[ exo SF/OS ] คลังฝัน - chanbaek

ตอนที่ 44 : INTERNSHIP - chanbaek #6.2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,641
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 156 ครั้ง
    19 ก.ย. 59














INTERNSHIP













 

ครั้งหนึ่งแบคฮยอนเคยคิดว่า ถ้าหากว่าคนรอบข้างรู้ความจริงเข้า จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงมากขนาดไหน ความรู้สึกของตัวเองจะโอเคไหม  แล้วพี่ชานยอลจะคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร


ใช่.. เขารู้ตัวว่าไม่วันใดวันหนึ่งความจริงก็ต้องปรากฏ


แต่กว่าวันนั้นจะมาถึง ทั้งคู่ก็ได้ทำข้อตกลงร่วมกันเอาไว้ว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับและรอให้ทุกอย่างพร้อมมากกว่านี้ ซึ่งชานยอลรับปากและเข้าใจดี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามชายหนุ่มก็รักษาสัญญาว่าจะไม่บอกใครหากไม่มีความจำเป็น  แม้ว่าแบคฮยอนรู้อยู่แก่ใจมาตลอดว่าจริง ๆ แล้วคนรักเองก็อยากจะเผยสถานะตนให้คนอื่นรับรู้ แต่ในเมื่ออะไร ๆ ก็ยังไม่พร้อม ที่ทำได้ก็แค่ต้องรอเวลาเท่านั้น


และก็ไม่เคยคาดฝันว่าวันนี้ความจริงทุกอย่างที่ถูกเปิดเผยโดยที่ไม่ทันตั้งตัวเร็วขนาดนี้


“พี่ชานยอล—” แบคฮยอนพยายามจะร้องท้วงคนตัวสูงหลังจากที่ถูกลากให้เดินออกจากบริเวณเมื่อครู่ เขายังจดจำวินาทีที่คนรักพูดความจริงทุกอย่างออกไปได้ จำได้แม้กระทั่งสีหน้าของคนรอบข้าง รวมถึงความรู้สึกของตัวเองที่คล้ายกับถูกโยนลงเหวลึก มันเป็นเรื่องที่ยากจะอธิบาย และแบคฮยอนไม่รู้ว่าตัวเองควรจะรู้สึกอย่างไร ยิ่งกับสายตาของคนค่อนบริษัทที่มองตนด้วยแววตาที่เหมือนครั้งก่อน ๆ


แววตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง ความสงสัย


แน่นอนว่ามันสร้างความกระอักกระอ่วนในใจเป็นอย่างมาก และเมื่อมองสบตากับท่านประธาน แบคฮยอนก็ตั้งสติได้ในตอนนั้นว่า คนที่ตัวเองควรให้ความสนใจจริง ๆ คือคนรัก ไม่ใช่คนรอบข้าง


ชานยอลไม่ได้หันกลับไปมองผลลัพธ์ของตัวเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากที่แก้ไขเรื่องยุ่งยากทุกอย่างให้คลี่คลาย จะหาว่าเขาเห็นแก่ตัวก็ได้ที่พาร่างบางเดินออกจากวงล้อมเมื่อครู่ และไม่ว่าคนอื่นจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร สิ่งแรกที่คิดขึ้นได้คือการพาแบคฮยอนเดินให้ห่างจากที่ตรงนั้น


ซึ่งไม่รู้ว่าสถานที่ที่จะไปนั้นคือที่ไหน จิตใจมันเต็มไปด้วยคำถามและความสงสัยว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น มันผิดพลาดอย่างไร เขาเปิดช่องโหว่ตรงไหน ทำไมทุกคนถึงให้ความสนใจซ้ำยังเอาความไม่พอใจส่วนตัวมาลงกับคนรักของตัวเอง


เขาควรจะโกรธพนักงานของตัวเองที่ไว้เนื้อเชื่อใจคำพูดลม ๆ แล้ง ๆ จากคนรอบข้าง ทั้งยังไม่สนใจว่าความจริงจะเป็นอย่างไร แต่คนที่ชานยอลควรโกรธมากที่สุดก็คงจะเป็นคนข้างกายที่ไม่เคยคิดที่จะบอกกับเขาเรื่องนี้สักคำ ซ้ำยังปล่อยให้เรื่องมันหนักหนาสาหัสกระทั่งโดนทำร้ายร่างกาย


แน่นอนว่าชานยอลโกรธ


โกรธจนพูดอะไรไม่ออก


ระหว่างทางที่เดินก็ถูกคนอื่น ๆ มองตามด้วยความนึกสงสัย ทั้งยังตกใจที่เห็นว่าคนทั้งสองอยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะเส้นทางที่กำลังเดินอยู่นั้นมันคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นสถานที่ซึ่งผู้คนที่ไม่ทราบเรื่องคงเอาไปครหาได้อีกหลายต่อ และแบคฮยอนก็ขัดใจคนตัวสูงไม่ได้จึงทำแค่ก้มหน้าเดินตามอีกฝ่ายไปด้วยใจที่เต้นไม่เป็นระส่ำ


ฝ่ามือหนาผลักประตูเข้าไปในห้องน้ำชายของชั้นทั้งยังดึงร่างบางให้เดินตามกันเข้ามา สร้างความตื่นตระหนกให้แก่คนที่อยู่ก่อนหน้า และพบว่าคนเพิ่งเข้ามาใหม่คือท่านประธานกับเด็กฝึกงานที่กำลังเป็นประเด็น หากแต่ไม่ทันได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พนักงานชายก็ต้องรีบก้มหน้าหลบสายตายกใหญ่เพราะสีหน้าของท่านประธานในตอนนี้ดูไม่สบอารมณ์เลยสักนิด ทำเอาต้องรีบทำธุระแล้วโค้งตัวลาออกไปจากห้องน้ำให้เร็วที่สุด


กระทั่งเหลือเพียงแค่คนทั้งสองที่ยังอยู่


เมื่อห้องน้ำชั้นนี้ปลอดคนนอก ชานยอลก็ปล่อยข้อมือขาวให้เป็นอิสระ ก่อนจะเดินไปที่หน้ากระจกแล้วเท้าแขนทั้งสองข้างค้ำบนเคาท์เตอร์หินอ่อนเอาไว้ เขาก้มหน้านิ่งเหมือนคนกำลังใช้ความคิด ซึ่งระหว่างนั้นก็ทำเอาใครอีกคนที่เห็นถึงกับพูดอะไรไม่ออก


“...”


แบคฮยอนไม่รู้ว่าตัวเองควรจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นท่าทีของคนรัก มันหน่วงไปทั่วจิตใจเพราะท่าทีเหน็ดเหนื่อยเกินทน ผนวกกับความเงียบภายในพื้นที่ก็ทำเอาความคิดหลายอย่างผุดพรายขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ฉับพลันความรู้สึกผิดก็เด่นชัดขึ้นมาในใจ กระทั่งต้องคิดว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้


ริมฝีปากบางเฉียบเม้มแน่น สายตาเล็กกลอกมองบริเวณรอบข้างอย่างประหม่า สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่าย อย่างน้อยก็เข้าไปเพื่อเริ่มต้นบทสนทนา ไม่ใช่เอาแต่เงียบใส่กันอยู่อย่างนี้


แต่ในระหว่างที่กำลังจะประชิดตัวอีกฝ่าย เสียงลมหายใจเฮือกใหญ่ก็ถูกถอนทิ้งออกมา ทั้งปลายนิ้วหนาเคาะลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนเป็นจังหวะจนเกิดเสียงเบา ๆ ทว่าเสียงนั้นมันกลับดังก้องเข้าไปในจิตใจของแบคฮยอน จนกระทั่งดวงตากลมโตหันมามองตนด้วยแววตาที่คาดเดาไม่ได้


“ผมควรจะจัดการกับคุณยังไงดี แบคฮยอน”


ชานยอลว่าด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง หัวคิ้วเข้มขดแน่นเข้าหากัน สร้างความหวาดหวั่นในเกิดขึ้นภายในใจของคนที่ยิน แบคฮยอนยืนนิ่งอยู่กับที่เพราะก้าวเท้าไม่ออก


“ผมควรจะโกรธคุณเพราะว่าคุณเอาแต่คิดอยากจะปิดบังสถานะ หรือผมควรโกรธคุณเพราะคุณไม่เคยรักตัวเอง"


“...”


“คุณช่วยบอกผมหน่อยสิว่าผมควรรู้สึกกับเรื่องนี้ยังไง”


สิ้นเสียงของอีกฝ่าย ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง โดยเฉพาะกับแบคฮยอนที่ยืนนิ่งกับที่ เพราะประโยคเมื่อครู่มันคล้ายกับมีบางอย่างตบเข้าที่แก้มตนอย่างจัง กระทั่งรู้สึกชาไปทั่วใบหน้า


ชานยอลละสายตาจากใบหน้าของเด็กฝึกงานแล้วหันไปมองกระจกซึ่งกำลังสะท้อนเงาของตนอยู่ และเขาก็พบว่าคนในกระจกนั้นไม่ได้ต่างอะไรจากคนที่ถูกความโกรธเคืองครอบงำ ชายหนุ่มหลับตาลงระหว่างนั้นก็พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้เป็นปกติ อย่างน้อยก็เพื่อความปลอดภัยของคนข้าง ๆ


“ขอโทษครับ”


เด็กหนุ่มโพล่งขึ้นทำเอาเปลือกตาสีเข้มค่อย ๆ ลืมขึ้น


“ผมขอโทษครับ”


“...” ชานยอลหันไปมองใบหน้าของคนรักที่กำลังยืนจ้องมองตน สีหน้าของแบคฮยอนดูไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่นัก ยิ่งกับน้ำเสียงที่ถูกเปล่งออกมาเมื่อครู่นั้นก็ทำให้คนฟังรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังอยู่ในห้วงความรู้สึกแบบไหน


“คุณขอโทษเรื่องอะไร”


“ขอโทษที่ทำให้เรื่องทุกอย่างมันเป็นแบบนี้” แบคฮยอนว่าพลางลอบกลืนน้ำลาย “แต่ผ-ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ อีกอย่างผมก็ไม่อยากรบกวนเวลาทำงาน และผมคิดว่าตัวเองจะจัดการเรื่องทุกอย่างเองได้.. แต่ถ้าพี่จะโกรธผม..ผ-ผมก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากพูดคำว่าขอโทษ..”


“...”


“ผมขอโทษจริง ๆ ครับ”


อาจจะแปลกไปบ้างกับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ แต่เพราะรู้ว่าตัวเองผิดอะไร แบคฮยอนจึงยอมเป็นฝ่ายโค้งตัวขอโทษอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกผิดเต็มอก ยิ่งกับท่าทีห่างเหินของคนรักก็ทำให้รู้ทันทีว่าครั้งนี้พี่ชานยอลคงโกรธเขาจริงจัง และแบคฮยอนก็ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะยอมฟังคำพูดของตนบ้าง


“ที่บอกว่าจะจัดการทุกอย่างเองได้ คุณทำได้แค่นี้หรอ?” เงียบไปชั่วขณะก่อนที่ชายหนุ่มร่างสูงจะพูดขึ้น “วิธีจัดการของคุณคือการหนีปัญหาอย่างงั้นหรอครับ”


“...”


“ผมไม่รู้ว่าตัวคุณกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าพูดในฐานะคนที่เป็นเจ้านาย บริษัทนี้คงไม่ต้อนรับคนที่ไม่รู้จักแก้ปัญหาอย่างคุณเข้าทำงาน เพราะแทนที่จะแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด คุณกลับทำให้เรื่องทุกอย่างมันยุ่งยากมากกว่าที่ควรจะเป็น” คำพูดของอีกฝ่ายทำเอาคนฟังอย่างแบคฮยอนสะอึกซะจนพูดอะไรไม่ออก


“...”


“คุณไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะแบคฮยอน การเข้ามาทำงานคุณควรรู้จักปรับปรุงตัวและปรับทัศนคติใหม่ ๆ บ้าง ทั้งหน้าที่การงานและความรับผิดชอบคุณต้องมีมากกว่าเดิม แต่ทำไมคุณถึงเลือกจบทุกอย่างโดยการไม่แก้ไขอะไร มันใช่สิ่งที่ควรทำหรอครับ” ชานยอลสูดลมหายใจลึกเพื่อควบคุมอารมณ์ของตัวเอง “ใจจริงผมอยากจะโกรธที่คุณเอาแต่ปิดบังเรื่องทุกอย่างเอาไว้ แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกเสียใจมากกว่าที่คุณไม่สามารถทำในสิ่งที่ตัวคุณเองก็ทำได้”


“...”


“แค่พูดบอกทุกคนออกไปว่าเป็นใครมันยากมากหรอครับ”


อีกครั้งที่คำพูดของคนตรงหน้าตอกย้ำความรู้สึกผิดของแบคฮยอนให้จมดิ่งยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะกับคำที่บอกว่าอีกฝ่ายรู้สึกเสียใจกับการกระทำของเขา ก็ทำเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ฝืนอดทนกลั้นเอาไว้กำลังปรากฏตัวขึ้นมา


“แค่บอกกับทุกคนว่าคุณเป็นภรรยาของผมมันยากมากรึไง”


ชานยอลถามร่างบางอีกครั้งทว่าคำพูดกลับมีความน้อยใจที่แฝงมาด้วย นั่นคงเป็นความรู้สึกของตนที่อยากให้อีกฝ่ายรับรู้เอาไว้บ้าง ตอนนี้เขาทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ และก็น้อยใจกับคนตรงหน้า และรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปนั้นจะไปกระทบจิตใจคนฟังมากแค่ไหน


แต่สิ่งที่แบคฮยอนทำไว้ก็กระทบกับจิตใจของเขามากเหมือนกัน


แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเหตุผลการปิดบังของแบคฮยอนนั้นคืออะไร แต่ในเมื่อสถานการณ์มันย่ำแย่ขนาดนี้แล้วแทนที่ว่าอีกฝ่ายจะยอมพูดความจริงออกไป สุดท้ายกลับทำเรื่องที่ไม่สมควรทำนั่นก็คือการหนีปัญหา


กับชานยอลที่เพิ่งมารับรู้เรื่องทั้งหมดในตอนหลังมีหรือที่จะไม่รู้สึกอะไร ถึงจะรักภรรยาและอยากปกป้องมากแค่ไหน แต่ในเมื่ออีกฝ่ายทำผิดไว้ สิ่งที่ควรมอบให้คือการสั่งสอนให้รู้ไว้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่มันไม่ถูกต้อง


ยิ่งกับเรื่องนี้ เรื่องที่มันเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของเรา คนที่ต้องรับผิดชอบคือเราทั้งสอง ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนเดียว


จริงอยู่ว่าการพูดความจริงออกไปนั้นมันอาจจะไม่ใช่วิธีการจบปัญหาที่ดีเท่าไหร่ แต่มันก็ดีกว่าที่จะต้องปิดบังต่อไปเรื่อย ๆ ในเมื่อเราต่างก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ชานยอลไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าผลที่ตามหลังมานั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะสิ่งที่เขากำลังเพ่งเล็งอยู่ตอนนี้คือความคิดของคนรัก


แบคฮยอนควรเปลี่ยนความคิดได้แล้วจริง ๆ



“คิดจะปิดบังเรื่องนี้ไปถึงเมื่อไหร่” อีกครั้งที่ชานยอลพูดขึ้น “คุณไม่รู้รึยังไงว่าถ้าหากผมมารู้เรื่องนี้ทีหลังแล้วผมจะรู้สึกยังไง คุณคิดว่าผมจะไม่เสียใจหรอที่ภรรยามีความลับด้วย หรือคุณคิดว่ามันจะไม่เป็นไร เดี๋ยวคนอื่นก็ลืมไปเอง คุณคิดแบบนั้นหรอแบคฮยอน”


“...”


“คุณทำให้ผมรู้สึกว่าการแต่งงานของเรามันเป็นเรื่องผิด มันเป็นเรื่องน่าอาย คุณถึงเลือกที่จะปกปิดเอาไว้ หรือคุณจะพูดว่าต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมยังไง แล้วเวลาที่คุณว่านั้นเราจะต้องรอไปถึงเมื่อไหร่”


“...”


“ผมจะต้องรอไปอีกนานแค่ไหนกว่าที่คุณจะพร้อมพูดกับใคร ๆ ว่าผมเป็นสามี หรือจริง ๆ เราไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้และรอให้ทุกคนมาขุดคุ้ยจนคุณถูกทำร้าย แบบนี้หรือเปล่าครับที่คุณต้องการ”


ถ้าหากถามว่าตอนนี้ชานยอลกำลังรู้สึกยังไง เขาก็สามารถพูดได้เต็มปากว่ากำลังโกรธคนตรงหน้า โกรธในแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน อาจจะเพราะว่าปัญหาครั้งนี้มันสาหัสเกินไป ซ้ำยังเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ชานยอลรู้สึกว่าสิ่งที่แบคฮยอนพยายามปิดบังนั้นมันย้อนกลับเข้ามาเล่นงานตัวเอง


“ผมว่าบางทีเราอาจจะต้องพิจารณาเรื่องแต่งงานใหม่อีกครั้ง ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่คุณต้องการคือการมีผมอยู่ข้าง ๆ หรือคุณต้องการที่จะมีชีวิตอิสระคนเดียว”


!!!!!


คล้ายกับค้อนปอนด์ขนาดยักษ์ฟาดลงกลางศีรษะของคนฟังทำเอาร่างกายอ่อนแรงทันที แบคฮยอนไม่รู้ว่าตัวเองควรจะรู้สึกอย่างไรกับคำพูดของอีกฝ่ายที่ต้องการจะบอกว่าการแต่งงานอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับเราทั้งคู่


คล้ายกับสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ ลมหายใจขาดห้วงไม่เป็นจังหวะ อัตราการเต้นของหัวใจมันแผ่วลงจนน่าใจหาย และสุดท้ายแบคฮยอนก็ไม่สามารถควบคุมความอ่อนแอของตัวเองที่กำลังไหลทะลักออกมาได้ ไหล่บางสั่นเทิ้มเพิ่มขึ้นตามลำดับของความรู้สึก ทุกอย่างมันบีบคั้นจนกระทั่งเสียงสะอื้นดังเล็ดลอดออกมา


ความรู้สึกผิดกับการกระทำของตนต่อคนรักมันมีมากจนแบคฮยอนไม่สามารถอดกลั้นต่อไปไว้ได้ ยิ่งบวกกับความเสียใจที่ตนทำไว้ก็คล้ายกับว่าโลกทั้งใบกำลังจะพังครืนไม่เป็นท่า


“คุณต้องการแบบนั้นใช่ไหม—”


“ไม่”


ฉับพลันเสียงของร่างบางก็โพล่งขึ้นท่ามกลางความเงียบ แบคฮยอนเงยหน้าขึ้นมองคนรักด้วยสภาพน้ำตาอาบแก้ม ซึ่งเป็นภาพที่อีกฝ่ายเห็นแล้วต้องหยุดความคิดทุกอย่างเอาไว้ จิตใจหล่นวูบทันทีเมื่อเห็นว่าร่างบางกำลังร้องไห้


มัน...น่าเจ็บใจสิ้นดี


“ฮึก.. ผมไม่เคยต้องการชีวิตอิสระคนเดียว”


“...”


อีกครั้งที่แบคฮยอนเงียบไปพร้อมกลืนน้ำลายหนืดลงคอ “ฮึก.. ผ-ผมรู้ว่าพี่เสียใจที่ผมไม่เคยบอกเรื่องนี้ แต่ที่ผมปิดบังไว้ เพราะผมเองก็มีเหตุผลเหมือนกัน ผมไม่ได้ทำเพื่อรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม เพราะรู้ ฮึก.. รู้ว่าสักวันความจริงก็ต้องถูกเปิดเผย”


“...”


“ต-แต่ถ้าผมพูดออกไปตรง ๆ ...ใครจะเชื่อผมหรอพี่ชานยอล...ฮึก” เด็กหนุ่มว่าพร้อมกับสะอื้นหนัก “ตัวผมก็มีแค่นี้ ผมเป็นแค่เด็กฝึกงาน ผ-ผมเป็นแค่นักศึกษาคนหนึ่งที่ใคร ๆ ก็ไม่ได้รู้ว่าหัวนอนปลายเท้าเป็นใครมาจากไหน แล้วถ้าเกิดจะให้ผมบอกออกไปว่าผมคือภรรยาของพี่ ใครจะเชื่อคำพูดของผมหรอครับ ฮึก” 


ขณะที่ว่าแบคฮยอนก็จ้องคนรักตรงหน้าเพื่อให้อีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงทุกความรู้สึกที่พูดออกไป “ผมพยายาม อึก ทำเรื่องทุกอย่างให้เงียบที่สุด แต่ใครจะไปคิดว่าเรื่องมันจะบานปลายมากขนาดนี้ ฮือ”


“...”


“ถึงพี่จะมองว่าการพูดออกไปคือสิทธิ์ที่ผมทำได้ อึก แต่มันก็ไม่ผิดไม่ใช่หรอ เพราะผมเองก็มีสิทธิ์ที่จะไม่พูดเหมือนกัน” แม้ว่าปกติแล้วเขาจะชอบต่อปากต่อคำกับคนรักไม่ว่าจะเรื่องไหน ๆ ก็ตาม แต่ทว่าครั้งนี้การพูดโต้กลับไปนั้นแบคฮยอนก็อยากให้คนรักเข้าใจบ้างว่าที่ทำไปทุกอย่างเขาเองก็มีสิทธิ์เลือก “ที่ไม่พูดไม่ใช่เพราะว่าผมอาย ไม่เกี่ยวกับเรื่องความพร้อมหรือไม่พร้อมของผม แต่ที่ทำไปทุกอย่างก็เพราะว่าผมคิดถึงพี่


“...”


“ผมคิดถึงอนาคตของพี่ว่าจะเป็นยังไง ถ้าคนอื่นรู้ว่าจริง ๆ แล้วเราแต่งงานกัน ความเชื่อมั่นต่อฐานะในบริษัทจะยังมั่นคงอยู่ไหม ฮึก แล้วก็อีกหลาย ๆ เรื่องที่มันทำให้ผมฉุกคิดกับตัวเองทุกครั้งว่าการกระทำของตัวเองจะมีผลกระทบกับพี่รึเปล่า ฮือ” ฝ่ามือขาวยกปาดน้ำตาตัวเองไปพลาง ๆ แม้จะรู้ว่าการร้องไห้อาจจะไม่ได้ช่วยให้อีกฝ่ายใจอ่อนได้ แต่อย่างน้อยก็ให้รู้เอาไว้ว่าทุกอย่างที่ทำไปแบคฮยอนก็เสียใจเหมือนกัน


“ผมอาจจะเห็นแก่ตัวที่ไม่อยากให้คนอื่นมองผมไม่ดี ที่ปิดบังเอาไว้เพราะว่าผมรักตัวเอง... แต่ในเมื่อชีวิตผมมีแค่พี่ การที่ผมรักพี่มากกว่าตัวเองมันผิดอย่างนั้นหรอครับ...”


“...”


“ผมผิดด้วยหรอครับที่ไม่อยากให้พี่ถูกคนอื่นมองไม่ได้ดี ฮือ ผมผิดด้วยหรอที่อยากปกป้องพี่ ฮึก”


“...”


“ผมผิดจริง ๆ หรอครับพี่ชานยอล”


ครั้งหนึ่งความคิดของตัวเองเมื่อตอนที่เป็นเด็ก แบคฮยอนไม่เคยต้องคิดมากกับเรื่องความรู้สึกของตัวเองสักครั้ง กระทั่งความรู้สึกของเขามันเริ่มสับสนเมื่อตอนที่ได้รู้สึกกับชานยอลครั้งแรก บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ขอบหน้าผา พร้อมที่จะหล่นร่วงลงไปด้านล่างตลอดเวลา ทั้งน่ากลัว มืดสนิท และอันตราย


ทว่าแบคฮยอนกลับรู้สึกไม่เคยกลัวสักครั้ง


เขาไม่แน่ใจว่าความรู้สึกในตอนนั้นมันคืออะไร แต่ทุกครั้งที่เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังร่วงหล่นลงไป ก็จะมีมือใครบางคนคอยฉุดรั้งและโอบร่างกายของตัวเองไว้เสมอ ทุกสัมผัสช่างอบอุ่นและอ่อนโยน บางครั้งก็แข็งแรงและแกร่งกล้า


มันทำให้รู้ว่าถึงแม้จะตกลงไปข้างล่างก็ไม่มีอะไรต้องกลัวเมื่อมีคนคนนั้นอยู่เคียงข้างกัน


แต่ตอนนี้แบคฮยอนกลับรู้สึกกลัว...


เขากลัวเหลือเกินว่าการตกหล่นในครั้งนี้ จะไม่มีมือคู่เดิมฉุดรั้งตัวเองเอาไว้อีกแล้ว...


“ฮึก... แต่ที่พี่บอกว่า พี่จะคิดทบทวนเรื่องของเราใหม่อีกครั้ง ฮึก พี่กำลังคิดว่าผมไม่สมควรที่จะอยู่ในชีวิตพี่ใช่ไหม” เด็กหนุ่มสะอื้นหนักเมื่อกำลังพูดถึงสิ่งที่ตนกำลังรู้สึก ทั้งต้องควบคุมน้ำเสียงของตัวเองไม่ให้เหือดหาย “ผ-ผมเจ็บจนไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไรต่อไปแล้ว แต่ได้โปรดช่วยอย่าคิดว่าผมไม่ต้องการพี่ได้ไหมครับ อึก ช่วยอย่าคิดว่าผมอยากได้ชีวิตอิสระทั้ง ๆ ที่ผ่านมาผมก็มีพี่คนเดียวมาตลอด พี่อย่าคิดแบบนั้นได้ไหม...”


“...”


“ผมอยากให้พี่อยู่ข้าง ๆ ผมเหมือนเดิม อยู่กับผมไปทุกวันแบบนี้ ฮึก เพราะงั้นช่วยอย่าไล่ผมไปไหนเลยได้ไหม ฮือ อย่าให้ผมต้องไปไหนจากพี่เลยนะ ให้ผมได้อยู่กับพี่เถอะนะ—”


“แบคฮยอน”


ชายหนุ่มเอ่ยปากเรียกชื่อครั้งตรงหน้าเมื่อเห็นว่ากำลังร้องไห้หนักและไม่ได้สนใจตัวเองเลยสักนิดว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ไหล่บางสั่นเทิ้มจนดูน่ากลัว ไหนจะเสียงร้องไห้ที่ขาดหายไปเป็นช่วง ๆ ชานยอลก็กลัวเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะสำลักเอาได้


และไม่ว่าจะพูดปรามร่างบางยังไง แบคฮยอนก็ยังคงพร่ำในสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาจนหมดไม่ว่าเรื่องที่ขอโทษกับการกระทำของตัวเอง เรื่องที่เขาพูดว่าจะพิจารณาเรื่องแต่งงาน หรือแม้กระทั่งเรื่องที่ขอร้องว่าอย่าให้เขาผลักไล่แบคฮยอนออกจากชีวิต


“ผมขอโทษ ฮึก แต่พี่อย่าไล่ผมไปไหนเลยนะ—”


“แบคฮยอน ผมบอกให้คุณเงียบ”


เป็นอีกครั้งที่เสียงของท่านประธานสะกดทุกอย่างรอบข้างให้เงียบทันทีโดยเฉพาะเสียงสะอื้นของคนตัวเล็ก แบคฮยอนสะอึกยกใหญ่กลั้นน้ำตามากมากเอาไว้พร้อมกับความเสียใจที่ล้นเต็มอก เขาเจ็บไปทั่วหัวใจเมื่อเห็นว่าท่าทีของอีกฝ่ายยังคงนิ่งเฉยไม่ได้รู้สึกเห็นใจกับสิ่งที่ตัวเองทำเลยสักนิด


“คุณจะร้องไห้เสียงดังให้คนทั้งบริษัทรู้รึยังไงว่าคุณกำลังเสียใจ”


“..ฮึก ไม่ใช่ ฮึก ผมแค่—”


“เดินมานี่” ชายหนุ่มสั่ง


“...”


“ผมสั่งให้คุณเดินมาตรงนี้” ชานยอลว่าพร้อมกับหลุบตามองพื้นตรงหน้าซึ่งแบคฮยอนก็ค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินเข้ามาตามที่อีกฝ่ายบอก “รังเกียจผมรึไง เดินเข้ามาใกล้กว่านี้” อีกครั้งที่คนตรงหน้าว่าด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง มันทำเอาร่างบางต้องกลั้นก้อนสะอื้นเอาไว้


จนเมื่อเท้าทั้งสองข้างพาร่างกายไปหยุดอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายได้ แบคฮยอนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ ชานยอลถึงสั่งให้ตนเข้ามาใกล้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากปล่อยให้บรรยากาศรอบข้างเงียบงันเหมือนเดิม


กระทั่งโสตประสาทได้ยินเสียงน้ำไหล เขาก็ไม่ได้เอะใจว่าคนตรงหน้ากำลังทำอะไรจนเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำในเวลาถัดมา


“เงยหน้าขึ้น”


 แบคฮยอนยอมทำตามที่อีกฝ่ายสั่งอย่างว่าง่าย แม้ว่าในใจจะอกสั่นขวัญหายกับท่าทีหมางเมิน จนเมื่อได้สบกับดวงตากลมโตใกล้ ๆ ซึ่งทำให้น้ำตาที่เคยกลั้นเอาไว้เอ่อคลอรอบดวงตาอีกครั้ง 


ชานยอลจ้องนัยน์ตาเรียวนิ่งก่อนจะใช้มือประคองกรอบหน้าเล็กเอาไว้ แล้วใช้มืออีกข้างที่ถือผ้าผืนเล็กชุบน้ำหมาด ๆ ยกซับคราบน้ำตาออกจากใบหน้าของคนรักอย่างเบามือ


“..ฮึก”


“เงียบ”


ขณะที่จะปล่อยให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา ชานยอลก็ออกปากสั่งให้เด็กตรงหน้าเงียบเอาไว้ก่อนจะให้ความสนใจกับการเช็ดคราบสกปรกให้ออกจากกรอบหน้าเล็ก ทั้งน้ำตา ทั้งน้ำหวาน มันอยู่ปะปนกันจนสภาพของเด็กฝึกงานไม่ต่างอะไรกับลูกหมาตกน้ำ บวกกับนัยน์ตาเศร้า ๆ แล้วใครที่พบเห็นต่างก็ต้องใจอ่อนไปตาม ๆ กัน


แบคฮยอนยืนนิ่งให้คนรักใช้ผ้าเช็ดหน้าตน ขณะเดียวกันก็พยายามอดกลั้นความรู้สึกมากมายที่มันแล่นพล่านไปทั่วกลางอก กระทั่งต้องระบายมันออกมาด้วยการคว้ามือกำชายเสื้อคนตรงหน้าเอาไว้เพื่อเป็นที่หยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ให้อีกฝ่ายถอยออกห่าง


“ผมไม่เคยพูดว่าคุณไม่สมควรอยู่ในชีวิตของผม” ภายในพื้นที่เต็มไปด้วยบรรยากาศกระอักกระอ่วน ชานยอลก็พูดขึ้น “ผมไม่เคยเอ่ยปากไล่ให้คุณไปไหน หรือแม้แต่เรื่องการแต่งงาน ผมก็ไม่เคยคิดว่าเราจะต้องแยกทางกัน แต่ที่ผมพูดไป ผมแค่อยากให้คุณทบทวนตัวเองดูสักครั้งว่าจริง ๆ แล้วเรายังต้องการกันอยู่ไหม ผมสำคัญมากแค่ไหนในชีวิตคุณ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากให้คุณคิด”


“...”


“ทุกปีที่คุณโตขึ้น ผมก็นำห่างไปอีกหลายขั้น ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่สามารถหยุดรอให้คุณอายุเท่าผมแล้วเราค่อยเติบโตไปพร้อมกันได้”


“...”


“ผมหวังว่าสิ่งที่พูดไปคุณจะเข้าใจมันบ้าง”


ชายหนุ่มว่าพลางลดมือลงอย่างแช่มช้า “ผมไม่ได้จะบอกว่าเราไปด้วยกันไม่ได้ คุณก้าวตามผมไม่ทัน หรือจะให้ผมหยุดรอคุณนั้น มันคงเป็นไปได้ยากถ้าหากชีวิตเรายังมีภาระและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนก็ตาม”


“...”


“ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องยากนะแบคฮยอน.. แต่ผมอยากให้คุณมั่นใจเอาไว้ ในเมื่อคุณเลือกที่จะฝากชีวิตไว้กับผมแล้ว อย่าไปหวาดกลัวกับอนาคตข้างหน้า อย่าไปกลัวกับสิ่งที่ต้องเผชิญในเมื่อผมยังอยู่กับคุณตรงนี้...” คำพูดของคนรักแผ่วปลายจนน่าใจหาย แบคฮยอนแทบจะทำอะไรมาถูกเมื่อสบกับดวงตากลมโตที่กำลังสั่นมองตนด้วยแววตาที่ต่างออกไปจากครั้งแรก


“ผมยังอยู่ข้างคุณเสมอ”


“...”


“เพราะงั้น... สัญญากับพี่ได้ไหมว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก”


“..พี่ชานยอล..”


“หนูสัญญากับพี่ได้ไหมว่าถ้ามีอะไรหนูต้องบอกพี่ อย่าปิดบังเอาไว้แบบนี้ เพราะถ้าพี่มารู้ทีหลัง... พี่ก็เจ็บเหมือนกันนะแบคฮยอน


ประโยคของชายหนุ่มทำเอาความอ่อนแอของแบคฮยอนพังทลายลงมาทันที สีหน้าของชานยอลในตอนนี้ไม่ใช่สีหน้าของท่านประธานที่ใคร ๆ ต่างก็เกรงกลัวและให้ความเคารพ แต่มันเป็นสีหน้าที่มีแค่แบคฮยอนคนเดียวเท่านั้นที่ได้เห็น


สีหน้าที่เจ็บปวดและเต็มไปด้วยความเสียใจ


“ฮึก...ผม-ผมขอโทษ”


“สัญญากับพี่ได้ไหมครับ” ขณะที่พูดไปก็ใช้นิ้วหัวแม่มือไล่เกลี่ยน้ำตาคนรักไปด้วย  “สัญญากับพี่นะว่าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ถึงหนูจะรักพี่มากแค่ไหน แต่หนูก็ต้องรักตัวเองด้วยเหมือนกัน”


“ฮึกฮือ...” ท้ายสุดแล้วแบคฮยอนก็โถมร่างกายโอบกอดคนตรงหน้าเอาไว้แน่น พร่ำพูดขอโทษเป็นร้อนเป็นพันครั้งเพื่อลบล้างความผิดที่ทำให้อีกฝ่ายเสียใจ แบคฮยอนรู้สึกผิดที่เอาแต่คิดว่าถ้าหากปกป้องอีกฝ่ายให้ปลอดภัย ตัวเองจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขาไม่ได้สนใจเลยสักนิด


จนลืมไปคิดว่ามีผู้ชายคนนี้ยังคงคอยห่วงอยู่เสมอ


“พี่แต่งงานกับเรามาสี่ปีพี่ยังไม่เคยทำร้ายเรามากขนาดนี้ คนอื่นเป็นใครทำไมหนูถึงยอมให้เขาทำร้ายเพราะเพียงแค่อยากปกป้องพี่ หนูอย่าทำแบบนี้อีกนะรู้ไหม”


“...ฮึก”


“เพราะถ้าหนูเป็นอะไรขึ้นมา พี่คงไม่มีวันให้อภัยตัวเองแน่” คำพูดต่อมาของชานยอลทำเอาร่างบางสะอึกยกใหญ่ทั้งออกแรงโอบกอดอีกฝ่ายเอาไว้แน่น ไหนจะปล่อยน้ำตาและเสียงสะอื้นไห้จนมันอดอู้อยู่ที่แผงอกกว้าง


“ฮึก.. ผมจะไม่ทำ ฮึก ไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ผมสัญญาพี่ชานยอล ฮึ ผมสัญญา”


“รักตัวเองให้มาก ๆ เหมือนที่พี่รักหนู แค่นี้หนูทำให้พี่ได้ใช่ไหมครับ” คนตัวเล็กพยักหน้ารัวรับกับคำพูดของคนตรงหน้า ยอมเป็นเด็กดีเชื่อฟังอีกฝ่ายอย่างไม่มีข้อกังขา เพราะรู้ว่าทุกอย่างที่ชานยอลพูดออกมานั้นก็ด้วยความเป็นห่วง อีกฝ่ายคงรู้สึกไม่ดีแน่ ๆ ถ้าหากว่าเขาเป็นอะไรไป


ชายหนุ่มตัวสูงปล่อยให้แฟนเด็กร้องไห้โยเยอุดอู้อยู่ที่อกตนราวกับพี่พึ่งพา ระหว่างนั้นตนก็คอยลูบปลอบศีรษะนุ่ม จูบกระหม่อมปลอบไปพลาง ๆ หวังให้คลายความเศร้ารู้สึกผิดได้ ชานยอลไม่เคยตั้งใจทำให้แบคฮยอนเจ็บช้ำกับคำพูดของตัวเอง เขาแค่อยากให้คนรักคิดได้ว่าตลอดเวลาเราต่างโตขึ้น รสชาติชีวิตมันก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย


ที่สำคัญ ชานยอลก็อยากให้แบคฮยอนรับรู้อีกอย่างไว้ก็คือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ความรักและความห่วงใยที่เขาเคยมีให้นั้นก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่เคยลดน้อยมีแต่เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นทุกครั้ง เพราะฉะนั้นอีกฝ่ายก็ไม่จำเป็นต้องกังวลหรือหวั่นกลัวกับอนาคตอันใกล้ว่าจะเกิดเรื่องราวอะไรบ้าง


เพราะในเมื่อต่างคนต่างยอมที่จะฝากชีวิตไว้ให้กันและกันแล้ว ชานยอลก็ขอสัญญาว่าต่อจากนี้จะดูแลแบคฮยอนให้ที่สุด


เหมือนกับวันนั้นที่เขาพูดต่อหน้าทุกคนในวันแต่งงาน..

 

 

 

 


 

 

หลังมือเปลี่ยนเป็นหน้ามือคืออะไร

วันนี้แบคฮยอนก็ได้เข้าใจแล้วแจ่มแจ้ง

 


“แจมิน เอกสารที่ต้องประชุมตอนบ่ายนี้เสร็จแล้วรึยัง” รุ่นพี่ยองซันโผล่หน้าออกมาจากห้องทำงานตะโกนถามรุ่นน้องในแผนกที่กำลังหัวหมุนได้ที่ อีกฝ่ายชะโงกหน้าพยักพเยิดให้รุ่นพี่ขณะที่มือก็หยิบจับซ้ายขวาเป็นระวิง “เซฮุน วิ่งไปเอาเอกสารที่ชั้นสิบให้พี่ด้วย”


“ขออีกแป๊บได้ไหมพี่ ผมขอจัดการตรงนี้ก่อน” ชายหนุ่มว่าขณะตั้งหน้าตั้งตาจ้องมองข้อมูลในจอคอมพิวเตอร์


“ไม่ได้ ทางนั้นโทรมาเร่งยิก ๆ แล้ว อย่าต้องให้พูดรอบสองนะ”


“โหพี่ ก็ผมยังไม่ว่างอ่ะ ขออีกห้านาทีไม่ได้ไง” เซฮุนหันมามองใบหน้าของหัวหน้าบ้าง ถ้าในเวลาปกติเขาคงโดนหญิงสาวโบกเข้าให้ แต่เพราะตอนนี้ต่างคนต่างก็มีภาระหน้าที่หนักหนาพอ ๆ กันจึงต้องขอเกี่ยงเล็กน้อยเพื่อให้ตัวเองรีบเสร็จจากตรงนี้เร็ว ๆ “ให้พี่แจมินไปเอาสิครับ ได้ข่าวว่าเพิ่งเคลียร์เอกสารเสร็จ”


“เดี๋ยวเถอะไอ้ฮุน มาโยนให้กันแบบนี้ก็สวยสิวะ” แจมินพูด


“ผมเปล่าสวยนะพี่ ก็คนมันไม่ว่างอ่ะ ผมไปเอาหลังพักเที่ยงไม่ได้หรอครับหัวหน้า”


“ก็ฉันบอกว่าไม่ได้ไง แกไม่รู้หรอว่าเอกสารของพวกบัญชีมีตั้งเท่าไหร่ เกิดไปหลงขึ้นมาจะทำไง”


“ถ้ามันหลง ผมจะรีบไปงมหาให้เลยเอ้า!


“อย่ามากวนฉันนะเซฮุน เดี๋ยวแม่ก็ฟาดให้หรอก” ยองซันเดินปรี่เข้ามาพลางง้างมือจะทุบพนักงานรุ่นน้องจอมปากดีที่ชอบต่อปากต่อคำไม่เลิก กระทั่งเสียงของใครบางคนดังขึ้นจึงทำให้การกระทำทั้งหมดหยุดชะงัก


“เดี๋ยวผมไปเอาให้ก็ได้ครับ”


บยอนแบคฮยอนพูดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย แม้ว่าจะไม่ได้ใช้เสียงดังมากเกินเหตุ แต่ดูเหมือนว่าทุกคนในที่นี่จะได้ยินชัดเจนเป็นเสียงเดียวกัน


“เอ่อ...” ผู้คนทั้งหมดมองหน้ากันสลับไปมาด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เอาจริงมันก็เริ่มตงิดใจมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ ไหนจะความจริงที่ถูกเฉลยออกมาก็ทำเอาใครหลายคนในที่นี่ถึงกับทำอะไรไม่ถูกกันเลยทีเดียว


“ม-ไม่ต้องหรอก...ครับ เดี๋ยวให้เซฮุนไปเอาเอง ลำบากคุณแบคฮยอนเปล่า ๆ แหะ ๆ” รุ่นพี่แจมินว่าด้วยคำพูดตะกุกตะกักทั้งยังเหลือกมองซ้ายขวาราวกับกำลังหาแนวร่วม และโอเซฮุนก็เป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังถูกจ้องมองจากคนรอบข้าง


เมื่อรู้ตัวว่าถูกจ้องอยู่ เซฮุนก็พรูลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยจิต คิดดูเอาเถอะว่าตั้งแต่ที่ทุกคนรู้ว่าแบคฮยอนเป็นใคร ต่างก็ทำตัวเปลี่ยนไปจากหลังมือเป็นหน้ามือทีเดียว งานการนี่แทบจะไม่ให้หยิบจับอะไร เอามือรองตอนเดินได้คงทำไปแล้ว


แต่ก็นั่นแหละ ไม่มีใครกล้าทำแบบนั้นจริง ๆ หรอก...


“อ้อ โอเค ผมไปเอาเอกสารเองก็ได้”


เหมือนจะเป็นการตัดปัญหา แต่เพราะว่าทุกคนในแผนกลงความเห็นเดียวกันแล้วว่าจะไม่มีการใช้งานภรรยาท่านประธานเกินความจำเป็น แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเด็กฝึกงานในแผนกก็ตาม ซึ่งเซฮุนคิดว่ามันก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรในเมื่อแบคฮยอนเองก็มาทำงาน แต่ถ้าถามว่าเซฮุนอยากจะใช้งานน้องไหมก็ตอบเลยว่าไม่..


ถ้าลองคิดว่าต้องเจอกับสายตาของท่านประธานแบบเมื่อวานอีก เซฮุนคนนี้ก็ขอบายทันที


พูดจบก็รีบแจ้นออกไปก่อนที่คนอื่น ๆ จะหัวเราะแห้งเพื่อกลบเกลื่อนสถานการณ์ เฉไฉออกนอกเรื่องแล้วแยกย้ายกลับไปทำงานเหมือนเมื่อครู่ เป็นบรรยากาศแปลก ๆ ที่แบคฮยอนเองก็สัมผัสได้ว่าทุกคนในที่นี้กำลังทำตัวแปลกไป ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่าที่ทุกคนเป็นแบบนี้เพราะอะไรก็เถอะ...


วันนี้ทั้งวันแผนกประชาสัมพันธ์ดูวุ่นวายเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะว่าอีกสองวันก็จะมีงานสำคัญของบริษัท จึงทำให้ใครหลายคนในที่นี้ต้องวิ่งซ้ายวิ่งขวาตระเตรียมงานทุกอย่างให้พร้อมก่อนถึงวันจริง ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนยุ่งจนไม่มีเวลาว่าง ต่างจากแบคฮยอนที่นั่งนิ่งมองคนอื่นทำงานมาเกือบค่อนวันแล้ว


ทั้งที่เอ่ยปากอาสาว่าจะช่วยเหลืองานแต่ก็ไม่มีใครให้เขาหยิบจับอะไรสักอย่าง หรือแค่อาสาจะไปส่งเอกสารให้เหมือนครั้งก่อน ๆ ก็ไม่ได้ แถมยังไม่มีใครเอ่ยปากขอให้ช่วยงานเลยสักนิด โดยเฉพาะกับรุ่นพี่โอเซฮุนที่เคยใช้งานเขาบ่อยอย่างกับอะไรดี วันนี้ก็ไม่มีแม้แต่คำพูดหรือประโยคคำสั่งให้เอางานไปทำ


มันอาจจะเป็นอิทธิพลจากวันก่อนที่ท่านประธานประกาศต่อหน้าคนในบริษัทว่าเขาเป็นใคร จึงทำให้พนักงานหลายคนในที่นี่เริ่มปฏิบัติตัวกับเขาใหม่ ไม่ใช่แค่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาในบริษัทแล้วมีคนโค้งตัวให้อย่างเก้ ๆ กัง ๆ ทั้งสายตาก็ยังเปลี่ยนไปจากเดินโดยสิ้นเชิง แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่มีใครกล้าสบตาเขาโดยตรง แต่การแสดงออกก็บ่งบอกให้รู้ว่าทุกคนต่างก็รู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น


เอาเขาจริงแบคฮยอนก็มีส่วนผิดที่ทำให้เรื่องมันบานปลาย แต่การที่ท่านประธานประกาศต่อหน้าทุกคนว่าเขาเป็นใครนั้น ก็ไม่ได้หมายความทุกคนจะต้องให้ความเคารพเทียบเท่ากับอีกฝ่าย โดยเฉพาะกับการที่ถูกเรียกว่า คุณแบคฮยอน ทั้งที่เขามีฐานะเป็นแค่เด็กฝึกงานเท่านั้น


แต่ก็นั่นแหละ... เพราะเมื่อรู้ว่าเป็นใคร แบคฮยอนไม่เคยได้หยิบจับงานอะไรอีกเลย เขาได้แต่นั่งนิ่ง ๆ ดูคนอื่นวุ่นวายจนตัวแทบเป็นเกลียว จะเข้าไปช่วยเหลือก็ถูกสายตาแกมขอร้องว่าให้กลับไปนั่งอยู่เฉย ๆ ทุกครั้ง


ให้ตายซี่... ชีวิตฝึกงานของเขาจะจบลงแบบนี้ไม่ได้นะ

 

ท้ายสุดแล้วแบคฮยอนก็ต้องยอมลุกจากโต๊ะเดินไปยังห้องทำงานของหัวหน้าแผนกก่อนจะเคาะขออนุญาตสองครั้งแล้วเปิดประตูเข้าไปด้านใน เจ้าของห้องช้อนตามองด้วยความสงสัยแต่ก็หลุบมองงานที่อยู่ตรงหน้าเหมือนเดิม


“มีอะไรรึเปล่า” ยองซันถามทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เงยหน้ามองคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ถึงแม้จะรู้ว่ามันเป็นการเสียมารยาทกลาย ๆ แต่ก็ดีกว่าที่จะต้องเงยหน้าสบตากับคนที่ตนเคยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นชู้กับท่านประธาน


“ผมจะมาถามว่ามีงานอะไรให้ผมทำอีกไหมครับ พอดีงานเก่าที่ทำไว้มันเสร็จหมดแล้ว... ผมเห็นพี่ ๆ ทุกคนดูวุ่นวายก็เลยอยากช่วย—”


“ไม่ต้องหรอก งานเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งนั้น เดี๋ยวคนอื่นก็จัดการเองนั่นแหละ” ยองซันพูด


“ถ้ามันเป็นงานเล็กน้อยก็ให้ผมทำก็ได้นี่ครับ อย่างเช่นเรื่องเอกสารให้ผมเป็นคนเดินให้ก็ได้..”


“...” ไม่ทันจบประโยคแบคฮยอนก็ต้องชะงักริมฝีปากตัวเองเอาไว้เพราะยองซันเงยหน้าขึ้นมองตน จังหวะนั้นก็สัมผัสได้ถึงสายตาแปลก ๆ ที่เหมือนว่าอีกฝ่ายกำลังติตนอยู่ในใจ


“ถ้าอยากจะช่วยจริง ๆ นายก็กลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเองเหมือนเดิมเถอะ”


“...”


“งานพวกนี้พวกพี่คนอื่นเขาก็เคย ๆ มาแล้วทั้งนั้น ไม่ได้ลำบากจนต้องยืมมือคนอื่นมาช่วยหรอก”


“แต่ผมมาฝึกงานนะครับ ไม่ได้มาเพื่อนั่งอยู่เฉย ๆ”


“...”


“ให้ผมช่วยสักนิดก็ยังดีนะครับหัวหน้า ปล่อยให้ผมนั่งมองคนอื่นทำงานแบบนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเอาเปรียบ...”


“นายไม่ได้เอาเปรียบใครหรอกแบคฮยอน” หญิงสาวว่าขณะที่เปิดลิ้นชักหยิบเอาซองเอกสารบางอย่างออกมา “จริง ๆ ที่คนอื่นไม่ให้นายทำอะไรเลยก็เพราะว่านายมีงานสำคัญที่ต้องทำ”


“...ครับ?”


“เอาไปอ่านสิ” ยองซันยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลให้เด็กตรงหน้า และแบคฮยอนก็รับมันไปด้วยความงุนงง “พี่ว่างานนี้น่าจะเหมาะกับนาย ลองดูคร่าว ๆ ก่อนก็ได้ ไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามได้ตลอดเวลานะ”


“...”


“แล้วก็... ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดล่ะ”


พูดจบก็ยิ้มจางให้เด็กหนุ่มตรงหน้าก่อนที่อีกฝ่ายจะส่งยิ้มให้กลับพร้อมกับมองสลับซองเอกสารในมือ แม้ว่าแบคฮยอนจะแปลกใจทั้งที่เมื่อครู่ตนเอ่ยปากขอช่วยงานก็แล้ว แต่ก็ไม่มีใครให้เขาทำอะไรสักอย่างจนสุดท้ายหัวหน้าก็มาเฉลยว่าจริง ๆ แล้วตนมีงานสำคัญต้องทำ


ไม่รู้หรอกว่าข้างในซองมันคืออะไร แต่ในเมื่อหัวหน้าพูดว่ามันคืองานสำคัญแบคฮยอนก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีประโยชน์กับบริษัทขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ ในเมื่อพอใจกับสิ่งที่ได้รับมอบหมายแล้วเขาจึงขอตัวเดินออกไปที่โต๊ะของตัวเองเพื่อเตรียมตัวอ่านเอกสาร


แต่ระหว่างที่เริ่มลงมือทำงานแบคฮยอนก็รู้สึกอยากเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น จังหวะที่เดินไปนั้นในใจก็พลันคิดเรื่องอื่นต่าง ๆ นานา จนกระทั่งได้ยินเสียงบทสนาของใครบางคน ซึ่งทำเอาขาทั้งสองข้างต้องหยุดชะงักกับที่ทันที


 

“แก ฉันควรจะทำตัวยังไงดีถ้าเจอภรรยาท่านประธาน เขาจะโกรธฉันไหนที่ฉันเคยมองเขาไม่ดีตั้งหลายรอบ”


“โธ่ ถ้าแกถูกโกรธฉันก็คงไม่ต่างกันหรอก ใครจะไปคิดว่าเป็นภรรยาท่านประธานล่ะ” เสียงหนึ่งว่าอย่างกระเง้ากระงอด


“เออ ถ้ารู้แต่แรกฉันก็ไม่ทำแบบนั้นหรอกย่ะ แต่จะว่าไปยัยเยริก็น่าสงสารเหมือนกันเนอะ เล่นเด็กฝึกงานคนนั้นไว้เยอะเลย สมควรแล้วล่ะที่โดนไล่ออก—โอ๊ย ตีฉันทำไมเนี้ย”


“โดนไล่ออกที่ไหนกัน ยัยนั่นลาออกเองต่างหาก” หญิงสาวว่า “เอาจริง ๆ ถึงลาออกเองหรือว่าโดนไล่ออกก็มีค่าไม่ต่างกันหรอก ขืนให้อยู่ทำงานต่อจะเอาหน้าที่ไหนไปมองท่านประธานได้ล่ะจริงไหม”


“อย่าว่าแต่หน้าท่านประธานเลย หน้าของภรรยาท่านเขาก็มองแทบจะไม่ติดอยู่แล้ว—!!” ยังไม่ทันจะจบประโยค เสียงเมื่อครู่ก็เหือดหายไปทันทีเมื่อเห็นว่าใครอยู่ตรงหน้า


“ค...คุณ—”


“รุ่นพี่เยริลาออกหรอครับ”


เอ่ยปากถามพนักงานหญิงสาวทั้งสองคนที่กำลังยืนนิ่ง เธอทั้งสองคนไม่ได้ตอบคำถามในทันใด ทำแค่พนักหน้ารับช้า ๆ ก่อนที่สีหน้าของคนทั้งสองจะสลดลงอย่างเห็นได้ชัด เด็กหนุ่มโค้งหัวให้รุ่นพี่ที่เมื่อครู่เสียมารยาทเดินเข้ามาถาม ซึ่งทำเอาคนทั้งสองรีบโค้งกลับด้วยความเกรงกลัว จังวะนั้นแบคฮยอนก็เดินออกไปทันทีปล่อยให้หญิงสาวสองคนเมื่อครู่ยืนเข่าอ่อนโดยไม่ทันได้ตั้งตัว


แบคฮยอนพาตัวเองไปที่แผนกการตลาดโดยที่ระหว่างทางก็ถูกพนักงานหลายคนมองตามด้วยความแปลกใจ แต่ก็ไม่วายจะที่จะแสดงความเคารพอย่างออกนอกหน้านอกตาเพราะไหน ๆ ก็รู้แล้วว่าสถานะจริง ๆ นั้นเป็นใคร


กระทั่งปลายเท้าทั้งสองข้างเดินมาหยุดที่โต๊ะทำงานตัวเดิมที่เคยมาเยือนหลายครั้ง พร้อมกับร่างของหญิงสาวที่กำลังก้มเก็บของอยู่นั้นก็ทำให้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ต่างลุ้นจนตัวโก่งว่าจะเกิดอะไรขึ้น


เมื่อบรรยากาศรอบข้างเงียบลงจนน่าแปลกใจ เยริจึงเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะพบกับใบหน้าคุ้นตาจิตใจก็แทบจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่เพราะความมีอีโก้ของตัวเองนั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอเผยตัวตนจริง ๆ ออกไปว่ากำลังรู้สึกอย่างไร เธอก้มลงก็บของต่อโดยที่ไม่สนใจว่าเด็กคนนั้นจะมาทำอะไรที่นี่ และถึงแม้ว่าจะมีธุระด้วย เยริก็คงไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเอ่ยปากถามไปตรง ๆ


“ผมได้ข่าวว่าพี่ลาออก”


“...”


“เรื่องจริงหรอครับ”


แบคฮยอนถามคนตรงหน้าที่ไม่มีท่าทีว่าจะสนใจกับการมาเยือนของตน กระทั่งอีกฝ่ายนิ่งงันไปก่อนจะยืดตัวยืนขึ้น เธอหยิบของส่วนตัวเก็บลงในกล่องอย่างใจเย็น ต่างจากอีกคนที่รอฟังคำตอบ


“พี่เยริ—”


“ค่ะ”


ในเมื่อได้คำตอบ แบคฮยอนก็ไม่วายที่จะเลิกสงสัย “ทำไม..”


“ดิฉันคิดว่าคุณเองก็น่าจะรู้เหตุผลดีอยู่แล้ว” หญิงสาวว่าขณะช้อนสายตามองคนตรงหน้าด้วยแววตาเรียบนิ่ง “อย่าให้ต้องรู้สึกละอายใจไปมากกว่านี้เลยนะคะ”


“...ผมไม่เข้าใจ—”


“กับทุกเรื่องที่เคยทำไม่ดีไว้ พี่ขอโทษค่ะ


“...”


“ขอโทษจากความรู้สึกจริง ๆ ไม่ใช่เพียงเพราะมารยาท” เยริพูดพร้อมกับลอบมองกรอบหน้าของเด็กฝึกงานไปพลาง ๆ “นายอาจจะไม่ให้อภัยพี่เพราะสิ่งที่พี่ทำมันมากเกินไป แต่พี่ก็อยากให้นายรู้เอาไว้ว่าพี่สำนึกผิด... พี่ขอโทษจริง ๆ ค่ะ


คล้ายกับว่าความรู้สึกของแบคฮยอนกำลังแกว่งไปมาหาที่หยุดนิ่งไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ฟังคำขอโทษจากคนตรงหน้า ซึ่งอีกฝ่ายกำลังสื่อให้เห็นว่าเธอขอโทษด้วยความรู้สึกจากใจจริงไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำ


หลังจากวันนั้นเยริก็ไม่ได้มีโอกาสได้พบเจอกับเด็กฝึกงานคนนี้อีกเลยจนกระทั่งวันนี้ วันที่เธอตัดสินใจยื่นจดหมายลาออกให้กับผู้จัดการคิม แม้ว่าอีกฝ่ายจะรั้งเธอเอาไว้เพราะสิ่งที่ทำลงไปมันเป็นแค่โทษเล็กน้อยเท่านั้น แต่ใครจะไปรู้บ้างว่ามันสร้างบาดแผลขนาดใหญ่ไว้ในใจของเธอ


“ไม่ลาออกไม่ได้หรอครับ บริษัทนี้ยังต้องการพี่ ถ้าพี่จะลาออกเพราะว่าเรื่องของผมก็อย่าทำแบบนั้นเลย อีกหน่อยผมก็จะจบการฝึกงานแล้ว—”


“น้องแบคฮยอนคิดว่ามันง่ายอย่างนั้นหรอคะ”


“...”


“คิดว่าพี่จะทำงานที่นี่ต่อได้อย่างนั้นหรอ... ทุกอย่างในบริษัทนี้ล้วนแต่เป็นของตระกูลปาร์ค ซึ่งนายก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อเทียบกับการกระทำของพี่แล้ว พี่สมควรที่จะให้ตัวเองออกไปจากที่แห่งนี้ ดีกว่าทนอยู่กับความรู้สึกผิดที่ไม่มีวันเลือนหายได้”


“...”


“เพราะงั้นช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของพี่ด้วยนะคะ” พูดจบก็โค้งตัวให้ด้วยความเคารพในแบบที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะทำให้ใครมาก่อน ความรู้สึกผิดแล่นขึ้นมาจุกที่กลางอกพร้อมกับอาการร้อนผ่าวที่ขอบตา เธอรู้สึกผิดจนอยากจะคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อขอขมากับสิ่งที่ตนทำลงไป


หากแต่แบคฮยอนไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรต่อเพราะกำลังเรียบเรียงความรู้สึกของตนเอง มันทั้งสับสนและหนักอึ้ง ทั้งที่เขาควรโกรธรุ่นพี่เยริที่ทำเรื่องไม่ดีกับตนไว้มากมาย แต่เพราะรู้ว่าสาเหตุมันก็เป็นเพราะตนไม่ยอมเปิดปากพูดอะไรจึงทำให้ใครต่อใครต่างเข้าใจผิด การที่พี่เยริคิดลาออกจากหน้าที่การงานนั้นแบคฮยอนก็มีส่วนผิดที่ทำให้เกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้น


กระทั่งความเงียบรอบด้านเริ่มทำให้เด็กหนุ่มคิดอะไรได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวเองหรือว่าคนตรงหน้า แบคฮยอนก็รู้สึกการกระทำทั้งหมดที่อีกฝ่ายทำนั้นคือการแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ดังนั้นสิ่งที่เขาทำได้คือการสนับสนุน แม้ว่าใจจะไม่ต้องการแบบนั้นก็ตาม


“ถ้าพี่ตัดสินใจแบบนั้นผมก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปห้ามอะไรได้” แบคฮยอนพูดขณะที่จ้องมองไหล่บางของอีกฝ่ายที่กำลังสั่นเล็กน้อย “แต่ผมอยากให้พี่รู้ไว้ว่าผมไม่เคยโกรธพี่เลยสักครั้ง..”


“...”


“ขอให้พี่โชคดีนะครับ”


เด็กฝึกงานโค้งตัวให้กับคนตรงหน้าก่อนจะเงยหน้าขึ้นพร้อม ๆ กัน ทำให้แบคฮยอนเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้มให้เขา เขาเคยพูดใช่ไหมว่าบ่อยครั้งที่รอยยิ้มของรุ่นพี่เยริมักจะเป็นยิ้มเย็น ๆ ที่ให้ความรู้สึกประหลาดอยู่เสมอ


ทว่าครั้งนี้รอยยิ้มของอีกฝ่ายกลับอบอุ่นและสวยงามเกินว่าที่จะรู้สึกแบบนั้นได้จริง ๆ


มันอาจจะสายเกินไปสำหรับการกระทำที่พลาดพลั้ง แต่ก็ไม่ได้สายเกินไปสำหรับการแก้ไขเรื่องทุกอย่าง คงจะจริงอย่างที่ท่านประธานว่า บางครั้งเราก็ต้องใช้ชีวิตไปพร้อมกับความรับผิดชอบ ยอมรับผลการกระทำของตัวเองแม้ว่าผลที่ตามมานั้นจะร้ายแรงแค่ไหนก็ตาม


ดังนั้นการที่หญิงสาวคนนี้ตัดสินใจพาตัวเองออกไปจากที่แห่งนี้ นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะอับอายกับการกระทำที่เกิดขึ้น แต่เพราะเยริเป็นคนใจกล้า ยอมรับกับผลการกระทำของตนเองถึงแม้ว่าจะไม่มีการเชิญออกให้รู้สึกอับอาย แต่การตั้งใจลาออกเองในครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเธอกล้าทำสิ่งใดก็กล้ารับผลที่ตามมา


แบคฮยอนรู้สึกชื่นชมในความใจเด็ดของอีกฝ่าย แม้ว่าจะเป็นผู้หญิงร่างกายบอบบาง แต่จิตใจกลับแข็งแกร่งและกล้าหาญ และเขาก็ได้แต่หวังไว้สักวันว่าตัวเองจะมีความกล้าแบบรุ่นพี่เยริบ้าง


ได้แต่หวังว่าสักวันตัวเองจะเข้มแข็งพอที่จะปกป้องคนรอบข้างได้อย่างจริงจังเสียที















 

 

“พี่ชานยอล.. หยุดเดี๋ยวนี้นะ”

“อะไร”

“อย่ามาทำรุ่มร่าม”

“พี่ทำอะไร”

“ก็—เนี่ย! พี่ทำแบบนี้เนี่ย”

“แบบไหน”

“เฮ้ ผมบอกว่าอย่าทำไง”

“ห้ามได้?”

“พี่นี่มัน—”

 



ก๊อก ๆ ๆ


“ท่านประธานคะ อีกห้านาทีเดี๋ยวเตรียมตัว—เอ่อ...” เลขาฮเยจินเปิดประตูเข้ามาในห้องแต่งตัวขนาดย่อมเพื่อเตือนเวลาให้เจ้านายทราบ และพบว่าตนกำลังเสียมารยาทที่พรวดพราดเข้ามาโดยไม่ทันได้ระวัง เห็นว่าเด็กฝึกงานผละตัวออกห่างจากเจ้านายแล้วหันหน้าไปอีกฝั่งทันที แม้ว่าตอนนี้สภาพของท่านประธานจะไม่ได้ผิดแปลกไปจากเดิมก็ตาม แต่ท่าทีลุกลี้ลุกลนของอีกคนก็ทำให้เธอรู้ว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น


“ขอโทษค่ะ คือดิฉัน—” หญิงสาวรีบค้อมหัวเป็นเชิงขอโทษที่เสียมารยาท และชานยอลก็ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองอะไร อยากจะหลุดขำออกมาด้วยซ้ำที่เห็นท่าทีประหลาดของคนรัก


“อีกห้านาทีใช่ไหมครับ คุณบอกห้องควบคุมสแตนด์บายรอได้เลย ผมจะตามออกไปภายในสี่นาที” ชายหนุ่มว่าด้วยท่าทีสบาย ๆ พร้อมกับเหล่สายตาไปยังภรรยาตัวเล็ก “แล้วก็ช่วยปิดประตูให้ผมด้วยนะครับ อย่าเพิ่งให้ใครเข้ามารบกวน”


“ค่ะ” เลขาคนสวยขานรับก่อนจะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ประตูห้องถูกปิดให้สนิทเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือล็อกกลอนให้ราวกับรู้ใจ แน่นอนว่าหลังจากที่เลขาสาวออกไป คราบชายมาดนิ่งในฐานะท่านประธานก็หายไปทันที


เหลือไว้แค่หมาป่าตัวดีที่ชอบเอาเปรียบ...


“มาหาพี่สิ”


“ไม่ ผมจะออกไปข้างนอกแล้ว” 


ร่างเล็กรีบตอบปฏิเสธทันควันพร้อมทำสีหน้าฉุนเฉียวใส่คนรัก ทั้งที่เขาเตือนแล้วแท้ ๆ ว่าอย่าทำประเจิดประเจ้อข้างนอก หากว่ามีใครมาเห็นเข้าเดี๋ยวก็เอาไปเล่าต่ออีก แล้วเมื่อกี้เลขาฮเยจินจะเห็นหรือเปล่าก็ไม่รู้


นิสัยไม่ดี น่าหยิกให้แขนเขียวจริง ๆ


“ออกไปได้ยังไง พี่ยังจำบทไม่ได้เลย” ชานยอลยกสคริปต์ชูให้แฟนตัวเล็กดูว่าตนยังจำทั้งหมดยังไม่คล่อง เขายังต้องการคนช่วยท่องจำซึ่งคนคนนั้นก็คือแบคฮยอน


ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็นเด็กฝึกงานคนนี้ก็คงเดาไม่ยากเลยสักนิด


ก็ว่า ทำไมจู่ ๆ หัวหน้ายองซันถึงได้มอบหมายงานนี้ใหเ ทั้งยังกำชับนักกำชับหนาว่าต้องทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด มีอย่างที่ไหนให้เขามาช่วยท่านประธานจำบทพูดในวันสำคัญ ความจริงแล้วหน้าที่นี้ควรจะเป็นของเลขาคนสนิทหรือคนที่ได้รับมอบหมายโดยตรง


แต่งานนี้เขาก็ได้รับมันมาตรง ๆ นี่นะ...


“อย่ามาโม้หน่อยเลย ตะกี้ผมถามอะไรพี่ก็ตอบได้ทุกอย่างแล้ว”


“แต่เมื่อกี้ฮเยจินเปิดประตูเข้ามา ไอ้ที่พี่จำได้มันก็กระเจิงหายหมดเลย...” ชายหนุ่มพูดพลางทำหน้าสลดให้คนรักเห็นใจ “จริง ๆ นะ”


“...”


ให้ตายสิ ... เขาอยากจะถ่ายภาพของอีกฝ่ายในตอนนี้แล้วเอาไปฉายให้คนทั้งงานได้รับรู้จริง ๆ ว่าท่านประธานสุดเพอร์เฟกต์ของทุกคนในวันนี้กลายเป็นเด็กน้อยจอมเอาแต่ใจไปแล้ว หมดมาดผู้ชายวัยสามสิบกว่าที่สาว ๆ เกือบค่อนประเทศอยากได้ไปครอบครอง


มีอย่างที่ไหนเรียกหาแต่เขาทั้งวันไม่หยุดหย่อน จะออกไปช่วยคนอื่นดูงานข้างนอกก็ไม่ได้ นั่งห่างก็ทำเสียงกระเง้ากระงอดใส่ พอนั่งใกล้ก็ยุ่มย่ามไม่เข้าท่า สุดท้ายก็ต้องลงโทษตามเห็นสมควร กว่าจะเป็นการเป็นงานได้แบคฮยอนทั้งเปลืองเวลาและเปลืองตัวไปพร้อม ๆ กัน


“เร็วสิ เดี๋ยวพี่จะต้องออกไปข้างนอกแล้ว” ชานยอลเร่งเร้าให้แฟนตัวเองยอมใจอ่อน สุดท้ายแบคฮยอนก็ยอมละทิ้งความฉุนเฉียวของตัวเองแล้วทำหน้าที่สำคัญ เขาเดินเข้ามาใกล้อีกฝ่ายพร้อมกับหยิบสคริปต์ขึ้นมาดู


“พี่ยังจำตรงไหนไม่ได้หรอครับ”


“ช่วงคำถามที่ต้องตอบนักข่าว” เอ่ยปากบอกไปทั้ง ๆ ที่สายตาไม่ได้ก้มดูบทในมือแม้แต่น้อย แบคฮยอนเปิดกระดาษไปถึงหน้าสุดท้ายที่เกี่ยวกับคำถามคร่าว ๆ ซึ่งหลังจากจบการสาธิต ทางงานก็จะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนถามคำถามได้


“อืม.. บริษัท INT.C มีการวางแผนเรื่องโครงการอนาคตไว้ยังไง และเริ่มเตรียมตัวกันอย่างไรบ้างครับ” เขาหยิบเอาคำถามเบสิกขึ้นมาถามคนตรงหน้าใหม่อีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเคยถามออกไปแล้วถึงสามรอบ


“ผมคิดว่าบริษัทของเราเตรียมพร้อมอยู่เสมอครับ” ชายหนุ่มตอบในทันที “ไม่ว่าจะเป็นโครงการปัจจุบันหรือว่าโครงการอนาคต เราก็พร้อมที่จะผลิตนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาเพื่อตอบสนองผู้บริโภคอยู่เสมอ ทั้งยังคำนึงถึงทรัพยากรและความจำเป็นในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่มีการสูญเสียอย่างเปล่าประโยชน์”


“...”


“ถ้าถามว่าเราเริ่มเตรียมตัวกันยังไง ผมก็คงเริ่มต้นที่ตัวเองก่อนครับ การที่ผู้นำมีความพร้อมและกล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งต่าง ๆ ผู้คนในปกครองก็ต่างมีความมั่นใจที่จะก้าวหน้าไปด้วยกัน เพราะอย่างนั้นผมจึงมั่นใจว่าบริษัทของเราเองก็แข็งแกร่งไม่แพ้คู่แข่งแน่ ๆ ไม่ว่าจะเรื่องคุณภาพของการบริการ หรือว่าคุณภาพของพนักงาน”


ทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบ ริมฝีปากบางก็เบ้ขึ้นทันทีอย่างนึกหมั่นไส้ “ผมว่าพี่พูดเกินไปตรงที่บอกว่า เริ่มต้นที่ตัวเอง มันดูมั่นใจเกินไปไหมอ่ะ ใครได้ยินเข้าเขาต้องหมั่นไส้พี่แน่ ๆ”


“เหมือนหนูหน่ะหรอ” พูดแล้วก็กลั้นขำกับตัวเองเมื่อเห็นว่าแฟนตัวเองกำลังทำหน้าเหม็นเบื่อใส่


“ใครหมั่นไส้พี่ ผมเปล่าซะหน่อย” เด็กหนุ่มแก้ตัว “แค่รู้สึกว่า... พี่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปก-ก็เท่านั้น...” ไม่ทันที่แบคฮยอนจะพูดจบ เอวบางก็ถูกฝ่ามือหนารั้งเข้ามาชิดทันที ทำเอาคนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวถึงกับหน้าเหวอ “...พี่จะทำอะไร”


“เมื่อครู่ที่ผมพูดไปคุณไม่ได้ตั้งใจฟังผมหรอครับ”


“...พี่ชานยอล ปล่อยก่อน...”


“ผมพูดไว้ว่า การที่บริษัทเราจะเตรียมความพร้อมได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้นำว่ามีความพร้อมมากแค่ไหน และผมมั่นใจว่าบริษัทผมทำได้ แบบนั้นคือความมั่นใจที่มากเกินไปรึเปล่า” ชายหนุ่มไม่ได้สนใจเสียงร้องท้วงจากคนในอ้อมแขน แถมยังทำพูดจาเหมือนว่ากำลังแก้ข้อกล่าวหาของตนเมื่อครู่


“มันก็ไม่ได้มากเกินไปหรอก.. แต่พี่อย่าจ้องตาผมแบบนั้นได้ไหมเล่า” พูดแล้วก็ต้องหลบตาคนตรงหน้า เพราะอีกฝ่ายเล่นจ้องจนแทบจะทะลุอยู่รอมร่อ หน้าเน่อร้อนแทบไหม้อยู่แล้ว


“ที่ผมจ้องตาคุณ เพราะผมอยากให้รู้สัมผัสได้ถึงความจริงใจของผม ไม่เคยได้ยินหรอครับว่าคำพูดมันสามารถปั้นหลอกกันได้ แต่สายตามันหลอกใครไม่ได้”


“...”


“เพราะงั้นระหว่างที่ผมให้สัมภาษณ์คุณอยู่ กรุณาอย่าหลบสายตาผมได้ไหมครับ คุณนักข่าว” พูดไปก็ใช้ก้านนิ้วยาวเชยปลายคางคนรักให้หันมองตนอีกครั้ง หลังจากที่ได้ยินเสียงเล็กบ่นอุบอิบว่า นักข่าวอะไรกัน


กระทั่งแบคฮยอนสบดวงตากลมโตในเวลาต่อมา จังหวะการเต้นของหัวใจก็เพิ่มเร็วขึ้นทันที เสียงของมันอื้ออยู่ในหู อีกทั้งระยะห่างของคนทั้งสองก็เริ่มทำให้แบคฮยอนสับสนว่าเสียงนั้นมาจากใครกันแน่


“...”


“...”


ไม่มีเสียงพูดใด ๆ นอกจากสายตาที่กำลังมองกัน ความเงียบงันช่วยให้ความรู้สึกหลาย ๆ อย่างเริ่มเด่นชัดขึ้นมา โดยฉพาะดวงตาของคนตรงหน้า ที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีสายตาของชานยอลก็ยังคงเหมือนวันแรกที่เจอกัน


อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ผ่านมานานมากแล้วแต่แบคฮยอนก็ยังจำเหตุการณ์เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี แม้ว่าตอนนี้จะแต่งงานกันแล้วก็ตาม อีกฝ่ายก็ยังสามารถทำให้เขารู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเองทุกครั้ง


เขินอย่างไรก็เขินอย่างนั้นเรื่อยมา...


“อึดอัดไหม”


เกือบนาทีที่ปล่อยให้ความเงียบแทรกซึมก่อนที่ชานยอลจะเริ่มถามคนรักด้วยประโยคที่ชวนให้คนฟังฉงนมอง


“เรื่องอะไร”


“เรื่องของเรา”


“...”


“หนูอึดอัดรึเปล่า” เป็นคำถามที่ทำให้จิตใจวูบไหวไปครู่หนึ่ง ฟังครั้งแรกก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ความสงสัยก็ถูกไขให้กระจ่าง เพราะคำตอบทุกอย่างถูกสื่อผ่านทางสายตาของอีกฝ่าย จึงทำให้แบคฮยอนเข้าใจว่าสิ่งที่ชานยอลถามอยู่นั้นกำลังหมายถึงอะไร


“มีเหตุผลอะไรที่ผมต้องอึดอัดหรอครับ”


“...”


“ผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายถามว่าพี่อึดอัดไหม” แบคฮยอนพูดและใช้สายตาไล่มองใบหน้าคนรัก “ถ้าผมไม่เอาแต่ใจตัวเอง ปิดบังเรื่องการแต่งงานของเราแล้วรอให้ถึงเวลาเหมาะสม พี่ก็คงไม่ต้องเหนื่อยมากขนาดนี้... ขอโทษนะครับ ...ขอโทษที่ทำให้ทุกอย่างวุ่นวาย”


“...”


“ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าต่อให้ปิดบังต่อไปหรือมีใครรับรู้เรื่องของเราเพิ่มมากขึ้น ผมก็ไม่ต้องไปกลัวอะไร เพราะไม่ว่ายังไงผมก็ยังมีพี่อยู่ตรงนี้”


ไม่รู้หรอกว่าแบคฮยอนไปเอาความมั่นใจมากมายขนาดนี้มาจากไหน หรือจริง ๆ แล้วมันอาจจะเป็นโรคติดต่อจากอีกฝ่ายที่มีความมั่นใจมากพอ ๆ กัน แต่ความมั่นใจของเขาในครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งเดียวกับที่ชานยอลคิดไว้อยู่เสมอ


ไม่มีอะไรต้องกลัวเมื่อเรายังอยู่ด้วยกัน


“พี่ก็ขอโทษเหมือนกันที่พูดจารุนแรงกับเรา... โกรธพี่รึเปล่าครับ” ชายหนุ่มถามพร้อมนึกย้อนไปเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อน เอาจริงแล้วก็รู้สึกผิดไม่น้อยเหมือนกันที่พูดจาเสียดแทงน้ำใจคนรักไปหลายครั้ง และคำตอบที่ได้รับคือการส่ายหน้า


“จะโกรธทำไมล่ะครับ ในเมื่อทุกอย่างที่พี่พูดมันก็คือเรื่องจริง” แบคฮยอนยกยิ้มบาง ๆ “ถ้าจะโกรธก็โกรธตัวเองมากกว่าที่ไม่ยอมเชื่อฟังพี่ตั้งแต่แรก”


“รู้รึเปล่าว่าที่จริงหนูต้องโดนตีนะ”


ชานยอลยิ้มพลางไล่สายตามองกรอบหน้าเล็กอย่างพิจารณา ทั้งคำพูดและสีหน้าของคนรักก็ชวนให้ชายหนุ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เขารู้สึกว่าแบคฮยอนโตขึ้น ทั้งที่เมื่อวานอีกฝ่ายยังเป็นแค่เด็กในสายตาของเขาเท่านั้น...


“พี่ไม่ตีผมหรอก เชื่อสิ”


 ริมฝีปากบางกระซิบเสียงนุ่มแล้วช้อนตามองคนตรงหน้า ชานยอลเคยดูดีแบบไหน ปัจจุบันอีกฝ่ายก็ดูดีมากกว่าเดิม ทั้งใบหน้าที่ดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทรงผมที่ถูกจัดเซตเสริมรูปหน้า ไหนจะสีผิวที่ดูเข้มสมวัย มันชวนให้คนมองใจสั่นทุกครั้ง


และแน่นอนว่าใจของเขาตอนนี้ก็เต้นไม่เป็นจังหวะเอาเสียเลย


ระหว่างนั้นความรู้สึกบางอย่างก็เกิดขึ้นกับเราทั้งคู่โดยที่ไม่ต้องมีใครพูดอะไร มีเพียงแค่สายตาที่มองสอดประสานกันอย่างมีความหมาย


“อยากจูบไหม”


“ไม่อ่ะ” แบคฮยอนยิ้ม


“แต่พี่อยาก”


พูดจบทั้งสองก็หลุดยิ้มออกมาพร้อมกันก่อนจะโน้มหน้าเข้าไปชิดและมอบจูบให้กันอย่างไม่ขัดเขิน จูบครั้งที่สองเกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากที่จูบแรกถูกเลขาสาวขัดจังหวะ และเมื่อรู้ว่าไม่มีใครสามารถเข้ามารบกวนได้ ทั้งสองก็สลัดความกังวลใจทิ้งไปทันที


 ใบหน้าถูกโอบประคองเอียงปรับองศาให้สัมผัสล้ำลึกมากขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้หวือหวาหรือจาบจ้วง แต่มันก็เป็นจูบที่ทั้งคู่รู้สึกเหมือนกันว่ามันสุขจนอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้


เมื่อรู้สึกพอใจ ริมฝีปากที่เคยแนบแน่นก็ต้องผละออกจากกันอย่างอ้อยอิ่ง ทิ้งทวนสัมผัสให้หวิวใจเล่น ๆ ขณะเดียวกันนัยน์ตาเรียวเล็กฉ่ำวาวไปด้วยน้ำใส เสียงหอบเบา ๆ ของแฟนเด็กทำเอาชานยอลเผลอหลุดยิ้มออกมาทันที


 “หอบเป็นเด็กเลยนะ” พูดไปก็ใช้ริมฝีปากกดจูบแก้มนุ่มซ้ำ ๆ เป็นเชิงเย้าหยอก จนถูกฝ่ามือขาวดันใบหน้าให้ออกห่าง สีหน้าของแบคฮยอนยังคงขึ้นสีเห่อร้อนและบูดบึ้งในเวลาเดียวกัน


“ไม่ต้องมาพูดเลย เพราะพี่นั่นแหละ”


“ครับ ๆ เพราะพี่เองครับ เพราะพี่เอง”


ทั้งที่เป็นการยอมรับว่าตัวเองผิด แต่ทำไมแบคฮยอนรู้สึกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมันเป็นการประชดประชันยังไงก็ไม่รู้ ไหนจะรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เห็นแล้วก็อยากจะหยิกให้แขนเขียว


เมื่อจวนจะได้เวลาที่ชานยอลต้องออกไปทำหน้าที่ แบคฮยอนจึงตรวจสอบมองสภาพของคนรักว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ จังหวะนั้นก็สังเกตเห็นรอยยับเล็ก ๆ บนคอเสื้ออีกฝ่าย พลันความร้อนก็แล่นขึ้นมาบนพวงแก้ม ทำให้คนที่จ้องมองอยู่นั้นถึงกับต้องหลุดยิ้มออกมาทันที


“แต่รอยนี้หนูเป็นคนทำนะ”


“หยุดพูดเลย ฮึ้ย” เป็นการล้อเลียนที่เรียกเสียงงอแงของแฟนเด็กได้เป็นอย่างดี แบคฮยอนทำท่าจะโวยวายอีกครั้งแต่เพราะว่ารอยยับที่ว่านั่นตนก็เป็นคนทำมันจริง ๆ นั่นแหละ สุดท้ายก็ใช้มือลูบหวังให้มันคลายได้บ้าง จนเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว คนตัวสูงก็ยืนตัวขึ้น หันไปส่องกระจกเล็กน้อยก่อนจะกลับมามองคนรักตรงหน้า


“เต็มที่นะครับ”


ราวกับรู้ว่าชายหนุ่มตัวสูงต้องการจะขออะไร แบคฮยอนก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดีรวมทั้งสัมผัสอุ่นที่แนบกับริมฝีปากอีกครั้งอย่างฉาบฉวย ก่อนที่เจ้าตัวเล็กของเขาจะรีบวิ่งออกไปจากห้องแต่งตัว


ปล่อยทิ้งให้ชายหนุ่มร่างสูงยืนเคว้งอยู่ในห้องเพียงลำพัง จังหวะนั้นริมฝีปากอิ่มก็เผยยิ้มออกมา เขารู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูก คงเป็นเพราะแบคฮยอนล่ะมั้งที่ทำให้ชานยอลเกิดความรู้สึกแบบนี้อยู่ตลอดเวลา


แม้ว่าช่วงก่อนหน้าจะเกิดเรื่องที่ทำให้เราต้องปรับความเข้าใจกันเสียยกใหญ่ ชานยอลก็นึกขอบคุณที่ปัญหาเหล่านั้นช่วยให้เราเข้าใจกันมากขึ้น เขาเคยคิดมาตลอดว่าทุกอย่างที่เขาทำลงไปนั้นมีเหตุผลและถูกต้องเสมอ เช่นเดียวกับแบคฮยอนที่ไม่ว่าเจ้าตัวจะทำอะไร อีกฝ่ายก็มีเหตุผลในการกระทำเหมือนกัน


เพราะงั้นเรื่องทั้งหมด ชานยอลก็คงไม่โทษใครคนใดคนหนึ่งว่าเป็นคนผิด ถ้าหากจะผิดก็ผิดที่เราทุกคนที่ไม่ครุ่นคิดในการกระทำตัวเองให้ดีเสียก่อน แต่ก็อย่างว่า ไม่มีใครล่วงรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง การเผชิญหน้าและการแก้ปัญหานั้นก็เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้


แม้มีหลายอย่างให้ขบคิด แต่ชานยอลก็ไม่ลืมว่าหน้าที่ของตัวเองในตอนนี้คืออะไร เขาสูดลมใจลึก ขณะเดียวกันก็กระชับสูทให้มั่นก่อนจะเดินออกจากห้องแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวสำหรับงานสำคัญของบริษัทในวันนี้


ก่อนที่จะขึ้นเวที ทีมงานก็เข้ามาติดไวร์เลสไมค์ให้รวมถึงทวนตารางงานอีกครั้ง สายตาก็เห็นว่าภรรยาตัวเล็กกำลังยืนมองเขาอยู่อีกฝั่ง แบคฮยอนเลิกคิ้วมองซ้ายขวาเพราะถูกจับได้ รีบหันไปพูดคุยกับพนักงานคนอื่นเพื่อกลบเกลื่อน เห็นแบบนั้นแล้วชานยอลก็เผลอหลุดยิ้มออกมาอย่างลืมตัว สร้างความแปลกใจกับคนที่พบเห็นเพราะไม่บ่อยนักทีท่านประธานจะยิ้มออกมาง่ายแบบนี้


จนเมื่อเสียงประกาศดัง


ชานยอลเดินก้าวขึ้นเวทีพร้อมกับเสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วบริเวณ จังหวะนั้นก็ใช้สายตากวาดมองคนที่เข้ามาร่วมงานในวันนี้ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น เขาพาตัวเองไปหยุดยืนยังตำแหน่งที่จัดเตรียมไว้ก่อนจะยกยิ้มแล้วเริ่มพูด

 



“สวัสดีครับ ผมปาร์คชานยอล ประธานบริหารของบริษัท INT.C ครับ”

 


















++++++++++++++++++++++++

ไหนใครขอฉากหวานคะ มีตาทิพย์แน่ๆเลย
555555555555555555555555555555555





#ฟิคคลังฝัน











ยังไม่จบค่ะ





 
TF:)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 156 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,477 ความคิดเห็น

  1. #6372 heykiki (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 21:35
    จบไปได้ด้วยดี น้องน้ำตาแตกเลย แง้ แต่คนพี่ก็ทำถูกแล้ว ต่อไปจะได้ไม่ต้องปิดบังแล้วเนอะ
    #6,372
    0
  2. #5111 sweetpss (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 04:07
    หวานซะไม่มี รักกันไว้ลูกกกก
    #5,111
    0
  3. #5035 phirayajungkook (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 21:57
    เอ็นซีล่ะ55555
    #5,035
    0
  4. #4760 EUNHWA_OK (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 20:57
    หมั่นไส้ๆๆๆๆ ถ้าน้องไม่รักไม่อยู่แล้ว ทำมาเป็นพูดทบทวนเรื่องแต่งงาน ถ้าน้องไปจริงใครบางคนจะร้องไห้ตามเหอะๆ
    #4,760
    0
  5. #4232 KAKARN_MATO (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:56
    น่ารักก
    #4,232
    0
  6. #3819 -.*eieiolemonstar*.- (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2559 / 02:35
    ชอบมากเลยค่ะ ชอบมากจริงๆค่ะ ชอบจริงๆนะคะ ชอบมากๆเลยค่ะ อ่านกี่รอบก็ชอบค่ะ ชอบจริงๆค่ะ อยากให้รู้ว่าชอบจริงๆค่ะ
    #3,819
    0
  7. #3446 Mobanxxi (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2559 / 23:40
    รักฟิคคเรื่องนี้ <3
    #3,446
    0
  8. #3417 nchler (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 03:39
    รุ้สึกเอ็นดูแบคอ่ะ เอ็นดูแรงง ฮือออออออ
    #3,417
    0
  9. #3394 ikonsouy (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2559 / 01:36
    โอ้ยยยย อยากถูกเรียกว่าหนูกับพี่บ้าง
    #3,394
    0
  10. #3339 mabyunny (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 24 กันยายน 2559 / 02:27
    เขินๆๆ น่ารักมากเลย
    #3,339
    0
  11. #3217 litterrabbitza (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 22 กันยายน 2559 / 08:19
    เง้ออออ รอนะค่าา
    #3,217
    0
  12. #3213 NmAoMn:P (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 22 กันยายน 2559 / 06:20
    โถ่ อ่านไม่ทัน มาต่อไวๆน้าาา
    #3,213
    0
  13. #3196 call_me_baby (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 21 กันยายน 2559 / 12:06
    หวานนนนนนนได้น่ารักมาก
    #3,196
    0
  14. #3193 kurousa (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 17:35
    อ่านแล้วแบบ ฟินอะ



    ประธารปาร์คนี่หล่อมากกก

    แต่ชอบสุดคงเป้นตะหนูแบค น่ารักไม่มีใครเกิน
    #3,193
    0
  15. #3192 Haenymph (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 12:00
    อ่านมาตั้งแต่แรกรู้สึกลุ้นและตื่นเต้นกับแบคฮยอน 5555555 เป็นฟิคอีกหนึ่งเรื่องที่เราชอบมากๆเลยค่ะ ถึงจะไม่ได้เท้นท์ทุกตอน ท่านประธานนั้นดีมากกกกกกกก ทั้งในฐานผู้นำบริษัทและสามี ฮรือออออออ อยากได้จัง ตอนนี้แต่งดีมากๆเลยค่ะ รู้สึกได้ข้อคิดอะไรหลายๆอย่าง และเหมือนได้เติบโตไปพร้อมๆกับแบคฮยอน ดราม่าแบบสะเทือนใจแรง T_______T แม้ว่าอายุจะทำให้ความคิดและการใช้ชีวิตต่างกัน แต่ทั้งสองก็มีเหตุผลของตัวเองและพร้อมที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกันเพื่ออนาคตที่ดีกว่าเดิม ชอบคาแรกเตอร์ชานแบคมากๆเลยค่ะ นี่นึกว่าตอนนี้จะจบแล้วซะอีก 55555555 ชอบฟิคมากๆเลยค่ะ ปล.มีคำผิด คำตกหล่น กับการเรียงคำผิดบ้างอะไรบ้าง แต่ก็ไม่เสียอรรถรสในการอ่าน แหะๆ
    #3,192
    0
  16. #3190 `helloimpz (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 01:16
    โล่งใจซักที
    #3,190
    0
  17. #3189 FULLMOON92 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 00:50
    โอ้ยเขินมาก ฝีปากดีทั้งคู่ 555555
    #3,189
    0
  18. #3188 pookpak_world (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 00:26
    ก็...เออ กล้าดี ปากดี ใจเด็ด ยกโทษให้เยริค่ะ ตอนแรกจริงๆคิดว่านี่ฟิค กุ๊งกิ๊ง น่ารักใสๆ อ่านไปอ่านมา กดดันมากกกก ไตจะหลุดออกมาข้างนอกแล้ว คำพูดคำจาตัวละครมันแบบ โว้ะ เอาไม้มาฟาดหัวหนูให้สลบทีค่ะ ไม่อยากรับรู้ กดดันแลง มีข้อคิดเยอะนา รู้จักรักตัวเองและใส่ใจผู้อื่น อ่านเสร็จเป็นนางสาวไทยได้เบยค่ะ /มงลง
    #3,188
    0
  19. #3187 AEGIDIOS (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 00:22
    ดีงามค่าาาาา! มี100ให้100ค่าาเรื่องนี้! ชอบบบบน่ารักกอะสงสารทั้งคู่เลยตอนเถียงกันในห้องน้ำอะจะร้องไห้แล้วตอนแบคอธิบาย???? แบคนี่โครตคนดีส่วนชานเวลาโกรธนี่น่ากลัวนะจริงจังสุดๆ! ชอบค่ะสามีดีเด่น555
    #3,187
    0
  20. #3182 Aom_Safety (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 23:34
    น่ารักจัง ดีกับใจมาก
    #3,182
    0
  21. #3180 โพรัม (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 23:01
    เย้เย้ๆๆๆๆ. มีต่อ. น่าร้ากกกกกง้าา.
    #3,180
    0
  22. #3171 BABY_B_04 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 20:53
    มันดีกับใจจิงๆเลยยย ฮ์่ออออออออออ
    #3,171
    0
  23. #3170 wahnp (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 20:25
    งู้ยยยย ดีกับใจ555665
    #3,170
    0
  24. #3169 falling0814 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 20:00
    ขอหวานกว่านี้เลยข่ะเบาหวานขึ้นเลยข่ะ
    #3,169
    0
  25. #3166 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 19:35
    ทุกอย่างเรียบร้อยดี กับเยริก็ไม่ต้องติดค้างใจกัน
    #3,166
    0