[ exo SF/OS ] คลังฝัน - chanbaek

ตอนที่ 41 : INTERNSHIP - chanbaek #5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,557
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 127 ครั้ง
    15 ส.ค. 59












INTERNSHIP

















 

บยอนแบคฮยอนเข้าใจแล้วว่าสายตาของคนอื่น ๆ ที่มองมาหมายถึงอะไร


เด็กหนุ่มพยายามไม่สนใจและไม่ทำให้ตัวเองเป็นจุดเด่น นั่นคือสิ่งที่เขาทำมาในตลอดสองวันตั้งแต่ที่เห็นรูปถ่ายของตัวเองกับท่านประธาน แต่แล้วมันก็ไม่เป็นผลเมื่อทุกย่างก้าวของเขามักมีสายตาพนักงานคนอื่นมองมาเสมอ


กระทั่งวันนี้แบคฮยอนถูกรุ่นพี่ในแผนกการตลาดพูดจาเสียดสีใส่ รวมถึงเข้าพบผู้จัดการคิมในวันเดียวกัน


จัดได้ว่าวันนี้เป็นวันยอดแย่แห่งปี


เด็กฝึกงานตัวเล็กกลับมาถึงคอนโดในเวลาเกือบสามทุ่ม อย่างแรกที่ทำคือไม่ใช่การเปิดไฟ เขาวางกระเป๋าทำงานไว้ที่พื้น แล้วทิ้งตัวนอนบนโซฟาสีเบจเป็นอย่างที่สอง ทุกอย่างในห้องเงียบสงบและยังคงอยู่ในสภาพเดิม


จะต่างก็แค่ไม่มีใครบางคนอยู่ด้วยก็เท่านั้น


ลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกถอนออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าบอกว่าการถอนหายใจบ่อย ๆ จะทำให้อายุสั้น แบคฮยอนก็คงเหลือเวลาไม่อีกเท่าไหร่ แต่คิดไปคิดมาเขาก็ยังใช้ชีวิตไม่คุ้มค่า เพราะงั้นที่ทำได้ตอนนี้ก็แค่นอนนิ่ง ๆ ปล่อยให้ความเงียบและเรื่องราวต่าง ๆ กัดกินพื้นที่ในหัวใจ


ทำไมถึงเหนื่อยแบบนี้นะ..


ได้แต่ตั้งคำถามให้ตัวเองว่าทำไมถึงต้องทำเรื่องยุ่งยากด้วย ความจริงก็แค่แก้ข่าวบอกทุกคนไปว่าเขาเป็นใคร ทุกอย่างก็อาจจะจบ คนในบริษัทก็จะได้ไม่ต้องสงสัยและไม่ต้องเข้าใจผิด


แต่ในทางกลับกัน แบคฮยอนก็ต้องคิดถึงผลกระทบที่ต้องตามมา ภาพลักษณ์ของท่านประธานล่ะ เป็นเป็นยังไงบ้าง คนอื่นจะมองอีกฝ่ายแบบไหน เขาไม่อยากกลายเป็นคนที่เอาตัวรอดอยู่ฝ่ายเดียว แล้วปล่อยให้ผลกระทบทั้งหมดตกที่สามีของตัวเอง


คิดดูเอาเถอะว่ามันจะแย่แค่ไหนถ้าหากทุกคนรู้ว่าแท้จริงแล้ว ภรรยาที่ท่านประธานแต่งงานมาตั้งสี่ปีคือเด็กฝึกงานในแผนกประชาสัมพันธ์ที่ยังเรียนไม่ทันจะจบ ใครมารู้เข้าก็คงไม่เชื่อ หรือจะให้แบคฮยอนพูดออกไป คนอื่น ๆ ก็คงหาว่าเขาเพ้อเจ้อไม่ก็มโนฝันคิดไปเอง เผลอ ๆ อาจจะโดนเกลียดขี้หน้ามากกว่าเดิมด้วยซ้ำ


ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ แบคฮยอนจะใช้ชีวิตในบริษัทยังไง


เอาจริงมันก็เหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึงเดือนการฝึกงานจะเสร็จสิ้น ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างนั้นแบคฮยอนก็ได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับตัวเอง โดยเฉพาะผลการประเมินที่อาจจะไม่ผ่านมันอาจจะกระทบกับคะแนนเรียนในตอนหลัง ถึงจะรู้ว่ายังไงผู้จัดการคิมจะเป็นคนจัดการให้ก็เถอะ แต่ถ้าหากยังไม่มีใครชอบแบคฮยอน การทำงานที่นี่ก็คงลำบากไปจนถึงวันสุดท้ายแน่ ๆ


ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด พอเครียดมาก ๆ แบคฮยอนก็เริ่มปวดหนึบที่ข้างขมับ มันทำให้นึกถึงตอนที่แฟนหนุ่มอยู่ด้วยแล้วอีกฝ่ายคอยนวดไล่อาการปวดเมื่อยล้าให้ จังหวะนั้นก็คิดถึงสัมผัสอุ่นของคนรัก ทำให้ขอบตาเขาเริ่มร้อนผ่าว..


เมื่อไหร่พี่ชานยอลจะกลับมา..


แบคฮยอนกลายเป็นเด็กนิสัยเสียตั้งแต่แต่งงาน หลาย ๆ เรื่องในชีวิตเขามักจะมีผู้ใหญ่อย่างชานยอลคอยแนะนำแนวทางให้ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่เคยบังคับหรือออกคำสั่งกับเขาก็ตาม และเมื่อไหร่ที่มีเรื่องต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง แบคฮยอนก็มักจะถามคนรักเพื่อความมั่นใจเสมอ


แต่มีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นที่เขาตัดสินใจเองมาตั้งแต่แรก


ก็คงเป็นเรื่องการปิดบังสถานะ..


พอกลับมานั่งนึกย้อนถึงคำพูดของผู้จัดการคิมแล้ว แบคฮยอนก็คงกลายเป็นเด็กเห็นแก่ตัวอย่างที่อีกฝ่ายว่า และถ้าหากว่าโตพอจะรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ อย่างน้อยชีวิตของชานยอลเองแบคฮยอนก็ต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบด้วยเหมือนกัน


เพราะมันคือชีวิตคู่


คำพูดของญาติแฟนหนุ่มยังคงวิ่งวนในความคิดมาเกือบตลอดทั้งวัน แน่นอนว่าทุกประโยคมันตอกย้ำให้เด็กหนุ่มต้องคิดทบทวนตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ มันดีกับเราทั้งคู่แล้วอย่างนั้นหรือ


แต่จะมีใครบ้างล่ะที่เข้าใจ คนอื่นอาจจะมองว่าแบคฮยอนเห็นแก่ตัวที่ไม่ยอมเปิดเผยความจริงเพราะกลัวตัวเองเสียหาย แล้วทำไมถึงไม่มองจุดที่ชานยอลต้องเสียหายบ้างล่ะ เผลอ ๆ อีกฝ่ายอาจจะต้องเสียหลายอย่างมากกว่าแบคฮยอนด้วยซ้ำ


ใจจริงแบคฮยอนเองก็ไม่อยากจะโทษคนรอบข้าง ถ้าจะให้โทษก็คงโทษตัวเองมากกว่าที่ไม่พร้อมสำหรับการเปิดตัว


ไม่ใช่ว่าไม่รักชานยอล แต่เพราะว่ารักมากนั่นแหละ


เขาถึงเลือกที่จะปิดบังเอาไว้


อย่างน้อยก็ให้ถึงเวลาที่ตัวเองพร้อม เวลาที่เหมาะสม และทุก ๆ อย่างรอบข้างเป็นใจ


ถึงตอนนั้นแล้วอะไรจะเกิดขึ้นแบคฮยอนก็ไม่กลัวหรอก


เฮ้อ..


อดไม่ได้ที่จะต้องถอนหายใจอีกครั้ง เรื่องทุกอย่างในหัวมันหนักอึ้งเสียจนไม่รู้ว่าควรจะไปทางไหนต่อ เด็กหนุ่มนอนลืมตาท่ามกลางความมืด บรรยากาศรอบข้างเงียบสนิทช่วยให้สมองเริ่มปลอดโปร่งบ้าง วันนี้แบคฮยอนเองก็เหนื่อยมาทั้งวัน เขาควรหยุดคิดมากแล้วลุกอาบน้ำพักผ่อน มันคงดีกว่าการเอาแต่นอนหายใจทิ้งเล่นแบบนี้


กระทั่งจังหวะที่กำลังจะลุกขึ้น เสียงโทรศัพท์ก็เรียกความสนใจให้หันไปมอง ฉับพลันก้อนเนื้อกลางอกก็กระตุกวูบพร้อมกับเบอร์ที่ปรากฏอยู่หน้าจอ

 

[พี่ชานยอล]

 

ราวกับอีกฝ่ายล่วงรู้ว่าแบคฮยอนกำลังทำอะไร เสียงเรียกเข้าดังวนซ้ำ ๆ เพื่อย้ำให้เด็กหนุ่มคิดว่าควรจะจัดการยังไง มือเรียวหยิบมือถือเครื่องบางขึ้นมาถือไว้ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดรับสายในเวลาถัดมา


“..ฮัลโหล


(นึกว่าจะไม่รับสายกันซะแล้ว)


ผมเพิ่งเห็นอ่ะแบคฮยอนตอบพลางเอนราบไปกับพนักโซฟาหลังจากตัดสินใจไม่ลุกไปไหน น้ำเสียงของปลายสายเมื่อครู่มันคล้ายกับอาการตัดพ้อไม่มีผิดเพี้ยน เห็นทีก็คงต้องชิงพูดก่อนที่อีกฝ่ายจะงอนเอาจริง ๆ ไม่โกรธกันนะ


(ดักคอพี่งั้นหรอ)


เปล่าซะหน่อยเด็กหนุ่มว่า แต่พี่อย่าโกรธนะ


(ใครจะโกรธหนูลงล่ะฮึ)


ก็เผื่อไง คนแถวนี้ยิ่งชอบขี้งอนอยู่ด้วยอดไม่ได้ที่จะเหน็บคนรักเบา ๆ เอาจริงชานยอลก็ไม่ใช่คนขี้งอนขนาดนั้นหรอก แต่คงเป็นเพราะอยู่ไกลกันอาการแบบนี้คงเกิดขึ้นได้ง่ายละมั้ง


(หมายถึงตัวหนูหน่ะหรอ)


ผมหมายถึงพี่ต่างหากดูท่าแล้วต่างฝ่ายก็คงไม่ยอมเอาง่าย ๆ ชานยอลหัวเราะกับการเถียงคำไม่ตกฟากของคนรัก และเขาก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาหลังจากที่ได้ยินเสียงแบคฮยอน เพราะช่วงหลายวันก่อนเขาไม่มีเวลาว่างโทรหาเลยสักนิด


(ไม่มีใครงอนเก่งไปกว่าหนูหรอก)


ยิ้มเล็กปรากฏบนใบหน้าของแบคฮยอนทันทีที่ปลายสายพูด ก็คงจะจริงอย่างที่ชานยอลว่านั่นแหละ แบคฮยอนหน่ะขี้งอนสุด ๆ ไปเลย


อือ ประชุมเป็นยังไงบ้างครับท่านประธานเด็กหนุ่มเปลี่ยนเรื่องทันทีเพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับประโยคหยอกเย้า


(ก็ดีครับ เหลือเจรจาอีกแค่ไม่กี่วันเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว พี่อยากกลับไปหาหนูใจจะขาด)


นอกจากจะขี้งอนแล้วยังขี้โม้อีกต่างหากริมฝีปากบางเริ่มเบ้นิด ๆ หลังจากที่ได้ยินประโยคเลี่ยนจากคนไกล


(หนูไม่รู้หรอกว่าที่นี่หนาวแค่ไหน)


งั้นก็ใส่เสื้อหนา ๆ สิครับ เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ


(แต่พี่อยากกอดหนูมากกว่า อุ่นกว่าเสื้อหนา ๆ ตั้งหลายเท่า)


คำพูดของชานยอลทำให้แบคฮยอนเกิดอาการหน้าร้อนทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่ตนเพิ่งจะเครียดไปหยก ๆ ไอ้อาการแทรกซ้อนแบบนี้มันทำให้กระอักกระอ่วนว่าควรจะเขินดีไหม หรือไม่ควรดี


แต่สุดท้ายก็เขินอยู่ดีนั่นแหละ


เลขาพี่เอาอะไรผิดสำแดงให้กินรึเปล่า ทำไมพูดจาแบบนี้


(หนูไม่ชอบหรอ)


ไม่อ่ะ


(...)


ไม่ปฏิเสธ


พูดจบก็ขำกับประโยคกวน ๆ ที่ชวนให้ปลายสายหัวเราะตาม ครั้นนึกถึงหน้าท่านประธานตอนนี้ก็คงส่ายหน้าเอือมอยู่แน่ ๆ เพราะไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลสีหน้าของพี่ชานยอลก็มีแบบเดียวนั่นแหละ


เพราะว่ามุกหยอดของแบคฮยอนหน่ะ..เด็ก ๆ


ชานยอลอาจจะได้เปรียบกว่าเพราะผ่านโลกมามาก แต่แบคฮยอนก็ใช่ว่าจะอ่อนต่อโลก เพราะสิ่งที่แฟนหนุ่มเคยผ่านมามันก็ล้าสมัยไปนานแล้ว จะมีบ้างที่บางครั้งก็มีมุกเก่า ๆ ถูกเอามาเล่นซึ่งแบคฮยอนเองก็ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่ออะไร


สุดท้ายก็แป้กไปตามระเบียบ


และครั้งนี้กลับสร้างเสียงหัวเราะและความสบายใจให้คนทั้งคู่อีกครั้ง ทั้งชานยอลเองก็โล่งใจที่แฟนเด็กของตนยังมีความสุขดี แบคฮยอนเองก็ผ่อนคลายหลังจากที่ได้พูดคุยกับคนรัก


 ทว่าภายใต้เสียงหัวเราะและความสุขนั่นก็ยังมีความกังวลซ่อนอยู่..


จากเมื่อครู่ที่พูดคุยหยอกเย้ากันตามประสา จู่ ๆ ความเงียบเริ่มเข้ามาแทรกซึมโดยที่ไม่ใครคิดสานคำพูดหรือนึกบทสนทนาใหม่ ปล่อยให้เสียงลมหายใจเบา ๆ ดังเล็ดลอดผ่านกันไปมา จนกลายเป็นบรรยากาศแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยชินเอาเสียเลย


(หนูทำงานเป็นยังไงบ้าง) ชานยอลเป็นคนเริ่มประโยคก่อน เพราะเขาเองไม่ค่อยชอบบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่


หือ? ก็..ก็ดีครับ เหนื่อยดีเด็กหนุ่มว่าอย่างตะกุกตะกัก อ่า ผมหมายถึงช่วงนี้งานที่บริษัทเยอะหน่ะ เลยเหนื่อยนิดหน่อย


(พักผ่อนบ้าง อย่าหักโหมมากเกินไป)


อือ พี่ก็เหมือนกัน..ไม่รู้ว่าจะตอบอะไรกลับไป จึงได้แต่พูดประโยคเป็นห่วงปลายสายกลับไปแทน อย่างน้อยมันก็มาจากความเป็นห่วงจริง ๆ ของแบคฮยอนเหมือนกัน


น้ำเสียงเบาหวิวของเด็กหนุ่มทำให้คนไกลเริ่มรู้สึกทะแม่ง ๆ ทั้งที่ปกติแล้วแบคฮยอนจะเป็นคนชอบจ้อไม่หยุด หรือไม่ก็จะหาเรื่องมาเล่ามาคุยได้ตลอดเวลา แต่ตอนนี้กลับเงียบจนผิดสังเกต ทำเอาคนที่รู้นิสัยของแฟนตัวเองดีอย่างเขาเริ่มอดสงสัยไม่ได้ว่าจริง ๆ แบคฮยอนเป็นอะไรหรือเปล่า


(ช่วงนี้หนูมีเรื่องให้คิดเยอะงั้นหรอ) จู่ ๆ เสียงของแฟนหนุ่มก็ปลุกสติคนตัวเล็กให้สะดุ้งอีกครั้ง


ห้ะ..อ่อ ก็ไม่นะแบคฮยอนตอบตะกุกตะกัก ทำไมถึงถามแบบนั้น


(หนูดูเงียบ ๆ เหมือนคนกำลังใช้ความคิด) ชานยอลพูด (มีเรื่องอะไรรึเปล่า)


“...”


(แบค—)


ป-เปล่า..ผมคงเพลียหน่ะเด็กหนุ่มแค่นหัวเราะตอบ พร้อมกับเลี่ยงที่จะพูดความจริง ทั้งที่จริงตนกำลังมีเรื่องให้ครุ่นคิด..


จู่ ๆ ก็คิดขึ้นมาว่าเขาควรจะบอกเรื่องที่บริษัทให้คนรักรู้ดีไหม..


ไม่รู้สิ.. ตอนนี้แบคฮยอนกำลังสองจิตสองใจ ทั้งอยากบอก แต่ก็ไม่อยากสร้างปัญหาเพิ่มให้อีกฝ่าย แค่นี้คนรักก็คงจะเหนื่อยกับงานมากพออยู่แล้ว และถ้าหากต้องมารับรู้เรื่องของแบคฮยอนเพิ่ม มันอาจจะทำให้อีกฝ่ายหนักใจมากกว่าเดิมก็ได้


ถ้าให้คิดดูอีกที คำพูดของจงอินก็วนกลับเข้ามาอีกครั้ง แบคฮยอนไม่สามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ทางออกสำหรับเรื่องนี้ก็คงต้องบอกชานยอลก่อนเป็นอันดับแรก และหลังจากนั้นจะเอายังไงค่อยว่ากันอีกที


ซึ่งทั้งหมดที่ว่านั่นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแบคฮยอน


แต่ปัญหาของเขาตอนนี้ คือ..ไม่กล้าพูด


เหมือนกับว่ามีอะไรถ่วงปากเอาไว้ ไม่ก็คล้ายกับอาการน้ำท่วมปาก ทั้งลังเลทั้งสับสน เป็นความรู้สึกที่ปะปนและชวนให้แบคฮยอนเวียนหัวอีกครั้ง


ไม่ชอบเลย..


(แบคฮยอน)


“..อือ


(เปิดกล้องหน่อยสิ) คำขอจากปลายสายทำให้เปลือกตาสีอ่อนที่หลับไปเมื่อครู่ ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะพบกับความมืดตรงหน้า


ผมไม่ได้เปิดไฟอ่ะ ไว้คราวหน้าได้ไหม


(แต่พี่อยากเปิดตอนนี้)


แต่ห้องมัน—..” ไม่ทันจะหาข้ออ้าง ปลายสายก็ตัดสัญญาณดื้อ ๆ ทำเอาร่างเล็กเบ้ปากให้กับความเอาแต่ใจของคนรัก กระทั่งมีสายเรียกเข้าแบบวิดีโอคอลโทรเข้ามา


ภาพหน้าจอปรากฏใบหน้าของแฟนหนุ่ม ร่างสูงอยู่ในชุดสูทเนื้อดีสีเทาเข้ม ผมสีดำสนิทถูกจัดเซตเปิดขึ้น มันช่วยขับให้ใบหน้าหล่อเหลาดูโดดเด่นและเป็นที่น่าจับตามอง ชานยอลยังคงคอนเซปต์ท่านประธานหนุ่มไฟแรงที่ดูดีทุกช่วงเวลา


ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่เปิดกล้องหน้าคุยกับคนรัก 


หากแต่ความดูดีเหล่านั้นไม่ได้ดึงดูดความสนใจของแบคฮยอนให้จดจ้อง จะมีก็เพียงดวงตาที่กำลังฉายแววอะไรบางอย่าง คล้ายกับจะสื่อผ่านความหมายซึ่งเขาเองก็เข้าใจดีกว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงเรื่องอะไร


และดวงตาคู่นั้นกำลังจะทำให้แบคฮยอนอยากร้องไห้


(หนูมีอะไรจะพูดกับพี่ไหม)


ไม่รู้อะไรดลใจให้ชายหนุ่มถาม แต่เขาเชื่อว่าอาการแปลก ๆ ของแบคฮยอนนั่นแหละที่เป็นเหตุผล ฟังจากน้ำเสียงก็รู้แล้วว่าแฟนตัวเล็กกำลังมีปัญหา กระทั่งได้เห็นสีหน้า ทั้งแววตาก็บอกได้ชัดว่ามีเรื่องอยู่ในใจ


ทว่าแบคฮยอนกลับส่ายหน้าแทนการเอ่ยปากพูด หนึ่งคือกลัวว่าจะคุมน้ำเสียงตัวเองไม่ได้ สองคือกลัวว่าหากหากพูดบอกไปแล้วคนรักจะหนักใจ และสามคือกลัวว่าตัวเองจะอ่อนแอ


เขาไม่อยากทำให้ชานยอลกังวล


(แบคฮยอน) เป็นอีกครั้งที่ชานยอลเรียกชื่อคนตัวเล็ก (หนูรู้ใช่ไหมว่าถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจให้รีบบอกพี่)


ร-รู้เด็กหนุ่มว่าแล้วแค่นยิ้มเบา ๆ แต่ผมไม่ได้มีเรื่องอะไรซะหน่อย ผมบอกพี่แล้วไงว่าแค่เพลียเพราะงาน—”


(ถ้ามันจริงอย่างที่หนูว่า พี่จะถามหนูซ้ำทำไม)


“...” คำพูดของปลายสายทำให้คนฟังสะอึก ริมฝีปากที่คลี่ยิ้มบางให้ก็ค่อย ๆ หุบลงจากกลายเป็นเรียบนิ่งในที่สุด ประโยคเมื่อครู่ของคนรักมันเป็นความนัยที่กำลังจับได้ว่าแบคฮยอนโกหก แต่ถึงจะพูดว่าไม่มีอะไรหรือปั้นหน้ายิ้มแค่ไหน


มีหรือที่คนอย่างชานยอลจะไม่รู้ทัน


(หนูเป็นอะไร บอกพี่ได้ไหมครับ)


ชานยอลถามซ้ำอีกครั้งหวังว่าแฟนตัวเล็กจะยอมพูดมันออกมาบ้าง ไม่รู้ว่าเกิดปัญหาอะไรบ้างในขณะที่เขาไม่อยู่ ไม่รู้ว่าภรรยาของตนกำลังพบเจอกับเรื่องอะไร ถ้าบอกว่าเรื่องงานหนักชานยอลก็มั่นใจแน่ ๆ ว่าไม่ใช่


และก็คงไม่มีเรื่องไหนที่ไม่ทำให้แบคฮยอนกังวลใจได้มากกว่าเรื่องนั้น..


เรื่องที่เราต่างก็รู้ว่ามันคืออะไร


คนตัวเล็กยังคงเงียบไม่พูดตอบ นัยต์ตาเรียวเอาแต่จ้องมองใบหน้าของแฟนหนุ่มที่ฉายแววห่วงใยออกมาจนเห็นได้ชัด หัวคิ้วขมวดแน่นมันชวนให้แบคฮยอนนึกขำ


แบคฮยอนชอบมองสีหน้าแบบนี้ของชานยอลจัง..


พี่ขมวดคิ้วอีกแล้ว อยากดุผมใช่ไหมล่ะกลายเป็นว่าพูดไม่ตรงในสิ่งที่ถาม แบคฮยอนระบายยิ้มจางที่ได้เห็นสีหน้าจริงจังของคนรักนอกจากในที่ทำงาน ท่านประธานหน้ามุ่ยหมดแล้ว


(แบคฮยอน—)


ไว้เดี๋ยวเราค่อยคุยกันได้ไหมครับ ตอนนี้ผมง่วงมาก ๆ อยากอาบน้ำเข้านอนแล้วเด็กหนุ่มใช้น้ำเสียงออดอ้อนเข้าจู่โจมทันทีก่อนที่ตนจะถูกโจมตีจากอีกฝ่ายเข้าให้ พี่เองก็ต้องเตรียมตัวเข้าประชุมใช่ไหม ขอให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีนะ


(...)


ผ-ผมยังเป็นกำลังใจให้พี่อยู่ตรงนี้ เพราะงั้น พี่เองก็ช่วย.. ช่วยเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะรอยยิ้มหวาน ๆ ที่ชานยอลชอบ แบคฮยอนก็ทำให้อีกฝ่ายได้เห็นมันอีกครั้ง เพื่อบดบังความรู้สึกบางอย่าง


(หนูจะพูดกับพี่แค่นี้จริง ๆ ใช่ไหม) ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงคล้ายกับว่ากำลังประชด หากแต่ลึก ๆ แล้วความไม่พอใจกำลังเกิดขึ้น เขาไม่ชอบในสิ่งที่แบคฮยอนกำลังทำ เหมือนกับว่าต้องการปิดบังบางอย่างไม่ให้เขารู้


จริง ๆ ผมมีเรื่องจะคุยกับพี่เยอะแยะเลย แต่ว่าผมง่วงมาก แถมพี่เองก็ต้องเข้าประชุมอีก ผมกลัวว่าเรื่องของผมมันจะทำให้พี่เสียสมาธิทำงานอ่ะ ไว้ถ้าเรามีเวลาแล้วค่อยคุยกันได้ไหมครับภรรยาตัวเล็กว่าพร้อมกับช้อนตามองคนในจอภาพ ไม่รู้หรอกว่าสีหน้าแบบนี้จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน เพราะมันก็ทำเอาท่านประธานหนุ่มเงียบนิ่งไปชั่วขณะจนคนมองเองก็แอบใจหาย แต่ครู่ต่อมาแบคฮยอนก็ได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่จากคนในจอ


(ตามใจหนูก็แล้วกัน) ชานยอลว่า (ถ้าไม่อยากพูดพี่ก็จะไม่ถามอีก)


อือ


(แต่พี่ขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม)


“...”


(ถ้ามันมากเกินไป อย่าฝืนเลยนะ)


คล้ายกับปลายนิ้วกำลังกวนตะกอนที่ตกค้างในใจให้ขุ่นขึ้นมาอีกครั้ง แบคฮยอนชะงักนิ่ง กระพริบตามองคนรักก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงรับปากอีกทั้งยังส่งรอยยิ้มให้เหมือนเด็กดีที่ยอมเชื่อฟัง ผิดจากชายหนุ่มที่ยังคงทำหน้าเรียบตึงเพราะรู้ดีว่าถึงจะเค้นแบคฮยอนให้ยอมพูดออกมายังไง อีกฝ่ายก็คงไม่ยอมเปิดปากแน่


หรือถ้าไม่สบายใจที่จะบอก ชานยอลก็จะไม่เซ้าซี้


(งั้นพี่วางสายแล้วนะ) เด็กหนุ่มพยักหน้าอีกครั้งแทนการพูด พี่ชานยอลแต่จังหวะที่สัญญาณจะตัดไปเสียงของคนรักก็เรียกชื่อเอาไว้ทันเวลาพอดี ชายหนุ่มนิ่งมองโทรศัพท์


ถ้าผมไม่ไหวจริง ๆ..พี่จะยังอยู่กับผมไหม


(แล้วมีเหตุผลอะไรที่พี่จะไม่อยู่กับหนูล่ะ)


“...”


(หนูเองก็รู้ดีไม่ใช่หรอ)


ประโยคของคนรักทำเอาหัวใจของแบคฮยอนกระตุกวูบทันที ก่อนที่ความอบอุ่นของอีกฝ่ายจะครอบคลุมไปทั่วร่างกาย มันคล้ายกับระฆังที่กำลังเรียกให้แบคฮยอนตื่น


ถ้างั้น..


(...)


รีบ ๆ กลับมานะ


“...”


ชานยอลยิ้มให้


ครับ


เมื่อเห็นว่าคนรักรับปากเขาก็กดตัดสายไปทันที ปล่อยให้ตัวเองนั่งอยู่นิ่ง ๆ พลางจับโทรศัพท์ไว้แน่น บรรยากาศเงียบเชียบเข้าจู่โจมจิตใจของแบคฮยอนอีกครั้ง ฉับพลันอาการร้อนวูบก็ปรี่มาที่ขอบตาพร้อมกับน้ำตาหยดแรกที่ร่วงลงมา


“..ฮึกฝ่ามือขาวยกปิดปากตัวเองแน่น เสียงสะอื้นค่อย ๆ ดังขึ้นพร้อมกับความกดดันที่กำลังเกิดขึ้นในใจ


ทุกอย่างมันประเดประดังโถมเข้าใส่จนแบคฮยอนตั้งรับไม่ไหว เขาไม่รู้ว่าจะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นยังไงดี เหตุการณ์ที่เจอมาในช่วงสองสามวันนี้มันทำให้เขาท้อแท้ ทั้งเรื่องความลับของตนที่กำลังถูกผู้คนสืบหา ไหนจะถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กเลี้ยง เด็กเส้นสายในบริษัท


ถึงจะบอกว่าไม่สนใจเพราะยังไงก็ไม่ใช่เรื่องจริง


แต่ลึก ๆ แล้วแบคฮยอนก็รู้สึกแย่เหมือนกัน


น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลออกมาชะล้างความอัดอั้นในใจ ถึงจะช่วยได้ไม่มากแต่อย่างน้อยวันนี้ก็ได้ระบายในสิ่งที่ตัวเองกระอักกระอ่วนมาหลายวัน เขาไม่รู้ว่าหลังจากผ่านคืนนี้ไปจะเกิดเรื่องอะไรกับตัวเองบ้าง


ทั้งวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือวันต่อ ๆ ไป


แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้แบคฮยอนกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาก็คือคำพูดเมื่อครู่ของคนรัก


ถ้ามันเกินความสามารถจริง ๆ แบคฮยอนก็จะไม่ฝืนทนมันอีกต่อไป


ขอแค่ชานยอลยังคงอยู่ข้าง ๆ เขา


ขอแค่นั้นจริง ๆ ..


 





 

 

โอเซฮุนมาทำงานแต่เช้าตรู่


ไม่รู้อะไรดลใจให้พนักงานหนุ่มหน้าหล่อรีบตื่นแต่งตัวมายังที่บริษัทก่อนถึงเวลาเข้างาน ซึ่งปกติแล้วเขามักจะมาทันคาบเส้นเสมอ หรือถ้าจะให้พูดกันตามจริงก็คือ ไม่สายไม่ใช่โอเซฮุน


ถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็จะตอบเลยว่าเมื่อคืนนอนไม่หลับ! ถามจริงเถอะ ใครมันจะไปหลับลง ต่อมอยากรู้ทำงานดีเกินหน้าที่ ดันไปได้ยินเรื่องที่ไม่สมควรได้ยิน แถมยังเป็นสิ่งที่ทำให้หนักใจโคตร ๆ อีกต่างหาก


และก็คงเป็นเรื่องไหนไม่ได้นอกจากเรื่องของแบคฮยอน


ความสงสัยมากมายมันพลุ่กพล่านอยู่ในหัวจนแทบจะระเบิด อยากจะพุ่งเข้าไปถามเด็กฝึกงานในปกครองทันทีว่าสิ่งที่ตนได้ยินมาหน่ะคือเรื่องจริงใช่ไหม ถ้าใช่แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกปล่อยให้เขาแกล้งอยู่นานสองนานไปเพื่ออะไร


นี่มันไม่ใช่เรื่องตลกเลยสักนิด!


เออ พูดกันตรงนี้เลยว่าเซฮุนไม่เคยตลก กูตลกไม่ออกด้วยซ้ำตั้งแต่ที่ได้ยินผู้จัดการคิมพูด อุตส่าห์ตั้งหวังไว้ลึก ๆ ว่าอีกฝ่ายอาจจะแค่ล้อเล่น แต่ลองมาเป็นเขาในตอนนั้นดูซี่! ตอนที่ผู้จัดการคิมจ้องหน้าแล้วบอกให้เก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับ


ใครก็ได้เอามีดมาปาดคอกูที!


ตั้งแต่ทำงานที่นี่ ก็ไม่เคยมีเรื่องไหนให้น่าตกใจไปกว่าเรื่องภรรยาของท่านประธานอีกแล้ว ปกติเจ้านายก็มักมีข่าวกับเซเลปดาราสาวซึ่งก็พอเข้าใจว่าฝ่ายหญิงสร้างกระแส แต่ต่อมเผือกก็เริ่มทำงานทันทีตั้งแต่มีผู้หญิงบุกมาโวยวายใส่ท่านประธานถึงบริษัท เอ้อ หญิงสาวคนนั้นเธอก็ดูเข้าเค้าเป็นเมียอยู่หรอก แต่ทุกอย่างก็ผิดเพี้ยนไปหมดตั้งแต่มีรูปนั่นออกมา แน่นอนว่าทุกคนต่างเม้าท์กันสนุกปากนินทากันหนาหูใส่ร้ายป้ายสีเด็กฝึกงานว่าเป็นเด็กเลี้ยงบ้าง เด็กออฟบ้าง


หารู้ไม่ว่านั่นคือเมียตัวจริง!


ช็อกกว่านี้ไม่มีอีกแล้วโว๊ย! ขอให้ได้ขึ้นเสียงสูง! ตายกูต๊าย ตายหยั่งเขียดเลยโอเซฮุน นี่ถ้ามีคนมารู้เข้าว่าจริง ๆ แล้วเด็กนั่นเป็นใคร ป่านนี้คงไม่ช็อคน้ำลายฟูมปากไปทั้งบริษัทเลยรึไง


เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่บอกกัน ห้ะ ทำไมไม่บอก!


ได้แต่นึกโอดโอยกับเรื่องใหญ่โตในอกตัวเอง มันหนักหนาสาหัสพอที่จะทำให้โอเซฮุนคนนี้คิดอยากจะกระโดดตึก ทั้งตกใจ ทั้งสับสน อยากจะเชื่อ แต่มันก็ไม่น่าเชื่อ หลาย ๆ อย่างมันทำให้เขาต้องคิดทบทวนดี ๆ บางทีมันอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงเลยก็ได้


ให้ดูจากรูปการณ์แล้ว เปอร์เซ็นต์ที่แบคฮยอนจะเป็นภรรยาของท่านประธานได้นั้นมีน้อยมาก แน่นอนว่าเรื่องนี้พนักงานหนุ่มนอนเอาเท้าก่ายหน้าผากคิดมาทั้งคืน ซึ่งก็ได้ข้อสรุปที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ แต่มันก็มีสิทธิ์เป็นได้ และก็อย่างที่บอก มันน้อยมากจริง ๆ


อย่างแรกที่ทำให้เซฮุนคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยคือ อายุ .. เขาเคยได้ยินพวกรุ่นพี่สาว ๆ คุยกันว่าท่านประธานแต่งงานมาแล้วสี่ปี ซึ่งตอนนั้นอายุก็น่าจะ 28-29 ไม่เกินนี้ แต่บยอนแบคฮยอน—ดูจากประวัติในวันที่เข้ามาทำงานเจ้าตัวก็เพิ่งจะ 21 ปี แน่นอนว่ายังไม่ทันจะเรียนจบด้วยซ้ำ


นึกแล้วก็อยากจะขัน แบคฮยอนจะเป็นภรรยาของท่านประธานปาร์คชานยอลตามที่ผู้จัดการคิมว่าได้ยังไง เพราะถ้ายกนิ้วขึ้นบวกลบอายุของคนทั้งคู่แล้ว อายุก็ห่างกันเกือบรอบ หรือถ้าแต่งกันจริง ๆ อายุของแบคฮยอนก็แค่เด็ก 17 ปี


แต่.. 17 ปีเนี่ยนะ? แต่งตอนอายุ 17 เนี่ยนะ?


โอ้จอร์ช ซาร่าอยากจะคราย!


อย่างที่สองก็คงเป็น สถานะ.. ไม่รู้ว่าเขาคิดมากเกินไปหรือว่ายังไง แต่เรื่องสถานะเอาจริง ๆ มันก็สำคัญเหมือนกัน ยิ่งกับปาร์คชานยอลที่เป็นถึงท่านประธานก็ควรจะมีภรรยาที่เหมาะสมแล้วคู่ควรถูกไหม นี่เขาไม่ได้จะบอกว่ารุ่นน้องไม่เหมาะสมนะ แต่มันเป็นภาพลักษณ์ของเจ้านายที่ใคร ๆ ก็วาดฝันเอาไว้สูง ซึ่งถ้าหากมารู้ว่าภรรยาตัวจริงยังเรียนไม่ทันจบ เขาละนึกภาพไม่ออกเลยว่าชื่อเสียงของท่านประธานจะเอนไปทางไหน จะดีหรือจะร้ายเซฮุนก็ไม่อยากจิตนาการเลย


แน่ล่ะว่าตอนนี้ทุกคนคงมองคนทั้งสองในเชิงติดลบ เพราะใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าท่านประธานมีภรรยาอยู่แล้ว ครั้นมีรูปหลุดกับเด็กฝึกงานออกมา คนอื่นก็ต้องคิดว่าเด็กนั่นเป็นชู้มากกว่าอยู่แล้ว


ถึงแม้ว่าความจริงแล้วจะไม่ใช่ก็เถอะ


นึกอยากจะตบหน้าผากตัวเองให้ดังลั่นพร้อมกับร้องว้ากออกมาให้สุดเสียง นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมถึงโอเซฮุนคนนี้ถึงต้องไปจุ้นคนอื่นไม่เข้าเรื่อง ซวยยิ่งกว่าคือกูดันแกล้งแบคฮยอนไปเยอะไง ทั้งเรื่องค่าอาหารน้อง ไหนจะที่แกล้งให้ซีร็อกซ์เอกสารผิดชุดจนท่านประธานมาเจอเข้า


โอ้ เหมือนเห็นนรกอยู่ตรงหน้า


พนักงานหน้าหล่อได้แต่ร้องไห้ครวญครางกับตัวเองที่โต๊ะทำงาน นึกถึงวีรกรรมตอนวันแรกที่เด็กรุ่นน้องเข้ามา ตนก็แผลงฤทธิ์ใส่จนเกิดเรื่อง ดีแค่ไหนแล้วที่ท่านประธานไม่นึกโทษโกรธเขาเพราะไม่รู้ความจริง(หรือจริง ๆ อาจจะรู้แล้วก็ได้)


ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะแปดโมงแล้ว อีกครึ่งชั่วโมงพวกรุ่นพี่คนอื่น ๆ ก็คงเข้ามาทำงานตามปกติ รวมถึงเด็กฝึกงานที่อยู่ในการดูแลของเขาด้วย


ให้ตายเถอะ นึกว่าเห็นแบคฮยอนแล้วกูก็ไม่รู้จะทำหน้ายังไง นี่เขาควรพูดกับแบคฮยอนยังไงดี จะหยอกเหมือนเมื่อก่อนก็ไม่ได้ จะเมินก็ไม่ได้เพราะความจริงมันจี้คอหอยอยู่ ฮือ ไอ้เซฮุนคนนี้อยากตายจริงโว๊ย!


 

“พี่เซฮุนครับ”

“เชี่ยร่วง!

 

โอเซฮุนสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งโพล่งขึ้น หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมาข้างนอก เพราะไอ้เหตุการณ์เมื่อวานแท้ ๆ ทำเอาชายหนุ่มกลายเป็นพวกจิตอ่อนตกใจเสียงนู่นนี่ไปทั่ว เซฮุนยกมือลูบอกตัวเองด้วยความหงุดหงิดใจเล็กน้อยก่อนจะหันไปหาที่มาของเสียง


แล้วดวงตาทั้งสองข้างก็เบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม


“บ-แบคฮยอน..”


กลีบปากสีสดพึมพำชื่อของคนตรงหน้าอย่างตะกุกตะกัก จากที่ตอนแรกก้อนเนื้อในอกมันตกใจกับเสียงคนใหม่ ก็ต้องเต้นถี่กว่าเดิมเมื่อเจอกับเจ้าของเสียง ร่างเล็กสมส่วนของเด็กฝึกงานโค้งตัวทักทายทันทีที่เขาหันไปมอง


“น..นายมาทำอะไรที่นี่” เซฮุนอ้าปากพะงาบ ๆ ถามรุ่นน้องอย่างไม่เต็มเสียงนัก


“ผมก็มาทำงานไงครับ”


ไม่ใช่! กูไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น!


“ไม่ ๆ คือ.. คือพี่จะถามเราว่า เรามาทำอะไรตรงนี้” ชายหนุ่มถามอย่างตะกุกตะกักพลางกวาดสายตารอบแผนกเพื่อสอดส่อง นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ทำไมแบคฮยอนถึงเข้าแผนกเป็นคนแรกทั้งที่น่าจะเป็นพี่แจมิน  แต่ดูเหมือนว่าคนที่มาเช้าในวันนี้จะมีแค่เขาและแบคฮยอนอยู่กันแค่สองคนเท่านั้น


“ก็เมื่อคืนพี่ส่งข้อความมาหาผม แต่ว่าพี่ไม่ตอบ เลยมาถามว่ามีเรื่องอะไรจะถามผมหรอครับ”


เดี๋ยวนะ? เมื่อคืนเขาส่งข้อความหาแบคฮยอนหรอ


ชายหนุ่มจ้องหน้ารุ่นน้องอยู่ครู่หนึ่ง ส่งสายตาเป็นเชิงถามเด็กหนุ่มว่าเขาหน่ะหรอส่งข้อความไปหา ทว่าสีหน้าสายตาของคนตรงหน้าก็ทำให้คิ้วหนาขมวดแน่นก่อนจะรีบควักมือถือตัวเองเปิดดูทันที

 


[OhOhhunhO]

แบคฮยอน

พี่มีเรื่องจะถาม 11:21 pm.

 


ไอ้ผี! กูส่งข้อความไปหาน้องตอนไหนวะ? แล้วดูเวลาที่ส่งไปดิ้ ห้าทุ่มครึ่ง! ตอนนั้นกูคิดอะไรอยู่? นั่งนึกย้อนเรื่องเมื่อคืนว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ ๆ ถึงส่งข้อความไปถามแบคฮยอน และก็ใช้เวลาไม่นานความทรงจำทุกอย่างก็พรั่งพรูเข้ามายิ่งกว่าน้ำป่าไหลหลาก


เซฮุนเงยหน้ามองรุ่นน้องตัวเล็กตรงหน้าก่อนจะกลืนน้ำลายลงคืออึกใหญ่ ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนดี ใจหนึ่งก็อยากจะถามว่าเรื่องที่เขาได้ยินมามันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม แต่อีกใจก็กลัวว่าถ้าหากว่าไม่ใช่ขึ้นมาก็มีแต่กูเนี่ยแหละที่จะหน้าแหกคนเดียว


เกิดเป็นเซฮุนทำไมมันยากขนาดนี้วะ!


“พี่จะถามอะไรผมหรอครับ”


แบคฮยอนถามย้ำอีกครั้งด้วยความสงสัย เมื่อคืนตอนที่เขากำลังจะเข้านอนจู่ ๆ  ก็มีข้อความส่งมาจากพี่เลี้ยงโอเห็นว่ามีเรื่องจะถาม ซึ่งพอตอบกลับไป อีกฝ่ายก็อ่านข้อความแล้วแต่ทว่าไม่มีสัญญาณตอบรับกลับมา กะว่าจะทักไปซ้ำก็กลัวว่าจะรำคาญเลยตัดปัญหาโดยการมาถามที่บริษัทแทน


และก็ไม่คิดว่าพอเดินเข้ามาทักรุ่นพี่แล้ว อีกฝ่ายจะทำท่าทางตื่นตระหนกแบบนี้ เห็นแล้วก็แอบหวั่นใจอยู่ไม่น้อยที่เขาเข้ามาคุย กลัวว่ารุ่นพี่จะรังเกียจตัวเองแล้วไม่อยากพูดด้วย ซึ่งแบคฮยอนก็จะไม่กล่าวโทษอีกฝ่ายเลยสักนิด


“อ่า..เรื่องนั้น” พนักงานรุ่นพี่กรอกตาซ้ายขวาอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับรุ่นน้อง


จังหวะนั้นความผิดทุกอย่างที่เคยทำไว้ก็ถาโถมเข้าใส่  ถ้าให้คิดอีกแง่คือตอนนี้เซฮุนไม่ได้สนใจหรอกว่าอีกฝ่ายจะเป็นภรรยาของใคร เพราะจู่ ๆ ก็นึกถึงคำพูดจาว่าร้ายที่คนอื่น ๆ ต่างพูดให้กับเด็กคนนี้ ครั้นได้เห็นเห็นแววตาซื่อ ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่รู้ประสีประสาอะไร มันทำเอาหัวใจคนเป็นรุ่นพี่อ่อนยวบยาบด้วยความรู้สึกผิดทันที


จากที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ดี ๆ ก็พรวดพราดลงไปคุกเข่ากับพื้นพร้อมกับค้อมหัวให้ท่ามกลางความตกใจของแบคฮยอน


“แบคฮยอน พี่ผิดไปแล้ว ยกโทษให้พี่ด้วยเถอะนะ!


!!!


เซฮุนก้มหน้าหลับตาพูดด้วยความรู้สึกผิดหลังจากที่สำนึกได้ว่าตนทำเรื่องอะไรไว้บ้าง เขาไม่รู้สึกไม่ดีเลยสักนิดที่ทิ้งน้องให้อยู่คนเดียวตั้งแต่เมื่อวันก่อน ถึงแม้จะพยายามทำตัวให้เป็นปกติแค่ไหนก็ตาม


แต่ภาพของเด็กฝึกงานและท่านประธานมันก็ตามมาหลอกหลอนเขาเสมอ ไหนจะคำพูดของคนนู้นคนนี้ที่ค่อยบอกเล่าเรื่องราวของคนทั้งสองในทางเสียหาย ซึ่งเซฮุนเองก็ไม่อยากถูกหางเลขไปด้วยจึงได้แต่เออออตามไป


สุดท้ายเขาก็กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว และทนไม่ไหวถ้าต้องปล่อยให้แบคฮยอนที่ไม่ได้ผิดอะไรนั่งรับชะตากรรมคนเดียวแบบนี้


“พี่เซฮุน พี่ทำอะไรหน่ะ??”


แบคฮยอนร้องลั่นด้วยความตกใจก่อนจะรีบทรุดเข่าตามอีกคนทันที ฝ่ามือขาวถือวิสาสะช้อนดันไหล่กว้างให้รุ่นพี่เงยหน้าขึ้น แต่เซฮุนก็ทำตัวแข็งไม่ยอมขยับตัวแม้แน่นิดเดียว “พี่เซฮุน—”


“พี่มันโง่เองที่เชื่อแต่คนอื่น พี่มันคนหูเบา พี่สมควรถูกทำโทษ แบคฮยอนอย่าโกรธพี่เลยนะ ทุกอย่างที่พี่ทำไปพี่ทำด้วยความไม่รู้ แต่ตอนนี้พี่รู้แล้วว่าพี่มันไม่ได้เรื่อง ต่อไปนี้พี่สัญญาว่าพี่จะไม่รังแกเรา ไม่ทอดทิ้งเราอีกแล้ว พี่ขอโทษนะแบคฮยอน!


จากอาการตกใจในครั้งแรกกลายเป็นว่าตอนนี้แบคฮยอนสับสนไปหมดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งประโยคยาวเหยียดข้างต้นดูเหมือนกับการสำนึกผิดที่อีกฝ่ายเคยทำไม่ดีกับเขาไว้ แต่มันจะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้พี่เซฮุนยอมคุกเข่าก้มหัวให้กันแบบนี้ล่ะ?


“ด-เดี๋ยวสิพี่ ผมไม่เข้าใจว่าพี่กำลังพูดเรื่องอะไร แต่พี่ช่วยเงยหน้าขึ้นมาก่อนได้ไหม อย่าทำแบบนี้เลย” ใช่ แบคฮยอนไม่รู้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาได้แต่หันซ้ายหันขวาว่ามีใครเข้ามาเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่บ้างไหม และก็ต้องโล่งอกเพราะว่าทั้งแผนกมีแค่เขากับรุ่นพี่เซฮุนอยู่กันแค่สองคน


“ไม่ได้หรอกแบคฮยอน พี่รู้สึกผิดกับนายมาก ๆ พี่ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้านายด้วยซ้ำ พี่ขอโทษที่ทำตัวแย่นะ แต่พี่สัญญาว่าจะไม่ทำตัวแบบนี้อีกแล้ว ยกโทษให้พี่เถอะนะ” พนักงานหนุ่มยังคงย้ำในเจตนาเดิมขณะที่ก้มหน้ามองพื้น ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะพยายามดันตัวให้เขาเงยหน้าก็เถอะ แต่ความผิดที่ตนเคยทำมามันก็หนักบ่าจนไม่กล้าสู้หน้าด้วยจริง ๆ


“พี่เงยหน้าก่อนได้ไหม เดี๋ยวคนอื่นเห็นเขาก็เข้าใจผิดกันหรอก” แบคฮยอนว่าพลางช่วยดันให้อีกฝ่ายลุก แต่เซฮุนก็ไม่มีท่าทีว่าจะขยับ “พี่เซฮุน ถ้าพี่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาผมจะโกรธพี่จริง ๆ ด้วย”


 “ไม่ได้นะ! นายห้ามโกรธพี่เด็ดขาด!


สิ้นคำพูดของรุ่นน้อง พนักงานหน้าหล่อก็รีบเด้งตัวขึ้นด้วยใจที่กลัวว่าอีกฝ่ายจะโกรธตน  ซึ่งทำให้แบคฮยอนสังเกตได้ว่าตอนนี้ใบหน้าของพี่เลี้ยงโอกำลังแดงก่ำ เด็กฝึกงานสบตากับรุ่นพี่ตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ


“นายจะโกรธพี่จริง ๆ หรอ” โอเซฮุนทำหน้าตาคล้ายกับคนจะร้องไห้ เขาเอ่ยถามรุ่นน้องด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ


“ผมไม่รู้ว่าพี่กำลังพูดถึงเรื่องอะไร ทำไมผมต้องโกรธพี่ด้วย”


“ก-ก็พี่ทำไม่ดีกับนายไว้ตั้งเยอะ ไหนจะแกล้งนาย งุบงิบเงินนายอีก ฮือ ไอ้เซฮุนคนนี้มันเป็นพี่ที่แย่” พูดไปก็ยกมือทุบหัวตัวเองสองสามครั้งจนรุ่นน้องต้องรีบยกมือจับไว้เสียก่อน แบคฮยอนนิ่วหน้ามองรุ่นพี่ด้วยความฉงน เขาไม่เข้าใจกับอีกฝ่ายเลยสักนิด “ปล่อยพี่ พี่จะทำโทษตัวเอง!


“พี่ช่วยใจเย็น ๆ ก่อนได้ไหม ผมไม่ได้โกรธพี่เลยสักนิด” เด็กฝึกงานตัวเล็กพยายามฉุดยื้อข้อมือขาวของรุ่นพี่ไม่ให้ทุบทำร้ายตัวเอง แต่ชายหนุ่มก็ยังขัดขืนทั้งออกแรงทุบตีจนเด็กหนุ่มเริ่มห้ามไม่ไหว


“พี่เซฮุน!


เสียงเอ็ดของเด็กฝึกงานทำเอาชายหนุ่มหยุดชะงัก จู่ ๆ ก็สัมผัสได้ถึงพลังอำนาจที่กำลังปกคลุมไปรอบทิศ แบคฮยอนจ้องหน้าเขาเขม็งราวกับว่าต้องการจะให้หยุดการกระทำทุกอย่าง และในตอนนั้นเซฮุนก็อยากจะร้องไห้ออกมาจริง ๆ


 “พี่เป็นอะไรกันแน่” เด็กฝึกงานถามหลังจากที่ชายหนุ่มตรงหน้าสงบลง “จู่ ๆ ก็มาคุกเข่าขอโทษผมแบบนี้ มันใช่เรื่องหรอครับ”


“แบคฮยอน คือพี่..” กลายเป็นว่าตอนนี้เซฮุนพูดอะไรไม่ออกซักคำ เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่หลังจากที่คนตรงหน้ากำลังเข้าโหมดจริงจัง


“พี่บอกผมได้ไหมว่าพี่ทำแบบนี้ไปทำไม” สิ้นสุดคำถาม พนักงานตัวขาวก็เม้มปากแน่น เขาไม่รู้จะตอบอะไรออกไป ซึ่งแน่นอนว่าทุกอย่างมันสับสนและตีวนกันอยู่ในหัว


“ว่าไงครับ” แบคฮยอนถามซ้ำอีกครั้งและก่อนที่ดวงตาคมคายของรุ่นพี่ตรงหน้าจะช้อนมองราวกับรู้สึกผิด นานเกือบสองนาทีที่โอเซฮุนไม่พูดอะไรออกมานอกเสียจากกลอกตาล่อกแล่กไปมา ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะทนแรงกดดันจากสายตาเด็กตรงหน้าไม่ไหว


“แบคฮยอน นายอาจจะมองว่าสิ่งที่พี่ทำอยู่ตอนนี้มันไม่ต่างจากพวกหน้าไหว้หลังหลอก แต่พี่บอกก่อนว่าพี่ไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น พี่แค่รู้สึกผิดที่เคยทำไม่ดีกับนายหลายเรื่อง”


คิ้วเรียวขดเข้าหากันทันทีเมื่อได้ยินคำพูดแปลก ๆ จากอีกฝ่าย “ถ้าพี่รู้สึกผิดกับผมพี่ก็ไม่จำเป็นต้องคุกเข่าขอโทษขนาดนี้ก็ได้.. ผมว่าแบบนี้มันเกินไปนะครับ พี่กำลังทำให้ผมลำบากใจ—”


“ไม่ได้หรอก” ไม่ทันที่เด็กฝึกงานจะพูดจบเซฮุนก็โพล่งตัดขึ้นมาทันที เขาเงยหน้ามองรุ่นน้องก่อนจะหลับตาราวกับต้องการสะกดกลั้นความรู้สึกบางอย่าง


“..ที่พี่ต้องคุกเข่าขอโทษนายแบบนี้เพราะว่าพี่ก็มีเหตุผลของพี่เหมือนกัน”


“เหตุผลอะไรทำไมพี่ถึงต้องทำขนาดนี้ด้วย”


“ก็นายหน่ะ..”


“...”


“ก็นายหน่ะเป็นถึงภรรยาของท่านประธาน จะให้พี่พูดแค่คำว่าขอโทษเฉย ๆ ได้ยังไง”


!!!


ประโยคถัดมาของโอเซฮุนทำเอาหัวใจแบคฮยอนหล่นวูบไปอยู่ตรงปลายเท้า เขาจ้องอีกฝ่ายนิ่งด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เหมือนถูกน้ำเย็นสาดหน้าทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่ตนก็เพิ่งเตือนอีกฝ่ายให้ได้สติ กลับกลายเป็นว่าตอนนี้คนที่ไม่มีสติคือตัวแบคฮยอนเอง


“นี่พี่..” เด็กหนุ่มพึมพำออกมาด้วยเสียงเบาหวิว เขาแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองด้วยซ้ำ ทว่าคำพูดพวกนั้นมันกลับวกวนไปมาราวกับความฝัน แต่เมื่อสบตากับรุ่นพี่ตรงหน้าก็เท่ากับว่าทุกอย่างที่อีกฝ่ายพูดมันเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ


รุ่นพี่เซฮุนรู้ว่าเขาเป็นใครหรอ..


ฮ่ะ ๆ .. พี่กำลังพูดเรื่องอะไร ผมไม่เข้าใจ”


แบคฮยอนแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ พร้อมกับเสหน้ามองไปทางอื่น จู่ ๆ ก้อนเนื้อกลางอกก็สั่นราวกับจะหลุดออกมาข้างนอก และเขาก็เชื่อว่าถึงตอนเช้าในแผนกจะไม่ได้เปิดแอร์ แต่ไอ้อากาศหนาววูบแล้วเหงื่อซึมตรงขมับมันคืออะไร


เขากำลังกลัวเพราะจะถูกจับได้อย่างนั้นหรอ..


“งั้นนายก็บอกกับพี่สิว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง” ชายหนุ่มว่าพลางจ้องหน้าเด็กหนุ่มราวกับต้องการคำตอบ ไอ้ท่าทีส่อแววพิรุธของเด็กฝึกงานยิ่งทำให้ความสงสัยในตัวของเขาเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว


“มันจะเป็นเรื่องจริงได้ยังไงพี่ ฮ่ะ ๆ ผมเนี่ยนะ..ภรรยาประธาน” 


ท่อนท้ายของประโยคมันแผ่วปลายจนแทบกลืนหายไปกับความเงียบ แบคฮยอนไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำสีหน้าแบบไหน รู้แค่ว่าเขาอยากจะหายออกไปจากตรงนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้!


“นายจะบอกว่าพี่ได้ยินมาผิดอย่างนั้นสินะ” รุ่นพี่หนุ่มพูด


“ใช่! พี่ต้องได้ยินมาผิดแน่ ๆ มันจะเป็นไปได้ยังไงก-กัน—”


“แต่ผู้จัดการคิมเขาเป็นคนบอกกับพี่เอง..”


“...”


“...”


“...”


“พี่ได้ยินไม่ผิดใช่ไหม..”


นึกอยากจะตบปากพล่อย ๆ ของตัวเองที่หลุดชื่อบุคคลต้องห้ามออกไป แน่นอนว่าปฏิกิริยาของแบคฮยอนกลับทำให้เซฮุนเริ่มมั่นใจว่าทุกอย่างมันอาจจะเป็นจริงอย่างที่้ขาว่า เซฮุนจ้องไปที่นัยน์ตาเรียวของรุ่นน้อง ตอนนี้อีกฝ่ายไม่มีแม้แต่เกราะป้องกันที่จะปกปิดความจริงไว้ได้ ทั้งสีหน้าและสายตาของแบคฮยอนมันสื่อทุกอย่างออกมาว่าจริง ๆ แล้วเป็นใคร


ยิ่งแบคฮยอนเงียบเท่าไหร่ ความจริงก็ค่อย ๆ ย่างกรายเข้ามา..


“ผู้จัดการคิม.. เขาพูดให้พี่ฟังอย่างนั้นหรอครับ” แบคฮยอนถามด้วยเสียงสั่น ขณะที่ก้อนเนื้อในอกกำลังเต้นถี่รัวด้วยความตื่นตระหนก ไม่รู้ว่าตอนนี้ตนจะสามารถหาทางหลีกเลี่ยงความจริงตรงนี้ได้หรือไม่ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงเหมือนกัน


รุ่นพี่ตรงหน้าไม่ได้ตอบเขาในทันที เซฮุนเลียริมฝีปากตัวเองเบา ๆ ก่อนจะหลุบตามองพื้น


“เอ่อ..เรื่องนั้น..” พนักงานรุ่นพี่นิ่งไปครู่หนึ่ง “พี่บังเอิญได้ยินผู้จัดการคิมกำลังคุยโทรศัพท์.. แต่ว่าพี่ถูกจับได้ก่อน—! เดี๋ยวสิแบคฮยอน!” ขณะพูดแก้ต่างให้ตัวเองอยู่นั้น จู่ ๆ เด็กรุ่นน้องตรงหน้าก็ลุกพรวดพราดทำท่าจะเดินออกจากแผนก ทำเอาเขาต้องรีบรุดเข้าไปฉุดอีกฝ่ายไว้ทันที


“พี่เซฮุน ปล่อยผม” น้ำเสียงทุ้มต่ำว่าก่อนจะหันไปตวัดสายตามองรุ่นพี่ตัวสูงอย่างขุ่นเคือง แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องเพราะตอนนี้คนที่เขากำลังโกรธคือผู้จัดการคิมต่างหาก!


“น-นายจะไปไหน อยู่คุยกับพี่ให้จบก่อนสิ” เซฮุนว่าด้วยเสียงแกมขอร้อง ถึงตอนนี้จะเห็นแววตาฉุนเฉียวของเด็กรุ่นน้องตนก็รู้สึกผวาจนแทบทำอะไรไม่ถูก


“ผมมีธุระต้องไปทำ”


โอ๊ยแม่มึง ไอ้คำว่าธุระของน้องมันกระแทกเข้าหน้ากูจนอยากจะร้องไห้แล้วโว๊ย


“ธุระของนายนี่คือการไปหาผู้จัดการคิมหรอ ถ้าทำแบบนั้นจริง ๆ พี่ก็ซวยไปด้วยหน่ะสิ” จะว่าเซฮุนเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่เขาไม่ยอมให้แบคฮยอนเดินไปหาผู้จัดการผิวแทนในเวลาแบบนี้แน่ เพราะเมื่อวานตนก็เพิ่งให้สัญญาไปเองว่าจะไม่เอาเรื่องนี้ไปพูดกับใคร แต่คือกูตื่นเต้นไง กูทำอะไรไม่ถูก รู้ตัวอีกทีก็โพล่งบอกเจ้าตัวไปเสียแล้ว


ฮือ ไอ้เซฮุน ไอ้คนผิดสัญญา!


“ถ้าพี่ไม่ปล่อยผมพี่ก็จะซวยเหมือนกัน” แบคฮยอนไม่ได้อยากข่มขู่ แต่การที่รุ่นพี่เซฮุนเอาแต่กอดแข้งขาเขาไว้แบบนี้มันคงเป็นการกระทำที่ไม่ดีต่อสายต่อสายตาพนักงานคนอื่นเท่าไหร่ และดูเหมือนว่าคำพูดเมื่อครู่จะได้ผลเพราะตอนนี้อีกฝ่ายยอมปล่อยมือจากขาของเขาแล้ว


“แบคฮยอน.. นายอย่าทำให้พี่ต้องร้องไห้จริง ๆ เลยนะ พี่ขอร้องล่ะ” เซฮุนแทบจะยกมืออ้อนวอนรุ่นน้องตรงหน้าให้ปรานีเขาสักนิด อย่างน้อยก็อย่าเอาเรื่องที่เขาพูดเมื่อครู่ไปบอกผู้จัดการคิม


ไม่งั้นคนที่ซวยแล้วก็ซวยเหี้ย ๆ ก็มีแค่ไอ้เซฮุนคนนี้เนี่ยแหละ!


“พี่จะร้องไห้ได้แค่เรื่องเดียวคือหมาที่บ้านของพี่ตายก็เท่านั้น”


!!!


จบประโยคความเงียบก็เข้าปกคลุมโดยรอบ ทั้งคู่ชะงักการกระทำทุกอย่างเอาไว้ แบคฮยอนยืนหอบหายใจในขณะที่พี่เลี้ยงตังสูงยืนตัวแข็งทื่อ ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่วินาที จู่ ๆ ดวงตาของรุ่นพี่ก็แดงก่ำขึ้นมาจนเห็นได้ชัด


“..ฮึก นายพูดถึงวีวี่ของพี่ทำไม..” ไอ้ตอนแรกก็ว่าจะไม่ร้องละ แต่พอน้องพูดถึงเกี่ยวกับหมาที่บ้านน้ำตาก็คลอที่เบ้าทันที


“ฮึก.. วีวี่ของพี่ทำอะไรผิด”


“พี่เซฮุน ผมไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น—” เหมือนว่าแบคฮยอนจะพูดผิดประเด็นและมันก็กลายเป็นเรื่องขึ้นมาทันทีเมื่อจู่ ๆ ดวงตาของรุ่นพี่แดงก่ำเตรียมพร้อมจะปล่อยโฮทุกเมื่อ ไอ้ท่าทีฉุนเฉียวเมื่อครู่กลับนิ่งสงบลงทันตาเห็น อารมณ์คุกรุ่นในใจที่มันพร้อมพุ่งเข้าไปหาญาติของแฟนหนุ่มที่หลุดปากบอกความลับกับพนักงานคนอื่น แต่เพราะว่าคนตรงหน้าคือพี่เลี้ยงโอเซฮุน แบคฮยอนจำต้องยกมือขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้


“โอเค งั้นเรามาคุยกันก่อน เดี๋ยวผมค่อยไปทำธุระต่อก็ได้”


ฮือ น้องแบคฮย๊อน นี่กูแทบจะบีบน้ำตาอยู่รอมร่อยังพูดบอกว่าจะไปทำธุระต่ออีกงั้นหร๊อ


“พี่บอกว่าพี่ได้ยินมาจากผู้จัดการคิมใช่ไหม” เด็กหนุ่มคุมสติตัวเองแล้วถามคนตรงหน้า ซึ่งเซฮุนก็เลี่ยงอะไรไม่ได้นอกเสียจากพยักหัวหงึก ๆ “แล้วนอกจากพี่มีคนอื่นรู้อีกรึเปล่า”


“ไม่มี!” เซฮุนโพล่งตอบแล้วส่ายหน้ารัว “พี่สาบานได้ว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้แน่นอน!


“ผมจะมั่นใจได้ยังไงว่านอกจากพี่แล้วจะไม่มีใครรู้” แบคฮยอนถามพลางหรี่ตามองรุ่นพี่ตรงหน้าเพื่อจับผิด เขารู้สึกทะแม่ง ๆ ตั้งแต่ที่ชายหนุ่มตรงหน้าบอกว่าได้ยินมาจากปากของผู้จัดการคิม ทั้งที่ปกติแล้วอีกฝ่ายไม่ใช่คนที่ชอบพูดเรื่องนี้ในที่ทำงาน อีกอย่างจงอินเองก็พูดว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ การที่พี่เลี้ยงโอเซฮุนรู้เรื่องเข้าก็ทำให้แบคฮยอนอดคิดไม่ได้เลยว่ามันเป็นความตั้งใจ


หรือว่าอีกฝ่ายจงใจให้โอเซฮุนได้ยิน..


“เพราะถ้าพี่ไม่พูด คนอื่นก็ไม่มีทางรู้แน่นอน” เซฮุนว่า “พี่ขอโทษนะที่ไปบังเอิญได้ยินเข้า ตอนแรกพี่ก็ไม่เชื่อหรอกว่ามันคือเรื่องจริง อีกอย่างผู้จัดการคิมเขา..”


“เขาทำไม” แบคฮยอนถามหลังจากที่รุ่นพี่ตรงหน้าอ้ำอึ้ง


“ผู้จัดการคิมเขา— เขาอยากให้พี่เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ” ชายหนุ่มตอบพลางชำเลืองใบหน้าของรุ่นน้อง “แต่นายก็รู้นี่ว่าพี่เป็นคนนิสัยยังไง มันเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เลยนะแบคฮยอน พี่ไม่รู้ว่าจะทนเก็บเรื่องนี้ไปอีกนานแค่ไหน”


“หมายความว่าพี่จะเอาเรื่องนี้ไปพูดกับคนอื่นหรอ”


“ไม่ใช่แบบนั้น! พี่ไม่เอาเรื่องนายไปพูดหรอก” พนักงานตัวขาวส่ายหน้ารัว ๆ หลังจากที่เห็นแววตาดุดันจากคนตรงหน้า


ฮือ ไอ้ท่าทีหวาดผวาเมื่อครู่มันหายไปไหนแล้ววะ..


“ถึงอยากจะพูดแค่ไหนแต่พี่ก็ทำไม่ได้หรอก เพราะพี่เองก็รับปากกับผู้จัดการคิมไว้แล้ว..” ถึงแม้ว่าจะเป็นการบังคับก็เถอะ แบคฮยอนดูนิ่งเฉยไปหลังจากที่ฟังจบ จะมีก็แต่สายตาเคลือบแคลงดูไม่น่าไว้ใจส่งมาให้จนชายหนุ่มรู้สึกเน็นวูบที่สันหลัง


 “แบคฮยอน.. เอ่อ..พี่ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”


“...”


“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมนายถึงไม่บอกทุกคนให้รู้ ยิ่งตอนนี้นายกำลังถูกคนอื่นเข้าใจผิดอยู่”


“...”


“พี่ว่านายควรพูดความจริงออกไปนะ”


ไม่รู้ว่าสมควรหรือเปล่าที่พูดออกไป แต่สำหรับเซฮุนเขาคิดว่าแบคฮยอนควรจะบอกความจริงกับทุกคน ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ใช่ภรรยาของท่านประธานจริง ๆ อย่างน้อยก็ควรจะแก้ตัวบ้างไม่ใช่นิ่งเฉยแบบนี้ มันเท่ากับว่าอีกฝ่ายยอมรับกลาย ๆ ว่าทุกข้อที่ถูกกล่าวหา ทั้งเรื่องที่เป็นชู้ หรือว่าเรื่องที่เป็นเด็กเลี้ยงก็ตาม


แบคฮยอนเงียบหลังจากที่ชายหนุ่มตรงหน้าพูดจบ เขามองอีกฝ่ายด้วยความคิดที่หลากหลาย มันทั้งสับสนปนโมโหที่จู่ ๆ ก็มีคนรู้เรื่องเข้า ไหนต้นเหตุจะเกิดจากคนใกล้ นี่แค่จุดผิดพลาดเล็ก ๆ ก็นำพาปัญหาใหญ่มาให้แบบไม่ทันตั้งตัว


“แบคฮยอน..”


“พี่คิดว่าทุกคนจะเชื่อในสิ่งที่ผมพูดหรอครับ”


เด็กหนุ่มถามชายตรงหน้าในสิ่งที่ตนครุ่นคิดมาหลายวัน “พี่คิดว่าคนอื่น ๆ จะเชื่อกับคำพูดของเด็กอย่างผมอย่างนั้นหรอ?”


“ต-แต่มันก็เป็นความจริงไม่ใช่รึไง” เซฮุนตอบตะกุกตะกักเล็กน้อย เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นักเมื่อได้ยินน้ำเสียงแข็งกระด้างจากรุ่นน้อง


“ถึงมันจะเป็นความจริงยังไง แต่ในเมื่อมันถูกเปิดเผยในเวลาที่ไม่เหมาะสม อะไร ๆ มันก็ถูกมองว่าแย่ทั้งนั้น”


“อย่าคิดแบบนั้นสิ พี่ว่าจริง ๆ แล้วมันอาจจะไม่ใช่อย่างที่นายคิดก็ได้..”


“งั้นพี่ช่วยบอกความรู้สึกแรกหน่อยได้ไหม ว่าพี่คิดยังไงหลังจากที่รู้ว่าผมเป็นใคร”


เซฮุนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ตอนแรกพี่ก็ไม่เชื่อ..”


“เพราะอะไรครับ”


“ก็..” ขณะที่กำลังจะตอบเซฮุนก็ไม่รู้จะนึกสรรหาคำพูดแบบไหนมาทำให้คนตรงหน้าสบายใจ จริงอยู่ว่าก่อนหน้านั้นเขาเองก็ไม่ได้เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน มันออกจะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อด้วยซ้ำเพราะคนทั้งคู่อายุห่างกันเกือบสิบปี ถ้าหากว่าเรื่องมันจบแค่คนทั้งสองแอบคลิกกันตามประสาก็คงปล่อยผ่านไป


แต่นี่แต่งงานเลยนะ แต่งกันมาตั้งสี่ปีแล้วด้วย!


“เฮ้อ..” ท้ายสุดแล้วพนักงานตัวขาวก็ต้องพรูลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ก็ใครมันจะไปเชื่อล่ะแบคฮยอน ให้มองยังไงก็ดูเหมือนไม่ใช่คนที่แต่งงานกันจริง ๆ นะ ไหนจะอายุที่ห่างกันเกือบสิบปี นี่พี่ไปนั่งคิดนอนคิดมา เพราะถ้าหากว่าแต่งกันจริง ๆ ก็เท่ากับว่านายแต่งงานตอนอายุ 17—”


“...” จังหวะนั้นริมฝีปากที่กำลังจ้อความคิดของตัวเองก็พลันหยุดชะงักเพราะสายตาของคนตรงหน้า


“เอ่อ.. คือ พี่หมายถึงว่ามัน..เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเหลือเชื่อหน่อยหน่ะ ฮ่ะ ๆ” เซฮุนหัวเราะเก้อเล็กน้อยหลังจากที่เห็นสีหน้าเย็นเยียบ “จริง ๆ จะแต่งกันตอนไหนพี่ก็ไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งหรอกโนะ..”


“...” ดูเหมือนว่าคำพูดติดตลกของโอเซฮุนจะไม่ทำให้แบคฮยอนขำไปด้วย “อย่าทำหน้าซีเรียสแบบนั้นซี่..”


“แล้วพี่คิดว่าผมควรยิ้มหรอครับ”


โห พูดงี้ตบหน้ากูก็ได้นะแบคฮย๊อนนนน


คราวนี้ก็มีแต่รุ่นพี่ตัวสูงที่ทำตัวไม่ถูก หลังจากถูกตอกกลับด้วยประโยคเรียบ ๆ แต่เพียบไปด้วยความแสบทรวง เซฮุนได้แต่ลอบมองใบหน้าตึง ๆ ของรุ่นน้องด้วยความประหม่า


“แบคฮยอนอ่า.. นายอย่าคิดมากเลยนะ คนอื่น ๆ อาจจะไม่ได้คิดแบบพี่ก็ได้” พยายามใจดีสู้เสือเอาความอ่อนโยนเข้าปลอบคนตรงหน้า ทว่าสีหน้าและสายตาของรุ่นน้องดูท่าจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก


“ช่างมันเถอะครับ ถ้าพี่รู้ความจริงแล้ว ผมก็ไม่รู้จะแก้ตัวอะไรอีก ในเมื่อตอนนี้ทุกคนเข้าใจว่าผมเป็นชู้ ผมก็จะไม่โกรธเคืองใครทั้งนั้น” แบคฮยอนทิ้งช่วงไปครู่หนึ่ง “ผมเข้าใจนะครับว่าพี่เองก็อยากให้ผมแก้ตัวบ้าง ไม่ใช่อยู่เฉย แต่สิ่งที่พี่พูดเมื่อกี้มันก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนมากพออยู่แล้ว ต่อให้พูดความจริงออกไปตอนนี้ ยังไงก็ไม่มีใครเชื่อคำพูดจากปากเด็กฝึกงานอย่างผม”


“อย่ามองโลกในแง่ร้ายแบบนั้นสิ พี่บอกแล้วไงว่าคนอื่นอาจจะไม่เหมือนพี่ก็ได้..”


“พี่คิดแบบนั้นจริง ๆ หรอครับ”


“...”


“ผมว่าพี่น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าถ้าผมพูดไปทุกคนจะคิดเห็นกับเรื่องนี้ยังไง”


“...”


“เพราะแบบนั้นไงครับผมถึงไม่บอกคนอื่น”


แบคฮยอนพูดขึ้นทันทีทำเอาชายหนุ่มชะงัก “แต่ก็ขอบคุณพี่นะครับ ในเมื่อพี่พูดเองว่าไม่มีใครเชื่อ ผมก็พอจะรู้ตัวแล้วว่าต้องทำยังไงต่อไป”


“เดี๋ยวสิ พี่แค่—”


“เพราะงั้นพี่ช่วยเก็บเป็นความลับได้ไหมครับ”


“...”


“ผมขอร้อง”

 


.. ไอ้สัด เจ็บยิ่งกว่าถูกลากไปตบหน้ากลางสี่แยก


เซฮุนแทบทรุดลงไปกองกับพื้นหลังจากที่ถูกความรู้สึกผิดรุมทึ้งเหมือนแร้งลง ให้ตายเถอะ เมื่อกี้เขาปากเสียพูดอะไรออกไปไม่คิดหรือเปล่า ทำไมสีหน้าของแบคฮยอนมันถึงดูแปลกไป ทั้งเย็นชา ทั้งแข็งกระด้าง หากแต่ในดวงตาลึก ๆ แล้วก็แฝงไปด้วยความน่าสงสาร


ชายหนุ่มไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะหลังจากเด็กตรงหน้าก็ถอยห่างออกไปเล็กน้อยพร้อมกับโค้งตัวลาว่าขอตัวก่อน แล้วจึงเดินออกไป ปล่อยทิ้งให้พนักงานตัวขาวยืนเคว้งกับห้วงอารมณ์ที่เหมือนตกลงไปในบ่อแห่งความผิด


“ไอ้เซฮุน มึงพูดเชี่ยไรออกไปเนี่ย” ว่าแล้วก็สบถให้กับความโง่ของตัวเองที่พูดจาไม่คิดพร้อมกับตบปากพล่อย ๆ นี่สองสามที อุตส่าห์ว่าขอโทษน้องแล้วจะสบายใจ กลับกลายเป็นได้ปัญหาใหม่เข้ามาให้หนักอกยิ่งกว่าเดิม


โดยเฉพาะเหตุผลที่แบคฮยอนจำเป็นต้องปิดบังทุกคนเอาไว้ รู้หรอกว่ามันอาจจะถูกคนอื่นมองไม่ดี แต่ในเมื่อมันคือความจริง เด็กนั่นก็ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัวเลยนี่!


ถึงจะคิดแบบนั้นก็เถอะ ยังไงซะมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมีสิทธิ์เข้าไปตัดสินใจหรือจุ้นจ้านชีวิตคนอื่น แต่จะให้ปล่อยไปตามยถากรรมเขาก็คงทำไม่ได้เหมือนกัน มีอย่างที่ไหนจะปล่อยให้น้องนุ่งที่เห็นหน้ากันทุกวันโดนมองหยามทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ผิดอะไร


เพราะงั้นถ้ามันเป็นความต้องการของแบคฮยอนที่จะปกปิดเรื่องไว้ เขาก็จะพยายามเข้าใจและอดทนต่อสิ่งเร้ารอบตัว อย่างน้อยก็ต้องตั้งสติไม่ได้พลั้งปากหลุดออกไปเด็ดขาด เพราะดูท่าปัญหาที่ตามมามันจะไม่ได้มีแค่กับเด็กฝึกงานคนเดียว


แต่ตัวบอสอย่างผู้จัดการคิมเองก็อาจจะลงมาเยือนเขาอีกครั้งด้วย..


บรึ๋ย! แค่คิดก็ขนลุกไปหมดแล้ว!


เอาเป็นว่าปัญหาของใครของมันจัดการเอาเองก็แล้วกัน โอเซฮุนคนนี้จะ(พยายาม)ไม่เข้าไปยุ่งด้วยเด็ดขาด แต่ในใจก็แอบภาวนาว่าขออย่างให้มีเรื่องร้าย ๆ เกิดกับแบคฮยอนเลย อย่างน้อยก็จนกว่าจะจบการฝึกงานก็ได้ หรือหนทางที่ไวที่สุดคือรอให้ท่านประธานกลับมา


ซึ่งแน่นอนว่าเซฮุนภาวนาให้อย่างหลังเกิดขึ้นให้เร็วที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปมากกว่านี้

 

 

 







 

บันไดหนีไฟเป็นสถานที่ที่ปลอดผู้คน


แบคฮยอนเดินออกจากแผนกด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาไม่สามารถบรรยายความคิดของตัวเองได้เลยว่ามันเป็นแบบไหน จู่ ๆ ร่างกายก็ชาดิกจนแทบเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่มันก็โชคดีที่สามารถพาตัวเองออกมาจากแผนกแล้วมานั่งที่บันไดแคบ ๆ


ฝ่ามือเรียวลูบใบหน้าตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา ก่อนที่จะเคลื่อนไปลูบอกตัวเองที่ตอนนี้มันกำลังวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก จู่ ๆ มันก็กลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร และต้องทำยังไงมันถึงจะหายไป


เด็กฝึกงานตัวเล็กกำลังเครียดยิ่งกว่าเดิมเมื่อพี่เลี้ยงโอเซฮุนล่วงรู้ความลับของตนเข้า แถมยังได้ยินมาจากปากผู้จัดการที่อุตส่าห์สัญญากันดิบดีว่าจะไม่เปิดปากบอกใคร แบคฮยอนเข้าใจคนเรามันพลาดกันได้ แต่ทว่าความผิดพลาดในครั้งนี้มันทำให้เขาคิดหาทางไปต่อไม่ออกจริง ๆ


ก็เคยคิดว่าตัวเองไม่ได้กลัวอะไรจนกระทั่งมีคนรู้เข้า


ร่างเล็กนั่งนิ่งอยู่เกือบห้านาทีพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ หวังว่ามันจะทำให้อาการประหม่าลดลงบ้าง แต่ก็เปล่าประโยชน์เมื่อใบหน้าของรุ่นพี่เซฮุนยังวนเวียนเข้ามาพร้อมกับประโยคที่ชวนให้เขาคิดหนักกว่าเดิม

 

พี่ว่านายควรพูดความจริงออกไปนะ

 

เขาควรพูดมันออกไปงั้นหรอ ทำไมรุ่นพี่เซฮุนถึงอยากให้เขาบอกทุกคนว่าแบคฮยอนคือภรรยาของท่านประธาน ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายก็พูดกับปากเองว่าไม่เชื่อด้วยซ้ำที่เรื่องมันเป็นพลิกผันขนาดนี้

 

ก็ใครมันจะไปเชื่อล่ะแบคฮยอน ให้มองยังไงก็ดูเหมือนไม่ใช่คนที่แต่งงานกันจริง ๆ นะ

 

แบคฮยอนไม่ควรเก็บคำพูดของรุ่นพี่มาคิดมาก แต่ไม่ว่าจะละทิ้งยังไง คำพูดพวกนั้นกลับกลายเป็นความจริงที่กำลังตบหน้าเขาเพื่อเตือนสติ ทั้งที่คิดว่าตัวเองจะจัดการปัญหาได้แท้ ๆ แต่ทำไมเขาถึงต้องคอยเอาแต่หลบหนีเรื่องพวกนี้อยู่เรื่อย


หรือแท้จริงแล้วแบคฮยอนก็ยังคงเป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต เป็นคนเห็นแก่ตัวที่ทำให้คนรอบข้างต้องเดือนร้อน โดยเฉพาะปาร์คชานยอลที่มีส่วนเสียหายกับเรื่องนี้ด้วย ผ่านมาเกือบอาทิตย์หนึ่งแล้วที่เขาไม่ยอมเปิดปากพูดความจริงกับใคร ได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างมันดำเนินไปและหวังเอาไว้ว่าสักวันคนอื่น ๆ ก็คงลืมไปเอง


แต่ยิ่งปล่อยไว้นานทุกอย่างก็ยิ่งไปกันใหญ่


พอคิดแบบนั้นก็เหมือนกับการกดดันตัวเองไปในตัว ตอนนี้เด็กหนุ่มรู้สึกไร้หนทางในการแก้ปัญหาแล้ว แม้ว่าผู้จัดการคิมจะพูดเตือนสติให้เขาคิดเรื่องนี้อีกครั้งก็ตาม ถึงจะพยายามทำตัวให้พร้อมแค่ไหน แต่แบคฮยอนก็ยังหวาดกลัวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น


ในเมื่อพี่เซฮุนรู้เรื่องนี้ ก็เท่ากับว่าอีกไม่นานคนในบริษัทเองก็ต้องรู้แน่ ๆ เขาไม่ได้จะกล่าวหาว่ารุ่นพี่คนนั้นจะเป็นคนปากพล่อย แต่อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดไม่ใช่หรอ แค่เรื่องรูปพวกนั้นมันยังหลุดรอดสายตาออกมาได้ นับประสาอะไรกับความจริงที่จะทำให้ทุกคนตกใจไม่แพ้กัน


รู้อยู่หรอกว่าการเปิดเผยความจริงมันจะช่วยให้เรื่องเข้าใจผิดถูกแก้ไข จะได้ไม่ต้องมีใครสงสัยว่าเด็กฝึกงานกับท่านประธานแท้จริงคือคู่รักที่แต่งงานกันมาสี่ปี แต่มีกี่คนที่รับได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น มันคงไม่ใช่แค่เรื่องที่รู้ว่าเขาเปิดใคร แต่ภาพลักษณ์ของชานยอลล่ะ ทุกคนจะมองอีกฝ่ายเป็นคนยังไง


มันจะดูไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยหรอ..


คำพูดของรุ่นพี่เซฮุนที่บอกว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ—ที่เด็กอย่างเขาจะเป็นภรรยาของท่านประธาน จริงอยู่ที่งานแต่งกันจัดขึ้นเมื่ออายุของแบคฮยอนเพิ่งผ่านกฏหมาย แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันว่าคนทั้งสองจะแต่งงานกันจริง ๆ มันคงเป็นเรื่องที่ยากเกินจะรับไหว  ทุกอย่างมันฉุกละหุกไปหมด แม้แต่เหตุการณ์ในตอนนี้ตัวแบคฮยอนเองก็ยังไม่ทันจะตั้งรับ แล้วคิดว่าคนอื่น  ๆ จะรับได้อย่างนั้นหรอ


เขาไม่ได้จะบอกว่าการแต่งงานระหว่างตนกับชานยอลเป็นเรื่องผิด แต่มันคือสิ่งที่เราต่างคิดกันดีแล้วว่าต้องการที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน หากแต่ความหมายในนั้นมันก็แฝงไปด้วยความรับผิดชอบที่พึงมีต่อกัน สิ่งนั้นแบคฮยอนเองก็ต้องตระหนักคิดให้มากกว่าเดิม


จริงอยู่ที่เราต่างพร้อมที่จะก้าวผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน มีอะไรก็ต้องคุยเปิดใจกันทุกเรื่อง ทว่าเรื่องนี้กลับทำให้แบคฮยอนชั่งใจ เขาไม่กล้าบอกความจริงกับอีกฝ่ายว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างที่ท่านประธานไปทำงานที่ต่างประเทศ เด็กหนุ่มก็มักจะได้สายตรงจากอีกฝ่ายเป็นประจำเสมอ


และทุก ๆ วัน แบคฮยอนก็ต้องทำตัวสดใสเพื่อให้คนไกลสบายใจ เพราะถ้าเมื่อไหร่เขาทำให้ชานยอลเกิดความกังวล ตัวของแบคฮยอนเองก็จะลำบากไปด้วย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าการปิดบังระหว่างคนรักมันไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก ซึ่งถ้าหากเป็นไปได้เขาเองก็อยากจะพูดให้อีกคนฟังเหมือนกัน แต่ก็ตามที่บอกกับผู้จัดการไป แบคฮยอนยังเห็นใจคนรักที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อบริษัท


และถ้าทางนั้นเรียบร้อยดีเท่าไหร่ ก็คงถึงคราวที่แบคฮยอนต้องพูดปัญหานี้กับคนรักให้รู้เรื่อง


ระหว่างนั้นเขาก็ต้องทบทวนการปิดบังสถานะตัวเองไปพลาง ๆ


ในเมื่อมีคนรู้แล้ว.. ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังต่อไป


ถ้าหากว่ามันไม่จำเป็นจริง ๆ..

 

 

 




 

 

 

ตั้งแต่ช่วงเช้าที่เขาได้นั่งทบทวนตัวเอง แบคฮยอนก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ซึ่งเขามั่นใจว่าไม่ได้มีแค่ตัวเองที่คิดไปเองคนเดียว ดูเหมือนว่าคนอื่น ๆ เองก็จะเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพนักงานในแผนกอย่างโอเซฮุน


ที่จู่ ๆ วันนี้ก็อาสารับหน้าที่แทนเด็กฝึกงานทุกอย่าง..


“แบคฮยอน ไปรับแฟ้มงานที่ชั้นสิบให้พี่หน่อย” หัวหน้าแผนกยองซันเปิดประตูออกมาสั่งงานให้เด็กใหม่ไปรับแฟ้มเอกสาร หลังจากที่ชั้นสิบเพิ่งโทรมาบอกว่าจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว


“ได้ครับ—”


“เดี๋ยวผมไปเองครับพี่!


ไม่ทันที่แบคฮยอนจะตอบรับ เซฮุนก็โพล่งขึ้นพร้อมกับลุกพรวดรีบวิ่งแจ้นออกจากแผนกโดยไม่ต้องรอฟังเสียงยืนยันจากหัวหน้า แน่นอนว่าทุกคนต่างงุนงงกับการกระทำของไอ้หมอนั่น ไม่ว่าจะเป็นยองซัน แบคฮยอน หรือว่าคนอื่น ๆ ต่างก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวขี้เกียจอย่างโอเซฮุน ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดขยันวิ่งไปเอางานให้ ทีเมื่อก่อนเรียกใช้ทีไรก็ต้องพลัดว่าเดี๋ยว บอกว่าแปบนึง ซึ่งหลัง ๆ ก็เลิกใช้งานไปแล้วเพราะมันชักช้า


แต่วันนี้มาแปลกแฮะ เหมือนกินอะไรผิดสำแดงมา..


“นี่ใครพอจะรู้บ้างว่าเซฮุนมันเป็นอะไรของมัน คึกแปลก ๆ เล่นยารึเปล่า” ยองซันถามคนอื่นในแผนกด้วยความอยากรู้ ซึ่งหลาย ๆ คนเองก็ไม่มีคำตอบให้กับคนเป็นหัวหน้าเหมือนกัน


“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับพี่ เป็นตั้งแต่เช้าแล้ว นี่เห็นพี่ยามด้านล่างบอกว่ามันมาทำงานตั้งแต่ประตูบริษัทยังไม่เปิด”


“เซฮุนเนี่ยนะ?” หญิงสาวร้องเสียงหลง ไม่ยักจะเคยเห็นเด็กนั่นมาทำงานก่อนเวลา ล่าสุดที่ยองซันจำได้คือเดือนที่แล้วเซฮุนเหลือโควตาเข้างานสายแทบนับครั้งได้


“ใช่ครับ ถามอะไรมันก็ไม่ตอบ เห็นบอกแค่ว่าเมื่อคืนนอนไม่หลับเลยรีบตื่นมาทำงาน” เหตุผลที่ดูเหมือนจะไม่ใช่เหตุผลทำเอาคนฟังถึงกับทำหน้าฉงนอย่างไม่เข้าใจ


“ประสาทกลับรึไง” ยองซันพึมพำว่าเสียงเบากับพฤติกรรมแปลก ๆ ของคนในแผนกที่วันนี้ประหลาดเกินกว่าจะหยุดสงสัย อันที่จริงไม่ว่ายองซันจะวานใช้ให้แบคฮยอนทำอะไรไอ้เจ้านั่นก็ออกตัวรับแทนทุกอย่าง กลายเป็นวันนี้แบคฮยอนไม่ได้ก้าวออกจากแผนกไปไหนเลยสักนิด


นึกได้แบบนั้นก็เหลือบมองเด็กฝึกงงานตัวเล็กที่ยืนทำหน้าตาเหรอหราอยู่ อดเวทนาไม่ได้จริง ๆ ที่ช่วงสามสี่วันมานี้เรื่องของแบคฮยอนยังคงหนาหูไม่เลิก ยองซันพยายามจะไม่เก็บเอามาคิดมาก แต่ภาพพวกนั้นมันก็แวบเข้ามาให้นึกถึงอยู่เสมอ


“แบคฮยอน ตอนนี้มีงานอะไรทำอยู่รึเปล่า” ว่าแล้วก็เอ่ยถามสักนิดเพื่อแก้สถานการณ์ หลายวันมานี้เธอไม่ค่อยได้พูดคุยกับเด็กในแผนกเท่าไหร่นักเพราะหน้าที่การงานมันทับถมจนไม่มีเวลาว่าง


“มีแก้เอกสารนิดหน่อยครับ เสร็จแล้วผมจะส่งให้รุ่นพี่ทันที” เด็กหนุ่มว่าด้วยท่าทีนอบน้อมซึ่งยองซันเองก็พยักหน้ารับช้า ๆ เชิงรับรู้


“อย่าให้เกินกำหนดล่ะ” หญิงสาวว่าก่อนจะกลับเข้าไปในห้องทำงานคืน และระหว่างที่กำลังจะปิดประตู จู่ ๆ ก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ เธอเรียกให้คนในแผนกหันมองมายังตนก่อนจะพูดบางอย่างออกไป


“วันพรุ่งนี้เราจะต้องเข้าประชุมกับฝ่ายจัดสถานที่เรื่องงานสาธิต ใครเตรียมเอกสารอะไรก็อย่าลืมเช็คความเรียบร้อยด้วย แล้วก็อย่าทำให้แผนกของเราต้องขายหน้าล่ะ เข้าใจไหม” ยองซันพูดด้วยเสียงดังฟังชัดซึ่งทุกคนในแผนกต่างก็ขานรับคำสั่งของหัวหน้าอย่างไม่มีขาดตกบอกพร่อง แบคฮยอนเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ต้องจัดการเอกสารซึ่งเขาก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ที่ตนกำลังจะได้ลงมือทำงานอย่างจริงจังเสียที


“ถ้าทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี เย็นพรุ่งนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทน” สิ้นเสียงของหญิงสาว เหล่าพนักงานในแผนกต่างก็เฮลั่นด้วยความดีใจ ไม่บ่อยครั้งที่หัวหน้าจะเอ่ยปากเลี้ยงข้าวเย็น ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้กินฟรีแบบไม่อั้น


“อย่ามัวแต่คิดถึงเรื่องกินจนไม่ตั้งใจทำงานล่ะ ใครทำพลาดแล้วถูกแผนกอื่นด่ามาฉันจะให้คนนั้นจ่ายค่าอาหารทั้งหมด”


“โธ่ หัวหน้าก็อย่าพูดแบบนั้นสิครับ ในนี้ไม่มีใครยอมพลาดมื้อเย็นจากหัวหน้าแน่นอน” รุ่นพี่คนหนึ่งว่าก่อนที่คนอื่น ๆ จะหัวเราะตามกันอย่างสนุกสนาน มันสร้างบรรยากาศในที่ทำงานให้ดูสนุกครึกครื้นและเป็นกันเอง ทำเอาเด็กฝึกงานอย่างแบคฮยอนอดยิ้มออกมาไม่ได้


“นายก็ไปกับพวกเราด้วยสิแบคฮยอน” 


พลันเสียงของยองซันจบ ทุกคนในที่นี่ต่างก็เงียบเสียงกันลงทันที ซึ่งแน่นอนว่าความสนใจทั้งหมดถูกเพ่งเล็งมาทางเด็กฝึกงานอย่างเต็มตัวหลังจากที่ถูกรุ่นพี่สาวชวนไปกินเลี้ยงด้วยกัน


“เอ่อ.. คือ—” แบคฮยอนไม่รู้ว่าตัวเองควรตอบอะไรนอกจากกลอกตาซ้ายขวามองรุ่นพี่ในแผนกด้วยความกระอักกระอ่วน จริงอยู่ที่เขาชอบบรรยากาศการทำงานของที่นี่ หากแต่เรื่องราวของตัวเองดันสร้างความลำบากใจในการเข้าหาทุกคน และทางที่ดีแบคฮยอนควรเลี่ยงมากกว่าจะทำให้คนอื่นพลอยเดือดร้อนไปด้วย


“ไปเถอะแบคฮยอน นาน ๆ หัวหน้ายองซันจะเลี้ยงนะ” ไม่ทันได้ตอบอะไรเสียงรุ่นพี่คนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา


“นั่นสิ ไปกันเยอะ ๆ จะได้สนุก ๆ ไง”


และก็ตามด้วยคำเชิญชวนจากคนอื่น ๆ ที่ทำให้แบคฮยอนอดแปลกใจไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นดูเหมือนว่าทุกคนจะไม่อยากเข้าใกล้เขาเท่าไหร่ แต่วันนี้กลับเชื้อเชิญให้ไปงานเลี้ยงด้วยกัน เด็กหนุ่มหันไปมองหน้ารุ่นพี่ยองซันด้วยความแปลกใจจนกระทั่งหญิงสาวระบายยิ้มจางออกมาให้


“ที่นี่ไม่ได้มีคนประเภทเดียวกันหมดหรอกนะแบคฮยอน”


“...”


“เพราะงั้นทำตัวให้สนุกกับการทำงานเถอะ”


จบประโยคของยองซันความร้อนก็ปรี่เข้ามาที่บริเวณขอบตาทันที แบคฮยอนยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อม ๆ กับความรู้สึกมากมายที่แทบจะไหลทะลักออกมา รอยยิ้มของรุ่นพี่ตรงหน้าคล้ายกับรอยยิ้มของใครบางคนซึ่งทำเอาเด็กหนุ่มอดคิดถึงไม่ได้


มันเป็นรอยยิ้มที่พร้อมจะมีให้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ตาม


“พี่เข้าใจว่านายเองก็เพิ่งจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ถึงจะไม่ได้สนิทกันมากแต่เราก็คือเพื่อนร่วมงาน แม้ว่ามันจะเป็นช่วงสั้น ๆ แต่พี่ก็อยากให้ที่นี่มอบแต่ประสบการณ์การทำงานที่ดีให้กับนาย”


“...”


“ตอนนี้นายอาจจะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ก็อย่าลืมว่าทุกคนที่นี่ต่างก็พร้อมจะช่วยเหลือนายเสมอนะ”


ไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ คำพูดแค่ไม่กี่ประโยคของยองซันก็สามารถเรียกน้ำตาจากนัยน์ตาเรียวให้ร่วงหล่นลงมาได้ แบคฮยอนเม้มปากแน่นกลั้นสะอื้นก่อนจะก้มหน้ามองพื้นด้วยความรู้สึกตื้นตัน ขณะเดียวกันนั้นความอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วหัวไหล่โดยฝ่ามือของรุ่นพี่ในแผนก


เด็กหนุ่มยกมือปาดน้ำตาออกลวก ๆ พร้อมกับเงยหน้ามองคนอื่น ๆ ที่ไม่รู้ว่าเดินเข้ามาหาเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งสีหน้าและสายตาของแต่ละคนมันไม่ใช่ความรู้สึกสมเพช แต่เป็นการแสดงออกว่ากำลังเป็นห่วงใยเด็กในแผนกเดียวกัน แม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันจะสร้างความหนักใจให้แต่ละคนก็ตาม


ถ้าให้พูดกันตามตรง ทุกคนก็ต่างคิดมากไม่แพ้กัน มันมีทั้งคนเห็นด้วยและคนไม่เห็นด้วย แต่เรื่องส่วนตัวก็คงต้องแยกให้ออก เรื่องทำงานเราต่างต้องอยู่ด้วยกัน เพราะงั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องก้าวก่ายเรื่องของกันและกัน


ยองซันมองเด็กหนุ่มสะอื้นเบา ๆ โดยที่เอาแต่พร่ำพูดว่าขอโทษเป็นสิบ ๆ ครั้ง พนักงานคนอื่นต่างห้อมล้อมคนตัวเล็กพลางโอบปลอบว่าให้หยุดร้องไปในตัว ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งพูดเท่าไหร่แบคฮยอนก็ร้องไห้หนักขึ้น


มันอาจจะเป็นความผิดพลาดในแวบแรกที่สมองของเราไม่ทันได้ไตร่ตรอง เอาแต่เชื่อในสิ่งที่เห็นโดยไม่ได้คิดจะซักถามความจริง แต่ในเมื่อแบคฮยอนไม่พูด และทุกคนต่างรู้ว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะงั้นจึงไม่มีสิทธิ์เข้าไปวุ่นวายอะไรมาก 


ในที่นี่ก็ไม่ได้มีใครรู้หรอกว่าจริง ๆ แล้วแบคฮยอนกับท่านประธานมีความสัมพันธ์กันในรูปแบบไหน และไม่ว่าใครจะมองเด็กฝึกงานของเขาว่าเป็นชู้หรือเด็กเลี้ยงยังไง แต่บยอนแบคฮยอนก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในแผนกประชาสัมพันธ์ ซึ่งหากใครมองว่าเด็กคนนี้ทำให้แผนกเสียชื่อ เธอก็จะไม่สนใจ


เพราะคนที่มีความคิดเขามักจะแยกแยะออกเสมอ


และหลังจากนี้ไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยองซันก็พยายามพร่ำสอนทุกคนในแผนกให้เคารพซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะเรื่องของแบคฮยอนที่มันอาจจะทำให้ใครหลายคนมองเด็กคนนั้นไม่ดีไปเลยก็ตาม แต่สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน การอยู่ร่วมกัน และการให้โอกาสซึ่งกันและกัน


หญิงสาวก็หวังเอาไว้ว่าทุกคนในที่นี่จะเข้าใจในสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อ ไม่มากก็น้อย แต่เพื่อบริษัทแล้วเธอก็เชื่อว่าทุกคนจะต้องเข้าใจอย่างแน่นอน

 

 




 

 

 

“แบคฮยอน!!


เสียงตะโกนเรียกของใครบางคนดังลั่นไปทั่วบริเวณทำเอาเจ้าของชื่อหันมองที่มาของเสียงด้วยความตกใจ และไม่ใช่แค่แบคฮยอนคนเดียวเพราะบริเวณโดยรอบคือชั้นล่างของบริษัท ซึ่งแน่นอนว่าคนที่กำลังเดินเข้าออกต่างก็มองตามเหมือนกัน


เด็กหนุ่มเห็นพี่เลี้ยงตัวสูงกำลังวิ่งทึกทักเข้ามาหาตนด้วยความกระหืดกระหอบ สีหน้าของชายหนุ่มดูเหมือนกับคนที่กำลังตามหาอะไรสักอย่าง


“พี่เซฮุนมีธุระอะไรหรอครับ” แบคฮยอนถามในขณะที่หยุดยืนรอรุ่นพี่


“ธุระอะไรล่ะ พี่ก็มาหานายนั่นแหละ” และก็เป็นอีกครั้งที่คำตอบของคนตรงหน้าทำให้เด็กรุ่นน้องแปลกใจ


ตั้งแต่เหตุการณ์เรียกน้ำตาในแผนกเมื่อวาน แบคฮยอนก็รู้สึกดีกับการที่ต้องมาทำงานมากขึ้น แม้ว่าจะถูกคนนอกแผนกมองเหยียดไม่มีเปลี่ยนก็เถอะ แต่อย่างน้อยเขาก็สบายใจที่คนในแผนกเข้าใจและรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองมากกว่าจะสนใจเรื่องอื่น


ทว่าสิ่งที่ทุกคนปฏิบัติต่อเขามันก็ทำให้แบคฮยอนรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน อย่างแรกก็คงเป็นเรื่องที่เขาปกปิดความจริงความสัมพันธ์กับท่านประธาน ถึงจะไม่มีใครถามออกมาตรง ๆ แต่เขาเชื่อว่าลึก ๆ แล้วทุกคนต่างก็คงอยากรู้ ซึ่งแบคฮยอนก็ได้แต่หวังว่าสักวันตัวเองจะพร้อมและพูดบอกความจริง


“กลัวผมหายขนาดนั้นรึไง” ว่าแล้วก็เอ่ยแซวตามประสา ตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่รุ่นพี่ตัวสูงตามเขาแจอย่างกะอะไรดี เหมือนจะตัวติดกันตลอดเวลาให้ได้ ซึ่งเหตุผลก็ได้ซักไซ้ไปตั้งแต่เมื่อวานว่าทำแบบนั้นไปทำไม และคำตอบของอีกฝ่ายก็ทำเอาแบคฮยอนพูดอะไรไม่ออกเลย


พี่กลัวว่าตัวเองจะหลุดปากบอกคนอื่นเรื่องความลับของนาย


โอเค นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่เซฮุนตามติดชนิดที่ว่าแบคฮยอนไปที่ไหนก็ต้องมีพี่เลี้ยงตามไปด้วย มันอาจจะเป็นปกติที่มักจะเห็นคนทั้งสองอยู่ด้วยกันบ่อย ๆ แต่จะต่างก็ที่การปฏิบัติตัวนั่นแหละ โอเซฮุนมักจะทำอะไรที่เกินหน้าเกินตาอยู่ตลอด อย่างเช่นเรื่องไปส่งเอกสาร ทั้งที่มันเป็นงานของเขาแต่อีกฝ่ายก็แย่งไปทำเองหมด พอค้านบอกจะทำเองพี่เซฮุนก็ดื้อไม่ยอมให้ทำ กลัวว่าถ้าแบคฮยอนออกจากแผนกไปจะถูกคนอื่นว่าร้ายยังไงบ้างก็ไม่รู้


เป็นการห่วงกันที่ดูแปลกดี..


“นายไม่ใช่พี่ นายไม่รู้หรอก” ชายหนุ่มว่าอุบอิบพลางบึนปากใส่รุ่นน้องตัวเล็ก ครั้นได้เห็นยิ้มเล็ก ๆ ของเด็กในปกครอง เซฮุนก็รู้สึกใจเต้นแปลก ๆ ..


เขาว่ามันเหมาะกว่าตอนที่เจ้าตัวทำหน้าหงอย ๆ เสียอีก


“แล้วนี่นายกำลังจะไปไหน เอางานมาส่งหรอ” ขณะถามก็ใช้สายตากวาดมองมือทั้งสองข้างของรุ่นน้องซึ่งมันก็ไม่มีแฟ้มหรือว่าเอกสารติดมือมาสักชิ้น


“ผมลงมาหาไรกินอ่ะ ตะกี้ถามพวกพี่ในแผนกแล้วว่ามีใครอยากได้อะไรรึเปล่า แต่ดูเหมือนว่าเวลานี้มีแค่ผมคนเดียวที่อยากหาน้ำเย็น ๆ ดื่ม” แบคฮยอนพูดไปพลางเดินตรงไปยังร้านคาเฟ่ด้านล่างตึก ซึ่งเซฮุนก็คอยเดินตามไปติด ๆ


“แล้วทำไมไม่รอพี่ก่อน เดี๋ยวจะลงมาเป็นเพื่อน”


“ผมแค่มาซื้อน้ำเองไหมล่ะ”


“โธ่ จะไปไหนก็ระวัง ๆ หน่อยสิ เดินทะเล่อทะล่าแบบนี้เดี๋ยวก็เกิดเรื่องหรอก”


“เกิดเรื่องอะไรล่ะพี่ ไม่เห็นมีใครทำอะไรไม่ดีซะหน่อย” คนทั้งสองหยุดเดินตรงที่หน้าเคาท์เตอร์ร้านคาเฟ่ซึ่งไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านเท่าไหร่เพราะเป็นช่วงเวลาทำงาน เด็กหนุ่มสั่งโกโก้เย็นจากพนักงานพร้อมกับควักเงินจ่าย ส่วนเซฮุนผู้ไม่ดื่มอะไรก็ได้แต่ยืนมุ่ยหน้าใส่เด็กฝึกงาน


“เพราะเอาแต่ชะล่าใจแบบนี้ไง หัดระวัง ๆ ไว้บ้างซี่” บอกตามตรงว่าเซฮุนไม่ได้เวอร์เกินเหตุ แต่แบคฮยอนหน่ะไม่เข้าใจหรอกว่าเขาไปรับรู้อะไรมาบ้าง อย่าให้ต้องพูดเลยว่าความโหดร้ายบนโลกนี้มันรุนแรงแค่ไหน เพราะเอาแต่ไม่ระวังตัวแบบนี้ไงจึงทำให้เขาอดเป็นห่วงไม่ได้


“คิดมากเกินไปแล้วนะพี่เซฮุน” เด็กหนุ่มส่ายหน้าอย่างระอา ก็เข้าใจหรอกว่าเป็นห่วง หรืออีกเรื่องก็กลัวตัวเองหลุดปากนั่นแหละ แต่เล่นตัวติดกันทั้งวันแบบนี้คนอื่นจะพาลมองรุ่นพี่ไม่ดีด้วยเนี่ยสิ อย่างน้อยถ้าจะเสียก็ให้เขาเสียแค่คนเดียวก็พอแล้วมั้ง


“เออ ให้แต่พี่คิดมากคนเดียวเนี่ยแหละ อย่าให้เห็นนะว่าแอบไปร้องไห้ตรงบันไดหนีไฟหน่ะ”


“นี่พี่—!” แบคฮยอนหันขวับมองหน้าคนข้างกายทันที ซึ่งเซฮุนก็เบิกตากว้างรีบยกมือปิดปากก่อนจะกระพริบตาถี่ ๆ ทำเชิงว่าเมื่อครู่ไม่ได้พูดอะไร “พี่แอบตามดูผมหรอ”


“เปล๊า! ใครแอบตาม ไม่มี๊!” ถ้ากระจกแถวนี้แตกก็ไม่ต้องไปสงสัยว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เพราะเสียงของเซฮุนสูงจนแทบทะลุเพดานแล้ว


เด็กฝึกงานหรี่ตามองรุ่นพี่ก่อนจะหันไปยืนชำเลืองพนักงานร้านคาเฟ่กำลังชงโกโก้ให้ตนต่อ ระหว่างนั้นชายหนุ่มตัวสูงก็รู้ตัวดีว่ากำลังผิดที่แอบตามอีกฝ่ายไปถึงบันไดหนีไฟ ใครจะไปรู้หล่ะว่าจะแอบไปร้องไห้ จากที่รู้สึกผิดอยู่แล้วแม่งผิดกว่าเดิมอีก


และเพราะว่าเหตุการณ์นั้นแหละทำให้เขาต้องเข้าไปคุยกับรุ่นพี่ยองซันเรื่องแบคฮยอน .. ซึ่งก็เหมาะเจาะพอดีเพราะหัวหน้าสาวเองก็คิดแบบเดียวกันกับเขา ทุกคนในแผนกต่างก็นึกสงสารและเอ็นดูในความขยันขันแข็งของเด็กฝึกงาน พอถึงช่วงเวลายากลำบากใคร ๆ ก็อยากเข้าไปช่วยเหลือนั่นแหละ


หากแต่มีอยู่เรื่องเดียวที่เซฮุนไม่ได้บอกหัวหน้าก็คือเรื่องสถานะจริง ๆ ของแบคฮยอน บอกตามตรงว่าเกือบจะหลุดปากไปหลายรอบเหมือนกัน แต่เพราะใบหน้าของผู้จัดการคิมและเสียงขอร้องของเด็กรุ่นน้องก็ทำเอาชายหนุ่มต้องอดทนใจแข็งไม่ยอมเปิดปากบอกไป


ก็อย่างว่า ถ้าหากมีคนรู้เรื่องนี้เข้านะ โทรแจ้งรถโรงพยาบาลได้เลยว่ามีคนหัวใจวายค่อนบริษัท—


“หึ ก็ว่าได้กลิ่นอะไรแปลก ๆ แถวนี้มีปลาเน่าด้วยหรอกหรอ”


เสียงหนึ่งของใครบางคนดังขึ้นทำเอาทั้งแบคฮยอนและเซฮุนหันมองไปยังที่มาของเสียงก่อนจะพบแก๊งหญิงสาว ที่ใคร ๆ ก็ต่างรู้ว่าพวกเธอมาจากแผนกการตลาด


“เธอได้กลิ่นปลาหรอ? ฉันคิดว่าน่าจะเป็นกลิ่นหมาหัวเน่ามากกว่าอีก” หนึ่งในนั้นพูดจบก็ตามด้วยเสียงหัวเราะจีบปากจีบคอ ราวกับว่าสะใจที่ได้พูดจาเหน็บใครบางคนแถวนี้


แบคฮยอนพรูลมหายใจและพยายามไม่หันไปมองกลุ่มที่อยู่เยื้องไปจากตน เขาเห็นพนักงานสาวสองสามคนซึ่งคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี เพราะหนึ่งในนั้นก็มีรุ่นพี่เยริยืนอยู่ด้วยหากแต่อีกฝ่ายไม่ได้เหน็บแหนะอะไรนอกเสียจากยืนกอดอกมองเขานิ่ง ๆ


ดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะไม่ทันได้ระวังตัวอย่างที่พี่เลี้ยงโอว่านั่นแหละ เพราะครั้งนี้ไม่ได้เจอแค่พี่เยริคนเดียว หากแต่มีคนอื่น ๆ ตามมาสมทบด้วยซึ่งถ้าอยู่บริเวณนี้อีกนาน คงต้องเกิดเรื่องไม่ดีแน่ ๆ


เพราะลำพังแค่ตัวเขาคนเดียวก็ไม่โต้ตอบอะไรหรอก แต่คนที่ทนไม่ได้จริง ๆ ดูท่าจะเป็นโอเซฮุนเสียมากกว่า


“แถวนี้ไม่น่าจะมีอะไรเน่าเท่ากับปากของพวกเธอแล้วล่ะมั้ง” ชายหนุ่มตัวสูงว่าด้วยเสียงเบาหวิวพลางก่อนจะหันไปมองหน้าแก๊งเมื่อครู่ที่กำลังมองมาตาเขียวปั๊ด


“อ่าว ได้ยินหรอ”


“คิดว่าฉันหูหนวกรึไงห้ะ พูดดังขนาดนี้ไม่เอาโทรโข่งเลยล่ะ”


“คงไม่ล่ะ ไม่อยากประจานตัวเองให้ขายขี้หน้าเหมือนคนแถวนี้” เซฮุนพูดก่อนจะเหล่สายตามองใครอีกคนซึ่งแน่นอนว่าเป็นใครไม่ได้นอกจากรุ่นพี่เยริ


“หึ ถ้ามันจะขายขี้หน้าเพราะเสียงดังก็ให้มันรู้ไปสิ ดีกว่าต้องอยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ..” เยริพูดขึ้นบ้างหลังจากที่ยืนฟังสักพัก เธอเอียงใบหน้าเล็กน้อยเพื่อให้เห็นเด็กฝึกงานที่ยืนอยู่ด้านหลังของโอเซฮุนก่อนจะโบกมือขึ้นทัก


“ว่าไงคะน้องแบคฮยอน เห็นหน้าแล้วไม่ทักทายกันเลยนะ” น้ำเสียงใสเอ่ยทักรุ่นน้องตัวเล็ก ซึ่งคนถูกทักเองก็ค่อย ๆ หันหน้ามามองแล้วโค้งตัวให้


“สวัสดีครับรุ่นพี่” แบคฮยอนพูด


“สวัสดีจ่ะ นึกว่าจะไม่ทักกันซะแล้ว” ดูเหมือนจะเป็นคำพูดปกติแต่มันก็แฝงไปด้วยความไม่ประสงค์ดีเหมือนกับครั้งก่อน ทั้งยิ้มเย็นยะเยือกและน้ำเสียงหวานหูนั่นแหละทำเอาแบคฮยอนไม่ค่อยสบายใจเลยสักนิด


“ยังสบายดีอยู่ใช่ไหมคะ เห็นยังเดินเชิดหน้าอยู่ในบริษัทเหมือนเดิมเลย นึกว่าจะเอาแต่มุดหัวหลบอย่างเดียวเสียอีก” คำพูดของหญิงสาวทำเอาเซฮุนแทบจะพุ่งเข้าไปใส่ ทว่าแบคฮยอนก็ไวมากพอจะดึงพี่เลี้ยงโอเอาไว้พร้อมกับขยับปากห้าม


“ผมต้องทำงานหนิครับ ถ้าเอาแต่หลบอย่างเดียวเดี๋ยวเจ้านายจะไม่พอใจเอา”


“อ๋อ.. เพราะนี้สินะคะท่านประธานถึงได้เอ็นดูมากเป็นพิเศษ คงขยันทำงานน่าดูเลยเนอะ”


“...”


“นอกเวลางานนี้ได้โอทีเท่าไหร่หรอจ๊ะ? พี่อาจจะสมทบให้อีกนิดหน่อยเผื่อน้องแบคฮยอนจะไม่พอใช้”


“เฮ้! พูดจาแบบนี้ไม่คิดว่ามันเกินไปหน่อยรึไง?” ยิ่งปล่อยให้คนตรงหน้าพล่ามมากเท่าไหร่ ความอดทนของชายหนุ่มก็เริ่มหดลงเรื่อย ๆ


“อะไรกันเซฮุน หัดควบคุมอารมณ์ตัวเองหน่อยสิคะ” หญิงสาวจีบปากจีบคอว่าขณะส่ายหน้าไปมาเบา ๆ “อีกอย่างฉันกำลังคุยกับแบคฮยอน ถ้านายไม่ใช่ ก็อย่าสะเหล่อตอบ เข้าใจไหมจ๊ะสุดหล่อ” คล้ายกับว่าตอนนี้เยริกำลังเล่นสงครามประสาทให้พนักงานตัวสูงเกิดอารมณ์ฉุนเฉียว


“ถึงจะไม่ใช่แต่เธอก็ไม่มีสิทธิ์มาพูดจาดูถูกคนอื่นแบบนี้”


“หึ ทำไมฉันจะพูดไม่ได้ ใครถูกใครผิดก็เห็น ๆ กันอยู่ทั้งนั้น” เยริยกมือขึ้นกอดอก “หรือยังไง ดูเหมือนพวกนายสองจะดูเข้าขากันดีนะ หรือว่า—” ขณะที่พูดก็ยกนิ้วชี้สลับไปมาระหว่างคนทั้งสอง


“หยุดเอานิสัยที่บ้านมาใช้ที่ทำงานซักทีเถอะ”


“โอเซฮุน นี่นายกล้าปากดีกับฉันแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่หืม? คิดว่าทำตัวติดกับเด็กประธานแล้วนายจะได้ประโยชน์ด้วยอย่างนั้นหรอ เข้าใจเลือกเกาะคนอื่นดีนี่” นึกแล้วก็อดขำไม่ได้ที่เห็นพนักงานหน้าหล่อแผนกประชาสัมพันธ์ออกตัวปกป้องเด็กฝึกงานคนนี้ ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าเซฮุนมักเป็นพวกตามกระแสสังคม คนส่วนใหญ่เห็นอะไรเจ้าตัวก็มักจะเห็นด้วยเสมอ ซึ่งต่างจากครั้งนี้ที่เลือกเข้าข้างเจ้าเด็กนั่น


น่าสมเพชจริง ๆ


“ปากแบบนี้มันน่า—”


“พี่เซฮุน พอเถอะครับ” ท้ายสุดแล้วเด็กฝึกงานก็ทนไม่ไหวที่จะปล่อยให้คนทั้งสองปะทะคารมกันในร้านกาแฟซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นจุดที่คนส่วนมากมองเห็นกันได้ง่าย ๆ ถึงแม้ว่ารุ่นพี่เยริไม่สน รุ่นพี่เซฮุนไม่อาย แต่สายตาทุกคนที่มองมานั้นก็ยังคงพุ่งประเด็นมาที่เขาเหมือนเดิม


โอเซฮุนเดาะลิ้นในปากอย่างหงุดหงิดใจที่ถูกห้ามเอาไว้ แต่จะยอมหยุดก็ได้เพราะเห็นแก่สายตาของแบคฮยอนที่ดูท่าจะไม่อยากให้เขามีเรื่อง


“หืม ห้ามคำเดียวก็เชื่อกันง่าย ๆ แบบนี้เลยหรอคะ? เชื่องทั้งพี่ทั้งน้องเลยว่าไหม” เยริหันไปพูดกับเพื่อนที่เหลือด้านหลังก่อนที่คนพวกนั้นจะแค่นหัวเราะด้วยสีหน้าเยาะเย้ยออกมา แบคฮยอนสูดลมหายใจเพื่อเรียกสติให้ตัวเองก่อนจะส่งยิ้มบางให้กับคนตรงหน้า


“ผมเคยได้ยินมาว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร พี่น่าจะเห็นด้วยกับประโยคนี้นะครับ”


“นี่—”


“อย่ามีเรื่องกันเลยครับ ผมขอ” จริงอยู่ว่าแบคฮยอนไม่ใช่คนใจเย็นมากพอที่จะปล่อยให้คนอื่นยืนถางถากได้นานสองนาน แต่สถานการณ์ตอนนี้ต่อให้ลับฝีปากสู้กันยังไงท้ายสุดก็มีแต่เสียกับเสีย แถมอีกฝ่ายก็คงไม่มีท่าทีอ่อนลงแน่ ๆ พาลแต่จะบาดหมางกันมากขึ้นกว่าเดิม


“โกโก้เย็นได้แล้วค่ะ” ไม่ทันที่เยริจะตอบอะไรเสียงพนักงานในร้านกาแฟก็เรียกความสนใจของเด็กหนุ่มหันไปพยักหน้ารับ


“ขอตัวนะครับ” แบคฮยอนค้อมหัวเชิงขอโทษให้รุ่นพี่สาวตรงหน้า ก่อนจะกลับไปจัดการหยิบแก้วของตัวเองขึ้นถือไว้


ซึ่งระหว่างที่กำลังจะหมุนตัวเดินออกไปเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ไม่รู้ว่ารุ่นพี่เยริมายืนต่อหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่แต่มันทำให้น้ำโกโก้ของแบคฮยอนหกใส่เดรสตัวสวยจนเลอะเป็นคราบด่าง ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อสายตา


ฉับพลันเด็กฝึกงานก็รีบกุลีกุจอทำท่าจะขอโทษที่ซุ่มซ่ามไม่ระมัดระวัง แต่ไม่ทันจะได้หยิบจับอะไรเขาก็สัมผัสได้ถึงความเย็นที่กำลังแผ่ซ่านที่กระจายไปทั่วตัว


!!!!


แก้วน้ำที่เยริถือหลงเหลือไว้แค่ปลายก้นที่บ่งบอกว่าก่อนหน้านี้เคยมีน้ำโกโก้อยู่เต็มแก้ว ทว่าตอนนี้มันกลับไปอยู่บนใบหน้าและเนื้อตัวของแบคฮยอนจนเปียกชุ่ม เซฮุนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ถึงกับเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา รวมถึงคนอื่น ๆ ที่เห็นเหตุการณ์ก็ด้วย


 “เยริ!! นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะ!!” โอเซฮุนดึงเด็กรุ่นน้องให้หลบด้านหลังตนทันทีทั้งยังเผลอผลักหญิงสาวตรงหน้าให้ออกห่าง คนที่ยืนอยู่รอบข้างต่างก็ให้ความสนใจทั้งยังหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายทุกอย่างเอาไว้


“อะไรที่ว่ามันมากไป นายไม่เห็นรึไงว่าเด็กนั่นมันทำหกใส่ฉันก่อน!” เยริยังคงเถียงสู้เพราะหลักฐานมันก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าเดรสของเธอเปื้อนคราบสีน้ำตาลน่าเกลียด แล้วเธอผิดอะไรถ้าหากจะแก้แค้นคืนโดยการทำให้อีกฝ่ายเปียกมากกว่าก็แค่นั้น


 “ทำหกใส่น้องมันก็กำลังขอโทษไง ทำไมต้องสาดน้ำใส่หน้ากันด้วยวะ แบบนี้มันหาเรื่องกันชัด ๆ” ยิ่งพูดก็ยิ่งขึ้น เซฮุนไม่น่าปล่อยให้ยัยปิศาจร้ายคนนี้มาอยู่ใกล้แบคฮยอนเลยสักนิด เผลอแค่นิดเดียวก็เกิดเรื่องจนได้


“ใครกันแน่ที่หาเรื่อง! ฉันก็ยืนอยู่ของฉันเฉย ๆ เด็กนายต่างหากที่ไม่ดูตาม้าตาเรือเอง!


“แก้ตัวหมา ๆ แบบนี้ไม่ละอายใจตัวเองบ้างรึไง เป็นคนเดินเข้ามากใกล้แบคฮยอนแท้ ๆ แต่กลับโทษว่าเด็กมันซุ่มซ่าม ทำแบบนี้ไปเคลียร์กันนอกบริษัทเลยไหม” ท้ายสุดเซฮุนอาจจะทนไม่ไหวใช้ศาลเตี้ยกับผู้หญิงตรงหน้า ตอนนี้ต่อให้จิตใจมีคุณธรรมสูงส่งมากแค่ไหนแต่ถ้าได้ต่อยหน้าผู้หญิงคนนี้ทุกอย่างก็คือข้อยกเว้น!


“เหอะ คนไม่มีสมองอย่างนายมันก็เก่งแต่ใช้กำลังเท่านั้นแหละ” เยริกระตุกยิ้มร้ายใส่ก่อนจะมองผ่านชายหนุ่มตัวสูงไปยังคนด้านหลัง “แล้วนั่นยังไง ทำน้ำหกใส่คนอื่นแล้วมัวแต่ยืนนิ่งอยู่ได้ มารยาทหน่ะมีไหม ขอโทษฉันซะสิ”


“นี่ยังหน้าด้านคิดอยากจะได้คำขอโทษจากคนอื่นอีกอย่างนั้นหรอ เธอต่างหากที่ต้องขอโทษแบคฮยอน”


“หยุดส่งเสียงเห่าใส่ฉันซะที ฉันต้องการให้ไอ้เด็กนั่นมันขอโทษและฉันก็ไม่จำเป็นต้องขอโทษใครทั้งนั้น”


“เธอ—”


“ทำไม?! ออกตัวปกป้องกันมากขนาดนี้หวังตำแหน่งไหนเอาไว้ล่ะ คิดจะเกาะกันกินไปจนตายรึยังไง ดูเหมือนว่านายจะตาต่ำเลือกผิดคนจริง ๆ โอเซฮุน” หญิงสาวนึกอยากแค่นหัวเราะกับท่าทีปกป้องเด็กนั่นราวกับว่าเป็นคนสำคัญที่ใครก็แตะตัวไม่ได้


“หยุดเอาความคิดต่ำ ๆ ของตัวเองมาเป็นมาตรฐานวัดคนอื่นซะที”


“แล้วคิดว่าตัวเองสูงส่งมาจากไหนหรอ? ฉันจำเป็นต้องกลัวจนหัวหดหรือยังไง หรือว่าจริง ๆ ไอ้เด็กนั่นมันเป็นภรรยาของท่านประธาน ฉันถึงไม่มีสิทธิ์ฟังคำขอโทษจากปากมัน!!


“...”


“...”


ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากโอเซฮุนหรือแม้แต่แบคฮยอนเองก็ตาม ความเงียบรอบข้างทำให้บรรยากาศเริ่มมาคุแปลก ๆ โดยเฉพาะกับประโยคท้ายเมื่อครู่ของหญิงสาวที่ทำเอาชายหนุ่มทั้งสองหยุดชะงักอย่างลืมตัว ชายหนุ่มตัวสูงยืนขบกรามแน่นเพื่อข่มโทสะตัวเองเอาไว้ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากแบคฮยอนที่กำลังเหลืออดกับสิ่งที่เกิดขึ้น


ก็อย่างที่บอกไปว่าส่วนตัวแล้วไม่เคยยอมใคร หากแต่เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันอาจจะทำให้คนใหญ่คนโตของที่นี่ต้องเสียชื่อ ไม่ใช่แค่แบคฮยอนที่ต้องรักษาศักดิ์ศรีของตัวเองเอาไว้ แต่เขาก็ต้องรักษาศักดิ์ศรีของสามีเหมือนกัน รวมถึงบริษัทแห่งนี้ก็ด้วย


เพราะฉะนั้นจะพลั้งปากเผลอตัวทำอะไรไม่ดีออกไปในตอนนี้ ทุกอย่างก็มีแต่เสียกับเสีย มันไม่คุ้มถ้าหากว่าแบคฮยอนจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องสิ่งที่ตัวเองรัก จึงจำต้องยอมเก็บทุกความอัดอั้นเอาไว้ในใจก่อน


และเพราะว่าสองคนตรงหน้าไม่ยอมพูดอะไร บรรยากาศรอบข้างก็พลันแปลกแตกต่างไปจากเดิม จู่ ๆ เยริก็รู้สึกเย็นวูบที่สันหลังทั้งยังใจกระตุกวูบตอนที่เผลอพูดไปว่าเด็กตรงหน้าคือภรรยาท่านประธาน ทั้งท่าทีที่ชะงักนิ่งไปมันทำเอาจิตใจเริ่มอยู่ไม่สุข


เพราะกลัวว่าสิ่งที่ตนพูดจะเป็นจริงขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้..


“ว่าไง ถ้าไม่ใช่นายก็ขอโทษฉันซะสิแบคฮยอน—”


 


“แล้วถ้าผมบอกว่าใช่ล่ะครับ”

“แบคฮยอนยังจำเป็นต้องขอโทษคุณอยู่ไหม”

 



เสียงคุ้นหูดังขึ้นแทรกความวุ่นวาย เรียกความสนใจของคนรอบข้างให้หันไปมองเป็นตาเดียว ซึ่งแน่นอนว่าบุคคลที่เข้ามาใหม่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่พนักงานโดยรอบเป็นอย่างมาก



“ผู้จัดการคิม..”



เป็นอีกครั้งที่เยริพึมพำชื่อผู้ชายตรงหน้าเป็นรอบที่สอง หากแต่ความสนใจไม่ทันได้พุ่งประเด็นไปที่อีกฝ่าย ร่างกายของหญิงสาวก็แทบจะอ่อนแรงทันทีเมื่อใครอีกคนปรากฏตัว

 





“ท่านประธาน” 
















++++++++++++++++++++++++

ตบเลยค่ะ ตบเลย!
ตบเราเนี่ยแหละ

**สีหน้าพี่เลี้ยงโอตอนพูดถึงวีวี่**

ทุกคนอาจจะเหนื่อยและสงสัยว่าทำไมเรื่องมันยาวแบบนี้
ความจริงเราอยากจะตัดทอนเรื่องไปไว้ตอนหน้า แต่ว่าตอนหน้าก็แน่นเหมือนกัน
เพราะถ้าไม่ทำงี้เดี๋ยวจะมีเจ็ดตอน 555555555555555555555555555

เอาเป็นว่ามาเต็ม ๆ เพื่อขอโทษที่อัพช้ามากกกกกกก
หวังว่าทุกคนจะให้อภัย //พนมมือ

อ้อ ขออีกนิดนึง 5555555555
ใครที่เห็นเราอยู่หน้าทวิตจะมีรูปเล่ม INTERNSHIP ลอยอยู่ข้างหน้า (มาเกือบอาทิตย์แล้ว)
ใกล้จะเปิดจองแล้วนะคะ ราคาเล่มละประมาณ 250 บาท (เดี๋ยวรายละเอียดจะแจ้งอีกที)
ใครใคร่จับจองเราก็ขอให้ได้ขอให้โดน (บัตรคอนก็เช่นกัน) เพราะงั้นเดี๋ยวตอนต่อไปเราจะรีบอัพแน่นอน
//จบการไทร์อิน


ขอบคุณที่อ่านจนถึงตรงนี้
คือมันยาวมากทั้งเนื้อหาทั้งทอล์ค
อย่าเพิ่งรำคาญเรานะ เราขอโทษษษ ;-;


ฝากเด็กฝึกงานและท่านประธานด้วยนะคะ

#ฟิคคลังฝัน






 
TF:)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 127 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,477 ความคิดเห็น

  1. #6462 BangJae_ (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 01:05
    เซฮุนดีเยี่ยม! อิพวกมาถากถางคือขี้- คือไม่เข้าใจว่าจะ-ทำไม ต่อให้ปธ.มีเมัยน้อยจริงๆแล้วเมัยน้อยนั้นคือแบคแลเวพ่กเธอมีสิทธิ์อะไรไปโกรธแค้นหรือทำร้ายร่างกายคนอื่นกัน!!
    #6,462
    0
  2. #6459 Nokyoong Exoplanet (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 01:33
    แง พี่ยองซันㅠㅠ
    #6,459
    0
  3. #6370 heykiki (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 17:57
    สงสารน้องอ่า เยริก็ไม่ควรจะออกนอกหน้านอกตาขนาดนี้ปะ แหม ขำเซฮุนผู้ชายอาไร๊ปากจัด เถียงผู้หญิงฉอด ๆๆๆ 55555555555555
    #6,370
    0
  4. #6304 TeddyBear614 (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 00:48
    ฉันรักเชฮุนตอนด่ากับเยริมาก!!!!!!
    #6,304
    0
  5. #6293 Darkmate (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 07:42
    กรี๊ดดดดดดวฟจหาไรแาวๅบฃแยขอไ
    #6,293
    0
  6. #6171 lelimy (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 19:35
    เซฮุน5555555555 น่าสงสาร พูดไรก้ไม่ได้ืเก็บได้อย่างเดียว วี่พี่ผิดอะไร5555
    #6,171
    0
  7. #5116 Sunshineshy (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2560 / 03:16
    กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งเลยฉัน
    #5,116
    0
  8. #5109 sweetpss (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 02:56
    แม่งงงท่านประธานมาแล้ววววววเอาเลยจัดการ!!!!!
    #5,109
    0
  9. #5033 phirayajungkook (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 21:30
    อิพี่ฮุนเอ้ย55555
    #5,033
    0
  10. #5007 Yoyo.Yehet (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2560 / 18:28
    วีวี่ของฮุนน5555555
    #5,007
    0
  11. #4757 EUNHWA_OK (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 19:12
    ฮุนได้โบนัสเยอะๆแน่เลย แผนกประชาสัมพันธ์ก็ได้ เยริระวังโดนเด้งนะจ๊ะ
    #4,757
    0
  12. #4535 SirimasSinghtong (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 12:20
    ขำฮุน 55555555
    #4,535
    0
  13. #4503 CBshipper_ (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 16:23
    เอาแล้วววว ถ้ารู้ความจริงเยริไม่เป็นลมไปเลยเร้ออ เซฮุนฮาอ่ะ แต่จริงๆนางเป็นคนดีนะเว้ย แต่ฮา ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
    #4,503
    0
  14. #4230 KAKARN_MATO (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:24
    รำเยริ
    #4,230
    0
  15. #3891 Mookko_Yoonmi (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 23:33
    นี้ขำเซฮุนสุดละ5555555555
    #3,891
    0
  16. #3444 Mobanxxi (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2559 / 22:43
    น่านนน พ่อมาแล้วจ้าาาา หลีกทางให้พ่อออออ
    #3,444
    0
  17. #3437 Circle Icetherz (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 06:40
    พ่อลงแล้วจ้าาาา ขุ่นพ่อมาแล่ว
    #3,437
    0
  18. #3431 Arjaree Mungbang (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2559 / 12:15
    ตอนที่เยริถามว่าเป็นภรรยาประธานรึไง เรานี่ตะโกนเลย ใช่!!! เขาเป็นเว้ย อินแรงงงงง
    #3,431
    0
  19. #3419 z.art (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 15:16
    ลำไยแบคมากก อ่านแล้วหัวร้อนน อินจัด 55555555555
    #3,419
    0
  20. #3415 nchler (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 02:58
    นี่แบบกำลังลุ้นผจกคิมตัวโก่ง กำลังมันกำลังเผ็ซได้ที่ เลื่อนมาเจอวีวี่ปั้ปนี่หัวเราะลั่นน 555555555555555555555555
    #3,415
    0
  21. #3385 nyjdr (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 22:40
    ขำตอนวีวี่5555 รำพวกผู้หญิงปากไม่ดีมาก อ่านแล้วงิดเลยงิดเลย
    #3,385
    0
  22. #3184 pookpak_world (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 23:38
    สะใจมันเป็นแบบนี้!!! โว้ยยยยยยยยยยยยยย!!!! /กระทืบหมอน
    #3,184
    0
  23. #3183 pookpak_world (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 23:38
    สะใจมันเป็นแบบนี้!!! โว้ยยยยยยยยยยยยยย!!!! /กระทืบหมอน
    #3,183
    0
  24. #3181 AEGIDIOS (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 23:14
    อมกก!! ท่านประธาน!!!!!! อิเยริแม่งห่าไรนักหนาวะถึงไม่ใช่แบคก็ไม่ใช่-อยู่ดีปะ? กัดไม่เลิกขนาดผู้ชายหน้าหล่ออย่างโอเซฮุนด่าแล้วยังไม่เลิก! จะเอาให้ได้ใช่ปะ!!
    #3,181
    0
  25. #3113 9mmm (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 19:21
    กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
    #3,113
    0