[ exo SF/OS ] คลังฝัน - chanbaek

ตอนที่ 43 : INTERNSHIP - chanbaek #6.1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,019
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 116 ครั้ง
    4 ก.ย. 59














INTERNSHIP






 










เคยมีคำพูดที่ว่า

ช่วงเวลาที่ยากลำบากจะทำให้เห็นว่าใครบ้างที่รักคุณ

 

 


“แบคฮยอน มานี่หน่อยสิลูก” หญิงวัยกลางคนเอ่ยทักลูกชายคนเล็กขณะที่เจ้าตัวกำลังเดินลงมาจากชั้นสองของบ้าน บยอนแบคฮยอนหันตามเสียงเรียกก่อนจะคลี่ยิ้มส่งให้มารดาอย่างร่าเริงตามแบบฉบับเจ้าตัว เขาเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายที่กำลังอ้าแขนรอรับให้นั่งลงข้าง ๆ กัน


“แต่งตัวน่ารักแบบนี้ จะไปเดทรึไงหืม?” เธอถามพลางหรี่ตามองลูกชายที่วันนี้แต่งตัวน่ารักผิดหูผิดตา โดยเฉพาะเสื้อเชิ้ตสีขาวที่มีด้ายปักสีเลือดหมูเป็นตัว C ตรงอกซ้าย ดูแวบเดียวก็รู้ว่าได้เสื้อมาจากใคร


“ก็..ไม่ถึงกับเดทหรอกครับ แค่ไปทานข้าวกันเฉย ๆ” เด็กหนุ่มว่าด้วยท่าทีขลาดเขิน


“ทานข้าวเสร็จหนูก็คงไปดูหนังต่อ ไม่พี่เขาก็คงลากหนูไปหอสมุดแน่ ๆ”


“ผมไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นหรอก จริง ๆ วันนี้ผมอยากพาพี่เขาไปที่สวนสาธารณะ พี่ชานยอลมัวแต่หมกมุ่นกับวิจัยทั้งวันทั้งคืน เขาควรจะพักผ่อนบ้าง” แบคฮยอนตอบพลางนึกถึงใครบางคนที่ไม่เคยจัดสรรหาเวลาว่างให้ตัวเองเลยสักครั้ง ทั้งชีวิตที่แต่ทำงาน เรียนต่อ ค้นวิจัย และอีกหลาย ๆ กิจกรรมที่มันทำให้เขาคนนั้นกลายเป็นคนที่ไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย


“ฮ่ะ ๆ หนูก็ต้องเข้าใจพี่เขาหน่อย คนวัยชานยอลก็เป็นนี้ทั้งนั้นแหละ” คนเป็นแม่ว่าพร้อมกับลูบศีรษะของลูกชายไปพลาง ๆ “อีกหน่อยเดี๋ยวหนูก็เข้าใจเอง”


“ครับ ๆ ผมก็หวังว่าสักวันตัวเองจะเข้าใจ แต่ผมก็ไม่อยากให้พี่ชานยอลหักโหมมากเกินไป เป็นอะไรขึ้นมาคงต้องวุ่นวายมากแน่เลย”


“เพราะงั้นหนูก็ต้องดูแลพี่เขาให้ดี ๆ นะรู้ไหมคะ” พูดจบเด็กหนุ่มก็พยักหน้ารับให้คำมั่นกับมารดา ขณะเดียวกันก็อดนึกเป็นห่วงลูกชายไม่ได้ เพิ่งจะอายุไม่ทันไรก็มีแฟนเป็นตัวเป็นตน แถมอายุก็ห่างกันมากเสียจนอดกังวลไม่ได้จริง ๆ


มันอาจจะเป็นความผิดพลาดของเธอที่ไม่เคยทำหน้าที่แม่ที่ดีเลยสักครั้ง จริงอยู่ที่เธอมีทุกอย่างให้กับลูกชาย ไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่สุขสบาย ฐานะมั่งคั่ง การศึกษาที่ดี และอีกหลาย ๆ อย่างที่ทำให้ชีวิตของเด็กคนนี้น่าอิจฉา


หากแต่สิ่งหนึ่งที่เธอไม่เคยมอบให้ก็คงเป็นการดูแลเอาใจใส่ที่คนเป็นแม่ควรจะทำ ด้วยหน้าที่และฐานะทางสังคมจึงทำให้ละเลยไปบ้าง ไหนจะพี่สาวของคนโตของบ้านที่มีอายุห่างกับคนเล็กถึง 9 ปี ถึงจะรักและช่วยกันดูแลมากแค่ไหน แต่ด้วยช่วงวัยที่ห่างกันมากการใช้ชีวิตจึงต่างกันไปด้วย


นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้แบคฮยอนกล้าที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยตัวเองมากกว่าต้องพึ่งพาคนอื่น ถึงแม้ว่าการเผชิญหน้าในบางครั้งอาจจะไม่ใช่การกระทำที่ดีเท่าไหร่นัก แต่เชื่อเถอะว่าเจตนาของเด็กคนนี้ก็คงเห็นแก่ส่วนร่วมมากกว่าส่วนตัวแน่ ๆ


เพราะงั้นแบคฮยอนจึงเติบโตมาด้วยความคิดที่ผิดแปลกบ้างในบางครั้ง ดูเกินวัย แต่ก็ไม่ได้เกินไปจนควบคุมไม่ได้ ต้องมีใครสักคนคอยพร่ำสอนหรือคอยอยู่เคียงข้าง แต่เพราะวัยและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบของแต่ละคนทำให้ไม่เป็นไปตามที่หวังเอาไว้


สุดท้ายแล้วการตัดสินใจบางอย่างก็เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว


“แบคฮยอน แม่ว่า—”


“แม่จะให้ผมคิดเรื่องการแต่งงานอีกครั้งใช่ไหมครับ” ราวกับรู้ว่ากำลังจะพูดอะไร ลูกชายคนดีจึงเอ่ยตัดหน้าขึ้นมาพร้อมกับจ้องมองคนเป็นแม่


“หนูแน่ใจแล้วหรอ การแต่งงานมันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยนะ” คุณหญิงบยอนว่าด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อย เธอพยายามจะพูดกล่อมเรื่องนี้กับแบคฮยอนหลายครั้งแล้ว แต่อีกฝ่ายก็เอาแต่ยืนยันคำพูดเดิมทุกครั้ง


“ผมมั่นใจครับแม่ ผมเชื่อว่าทุกอย่างที่ตัวเองตัดสินใจมันถูกต้องแล้วจริง ๆ” ขณะที่พูดไปก็มองใบหน้าของหญิงที่ยังคงความงามไว้เสมอ ถึงแม้ว่าอายุจะเข้าสู่วัยกลางคนแล้วก็ตาม


“แม่ไม่ว่าหรอกนะถ้าหนูว่าแบบนั้น แต่เราเองก็เพิ่งจะสิบเจ็ดปีเองนะแบคฮยอน ไม่รอโตกว่านี้อีกหน่อยแล้วค่อยแต่งล่ะ” ด้วยความเป็นห่วง เธอจึงอยากให้ลูกชายตัดสินใจให้ดีเสียก่อน ถึงรู้ว่ายังไงก็คงขัดใจเจ้าคนเล็กไม่ได้ และก็คงไม่เป็นเรื่องร้ายแรงอะไรถ้าหากว่าต้องฝากชีวิตลูกชายไว้กับตระกูลปาร์ค


“จะรอไปอีกกี่ปี ๆ ผมก็ยังยืนยันว่าจะแต่งกับพี่ชานยอลครับ”


“แบคฮยอน..”


“แม่อาจจะมองว่าผมเด็กเกินกว่าที่จะคิดได้ แต่ผมอยากให้แม่มั่นใจว่าลูกชายคนนี้จะไม่ทำให้แม่ผิดหวัง ผมจะเติบโตเป็นเด็กวัยรุ่นที่ดี เป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาได้ แม่ต้องภูมิใจในตัวผมมากแน่ ๆ” จบประโยครอยยิ้มหวานก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ทำให้คนมองอย่างมารดาใจอ่อนยวบยาบ


“ใครเป็นคนสอนให้เราพูดจาแบบนี้กันนะ เห็นว่าเป็นพี่ชานยอลหรอกนะ แม่ถึงยอมเราหน่ะ” อดยื่นมือไปบีบปลายจมูกมนอย่างอดหมั่นไส้ไม่ได้ มีอย่างที่ไหนเป็นเด็กเป็นเล็กพูดจาเลียนแบบผู้ใหญ่อยู่เรื่อย ไหนจะแววตามุ่งมั่นที่ดูจริงจังทุกครั้งเมื่อพูดถึงเรื่องนี้


จะบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ เพราะลูกชายเธอโตขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนจริง ๆ


“แล้วนี่พี่ชานยอลจะมารับหนูกี่โมงคะ ขืนชักช้ากว่านี้แม่จะไม่ปล่อยให้เราไปไหนจริง ๆ ด้วย” คุณหญิงบยอนว่าพลางหันหน้ามองไปยังประตูที่ดูเหมือนว่าจะไร้วี่แววของว่าที่เจ้าบ่าวในอนาคต


“พี่เขารออยู่ข้างหน้าได้สักพักแล้วครับ เห็นว่าแม่มีเรื่องจะคุยกับผม ก็เลยปล่อยให้รอไปก่อน”


“ทำแบบนั้นได้ยังไงกัน ทำไมไม่เรียกเข้ามานั่งด้วยกันล่ะ”


“ไม่เอาหรอก เดี๋ยวแม่จะเอาแต่ชมพี่ชานยอลจนไม่สนใจผม”


“ใครว่าล่ะ แม่ก็สนใจแค่หนูคนเดียวเท่านั้นแหละ” พูดจบก็ดึงตัวลูกชายมากอดเย้าหยอกจนเสียงใสหัวเราะคิกคัก กระทั่งทุกอย่างเงียบสงบเหลือเพียงอ้อมกอดอุ่น ๆ ที่ส่งผ่านกันไม่ยอมห่าง ฝ่ามือนุ่มโอบกอดลูกชายเอาไว้พร้อมกับลูบหัวไปพลาง ๆ


เธอรู้มาเสมอว่าลูกชายเป็นเด็กขี้เหงา อาการเศร้าซึมมักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง


กระทั่งได้เจอกับ ปาร์คชานยอล—คนที่เติมเต็มทุกอย่างให้กับลูกชายของเธอ


“ไปอยู่กับเขาแล้วก็อย่าลืมมาหาแม่บ้างนะ แวะไปหายัยแบคฮวีด้วย พี่สาวของเราต้องงอนมากแน่ ๆ เลยถ้าหากว่าหนูลืม”


“ฮ่ะ ๆ ผมไม่ลืมหรอกครับ ผมสัญญาว่าจะกลับมาหาแม่กับพ่อบ่อย ๆ แล้วก็จะแวะไปหาพี่แบคฮวีด้วย” แบคฮยอนว่าพลางผละออกจากอ้อมอกอุ่น ๆ ของมารดาเพื่อมองหน้า เมื่อขยับออกห่างจากกัน หัวใจของคนทั้งสองก็รู้สึกวูบโหวงอยู่ไม่น้อย


คุณหญิงบยอนมองหน้าเด็กชายด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความห่วงใย ใจจริงเธอไม่อยากให้แบคฮยอนออกไปไหน อยากให้อยู่ใกล้ ๆ เพราะลูกชายก็เป็นเหมือนยอดดวงใจ ทั้งอายุที่เพิ่งจะไม่เท่าไหร่ ก็ตัดสินใจทำการใหญ่เสียแล้ว


ถ้าว่ากันตามปกติคงไม่มีพ่อแม่คนไหนยอมปล่อยให้ลูกแต่งงานตอนยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมหรอก จริงอยู่ที่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วทุกคนต่างก็ต้องมีครอบครัว เธอไม่ได้ห่วงที่ลูกชายต้องแต่งงานกับใครสักคน


แต่ที่ห่วงก็คงเป็นช่วงชีวิตหลังจากนั้นต่างหาก


“แม่รู้นะว่าจริง ๆ แล้วหัวใจของหนูเองก็ไม่ได้เข้มแข็งไปกว่าแม่เท่าไหร่ แต่เพราะหนูมีความเชื่อมั่นว่าทุกอย่างที่ตัดสินใจไปมันดีสำหรับตัวเอง แม่ก็จะคอยอยู่ตรงนี้เพื่อสนับสนุน”


“...”


“แต่แม่อยากให้หนูจำไว้อย่างนะแบคฮยอน” เด็กหนุ่มช้อนตามองมารดาตรงหน้าก่อนจะสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงสั่นเครือ “ชีวิตคู่มันไม่ง่ายหรอกลูก มันเหมือนกับการแบ่งตัวตนของตัวเองครึ่งหนึ่งเพื่อเอาอีกครึ่งของเขามาใส่ หนูอาจจะอึดอัดที่พี่เขาเป็นผู้ใหญ่มากเกินไป หรือพี่เขาจะอึดอัดเพราะหนูเด็กเกินทน แต่นั่นคือสิ่งที่พวกหนูต่างต้องปรับตัวเข้าหากัน อ่อนโยนต่อกันมาก ๆ ให้อภัยกันตามสมควร”


“...”


“และแม่เชื่อว่าถ้าหากมีความรัก ความเข้าใจกัน มีอะไรก็กล้าบอก ทำผิดก็กล้ายอมรับ กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อกันและกัน สิ่งเหล่านั้นจะทำให้ชีวิตของหนูราบรื่น แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่หนูมีปัญหา แม่ขอแค่อย่างเดียว..อย่าหนีปัญหา


“...”


“แม้ว่าปัญหามันจะเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่แค่ไหน แม่ขอให้หนูกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมัน อีกอย่างหนูเองก็จะไม่ใช่ตัวคนเดียวแล้วนะแบคฮยอน หนูมีพี่ชานยอลแล้ว จะทำอะไรก็ต้องนึกถึงพี่เขาเสมอ”


“...”


“พี่ชานยอลเขาจะเป็นคนแรกที่อยู่กับหนู หนูอาจจะไม่รู้ว่าในช่วงเวลานั้นผู้ชายคนนี้จะสามารถปกป้องอะไรได้บ้าง แต่ถ้าหากเมื่อไหร่ที่เขาได้ทำหน้าที่ของเขาแล้ว หนูจะรู้สึกว่าโลกทั้งใบมีคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเสมอ”


“...”


“แต่เมื่อไหร่ที่พี่เขาทำหน้าที่ของตัวเองได้ไม่ดี ก็อย่าลืมว่ายังมีบ้านของเราคอยอยู่นะแบคฮยอน”


ขณะที่พูดก็คล้ายกับมีก้อนเหนียวหนืดจุกอยู่กลางอกซึ่งเธอเองก็รู้ว่ามันคือความรู้สึกทุกอย่างที่ไม่สามารถพูดออกไปได้ หากแต่สิ่งที่บอกลูกชายออกไปก็มีแต่ความหวังดีที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย และหวังเอาไว้ว่าสักวันลูกชายจะเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด


แบคฮยอนขานรับในลำคอเพราะต้องคอยสะกดกลั้นห้วงอารมณ์บางอย่าง ไม่บ่อยนักที่คนเป็นแม่จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด มันทำให้เขารับรู้ว่าความจริงแล้วแม่ก็เป็นห่วงเขามากเหมือนกัน


“ดีมากค่ะคนเก่ง ไหนมาให้แม่หอมหน่อยสิ” ว่าแล้วก็โอบโครงหน้าเรียวของลูกชายเอียงหอมซ้ายขวาจนชื่นใจก่อนจะปล่อยให้ลูกชายหอมตนกลับบ้าง ซึ่งก็ถือว่าเป็นวิธีการแก้อารมณ์เศร้าสลดได้เป็นอย่างดี


คุณหญิงบยอนส่งยิ้มให้ลูกชายคนเล็กก่อนจะชวนกันลุกขึ้นแล้วพาเดินไปส่งหน้าบ้าน ซึ่งแบคฮยอนเองก็ไม่ขัดใจมารดา พอพ้นประตูบ้านไปก็เห็นรูปร่างสูงโปร่งของใครบางคนกำลังยืนรออยู่


ปาร์คชานยอลโค้งทำความเคารพมารดาของคนรักก่อนจะได้รับรอยยิ้มสวยเป็นการตอบแทน แบคฮยอนเอ่ยลาหญิงวัยกลางคนก่อนจะเดินไปขึ้นรถ เหลือแค่คนทั้งสองที่ยังยืนนิ่งอยู่กับที่


คุณหญิงบยอนหันมองชายหนุ่มร่างสูงที่อยู่เยื้องตรงหน้าด้วยสายตาอบอุ่น ก่อนที่รอยยิ้มบางจะถูกระบายให้


“แม่ฝากแบคฮยอนด้วยนะ”


ริมฝีปากสีสดเอ่ยคำพูดสั้น ๆ ง่าย ๆ หากแต่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่างที่คนฟังเข้าใจดี


“ครับ”


น้ำเสียงหนักแน่นตอบรับแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเป็นคนดูแลชีวิตแบคฮยอนตามที่ผู้ให้กำเนิดของอีกฝ่ายฝากฝังเอาไว้


และเขาก็ทำให้ทุกคนได้เห็นอีกครั้งในวันสำคัญของชีวิต


วันที่เป็นจุดเริ่มต้นชีวิตแต่งงาน

 

 

 









 

“ท่านประธาน”

 

 

สรรพนามเรียกชื่อดังขึ้นคล้ายกับเสียงดีดนิ้ว ทำเอาบยอนแบคฮยอนหลุดออกจากห้วงความคิด ไม่รู้ทำไมถึงได้นึกย้อนคำพูดของคุณแม่เมื่อนานมาแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าถ้าวันใดวันหนึ่งเกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้นกับตน


ใครจะเป็นคนแรกที่เขาควรนึกถึง


แบคฮยอนยืนนิ่งเรียกสติของตัวเองกลับคืนมา ก่อนจะพบว่าผู้คนที่อยู่รอบข้างเริ่มมีอาการแปลกไป บรรยากาศที่เคยวุ่นวายกลายเป็นสงบนิ่งสงบจนเงียบกริบ โดยเฉพาะสีหน้าพนักงานที่ดูซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จนเมื่อสังเกตเห็นว่าสายตาของทุกคนเพ่งมองไปยังทิศทางเดียวกัน เขาจึงหันมองตามอย่างไปอย่างไม่ทันได้ระวังตัว


ลมหายใจขาดห้วงไปชั่วขณะ ริมฝีปากเผยออ้า นัยน์ตาเรียวมองค้างอย่างไม่เชื่อตัวเองว่าคนตรงหน้าจะเป็น..

 


“..พี่ชานยอล”

 


เสียงผะแผ่วเผลอเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างลืมตัว ราวกับภาพฝันเมื่อเห็นรูปร่างสูงโปร่งคุ้นหา แม้กระทั่งใบหน้าที่ดูเหมือนจนแทบจะเป็นตัวจริง แต่ยิ่งจ้องแบคฮยอนก็พบว่าเขาไม่ได้ฝันไป พี่ชานยอลอยู่ตรงหน้าตนจริง ๆ ทันใดนั้นก้อนเนื้อกลางอกเต้นกระตุกไม่เป็นจังหวะ ไม่เชื่อสายตาตัวเองตัวเองด้วยซ้ำ


วันนี้ท่านประธานควรจะประชุมงานที่ต่างประเทศไม่ใช่หรอ


แล้วทำไม.. ทำไมถึงอยู่ที่นี่ได้



แบคฮยอนบรรยายความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรจะดีใจที่ได้เห็นแฟนหนุ่ม หรือควรกลัวใจกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ ดวงตาเรียวกลอกมองซ้ายขวารางกับกำลังหาทางออกให้ตัวเอง กระทั่งสบกับดวงตากลมโต ร่างกายของเขาก็เหมือนถูกสะกดให้หยุดชะงัก


บริเวณโดยรอบเงียบสงัดราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น ไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุยของพนักงานคนอื่น ๆ เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน  กระทั่งเสียงลมหายใจก็ยังต้องควบคุมให้มันเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้


รองเท้าหนังเนื้อดีกระทบกับพื้นตามจังหวะการเดิน เกิดเสียงกึกก้องกังวานเข้าไปถึงโสตประสาท สั่นคลอนจิตใจผู้คนรอบข้างจนแทบเข่าอ่อน ไหนจะบรรยากาศเย็นยะเยือกที่พัดวูบเข้ามา และทุกคนเองต่างก็รู้ว่าความรู้สึกเหล่านั้นมันคืออะไร


ปาร์คชานยอลเดินเข้ามาใกล้บริเวณเกิดเหตุด้วยท่าทีคาดเดาไม่ได้ ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบตึงไม่บ่งบอกว่าตนรู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาเพียงแค่เดินมาหยุดตรงหน้าคนกลุ่มหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นต้นเหตุ


ชายหนุ่มกวาดสายตาไล่พิจารณา หนึ่งในนั้นคือพนักงานหญิงที่เขาเองก็เคยได้ยินชื่อมาบ้าง ถัดไปข้าง ๆ ก็เป็นพนักงานชายตัวสูงผอม พร้อมกับเด็กฝึกงานที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย จังหวะนั้นดวงตากลมโตก็หลุบมองพื้นด้านล่างที่เจิ่งนองไปด้วยของเหลวสีน้ำตาล และมันก็เป็นสีเดียวกับที่อยู่บนตัวเด็กฝึกงานคนเมื่อครู่


สายตาของท่านประธานและท่าทีเงียบนิ่งสร้างความกดดันและบรรยากาศกระอักกระอ่วนได้เป็นอย่างดี มันชวนให้คนที่มองเกิดอาการอึดอัดตามเสียจนอยากจะหายตัวออกไปจากบริเวณนี้ หรือทำเนียนหนีว่าตนไม่เกี่ยวข้อง หากแต่กลัวว่าขยับปลายเท้าแม้แต่นิดเดียว ก็อาจจะโดนสายตาคมกริบของท่านประธานเชือดเฉือนเข้าให้


อย่าว่าแต่ก้าวออกไปไหนเลย แค่ยืนหายใจอยู่ตรงนี้ยังลำบาก

 



“มีใครอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผมฟังได้ไหมครับ”

 


เสียงโทนทุ้มของชายหนุ่มเอ่ยถามหลังจากที่เงียบไปครู่ใหญ่ ดวงตาคมคายปรายมองพนักงานรอบข้างอย่างนึกสงสัย ชานยอลไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นในบริษัท มันทำให้คนเป็นนายอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้


เพราะอะไรทำไมพนักงานถึงมีเรื่องกันเอง

 


“ไม่ได้ยินที่ถามหรอครับ”

 


ประโยคคำถามแฝงไปด้วยความกดดัน มันทำให้คนที่ยืนรอบ ๆ ต้องก้มหน้าหลบสายตาเพราะไม่กล้าสู้หน้ากับความจริง “ถ้าไม่ตอบ ผมจะชี้ถามทีละคน แล้วถ้ายังไม่มีใครพูด พวกคุณทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนี้จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน”


“...”


“แม้ว่าโทษมันอาจจะถึงขั้นต้องลาออก พวกคุณก็จะยอมรับกันใช่ไหม”


!!!


ดูท่าคำขู่ของท่านประธานจะได้ผลตามที่ต้องการ พนักงานหลายคนต่างเงยหน้าหันมองซ้ายขวาเพื่อหาใครสักคนที่กล้าตอบคำถามเมื่อครู่ แม้ว่าจะรักและเคารพเทิดทูนผู้ชายคนนี้มากแค่ไหน แต่ในใจก็ล้วนเต็มไปด้วยความหวั่นเกรงต่ออำนาจ โดยเฉพาะยามที่อีกฝ่ายมีท่าทีแตกต่างจากปกติ


เสียงซุบซิบเกิดขึ้นในระดับที่ฟังชัดว่าทุกคนต่างพูดคุยอะไรกัน หากแต่ยังไม่มีใครกล้ามากพอที่จะอธิบายเรื่องทั้งหมด จนกระทั่งคิมจงอินต้องกระแอมเสียงเพื่อยุติความวุ่นวายและปล่อยให้บรรยากาศรอบข้างเงียบอีกครั้ง พร้อมกับอารมณ์บางอย่างที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในใจ


“สรุปแล้วใครจะเป็นคนอธิบายครับ”


ออกจะดูซ้ำซากที่ต้องถามย้ำ ๆ แต่ชานยอลเองก็ไม่ยอมปล่อยให้ใครในบริเวณนี้หลุดรอดออกไปจากสายตาได้ โดยเฉพาะพนักงานหลายคนที่เอาแต่ก้มหลบ นั่นก็ทำเอาท่านประธานรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก


“ผ-ผมเองครับ” หนึ่งในนั้นว่าพร้อมกับชูมือบอกตำแหน่ง


พนักงานแผนกประชาสัมพันธ์ยกมือขึ้นเพื่อเสนอตัวอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น เขาไม่รู้หรอกว่าการตัดสินใจแบบนี้มันจะเป็นผลดีไหม แต่ถ้าปล่อยให้อีกฝ่ายเค้นถามอีกครั้งก็คงจะดูเป็นการละเลยคำสั่งเจ้านาย


“งั้นช่วยสรุปให้ผมฟังด้วยครับ คุณโอเซฮุน


สิ้นเสียงเมื่อครู่ พนักงานตัวขาวก็ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พลางควบคุมลมหายใจไม่ให้ติดขัด มือไม้ทั้งสองข้างสั่นเทิ้มเพราะเกรงอำนาจ ยิ่งถูกสายตาจ้องมองมาเซฮุนก็รู้สึกว่าไม่มีใครน่ากลัวไปกว่าท่านประธานในเวลานี้อีกแล้ว


“คือ..เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น..” ชายหนุ่มร่างผอมว่าด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เสมองไปทางข้าง ๆ เพื่อหาจุดโฟกัสสายตาก่อนจะหลุบตามองพื้น ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดคำตอบที่คาดว่าน่าจะดีพอและไม่ทำให้สถานการณ์ดูแย่ไปมากกว่านี้  “เอ่อ— พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เกิดเรื่อง เราแค่ต้องการพูดคุยนิดหน่อยเพื่อ—”


“นิดหน่อยของคุณคือการเห็นที่นี่เป็นสนามเด็กเล่นอย่างนั้นหรอครับ”


“ไม่ใช่ครับ!” พนักงานตัวผอมรีบโพล่งออกไปอย่าลืมตัว ก่อนตนจะรีบค่อมหัวเชิงขอโทษที่พูดจาเสียงดัง ระหว่างนั้นก็เลียรอบปากตัวเองด้วยความประหม่า พยายามเค้นคิดคำอธิบาย ท้ายสุดสถานการณ์มันบีบบังคับทำให้เขาคิดอะไรไม่ออก และสิ่งที่คิดได้คือแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำทั้งหมด


“ผมขอโทษครับท่านประธาน ขอโทษที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในบริษัทครับ” แน่นอนว่าระหว่างที่พูดชายหนุ่มก็โค้งตัวจนศีรษะแทบติดหัวเข่า ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าจะเห็นท่านประธานในเวลาแบบนี้ ซ้ำยังเจอกับเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าชวนอึดอัดจนอยากจะระเบิดตัวตายให้รู้แล้วรู้รอด


แต่เพราะความรู้สึกผิดที่มันมีอยู่เต็มอก เซฮุนจึงเลือกที่จะพูดขอโทษและแสดงความจริงใจกับอีกฝ่ายเพื่อยืนยันว่าเขาจะขอรับผิดชอบกับเรื่องทั้งหมด หากให้อธิบายถึงต้นตอของเรื่องราวจริง ๆ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะจะพาลซวยกันไปใหญ่เมื่อคนในประเด็นดันเป็นประธานตัวเป็น ๆ ที่ยืนอยู่ตรงหน้า


“เมื่อครู่ผมพูดไปแล้วไม่ใช่หรอครับว่าผมต้องการคำอธิบาย ไม่ใช่คำขอโทษ


“...”


คำพูดของปาร์คชานยอลทำให้ใครหลายคนในที่นี่สะอึกไปตาม ๆ กัน โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งพูดคำนั้นไปเมื่อครู่ วินาทีนั้นเซฮุนแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อเพราะเสียงของคนเป็นนายมันข่มขวัญจนตนไม่กล้าเงยหน้ามอง ไหนจะคำพูดเชิงเสียดใจที่ฟังยังไงก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่พึงพอใจกับคำตอบที่ได้รับ


ท่านประธานหนุ่มเลือกที่จะเบนสายตามองใครบางคนที่อยู่เยื้องถัดไป ในเมื่อพนักงานชายคนนี้ไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ทุกอย่างได้ คนที่ต้องถูกถามเป็นรายต่อไปก็ต้องมีคำตอบให้แน่นอน


“แล้วคุณมีคำอธิบายรึเปล่าครับ คุณคิมเยริม


ดูเหมือนจะเดาไว้ไม่ผิดว่าท่านประธานเลือกจะถามใครเป็นรายต่อไป หญิงสาวเจ้าของชื่อยืดตัวเล็กขึ้นเล็กน้อยด้วยท่าทีไม่ไหวติงกับเหตุการณ์ตรงหน้า เธอทำสีหน้าเรียบเฉยเหมือนอย่างที่เคยทำคือการยิ้มบางอย่างอ่อนน้อมและโค้งตัวให้ความเคารพกับเจ้านาย


“ดิฉันมีปัญหากับเด็กฝึกงานค่ะ”


เนื้อความของประโยคมันขัดกับท่าทีของหญิงสาวทำเอาใครหลายคนที่ได้ยินต่างยืนอึ้งทำตัวไม่ถูก ถึงแม้ว่าเยริจะเป็นคนที่ดูสวยเด็ดและมีความมั่นใจสูง หากแต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเจ้าหล่อนจะกล้าพูดคำ ๆ นั้นต่อหน้าท่านประธาน อย่างน้อยเธอก็ควรจะเกรงกลัวต่อความผิดของตัวเองบ้างเหมือนกันที่เล่นสาดน้ำใส่หน้าเด็กฝึกงาน


จังหวะที่เว้นช่วงเอาไว้ ดวงตาเรียวสวยที่แต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอางก็เปรยมองคู่กรณีร่างเล็กที่ยังคงยืนก้มหน้าอยู่ “ท่านประธานอาจจะมองว่าคนที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดคือเด็กฝึกงาน แต่เขาเผลอทำน้ำหกใส่ชุดทำงานของดิฉันจนเป็นรอยด่างแถมยังไม่คิดจะพูดขอโทษทันที ดิฉันจึงเผลอคว้าแก้วน้ำมาสาดใส่เด็กฝึกงานโดยขาดความยั้งคิดค่ะ”


เหมือนจะเป็นการยอมรับกลาย ๆ ว่าตนก็มีส่วนผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เพราะเนื้อความในประโยคก็ยังคงโยงไปด้วยสาเหตุที่ทำให้เธอต้องเผลอพลั้งทำบางอย่างโดยขาดความยั้งคิด ใช่ว่าจะอ้างแต่เด็กฝึกงานเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เพราะเธอเองก็ยอมรับกับการกระทำของตัวเองเหมือนกัน


คนฟังยืนนิ่งไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำพูดจากหญิงสาวตรงหน้า ชานยอลไม่ได้พูดอะไรต่อนอกเสียจากปรายตามองใครอีกคนที่เอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมสบตามองกัน “ที่คุณเยริพูดมาเป็นความจริงรึเปล่าครับ” เสียงทุ้มต่ำถามพลางจ้องมองร่างบางที่ยังคงแน่นิ่ง


“ตอบผมด้วย บยอนแบคฮยอน


เมื่อถูกเรียกชื่อให้ขานตอบ แบคฮยอนก็ได้แต่หลับตาข่มความรู้สึกหลากหลายที่กำลังสับสนปนเปกันไปหมด เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะรู้สึกอะไรก่อนกันระหว่างเกรงกลัวท่านประธานกับเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้น หรือเขาควรกลัวเพราะคนที่กำลังเค้นเอาคำตอบอยู่นั้นเป็นถึงคนรักที่แต่งงานกันมาแล้วถึงสี่ปี


เด็กหนุ่มได้แต่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหม่า เขาคิดว่าการไม่สบตามองคนตรงหน้าคงจะเป็นผลดีที่สุด แต่แบคฮยอนก็ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้เพราะสายตาของอีกฝ่ายมันคล้ายกับมนต์บางอย่างที่กำลังเพ่งมองมาที่เขาโดยมีนัยบางอย่างแฝงมาด้วย


ซึ่งในตอนนั้นแบคฮยอนจึงได้แต่ต้องพนักหน้ารับกับคำพูดของรุ่นพี่แผนกการตลาดไปโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะที่อีกฝ่ายพูดมาก็เป็นความจริงเกือบทุกอย่าง


โดยเฉพาะเรื่องที่เขาไม่ยอมขอโทษก่อน


“ครับ” เด็กฝึกงานขานรับพร้อมกับยืนนิ่งราวกับสำนึกผิด นั่นคือสิ่งที่ทุกคนในที่นี่กำลังเห็นเป็นเนื้อความเดียวกัน แต่ทว่ามันผิดแผกจากความจริงเมื่อลึก ๆ แล้วแบคฮยอนไม่ได้รู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขากำลังกลัวใจท่านประธานต่างหาก


กลัวว่าอีกฝ่ายจะกระทำการบางอย่างที่ตนไม่ได้เตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้า..


เมื่อได้ข้อสรุปคร่าว ๆ ที่พอจะคาดเดาเอาได้ว่าก่อนหน้าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ชานยอลก็ปล่อยให้บริเวณโดยรอบเงียบอีกครั้ง โดยที่ระหว่างนั้นตนก็นึกคิดพิจารณาความเป็นไปได้ทั้งหมด ทว่าทุกอย่างมันกลับกลายเป็นเรื่องหนักอกจนคนอย่างเขาต้องผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่เพื่อควบคุมความคิดตัวเอง


“พวกคุณไม่รู้หรอครับว่าที่ทำอยู่มันผิดกฎของบริษัท” ชานยอลว่าขณะที่จ้องบุคคลทั้งสามตรงหน้าด้วยแววตาเรียบนิ่ง “หรือจะต้องให้ผมบอกว่าเรื่องที่ทำอยู่มันไม่สมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนในบริษัท INT.C ที่ผมมั่นใจแล้วว่าทุกคนในที่นี่มีความคิดมากพอที่จะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้”


ที่พูดไปชายหนุ่มไม่ได้เพ่งเล็งเจาะประเด็นใส่ใครคนใดคนหนึ่ง เพราะตอนนี้เขากำลังพูดรวม ๆ เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับคนทั้งสามตรงหน้า ชานยอลเห็นทุกอย่างตั้งแต่เดินเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ผู้หญิงคนนี้พูดจาเสียดสีใส่เด็กฝึกงาน ตอนที่พนักงานชายตวาดเสียงดังใส่เพื่อพยายามปกป้องเด็กในปกครอง หรือแม้กระทั่งตอนที่แบคฮยอนเลือกที่จะเมินเรื่องทุกอย่างเพื่อจบปัญหา จนสุดท้ายมันก็กลายเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตตามหลัง


ถ้าหากว่ามองในมุมของท่านประธาน ชานยอลก็รู้สึกไม่พอใจเอามาก ๆ กับเหตุการณ์ในครั้งนี้ เพราะมันทำให้บุคคลภายนอกที่เข้าออกบริษัทได้เห็นมุมมองร้าวฉานของพนักงาน ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่คาดฝันเอาไว้ว่ามันจะเกิดขึ้น


INT.C เราคัดแต่บุคคลที่มีคุณภาพเข้ามาทำงาน ทั้งเรื่องการศึกษา ความสามารถ สติปัญญา และการจัดการทางด้านอารมณ์ ผมไม่ได้ให้ฝ่ายบุคคลคัดเลือกพวกคุณสุ่มสี่สุ่มห้าเพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ซึ่งเรื่องที่พวกคุณทำในวันนี้มันแย่มากในสายตาของคนนอก หรือแม้แต่ผมที่เป็นคนในเองก็ยังรู้สึกผิดหวังในตัวพวกคุณมาก”


“...”


“ผมไม่รู้ว่าเรื่องอะไรที่ทำให้พวกคุณขาดความยั้งคิดและทำตัวแบบนี้ในบริษัท พวกคุณควรจะเกรงใจสถานที่หรือไม่ก็สายตาของคนรอบข้างที่มองมายังพวกคุณบ้าง โดยเฉพาะกับคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นอกจากจะไม่คิดห้ามหรือตักเตือนกันแล้ว พวกคุณก็ยังยืนดูอยู่เฉย ๆ โดยไม่คิดห้าม”


“...”


“ผมถามจริง ๆ เถอะครับ พวกคุณเห็นที่นี่เป็นอะไรหรอครับ?” ชานยอลว่าพร้อมกับกวาดสายตามองพนักงานรอบ ๆ ที่กำลังก้มหน้าก้มตานิ่ง


“ที่นี่ไม่ใช่ตลาดนะครับ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่พวกคุณจะสามารถโหวกเหวกโวยวายหรือจะเอะอะด่าใครได้ตามใจชอบ ผมรู้ว่าพวกคุณทุกคนเองยังมีความละอายต่อใจ หรือถ้ามันมีแค่เล็กน้อยแต่ก็กรุณาช่วยให้เกียรติป้ายห้อยคอของพวกคุณด้วย”


“...”


“ชื่อพนักงานและสัญลักษณ์ของบริษัทเราทำไว้ให้พวกคุณตระหนักอยู่เสมอ ไม่ว่าคุณจะทำอะไร อยู่ส่วนไหนของที่นี่ คุณก็คือคนของ INT.C คนที่มีประสิทธิภาพในทำงานและสามารถแยกแยะเรื่องทุกอย่างได้ รวมถึงวิธีการแก้ปัญหาที่สมเหตุสมผล”


“...”


“ผมพูดอยู่เสมอว่าเมื่อเราต้องทำงานร่วมกัน ทุกคนก็ต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ให้เกียรติกัน ไม่ใช่จะเหยียดหยามคนอื่น หรือคิดจะกดใครก็ได้ ทั้ง ๆ ที่ความจริงคุณก็อาจจะไม่ได้ดีเด่ไปกว่าเขาเท่าไหร่นัก”


“...”


“ผมพยายามทำให้พนักงานในที่นี่มีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย แต่พวกคุณบางคนในที่นี้ยังคงเอานิสัยภายนอกมาใช้ในบริษัท ซึ่งมันสมควรแล้วหรอครับ ในเมื่อมีคนปฏิบัติกับคุณอย่างเท่าเทียม แต่คุณกลับเห็นแก่ได้อยู่ฝ่ายเดียว”


“...”


“เห็นทีทุกคนในที่นี้อาจจะต้องถูกทำโทษเหมือนกันทั้งหมด และผมก็หวังว่าพวกคุณจะรับผิดชอบยอมรับผลของการกระทำของตัวเองด้วย”


สิ้นเสียงของชายหนุ่ม ความเงียบก็เข้ามาแทนที่ ตลอดทุกประโยคที่ท่านประธานพูดมันคล้ายกับเข็มพันเล่มที่คอยทิ่มแทงจิตใจคนฟังให้ปวดหนึบ ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของเจ้านายกำลังแสดงให้เห็นว่าเขาผิดหวังกับเรื่องในวันนี้มากแค่ไหน


ปาร์คชานยอล—ชายที่ใครหลายคนต่างให้การยอมรับทั้งความสามารถและสติปัญญา สามารถผลักดันบริษัทให้ก้าวไปอยู่ในจุดที่สูงได้ภายในไม่กี่ปี เขากลายเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย


แต่ใครจะไปรู้ว่าทุกความสำเร็จนั้นต้องแลกกับอะไรบ้าง หลายครั้งที่ชานยอลต้องทนแบกรับภาระหน้าที่หนักอึ้งนี้เอาไว้ อุปสรรคต่าง ๆ มากมายมันโถมใส่จนบางครั้งเขาก็อยากจะทิ้งทุกอย่างไว้ด้านหลัง แต่นั่นก็คงไม่ใช่การกระทำของผู้นำที่ดี ชานยอลจึงต้องอดทนและรีบแก้ปัญหาให้ผ่านลุล่วง เพื่อรับผิดชอบความเป็นอยู่ของบริษัท รวมถึงชีวิตพนักงานหลายร้อยคนในที่นี่ด้วย


สถานที่แห่งนี้เป็นเหมือนเสาหลักและล้อเลื่อน ขับเคลื่อนให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และมันต้องเกิดจากโครงสร้างภายในที่แข็งแรง ไม่ใช่แค่ผู้นำที่ต้องแข็งแกร่งอยู่ฝ่ายเดียว แต่ส่วนอื่น ๆ ในบริษัทก็ต้องแข็งแรงไม่แพ้กัน


และเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้มันทำให้ชานยอลรู้สึกผิดหวัง..


“แต่ในเมื่อมันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ผมก็ไม่อยากเมินเฉยไม่สนใจต่อความรู้สึกของพวกคุณ ๆ โดยเฉพาะปัญหาที่ยังไม่ได้สะสาง” ใช่ ชานยอลยังคงผิดหวังกับการกระทำของทุกคนในที่นี่ รวมถึงตัวเองที่ไม่สามารถสร้างความสงบสุขให้กับบริษัทได้ แต่ก็อย่างที่ว่า ผิดหวังแค่ไหนก็ต้องอดทนเอาไว้เพื่อรักษาภาพพจน์ของผู้นำ


ขณะที่พูดก็ปรายตามองโดยรอบ ก่อนจะหันมาหยุดมองกลุ่มตรงหน้าที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายในบริษัท


“ผมแค่อยากรู้ว่าพวกคุณจะสามารถจบปัญหากันได้ตรงนี้ไหม”


ทั้งสามพร้อมใจกันช้อนตามองคนเป็นนายด้วยความรู้สึกผิดคล้าย ๆ กัน โดยเฉพาะสายตาของท่านประธานที่เอาแต่จ้องหน้าเด็กฝึกงานด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง มันยิ่งชวนให้คนอื่น ๆ ที่มองอยู่ลุ้นระทึกเพราะเรื่องของคนทั้งสองยังคงฝังในความคิด


ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าบยอนแบคฮยอน—เด็กฝึกงานแผนกการตลาดกับท่านประธานปาร์คชานยอลมีความสัมพันธ์ในเชิงไหน หลายคนได้แต่สงสัยแต่ก็ไม่มีใครกล้าถามเพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะเข้าถึง ดังนั้นที่ทำได้คือคอยมองตามอยู่ห่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูล ซึ่งทุกคนก็รู้กันดีว่าหลังจากเรื่องรูปหลุดวันนั้นท่านประธานก็ไม่เคยพบกับเด็กฝึกงานอีกเลย


นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่คนทั้งสองเจอหน้ากัน แล้วดันเป็นสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียด้วย แน่นอนว่ามันสร้างความอัดอั้นและอึดอัดแก่คนมองรอบข้าง โดยเฉพาะกับต้นเหตุทั้งสามที่กำลังยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก พนักงานทั้งหมดจ้องมองมายังท่านประธานเป็นสายตาเดียวด้วยใจที่ลุ้นว่าอีกฝ่ายจะจัดการกับเรื่องตรงหน้าอย่างไร


“บยอนแบคฮยอน”


ใจกระตุกวูบทันทีเมื่อถูกเรียกชื่อ ร่างบางที่เนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยน้ำสีเข้มค่อย ๆ เงยหน้ามองชายหนุ่มตัวสูงตรงหน้าด้วยความกังวล ในวินาทีนั้นแบคฮยอนไม่สามารถคาดเดาความคิดของคนรักได้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะทำอะไร


“ค-ครับ” เด็กหนุ่มขานรับอย่างไม่เต็มเสียง พยายามหลีกเลี่ยงการสบตากับท่านประธานโดยตรง ซึ่งการกระทำทุกอย่างของแบคฮยอนก็อยู่ในสายตาของคนตัวสูงเสมอ


“ในฐานะที่คุณเป็นรุ่นน้องและเพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ ความเคารพต่อรุ่นพี่มันเป็นสิ่งที่เด็กอย่างคุณพึงต้องมีอยู่เสมอ นั่นคือสิ่งแรกที่คุณต้องตระหนักเอาไว้ถ้าหากต้องไปทำงานที่บริษัทอื่น”


“...”


“ผมไม่รู้ว่าเรื่องของพวกคุณมันเกิดจากอะไร แต่ในเมื่อรุ่นพี่บอกว่าคุณเป็นฝ่ายทำน้ำหกเลอะชุดเธอก่อน คุณก็ควรต้องแสดงความรับผิดชอบ.. ทั้งในฐานะที่เป็นรุ่นน้องและเป็นผู้ชาย”


“...”


“คุณคิดว่าเรื่องนี้ควรทำยังไงดีครับ”


ผิดคาดจากที่เดาเอาไว้เพราะใคร ๆ ต่างก็เข้าใจว่าท่านประธานอาจจะเอ็นดูเด็กฝึกงานเพราะว่าความสัมพันธ์ หากแต่มันไม่ใช่อย่างที่คิดเมื่อสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังทำไปคือการให้เด็กหนุ่มคนนั้นแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น


ชานยอลใช้เหตุผลและปัจจัยหลาย ๆ อย่างเข้ามาพูดเพื่อให้คนตรงหน้าตระหนักได้ว่าจริง ๆ แล้วตัวเองเป็นใคร เพราะถ้าพูดกันตรง ๆ แบคฮยอนก็แค่นักศึกษาฝึกงานที่ไม่มีสิทธิ์เสียงหรืออำนาจในการโต้แย้งใครได้โดยเฉพาะกับรุ่นพี่ที่ทำงานมาก่อนหน้า


จังหวะที่ต้องใช้เวลาตัดสินใจ เด็กหนุ่มก็เผลอสบตากับท่านประธานอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้แววตาของอีกฝ่ายมันแฝงความหมายบางอย่างมาด้วย กับคนที่อยู่กินกันมาเกือบสี่ปีมองแค่แวบเดียวก็รู้ว่าคนตรงหน้าต้องการจะบอกอะไร ซึ่งแบคฮยอนก็ยอมเข้าใจและในขณะเดียวกันเขาก็ผ่อนลมหายใจเพื่อควบคุมตัวเองไปพลาง ๆ


และเพราะคำว่าฐานะบางอย่างมันค้ำคอเอาไว้ เขาจึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น


เด็กหนุ่มหันไปหารุ่นพี่สาวคนเดิม มองหน้าอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจโค้งตัวให้


“ผมขอโทษครับ”


 แม้ว่าใจจริงจะไม่อยากขอโทษ แต่เพื่อแสดงถึงความจริงใจในการยอมรับผิดกับการกระทำของตน แบคฮยอนก็ต้องยอมเก็บศักดิ์ศรีตัวเองเอาไว้และกลายเป็นเด็กฝึกงานที่ต้องน้อบน้อม ถึงแม้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำไว้มันก็หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน


และทันทีที่เห็นว่าเด็กตรงหน้าพูดคำว่าขอโทษ ความสะใจและชัยชนะก็แล่นปรี่เข้ามาในอกของหญิงสาว เยริปรายตามองด้วยความเห็นใจหากแต่ภายในแฝงไปด้วยอาการเย้ยหยันที่ได้เห็นอีกฝ่ายอ่อนข้อให้ต่อหน้าคนทั้งบริษัท แต่เพราะว่าทุกอย่างยังคงอยู่ในสายตาของคนส่วนมาก เธอจึงไม่สามารถแสดงอาการลิงโลดออกมาได้


“ในเมื่อรุ่นน้องยอมรับผิดชอบในสิ่งที่เขาได้ทำไปแล้ว คนที่เป็นรุ่นพี่เองก็ควรแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองบ้างเหมือนกัน” สะใจได้ไม่ทันไรเสียงของท่านประธานก็เรียกความสนใจให้เยริหันไปมองอีกครั้ง 


“ว่าไงครับคุณเยริม หวังว่าคุณคงไม่ลืมเรื่องที่ตัวเองทำไว้ได้ใช่ไหมครับ”


ฉับพลันความไม่มั่นใจก็แล่นเข้ามาให้อกจนเกิดความสับสนเล็กน้อย เข้าใจหรอกว่าท่านประธานอาจจะต้องการให้เธอและเด็กฝึกงานคนนี้ปรองดองกันเข้าไว้ เพราะอย่างไรก็ต้องทำงานอยู่ที่เดียวกัน ทว่าประโยคเมื่อครู่มันคล้ายกับมีนัยบางอย่างแฝงมาด้วยและถ้าหากว่ามันเป็นไปได้ เธอก็ได้แต่หวังว่าขอให้มันเป็นแค่ความรู้สึกที่เดี๋ยวก็ผ่านไป


“..ค่ะ” หญิงสาวพูดก่อนจะค่อย ๆ หันไปมองเด็กรุ่นน้องอีกครั้ง ซึ่งเด็กฝึกงานก็กำลังมองหน้าเธออยู่เหมือนกัน


“น้องแบคฮยอนคะ พี่ไม่ได้ตั้งใจจะสาดน้ำใส่หน้าเราจริง ๆ นะ ตอนนั้นพี่คงโมโหทำอะไรไม่ทันได้คิด” ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่รู้จักกันแรก ๆ แบคฮยอนก็คงไม่นึกโทษโกรธเคืองอะไร แต่ทว่ามันกลับตรงกันข้ามเมื่อการกระทำของอีกฝ่ายมันรุนแรงเกินไปจนเขาไม่สามารถปักใจกับคำว่าไม่ได้ตั้งใจของอีกฝ่ายได้จริง ๆ


“ไม่โกรธพี่นะคะน้องแบคฮยอน”


เธอว่าด้วยท่าทีอ่อนโยนซึ่งใครมองดูก็รู้ว่าเป็นเรื่องหลอกตา ไม่มีแม้กระทั่งคำขอโทษ ทั้งยังใช้ประโยคอื่นพูดเพื่อให้เข้าใจว่าเธอไม่ได้เจตนากับการกระทำของตนเพราะขาดความยั้งคิด แล้วกับเขาที่เป็นแค่เด็กฝึกงานจะมีสิทธิ์ไปหืออืออะไรกับรุ่นพี่ตรงหน้าได้ล่ะ


“..ไม่เป็นไรครับ” 


และสิ่งที่ทำได้คือต้องยอมให้อภัยอีกฝ่ายไปง่าย ๆ ซึ่งก็จะถือว่าเป็นการตัดจบปัญหาไปเพราะคงไม่อยากมีใครยืนอยู่ตรงนี้นานนัก โดยเฉพาะกับแบคฮยอนที่ถูกหลายคนเพ่งเล็งเอาไว้ว่าเป็นบุคคลที่มีประเด็นร้อนสุดในช่วงเวลานี้


ในเมื่อคนทั้งสองต่างพูดเอ่ยขอโทษกันและกัน ทุกคนที่อยู่รอบข้างต่างก็พลอยโล่งใจไปด้วย อย่างน้อยก็เพื่อรักษาหน้าของพนักงานที่นี่ ถึงแม้ว่าภายหลังคนทั้งสองอาจจะยังไม่จบปัญหากันก็ได้


ต่างคนต่างหันกลับมายืนนิ่งอีกครั้งพร้อมกับรอให้ท่านประธานพูดอะไรสักอย่างก่อนที่จะแยกย้ายกันไปทำงาน ทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา มีเพียงบรรยากาศเงียบผิดปกติ ซึ่งทำให้หลายคนเริ่มเอะใจจนต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย ก่อนจะพบว่าสีหน้าของท่านประธานยังคงเรียบเฉยหากแต่จ้องมองไปยังหญิงสาวแผนกการตลาดอย่างไม่ละสายตา


“...”


อาการประหม่าเกิดขึ้นเมื่อรู้ว่าตนกำลังถูกจ้อง เยริไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรทำไมท่านประธานถึงใช้สายตาราวกับว่าไม่พอใจมองตน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยถามอะไรออกไปจนกระทั่งเสียงของอีกฝ่ายดังขึ้น


“คุณคิมเยริมครับ”


“คะ”


“กรุณาขอโทษแบคฮยอนใหม่อีกครั้งด้วยครับ”


!!!


“ค-คะ?” จบประโยคของชายหนุ่ม พนักงานสาวก็ร้องเสียงหลงอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง พนักงานคนอื่นต่างก็ตกใจไม่แพ้กัน ไหนจะคำพูดเมื่อครู่ที่บอกให้เธอขอโทษเด็กฝึกงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งต่างก็ทำเอาคนรอบข้างเกิดความสงสัยไปด้วย


“ผมบอกให้คุณขอโทษแบคฮยอนใหม่อีกครั้งด้วยครับ”


จริงอยู่ที่ก่อนหน้านั้นเยริไม่ได้พูดคำว่าขอโทษกับเด็กฝึกงาน แต่มันใช่เรื่องหรอที่ท่านประธานจะเอ่ยทวงคำ ๆ นั้นให้กับเด็กนั่น นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันเมื่อท่านประธานพูดย้ำให้คิมเยริมทำตามที่ตนบอก ทั้งที่ทุกคนในที่นี่ต่างเห็นพ้องต้องกันแล้วว่าปัญหาของคนทั้งสองน่าจะจบไปแล้ว แต่ทำไมประธานถึงต้องบอกให้หญิงสาวขอโทษเด็กฝึกงานคนนั้นอีกครั้ง


“ต-แต่เมื่อกี้ดิฉัน—” เยริว่าพลางหันไปหาเด็กหนุ่มข้างกายด้วยสายตาไม่เข้าใจ “ทำไมต้อง—”


ใช่ เยริไม่เข้าใจว่าทำไมเธอต้องขอโทษเด็กนั่นอีกครั้งทั้งที่ความจริงเรื่องมันควรจะจบแล้วแยกย้าย ใช่ว่าเธอเองก็อยากจะมีปัญหากับเด็กฝึกงานหรอก ยิ่งกับต่อหน้าท่านประธานด้วยแล้ว ร้อยทั้งร้อยเธอก็ไม่อยากจะเอาชีวิตการทำงานมาเสี่ยงโดยที่ไม่จำเป็น


“ครับ ผมรู้ว่าคุณพูดขอโทษและให้อภัยกับการกระทำของเด็กฝึกงานแล้ว แต่นั่นมันคือความรับผิดชอบในฐานะรุ่นพี่ที่คุณพึงมี”


ชานยอลเริ่มต้นด้วยประโยคคล้ายคลึงกับก่อนหน้า ทั้งยังก้าวเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มตัวเล็กที่ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก ซึ่งการกระทำของคนตัวสูงก็อยู่ในสายตาของพนักงานทุกย่างก้าว


ร่างสูงโปร่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเด็กฝึกงานที่กำลังมองตน และอีกฝ่ายก็คงรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น สายตาของแบคฮยอนกำลังขอร้องอยู่กลาย ๆ ว่าอย่าทำเรื่องให้มันยุ่งยากไปมากกว่านี้ แต่มีหรือที่คนอย่างชานยอลจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่คนรักต้องการ


เขาเลิกสนใจแววตาเรียวเล็กแกมขอร้องนั่นพร้อมกับหันไปมองพนักงานสาวที่กำลังทำสีหน้าไม่เข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น


“แต่ผมคิดว่าการกระทำของคุณมันมากเกินกว่าคำว่าไม่ได้ตั้งใจ


“...”


“เพราะงั้นผมขอให้คุณขอโทษบยอนแบคฮยอนอีกครั้ง..” กระทั่งคำพูดต่อมาของท่านประธานมันก็คล้ายกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางหน้า


“...”


“ในฐานะที่เขาคือภรรยาของผมด้วยครับ”


!!!!!!!!!!!!!!

 

 

 






 

‘ดูท่าพวกคุณคงจะว่างกันมาก ถึงได้มีเวลามาสนใจเรื่องของคนอื่น พูดจาให้ร้ายกับคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ทั้ง ๆ ที่ตัวคุณเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องจริงเป็นยังไง ทำแบบนี้มันสมควรแล้วหรอครับ หรือถ้าอยากรู้กันมากว่าระหว่างผมกับเด็กฝึกงานคืออะไร ผมบอกให้รู้ชัดกันตรงนี้’

บยอนแบคฮยอนคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผม ไม่ใช่เด็กเลี้ยงอย่างที่พวกคุณเข้าใจกัน’

‘ในเมื่อรู้แบบนี้แล้วยังมีใครสงสัยอะไรในตัวแบคฮยอนอีกไหมครับ’

‘...’

‘ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัว’

 




นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ชานยอลทิ้งไว้ให้กับผู้คนรอบข้าง สร้างความตกใจให้แก่ผู้คนที่ได้ยินเรื่องนี้ โดยเฉพาะกับหญิงสาวแผนกการตลาดอย่างคิมเยริม เธอยืนอึ้งด้วยสีหน้าซีดเผือดเมื่อได้รู้ความจริง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างมองสลับใบหน้าของท่านประธานและเด็กฝึกงานอย่างไม่เชื่อ แม้ว่าประโยคก่อนหน้าจะวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวไม่หยุด


กระทั่งร่างสูงโปร่งคว้าข้อมือคนตัวเล็กให้เดินออกไปจากบริเวณนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยทำเอาไว้ก็หล่นทับใส่ทำเอาร่างกายอ่อนยวบทรุดตัวลงไปกองกับพื้น สร้างเสียงฮือฮาให้แก่คนรอบข้างอีกระลอกใหญ่


“ป-เป็นภรรยาของท่านประธานงั้นหรอ..” เสียงหวานพึมพำกับตัวเองคล้ายกับคนสติเลื่อนลอย พลางนึกทวนคำพูดของชายหนุ่มเมื่อครู่จนถี่ถ้วน ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของท่านประธานไม่มีวี่แววของการล้อเล่น ทุกอย่างที่อีกฝ่ายพูดมันคือเรื่องจริง


แบคฮยอนเป็นภรรยาของท่านประธานก็เป็นความจริง


“หึ” ก็จะมีแต่โอเซฮุนเท่านั้นที่ยืนนิ่งแค่นหัวเราะกลอกตามองบน นึกสมเพชหญิงสาวรุ่นพี่ที่กำลังถูกพนักงานคนอื่น ๆ เข้ามาปลุกเรียกสติ ทั้งที่ตนอุตส่าห์บอกใบ้ไปแล้วว่าอย่าไปแหยม เป็นไงล่ะ เจอของจริงเข้าให้อึ้งจนพูดอะไรไม่ออกเลยล่ะสิท่า


จะว่าไปส่วนตัวเขาเองก็ตกใจไม่ต่างกันหรอก โดยเฉพาะการมาของท่านประธานที่ไม่เคยมีใครตั้งตัวทัน แถมยังพ่วงผู้จัดการคิมเสริมทัพมาด้วยกันอีกต่างหาก จากที่ว่าน่ากลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ต้องคูณสองเข้าไปอีก ทำเอาเสียวสันหลังไม่หยุดหย่อน แต่ก็นะ ตอนนี้อารมณ์สะใจมันมีมากกว่าจริง ๆ นั่นแหละ


ระหว่างที่นึกขันอยู่นั้นเซฮุนก็ลืมนึกว่าการกระทำของตนกำลังอยู่ในสายตาของใครบางคน จนกระทั่งเผลอสบมองโดยไม่ได้ตั้งใจ


“อุ่ย..” พนักงานตัวขาวสะดุ้งโหยงเมื่อรู้ตัวว่าถูกมอง ก่อนจะแค่นหัวเราะแห้ง ๆ ตีเนียนเฉไฉออกนอกเรื่อง เมื่อรู้ว่าความตลกกลบเกลื่อนอะไรไม่ได้ ชายหนุ่มรีบก้มหน้างุดซ่อนใบหน้าตัวเอง ในใจก็แอบบ่นอุบอิบไปพลาง ๆ ไอ้เราก็นึกว่าจะเดินออกไปพร้อมกับท่านประธาน ทำไมผู้จัดการคิมถึงยังยืนอยู่ล่ะ!?


และตอนนี้เซฮุนก็รู้สึกว่าผู้จัดการกำลังส่งสายตามาให้เขาราวกับกำลังคาดโทษอยู่กลาย ๆ ซึ่งก็ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าการที่จะถูกอีกฝ่ายจับได้ว่าตนเผลอพูดเรื่องความลับกับแบคฮยอนไป แต่แล้วยังไงล่ะ ก็ในเมื่อตอนนี้ทุกคนก็รู้กันหมดแล้วนี่ ผู้จัดการคิมคงไม่ทำอะไรเขาหรอก.. มั้ง


“ทุกคนคงได้ยินชัดแล้วใช่ไหมครับ” จงอินพูดเสียงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ขณะเดียวกันเขาก็ละสายตาออกจากพนักงานตัวขาวที่กำลังหดคอทำตัวลีบ เอาแต่หลบสายตาคล้ายกับคนทำความผิด ซึ่งจะผิดจริงหรือไม่ผิดนั้นเย็นนี้ก็คงรู้กันอยู่แล้ว


“วันนี้เลิกงานแล้วขอให้ไปเจอกันที่ห้องประชุมใหญ่ด้วย”


“...”


“เข้าใจตรงกันนะ”


พูดจบผู้จัดการคิมก็ใช้สายตาคม ๆ นั่นกวาดมองใบหน้าของพนักงานทุกคนจนต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ไอ้เมื่อครู่ที่ได้ฟังท่านประธานตอกใส่ยังช็อกตกใจไม่หาย เย็นนี้ต้องเจอกับผู้จัดการคิมอีกรอบอย่างนั้นหรอ?


แค่คิดขนอ่อนตามร่างกายก็พร้อมกันลุกเกรียว เสียวสันหลังวูบวาบอย่างห้ามไม่อยู่ แต่ก็คงค้านอะไรไม่ได้นอกเสียจากตอบรับคำพูดเมื่อครู่ ก่อนที่พนักงานทั้งหมดจะหันมองหน้าเพื่อจำกันให้ได้ว่าคนที่ยืนอยู่คือผู้ที่จะร่วมชะตากรรมในเย็นวันนี้ด้วยกัน..


ขอให้พระเจ้าคุ้มครองพวกเราด้วยเถอะ..






TBC...










++++++++++++++++++++++++


รู้กันทั้งบางละ เคลียร์

งงแลง 6.1 คืออัลไล 55555555555555555555555555
พาร์ทแรกค่ะ แค่พาร์ทแรก เดี๋ยวพาร์ทจบมาตอนหน้าแล้ว (จบจริง ๆ ค่ะ)
ใครสนใจอยากจับจองคุณน้องเด็กฝึกงานก็เชิญจิ้มได้ที่ตอนก่อนหน้านะคะ (หรือไบโอทวิตเราก็ได้)

สำหรับตอนนี้ขอฝากด้วยนาจาา


#ฟิคคลังฝัน


ขอขายของอีกนิด
มีใครยังสนใจอยากเก็บคลังฝันและชัลบีไหมคะ
ถ้าสนใจเรามีเล่มสต๊อกพร้อมส่งค่ะ
สามารถทักเพื่อขอรายละเอียดได้
จัดส่งวันต่อวันกันไปเลย

ขอบคุณค่า <3




 
TF:)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 116 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,476 ความคิดเห็น

  1. #6466 in_mink1 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 23:36
    อ่านกี่รอบก็สะใจที่รอบ
    #6,466
    1
    • #6466-1 in_mink1(จากตอนที่ 43)
      24 มิถุนายน 2563 / 23:36
      ทุกรอบ**
      #6466-1
  2. #6463 BangJae_ (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 01:36
    ทั่นประธานตบหน้าพ่กขี้เผือกแรงๆอีกซักทีค่ะ ทำเกินกว่าเหตุ อินเหมือนเขาไปเป็นชู้กะแฟนตัวเองแต่จริงๆคือคิดว่สแบคไปเป้นชู้กับทั่นประธานแต่เมียทั่นปธ.เป้นใครก้ไม่รุ้อีก ถถถถถถถ
    #6,463
    0
  3. #6460 Nokyoong Exoplanet (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 02:36
    พะ!!!!! พะ!!!!!!! พี่!!!ชาน!!!!ยอล!!!!!
    #6,460
    0
  4. #6426 FFexcB-614 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 23:28
    อ่านตอนนี้หลายรอบแล้ว สะใจที่สุด!!!!!!!
    #6,426
    0
  5. #6371 heykiki (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 21:05
    ตอนนี้เป็นอะไรที่สะใจมาก ชอบมากกกกกกกกก แงงงงงงงงงงง
    #6,371
    0
  6. #6305 TeddyBear614 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 01:16
    สมน้ำหน้า!!!!!!
    #6,305
    0
  7. #6294 Darkmate (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 08:06
    ในที่สุดดดดดดด
    #6,294
    0
  8. #5962 bomingoldenchild (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 21:04
    ตอนแรกก็อึงนะแต่มาอ่านตอนหลังขำฮุนฮ่าๆๆๆ
    #5,962
    0
  9. #5117 Sunshineshy (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2560 / 03:27
    สนุกมากกกกกกกกก ชอบ
    #5,117
    0
  10. #5110 sweetpss (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 03:22
    ก่อนจะไปสะสางปหขอสะใจก่อนโว๊ยยน รู้สักที!!!
    #5,110
    0
  11. #5034 phirayajungkook (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 21:39
    ทีมพี่ฮุนเว้ย ขำมัน5555
    #5,034
    0
  12. #4759 EUNHWA_OK (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 19:58
    เมียต้องมาก่อนสิ พี่เขาจะอยู่ข้างเราจะกลัวอะไรหละแบค สบายใจได้แล้ว ^^
    #4,759
    0
  13. #4504 CBshipper_ (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 18:16
    ช็อคกันทั้งบริษัทค่ะ สะใจจังโว้ยยย ฮ่าๆๆๆ เจอของจริงเข้าไปเป็นไงล่ะ
    #4,504
    0
  14. #4231 KAKARN_MATO (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:38
    สะใจ55555
    #4,231
    0
  15. #3821 kqae149 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 20:49
    ตกลงนางร้ายชื่อคิมเยริหรือคิมเยริม
    #3,821
    1
    • #3821-1 lolita_zq(จากตอนที่ 43)
      6 ธันวาคม 2559 / 20:54
      จริงๆแล้วชื่อของเยริคือคิมเยริมจ้า เยริเหมือนจะชื่อบนสเตจนะคะ เราลองไปเช็กประวัติมาชื่อจริงๆคือคิมเยริมค่า ถ้าทำให้สับสนขอโทษด้วยนะคะ ;-;
      #3821-1
  16. #3445 Mobanxxi (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2559 / 23:07
    โอ้ยยยย ตบเยริซักทีซิ!!! ถ้าอยู่ด้วยนะแม่จะตบให้หน้าหัน
    #3,445
    0
  17. #3427 peterpotter (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 23:04
    ยิ้มแรงมากเลย ยิ้มแรงจริงๆค่ะ
    #3,427
    0
  18. #3420 Papahnan (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 21:31
    สะใจจจ หึหึหึ
    #3,420
    0
  19. #3416 nchler (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 03:16
    โอ้ยยยย สะใจจจจ
    #3,416
    0
  20. #3395 dodream (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2559 / 01:39
    รู้สึกสะใจ ฮ่าๆๆๆ
    #3,395
    0
  21. #3345 JAMYJ (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 24 กันยายน 2559 / 14:27
    ปรบมือ!!!!!!!
    #3,345
    0
  22. #3313 be mine (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 23 กันยายน 2559 / 01:00
    ว๊ายแพ้55555
    #3,313
    0
  23. #3186 pookpak_world (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 00:01
    โห่ ประธานโหดจริง เด็ดขาดมาก แต่ดีแล้วแหละ แบคฮยอนนี่ถ้าว่าเด็ก... ก็ไม่เด็กนะ21แล้ว แต่อย่างว่าแหละ มันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดออกไปได้ง่ายๆอ่ะเนอะ รู้สึกโล่งแบบโดดร่มลงจาดยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ท่านประธานคือผู้ปลดแอกหนูค่ะ /ชาบู แอบสะใจเบาๆ (หรา) เยรินี่ ไม่สมควรทำงานกับใคร เป็นคนที่ดูพร้อมจะแว้งกัดคนอื่นได้ตลอดถ้าเขาขัดแย้งกับตัวเอง น่ากลัวมาก น้ำโกโก้ล้างสันดานละกันค่ะคุณ /ปรายตามอง
    #3,186
    0
  24. #3185 AEGIDIOS (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 23:47
    รู้นะ เคลียร์นะ? โอเครปร้ะะะ? สมเพชนังเยริจริงๆไงละอยากรู้มากใช่มั้ยประธานเค้ามาบอกเองเลยนะคะ55555555555 สะใจโว้ย555555555555
    #3,185
    0
  25. #3052 jeejyii (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 กันยายน 2559 / 23:12
    มาต่อเร็วไรท์ ค้างงมากกก
    #3,052
    0