากที่จามยกใหญ่ จริง ๆ ก็เบื่อตัวเองเหมือนกันที่เป็นพวกแพ้ฝุ่นแพ้ควันง่าย ๆ มันทำให้เขากลายเป็นผู้ชายรักสะอาดไปโดยปริยาย ยิ่งพอได้มามีแฟนด้วยแล้ว ชานยอลก็กังวลว่านิสัยของเขาจะทำให้แบคฮยอนรำคาญ


แต่กลับกัน อีกฝ่ายดันชอบขึ้นมาเสียดื้อ ๆ เพราะจริง ๆ ก็เป็นประเภทขี้เกียจแต่ผิวแพ้ง่าย เพราะงั้นการทำความสะอาดห้องบ่อย ๆ ก็กลายเป็นกิจกรรมที่เราทั้งคู่ต้องทำร่วมกัน อย่างน้อยก็เพื่อการอยู่ร่วมกันที่ดีจะไม่ได้ต้องมีใครเจ็บป่วยบ่อย ๆ


แต่พอพูดถึงผิวแพ้ง่ายของคนรัก มันทำให้เขานึกถึงรอยสักรูปปลาคาร์ฟที่อยู่บนหลักของแบคฮยอน เอาตามตรงชานยอลไม่ใช่คนหัวโบราณกับการสัก เขาคิดว่ามันก็สวยดีถ้าไม่ได้ดูเลอะเทอะ อีกอย่างชานยอลก็ไม่เคยคิดที่จะไปสักเพราะมันคงเจ็บน่าดู แต่ลายที่อยู่บนแผ่นหลังของคนรักก็ทำให้เขารู้สึกอึ้งอยู่ไม่น้อย เพราะว่าเป็นลายที่ใหญ่มาก ๆ


ในสายตาของเขาแบคฮยอนก็เหมือนเด็กคนหนึ่งที่ต้องคอยดูแลประคบประหงมอยู่ตลอดเวลา แต่พอได้รับรู้ว่าอีกฝ่ายมีรอยสักที่แผ่นหลังก็ทำให้เขารู้สึกแปลกใจ มันเป็นลายที่ออกไปทางศิลปะญี่ปุ่น เหมือนลายสักของพวกยากูซ่า


เขาก็พอจะเข้าใจแหละว่าเป็นเพราะเชื้อสายลูกครึ่ง จึงทำให้ชื่นชอบศิลปะประเภทนั้น แต่ไม่คิดว่าแบคฮยอนจะสัก แถมยังมีแค่เส้นสีดำเปล่า ๆ ที่ยังดูเหมือนไม่เสร็จ ซึ่งคนรักก็บอกกับเขาอีกนั่นแหละว่าถ้ามีเวลาก็อาจจะไปลงสีให้มันเสร็จ ๆ ไป


โอ้โห้ นี่ยังต้องไปลงสีอีกหรอ แบคฮยอนทนความเจ็บแบบนั้นไปได้ยังไง


แต่เขาก็ไม่ได้แอนตี้คิดห้ามอีกคนไปสักหรอกนะ แค่ขอไว้อย่างว่าอย่าชวนเขาไปร้านสักเลยเชียวเพราะชานยอลต้องทนไม่ได้แน่ ๆ ถ้าหากรู้ว่าเจ้าเข็มนั่นกำลังทิ่มแทงคนรัก (ยกเว้นแต่เข็มของตัวเองที่ทิ่มแทงแบคฮยอนได้แค่คนเดียว) ทำให้อีกฝ่ายเบ้ปากเพราะความเจ็บชานยอลก็อยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอช่างสักให้ตายคือมือเลยทันที


ขณะที่นึกไปก็ต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อีกครั้ง


เฮ้อ คิดถึงแบคฮยอนชะมัดเลย







สามวันผ่านไป


ตอนนี้ชานยอลกำลังจะเป็นบ้าตายเสียให้ได้ เพราะเขาใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีคนรักข้างกายมาสามวันแล้ว แถมยังเป็นสามวันที่โคตรทรมานเพราะยังไม่ได้รับการติดต่อจากแบคฮยอน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้างเพราะไม่ได้ข่าวเลยสักนิด โทรหาก็ไม่ติด ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ อีเมลก็ไม่เปิดอ่าน


และตอนนี้เหลืออยู่หนทางเดียวที่จะติดต่อคนรักได้นั่นคือการนั่งเครื่องตามไปถึงที่ญี่ปุ่น!


“มึงตั้งสตินะเพื่อน มึงไปถึงญี่ปุ่นแล้วมึงก็ไม่รู้อยู่ดีป้ะวะว่าบ้านเขาอยู่ไหน”


“เออ ก็ถูกของมึงหว่ะ”


ไอ้ความรู้สึกเมื่อครู่ที่กำลังยืนหยัดต่อสู้ว่าจะไปขึ้นเครื่องให้ได้ก็หายวับไปกับตาเมื่อจงอินพูด ชานยอลทิ้งตัวลงบนโซฟาอีกครั้งก่อนจะดีดแข้งดีดขาราวกับเด็กสามขวบ “กูคิดถึงแบคฮยอนอ่ะมึง ติดต่อไม่ได้สามวันแล้วนะเว้ย กูจะเป็นบ้าแล้ววว”


“ที่เป็นอยู่นี่ยังบ้าไม่พออีกหรอวะ หยุดเพ้อเจ้อได้แล้วไอ้สัด กูรำคาญ” จงอินใช้เท้าถีบเพื่อนร่างสูงด้วยความหมั่นไส้ จากกันสามวันแค่นี้ทำมาจะเป็นจะตาย พอถึงเวลาโดนบอกเลิกเมื่อไหร่ไม่ตายห่ากันพอดีหรอวะ


แล้วทำไมกูถึงชอบพูดเรื่องเลิก ๆ กันจั๊ง


“แต่กูเป็นห่วงเขานี่หว่า หายเงียบไปตั้งสามวันเลยนะมึง ตั้งสามวันเลยนะ”


“มึงก็คิดซะว่าบ้านเขาไม่มีเน็ตดิก็เลยตอบมึงไม่ได้ ไว้เดี๋ยวกลับมาถึงเกาหลีเมื่อไหร่เขาก็โทรหามึงเองนั่นแหละ”


“แต่นั่นมันอีกตั้งสี่วันเลยนะ”


“แค่สี่วัน คิดซะ แค่สี่วัน”


“เชี่ย ตั้งสี่วัน”


“ก็บอกว่าแค่สี่วัน! คิดแบบนี้ดิ มึงอยู่มาได้ครึ่งทางแล้วนะเว้ยชานยอล เดี๋ยวแบคฮยอนก็กลับมาเองหน่า” พอถูกเพื่อนพูดแบบนั้นชานยอลก็นึกอยากจะเบ้ปากร้องไห้ออกมา ไอ้จงอินมันจะไปเข้าใจหัวอกคนไม่เคยห่างจากแฟนได้ยังไง เพราะอีกฝ่ายเองก็ไม่เคยคิดจะผูกมันกับใครนานเป็นปี ๆ แบบเขา


กลายเป็นว่าตอนนี้มีแต่เสียงทีวีจากบ้านจงอินที่แทรกอยู่กลางอากาศ ชานยอลไม่ได้พูดอะไรนอกจากนั่งนิ่ง ๆ ทอดสายตามองจอโทรทัศน์ที่กำลังฉายข่าวกลางวันอยู่ ส่วนไอ้จงอินก็นั่งลูบขนหมาที่เหมือนชิ้นไก่ทอดไปพลาง ๆ


กระทั่งเสียงข่าวหนึ่งเรียกความสนใจให้ชานยอลกะพริบตามอง



/ยากูซ่าเปิดศึก ยิงดับเจ้าพ่อกลางเมืองโอซาก้า/***

/เป็นการเปิดศึกครั้งยิ่งใหญ่ภายในวงการยากูซ่า เมื่อหัวหน้ากลุ่มยามากูมิถูกยิงดับกลางร้านอาหารย่านดังในเมืองโอซาก้า คาดว่าเกิดจากการขัดแย้งภายในกลุ่มเมื่อมีสมาชิกบางส่วนต้องการจะแยกตัวออกไป ทำให้เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายรีบระดมเข้าไปสกัดกั้นการห้ำหั่นที่กำลังจะเกิดขึ้น/

/โดยเจ้าหน้าที่เปิดเผยข้อมูลหน้า ผู้เสียชีวิตหรือนายคังซงอิลชายชาวเกาหลี หนึ่งในผู้นำกลุ่มยามากูมิที่มีสมาชิกทั้งในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีถูกลอบสังหาร โดยผู้กระทำคือชายอายุ 20 ปี ที่ถูกแรงจูงใจด้วยเงินจำนวนมหาศาลรวมถึงชื่อเสียงที่โด่งดังได้ในข้ามคืน/

/จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นเกรงกลัวว่าจะเกิดการปะทะกันระหว่างแก๊งยากูซ่าทั้งที่อยู่ในญี่ปุ่นและเกาหลี จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องออกมาตรการเข้มงวด คอยเฝ้าระวังศึกชิงอำนาจครั้งใหญ่ทั้งในพื้นที่เสี่ยงอันตราย หวั่นกลัวประชาชนรอบข้างจะได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ทั้งนั้นฝ่ายรัฐบาลก็จะรีบเร่งแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้เร็วที่สุด/

/ข่าวต่อไป ตำรวจได้ค้นพบเบาะแส.../



“ไอ้พวกแก๊งยากูซ่านี่มีไปทำด๋อยไรวะ กูไม่เห็นเลยว่าวัน ๆ มันจะทำห่าอะไรนอกจากฆ่ากันเอง” ชานยอลพูดลอย ๆ ขึ้นมาหลังจากที่ฟังข่าวจนจบ ภาพวิดีโอที่เจ้าหน้าที่ถ่ายมาก็มีแต่ใบหน้าของผู้ชายรวมถึงภาพศพที่ถูกเซ็นเซอร์เอาไว้ แต่ก็เห็นว่าร่างกายของผู้ชายมีรอยสักที่บ่งบอกถึงความเป็นยากูซ่า


“ยากูซ่าดี ๆ ก็มีเยอะไป มึงเห็นแต่ข่าวพวกนี้ไงเลยบอกว่ามันไม่ดี” จงอินตอบเพื่อนเหมือนกำลังไขข้อข้องใจให้กับลูกชาย อันที่จริงเขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าการมีแก็งยากูซ่านี่มีประโยชน์ยังไง แต่พอชีวิตโตขึ้นมาบ้างก็ทำให้เห็นโลกมากขึ้น โดยเฉพาะโลกที่ชานยอลไม่เคยคิดเข้าไปข้องเกี่ยวอย่างพวกยากูซ่า มาเฟีย เป็นต้น


“มีด้วยหรอวะยากูซ่าดี ๆ เนี่ย” ให้คิดตามก็นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าถ้ายากูซ่าที่ดีจะหน้าตาเป็นแบบไหน จะสักลายมังกร ลายหงส์ฟ้า ลายนกกระสาน่ากลัว ๆ บ้างไหม หรือว่าจะไม่สักลายอะไรเลย


“มีดิวะ คนเรามันก็มีทั้งดีทั้งชั่วนั่นแหละ พ่อกูเคยเล่าให้ฟังว่ามีเพื่อนเป็นยากูซ่า แต่เขาไม่ได้ทำธุรกิจค้ายา ค้าประเวณีอะไรเทือกนั้นหรอก ก็ทำธุรกิจเหมือนคนรวยทั่วไป แต่การเป็นยากูซ่ามันทำให้สามารถควบคุมพื้นที่บริเวณนั้นได้ แบบว่าไงดีล่ะ ทำให้มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นหน่ะ เข้าใจใช่ไหม”


“แบบว่าทำตัวกร่างให้คนเกรงขามว่างั้น?”


“ไม่ดิ ไอ้ทำตัวกร่างหน่ะมีแต่พวกลูกกระจ๊อกเท่านั้นแหละ คนที่ทำให้เกรงขามจริง ๆ ต้องเป็นคนที่แค่มองหน้านิ่ง ๆ คนก็กลัว ไม่ต้องพูดหรือออกคำสั่งโหดเหี้ยมด้วยซ้ำ แค่วางตัวและทำอำนาจที่อยู่ในมือให้ดูน่าเกรงขาม แค่นั้นคนก็กลัวจนหัวหดแล้ว”


“มึงนี่พูดอย่างกับรู้จักคนที่เป็นยากูซ่าเลย” ชานยอลหันไปมองหน้าเพื่อนที่กำลังหัวเราะร่วนเพราะประโยคเมื่อครู่


“มึงคิดว่ากูเป็นใครวะชานยอล นี่กูไง คิมจงอิน ผู้รอบรู้ทุกอย่าง กูไม่จำเป็นต้องมีคนรู้จักเป็นยากูซ่า เรื่องแค่นี้กูก็รู้เองได้” คำตอบของจงอินทำให้คนฟังนึกหมั่นไส้จนต้องเหลือกตามองบนแรง ๆ ทีหนึ่ง “จริง ๆ ก็พอรู้จักอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ยากูซ่าญี่ปุ่นหรอกนะ คนเกาหลีเนี่ยแหละ”


“มีด้วยหรอวะ”


“มีดิ ไม่งั้นกูจะหาของมาเล่นได้ง่าย ๆ ได้ยังไงกัน”


“จงอิน มึงควรจะสำเหนียกตัวเองสักนิดนะว่าพ่อเพื่อนมึงเป็นตำรวจ” ชานยอลรู้ดีว่าไอ้ของเล่นที่จงอินว่าหน่ะหมายถึงอะไร แต่ถึงเพื่อนจะตัวเสเพลมั่วสาวเล่นยา จงอินก็ไม่เคยนำพาความเดือดร้อนมาให้เขาเลยสักครั้ง ก็มีหวั่นใจบ้างว่าสักวันมันจะต้องถูกตำรวจจับ แต่ถึงจับไปยังไงมันก็หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาอยู่ดี ทำไงได้ว้า มันเป็นลูกชายคนเดียวของอัยการสูงสุดนี่หว่า


“เออกูรู้ตัวอยู่หรอกว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ รู้จักกันมันก็ไม่ได้เสียหายป้ะวะ เผลอ ๆ อาจจะดีเสียอีกที่มีเส้นสายแบบนี้ ถ้าหากว่ากูรู้เบาะแสอะไรกูก็เอาไปบอกพ่อมึงได้ คดีที่ตาม ๆ สืบกันอยู่ก็จะได้จบไง เห็นไหม มีประโยชน์จะตาย”


“พอพูดแบบนี้มึงก็เหมือนจะเป็นคนดีขึ้นมาหน่อยแล้วล่ะสักสองเปอร์เซ็น แต่อีกเก้าสิบแปดเปอร์เซ็นมึงก็ยังเห็นคนเหี้ยในสายตากูอยู่เหมือนเดิม”



“ทำไม กูเหี้ยแล้วกูไม่ใช่เพื่อนมึงรึไง”


“เออ ก็เพราะเหี้ยเหมือนกันเนี่ยแหละถึงเป็นเพื่อนกันได้ไง”


“โธ่ ละก็ทำเป็นพูดดี ไอ้เพื่อนเหี้ย”


“มึงก็เหี้ยเหมือนกันแหละวะ”


บางทีชานยอลก็สงสัยเหมือนกันว่าชีวิตที่เรียบง่ายของเขาทำไมถึงได้มีคนประเภทนี้อยู่ด้วย อันที่จริงก็ไม่น่าใช่เรื่องแปลกใจเท่าไหร่ ถึงชีวิตเขาจะใสสะอาดมากน้อยแค่ไหน แต่คนรอบกายก็มักจะเดินไปตามเส้นทางของตัวเองทั้งนั้น


ทำให้บางครั้งเขาก็ได้เห็นมุมมองในแบบที่คนอื่นก็ไม่เคยเห็น และคิดว่าตัวเองอาจจะโชคดีที่มีเพื่อนสนิทอย่างจงอิน แม้ว่ามันจะดูเลวไปบ้างในสายตาของคนอื่น แต่จริง ๆ แล้วมันก็เลวในสายตาของเขาเหมือนกัน


เอ้า ละสรุปมันเลวหรือไม่เลววะ


แต่ถึงเลวยังไงก็เพื่อนกันอยู่ดี







วันที่สี่กับความเหงาที่ไม่ได้รับการตอบกลับ


ชานยอลแทบจะใช้ชีวิตเหมือนคนไม่มีชีวิตกับการนั่งรถโดยสารไปเรียน เขาไม่มีกะจิตกะใจจะขับรถไปมหาลัยเองด้วยซ้ำ แต่ขอบคุณตัวเองที่สามารถเรียนมาถึงปีสุดท้ายได้และวิชาที่เรียนอยู่ก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรมาก แม้ว่าทุกอย่างจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา พอกลับห้องมาชานยอลก็สามาถอ่านให้เข้าใจได้ทุกครั้ง


แต่ครั้งนี้กลับไม่เป็นแบบนั้น


คนรักของเขาหายเงียบไปแล้วสี่วันโดยที่ไม่มีการตอบกลับมาสักช่องทางเดียว มันทำให้เขานึกถึงแต่เรื่องร้าย ๆ ต่าง ๆ นานาว่าแฟนเขาจะเกิดอันตราย เสาไฟแถวบ้านล้ม หรือทำโทรศัพท์หาย และอีกประมาณล้านแปดเหตุผลที่ทำให้เขาเริ่มกังวลใจในที่สุด


เขาคิดถึงแบคฮยอนมาก อย่างน้อยก็น่าจะมีสักข้อความไม่ก็ขอมากกว่านี้อีกนิดคือการได้ยินเสียงของคนรัก นี่เป็นมากขนาดไหนก็คิดดูเถอะว่าก่อนนอนทุกครั้งจะต้องเปิดคลิปที่เราชอบถ่ายเล่นด้วยกันดูเพื่อกล่อมตัวเอง ยิ่งเห็นว่าคนตัวเล็กยิ้มแฉ่งให้กล้องหัวใจของชานยอลก็ยิ่งบีบรัดเพราะทนความคิดถึงไม่ไหว อยากจะกอดอีกฝ่ายใจแทบขาด อยากจูบให้หายคิดถึงกันไปข้างเลย


เพราะงั้นคืนนี้ก็ต้องเป็นอีกครั้งที่เขาต้องเหงานอนดูคลิปของเราไปอีกคืน


ชายหนุ่มร่างสูงใช้เวลากลับจากมหาลัยมาที่ห้องพักของตัวเองประมาณ 20 นาที ที่ที่เขาอยู่มันเป็นอพาร์ทเม้นท์ในย่านชุมชน แน่นอนว่าคนต้องพลุกพล่านเป็นพิเศษ ไม่มากถึงขั้นมีเสียงดังโหวกเหวกตลอดเวลาหรอกนะ แต่ก็มากพอที่จะคิดว่าบริเวณนี้เป็นสถานที่ที่ปลอดอาชญากรรมนายตำรวจใหญ่ของชานยอลก็ยอมอนุมัติทำเรื่องหาที่อยู่ให้


ในขณะที่กำลังจะเดินผ่านประตูด้านล่างไปยังหน้าลิฟต์ ชายหนุ่มก็เห็นพี่ยามที่ปกติจะต้องนั่งมองหน้าเขาเป็นประจำกำลังฟุบหลับไปกับโต๊ะล็อบบี้ เห็นแบบนั้นชานยอลก็เกิดความรู้สึกสงสารที่อีกฝ่ายต้องทำงานหามรุ่มหามค่ำ อย่างน้อยก็น่าจะพักผ่อนให้เพียงพอก็น่าจะดีกว่า


จังหวะที่กำลังขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสี่ ชานยอลก็นึกว่าเย็นนี้เขาจะกินอะไรดี จะทำพาสต้าหรือว่าผัดมักกะโรนี เขาจะทำแล้วจัดใส่จานสวย ๆ ถ่ายรูปไปอวดคนรักที่ไม่ยอมติดต่อกลับมา นี่ถ้าถึงเกาหลีเมื่อไหร่นะ เราได้เห็นดีกันแน่บยอนแบคฮยอน—!!



Rrrrrrrrr Rrrrrrrr


เสียงโทรศัพท์ที่ดังในรอบสี่วันทำเอาชายเจ้าของเครื่องสะดุ้งโหย่ง เขารีบหยิบมือถือเครื่องบางออกมาดูด้วยความลุ้นระทึกก่อนจะเห็นว่าชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอเป็นเบอร์แปลก และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ให้เดาก็คงเป็นเบอร์ของบริษัทประกันที่จะโทรมาขายของแน่ ๆ


Rrrrrrrr Rrrrrrrrr


กระทั่งถึงชั้นที่ต้องการ โทรศัพท์ก็ยังไม่หยุดสั่นแม้ว่าเสียงจะเงียบไปแล้ว(เพราะเขากดปิด) เบอร์เดิมโทรซ้ำเข้ามาเป็นรอบที่สาม แต่ชานยอลก็ยังไม่นึกเอะใจจะรับจนสุดท้ายก็ยอมกดสไลด์เพื่อให้การโทรจิกครั้งนี้มันสิ้นสุดไปเสียที


“ครับ”


(ชานยอล! นั่นนายใช่ไหม) เสียงคุ้นหูจากปลายสายทำให้เรียวขาทั้งสองข้างหยุดชะงัก เขายื่นโทรศัพท์ออกมาดูก่อนจะพบว่ามันคือเบอร์ขึ้นต้นด้วยเลขที่ไม่ใช่ของประเทศเขา (ชานยอล ฟังอยู่รึเปล่า ชานยอล!)


“แบคฮยอนหรอ?”


(ชานยอล! ตอบฉันมาเดี๋ยวนี้ว่าตอนนี้นายอยู่ที่ไหน) น้ำเสียงร้อนรนแปลก ๆ ของคนรักทำให้ชายหนุ่มเกิดความสงสัย แต่นอกเหนือสิ่งอื่นใดคือความดีใจที่คนรักโทรติดต่อกลับมาแล้วหลังจากที่หายไปนาน


“กำลังจะเข้าห้องหน่ะ แล้วตัวเองล่ะ ทำไมไปถึงนู้นแล้วไม่ติดต่อเค้าเลย เค้าเป็นห่วงนะรู้ไหม”


(รู้สิ ฉันก็พยายามหาทางติดต่อนายเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนะ นายบอกว่าตอนนี้กำลังจะเข้าห้องอย่างนั้นหรอ)


“อื้อ ก็เพิ่งเลิกเรียน ไม่รู้จะไปไหนต่อเลยรีบกลับห้อง เป็นไง เค้ายังเป็นเด็กดีของตัวเองอยู่ใช่—”


(ชานยอล!! ออกไปหาจงอินเดี๋ยวนี้ ฉันสั่งให้นายไปหาจงอินเดี๋ยวนี้!!) และคราวนี้เสียงเล็กแหลมของแบคฮยอนก็ร้องตะโกนลั่นเข้ามาทำให้เขาที่กำลังจะพูดถึงกับอ้าปากค้าง


“ไปหามันทำไม นี่เค้าเพิ่งกลับมานอนห้องวันแรกเนี่ย พอตัวเองไปเค้าก็ไปนอนกับมันเลย กลัวว่าจะคิดถึงตัวเองจน—”


(อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย นายรีบไปหาจงอินเดี๋ยวนี้เลยนะชานยอล ไม่ต้องกลับไปที่ห้องแล้ว)


“จะบ้าหรอแบคฮยอน นี่เค้ายืนอยู่หน้าห้องตัวเองแล้วเนี่ย จู่ ๆ จะให้เค้าไปหาจงอินทำไม..” จู่ ๆ ประโยคสุดท้ายก็แผ่วปลายไป  ชานยอลเงยหน้ามองประตูห้องตัวเองก่อนจะเห็นว่าด้านบนมีเลขห้องแปะเอาไว้ ห้อง 4027 แน่ล่ะว่ามันเป็นห้องของเขาที่พ่อซื้อให้


และเขาก็มั่นใจว่าตัวเองปิดประตูล็อกห้องทุกครั้งก่อนออก


แต่ทำไมตอนนี้มันถึงถูกเปิดแง้มไว้อยู่ล่ะ..



(ชานยอล ขอร้องล่ะ อย่าเพิ่งมาทำตัวเป็นเด็กดีตอนนี้เลย นายรีบไปหาจงอินเดี๋ยวนี้เลยนะ)


“แบคฮยอน.. แป๊บนึงนะ” และเสียงเรียบนิ่งของชานยอลทำให้คนฟังถึงรู้สึกไม่ดี ชายหนุ่มตัวสูงผลักประตูห้องของตัวเองเข้าไปช้า ๆ จู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกประหลาดบางอย่าง มันเป็นความเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากภายใน และแสงสว่างจากทางเดินก็ทำให้ชานยอลเห็นว่าตอนนี้สภาพภายในห้องเป็นแบบไหน


(ชานยอล นายอย่าเงียบไปแบบนี้สิ!)


เขายังได้ยินเสียงเล็กที่เล็ดออกมาจากโทรศัพท์ ทว่าตอนนี้สติของชายหนุ่มกลับมุ่งไปที่ห้องพักของตัวเองที่ไม่เหลือเค้าโครงเดิม ฝ่ามือหนาเอื้อมไปเปิดสวิตซ์ข้างผนังก่อนที่ความสว่างจะทำให้เขาเห็นห้องได้ชัดเจนมากขึ้น



!!!!


ภาพตรงหน้าคือชายชุดดำนับสิบคนกำลังยืนจ้องมาทางเขา สายตาของพวกมันไม่มีความเป็นมิตร ชานยอลไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขามั่นใจว่าตัวเองไม่เคยไปพัวพันกับเรื่องผิดกฎหมายหรือธุรกิจอะไรก็ตามที่อยู่ใต้ดิน และก็มั่นใจว่าพ่อของตนและเพื่อนไม่นำพาหายนะแบบนี้มาให้แน่ ๆ


ถ้าถามว่าทำไมต้องใช้คำว่าหายนะก็บอกกันเลยว่าตอนนี้สภาพของห้องเขาเหมือนถูกพายุทอร์นาโดถล่ม โดยเฉพาะสิ่งของที่เขากับแบคฮยอนซื้อมาใช้คู่กัน หลายชิ้นก็แตกหักพังไม่เหลือสภาพเดิม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นรูปถ่ายใบแรกที่ชานยอลอัดใส่กรอบเอาไว้ ตอนนี้มันแตกกระจายอยู่ที่พื้น และรูปใบนั้นกำลังถูกรองเท้าของใครบางคนเหยียบอยู่


“พ-พวกนายเป็นใคร”


ชานยอลถามออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ มือที่กำโทรศัพท์ไว้แน่นบ่งบอกให้รู้ว่าตอนนี้สภาพของชายหนุ่มไม่ได้พร้อมนักกับการที่จะไปบวกใครเข้าให้ โอ้ อย่างหนึ่งที่ควรรู้ไว้เลยคือชานยอลไม่ทักษะการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย เขาไม่ชอบใช้ความรุนแรง ต่อให้เขาจะเกลียดเรื่องชกต่อยมากแค่ไหน แต่สุดท้ายก็อยากจะงัดมันออกมาใช้แม้ว่าด้านในจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม


“จะบอกให้รู้เลยก็คงจะง่ายไปหน่อยมั้ง”


น้ำเสียงเหี้ยมดังขึ้นทำเอาขนอ่อนท้ายทอยลุกเกรียวขึ้นมาพร้อมกัน แต่ไม่ทันจะได้ถามอะไรกลับ อีกฝ่ายก็พยักหน้าไปยังด้านหลังของชานยอล ชายหนุ่มจึงรีบหันกลับไปมองก่อนจะถูกของแข็งบางอย่างฟาดเข้าอย่างจังทันที


พลั่ก!!


สติที่เคยมีอยู่ดับวูบไปทันทีเพราะความเจ็บแปลบอย่างฉับพลัน ร่างสูงโปร่งทรุดนอนคว่ำหน้าไปกับพื้นพร้อมโทรศัพท์มือถือที่กระเด็นมาตกอยู่ปลายเท้าของเจ้าของเสียงเมื่อครู่ อีกฝ่ายปรายตามองโทรศัพท์เครื่องบางก่อนจะถือวิสาสะหยิบขึ้นมาแนบหูไว้


ก็ในเมื่อเจ้าของตัวเองตอบอะไรไม่ได้ เขาก็จะสงเคราะห์ตอบให้ก็แล้วกัน


(ชานยอล! เกิดอะไรขึ้น ตอบฉันเดี๋ยวนี้นะชานยอล!)


“อ๋อ ชื่อชานยอลเองหรอกหรอ” น้ำเสียงที่ไม่ใช่ชานยอลทำให้แบคฮยอนนิ่งงัน “ขอโทษทีนะที่หมอนั่นเพิ่งจะหลับไป ไว้ตื่นเมื่อไหร่จะให้โทรหานายอีกรอบก็แล้วกันนะแบคฮยอน..อ่ะ ไม่สิ”


(...)


“ไว้แฟนของนายได้สติเมื่อไหร่ ฉันจะโทรกลับไปก็แล้วกัน..”


(...)


“อดใจรอหน่อยนะ โคอิสึมิซัง”


TBC





อ่าว งง งงกันใหญ่ ฟิคเหี้ยไรเนี่ย

555555555555555555555555

ปรบมือต้อนรับการกลับมาของเราหน่อยค่ะ

หลังจากเป็นบ้าสติแตกอยู่เกือบเดือน คิๆๆๆๆๆ

อาจจะสงสัยทำไมชื่อเรื่องมันดูไทย ดูก๊อย ดูบ้านนอกจังเลยค่ะ

คือเราคิดไม่ออกว่าจะตั้งชื่ออะไร เพราะพล้อตที่ได้ก็มาจากชื่อนี้

ถามว่ามีชื่อภาษาอังกฤษไหม ไม่ค่ะ แต่อยากมี ใครนึกออกเม้นท์บอกเราได้นะ

ทุกคนจะได้มีส่วนร่วมร่วมกัน 55555555


ขอแปะหน่อยนึง

รอยสักบนหลังแบคฮยอนประมาณนี้นะคะ

เป็นรูปปลาคาร์ฟหยินหยาง เดี๋ยวมีความหมายยังไงจะไว้บอกนะ


ส่วนข่าวมาเฟียในเรื่อง เนื้อหาส่วนหนึ่งเราเอามาจากเรื่องจริงค่ะ

ชื่อแก็งอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันหน่อย ๆ แต่รับรองว่าไม่ใช่แก็งเดียวกันแน่นอน

เราเพิ่งเคยลองแต่งแนวนี้ แน่นอนว่ามีฉากบู๊ ยังไงก็ติชมกันได้ตลอดเลยนะฮะ



สุดท้ายนี้ขอฝากเรื่องนี้ด้วย

ชอร์ทฟิคเหมือนเดิมค่ะ ประมาณ 3-4 ตอน

ไว้เจอกันคราวหน้าจ้า

ขออนุญาตเปิดแท็กใหม่ #ฟิคเมียยากูซ่า

หรือสกรีมได้ที่เดิม #ฟิคคลังฝัน









(c)              Chess theme
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,477 ความคิดเห็น

  1. #6275 Hydrangea_CB (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 02:33
    อยากอ่านงะ; ;
    #6,275
    0
  2. #4156 นายจันทร์. (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:54
    โอ้ยยยย เจ้าชานยอลอยากจิบิดหู
    -*-
    #4,156
    0
  3. #4155 pcy921 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:45
    ชานยอลเปนผู้ชายน่ารักมาก แฟนเป็นยากูซ่าซะนี่5555 สนุก
    #4,155
    0
  4. #4154 oohse_karn (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:12
    ชานยอลเอ๋ยยย
    #4,154
    0
  5. #4152 galaxy_tamtam (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:21
    ปลาดุกนี่เอง
    #4,152
    0
  6. #4149 KH_polyployly (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:46
    ชอบจงอินจังเลยตลก 55555
    #4,149
    0
  7. #4146 Lennnn (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:52
    ชอบบบ อยากอ่านต่อ สนุกมากก
    #4,146
    0
  8. #4141 Kamisama (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 มกราคม 2560 / 08:35
    แบคโครตเท่อ่ะว่าละต้องเปนมาเฟียยย ออพี่ชานหน่อมแน้นมาก555555 ไม่เชื่อแฟนโดนสับคอไปเลย
    #4,141
    0
  9. #4140 MyMindMeMild (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 มกราคม 2560 / 00:00
    ชอบฟิคแนวมากๆ รอไรท์มาต่ออยู่น้าาาาา
    #4,140
    0
  10. #4138 antSSh (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 16:53
    อย่าบอกนะว่าเเบคคือมาเฟียง่ะ
    #4,138
    0
  11. #4135 Thisisyaniji (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 27 มกราคม 2560 / 17:06
    ห้ะะะอะไรนะแกรร
    #4,135
    0
  12. #4134 mammoe (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 27 มกราคม 2560 / 11:18
    ชอบมากกกกก
    #4,134
    0
  13. #4130 ONPCY. (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 23:47
    ลองเอาภาพปลาคราฟท์หยินหยางไปจินตนาการบนแผ่นหลังของแบคแล้ว... เห้ย มันสักพอหรอ 5555555 แล้วยังจะไปเพิ่มสีออกเรอะ!! แต่ชอบอ่ะ ฟิคแบบซามุไรมีดเฉือนกระบองไม้ไผ่ฟิ่วๆไรเง้ร ตำนานรักดอกซากุระมากก อิพี่ชานก็หลงเมียซะเหลือเกินหลงอะไรขนาดนั้นแกร๊รรร แล้วดูเบื้องหลังเมียนางสิ อื้อหือ คนละโลกเลย ชอบๆๆๆ มาอัพอีกน้าาา
    #4,130
    0
  14. #4129 paper99 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 21:56
    ชอบค่ะ รอไรท์มาต่อน้าา
    #4,129
    0
  15. #4127 AeYIngUn (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 20:25
    ชอบมากเลยอ่าาา พี่แบคดูแมนมากเลยอ่าามีความเป้นผู้นำสุด ชานยอลน่อมแน่มตะมุตะมิ้ แบบใช่เลยอ่ะ อีชานกลัวเมียแน่ๆอ่ะ ถถถถถถถถถถ ชอบบบบบ
    #4,127
    0
  16. #4126 อินอร (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 19:39
    โอ้ยยยย ชอบพิเเบคเปงมาเฟีย อ๊ากกก แหวกเเนวมาก><
    #4,126
    0
  17. #4125 `อริศรา (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 18:36
    ว๊อททททททททท ไรเว้555555 น่าสนใจ มาถึงก็เปิดศึกล่ะ ชานยอลดูตะมุ้งตะมิ้งไปเลย แหม มีเมียเป็นยากูซ่าขนาดนี้ -..-
    #4,125
    0
  18. #4124 black word (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 17:47
    นี่มันฟิค้เห้ไรเนี่ย มาทำให้ติด โถ่ ขอตอนต่อไป โต๊ะสี่สองถ้วยด่วนๆ 555
    #4,124
    0
  19. #4123 Papang Pang (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 15:22
    อยากอ่านต่ออออ กี้ดดดดด ชอบบบบ
    #4,123
    0
  20. #4122 XMCB_BB (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 14:45
    เห็นแท็กแล้วก็สงสัยใครเป็นผัวใครเป็นเมียกันแน่5555 แบคมีความลับมีความแมน มีความเท่ ส่วนอิพี่นี่จะกลายเป็นเมียแล้ว แลดูอ่อนอะ5555
    #4,122
    0
  21. #4119 baekhyunie2 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 06:26
    แบคอย่างเท่ ชานนี่กากไปเลย5555
    ชอบอะไรท์แต่งสนุก ไม่ค่อยได้อ่านเเนวนี้เลย สู้ๆนะคะไรท์
    #4,119
    0
  22. #4118 ย้ะฮู้ (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 02:25
    ความกากของชานอยากทุบหัวลากเข้าบ้านแล้วเก็บตัวซ้อม 55555555
    #4,118
    0
  23. #4117 bovii (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 01:14
    แบคอย่างเท่อ่ะชานยอลโครตกากเลยจงอินรู้แน่เลยว่าแบคเป็นยากูซ่า
    #4,117
    0
  24. #4116 jeeja44 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 01:03
    หู้วววว น่าสนุกชอบแนวนี้รอนะคะ
    #4,116
    0
  25. #4115 xxxpcyck (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 01:01
    โอ้ยยนย อยากกระโดดเข้าไปกระชากหัวชานออกมาแล้วพาวิ่งหนีเลยเนี่ยยย หัวร้อน 55555555555555
    #4,115
    0