[ exo SF/OS ] คลังฝัน - chanbaek

ตอนที่ 37 : INTERNSHIP - chanbaek #1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19,630
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 191 ครั้ง
    26 ก.ค. 59














INTERNSHIP






















 


 

ซีอีโอหนุ่มหล่อผู้มากความสามารถ

ถ้าหากว่ากำลังพูดถึงใครสักคนในวงการธุรกิจตอนนี้ ก็คงไม่พ้นชื่อ ปาร์คชานยอลบัณฑิตดีกรีปริญญาโทจากอังกฤษ ที่กลับมาสานต่อธุรกิจในบ้านเกิดของตัวเอง ด้วยระยะเวลาเพียงแค่สองปีก็สามารถดึงหุ้นของบริษัทให้พุ่งทะยาน ทำเอาคู่แข่งต่างพากันตื่นตัวจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้!

เป็นชื่อที่สั่นประสาทวงการธุรกิจในเครือเดียวกันจนเกิดการแข่งขันที่น่าจับตามอง แต่ทว่าความสามารถและความอัจฉริยะของปาร์คชานยอลนั้นก็ยังคงนำบริษัทของตนให้เป็นหนึ่งอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวก็เพิ่งเข้าสู่วัยเพียงสามสิบต้น ๆ เท่านั้น

ใคร ๆ ต่างก็สงสัยกับชีวิตของเขา ผู้ที่เกิดมามีทุกอย่างเพียบพร้อม ทั้งชื่อเสียงเงินทอง หน้าที่การงานมั่นคง  บริษัทที่มั่งคั่ง รวมถึงหน้าตาและรูปร่างที่ราวกับถูกพระเจ้าสรรค์สร้าง และที่สำคัญก็คงหนีไม่พ้นเรื่องหัวใจที่ใคร ๆ ต่างก็ต้องอย่างรู้ว่าชายแสนเพอร์เฟ็คคนนี้มีเจ้าของแล้วหรือยัง?

จะเรียกว่าเป็นการฆาตกรรมหมู่ดีหรือไม่เพราะเมื่อไม่นานมานี้ทางบริษัทได้เผยแพร่ความลับบางอย่างของซีอีโอหนุ่มคนนี้ว่า ปาร์คชานยอลแต่งงานหมั้นหมายกับคนรักตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเป็นซีอีโอของ INT.C —บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

สาว ๆ หลายคนคงน้ำตานองกันทั่วประเทศ ต่างนึกเสียดายในความโสดของเจ้าตัวที่สละไป นึกอิจฉาเจ้าสาวผู้โชคดีที่ได้ปาร์คชานยอลคนนี้ไปครอบครอง ทว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดเมื่อไม่มีใครเคยรับรู้ถึงชื่อเสียงเรียงนามหรือว่าใบหน้าของภริยาท่านซีอีโอคนนี้เลยซักคนเดียว

ก็จะไปรู้ได้ยังไงล่ะ เพราะงานแต่งถูกจัดในแถบชนบทของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และก็ไม่แปลกถ้าหากไม่มีใครทราบเรื่อง เพราะกว่าที่เจ้าตัวจะยอมเผยว่าได้สละชีวิตโสดไปแล้วนั้น ปาร์คชานยอลก็ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นผู้ชายที่แต่งงานมีภริยาไปแล้วถึงสี่ปีเต็ม!

ช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายของใครหลายคน แต่ความนิยมของนักธุรกิจคนนี้ก็ไม่ได้น้อยลงไปแต่อย่างใด ปาร์คชานยอลยังคงครองตำแหน่งซีอีโอไฟแรงและสามารถทำรายได้ให้กับบริษัทได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในทุก ๆ สามไตรมาส

ตอนนี้พนักงานบริษัท INT.C ที่เคยถูกสบประมาทไว้ว่าคงตัวอยู่ได้เพราะความสามารถของท่านประธานนั้นก็คงจะไม่จริงเสมอไป เพราะข่าวล่าสุดที่ออกมานั้นซีอีโอก็ได้มีงานเลี้ยงฉลองสำหรับขอบคุณพนักงานทุกคนในบริษัทเนื่องในโอกาสที่ทำยอดทะลุเป้า รวมถึงเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ไฟแรงที่อยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบริษัทได้เข้ามาหาประสบการณ์

และก็เป็นข่าวดีสำหรับคนที่กำลังมองหาหลักแหล่งมั่นในคงอาชีพการงานก็คงไม่พ้นการเป็นส่วนหนึ่งใน INT.C เป็นแน่ ส่วนใครที่สนใจก็รีบไปยื่นเรซูเม่กันให้ไวเลยนะจ๊ะ

สุดท้ายนี้ทางสกู้ปของเราก็ได้แนปรูปซีอีโอหนุ่มสุดหล่อไว้เป็นขวัญกำลังใจให้ใครหลายคน และหวังว่ารูปของซีอีโอจะช่วยให้ความช้ำในหัวใจค่อย ๆ น้อยลงเรื่องที่เจ้าตัวไม่โสดแล้วด้วยเนอะ

ด้วยรักและปรารถนาดี

บก.จุ้บจิ้บแฟนสตีฟโรเจอร์

 



(Business’s Man,2015 — Chanyeol Park)

 

 






 

 

ร่างสูงโปร่งภายในชุดสูทเนื้อดีจากห้องเสื้อชื่อดังกำลังมุ่งหน้าไปตามทางเดินภายในบริษัท มือหนายกขึ้นกลัดกระดุมเสื้อสูทสีสุภาพ เรือนผมสีดำสนิทถูกจัดปัดเสยเปิดหน้าผากเพื่อเผยใบหน้าเกลี้ยงเกลา ตลอดทางเดินมีพนักงานหลายคนโค้งตัวให้ความเคารพ ทว่าด้วยเวลาที่เร่งรัดทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถหันไปตอบรับได้ และก็ไม่มีใครนึกขุ่นเคืองใจเพราะปาร์คชานยอลคือบุคคลที่ไม่มีเวลา


ทันทีที่ร่างกายสูงใหญ่เดินเข้าห้องที่มีป้ายแปะไว้ด้านหน้าว่า CEO PARK เลขาสาวสุดมั่นอย่างอันฮเยจินก็รีบกุลีกุจอเข้ามาหาเจ้านายพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ ส่วนอีกข้างถือไอแพดคอยรายงานสถานการณ์และตารางงานช่วงเช้าให้คนเป็นนายได้ทราบ


“เดี๋ยวบ่ายสามคุณช่วยนัดกับบริษัทคู่ค้าของเราที่ร้านอาหารจีนก็แล้วกัน ช่วยจองห้องและสั่งอาหารล่วงหน้าให้ด้วย” ปาร์คชานยอลเอ่ยในขณะที่ถอดเสื้อสูทออกคลุมไหล่พนักเก้าอี้เอาไว้


“ได้ค่ะท่านประธาน อ๋อ รายงานสรุปการประชุมของเมื่อวานดิฉันส่งให้แล้วในอีเมล์ ส่วนแฟ้มเอกสารกองนี้ท่านประธานช่วยจัดการมันให้เสร็จก่อนสิบเอ็ดโมงด้วยนะคะ” ฮเยจินว่าพลางวางแฟ้มที่เธอหอบมาวางไว้บนโต๊ะ


“อืม ขอบใจมาก ก่อนจะออกไปช่วยอย่าให้ใครเข้ามารบกวนก่อนที่ฉันจะออกไปคุยกับลูกค้าล่ะ” ชายหนุ่มหยิบแฟ้มบนสุดขึ้นมาเปิดดูรายละเอียดคร่าว ๆ ทว่ากลับไม่ได้ยินเสียงตอบรับของเลขาคนสนิท จึงช้อนตามองด้วยความสงสัย


“เอ่อ.. อีกเรื่องค่ะท่านประธาน” ฮเยจินพูดด้วยน้ำเสียงติดขัดก่อนจะยื่นแฟ้มสีดำอีกอันวางไว้บนโต๊ะ “สักประมาณสามสิบนาทีที่แล้ว คุณคิมจงอินส่งแฟ้มนี้มาให้และฝากข้อความถึงท่านประธานด้วยค่ะ” เมื่อได้ยินชื่อบุคคลที่สามในประโยคชานยอลก็เริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นภายในใจ


“อืม ว่ามา”


“คุณจงอินวานให้ท่านประธานเข้าไปเป็นกรรมการคัดเลือกนักศึกษาฝึกงานในช่วงบ่ายนี้ค่ะ” ทันทีที่พูดจบ ชานยอลก็จ้องเลขาสาวด้วยความสงสัย


“นั่นมันใช่หน้าที่ประธานอย่างฉันรึไง? หมอนั่นหายไปไหนทำไมไม่รับผิดชอบงานตัวเอง” ชานยอลเริ่มฉุนเล็กน้อยเมื่อถูกญาติคนสนิทอย่างคิมจงอินโยนงานมาให้ ทั้ง ๆ ที่การคัดเลือกพนักงานใหม่หรือนักศึกษาฝึกงานมันคือหน้าที่ของจงอิน


“คุณจงอินมีนัดกับคุณหญิงค่ะ ช่วงบ่ายไม่ว่าง จึงวานให้ท่านประธานไปแทนค่ะ” ฮเยจินตอบ “แล้วก็ฝากมาบอกอีกด้วยค่ะว่าถ้าหากไม่ไปช่วยดูการคัดเลือก คุณจงอินจะยกเลิกอะไหล่รถที่เพิ่งสั่งนำเข้าและจะบอกเรื่องนี้กับภรรยาของคุณค่ะ”


!!!


ปาร์คชานยอลสะดุดกึกกับประโยคสุดท้ายของฮเยจิน คำขู่ของคิมจงอินมักจะได้ผลเสมอเมื่อเอาคำว่าภรรยาของเขามาอ้าง จงอินเป็นญาติที่ฉลาดแกมโกงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และครั้งนี้ดูเหมือนว่าชานยอลจะเสียผลประโยชน์เป็นอย่างมากทั้งเรื่องอะไหล่รถที่แอบสั่งเข้ามา และถ้าหากภรรยาของเขารู้เรื่องนี้ก็คงโดนบ่นหูชาสามวันเจ็ดวันแน่ ๆ ถึงแม้ว่าตัวจะอยู่ไกลถึงอีกฟากโลกแต่เชื่อเถอะว่าเรื่องพวกนี้คิมจงอินก็หาเรื่องฟ้องได้เสมอ


“สรุปแล้วท่านประธานจะไปดูการคัดเลือกรึเปล่าคะ” ฮเยจินถามขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เห็นคนเป็นนายเงียบไปครู่หนึ่ง


ชายหนุ่มร่างสูงไม่ได้ตอบอะไรในทันที เขาถอนหายใจพร้อมกับเคาะปากกาในมืออย่างใจเย็น พยายามสงบอารมณ์ขุ่นมัวในใจเพราะถึงแม้ว่าจะมีอะไหล่รถเป็นข้อต่อรอง แต่เรื่องนี้ถึงหูภรรยาของเขาเมื่อไหร่ ก็เท่ากับว่าจบแห่


“อืม ฉันจะไป”

 

 

 





 

 

 

(คนกลัวเมียยังไงก็กลัวเมียอยู่วันยังค่ำละว้า)


“อย่ามากวนประสาท มึงทำตัวโคตรน่าถีบเลยรู้ไหม”


(อะไร จะถีบกูเพราะกูไปตามคำขอของคุณป้าหน่ะหรอ? ถีบคุณป้าด้วยเลยไหมล่ะ) คิมจงอินพูดด้วยน้ำเสียงแกมหาเรื่องหลังจากที่ญาติโทรเข้ามากราดด่าเรื่องโยนงานให้


“ลามปามแล้วมึง  รู้ทั้งรู้ว่าช่วงนี้บริษัทต้องการหัวหน้าดูแลเรื่องคัดคน และนั่นก็เป็นหน้าที่ของมึง กูไม่ได้จ้างมึงให้ไปเที่ยวเล่นเป็นเพื่อนแม่กูนะ”


(งั้นมึงก็ต้องโทรคุยเองแล้วแหละ เอาจริงก็ช่วยไม่ได้นี่หว่า ลูกชายคนเดียวก็เอาแต่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไหนจะลูกสะใภ้ที่บินไปหาความบันเทิงใจอีกฟากโลก คนแก่เขาอยู่คนเดียวมันก็เปลี่ยวใจเป็นธรรมดาป้ะวะ)


“จะบอกว่ามึงกำลังทำให้แม่กูหายเหงาว่างั้น?”


(ละกูพูดผิดตรงไหน มึงต้องขอบใจกูด้วยซ้ำ นี่ถ้าเกิดว่าไม่ออกมาเที่ยวเล่นกับท่านนะ มีหวังป่านนี้ทั้งมึงและพี่สะใภ้ของกูคงโดนเรียกตัวกลับไปนอนที่บ้านใหญ่แน่ ๆ) และมันก็ถูกอย่างที่จงอินว่า ช่วงเดือนสองเดือนหลังมานี้งานที่บริษัทมีเยอะขึ้นมากจนกระทั่งไม่ค่อยได้มีเวลากลับบ้านใหญ่ไปหาผู้ให้กำเนิด


ถึงทางนั้นจะบอกว่าเข้าใจเรื่องที่ลูกทำงานหนักเพื่อครอบครัวเพื่อบริษัท แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เหงาเมื่อต้องอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่เป็นเวลานาน เพราะฉะนั้นการที่จงอินไปหาบ่อย ๆ ตามความต้องการนั่นก็เป็นเรื่องราวที่ดี ดูเหมือนว่าหมอนั่นจะกลายเป็นหลานรักเต็มตัวเสียแล้ว


(ที่กูทำก็เพื่อมึงทั้งนั้นนะพี่ชาย แค่วานไปช่วยดูคัดเลือกพนักงานให้หน่อยแค่นี้อย่ามาทำเป็นบ่นหน่อยเลย)


“กูไม่ได้บ่น แต่กูแค่ไม่พอใจที่มึงละเลยหน้าที่ตัวเอง”


(อย่าให้กูย้อนว่ามึงเองก็ทำงานจนละเลยคนในครอบครัวนะ)


“...”


(อายุมึงก็จะสามสิบสามอยู่รอมร่อแล้ว เงินก็มีเก็บเป็นหมื่นเป็นพันล้าน ยังจะต้องทำงานหนักไปเพื่อใครอีกวะ)


“...”


(ว่าง ๆ ก็กลับมาหาแม่บ้าง ไม่มึงก็เรียกตัวเมียมึงกลับมาอยู่กับคุณป้าซะ ท่านจะได้ไม่ต้องเหงาแล้วก็ไม่ต้องเรียกกูไปหา กูจะได้อยู่ทำงานของตัวเองต่อ)


“นี่มึงกำลังจะด่าว่าทุกอย่างเป็นเพราะกู?” ชานยอลถามด้วยเสียงสูงขณะเดียวกับที่คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างขัดใจ


(เออ เพราะมึงแหละตัวดีเลยไอ้สัด ถ้าไม่อยากกลับบ้านบ่อย ๆ ก็ปั้มหลานซะสิ แล้วตอนนั้นมึงจะหายหัวไปสามสี่ไตรมาสคุณป้าก็จะไม่ถามหามึงด้วยซ้ำ)


“ตลก มึงเองก็รู้ว่ากูมีลูกไม่ได้เพราะอะไร” ชานยอลพูดด้วยน้ำเสียงเบาลงจากเมื่อครู่ พูดถึงเรื่องนี้ทีไรอาการขุ่นหมองในใจก็พลันปรากฏขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่


ก็อย่างที่เคยบอกไปว่าเขาเองก็แต่งงานมาแล้วตั้งสี่ปี แต่กลับไม่มีทายาทคอยสืบสกุลให้กับตระกูลแม้แต่คนเดียว จะว่าเพราะปัญหาสุขภาพก็ไม่ใช่ เพราะทั้งตัวชานยอลและภรรยาเองก็ต่างแข็งแรงพร้อมมีบุตรได้ทุกเวลา แต่เพราะยังมีเงื่อนไข่บางอย่างจึงไม่สามารถมีทายาทตัวน้อยได้


(จะลีลารอให้คุณป้าแก่จนหัวหงอกหมดเลยไหม? รีบมีได้แล้วโว้ย)


“พูดมากหว่ะ แค่นี้นะ” ชานยอลว่าด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด


(แหน่ะ พูดเรื่องลูกทีไรแม่งปัดหนีตลอดเลยนะ เออ ๆ แค่นี้ก็แค่นี้ ไปดูงานให้กูด้วย แล้วก็อย่าลืมวิสัยทัศน์ที่กูสร้างไว้ล่ะ หวังว่ามึงจะไม่ทำให้กูผิดหวังนะ)


“เออ” ประธานหนุ่มตัดสายญาติตัวเองทันทีที่พูดจบ เขาเก็บมือถือใส่กระเป๋าและเป็นจังหวะเดียวกับที่เลขาเดินมาเคาะประตูบอกเวลานัดสัมภาษณ์งาน ชานยอลพยักหน้ารับก่อนจะเดินไปยังห้องที่ทางบริษัทจัดเตรียมไว้


วันนี้เป็นการคัดเลือกนักศึกษาฝึกงานที่มีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก เล่มพอร์ตที่ส่งกันเข้ามาต่างทำเอาแผนกบุคคลปวดหัวกันยกใหญ่เพราะแต่ละคนนั้นต่างก็มีความสามารถสูสีไม่แพ้กัน ดังนั้นการสัมภาษณ์จึงเป็นตัวชี้วัดว่าใครจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบริษัทได้ภายในสามเดือนต่อจากนี้


ปาร์คชานยอลมีเวลาแค่สองชั่วโมงสำหรับเข้าร่วมการคัดเลือกนักศึกษาฝึกงาน ดังนั้นตารางเวลาและรายชื่อของคนที่จะเข้ามาสัมภาษณ์ทางแผนกบุคคลก็คัดเลือกมาเป็นอย่างดีแล้วว่าจะไม่ทำให้ท่านประธานเสียเวลาเจรจากับคู่ค้าแน่นอน


การคัดเลือกในแต่ละครั้งจะให้นักศึกษาเข้าไปในห้องพร้อมกับสามคน และจะทำการสัมภาษณ์ทีละคนโดยดูจากแฟ้มประวัติที่ส่งเข้ามา โดยปกติแล้วชานยอลมีหน้าที่แค่นั่งดูการคัดเลือกไปเงียบ ๆ และให้คะแนนในกระดาษเท่านั้น


จนเมื่อรอบต่อมามีรายชื่อของใครบางคนที่ทำให้สายตาคมหยุดมอง


ท่านประธานหนุ่มหรี่ตามองรายชื่อบนกระดาษซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดความสงสัยว่าจะใช่กับคนเดียวกันกับที่เขารู้จักหรือไม่ จนกระทั่งพนักงานหน้าประตูเคาะเรียกถึงเวลาที่นักศึกษารอบถัดไปกำลังจะเข้ามาในห้อง ตอนนั้นความสงสัยของชานยอลก็มีมากจนกระทั่งหัวคิ้วมุ่นเข้าหากันแน่น


นักศึกษาฝึกงานชายสองหญิงหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับนั่งตามคำเชิญของกรรมการท่านอื่น จากนั้นก็เริ่มต้นสัมภาษณ์ทีละคนในแบบที่ผ่านมา ชานยอลไม่ได้ปริปากพูดอะไรนอกจากเอาแต่จ้องรายชื่อและใบหน้าของนักศึกษาคนนั้นอย่างไม่วางตา


 

บยอนแบคฮยอน

 


ชื่อนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดรวมถึงใบหน้าของนักศึกษาคนนั้นก็ยังคล้ายคลึงเหมือนกับคนรู้จัก ทว่าเขากลับเก็บความสงสัยทุกอย่างไว้ในใจก่อนจะปล่อยให้การสัมภาษณ์ผ่านไปได้ด้วยดี

 


โดยที่ระหว่างนั้นก็ได้สายตาของอีกฝ่ายมองกลับมาเป็นระยะ ๆ เหมือนกัน

 

 

 

 

 

 


 

“ทุกคน! ฟังทางนี้หน่อย! เสียงหญิงสาวตะโกนลั่นแผนกประชาสัมพันธ์ ระหว่างนั้นคนในแผนกต่างก็มองไปยังที่มาของเสียงเป็นสายตาเดียว พร้อมกับความแปลกใหม่ของใครบางคนที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังของคิมยองซันที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหัวหน้าแผนก


“วันนี้เรามีน้องนักศึกษามาฝึกงานกับแผนกสามเดือน นับจากวันนี้ไปช่วยสอนงานให้น้องด้วย อ่ะ แนะนำตัวหน่อยว่าเป็นใครมาจากไหน” ยองซันหันไปหานักศึกษาฝึกงานหน้าใหม่ เจ้าตัวสะดุ้งตื่นเล็กน้อยก่อนจะเผยยิ้มให้แล้วโค้งทักทายรุ่นพี่ทุกคนในแผนก


“สวัสดีครับ ผมบยอนแบคฮยอนจากมหาลัยโซลครับ สำหรับการฝึกงานสามเดือนต่อจากนี้ ขอฝากเนื้อฝากตัวกับรุ่นพี่ทุก ๆ คนด้วยนะครับ” แบคฮยอนว่าจบก็โค้งให้ทุกคนอีกรอบก่อนจะได้รับเสียงประมือเป็นการต้อนรับ เขาเงยหน้ายิ้มให้กับทุกคนในแผนกก่อนจะถูกชี้ไปยังที่โต๊ะสุดท้ายก่อนจะบอกว่านั่นคือที่นั่งทำงานของเขา


“ที่จริงงานแผนกเราก็ไม่มีอะไรเยอะหรอก แต่เดี๋ยวพี่จะให้โอเซฮุนเป็นพี่เลี้ยงให้เราก็แล้วกัน” ยองซันว่าก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปทางบุคคลที่ถูกกล่าวถึง “เซฮุน! ฝากเลี้ยงเด็กสักสามเดือนหน่อยเป็นไง?”


“ไม่มีปัญหาครับพี่” ชายหนุ่มที่ชื่อโอเซฮุนตอบรับพร้อมกับยิ้มกว้างจนเผยเห็นฟันเขี้ยวเล็ก ๆ แบคฮยอนยิ้มตอบแล้วโค้งตัวทักทายอีกรอบ จนกระทั่งทุกคนในแผนกเริ่มแนะนำตัวและพูดคุยด้วยบรรยากาศที่สนุกสนาน ทำเอาความตื่นเต้นในการฝึกงานวันแรกของแบคฮยอนลดลงฮวบใหญ่เลยทีเดียว


“ว่าไงน้องใหม่ พร้อมจะฝึกงานรึยัง” เซฮุนว่าอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับใช้สายตาไล่มองบยอนแบคฮยอนตั้งแต่หัวจรดเท้า


“พร้อมนานแล้วพี่ มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้บอกมาเลยนะครับ” แบคฮยอนตอบกลับแล้วยิ้มร่าให้กับรุ่นพี่ จังหวะนั้นเซฮุนก็หัวเราะร่วนกับความเล่นใหญ่ของน้องใหม่ก่อนที่การฝึกงานจะเริ่มขึ้น


ทั้งวันแบคฮยอนก็ได้รับมอบหมายให้ประจำเครื่องซีรอกซ์ตรงมุมห้อง และมันก็เป็นตามคำบอกเล่าของเหล่ารุ่นพี่ปีก่อน ๆ ที่มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกับว่าการเป็นเด็กฝึกงานคือการซ้อมถ่ายเอกสารและซ่อมเครื่องปริ้นต์ ซึ่งแบคฮยอนก็จะไม่ขัดอะไรถ้าหากว่าเขาไม่ได้รับมอบหมายให้ปริ้นต์เอกสารนี้จำนวนห้าร้อยชุดให้เสร็จทันบ่ายสาม


บ่ายสามของวันนี้


ให้ตายเถอะ นี่มันเพิ่งเลยเวลาพักเที่ยงมานิดหน่อยเองเท่านั้น แถมยังมีเวลาอีกแค่สองชั่วโมงกว่า ๆ ใครมันจะไปทำทันกัน!


“แบคฮยอน จะลงไปกินข้าวด้วยกันก่อนไหมค่อยขึ้นมาทำต่อ” เสียงของพี่เลี้ยงโอเซฮุนดังขึ้นพร้อมกับรุ่นพี่คนอื่น ๆ ที่กำลังทยอยออกจากแผนกไปหาข้าวกลางวันทาน


“ผมกลัวว่าห้าร้อยชุดจะเสร็จไม่ทันก่อนบ่ายสามหน่ะสิพี่” แบคฮยอนตอบด้วยน้ำเสียงหงอย ๆ พลางทำหน้าตาใส่รุ่นพี่ให้อีกฝ่ายช่วยเห็นใจ แบ่งไปทำสักร้อยชุดก็ยังดี


“งั้นหรอ” ชายหนุ่มลากเสียงยาวเหมือนกำลังใช้ความคิด “งั้นอยากกินอะไร เดี๋ยวพี่ซื้อเข้ามาให้”


“...” ดูเหมือนว่าความหวังในการที่จะให้รุ่นพี่ช่วยงานได้นั้นจะไม่เกิดผล แบคฮยอนจึงได้แต่พรูลมหายใจก่อนจะตัดสินใจขอแซนวิชกับน้ำผลไม้ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับเป็นอย่างดีก่อนจะแบมือยื่นมาตรงหน้า


“อะไรอ่ะพี่”


“ฝากพี่ซื้อแล้วจะไม่ให้เงินหรอ?”


“...”


“...”


โอเค ดูท่าแบคฮยอนจะมองพนักงานบริษัทที่นี่ดีเกินคาดไปนิดหนึ่ง เขาส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้คนเป็นรุ่นพี่ก่อนจะควักแบงก์ออกมาให้ และประโยคสุดท้ายของเซฮุนก็ทำเอาแบคฮยอนชะงักไปครู่ใหญ่ แต่สุดท้ายก็ต้องน้อมรับส่งยิ้มให้อย่างจำใจ


“เงินทอนถือว่าเป็นค่าเดินทางของพี่ละกันเนอะ”

 


หลังจากพี่เลี้ยงหน้าตาดีคนนั้นเดินฮัมเพลงออกไปอย่างอารมณ์ดี เด็กฝึกงานก็ต้องหันกลับมาหัวเสียกับเครื่องปริ้นต์ตัวเดิมต่อที่ตอนนี้มันกำลังมีปัญหาเพราะจู่ ๆ ก็เกิดเสียงกึกกักอะไรบางอย่างที่ทำเอาเขาเริ่มรู้สึกใจไม่ดี


แบคฮยอนชะโงกหน้าดูเครื่องด้วยความร้อนใจ จนต้องกดปุ่มให้มันหยุดทำงานแล้วตรวจเช็กสภาพเครื่องว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง ดูเหมือนว่าจะมีกระดาษติดอยู่ด้านในจึงทำให้ต้องล้วงมือเข้าไปเพื่อเคลียร์เส้นทาง แต่ทว่าเขาต้องจัดการแงะไอ้ฝาตัวนี้ออกมาให้ได้ก่อน


นักศึกษาฝึกงานหันหน้าซ้ายขวาพยายามมองหาอุปกรณ์ก่อนจะเจอแล้วหยิบมันขึ้นมาแงะ ทำอยู่อย่างนั้นสองสามครั้งแต่ก็ไม่มีท่าทีว่าฝามันจะหลุดออกมาง่าย ๆ จนตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับการฝึกงานที่เริ่มไม่ได้ดั่งใจ นึกระบายกับเจ้าเครื่องซีรอกซ์โดยการฟาดมันเข้าเต็มแรงเหมือนเวลาฟาดทีวีตอนที่มันไม่ชัด หวังว่าจะช่วยให้กระดาษแผ่นด้านในหลุดออกมา


แต่เปล่าเลย แค่ทุบเครื่องซีรอกซ์มันจะไปหลุดออกมาได้ยังไง—ไง..


แกร๊ก..


ด้วยความที่ไม่ตั้งใจไอ้ตัวฝาเครื่องก็พร้อมใจหลุดออกมาทันทีโดยไม่ทันตั้งตัว ทำเอาเสียงกระทบของฝาดังลั่นไปทั่วแผนก แบคฮยอนลืมตาโพล่งอย่างตกใจกอนจะรีบหยิบฝาขึ้นมาดูสภาพว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง ทั้งยังกวาดสายตามองรอบ ๆ ว่ามีใครเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่บ้างไหม


จนกระทั่งสายตาไปสบเข้ากับใครบางคนที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล


นั่นมัน...

 

 



“ก่อนคุณจะเข้าฝึกงานที่บริษัทนี้คุณไม่ได้อ่านกฎของที่นี่หรือยังไงว่าต้องรักษาทรัพย์สินส่วนกลางไม่ให้เสียหาย”


“...”


“หรือจะต้องให้ผมหยิบมันขึ้นมาอ่านให้คุณฟังอีกครั้งดีครับ คุณนักศึกษาฝึกงาน


บยอนแบคฮยอนกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่หลังจากที่ถูกท่านประธาน ต่อว่าเรื่องทำทรัพย์สินของบริษัทเสียหาย และไอ้เขาก็ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรเพราะเหตุการณ์มันก็ตำตาคนตรงหน้าทั้งหลักฐานก็ยังถือคาไว้อยู่ที่มือทั้งสองข้าง


“ว่าไงครับ? มีอะไรจะแก้ตัวไหม” ปาร์คชานยอลเอ่ยถามในขณะที่เขากำลังยืนล้วงกระเป๋ากางเกง มองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่เอาแต่ก้มมองปลายเท้าไม่ยอมเงยหน้าสบตาคนเป็นเจ้านาย


“เอ่อ.. ผมขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งให้ที่จะทำเครื่องพัง แต่ว่า..”


“แต่ว่า?”


“ค-คือ.. มันมีกระดาษติดอยู่ด้านใน แล้วผมแค่ต้องการจะเอามันออกก็เท่านั้น”


“คุณจะบอกว่าคุณกำลังจะซ่อมมัน?” ชานยอลถามซ้ำอีกครั้ง และคราวนี้เด็กฝึกงานก็ช้อนตามองด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะพยักหน้างึกรับ


“คุณไม่ควรซ่อมอะไรเองโดยที่ไม่มีความรู้เรื่องนี้ โทรศัพท์หมายเลข 225 กดโทรไปที่แผนกซ่อม เดี๋ยวเขาก็จะมาเช็กเครื่องให้โดยที่คุณไม่ต้องลำบากใช้ไม้บรรทัดแงะ”


ให้ตายสิ นี่เห็นแม้กระทั่งตอนนี้เอาไม้บรรทัดมาแงะด้วยรึไง? แบคฮยอนสบถในใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับความผิดและโทษความสะเพร่าของตัวเอง


“แล้วอีกอย่าง คุณกำลังทำผิดกฎข้ออื่นของบริษัทผมด้วย” ประโยคของคนตรงหน้าทำเอาเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย


“ผมทำอะไรผิดหรอครับ”


“คุณทำงานเลยเวลาที่กำหนดไว้”


“...”


“กฎของที่นี่ พักก็คือพัก จะไม่มีการทำงานเลยเวลาหรือทำงานก่อนเวลาเด็ดขาด และคุณเองก็เป็นแค่นักศึกษาฝึกงาน พี่เลี้ยงของคุณไม่ได้บอกกฎพวกนี้ให้ทราบรึยังไง”


“อ่า.. คือพี่เขาชวนผมแล้วครับ แต่ผมกลัวว่างานที่ได้รับมามันจะเสร็จไม่ทันเวลาก็เลยอยากทำให้เสร็จก่อนหน่ะครับ”


“เขาให้คุณทำอะไร” ท่านประธานถาม และในตอนนั้นแบคฮยอนเองก็สงสัยว่าทำไมคนที่เป็นถึงประธานบริษัทจะต้องมาถามไถ่เรื่องราวของเขามากมายขนาดนี้ แต่ถ้าคิดในอีกแง่ อีกฝ่ายก็แค่ถามไถ่ตามประสาเจ้านายกับลูกน้องก็เท่านั้น


“ซีรอกซ์เอกสารห้าร้อยชุดให้เสร็จก่อนบ่ายสามครับ” แบคฮยอนตอบทั้ง ๆ ที่ยังก้มหน้าอยู่ รู้สึกเกรงกลัวถึงอำนาจบารมีที่กำลังแผ่ออกมาจากร่างกายสูงใหญ่นั่น


น่าเกรงขามชะมัด


“ผมคิดว่าคุณกำลังเข้าใจผิด”


“ครับ?”


“ที่บริษัทเราไม่ได้มีนโยบายให้นักศึกษาฝึกงานทำแค่การซีรอกซ์เอกสารห้าร้อยชุดต่อวันหรอกครับ ถ้าคุณรู้จักถามรุ่นพี่สักนิด คุณจะรู้ว่ามีห้องถ่ายเอกสารอยู่ที่ชั้นสามและชั้นสิบ”


“...”


“อีกอย่าง.. เอกสารที่คุณกำลังซีรอกซ์มันก็เป็นชุดเก่าของเดือนที่แล้ว”


จบประโยคของท่านประธาน ความสงสัยก็พลุ่งพล่านเข้ามาทันที แบคฮยอนหยิบเอกสารที่ตนซีรอกซ์ขึ้นมาดูและมันก็จริงอย่างที่คนตรงหน้าว่า เลขวันที่ตรงหัวมุมกระดาษกำลังทำให้แบคฮยอนลมจับ


ให้ตายสิ นี่เขายืนซีรอกซ์เอกสารเก่าเป็นร้อย ๆ ชุดไปเพื่ออะไรวะ?


“คุณจะอธิบายเรื่องพวกนี้ให้ผมฟังยังไงดีครับ?”


คนตัวสูงถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทว่ามันแฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ทำเอาคนถูกถามถึงกับพูดอะไรไม่ออก นอกจากเขาจะทำให้เครื่องซีรอกซ์ของบริษัทเกิดความเสียหายแล้ว เขาก็ยังสะเพร่าทำทรัพยากรของบริษัทเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์เกือบร้อยห้าสิบชุด


ตายแน่ ๆ แบคฮยอน ตายอย่างเขียดแน่ ๆ


“ว่าไงครับ—”


“แบคฮยอน! แซนวิชและน้ำผลไม้ที่นายฝากซื้อ พี่เอามาให้แล้— อุ้ย”


เสียงของโอเซฮุนดังขึ้นจากด้านหลังทำเอาแรงกดดันเมื่อครู่กระเจิงหายไปคนละทิศทาง  ก่อนที่จะโถมเข้าใส่ร่างกายหนักกว่าเก่าเมื่อเจ้าของประโยคเมื่อครู่ถึงกับหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นใครบางคนยืนอยู่กับเด็กฝึกงาน


“ส-สวัสดีครับท่านประธาน”


เซฮุนโค้งทักทายเจ้านายทันทีที่รู้สึกตัว และระหว่างนั้นก้อนเนื้อกลางอกก็เต้นโครมครามอย่างหาสาเหตุไม่ได้ อาจจะเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นท่านประธานในระยะใกล้หลังจากที่ทำงานที่นี่มาเป็นเวลาปีกว่า ๆ แถมอีกฝ่ายเองก็ไม่น่าจะมีธุระที่ต้องมาแถวแผนกประชาสัมพันธ์


เพราะฉะนั้นการเห็นท่านประธานในสถานที่แห่งนี้มันช่างเป็นเรื่องแปลก!


“สวัสดีครับ” ชานยอลทักทายกลับอย่างไม่ถือตัว ก่อนจะปรายตามองเด็กฝึกงานตรงหน้าอีกครั้ง “นี่ใช่พี่เลี้ยงของคุณรึเปล่า” ชายหนุ่มถามคนตรงหน้าและแบคฮยอนก็พยักหน้าตอบอย่างช้า ๆ ทำเอาพี่เลี้ยงอย่างเซฮุนเกิดอาการร้อนเนื้อร้อนตัวทันที


“เอ่อ.. ท่านประธานมีธุระอะไรรึเปล่าครับ? บอกผมได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมจัดการทุกอย่างให้” อาการแบบนี้เขาเรียกว่ากินปูนร้อนท้อง โอเซฮุนกำลังรู้สึกแบบนั้นเพราะมันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นักกับการที่เห็นท่าประธานยืนอยู่กับเด็กฝึกงานที่กำลังซีรอกซ์เอกสารอยู่


แน่ล่ะว่าใครจะอยากให้อยู่ด้วยกัน เพราะถ้าเกิดว่าท่านประธานขอดูเอกสารนั่นเมื่อไหร่มีหวังเขาโดนเล่นงานแน่ ๆ


จะถามว่าทำไมหน่ะหรอ? ก็เพราะว่าที่ให้แบคฮยอนซีรอกซ์มันเป็นเอกสารเก่าน่ะซี่!


“คงไม่ต้องลำบากพนักงานประจำอย่างคุณโอหรอกครับ เรื่องแค่นี้ให้แค่นักศึกษาฝึกงานรับผิดชอบคนเดียวก็พอ


น้ำเสียงเย็นเยียบของท่านประธานทำเอาคนฟังทั้งสองถึงกับเย็นสันหลังกันยกใหญ่ เซฮุนหาคำแก้ต่างเพื่อที่จะช่วยเหลือรุ่นน้องไม่ได้ เพราะดูท่าแล้วเอกสารในมือของท่านประธานก็น่าจะเป็นชุดที่แบคฮยอนซีรอกซ์อยู่แน่ ๆ


ชิบหายแล้วไอ้เซฮุน!


“ผมจะไม่ถามหรอกนะครับว่าใครเป็นคนมอบหมายงานให้คุณ แต่การที่คุณมัวแต่น้อมรับทุกคำสั่งโดยไม่ดูหน้าดูหลังให้ดีเสียก่อนมันอาจจะทำให้คุณเกิดปัญหาขึ้นได้”


“...”


“และกฎของที่นี่ คนผิดก็คือคนผิด จะไม่มีการออกรับหน้ากันเพราะนั่นจะทำให้เกิดการผิดพลาดขึ้นอีก”


และถ้าเซฮุนไม่ได้คิดไปเอง ดูเหมือนว่าประโยคเมื่อครู่ท่านประธานจะปรายตามองมาทางเขาก่อนจะหลุบตามองเด็กฝึกงานตรงหน้าเหมือนเดิม จะเรียกว่าซวยหรืออะไรดีล่ะ แต่ความสนุกชั่ววูบของเซฮุนกำลังจะทำให้เด็กฝึกงานคนนั้นเดือดร้อน ทั้ง ๆ ที่เขาอุตส่าห์ว่ากลับมาจากซื้อของกินแล้วจะเฉลยน้องว่าแค่หยอกเล่นเฉย ๆ


แต่ดันมาโดนท่านประธานจับได้ก่อนซะนี่!


“ผมขอโทษครับ ผมจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกแล้ว” แบคฮยอนพูดอ้อมแอ้มก้มหน้ารับคำต่อว่าทุกประโยคอย่างไม่มีการคัดค้าน เพราะเรื่องนี้เขาก็ทำเองผิดเองอยู่คนเดียว ถึงแม้ว่าจะได้รับคำสั่งมาจากรุ่นพี่ก็ตามเถอะ


“ครับ ผมจะถือว่าทุกคนสามารถผิดพลาดกันได้” ท่านประธานว่าก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือดูเวลา “คุณมีเวลาทานข้าวอีกแค่สิบห้านาที แล้วก็ช่วยเอากระดาษที่ตัวเองซีรอกซ์ทั้งกองนั่นเข้าไปพบผมที่ห้องด้วย”


“ครับ?” แบคฮยอนร้องเสียงหลง


“อ้อ แล้วก็อย่าลืมโทรเรียกแผนกซ่อมให้มาเช็กเครื่องล่ะ”


ชายหนุ่มร่างสูงว่าทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินออกจากแผนกประชาสัมพันธ์ไปท่ามกลางสายตาสงสัยของใครหลายคน หนึ่งในนั้นคือแบคฮยอนที่กำลังจะถูกประธานเรียกพบ และอีกคนก็คือโอเซฮุนที่กำลังสัมผัสได้ถึงความฉิบหาย


หลังจากที่ท่านประธานเดินออกไปก็เหลือเพียงแค่ชายหนุ่มสองคนที่ค่อย ๆ หันหน้ามองกันด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทว่าเซฮุนกลับหลบสายตารุ่นน้องด้วยความรู้สึกผิดก่อนจะพร่ำพูดคำว่าขอโทษในใจเป็นร้อยเป็นพันคำ


“แบคฮยอน คือพี่..”


“อย่างน้อยพี่ก็น่าจะเช็กเอกสารก่อนส่งให้ผมซีรอกซ์นะครับ”


“พี่ขอโท—”


“พี่รู้ไหมว่าผมยอมทนหิวข้าวเพื่อที่จะรีบทำงานให้พี่” เด็กหนุ่มว่าด้วยน้ำเสียติดงอแงเล็กน้อย


“...”


“ขอบคุณสำหรับแซนวิชและน้ำผลไม้นะครับ ส่วนเงินทอนพี่ก็เอาไปเถอะ ถือว่าเป็นค่าเดินทาง” แบคฮยอนพูดเสร็จก็หอบเอาเอกสารทั้งหมดที่ตนซีรอกซ์ไว้ขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขน ก่อนจะคว้าเอาแซนวิชกับน้ำผลไม้จากมือรุ่นพี่ไปอย่างถือวิสาสะแล้วเดินผ่านอีกฝ่ายออกไปทันที


ในตอนนั้นความรู้สึกผิดทั้งหมดก็ประเดประดังใส่คนเป็นรุ่นพี่จนเข่าแทบทรุด ทั้งอยากจะเดินตามไปขอโทษรุ่นน้องแต่เมื่อหันไปก็เจอกับสายตาของคิมยองซันหัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ที่กำลังทำตาเขียวมองเขาอยู่


โอ-เซ-ฮุน มีอะไรจะสารภาพผิดกับฉันไหม?”


ใครก็ได้ ช่วยพาเขาหนีไปจากที่ตรงนี้ที!


 

 

 

 

 

ติ๊ด!

//ท่านประธานคะ นักศึกษาฝึกงานขอเข้าพบค่ะ//

“ให้เขาเข้ามาเลยครับ”

ติ๊ด!

 


เสียงสัญญาณโทรศัพท์ตัดไปก่อนที่เสียงเคาะประตูห้องจะดังขึ้น บานประตูถูกเปิดออกพร้อมกับร่างเล็กของใครบางคนที่มีใบหน้าบึ้งตึงกำลังเดินเข้ามาในห้องแห่งนี้ก่อนที่ประตูจะถูกปิดลง


“ที่สถาบันของคุณไม่สอนหรอว่าการเข้าพบหัวหน้าต้องทำยังไง”


“ผมเคาะประตูสามครั้งก่อนเข้ามาแล้วนะครับ”


“ผมหมายถึงสีหน้าของคุณ”


“...”


“บึ้งตึงแบบนั้นกำลังไม่พอใจอะไรผมรึเปล่าครับคุณนักศึกษาฝึกงาน


ปาร์คชานยอลเอนตัวพิงพนักเก้าอี้พร้อมกับประสานมือวางบนหน้าตัก หรี่ตามองเด็กฝึกงานตรงหน้าที่ตอนนี้กำลังบูดได้ที่เชียวล่ะ


“คุณเรียกผมเข้าพบมีอะไรรึเปล่าครับ” สุดท้ายแล้วแบคฮยอนก็ต้องสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อเรียกสติของตัวเองให้กลับคืนมา ก่อนจะระบายยิ้มให้กับคนตรงหน้าด้วยความจำใจ


“ยิ้มแบบนั้นคิดว่าผมดูไม่ออกหรอว่าคุณกำลังแกล้งทำ”

“ช่วยยิ้มให้มันจริงใจกว่านี้หน่อยไม่ได้รึไงครับ บยอนแบคฮยอน

!!!

 

 

 

 

 

 

ความเงียบก่อตัวขึ้นภายในห้องทำงานสุดโอ่อ่าของผู้บริหาร ถึงแม้ว่าด้านข้างจะเป็นวิวเมืองใหญ่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความกดดันจากเมื่อครู่ลดลงได้ แบคฮยอนไม่ได้อยากจะทำหน้าบูดบึ้งใส่อีกฝ่าย เพราะยังไงก็มีศักดิ์เป็นถึงคนใหญ่คนโตที่สุดของที่นี่


แต่เคยได้ยินคำนี้ไหม

เหนือฟ้ายังมีฟ้าเสมอ

 

 

“พี่แกล้งผมหรอ?”


สรรพนามเปลี่ยนไปทันทีเมื่ออยู่ในที่ลับตาคน แบคฮยอนอดกลั้นรอเวลาทำสีหน้าไม่พอใจแบบนี้ไม่ไหวแล้ว เขาอยากจะชักสีหน้าใส่อีกฝ่ายตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน


ใครจะไปคิดว่าต้องได้มาฝึกงานที่นี่!

 

“อยู่ในที่ทำงาน คุณไม่ควรเรียกผมแบบนั้น”

ชานยอลก็ยังคงเป็นชานยอล บุคคลที่จริงจังกับการทำงานเสมอ

 

“ผมจะเรียกแบบนี้ พี่จะทำไม?”

และแบคฮยอนก็ยังคงเป็นแบคฮยอนเหมือนเดิม

 

ปาร์คชานยอลปรายตาเด็กฝึกงานตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย ถึงแม้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายจะทำหน้าตาบึ้งตึงไม่พอใจกับคำพูดคำจาของเขาก็ตาม


“ผมเคยบอกคุณหลายครั้งแล้วว่าอย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับเรื่องงาน คุณจำไม่ได้หรอครับ”


“เพราะผมเชื่อฟังพี่ตลอดไงถึงกลายเป็นแบบนี้”


“งั้นคุณจะบอกว่าที่คุณเข้ามาฝึกงานที่นี่ก็เพราะคำพูดของผม?”


“ก็ใครมันเซ็นอนุมัติให้ผมฝึกงานที่นี่ได้ล่ะ!?”


“แล้วใครที่บอกจะไม่ยื่นใบสมัคร”


“พี่จงอินไง! ไปโทษพี่จงอินซะสิ!”


กลายเป็นว่าตอนนี้แบคฮยอนเริ่มหัวเสียหน่อยหนึ่งที่ต้องมาต่อปากต่อคำกับคนตรงหน้า ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะไปฝึกงานอีกบริษัท แต่คนที่บ้านก็โน้มน้าวบอกให้ลองส่งประวัติมาที่นี่เผื่อเข้าตากรรมการบ้าง แน่นอนว่าแบคฮยอนรู้ตัวเองดีว่ามีแค่ 0.01% เท่านั้นที่เขาจะรอดจากบริษัทนี้ไป


และก็เป็นไปตามคาดเมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์ดันกลายเป็นคนตรงหน้าไม่ใช่คิมจงอินที่เคยให้สัญญากับเขาว่าจะไม่อนุมัติให้ผ่านการคัดเลือก!


ซวยกว่าแบคฮยอนมีอีกไหม!?

 

“คุณพูดเหมือนว่าที่บริษัทของผมทำให้คุณไม่มีความสุขในการทำงานและไม่สามารถให้ประสบการณ์กับชีวิตของคุณได้”


“...”


“มีอีกหลายร้อยคนที่ส่งใบสมัครเขามา พอร์ตก็น่าสนใจไม่น้อยกว่าคุณด้วยซ้ำ ถ้าคุณจะเอาแต่โทษผมที่ยอมเซ็นอนุมัติให้ผ่าน แสดงว่าคุณก็กำลังดูถูกความสามารถของตัวเองอยู่”


“...”


“หรือถ้าคุณอยากจะลาออกตอนนี้ก็ได้ไม่มีใครว่า แต่จะมีบริษัทไหนที่จะรับเด็กอย่างคุณเข้าฝึกงานกลางคันบ้าง?”


มันก็จริงอยากที่คนตรงหน้าว่า บริษัทไหนจะรับเด็กฝึกงานกลางคันแถมยังออกจากบริษัทเดิมทั้ง ๆ ที่เพิ่งทำงานได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ความจริงการทำงานที่นี่มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่ เพราะบริษัท INT.C ก็มีชื่อเสียงไม่น้อยหน้าคู่แข่ง แถมใคร ๆ ก็อยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ดังนั้นจึงเป็นความโชคดีของคนที่ผ่านการคัดเลือก


แต่เว้นแบคฮยอนไว้คนก็แล้วกัน

 

“นี่พี่กำลังขู่ผมงั้นหรอ?”


“ผมเปล่าขู่ แค่พูดให้คุณคิด”


“แต่พี่เองก็รู้ไม่ใช่หรอว่าผมไม่อยากทำงานที่นี่เพราะอะไร”


“ครับ ผมรู้ดี”


“ถ้ารู้แล้วทำไมถึงเซ็นให้”


“ก็เพราะรู้ไงครับถึงต้องเซ็น” คำตอบของชานยอลทำเอาคนฟังเงียบไปชั่วขณะ “เพราะคุณเองก็รู้ดีว่าเหตุผลที่ผมเซ็นให้คืออะไร”


แบคฮยอนพรูลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะโยนเอกสารที่ซีรอกซ์ผิดลงบนโต๊ะรับแขกพร้อมกับถุงแซนวิชที่มีน้ำผลไม้อยู่ด้วย เขาไม่อยากพูดอะไรต่อหลังจากที่อีกฝ่ายพูดจบ และตอนนี้ก็ไม่อยากจะเห็นหน้าหรือเสวนาด้วยอีกต่อไป แต่เพราะสายตาคมคายที่มองกลับมามันทำให้ร่างกายกลับต้องยืนเฉยอยู่กับที่


“พี่ไม่คิดบ้างหรอว่าผมอาจจะโดนหาว่าใช้เส้นเข้าทำงานที่นี่ถ้าหากว่ามีคนรู้ว่าผมเป็นใคร” น้ำเสียงของคนตัวเล็กเริ่มงอแงเล็กน้อยและตอนนี้ก็หยิบยกเอาเหตุผลต่าง ๆ นานาขึ้นมาพูดโน้มน้าวใจอีกฝ่าย


“คุณคิดว่าผมสนใจหรอครับ”


“...”


“ทุกอย่างในบริษัทนี้คือสิ่งที่คุณต้องเรียนรู้ไว้ มันไม่ใช่เรื่องเสียหายถ้าหากว่าสถานะคุณถูกเปิดเผย” ชานยอลว่า “ถึงคุณจะอ้างว่ายังสนใจคนรอบข้างอยู่ งั้นผมขอถามคุณสักคำถามหน่อย”


“...”


“คุณสนใจสามีตัวเองบ้างรึเปล่าครับ?”


!!!

 


แบคฮยอนสะดุดกึกไปกับประโยคสุดท้ายก่อนจะสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากร่างกายคนตรงหน้า ในทีแรกที่ความขุ่นเคืองเรื่องการฝึกงานที่บริษัทนี้มันคับแน่นเต็มอก ตอนนี้ก็เริ่มคลายลงเพราะรู้สึกว่าคนที่ควรจะขุ่นเคืองมากที่สุดคือชานยอล ไม่ใช่เขา


“ตอนแรกผมคิดว่าจะกลับไปเคลียร์เรื่องนี้กับคุณที่บ้าน สงสัยเราอาจจะต้องเคลียร์กันที่นี่..”


“...”


“และอย่าให้พี่ต้องย้ำว่าหนูทำผิดอะไรบ้าง”

 

จากที่คิดว่าจะไม่หยิบยกสรรพนามในบ้านมาใช้ในที่ทำงาน ชานยอลก็อดไม่ได้ที่นำมันออกมาเพื่อปราบความพยศของคนตรงหน้า แบคฮยอนพ่นลมหายใจออกมาราวกับว่ากำลังถูกขัดใจ แต่ชานยอลก็ไม่สนใจหรอกเพราะคนที่ผิดจริง ๆ ก็คือคนตัวเล็กต่างหาก


“พี่ว่าผมไปแล้วตอนที่อยู่ในแผนก” แบคฮยอนทวนความจำให้อีกฝ่ายเผื่อจะลืมนึกถึง


“นั่นมันเรื่องในที่ทำงาน”


“...”


“กลับมาจากชิคาโก้แล้วไม่คิดจะบอกพี่สักคำเลยใช่ไหม” ชานยอลพูดด้วยเสียงเรียบพร้อมกับจ้องมองคนตรงหน้า


“ผมฝากพี่จงอินให้บอกแล้วไง พี่จงอินไม่ได้บอกพี่หรอ”


“ถ้าบอกแล้วพี่จะต้องมานั่งเถียงกับหนูตรงนี้หรอ”


“ก-ก็ผมติดต่อพี่ไม่ได้ซักทีอ่ะ จะให้ผมทำไงล่ะ!?” แบคฮยอนเริ่มคิดหาคำเถียงต่อไม่ออกหลังจากที่ถูกสายตาอีกฝ่ายมองกดดัน เรื่องที่กลับมาจากชิคาโก้กะทันหันก็เพราะว่ามีจดหมายสัมภาษณ์งานส่งไปถึงต่างหาก พอจะติดต่ออีกฝ่าย แม่เลขาคนเก่งก็เอาแต่บอกว่าท่านประชุม ๆ มือถือส่วนตัวก็ไม่เคยจะรับสาย ใครมันจะไปติดต่อได้กัน!


“พี่เลิกมองผมแบบนั้นซะทีจะได้ไหม!”


“ทำไมครับ? พี่จะมองหนูแบบไหนมันก็เรื่องของพี่ไม่ใช่รึไง”


“แต่นี่มันในที่ทำงาน!”


“งั้นเราต้องกลับไปมองกันที่บ้านสินะ”


“...”


“หนูคงไม่อยากจินตนาการหรอกใช่ไหมว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น”


“พี่ชานยอล ถ้าพูดแบบนี้อีกผมจะฟ้องคุณแม่จริง ๆ ด้วย” คนตัวเล็กในคราบเด็กฝึกงานเริ่มเอาคนใหญ่ในบ้านเข้ามาเป็นข้ออ้างให้การหลบหนีข้อกล่าวหาจากอีกฝ่าย ทั้งคำพูดคำจาสองแง่สองง่ามนั่นก็ด้วย


“เอาสิ พี่ก็จะบอกแม่เราเหมือนกันว่าเราไปไหนทำอะไรไม่เคยบอกพี่อีกแล้ว”


“แต่ผมโตแล้วนะ ผมจะทำอะไรมันก็สิทธิ์ของผม”


“ดูเหมือนว่าเรากำลังจะลืมอะไรบางอย่างไป”


“...”


“พี่เป็นสามี พี่ก็มีสิทธิ์เหมือนกัน”


จบคำพูดของชานยอลทั้งห้องก็เข้าสู่บรรยากาศเงียบงันอีกครั้ง ประธานหนุ่มปล่อยให้คำพูดเมื่อครู่ค่อย ๆ ซึมเข้าไปในความคิดของอีกฝ่าย และสีหน้าของแบคฮยอนก็เริ่มไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ถ้าหากว่าสังเกตจากนัยน์ตาเรียวเล็กที่กำลังแดงก่ำได้ที่


นี่หน่ะหรอที่บอกว่าโตแล้ว


“มานี่สิ” ชานยอลว่า


“ไม่!”


“...”


“คนใจร้าย! ผมไม่อยากเข้าไปใกล้หรอก!”


 

“บยอนแบคฮยอน”

“อย่าให้พี่ต้องพูดซ้ำ”


 

ประโยคทุ้มต่ำทำเอาคนฟังนึกขุ่นเคืองในใจ ถึงจะระบายออกมาทางสีหน้าว่ากำลังหัวร้อนสุด ๆ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมเดินตึงตังเข้าไปหาอีกฝ่ายใกล้ ๆ ก่อนที่ฝ่ามือหนาจะตบหน้าขาตัวเองสองสามครั้ง เป็นอันเข้าใจว่า


แบคฮยอนจะต้องไปนั่งที่เก้าอี้ส่วนตัว


ร่างเล็กทำหน้ามุ่ยใส่ก่อนจะเดินไปทิ้งตัวบนหน้าขาแกร่ง หวังกระแทกลงแรง ๆ ให้น้ำหนักในร่างกายกดทับอีกฝ่ายให้รู้สึกเจ็บ


“ของกินที่ชิคาโก้คงอร่อยมากใช่ไหมถึงได้ตัวหนักแบบนี้”


“พี่ชานยอล!”


“ถ้าขึ้นเสียงใส่อีกครั้ง อย่าหาว่าพี่ไม่เตือน” แบคฮยอนแค่นลมหายใจทันทีที่ได้ยินคำขู่จากอีกฝ่าย ดีแต่ขู่ ดีแต่ข่มเหงกัน เพราะแบบนี้ไงแบคฮยอนถึงไม่ชอบที่จะต้องมาทำงานที่นี่


“เมื่อกี้หนูบอกว่าจะทำอะไรมันก็เป็นสิทธิ์ของหนู เพราะว่าหนูโตแล้วใช่ไหม” ชานยอลพูดขึ้นหลังจากที่เงียบไปสักพัก แบคฮยอนไม่ตอบอะไรนอกจากเสหน้ามองออกไปทางอื่นเพราะไม่อยากเจอหน้าอีกฝ่าย ถึงแม้ว่าตอนนี้ฝ่ามือจะถูกกอบกุมไว้ด้วยมือใหญ่ก็ตาม


“พี่ไม่อยากเอาสิทธิ์เรื่องสามีมาอ้างเพราะพี่รู้ว่าหนูไม่ชอบ อิสระที่หนูอยากได้พี่ก็ให้เต็มที่ ไม่เคยห้ามสักอย่าง แต่เราคุยกันรู้เรื่องแล้วไม่ใช่หรอว่าจะไปไหนมาไหนก็ต้องบอกพี่ก่อน”


“...”


“ไม่คิดว่าพี่จะเป็นห่วงหนูบ้างรึไง”


ชานยอลว่าด้วยน้ำเสียงที่ฟังลื่นหูกว่าปกติ เมื่อครู่เขาแค่ใช้เสียงเข้มทำขู่ปราบความดื้อก็เท่านั้น พอสัมผัสว่ามือบางกำลังกำฝ่ามือเขาไว้แน่นความขุ่นเคืองในใจก็ค่อย ๆ จางหายไป


“หนูไม่ห่วงความรู้สึกของพี่บ้างหรอครับ” เสียงกระซิบใกล้ ๆ ใบหูทำเอาร่างบางค่อย ๆ หันหน้ามองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกผิด


“ก-ก็ห่วง.. แต่ผมก็บอกพี่แล้วไงว่าดูแลตัวเองได้แล้ว พี่ไม่ต้องคอยห่วงเหมือนเมื่อก่อนก็ได้ ผมไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ” คำพูดของคนวัยยี่สิบเอ็ดปีกำลังบอกให้คนวัยสามสิบสองได้เข้าใจว่าเขาไม่ใช่เด็กอีกต่อไป แต่เพราะแบคฮยอนรู้ดีว่าชานยอลทั้งหวงและห่วงเขามากกว่าใครในบ้าน อาจจะเพราะสถานะของทั้งสองที่เป็นถึงสามีภรรยาถูกต้องตามกฎหมาย


ทั้งร่างกายและจิตใจก็ด้วย


“พี่ไม่ได้ห่วงเพราะเห็นเราเป็นเด็ก แต่ห่วงในฐานะคนรักที่มีความรู้สึกให้กัน หนูไม่รู้หรอกว่าพี่ตกใจแค่ไหนที่เห็นเราในห้องสัมภาษณ์งานในวันนั้น” ชานยอลกำลังพูดถึงวันแรกที่เจออีกฝ่ายเมื่อครั้งก่อน ทั้งแปลกใจและตกใจในเวลาเดียวกัน แต่เพราะแยกแยะออกเขาจึงเก็บเงียบทุกอย่างเอาไว้ และเมื่อกลับไปที่บ้าน เจ้าตัวดีก็ชิงหนีออกไปอยู่ที่คอนโดเพื่อนแทน


มันน่าตีให้ก้นลายจริง ๆ


“ก็ถ้าเป็นไปได้ผมไม่อยากมาสัมภาษณ์ด้วยซ้ำ”


“...”


“พี่ก็รู้ว่าผมกังวลแค่ไหนถ้าหากว่าผ่านงานที่นี่แล้วเกิดวันใดวันหนึ่งมีคนรู้เรื่องของเราขึ้นมา มันคงไม่ใช่เรื่องดีแถมชื่อเสียงของพี่ก็จะเสียหาย”


“...”


“ผมอาจจะโดนหาว่าใช้เส้นเข้าทำงาน พี่อาจจะโดนหาว่ากินเด็ก และอีกหลาย ๆ ปัญหาที่จะตามมาในตอนหลัง”


“...”


“แต่ผมก็กลัวว่าพี่จะเสียความรู้สึก” คนบนตักว่าด้วยน้ำเสียงเบา “แล้วก็อีกอย่าง.. พี่เองก็อยากให้ผมเข้ามาทำงานที่นี่.. ฮึ้ย แต่ผมไม่อยากทำ พี่ก็รู้ไม่ใช่รึไง!” จากตอนแรกที่เริ่มสลดตอนนี้แบคฮยอนก็กลับมาเป็นเหมือนเมื่อครู่พร้อมกับฝ่ามือเล็กที่ฟาดอกคนโตกว่า


“ที่พูดมาพี่ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีตรงไหนโดยเฉพาะที่บอกว่าพี่กินเด็ก นั่นก็เรื่องจริง”


“พี่ชานยอล”


“หนูจะคิดมากไปทำไมในเมื่ออนาคตคนที่นี่ก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าเราเป็นใคร” ชายหนุ่มพูดขณะที่ยกมือเกลี่ยผมนุ่มอย่างเบามือ “ทำไมจะต้องกังวลกับความจริงด้วยล่ะแบคฮยอน”


“ก็ผมไม่อยากให้พี่ถูกมองไม่ดี”


“...”


“พี่ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องน่าอายบ้างหรอที่มีแฟนเด็กอย่างผม นี่ผมยังเรียนไม่ทันจะจบด้วยซ้ำ แถมยังแต่งงานกับผู้ชายที่แก่กว่าตั้งสิบปี”


“แล้วหนูอายรึไงที่มีแฟนอายุเยอะแบบพี่?”


“...”


“เราแต่งงานกันแล้วนะแบคฮยอน ทำไมจะต้องมาแคร์กับความคิดของคนอื่นโดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์” ชายหนุ่มเว้นจังหวะไปชั่วขณะ “พี่ไม่ใช่คนชอบเปิดเผยเรื่องส่วนตัวให้คนอื่นรู้ แต่ที่ต้องบอกออกสื่อไปว่าแต่งงานแล้วก็เพราะอยากให้หนูรู้ไว้ว่าพี่ไม่ได้กลัวถ้าหากว่าต้องเปิดเผยว่าใครคือภรรยา”


“...”


“พอถึงเวลานั้นจริง ๆ ใครจะมองยังไงก็นั่นมันก็เรื่องของเขา แต่เรื่องของเราพี่ก็ไม่อยากให้เป็นความลับ หนูเข้าใจพี่ใช่ไหม” ชานยอลถามย้ำคนตัวเล็กพลางจ้องเข้าไปในนัยน์ตาเรียวของอีกฝ่าย


เพราะว่าใช้ชีวิตคู่ด้วยกันมาสี่ปี ชานยอลก็รู้ดีว่าแบคฮยอนไม่ใช่เด็กเข้าใจยาก ถึงจะขี้โวยวายหรือใจร้อนไปหน่อย แต่ถ้าหากว่ารู้วิธีเข้าหาและพูดจาดี ๆ ด้วย อีกฝ่ายก็จะยอมเข้าใจและทำตามในที่สุด


ทั้งการแต่งงานที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งในอดีตก็ทำให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ พัฒนาไปในรูปแบบที่ดีขึ้น ทว่ากลับมีเงื่อนไขบางอย่างคือต้องปกปิดเรื่องการแต่งงานให้เป็นความลับ สำหรับชานยอลก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับเด็กที่แต่งงานตั้งแต่อายุสิบเจ็ดปีอย่างแบคฮยอนแล้ว คงหนักหนาสาหัสพอตัว


มันไม่ใช่เรื่องความสัมพันธ์แบบผูกมัดในช่วงวัยรุ่น แต่ที่จะพูดถึงคือสังคมในวัยเรียนคงจะไม่สนุกเท่าไหร่ถ้าหากมีใครบางคนพ่วงท้ายตลอด แบคฮยอนไม่ได้มีปัญหา แต่เพราะอะไรหลาย ๆ รอบกายก็ทำให้คิดว่าค่อยเปิดเผยเรื่องนี้เมื่อถึงเวลา


และตอนนี้เวลาที่ว่านั่นก็หดน้อยลงทุกที


“แล้วพี่ไม่เข้าใจผมรึไงว่าผมไม่อยากทำงานที่นี่”


“หนูจะงอแงเพราะเรื่องนี้งั้นหรอ? พี่บอกแล้วไงว่าอนาคตบริษัทนี้คือสิ่งที่หนูจะต้องเรียนรู้ พี่ไม่ได้มัดมือชกหนู แต่จำคำที่พูดกับพี่วันนั้นไม่ได้หรอหื้ม”


“พูดอะไร จำไม่เห็นได้เลย” แบคฮยอนว่าพลางผินมองไปทางอื่น


“งั้นพี่จะทวนความจำให้” คนตัวสูงว่าพลางกระชับคนบนตักให้มั่นมือ “วันนั้นวันที่พี่เข้าโรงพยาบาล หนูอยู่ข้างเตียง แล้วพูดกับพี่ว่า..”

 

‘ถ้าหนูเรียนจบเมื่อไหร่ หนูจะเข้าไปช่วยพี่ทำงานที่บริษัท หนูไม่อยากให้พี่โหมงานจนป่วยแบบนี้อีกแล้ว ให้หนูช่วยพี่ทำงานเถอะนะพี่ชานยอล ฮึก ให้หนูช่วยพี่ทำงา—”

 

“พอ! หยุดเลย หนูเหนออะไรผมไม่เคยพูดแบบนั้นซะหน่อย” แบคฮยอนยกมือตะครุบปากอีกฝ่ายไว้ก่อนจะพูดจบ “ถึงผมบอกว่าจะช่วยงานแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพี่จะเอามาพูดล้อผมตอนนี้ได้นะ”


“ใครบอกว่าพี่ล้อ พี่ก็แค่พูดถึงความตั้งใจของภรรยาพี่ที่จะช่วยทำงานก็แค่นั้น” ชานยอลกลั้นยิ้ม


“ตลกรึไงพี่! ก็ตอนนั้นคนมันเป็นห่วงนี่หว่า คนบ้าอะไรทำงานหนักจนเป็นลมเป็นแล้งเข้าโรงพยาบาล ประสาทป้ะเนี่ย!”


“ก็นั่นไง หนูบอกกับพี่เองว่าจะมาช่วยงานที่บริษัท แถมพี่ก็ไม่ได้ใช้เส้นสายให้เราเข้าซะหน่อย หนูควรจะดีใจด้วยซ้ำที่อยู่นี่ได้เพราะความสามารถของตัวเอง”


“ใช่ ผมดีใจมาก แต่ผมจะเข้าทำงานที่นี่ตอนเรียนจบ ไม่ใช่ตอนฝึกงาน พี่ไม่กลัวความแตกบ้างรึไง?”


“ถ้ากลัวความลับจะแตกมากงั้นให้พี่พาเราเปิดตัวไปเลยไหมว่าเป็นใคร จะได้ทำงานอย่างสบายใจ เอาไหม” ชานยอลพูด


“พี่จะบ้าหรอ ขืนพูดแบบนั้นแทนที่ผมจะได้ทำงานเหมือนเด็กฝึกคนอื่น ๆ เขาคงยกผมขึ้นหิ้งจนไม่ต้องทำการทำงานอะไรเพราะเป็นเมียประธานหรอกหรอ?”


“ไม่ดีรึไง สบายแบบที่เราชอบเลย”


“ถ้าพี่ประชดผมอีกผมจะไม่กลับไปหาที่คอนโดจริง ๆ ด้วย” แบคฮยอนยื่นคำขู่


“คิดว่าพี่กลัวรึไง คดีเก่าเราก็ยังไม่เคลียร์นะแบคฮยอน” ดูเหมือนว่าชานยอลจะเป็นฝ่ายได้เปรียบเพราะสิ่งที่แบคฮยอนทำก็ยังมีความผิดมากอยู่ดี แถมเจ้าตัวก็ไม่ยอมพูดให้เคลียร์จบไปทีละเรื่อง


“คดีอะไรผมไม่เคลียร์ทั้งนั้น ผมหงุดหงิด ผมโดนแกล้งมาทั้งวัน พี่ควรจะโอ๋ผมมากกว่าหาเรื่องผมนะ”


“ใครกันแน่ที่หาเรื่อง เราทำผิดก็ต้องยอมรับผิดสิ”


“แต่พี่ก็รู้ว่าผมไม่ได้ตั้งใจ”


“งั้นจะให้พี่ไปลงโทษพี่เลี้ยงเราดีไหม โทษฐานที่แกล้งภรรยาประธาน” ชายหนุ่มพูดพลางลอบหอมแก้มนุ่มเบา ๆ จนเจ้าตัวต้องเอียงหน้าหลบพร้อมกับชักสีหน้าใส่อย่างขัดใจ


“ถ้าพี่ทำแบบนั้นคนอื่นเขาก็หมั่นไส้ผมตายพอดี มีแบ็คเป็นถึงประธานบริษัท”


“งั้นหนูก็ต้องทนยอมให้เขาแกล้งต่อไป”


“นี่พี่เป็นห่วงผมบ้างไหมเนี่ย”


“ห่วงสิ ใครว่าไม่ห่วง”


“...”


“เป็นไปได้พี่ก็อยากเอาเรามาทำงานในห้องพี่ด้วยซ้ำ”


ใครที่เคยบอกว่าท่านซีอีโอหนุ่มของ INT.C เป็นคนสุขุมก็คงต้องคิดใหม่เสียอีกรอบ เพราะความจริงแล้วชานยอลก็ไม่ใช่คนอย่างที่เห็นกันทั่วไป ในบางทีที่อยู่กับภรรยาสองคน อีกหนึ่งนิสัยที่มักจะปรากฏขึ้นมาคือความเอาแต่ใจที่ยังคงไว้ถึงความหนักแน่น


“ทำได้ที่ไหนกันล่ะ เดี๋ยวคนเขาก็รู้กันหมดหรอกว่าผมเป็นใคร” แบคฮยอนบ่นอุบอิบในขณะที่กำลังคิดว่าเขาเองก็อยากมาทำงานใกล้ ๆ  อีกฝ่ายเหมือนกัน แต่เพราะรู้ว่ายิ่งใกล้ก็ยิ่งอันตราย แค่ในบริษัทเดียวกันแบคฮยอนก็ยังกังวล ถึงปกติเราจะอยู่ด้วยกัน ไปไหนด้วยกันตลอด แต่เพราะต่างคนต่างเข้าใจเรื่องการใช้ชีวิต แบคฮยอนและชานยอลก็ไม่เคยถูกสงสัยในความสัมพันธ์


“อีกเดี๋ยวก็ต้องรู้กันอยู่ดี” ชานยอลพูดความจริง เพราะเขาเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรถ้าหากความจริงถูกเปิดเผย แต่เพราะยังห่วงการใช้ชีวิตของแบคฮยอน มันคงไม่สนุกเท่าไหร่ถ้าหากว่ามีสายตาหลายคู่คอยจับจ้องการใช้ชีวิตในแต่ละวัน


อย่างน้อยก็อยากรอให้อีกฝ่ายพร้อม พอถึงเวลานั้นเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าด้วยกันด้วยความมั่นคง


“งั้นสามเดือนที่ผมฝึกงานพี่ก็อย่ามายุ่มย่ามกับผมนะ”


“หนูก็กลับไปอยู่กับพี่ที่คอนโดสิ”


“ทำแบบนั้นยิ่งไม่ได้ใหญ่ เดี๋ยวมีคนจับได้ขึ้นมาจะทำไง”


“จะต้องทำยังไงก็ในเมื่อมันเป็นเรื่องนอกบริษัท”


“...”


“หนูแค่แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว พี่จะไม่วุ่นวายเรื่องงานของหนู และหนูก็แค่กลับไปอยู่กับพี่ แฟร์ ๆ กันทั้งคู่”


“แฟร์กับพี่คนเดียวหน่ะสิ”


“แล้วหนูจะให้พี่ทำยังไง ใจคอจะใจร้ายกับคนที่ไม่ได้นอนกับภรรยามาเกือบเดือนเลยหรอ”


“เกือบเดือนที่ไหนกัน สองอาทิตย์ก่อนพี่ก็บินไปหาผมถึงนู้น” แบคฮยอนโพล่งขึ้นมาทันทีหลังจากที่ได้ยินคำพูดโป้ปดจากอีกฝ่าย แถมยังทำหน้าตาใส่อีกต่างหาก


“บอกแล้วว่าไปคุยเรื่องธุรกิจ ไม่ได้แวะไปหาเราซะหน่อย”


“อ้อหรอครับท่านประธาน เลขาพี่รายงานผมว่าอาทิตย์นั้นพี่ต้องบินไปแคนาดา ไม่ใช่อเมริกา”


“...”


“...”


“ก็คิดถึง”


“...”


“...”


“ก็แค่นั้น”


แบคฮยอนว่าด้วยเสียงเบาก่อนจะโน้มใบหน้าประทับริมฝีปากเบา ๆ ที่กลีบปากหนาก่อนจะผละออก ทำเอาคนที่ไม่ทันตั้งตัวนึกเสียดายกับสัมผัสที่รวดเร็วเกินไปจนเผลอรั้งเอวบางเอาไว้ 


“ผมคิดว่าตัวเองควรออกไปทำงานต่อได้แล้ว”


“อยู่ต่ออีกนิดก็ไม่เห็นจะเป็นไร” ชานยอลว่าพลางสายตาอ้อนนิด ๆ ให้อีกฝ่าย เผื่อว่าแบคฮยอนจะเห็นใจยอมสานต่อจากเมื่อครู่ให้อีกนิด..


“ไม่ได้ครับ เวลาเข้างานก็คือเข้างาน พี่ลืมกฏข้อนี้ไปแล้วหรอ?” คนตัวเล็กพูดถึงกฏเหล็กของบริษัทขึ้นมา พลันนึกขึ้นมาได้เรื่องที่ชานยอลเคยต่อว่าในแผนกก่อนหน้า ความจริงแล้วแบคฮยอนเองก็รู้กฏของบริษัทดีกว่าใคร


ถึงเวลาพักก็ต้องพัก

ถึงเวลาเข้างานก็ต้องเข้างาน

ถึงเวลาเลิกงานก็ต้องวางมือ


ถ้าถามว่าทำไมถึงจำกฏพวกนี้ได้ ก็เพราะว่าแบคฮยอนเองที่เป็นคนสร้างกฏขึ้นมา เพราะชานยอลชอบทำงานเกินเวลาจนไม่รู้จักพักผ่อน พอถึงเวลาพักก็ทำงานล่วงเวลาจนไม่ทันกินข้าว และอีกหลาย ๆ ข้อที่แบคฮยอนสร้างขึ้นมาก็เพราะความห่วงใยที่มีให้ต่ออีกฝ่าย


อย่างน้อยก็ไม่อยากให้ชานยอลโหมงานหนักจนต้องเข้าโรงบาล อายุอานามที่ยังหนุ่มยังแน่นก็ไม่ได้หมายความว่าสุขภาพจะแข็งแรงตาม แบคฮยอนก็แค่อยากทำหน้าที่ของภรรยาให้สมฐานะ ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะยังเปิดเผยสถานะของตนได้ แต่ก็ใช่ว่าจะละเลยเรื่องในส่วนนี้ไป


“ตั้งใจทำงาน แล้วก็งดกาแฟช่วงบ่ายด้วยนะครับ” สุดท้ายแบคฮยอนก็ต้องลุกผละจากเบาะส่วนตัว ถึงแม้ว่าสายตาของอีกฝ่ายจะพยายามฉุดรั้งเอาไว้แค่ไหนก็ตาม แต่เขาก็เชื่อว่าชานยอลไม่ใช่คนที่เข้าใจอะไรยากนักหรอก


ดวงตาคมกำลังจับจ้องร่างกายเล็กของคนรักที่กำลังเดินออกไปนอกประตู แต่ระหว่างที่แบคฮยอนจะเดินพ้นออกไป กรอบหน้าหวานที่เคยอยู่ในสายตาตลอดสี่ปีก็โผล่ออกมาจากบานประตู ก่อนที่จะขยับปากพูดแบบไม่มีเสียง


แน่นอนว่าชานยอลจับใจความได้

 


ไว้เจอกันที่ห้องนะ

 


เท่านั้นก็ทำเอาท่านประธานนั่งยิ้มไม่หุบทั้งวันเลยทีเดียว

 

 





#614everWithChanBaek


++++++++++++++++++++++++

แฮปปรี้! ไม่เจอกันนาน สบายดีไหมคะทุกคน
กลับมาแล้วแบบงง ๆ จบแบบ.. อะไรวะ
555555555555555555555555
ถ้ารู้สึกแปลกกับภาษาก็ขอโทษด้วยนะคะ เราไม่ได้เขียนนานมาก
ช่วงนี้ทั้งเปิดเทอมรวมถึงมีงานรัดตัวเลยไม่ค่อยมีเวลาเขียน
จริง ๆ ก็เขียนไว้เยอะแต่มันไม่จบสักเรื่อง
และตอนนี้ก็จบได้ทำเอาน้ำตาแทบไหล
ฮืออออ หวังว่าทุกคนจะสนุกกับมันนะ

เอนจอยรีดดิ้งค่ะ <3
#ฟิคคลังฝัน

มาอีดีทคำผิดแล้ว ใครเจออีกบอกเราได้นะ จุ้บๆ









 
TF:)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 191 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,477 ความคิดเห็น

  1. #6451 Nokyoong Exoplanet (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 02:26
    พอเปลี่ยนสรรพนามหุบยิ้มไม่ได้เลยค่ะไรท์ ㅠㅡㅡㅡㅡㅠ ฟิร
    #6,451
    0
  2. #6444 elrw (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:57
    อ่านมาถึงตอนกลางๆนี่ถึงกับต้องกดออกไปอ่านชื่อตอนก่อน 555555
    #6,444
    0
  3. #6429 wawanee (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 01:32
    กลับมาอ่านอีก ก็ยังชอบเหมือนเดิมม
    #6,429
    0
  4. #6365 heykiki (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 02:33
    ตอนแรกปูมาว่าชานยอลมีภรรยาแล้ว ละน้องก็มาโดนสัมภาษณ์งาน ในใจคิดมันต้องหน่วงน้ำตาซึม ไม่ได้คิดเลยว่าภรรยาคนพี่จะคือน้อง 555555555555555
    #6,365
    0
  5. #6364 heykiki (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 02:30
    เรื่องนี้ก็ชอบ อุแง ชอบไปหมด
    #6,364
    0
  6. #6306 มิสเตอร์เเมวเหมียว (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 22:06
    น่ารักกกกกกกกก
    #6,306
    0
  7. #6288 Darkmate (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 20:49
    ฮือออออน่ารักมากๆๆๆๆๆเลยยกะจะอ่านนานแล้วไม่ได้อ่านสักที
    #6,288
    0
  8. #6190 Hydrangea_CB (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 03:29
    คิดถึงอ่าาา กลับมาไล่อ่านฟิคเก่าๆเเล้วจำได้ว่าเมื่อตอนนั้นโคตรชอบฟิคตอนนี้
    #6,190
    0
  9. #6096 kiku_zz (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2561 / 00:48
    ชอบเรื่องนี้มากเลย น่ารักก
    #6,096
    0
  10. #6094 Chi_Yeol (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2561 / 16:11
    ฮื่อออ ทำไมน่ารักยังงี้ เขินค่าาา ><
    #6,094
    0
  11. #5988 anna96422 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 22:27
    เราไปอยู่ที่ไหนมา ฮื่อกำลังอ่านตอนแรก สนุกมากอะ เขิล
    #5,988
    0
  12. #5987 tofusan (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 20:11
    เป็นเซทที่กลับมาอ่านหลายรอบมากกกก ชอบมากมนกกกกกกกกกกกกกกกก <3 ขอบคุณที่แต่งนิยายเรื่องสั้นเรื่องนี้นะคะ
    #5,987
    0
  13. #5732 tkfriedck (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 24 มกราคม 2561 / 16:51
    โคตรน่ารักกก
    #5,732
    0
  14. #5542 pukiest (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 23:46
    โอ้ยมันแบบ ตอนพี่ชานยอลเรียกแบคว่าหนูนี่มันฟาดงดย่กบำบ
    #5,542
    0
  15. #5531 lomarday (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 / 01:04
    กลับมาอ่านอีกรอบก็ชอบเหมือนเดิม ฮื่อๆๆๆๆๆ
    #5,531
    0
  16. #5447 GBright˙ω˙ (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 / 15:09
    น่าร้ากกกกกกกกเว่อออ
    #5,447
    0
  17. #5105 sweetpss (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2560 / 22:52
    ฮึ้ยยลุ้นตั้งนานว่าเมียพี่เขาจะใช่แบคฮยอนมั้ย!
    #5,105
    0
  18. #5038 stamcheeva (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2560 / 22:55
    เขินมาก โอย พลิกล็อคมาก
    #5,038
    0
  19. #5028 phirayajungkook (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 18:40
    พึ่งมาอ่านนนน
    #5,028
    0
  20. #5012 ฺฺBerlin (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 14:52
    ชอบเเนวนี้อ่ะ
    #5,012
    0
  21. #4895 pdl2002 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 20:36
    ตอนแรกนึกว่าแบคเปนเมียน้อย555555555
    #4,895
    0
  22. #4752 EUNHWA_OK (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 15:18
    งอลมากมายยยย ดีนะที่ภรรยายังกลับไปนอนบ้าน
    ตอนแรกอ่านแอบกลัวว่าแบคจะมาเป็นเมียน้อยชานหรอ 5555
    #4,752
    0
  23. #4619 Rabbit_Fujoshi (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 23:31
    กรี๊ดดดพล็อตแบบนี้ชอบมากค่ะ
    #4,619
    0
  24. #4225 KAKARN_MATO (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 13:44
    ฮือออทำไมน่ารักขนาดนี้
    #4,225
    0
  25. #3922 เจ้าครีม (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 23:27
    ตอนแรกเรานึกว่าคนที่ชานยอลแต่งคือแต่งเพราะธุรกิจ แล้วเดี๋ยวจะมาปิ๊งรักกับเด็กฝึกงาน สรุปเดาผิดอ่ะ5555555555 พีคจริง 555
    #3,922
    0