[ exo SF/OS ] คลังฝัน - chanbaek

ตอนที่ 34 : Want it - IV [end]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,320
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 185 ครั้ง
    11 เม.ย. 59







ค่อย ๆ อ่านนะคะ
ไม่ต้องรีบ





WANT IT





























เสียงอึกทึกครึกโครมของคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่เรียกสติของชายในห้วงนิทราให้ตื่นขึ้นมาด้วยความสงสัย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น เพ่งมองภาพตรงหน้าว่าเกิดอะไรขึ้นกับห้องของเขา พอเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทของตนเท่านั้นแหละ เขาจึงล้มตัวลงไปนอนอีกรอบ

 

“เป็นเชี่ยไรของมึงวะแบคฮยอน” คยองซูถามเพื่อนด้วยเสียงยานคาง ตอนนี้เขาง่วงเกินกว่าที่จะลุกขึ้นนั่งถามเพื่อนดี ๆ ให้ตายสิ กูไม่น่านอนตอนเย็นเลย

 

“เป็นเชี่ย กูเป็นเชี่ย!” และคำตอบนั่นก็ทำเอาเพื่อนอย่างเขาต้องรีบลุกขึ้นมานั่งมองเพื่อนอย่างสงสัย

 

“คยองซู มึงได้ยินกูไหมว่ากูเป็นเชี่ย!

 

“เออกูรู้ละโว้ย ละนี่ทำหน้าบูดบึ้งขนาดนี้ไปโดนรังแตนที่ไหนต่อยมาห้ะ”

 

“รังแตนไม่มี มีแต่รังควาน ไอ้เหี้ยเอ้ย ทำไมกูถึงไปชอบคนแบบนั้นได้วะ แม่ง” แบคฮยอนโวยวายพร้อมกับยกมือถูริมฝีปากตัวเองตามด้วยคำสบถมากมายที่พอได้ฟังแล้วก็ต้องทำหน้าเหยเกตาม

 

“เดี๋ยว ๆ อะไรควาน ๆ นะ ใครควานมึง” คยองซูยกมือขัดจังหวะเพื่อนครู่หนึ่งเพราะตามประโยคก่อนหน้านี้ไม่ทัน อาจจะเพราะเพิ่งตื่นจึงทำให้สมองยังเบลออยู่

 

“รังควาน ไอ้สัด มันรังควานกู!” อีกฝ่ายใส่อารมณ์พร้อมกับพูดกระแทกใส่หน้าอย่างโกรธเคือง นี่ขนาดมึงนั่งห่างกู ยังสัมผัสได้ถึงน้ำลายที่กระเด็นมาโดนหน้าเลย เชี่ยเอ้ย

 

“ใครวะ”  ขณะที่ถามก็ยกมือเช็ดน้ำลายบนหน้าออก นึกอยากจะรังเกียจแต่เห็นเพื่อนเครียดอยู่เขาจะไม่พูดอะไรก็ได้

 

“จะใครอีก ก็ชานยอลไง!” แบคฮยอนว่า

 

“ห้ะ.. ชานยอล.. ชานยอลทำอะไรมึงวะ” ความสงสัยถูกแสดงออกมาทางสีหน้าของเพื่อนสนิทในทันที จังหวะนั้นคยองซูเองก็เริ่มไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อน ทั้งที่ตอนเย็นเองก็เพิ่งคุยกันเรื่องนี้ไป พอกลับมาก็เป็นบ้าเป็นบอแถมยังมีสาเหตุมาจากผู้ชายคนนั้นอีกต่างหาก

 

“จะอะไรก็ช่าง แต่มึงต้องลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!

 

“เดี๋ยว ๆๆๆ แบค มึงต้องใจเย็น ๆ ก่อนนะ เห้ย เดี๋ยวก่อน ไอ้แบค” ยังไม่ทันที่จะได้ตั้งตัวอะไรแบคฮยอนก็พุ่งเข้ามาลากตัวเพื่อนตาโตให้ลุกขึ้นจากเตียงพร้อมกับหยิบกระเป๋าเงินของมันมา ถูลู่ถูกังกันออกมาจากห้องท่ามกลางเสียงโวยวายจากคยองซู ไม่ว่าจะห้ามปรามเท่าไหร่แบคฮยอนก็ยังยืนยันว่าจะพาเขาออกไปข้างนอก

 

ให้ตายเถอะ กูเพิ่งตื่นนอน รอให้สติกูกลับคืนมามากกว่านี้หน่อยไม่ได้รึไง

 

แล้วนี่มึงจะลากกูไปถึงไหนวะแบคฮยอน!

 

 

 

ร้านเหล้าหลังมอ

 

เป็นสถานที่ที่แบคฮยอนพามา และตอนนี้คยองซูก็กำลังมองเพื่อนด้วยสายตาเบื่อหน่าย พอนั่งปุ๊บมันก็จัดการสั่งทุกอย่างราวกับเซียนมาเอง เหล้าถึงมือก็ชงยกซัดอยู่แบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่ไม่พูดพร่ำอะไร

 

ตึง!!

 

“กูไม่เข้าใจ ว่าทำไมมันต้องทำแบบนี้กับกูด้วย!” คยองซูสะดุ้งเล็กน้อยเพราะจังหวะกระแทกแก้วเมื่อครู่ แถมประโยคต่อมานั่นก็ดังลั่นจนโต๊ะข้าง ๆ หันมามอง

 

“เห้ยแบค มึงใจเย็นก่อน..”

 

“เย็นไม่ไหวแล้ว!!” แบคฮยอนว่าพร้อมกับกำแก้วในมือแน่น คนที่มาด้วยถึงกับใจหายใจคว่ำกลัวว่าแก้วอาจจะทำให้แตก คือกูไม่ได้ห่วงว่าจะบาดมือเพื่อนหรอก แค่กลัวจะได้จ่ายค่าเสียหายเพิ่ม

 

“อึก มึงคิดดูเอาแล้วกัน กูอุตส่าห์อยู่เฉย ๆ ของกูอ่ะ มันยังมาให้เห็นหน้า..” คนตัวเล็กเว้นจังหวะไว้ช่วงหนึ่ง คว้าเอาขวดเหล้าและเบียร์เทผสมกันลงในแก้วอย่างไม่คิดกะปริมาณ “ทั้ง ๆ ที่กูไม่อยากเห็นหน้ามัน ฮึก กูไม่อยากเห็นหน้ามันเลยสักนิด”

 

“แบคฮยอน..”

 

“ทำไมวะคยองซู แค่เรื่องในคืนนั้นกูก็เข็ดหลาบมากพออยู่แล้ว กูเลิกยุ่งกับเขาแล้ว แต่ทำไมเขาต้องมาทำแบบนี้กับกูด้วย ฮึก”

 

“...”

 

“มันคิดว่ามันเป็นใครวะ หล่อมากมั้งมึง เรียนเก่งมาก บ้านก็รวย ใคร ๆ ก็ชอบ ฮึก เออ ใคร ๆ ก็ชอบมัน รวมถึงกูด้วย” พูดจบแบคฮยอนก็ยกดื่มรวดเดียวจนหมดแก้วอีกครั้ง คนนั่งตรงข้ามก็ได้แต่ทำหน้าเหยเกเพราะรู้สึกแสบคอแทนเพื่อน แล้วอะไรคือการพูดย้อนแย้งไปมาแบบนี้ กูตามมึงไม่ทันแล้วนะ

 

“แค่กูชอบมันอ่ะ.. ต้องทำกันขนาดนี้เลยหรอวะ..” เสียงของเพื่อนสนิทเริ่มแผ่วปลายจนน่าใจหาย ตั้งแต่พามันมานั่งร้านเหล้าแบคฮยอนก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากเอาแต่ต่อว่าบุคคลที่สามโดยไม่รู้สาเหตุแน่ชัด ถ้าให้เดาก็คงเป็นเรื่องที่บังเอิญไปเจอกัน แต่เจอแล้วทำอะไรนั้นเจ้าตัวก็ไม่ยอมพูดความจริงออกมาซักที

 

“ฮืออออ คยองซู กูเสียใจ ฮึก” ไม่ถึงสามนาทีแบคฮยอนก็ร้องไห้เป่าปี่ลั่นร้าน ทำเอาอีกฝ่ายต้องรีบค้อมหัวให้โต๊ะข้าง ๆ เป็นเชิงขอโทษที่เพื่อนเสียมารยาท แต่โชคดีที่ร้านนี้เปิดเพลงค่อนข้างดัง ไม่อย่างนั้นทั้งร้านคงต้องมองคาดโทษไอ้เพื่อนตัวดีนี่แน่ ๆ

 

“เสียใจเหี้ยไร ไหนมึงเล่าให้กูฟังสิว่ามันทำอะไรมึง” เมื่อเห็นว่าเพื่อนตัวเล็กยอมอ่อนลง คยองซูจึงใช้แผนการหลอกถามยามมันเมาอีกครั้ง ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องเค้นให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

 

“ฮึก ชานยอล.. ชานยอลลล”

 

“ชานยอลมันทำไม”

 

“.. ฮืออ ชานยอลล”

 

“...”

 

“จูบกู..”

 

“...”

 

“ชานยอลจูบกู.. ฮึก” แบคฮยอนพูดมันออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องร้องไห้ แต่เมื่อนึกถึงสีหน้าและคำพูดในตอนนั้นความอัดอั้นมันก็ถูกระบายออกมาในรูปแบบของน้ำตา

 

ใจจริงก็ไม่ได้อยากร้องไห้ แต่กูเจ็บใจ จะให้ทำไงวะ

 

“เดี๋ยวนะ.. ชานยอลจูบมึง?” ในตอนนั้นคยองซูถึงกับเบลอไปหมดทุกอย่าง เขาไม่เข้าใจเรื่องที่แบคฮยอนพูดเลยสักนิดมันหมายความว่ายังไง นี่พวกมึงไปเจอกันมาหรอ แล้วจูบกันนี่.. จูบทำไมวะ

 

“ฮือออ มันทำกูเป็นเหมือนของเล่น มันไม่สนใจเลยสักนิดว่ากูจะรู้สึกยังไง”

 

“...”

 

“ไอ้เหี้ยเอ้ย ไอ้คนเห็นแก่ตัว ฮืออออ ไอ้ชานยอลลลลลล”

 

“แบคฮยอน มึงควรตั้งสติแล้วมองหน้ากูนะ” ในตอนนั้นที่เพื่อนสนิทเริ่มแหกปากลั่นร้าน สายตานับสิบคู่ก็มองมายังโต๊ะเขาแบบไม่ได้นัดหมาย ทำเอาคนยังไม่เมาอย่างคยองซูต้องลุกขึ้นไปนั่งข้าง ๆ เพื่อนแล้วตบหน้ามันเพื่อเรียกสติ ให้ตายเถอะ มันจะฟูมฟายอะไรขนาดนี้

 

“ไม่ไหวแล้วมึง กูไม่ไหวแล้ว กูอยากเลิกชอบมันอ่ะ ฮือออ แต่กูก็ทำไม่ได้”

 

“...”

 

“กูเห็นหน้ามันทีไร ใจกูก็เต้นแรงแบบจะตายให้ได้ ฮึก ไม่ยุติธรรมกับกูเลย” แบคฮยอนยอมนั่งนิ่งแล้วพร่ำเพ้อถึงความเสียใจออกมาไม่หยุดหย่อน น้ำตาไหลอาบหน่วยแก้มแดงเพราะฤทธิ์เหล้าทั้งสองข้าง สงสารก็สงสาร แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเพื่อนยังไงนอกจากนั่งฟังมันพูด

 

“เอาหน่ามึง ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ จะให้ยุติธรรมกับเราทุกเรื่องก็ไม่ได้หรอก” เขาพูดพร้อมกับโอบไหล่เพื่อนไว้หลวม ๆ ปล่อยให้หัวทุยเล็กซบลงตรงไหล่ และไอ้ความรู้สึกเปียกชื้นนั่นคงเป็นน้ำตาของเพื่อนแน่ ๆ

 

“ฮึก แต่เขาจูบกูอ่ะมึง มึงได้ยินไหมว่าเขาจูบกู”

 

“เออ เขาจูบมึง แล้วมึงยอมมันไหม”

 

“ยอม”

 

“สัด แล้วมึงไปยอมมันทำไม ขัดขืนดิวะ อย่าให้มันเล่นกับความรู้สึกของมึงดิ” คยองซูเริ่มหงุดหงิดเพื่อนตัวเล็กเพราะมันเอาความรู้สึกนึกชอบของตัวเองเป็นใหญ่จนเกินไป เข้าใจอยู่หรอกว่าชอบมาก แต่ถ้าต้องมาฟูมฟายเพราะการกระทำแบบนั้นก็เลิก ๆ ชอบไปเถอะ

 

“จะให้กูขัดขืนยังไง ก็กูชอบมันอ่ะ”

 

“...”

 

“คยองซู ฮือออ ปากชานยอลยังนุ่มเหมือนเดิมเลยอ่ะมึงงงงง” จบประโยคนั้นเพื่อนตาโตก็ดันหัวอีกฝ่ายออกจนหน้ามันแทบคว่ำลงไปกับโต๊ะ ไอ้ห่า ตะกี้มึงยังด่าว่ามันไม่ยุติธรรมกับมึงเลย

 

“แล้วแต่เลยเพื่อน จะทำไรทำเลย คืนนี้เต็มที่เลย กูไม่ห้ามมึงแล้วไอ้สัด” คยองซูว่าก่อนจะจัดการเทเหล้าใส่แก้วให้เพื่อนจนเต็ม ส่งยื่นไปจ่อปากมันแล้วบีบปากเล็กกรอกเหล้าเข้าไปแกมบังคับ และแบคฮยอนเองก็ดันก้นแก้วจนดื่มหมดไปอีกครั้ง มือเรียวยกมือปาดน้ำเมาพร้อมกับน้ำตา

 

“กินให้ลืม เรื่องจูบวันนี้มึงก็เอาเหล้าล้างปากมึงซะ แล้วก็เลิกสนใจมัน เข้าใจไหม”

 

“ได้มึงได้ อึก กูจะกินให้ลืมเลย” แบคฮยอนพยักหน้ารัวแล้วก็หันไปหยิบแก้วของคยองซูขึ้นมาดื่มจนหมดอีกครั้ง ไม่ว่าจะแสบคอแค่ไหนก็ตาม ทางด้านเพื่อนเองก็คอยส่งเสริมอยู่ข้าง ๆ พยายามไม่กินเยอะเพราะถ้าเกิดว่าเมาทั้งคู่คงได้นอนกลิ้งกันหน้าร้านแน่ ๆ

 

ผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้วไม่รู้ที่แบคฮยอนเอาแต่ดื่มเหล้าพร้อมกับร้องไห้แบบแห้ง ๆ ฟังไม่ผิดหรอก มันกำลังร้องไห้แบบแห้งอยู่ เพราะก่อนหน้านั้นเล่นร้องซะจนหมดก๊อก พออยากร้องอีกก็ไม่มีน้ำตา จะมีก็แค่คราบขาว ๆ ที่เปรอะเต็มแก้มทั้งสอง ร้องไม่ออกมันก็จะควักน้ำแข็งมาทำเป็นน้ำตาเทียม เห็นแล้วก็อุบาทว์ลูกตาชิบหาย

 

กูละโคตรเพลีย แต่ยังไงก็เพื่อนวะ

 

“คยองซู ทำไมโต๊ะเรามีแก้วสี่ใบวะ ฮึก มึงพาใครมาเพิ่มหรอ” แบคฮยอนโน้มตัวไปใกล้โต๊ะพร้อมกับหรี่ตาที่เปรอะคราบน้ำตาเพ่งมองแก้วตรงหน้าด้วยความสงสัย

 

“สี่ใบเหี้ยไร มีแค่กูกับมึงสองคนเนี่ย มึงหลอนหรอไอ้สัด”

 

“ไม่.. ไม่หลอน กูปกติดี อึก” คนตัวเล็กว่าก่อนจะนั่งยืดตัวตรงเหมือนเดิม ยกมือขยี้ตาตัวเองเพราะตอนนี้แอลกอฮอล์เล่นงานเข้าให้แล้ว แบคฮยอนเริ่มสัมผัสได้ถึงความโคลงเคลงของโลกใบนี้ รวมถึงหัวของคยองซูที่กำลังแยกออกเป็นสอง

 

“ไอ้คยองงงงง ทำไมมึงมีสองหัววะ”

 

“สองหัวเหี้ยอะไรมึงอีก”

 

“ฮือออ ลิ้นมึงมีสองแฉกด้วยยยย”

 

“ไอ้แบค นี่มึงหลอกด่ากูหรอ” แบคฮยอนหัวเราะเอิ๊กอ๊ากยกใหญ่ ทำเอาคนมองถึงกับตบหน้าผากตัวเองดังป้าป เหนื่อยใจกับความเมาของมันที่กำลังเข้าขั้นกู่ไม่กลับ โชคดีหน่อยที่มันเป็นพวกเมาแล้วนั่งอยู่กับที่ ถึงปากจะโวยวายก็ไม่ออกไปเดินหาเรื่องโต๊ะข้าง ๆ

 

“มึง..”

 

“อะไร” คยองซูมองหน้าเพื่อนข้าง ๆ ที่ตอนนี้กำลังทำหน้าตาตื่นตระหนกคล้ายกับคนเจอผี นัยน์ตาเรียวเล็กมองลอกแลกซ้ายขวาเหมือนหวาดผวาอะไรซักอย่าง ก่อนที่ไหล่เล็กจะห่อตัวลงแล้วเอนตัวชิดเพื่อน “มึงเป็นไรเนี่ย”

 

ชานยอล..

 

“ห้ะ”

 

กูเห็นชานยอล” คำพูดของแบคฮยอนทำเอาคยองซูรีบหันมองตามเพื่อน แต่ทว่ากลับไม่เห็นบุคคลในประโยคของมันเลยแม้แต่เงา

 

“ไหน มึงเห็นตรงไหน”

 

“โต๊ะนั้น.. ชานยอลนั่งอยู่ตรงนั้น” ไม่พูดเปล่า มันยังยกนิ้วแล้วชี้ตรงไปข้างหน้า แถมยังจ้องเขม็งอีกต่างหาก คยองซูมองตามนิ้วเพื่อนไปก็เห็นว่าตรงนั้นเป็นโต๊ะของคนอื่น คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างไม่สงสัย

 

“ทำไมกูไม่เห็นมันวะ” หันไปถามเพื่อนข้างกาย เห็นสายตาของมันยังจ้องนิ่งอยู่แบบนั้น ถามอะไรก็ไม่ยอมตอบจนเมื่อสายตาของมันเบนไปทางอื่น “แบคฮยอน มึงหลอนป้ะเนี่ย”

 

“มึง ชานยอลอยู่ตรงนั้น” ว่าแล้วมันก็ชี้ไปอีกทางซึ่งคยองซูก็มองตามที่คนข้าง ๆ ว่า แต่ก็ไม่เห็นมีใครที่หน้าเหมือนชานยอลเลยสักนิด จนเมื่อแบคฮยอนหันขวับไปอีกทางแล้วก็ชี้นิ้วไป “มันอยู่ตรงนั้นแล้ว!!

 

“แบคฮยอน..”

 

“นั่นก็ชานยอล”

 

“...”

 

“ฮือออ ชานยอล ทำไมชานยอลเต็มร้านไปหมดเลย” โอ้ชิท กูไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้ทำไมถึงได้มีเพื่อนประสาทแบบนี้

 

คยองซูแทบจะเอาหัวตัวเองโขกโต๊ะให้แตก เพราะตอนนี้แบคฮยอนเอาแต่ชี้ไปทางนู้นบ้างทีนี้ทีแล้วก็เทียวไล่ว่าเป็นชานยอลไปทั่ว ทำเอาคนอื่นที่อยู่รอบข้างหันมามองด้วยความสงสัยว่าไอ้หมอนี่มันเป็นอะไร และนั่นก็ยิ่งทำให้คยองซูปวดประสาทจนแทบแหกปากร้อง

 

“แบคฮยอน มึงเป็นบ้าอะไรเนี่ย เพ้อเจ้อใหญ่แล้วนะ” หันไปเอ็ดเพื่อนพลางจับมือมันไว้ให้นิ่ง ในขณะนั้นมันก็มองลอกแลกซ้ายขวาอย่างหวาดผวา มือไม้สั่นเทิ้มไปหมด ปากก็เอาแต่พร่ำว่าชานยอล ๆ ไม่หยุด แถมยังทำท่าจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ

 

“คยองซู ฮืออออ กูอยากกอดชานยอลอ่ะ”

 

“โอ๊ย แบคฮยอน เชี่ยไรของมึงเนี่ย ไอ้แบค!! เดี๋ยวก่อน นั้นไม่ใช่ชานยอลโว้ยยย” ดวงตาของคยองซูที่โตอยู่แล้วก็แถบจะถลนออกมาเมื่อจู่ ๆ แบคฮยอนก็ลุกเดินไปกอดคอโต๊ะข้าง ๆ ทำเอาฝั่งนั้นเองก็สะดุ้งตกใจไม่น้อยที่มีคนมากอดจากด้านหลัง เขารีบลุกขึ้นไปลากเพื่อนออกมาแต่สองแขนนั่นก็หนึบเกินกว่าจะแกะออก สร้างความแตกตื่นแก่คนแถวนั้นเป็นอย่างมาก

 

“ฮืออ ชานยอลล ทำไมนายถึงทำตัวได้ทุเรศขนาดนี้ ทำไมวะ ฮืออออ”

 

“มึงนั่นแหละทุเรศ นั่นไม่ใช่ชานยอลโว้ย” คยองซูตบแก้มเพื่อนเรียกสติและพยายามที่จะแกะเพื่อนให้ออกจากอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนว่าจะดึงยังไงก็ดึงไม่ออก ทำเอาวุ่นกันยกใหญ่ “โทษทีนะ เพื่อนเมาอ่ะ”

 

“เอ่อ.. ไม่เป็นไรหรอก” คนที่โดนกอดว่าก่อนจะหลุบตามองคนเมาปลิ้นที่ตอนนี้เอาแต่ร้องไห้พร่ำพูดจาถึงคนที่ชื่อชานยอลไม่หยุดหย่อน ทางด้านคยองซูเองก็อยากจะกระทืบเพื่อนที่ไปก่อกวนคนอื่นให้ตายคาตีน

 

กูอุตส่าห์ชมว่ามึงเมาแล้วนั่งนิ่ง แต่นี่เชี่ยไรเนี่ย

 

“กลับหอเถอะมึง เมามากแล้วเนี่ย ไปเหอะ” คยองซูพูดกล่อมอีกฝ่ายให้ยอมปล่อยมือออกจากผู้ชายคนนั้น แต่หัวทุยกลับส่ายจนปอยผมกระจายไปทั่ว ไม่ว่าจะดึงยื้อพยายามแกะมือมันแต่แบคฮยอนก็ไม่ยอมหลุดออกจากคนคนนั้น

 

“ฮึก ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย ไอ้คนนิสัยไม่ดี ไม่ชอบกูแล้วจูบกูทำไม ฮืออ”

 

“เอ่อ..”

 

“แม่ง คิดว่าได้กันแล้วก็จะทำไรกับกูก็ได้หรอ ฮืออ กูเป็นคนนะเว้ย มีหัวใจเหมือนกัน”

 

“แบคฮยอน กูว่ามึงพูดมากไปแล้วหว่ะ” เพื่อนตาโตพยายามเขย่าเรียกสติเพื่อนให้กลับคืนมา เอื้อมมือไปบี้ปากบาง ๆ นั่นเพื่อให้มันหยุดพูด แถมไอ้ประโยคเมื่อครู่นั่นก็ทำเอาทั้งโต๊ะมองพวกเขาทั้งสองอย่างตกใจ คยองซูเองก็ทำได้แค่ยิ้มแหยให้แล้วพูดแบบไม่มีเสียงว่า มันโดนหลอกฟันมา

 

ในตอนนั้นคนรอบโต๊ะก็ร้องอ๋อออกมาพร้อมกันก่อนที่สีหน้าทุกคนจะกลายเป็นสงสารแบคฮยอนขึ้นมาในทันที

 

“ฮืออ กูจะอยู่กับชานยอล มึงอย่ามาพรากกูไป ฮึก”

 

“อะไรของมึงวะเนี่ย โอ้ยย”

 

 “ปล่อยไว้แบบนี้ก่อนก็ได้ ผมไม่เป็นไรหรอก” หลังจากที่เห็นว่าผู้ชายตัวเล็กพยายามจะดึงเพื่อนให้ออกห่างจากเขา คิมจงอินก็ถือวิสาสะกอดอีกฝ่ายไว้หลวม ๆ พลางลูบหลังเพื่อปลอบใจ จากคำพูดเมื่อครู่เขาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าคนคนนี้คงจะเสียใจมากถึงได้มากินเหล้าย้อมใจแบบนี้

 

“ขอโทษที่ทำพวกนายลำบาก อุตส่าห์มาสนุกกันแท้ ๆ เพราะมึงเลยไอ้เชี่ยแบค เดี๋ยวกูตบให้สติมึงคืนมาเลยดีไหม?” หันไปเอ็ดเพื่อนพร้อมกับดึงหูมันจนได้ยินเสียงร้องลั่น แบคฮยอนสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นพร้อมกับซุกอกจงอินแน่น กอดอีกฝ่ายราวกับหวงแหนร่างกายนี้และไม่อยากปล่อยไปไหน

 

“อย่าไปว่าเพื่อนเลย คนเขาเสียใจก็เป็นแบบนี้แหละ” จงอินตอบอย่างไม่ถือสา ยอมรับว่าตกใจที่จู่ ๆ ก็ถูกกอดจากใครที่ไหนไม่รู้ แถมยังไหลตัวขึ้นมานั่งเกยบนตักแล้วกอดคอเขาแน่น ซุกหน้าลงกับลาดไหล่ร้องไห้ยกใหญ่จนดูน่าสงสาร จะผลักออกก็กะไรอยู่ แต่ขืนอยู่แบบนี้ไปนาน ๆ จนอีกฝ่ายได้สติก็คงแตกตื่นอยู่ไม่น้อยหรอก

 

ฝั่งคยองซูเองก็อยากจะพ่นไฟเผาเพื่อนที่กำลังทำเรื่องอับอายขายขี้หน้า เขายกมือนวดขมับที่กำลังเต้นตุบตับ คิดหาหนทางว่าจะเอายังไงกับเพื่อนต่อไปดี ขืนปล่อยมันไว้แบบนี้ก็มีแต่จะยิ่งไปกันใหญ่ และที่มากกว่านั้นก็คงเป็นประโยคที่พร่ำเออออกมาคิดว่าชายที่กอดอยู่คือชานยอล

 

โอ้ยยย มึงจะเพ้อเหี้ยไรก็ช่วยลืมตาดูหน้าหน่อยโว๊ย

 

สุดท้ายแล้วก็ทนไม่ไหว ไม่ว่าจะพูดให้เพื่อนปล่อยยังไงแบคฮยอนก็ไม่ยอม ทำเอาคยองซูต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วต่อสายหาใครบางคนที่พอจะจัดการกับเรื่องแบบนี้ได้ ดูเหมือนว่าทางนั้นเองจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ตอบรับคำแล้วกดตัดสายไป

 

คยองซูหันมามองเพื่อนตัวเองแล้วส่ายหัวอย่างเบื่อหน่าย

 

ให้มันได้แบบนี้สิวะแบคฮยอน

 

 

 





 


 

 

“ไอ้เหี้ยคยอง มึงอย่ามาจับกู ปล่อยเดี๋ยวนี้ ฮึก กูจะอยู่กับชานยอล”

 

“มึงลืมตามองหน่อย นั่นไม่ใช่ชานยอล”

 

“มึงอย่ามาหลอกกู! กูชอบของกู กูรักของกู มึงอย่ามาพรากของของกู!!

 

“โอ้ย กูขอต่อยหน้ามึงสักดีได้ไหมวะห้ะ?” ในที่สุดความอดทนของคยองซูก็ถึงขีดจำกัด ในเมื่อกล่อมมันไม่ได้ผลเขาพร้อมจะต่อยเพื่อนได้ทุกเมื่อ เกือบสิบนาทีเห็นได้ที่เขาทำแบบนั้น แต่เพราะว่าชายหนุ่มผิวแทนคนที่ไอ้แบคมันกอดอยู่ก็ยกมือปรามไว้ก่อน

 

รวมถึงใครอีกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาด้วย

 

“ไงล่ะ ไปทำไรกับมันไว้ รับผิดชอบหน่อยสิ” คยองซูตวัดสายตาไปมองคนข้าง ๆ ด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองนิดหน่อย ต้องนิดหน่อยเท่านั้นเพราะถ้ามากกว่านี้เกรงว่ามันจะไม่ดี อีกฝ่ายก็มองกลับมาแต่ทว่าไม่ได้พูดอะไร และก็เอาแต่เงียบอยู่แบบนี้ตั้งแต่มาถึงร้านแล้ว

 

มึงกลัวดอกพิกุลในปากจะร่วงหรอวะ

 

ชายหนุ่มผู้มาใหม่ยืนจ้องคนตัวเล็กที่กำลังฟูมฟายอยู่บนตักใครสักคนด้วยความรู้สึกสับสน เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นทำไมแบคฮยอนถึงกอดกับผู้ชายคนนั้น แต่ดูท่าแล้วอาจจะเกิดจากฤทธิ์ของเครื่องดื่มที่ทำให้อีกคนพูดพร่ำไม่หยุดว่าที่กอดอยู่หน่ะคือชานยอล

 

ทั้ง ๆ ที่เขาก็ยืนอยู่ตรงนี้

 

เสียงร้องไห้ของแบคฮยอนยังคงดังอยู่เรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่คยองซูที่ทำสีหน้าลำบากใจ แม้แต่ผู้ชายคนที่แบคฮยอนกอดอยู่ก็กำลังทำสีหน้าบอกไม่ถูก และตัวของเขาเองก็ไม่รู้ว่าควรทำหน้าอย่างไร

 

แต่สุดท้ายแล้วก็ยอมเดินเข้าไปใกล้พยายามสะกิดอีกฝ่ายให้หันมามองกัน แต่แบคฮยอนก็ซุกหน้ากับชายหนุ่มคนนั้นไม่ยอมหันมามอง

 

“แบคฮยอน..”

 

“ฮึก ฮือออ อย่ามาจับ กูจะอยู่กับชานยอล!

 

“แบคฮยอน.. ฉันอยู่นี่”

 

“...”

 

“หันมามองสิ” ชานยอลไม่รู้ว่าตัวเองควรใช้เสียงแบบไหนพูดกับคนตรงหน้า เพราะสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาก็ทำให้ประหม่าอยู่ไม่น้อย เขาเอื้อมมือสะกิดอีกฝ่ายให้หันมามอง แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับแน่นิ่งไม่ยอมเงยหน้า

 

“แบคฮยอน” คราวนี้เขาลองเรียกอีกครั้ง และมั่นใจว่ายังไงเจ้าของชื่อจะต้องได้ยิน ถึงแม้ว่าเสียงเพลงในร้านจะดังแค่ไหนก็ตาม คยองซูที่คอยยืนสังเกตอยู่ห่าง ๆ ก็เห็นท่าทีแปลกไปของเพื่อน จากตอนแรกที่ฟูมฟายอยู่ก็เงียบกริบอย่างกับคนไม่เคยร้องไห้

 

และไม่ทันที่ชานยอลจะเรียกซ้ำสอง ไอ้ตัวดีก็ค่อย ๆ โผล่หน้าขึ้นมาจากไหล่ของผู้ชายคนนั้น นัยน์ตาเรียวเล็กเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตากวาดมองรอบข้างก่อนจะไล่สายตาจากที่ที่ตัวเองอยู่จนพบว่าตนกำลังนั่งอยู่บนตักของใครสักคน เมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน ความฉงนก็แล่นปราดเข้ามาเสียจนเขาเองก็ไม่ทันตั้งตัว

 

“ฮึก.. ใคร ฮืออ มึงเป็นใคร มากอดกูได้ไง ฮึก ชานยอลล่ะ ชานยอลลลล” ไม่ถึงสามวินาทีไอ้แบคฮยอนก็แหกปากร้องอีกครั้งเหมือนกับเด็กน้อย ร่างเล็กพยายามดันตัวเองออกจากผู้ชายตรงหน้าจนไม่ทันระวังเกือบร่วงลงไปกับพื้น โชคดีที่ชานยอลเข้าไปพยุงไว้ทัน แต่ดูเหมือนสติสตังของแบคฮยอนก็ไม่ได้กลับคืนเข้าที่มากนัก

 

“ฮือออ ชานยอลอยู่ไหน ไอ้ดำนี่มันเป็นใคร”

 

“อ่าวไอ้แบค มึงไปกอดเขาเองทำไมพูดแบบนั้น” คยองซูปรามเพื่อนที่กำลังปากหมา

 

“ตะกี้กูกอดชานยอลอ่ะ ฮึก คยองงง ชานยอลอยู่ไหน ฮือออ” เพื่อนตัวเล็กหันมาโวยวายยกใหญ่โดยที่ไม่ได้แหกตาดูเลยสักนิดว่าคนที่พยุงมึงอยู่หน่ะเป็นใคร “คยองซูวววว”

 

“ไอ้สัดเอ้ย กูขอตบมึงสักทีเถอะ ทำไมวันนี้มึงทำตัววุ่นวายแบบนี้ ห้ะ?” สุดท้ายปรอทความอดทนก็ถึงขีดจำกัด เขาปรี่เข้ามาหาแบคฮยอนพร้อมกับจับหน้าของอีกฝ่ายไว้ให้แน่น ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ง้างตาแฉะ ๆ ของเพื่อนจนมันแหกปากลั่น ทำเอาแถวนั้นตกใจกันเป็นแถบ ๆ กลัวว่าจะมีการควักลูกตาเกิดขึ้น

 

“มึงหันไปดูหน่อย นี่ชานยอล! คนที่มึงอยากเจอไง!” ขณะที่แหกหนังตาเล็ก ๆ ของเพื่อนให้เบิกกว้าง เขาก็จับมันหันหน้าไปอีกทางเพื่อให้มันรู้ว่าไอ้ที่มันถามหาหน่ะอยู่ตรงนี้ แม่งเพ้ออย่างกับตัวเองอยู่ดาวอังคาร

 

นี่มึงเมาเหล้าหรือเมากาว ตอบกู!

 

แบคฮยอนพยายามขืนแรงของคยองซู แต่เพราะอะไรบางอย่างก็สั่งให้ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรงเอาซะดื้อ ๆ โดยเฉพาะตอนที่เห็นว่าคนที่พยุงตัวเองอยู่เป็นใคร วินาทีนั้นที่เคยบอกว่าน้ำตาได้แห้งหายไปแล้ว มันกลับมาระรื้นตรงขอบตาอีกครั้งจนเห็นภาพตรงหน้าเบลอไปหมด

 

“ชานยอล.. ชานยอลหรอ” ริมฝีปากบางสั่นเครือพร้อมกับพูดชื่อของคนตรงหน้าออกมา ชานยอลไม่ได้ตอบรับอะไรเพียงแค่มองเล็กน้อยเท่านั้น จนเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงขย้ำตรงเอวก็เห็นว่าแบคฮยอนกำลังกำเสื้อเขาแน่น “ชานยอล..”

 

“..อืม”

 

“ชานยอลจริง ๆ ด้วย ฮึก ฮือออ คยองซู กู..” ทันทีที่เห็นว่าคนตรงหน้าเป็นใคร น้ำตาก็เข้ามาบดบังทุกอย่าง เขาหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทแต่ทว่าคยองซูกลับมองเขาด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย ก่อนที่อีกฝ่ายจะพยักพเยิดหน้า

 

“ทำอะไรไว้จัดการให้เรียบร้อย คุยให้เคลียร์ อย่าให้มันเป็นแบบนี้อีก” คยองซูพูด “ไม่ได้บอกให้รับผิดชอบนะ แต่ถ้าไม่ชอบมันก็อย่าทำแบบนั้นอีกเลย”

 

“...”

 

“ถือว่าสงสารมันหน่อยละกันนะ” ที่พูดก็ใช่ว่าจะไม่สงสารเพื่อน แต่เพราะว่าในตอนนี้คยองซูเองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากให้ไอ้ตัวต้นเรื่องเป็นคนจัดการ ถ้าชานยอลไม่จูบแบคฮยอน เพื่อนเขาอาจจะไม่ผีเข้าขนาดนี้ก็ได้

 

อีกอย่างคยองซูเองก็คิดว่าทั้งสองคนอาจจะคุยกันยังไม่เข้าใจกันดี ปล่อยให้ไปเคลียร์กันอีกรอบก็ไม่น่าจะเสียหาย จะจบหรือจะยังไงก็แล้วแต่ละกันจุดนี้ แต่ตอนนี้ทำยังไงก็ได้ให้เพื่อนเขาหายบ้าเสียที!

 

และก็เป็นอีกครั้งที่ชานยอลไม่ตอบอะไร ชายหนุ่มไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำว่าทำไมต้องเงียบ จนเมื่อเจอกับคำพูดแกมขอร้องจากคยองซู นึกย้อนกับตัวเองอีกครั้งว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเขาจริง ๆ หรอ

 

เพราะเขาไม่ยอมชัดเจนตั้งแต่แรกใช่ไหม?

 

แรงขย้ำตรงสีข้างทำให้รู้ว่าตอนนี้คนตัวเล็กกำลังสะกดกลั้นอารมณ์มากแค่ไหน ไหล่เล็กสั่นเทิ้มหรือแม้แต่ประโยคแผ่ว ๆ ที่จับใจความอะไรไม่ได้นอกจากชื่อของตน ในตอนนั้นชานยอลก็ตัดสินใจแล้วว่ายังไงซะก็ต้องพาอีกฝ่ายกลับไปด้วย

 

แต่จะกลับไปในสภาพไหนนั้นเขาไม่แน่ใจเลยจริง ๆ

 




 

“ฮือออ..คยองซู กูต้องหลอนไปแล้วแน่ ๆ เลย กูเห็นชานยอล ฮึก” แบคฮยอนยกมือปิดตาตัวเองไว้เพราะไม่อยากเห็นคนในความคิด แต่ก็เหมือนกับการหนีเสือปะจระเข้เพราะตอนนี้ในหัวก็มีหน้าของชานยอลเต็มไปหมด เห็นแต่ผู้ชายคนนั้นวิ่งวนอยู่ในหัวจนอยากจะระเบิดหัวตัวเอง

 

“...”

 

“ทำไมต้องมาให้เห็นหน้าด้วย ฮึก ฮือออ” เสียงครวญครางของแบคฮยอนดังออกมาเป็นระรอกเริ่มทำให้ชานยอลกระอักกระอ่วนแปลก ๆ เพราะทุกประโยคที่คนตัวเล็กพร่ำเพ้อมักจะมีชื่อของเขาอยู่ในนั้น รวมถึงสายตาของคนขับแท็กซี่ที่มองผ่านกระจกมาเป็นระยะ ๆ

 

“คนบ้า ได้ก็ได้ไปแล้วยังจะตามมาจูบอีก ฮึก ไม่ได้ชอบกันก็อย่าทำแบบนี้ดิวะ ไอ้เหี้ยเอ้ย” คนตัวเล็กเอาแต่สบถพูดพร่ำตลอดทั้งทาง เท่านั้นยังไม่พอ แบคฮยอนยังพาร่างกายของตัวเองมาไต่เลื้อยบนตัวของเขาอีกต่างหาก ขาเล็กพยายามจะก้าวคร่อมเขาแต่มือหนาก็ดันเอาไว้ แต่ดูแล้วยังไงก็ยังพยายามที่จะขึ้นมาอยู่บนหน้าตัก ชานยอลก็เลยจัดการกอดรวบอีกคนไว้ให้อยู่นิ่ง ๆ เพราะถ้าขืนอยู่แบบนี้อีกสักพักคงได้เกิดเรื่องแน่

 

“ไอ้หนุ่ม เพื่อนเอ็งโดนหลอกฟันมาหรอ”

 

“...ครับ?”

 

“สมัยนี่อันตรายเนอะ ผู้ชายด้วยกันเองยังโดนเลย เพื่อนเอ็งคงสาหัสน่าดู” คนขับแท็กซี่ว่าขณะที่มองตรงไปยังถนน ชานยอลนิ่งค้างพร้อมกับหลุบตามองอีกฝ่ายกำลังสะอื้นไห้ไม่อยู่ จนเมื่อจับสังเกตได้ว่าคนในอ้อมกอดกำลังมีท่าทีแปลกไป

 

มันคล้ายกับ..

 

“ลุงครับ! จอดข้างหน้าด้วยครับ” ชานยอลโพล่งบอกคนขับก่อนจะดันไหล่แบคฮยอนให้เงยหน้าขึ้น เห็นกรอบหน้าเล็กกำลังมีสีหน้าพะอืดพะอมพร้อมจะขย้อนบางอย่างออกมา และคนขับเองก็รู้งานรีบตีไฟเลี้ยวจอดข้างทางทันที ชานยอลรีบเปิดประตูรถพร้อมดึงอีกฝ่ายให้ตามมาติด ๆ ก่อนที่ทุกอย่างในมวนท้องจะกระจายเต็มพื้นถนน

 

เสียงโอ้กอ้ากนั่นทำเอาชานยอลขมวดคิ้วแน่น เขาจ่ายค่าแท็กซี่ก่อนจะเอ่ยขอโทษลุงคนขับก่อนจะหันมาหาอีกฝ่ายที่กำลังแน่นิ่งไปแล้ว แบคฮยอนนั่งอยู่ริมทางเท้าข้าง ๆ ของเสียเมื่อครู่ และชานยอลก็กลัวเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะขยับไปโดนมันเข้า

 

กวาดสายตามองบริเวณนั้นก่อนจะเห็นตู้กดน้ำและข้าง ๆ นั่นก็มีที่นั่งพอให้พักได้ จัดการพยุงอีกคนให้ยืนขึ้นแล้วพาเดินไปนั่งตรงนั้น เอนหัวอีกฝ่ายให้พิงกับตู้น้ำแล้วหยอดเงินกดเอาน้ำเปล่าออกมาเพื่อให้อีกคนล้างปาก

 

แบคฮยอนรับขวดน้ำมาแบบมึน ๆ ก่อนจะกรอกเข้าปากแล้วบ้วนออก ในตอนนั้นหัวมันหนักอึ้งเหมือนมีคนเอาหินมาถ่วงไว้ แต่สัมผัสเปียกชื้นบนหน้าก็ค่อย ๆ ทำให้ดวงตาเรียวปรือขึ้นมา ก่อนเห็นใบหน้าของใครบาง

 

“ค..คยองซู.. กูเห็นชานยอลอีกแล้วอ่ะ..” ริมฝีปากบางเบะออกเล็กน้อย ชานยอลพรูลมหายใจออกมาพร้อมกับเทน้ำลงฝ่ามือไล่เช็ดใบหน้าอีกคนเพื่อให้สร่างเมา ใช้นิ้วโป้งไล่เช็ดเรียวปากบางพร้อมกับความคิดหลายอย่างในหัว จากที่คิดว่าอีกฝ่ายหยุดร้องไห้แล้วก็ต้องชะงักมือนิ่งพร้อมกับมองหยาดน้ำใสที่เพิ่งไหลออกมาจากดวงตาคู่เดิม

 

“ร้องไห้ทำไม” ชานยอลถามพลางใช้มือเช็ดน้ำตาออกให้อีกฝ่าย แต่แบคฮยอนก็ส่ายหน้าไปมา

 

“รู้ตัวรึเปล่าว่าเมามาก” หัวทุยพยักหน้าตอบรับ

 

“แล้วทำไมต้องกินเยอะขนาดนั้น”

 

“ก็..เสียใจ ฮึก” คนตัวเล็กสะอื้นพร้อมกับยกมือเช็ดน้ำตาตัวเองลวก ๆ ชายหนุ่มทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ กวาดสายตามองบรรยากาศรอบข้างที่มีแค่ถนนว่างเปล่าและทั้งสองฝั่งข้างทางเป็นสวนสาธารณะ แถมตอนนี้ก็เกือบจะตีหนึ่งแล้วจึงไม่แปลกที่จะไม่มีรถราวิ่งผ่าน

 

“เสียใจเพราะอะไร” เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหันมาถามคนที่สะอื้นไม่หยุด

 

“ชานยอล.. เสียใจเพราะชานยอล”

 

“...”

 

“เพราะว่า..ฮึก ชอบชานยอลมา..มาก ฮึก เกินไป” ชานยอลไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมแบคฮยอนถึงเป็นแบบนี้ แต่สาเหตุมันก็คงเป็นเพราะตัวของเขาเอง ถ้าหากว่าเมื่อตอนเย็นเขาไม่ทำเรื่องแบบนั้นลงไปแบคฮยอนจะเป็นแบบนี้ไหม

 

คนต้นเหตุไม่พูดอะไร เขากลับนั่งเงียบปล่อยให้อีกฝ่ายระบายความเสียใจออกมา แบคฮยอนยกมือเช็ดน้ำตาออกเป็นพัก ๆ พร้อมกับสูดน้ำมูกยกใหญ่ ระหว่างนั้นชายหนุ่มก็เสมองบรรยากาศรอบข้างด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แต่พอหันกลับมามองคนข้างกาย ก้อนเนื้อกลางอกก็กระตุกวูบโหวงอย่างประหลาด

 

หน่วยแก้มทั้งสองข้างแดงปลั่งพอ ๆ กับปลายจมูกรั้น อาจจะเป็นเพราะน้ำเมาจึงทำให้ใบหน้าของคนข้างกายขึ้นสีระเรื่อ แต่เสียงสะอื้นยังคงมีเบา ๆ ให้ได้ยิน ตอกย้ำการกระทำว่าเขาทำอะไรลงไป

 

“เรื่องเมื่อตอนเย็น..” ชานยอลพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ ดวงตากลมโตจ้องกรอบหน้าเล็กกับจังหวะเดียวที่นัยน์ตาเรียวสบมอง

 

ขอโทษ

 

“..ฮึก”

 

ฉันขอโทษ” น้ำตาที่เคยระรื้นอยู่ขอบก็พลันไหลออกพร้อมกับเปลือกตาสีอ่อนค่อย ๆ ปิดลง ประโยคเมื่อครู่ลอยเคว้งอยู่ในความคิดทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเองไม่มีสติมากพอที่จะเข้าใจทุกอย่าง แต่ทว่าคำขอโทษของอีกคนก็ทำเอาทุกอย่างที่เคยสร้างไว้พังทลายลงมาอีกครั้ง

 

“ฮึก.. ท-ทำไมนายต้องทำแบบนั้นด้วย” แบคฮยอนถามทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังร้องไห้ ไม่รู้ว่าน้ำตามาจากไหน แต่ถ้ามันช่วยชะล้างความเสียใจเขาก็คงหยุดไม่ได้ “นายไม่ได้ ฮึก ไม่ได้ชอบฉันซักหน่อย”

 

“...”

 

“จูบฉันทำไมหรอชานยอล ฮึก” คนตัวเล็กถามในสิ่งที่อยากรู้ออกไป พลางจ้องหน้าคนข้างกายด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคืออยากรู้ว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงต้องจูบเขา

 

ชานยอลนิ่งเงียบไม่ตอบ หากแต่สายตาไม่ได้หลบหลีกนัยน์ตาเล็ก ทั้งสองสบมองกันก่อนที่ชายหนุ่มจะพรูลมหายใจออกมาเบา ๆ

 

เขาหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้

 

และไม่สามารถให้คำตอบกับแบคฮยอนได้

 

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตอนนั้นตัวเองกำลังคิดอะไรถึงได้จูบอีกฝ่าย ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่าเขาไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับแบคฮยอน แต่จะโทษว่าเป็นเพราะอีกคนก็คงไม่ได้ คล้ายกับตอนนั้นมีพลังงานบางอย่างที่อยากทำให้ชานยอลหยิบยื่นสัมผัสให้อีกครั้ง

 

ทุกอย่างมันดึงดูดเข้าหากันจนชานยอลไม่รู้ว่าความรู้สึกที่แท้จริงคืออะไร

 

รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่แบคฮยอนผละออกและดวงตาที่สื่อแววไม่พอใจมาให้ สมองตื้อไปหมดจนไม่สามารถขยับปากพูดหรือเอื้อมมือไปฉุดรั้งอีกคนไว้ จนเมื่อได้เห็นสภาพหลังจากนั้นของแบคฮยอน

 

เขาจึงรู้ตัวว่าตัวเองผิดไปแล้วจริง ๆ

 

คนตัวเล็กจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะเริ่มเข้าใจทุกอย่าง ความเงียบอาจจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในตอนนั้น เขาไม่ได้หวังให้คนตรงหน้าเกิดความรู้สึกผิดคิดอยากจะรับผิดชอบ แต่อยากรู้เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมอีกฝ่ายต้องทำแบบนั้น

 

คนใจร้าย..” มือเรียวยกเช็ดน้ำตาตัวเองและพยายามกลั้นสะอื้น “ทั้ง ๆ ที่ฉันอุตส่าห์ไม่ก้าวก่าย ไม่เข้าไปวุ่นวายอีกแล้ว แต่นายกลับเป็นคนล้ำเส้นเข้ามา”

 

“...”

 

“คิดว่ามันสนุกหรอที่เห็นว่าฉันชอบแล้วนายจะทำยังไงกับฉันก็ได้ ฮึก นายจะมาล้อเล่นกับความรู้สึกของฉันไม่ได้”

 

“...”

 

“ต้องทำยังไงหรอชานยอล ทำยังไงถึงจะเลิกชอบนายได้สักที..” คงเพราะมีบางอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมทางจิตใจ จึงทำให้แบคฮยอนพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาทุกอย่างโดยที่ไม่สนว่าคนฟังจะรู้สึกยังไง อยากจะยกมือทุบตีตัวเองที่ไม่สามารถใจแข็งไปมากกว่านี้ได้ แค่เห็นหน้าอีกคนเขาก็แทบจะอ่อนยอมให้แทบทุกอย่าง

 

“ฉันขอโทษนะ ฉันคงเมามากเลยพูดจาพร่ำเพรื่อ ฮ่ะ ๆๆ” จู่ ๆ คนตัวเล็กก็หัวเราะพร้อมกับส่งยิ้มเจื่อนให้ แบคฮยอนพยายามกลบเกลื่อนคำพูดเมื่อครู่ของตัวเองรวมถึงยกมือเช็ดน้ำตาบนหน้าจนเหือดแห้ง เจ้าตัวไม่หันมาสบหน้าอีกคนเลยแม้แต่น้อย และในตอนนั้นก็พยายามที่จะลุกขึ้นท่ามกลางความสงสัยของชานยอล

 

“นั่นนายจะไปไหน” ชายหนุ่มถามออกไป

 

“กลับห้องไง ดึกป่านนี้แล้ว” คนตัวเล็กว่า “นายก็ควรกลับไปแล้วเหมือนกัน” คำเสียงตอนท้ายแผ่วเบาจนน่าใจหาย ดวงตาแดงก่ำลอบมองซ้ายขวาก่อนจะควานหาของที่อยู่ในกระเป๋ากางเกง และก็พบว่าตัวเองลืมทุกอย่างทั้งมือถือและกระเป๋าสตางค์ไว้ที่เพื่อนสนิท

 

แบคฮยอนยังไม่สร่างเมาดี เขารู้ตัว แต่เพราะว่าได้ระบายความอัดอั้นที่อยู่ในมวนท้องออกไปจนหมดแล้วก็ทำให้รู้สึกตื่นขึ้นมาบ้าง ทว่าเมื่อครู่เขากลับทำเรื่องน่าอับอายโดยการเพ้อเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดอะไรด้วย

 

สุดท้ายเขาก็ต้องรับผิดชอบตัวเองอยู่ดี

 

“นั่งลงก่อน” ขณะที่กำลังคิดหาว่าวิธีพาตัวเองกลับไปที่หอ เสียงทุ้มต่ำกลับแหวกขึ้นมากลางอากาศพร้อมกับแรงดึงที่ข้อแขน เขาหันไปมองด้วยสายตาไม่เข้าใจก่อนจะพบว่าชานยอลก็มองหน้าเขาอยู่เหมือนกัน “นั่งลงก่อนได้ไหม”

 

“...” บางทีการที่แบคฮยอนยอมกลับไปนั่งที่เดิมได้อาจเป็นเพราะน้ำเสียงแกมขอร้องนั่นก็ได้ ชานยอลไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาปล่อยให้ทุกอย่างเงียบเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ จนเมื่อชายหนุ่มร่างสูงพรูลมหายใจออกมา ดวงตากลมโตสลับมองคนข้างกายก่อนจะสูดหายใจเริ่มต้นประโยคใหม่

 

“ฉันไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไร แต่ถ้านายไม่ว่าอะไร.. ช่วยฟังมันสักนิดเถอะ”

 

“...”

 

“เมื่อกี้ที่ถามฉันว่าทำแบบนั้นไปทำไม” ชานยอลเว้นจังหวะ “ฉันเองก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน” ใบหน้าหล่อหันมามองคนตัวเล็กก่อนจะเริ่มพูดต่อ “แค่คิดว่า..  ทำยังไงนายถึงไม่เดินหนีจากฉันไป”

 

“...”

 

“แต่วิธีของฉันมันคงทำร้ายจิตใจของนายจริง ๆ นั่นแหละ” ชานยอลไม่รู้หรอกว่าถ้าหากพูดแบบนี้ออกไปมันจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่ก็คงดีกว่าเงียบปากไม่พูดอะไรซักอย่าง เขาไม่ชอบที่ต้องมาเห็นอีกคนเสียใจทั้งๆที่เขามีโอกาสทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น

 

คิดย้ำคิดซ้ำกับตัวเองว่าควรทำอย่างไรต่อไป

 

“ตอนที่จูบนาย.. ฉันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองทำอะไรลงไป ไม่รู้แม้กระทั่งตัวเองคิดอะไร แต่ที่รู้ในตอนนั้นคือ.. ฉันรู้สึกดีที่ได้ทำแบบนั้น”

 

“...”

 

“คำพูดของฉันอาจจะดูแย่หรือทำร้ายจิตใจของนาย ฉันขอโทษจริง ๆ ฉันพยายามจะอธิบายให้นายฟังว่าฉันไม่เคยล้อเล่นกับความรู้สึกของนาย”

 

“...”

 

และฉันแค่อยากซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง

 

จบประโยคของชานยอล ทุกอย่างก็เงียบนิ่งไปอีกครั้งโดยเฉพาะคนตัวเล็กที่พูดอะไรไม่ออก จะบอกว่ารู้สึกแย่ก็ไม่ใช่เสียใจก็ไม่เชิง แต่เขาไม่ได้รู้สึกอยากร้องไห้ แค่อยากฟังต่อว่าเรื่องราวหลังจากนั้นมันจะเป็นยังไง

 

“ม..หมายความว่ายังไง..” ทิ้งช่วงพักหนึ่งกว่าแบคฮยอนจะถามออกไป เพราะสมองกำลังคิดตามคำพูดอีกฝ่าย

 

“ฉันไม่ได้ชอบคยองซูแล้ว” คำพูดนั่นทำเอาคนตัวเล็กชะงักนิ่ง ดวงตาเรียวกระพริบอย่างไม่เข้าใจก่อนจะเผลอริมฝีปากถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

 

“ต..ตั้งแต่ตอนไหน”

 

“ไม่รู้สิ” ชานยอลตอบอย่างไม่รีรอ เขาหันหน้าตรงหลุบตามองฝ่ามือของตัวเองที่กำลังประสานกันอยู่ “ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงเข้าหาและพยายามทำให้คยองซูชอบ แค่ได้ชะเง้อมองเขา ฉันก็ยิ้มได้ทั้งวันแล้ว”

 

“...”

 

“แต่ก็เพิ่งมารู้ตัวเองตอนหลัง ว่ายังมีอีกคนที่ฉันเองก็มองหาเหมือนกัน”

 

“...”

 

“และคนคนนั้น บางทีอาจจะเป็นนาย” ดวงตากลมโตหันมาสบอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่หนักแน่นกว่าตอนแรก ชายหนุ่มพยายามพูดสิ่งที่ตัวเองคิดอยู่ให้ออกมาเป็นระบบ เพราะอยากให้อีกฝ่ายค่อย ๆ คิดตามไปทีละขั้น

 

เพราะเขาเองก็อยากจะค่อยเป็นค่อยไปเหมือนกัน

 

ก็อาจจะเป็นหลังจากคืนนั้นที่ชานยอลเอาแต่เฝ้ามองหาแบคฮยอน เขาไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัดว่าทำแบบนั้นลงไปทำไม ทำสับสนแล้วก็ตีปนกันไปหมดจนเขาเริ่มแยกความรู้สึกตัวเองไม่ออกว่าในตอนนั้นเขายังชอบคยองซูอยู่ไหม

 

แต่เพราะหลังจากลืมตาตื่นในตอนเช้า ใบหน้าแรกที่แวบเข้ามากลับเป็นใครอีกคน

 

จริงอยู่ที่ชานยอลไม่เคยรู้จักกับแบคฮยอนมาก่อน และเรื่องในวันนั้นก็เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักกันจริง ๆ มันออกจะแปลกไปนิดถ้าหากเราเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์นั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าทุกอย่างมันยังตราตรึงในสัมผัสไม่หายไปไหน

 

จูบเพราะอยากจูบ—ใช่ ชานยอลคิดแบบนั้น เขาอยากจูบแบคฮยอน แต่ทว่าเป็นการกระทำที่แค่ต้องการให้อีกฝ่ายเลิกหนี ชายหนุ่มแค่จะเข้ามาคุยด้วย และจังหวะนั้นก็คงบ้ามาก ๆ ที่สมองไม่สั่งการอะไร มีแค่ร่างกายที่เผลอทำตามใจตัวเอง

 

ผลที่ได้คือน้ำตาของแบคฮยอน และความรู้สึกผิดเต็มอก

 

“ฉันคิดเรื่องของเรามาได้สักพักแล้ว และก็ตัดสินใจว่าจะรับผิดชอบทุกอย่าง ฉันจะไม่บังคับนายถ้าหากว่านาย..จะเลิกชอบฉัน แต่ถ้าจะให้พูดกันแบบเห็นแก่ตัวหน่อย..”

 

“...”

 

อย่าเพิ่งเลิกชอบกันได้ไหม

 

รู้ว่าสิ่งที่พูดออกไปมันเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัวพอสมควร เขาไม่ได้อยากจะกักขังหน่วงเหนี่ยวให้อีกฝ่ายยังคงความรู้สึกแบบเดิมกับเขาตลอด แต่อย่างน้อยก็อยากให้เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้มันมีเค้าโครงขึ้นมาบ้าง

 

“นาย..ชอบฉันหรอ” สุดท้ายแล้วแบคฮยอนก็โพล่งถามออกไป ทั้งที่ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ถามแบบนั้น แต่ทุก ๆ อย่างที่ชานยอลพูดมามัน..

 

“จะว่าอย่างนั้นก็..คงใช่” ประโยคนั่นดูตอบไม่ค่อยเต็มเสียงเท่าไหร่ “แต่ฉันก็อยากมั่นใจกับความรู้สึกของตัวเองเหมือนกันว่ารู้สึกแบบนั้นจริง ๆ”

 

“...”

 

“ถ้าหากว่านายกลัวเสียเวลาฉันก็คงคัดค้านอะไรไม่ได้ และมันก็คงขึ้นอยู่กับนายว่าจะคิดยังไง แต่ระหว่างนั้นให้ฉันได้รับผิดชอบในสิ่งที่ทำไปได้ไหม” อาจเป็นเพราะน้ำเมาที่ยังคงไม่สร่างดีที่ให้แบคฮยอนเห็นว่าสายตาของอีกฝ่ายมันช่างดูออดอ้อนซะจนไม่ใช่ชานยอล ทั้งประโยคและน้ำเสียงนั่นก็ทำให้หัวใจของเขากระตุกทุกครั้ง

 

คนตัวเล็กอธิบายไม่ได้หรอกว่าตอนนี้ตัวเองควรจะรู้สึกยังไง อาจจะยังมึนงงอยู่แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รับรู้ว่าอีกคนกำลังพูดถึงอะไร โดยเฉพาะคำว่า ชอบ ที่มาจากปากของชานยอล แค่นั้นก็ทำเอาก้อนเนื้อในอกไหววูบลิงโลดด้วยความดีใจ

 

หากแต่ในความรู้สึกนั้นกลับไม่ได้ตื้นตันเต็มอกแบบที่คิดไว้

 

“นายไม่รู้หรอกว่าฉันเสียเวลากับนายได้มากกว่าที่นายคิดอีก” แบคฮยอนหลุบมองต่ำที่พื้นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนข้างกาย “แต่ถ้านายอยากรับผิดชอบเพราะรู้สึกผิดน่ะ อย่าดีกว่า”

 

“...”

 

“ฉันไม่อยากให้นายทำแบบนั้นเพราะแค่ต้องการความถูกต้อง จริง ๆ แล้วนายแค่ทำเป็นไม่ต้องสนใจกันก็ได้ อยู่ใครอยู่มันแบบตอนแรกที่เราเคยเป็น—”

 

“ไม่ใช่แบบนั้น” ไม่ทันที่แบคฮยอนจะพูดจบ อีกฝ่ายก็โพล่งตัดหน้าขึ้นมาดื้อ ๆ ชานยอลรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร เพราะแบบนั้นจึงทำให้เขารีบอธิบายให้คนข้าง ๆ เข้าใจทันที “จริงอยู่ที่รับผิดชอบเพราะรู้สึกผิด นั่นมันก็แค่ส่วนหนึ่ง”

 

“...”

 

“แต่จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นเพราะฉันอยากรู้จักกับนายให้มากกว่านี้”

 

“...”

 

“เพราะงั้นฉันถึงอยากรับผิดชอบ ขอโอกาสให้เราทั้งคู่ได้เรียนรู้กันใหม่ ให้เวลาช่วยทำให้เรารู้จักกันมากขึ้นได้ไหม”

 

ถ้าหากว่านั้นคือคำขอร้อง ชานยอลก็คงพูดไปทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับมายังไง แค่รู้ว่าในเวลานี้เขาอยากจะให้ทุก ๆ อย่างมันค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็ไม่อยากบังคับฝืนใจอีกคนให้ทำตามคำขอ

 

เขาแค่หวังว่าอีกฝ่ายจะรับฟังเขาก็เท่านั้น

 

“ถ้านายไม่มั่นใจ ฉันก็จะพิสูจน์ให้เห็นว่าทุกอย่างที่พูดมันคือความจริง”

 

“...”

 

“ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะแบคฮยอน”

 

คำพูดหนักแน่นถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากหนา นัยน์ตาเรียวเล็กจับจ้องประสานกันกับดวงตาคมคายด้วยความรู้สึกบางอย่าง มันไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้ดีที่สุด เป็นความรู้สึกแปลก ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นช้า ๆ ยิ่งสบกับดวงตากลมโตนั่นแบคฮยอนก็แทบจะไม่เชื่อสายตาว่าตอนนี้ตนกำลังถูกมองแบบไหน

 

แต่ไม่ทันที่จะได้นึกคิดพิจารณาความรู้สึกของตัวเองให้ถี่ถ้วน ใบหน้าที่เคยคิดว่าอยู่ห่างไกลกันก็เขยิบเข้ามาใกล้จนสังเกตได้ชัดว่าแพขนตาของอีกฝ่ายหนาแค่ไหน จังหวะนั้นก้อนเนื้อกลางอกก็เต้นโครมครามในแบบที่ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นมาก่อน จนกระทั่งม่านบางตาค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาจนเริ่มเห็นคนตรงหน้าไม่ชัด

 

หากแต่สัมผัสกลับชัดในความรู้สึก

 

คล้ายกับมนต์สะกดที่ค่อย ๆ พัดเป่าความเศร้าในใจให้เลือนหายไป จากที่เคยคิดว่าตัวเองไม่มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ใกล้กับอีกฝ่าย กลับต้องพลิกผันเมื่อริมฝีปากของทั้งคู่แนบชิดกันอีกครั้ง กลีบปากหนากดจูบเบา ๆ บนเรียวปากบางอย่างอ่อนโยน  สัมผัสอุ่นไม่ได้หยาบโลนเหมือนครั้งแรก หรือจาบจ้วงเหมือนครั้งที่สอง

 

แต่เป็นสัมผัสที่พิสูจน์ให้เห็นว่าทุกอย่างที่อีกฝ่ายพูดคือความจริง

 

ไม่มีการบดเบียดขยับริมฝีปากเพื่อล้วงล้ำเข้ามา ชานยอลกดแช่ไว้อยู่แบบนั้น ปล่อยทิ้งสัมผัสและความรู้สึกให้แทรกซึมผ่านไปอย่างอ้อยอิ่งก่อนจะผละออกเพียงเล็กน้อย ไล้สายตามองกรอบหน้าขึ้นสีของคนตัวเล็กพลางยกฝ่ามือเกลี่ยปอยผมตรงหน้าผากอย่างผะแผ่ว ลมหายใจอุ่นของทั้งคู่พัดเป่าผ่านผิวแก้มกันอย่างวาบหวิว จดจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เปื้อนน้ำใสทั้งยังใช้ปลายนิ้วเช็ดมันออก

 

“ขอโอกาสให้เราได้ไหม”

 

“...”

 

ได้ไหมแบคฮยอน

 

 

 








 

 

แบคฮยอนกำลังคิดหนัก

 

บรรยากาศตอนเย็นข้างสนามบาสไม่ได้ต่างจากทุกครั้งที่เคยมานั่ง พอมีผู้คนรอบข้างประปรายบ้างหากแต่กลางสนามกลับเต็มไปด้วยนักกีฬาร่างกายสูงใหญ่วิ่งกันให้ควั่กเพื่อไล่ส่งรับลูกกลม ๆ สีส้ม

 

ขณะนี้เวลาเกือบจะหนึ่งทุ่มโดยประมาณ เขาถูกใครบางคนไปดักรอรับที่หน้าคณะตั้งแต่สี่โมงเย็นเพื่อพามายังที่นี่ ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะกลับไปทิ้งกายบนเตียงที่ห้องหลังจากควิซสุดโหดเสร็จ กลายเป็นว่าต้องมานั่งลอยชายไร้วิญญาณอยู่ข้างสนาม

 

ทุกอย่างมันเหนือความคาดหมายกว่าที่คิดไว้

 

ไม่รู้สิ แบคฮยอนไม่รู้จะอธิบายความเปลี่ยนแปลงที่มันเกิดขึ้นยังไงดี มันอาจจะเกิดขึ้นมาได้สักพักแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยสังเกตเลยจนกระทั่งจบคืนนั้น

 

คืนที่เมาแล้วถูกจูบไปรอบที่สาม

 

โอ้ ให้ตายเถอะ แค่วันเดียวเขาโดนคนตัวสูงจูบไปถึงสองครั้งแต่ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกแตกต่างกันสิ้นเชิง จูบที่ห้องสมุดมันทำเอารู้สึกแย่ไปหมดเพราะมันไม่มีเหตุผลเอาซะเลยที่อีกฝ่ายทำแบบนั้น

 

แต่ทว่าจูบหลังคำสารภาพนั่นมันก็ไม่ได้แย่ไปกว่ากันเท่าไหร่

 

เขาจะขอตั้งชื่อให้ก็ได้ว่ามันเป็น จูบเปิดใจ ดีกว่า

 

นึกแล้วก็ดันหน้าร้อนขึ้นมาดื้อ ๆ คิดเอาเถอะว่าครั้งหนึ่งในชีวิตที่ถูกคนที่ชอบมาจ้องหน้าด้วยสายตาเว้าวอน ซ้ำยังปิดท้ายด้วยการแนบริมฝีปากโดยไม่มีการรุกล้ำเข้ามามันทำให้ใจสั่นแค่ไหน

 

จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะเลิกชอบก็ต้องทวนกับตัวเองใหม่

 

หรือกูควรจะเลิกชอบมันจริง ๆ ดีวะ

 

แบคฮยอนไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่กับประโยคที่อีกฝ่ายบอกว่า ‘อยากให้เราทำความรู้จักกันใหม่ ค่อย ๆ เรียนรู้กันไป’ ของเด็กที่เรียนนิติศาสตร์นั้นมันมีความหมายในเชิงไหน ทำความรู้จักกันใหม่นั่นก็คงไม่ได้หมายถึงให้แนะนำตัวกันใหม่ ฉันชื่ออะไร เรียนคณะไหน แล้วชอบใครเป็นพิเศษ

 

แต่เขาคิดว่าชานยอลควรจะเปลี่ยนประโยคใหม่ให้มันตรงกับการกระทำหน่อย อย่างเช่น ‘เรามาสานต่อความสัมพันธ์กันดีกว่าไหม’ ไม่ใช่ใช้คำว่า ‘ค่อย ๆ เรียนรู้กันไป’

 

ใครจะรู้บ้างว่าหลังจากคืนนั้นเขาถูกเอารัดเอาเปรียบไปตั้งกี่ครั้งก็ไม่รู้

 

เห้ย .. อย่านึกไปไกล เขาไม่ได้หมายถึงว่าถูกเอาเปรียบในเชิงนั้น แต่มันก็ไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่ เอาเป็นว่าพอนึกถึงทีไรกูก็อยากจะเบ้ปากร้องไห้ใส่มันทุกครั้ง อยากจะตะโกนใส่หน้าแม่งดัง ๆ ว่า

 

‘มึงหยุดลวนลามกูสักห้านาทีจะได้ไหม!!’

 

ยิ่งคิดก็อยากจะบีบน้ำตาให้ไหลออกมาแต่ก็ทำไม่ได้เพราะในใจลึก ๆ แล้วก็ชอบเหมือนกัน .. ห่า เกิดมาชีวิตนี้คิดว่าตัวเองย้อนแย้งมากพออยู่แล้ว กลับต้องมาเจอคนโผงผางหน้าตายแบบไม่รู้สึกรู้สาอะไรแถมยังใช้คำพูดเฉไฉกลบเกลื่อนตัวเองอีกต่างหาก

 

ให้ตายเถอะ ไอ้คนที่ทำหน้าอ้อนวอนคืนนั้นกับกูมันเป็นใคร

 

ทุกวันนี้จะบอกว่าแฮปปี้ก็ไม่ใช่ เสียใจก็ไม่เชิง มันเป็นอะไรที่ต้องมานึกย้อนคิดกับตัวเองทุกครั้งว่า ‘เห้ย แบบนี้มันใช่หรอวะ’ หรือ ‘เห้ย แบบนี้ก็ได้หรอวะ’

 

เตี้ย คิดไรอยู่” เสียงหนึ่งทักท้วงขึ้นมาทำเอานัยน์ตาเรียวสบมองกับคนมาใหม่อย่างไม่นึกแปลกใจ ชานยอลปรายตามองก่อนจะก้มหัวใช้มือสลัดเส้นผมเปียกเหงื่อจนมันกระเด็นใส่หน้าเขา

 

“อี๋ หันไปทางอื่นดิ โดนหน้ากูหมด” แบคฮยอนเบ้หน้าใส่อีกฝ่ายอย่างนึกรังเกียจก่อนจะคว้าผ้าขนหนูผืนเล็กยื่นให้ แต่คนตัวสูงไม่ได้รับของในมือไปแถมยังโน้มตัวลงมาใกล้ ๆ แล้วพูดว่า เช็ดให้หน่อย อีกต่างหาก

 

เท่านั้นยังไม่พอ มันยังส่งสายตาออดอ้อนแบบที่ทำให้เขาอ่อนระทวยได้แทบทุกครั้ง

 

ฮือ กูเกลียดมัน

 

ชานยอลขำเบา ๆ ก่อนจะนั่งหันหลังให้กับคนตัวเล็กหลังจากที่อีกฝ่ายทำหน้ายอมแพ้แล้วไล่ให้หันหลัง มือหนาคว้าขวดน้ำเย็นมาดื่มแก้กระหาย ระหว่างนั้นก็หลับตาพริ้มเพราะความสบายบนศีรษะ

 

“หิวข้าวยัง ไปหาไรกินกันไหม” ชายหนุ่มเริ่มเปิดประโยคหลังจากที่ปล่อยให้อีกคนเช็ดหัวให้

 

“มึงควรจะพากูไปกินข้าวก่อนมาเล่นบาส” แบคฮยอนว่าด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ถามมาได้ว่ากูหิวไหม ข้าวเที่ยงกูก็ไม่ได้แดกเพราะมึงแย่งของกูจนหมดไงไอ้ฟาย

 

“แค่นี้ทำบ่นหรอ แล้วทำไมถึงพูดกูมึง บอกกี่ครั้งแล้วให้พูดเพราะ ๆ”

 

“เป็นพ่อกูไง สอนจังวะ” และดูท่าแบคฮยอนจะหาเรื่องใส่ตัวเอาจนได้เพราะตอนนี้ชานยอลเอี้ยวตัวมามองด้วยสีหน้าเรียบนิ่งจนเขาต้องชะงักการกระทำ

 

คงจะสงสัยกันว่าทำไมแบคฮยอนถึงสามารถใช้คำพูดหยาบคายแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่ความจริงก่อนหน้าพวกเขาต่างพูดจากันดีชนิดที่คยองซูได้ยินแล้วก็อี๋หน้าใส่ อีกทั้งตอนนี้มันก็เกือบสามเดือนแล้วที่เริ่มดู ๆ กัน แถมอีกฝ่ายก็กล้าเปิดเผยความในใจแล้วว่าคิดอะไร

 

แต่เชื่อเถอะว่าการพูดหยาบในบางครั้งมันกลบเกลื่อนอารมณ์บางอย่างได้ อย่างเช่น อารมณ์เขิน

 

“พูดเพราะ ๆ” เสียงทุ้มกดต่ำฟังดูข่มขู่

 

“ขอกูเป็นแฟนก่อนดิ เดี๋ยวพูดให้ฟังเลย”

 

“เดี๋ยวนี้หัดต่อรองหรอ”

 

“มึงนั่นแหละไม่ต้องมาพูด ทุกวันนี้แทบจะรวมร่างกูอยู่แล้ว แฟนเฟินไรก็ไม่ใช่ ยังมีหน้ามาข่มขู่กู เดี๋ยวกูโบกให้” คนตัวเล็กชักสีหน้าใส่พร้อมกับง้างมือจะตบกระโหลกคนตรงหน้าอย่างนึกหมั่นไส้ แหม มาบอกให้กูพูดเพราะ ๆ ทีมึงล่ะไอ้สัด อย่าให้กูพูดนะว่ามึงหยาบคายกับกูยังไงบ้าง ถ้าเรื่องนี้ถึงหูคยองซูมึงตายแน่ ๆ ไอ้ปาร์ค!

 

“อะไร เดี๋ยวนี้อยากเป็นแฟนหรอ นึกว่าอยากเป็นเมีย” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงติดตลกก่อนจะโดนผลักหัวเข้าให้จริง ๆ จนตัวโยก เอี้ยวตัวไปมองก่อนจะเห็นใบหน้าเล็กยู่ปากใส่อย่างขัดใจ

 

“ทะลึ่งนะมึง ถ้าไม่ขอกูเป็นแฟนชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะได้กูเป็นเมีย”

 

“กำ คืนนั้นใครร้องนะว่า ‘ผัวจ๋าแรง ๆ หน่อย’..”

 

“...”

 

“...”

 

“อ.. ไอ้ชานยอล!”

 

“จ๋า” หนุ่มนิติฯขานรับด้วยเสียงหวานเจี๊ยบอย่างไม่รู้สึกรู้สา ยิ่งเห็นใบหน้าของคนถูกแกล้งแดงแปร๊ดขึ้นมาก็สะใจอย่างบอกไม่ถูก

 

“มึง..มึงพูดแบบนี้ได้ไง เดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจผิดหรอก” แบคฮยอนกำลังแก้ต่างหลังจากที่กลอกตามองซ้ายขวาก็เห็นเพื่อนในทีมบาสส่งสายตาประหลาด ๆ มาให้ราวกับว่าได้ยินประโยคเมื่อครู่

 

ให้ตายสิ เขาควรจะอธิบายไหมว่าโดนไอ้หน้าหล่อมันหลอกล่อให้ตายใจ

 

“เข้าใจผิดยังไง ก็เตี้ยพูดแบบนั้นจริง ๆ นี่หว่า” ชานยอลลากน้ำเสียงให้ดูกวนตีนเป็นสองเท่าทั้งยังเลิกคิ้วหลิ่วตาใส่จนอีกฝ่ายเขินอายหน้าแทบไหม้ “หรือไม่จริง?”

 

“จริงหน้ามึงอ่ะ กูยังไม่ได้พูดอะไรเลยเหอะ!”

 

“หรอ งั้นคืนนี้ลองไหม เผื่อจะได้พูด” ว่าแล้วก็ส่งสายตากะลิ้มกะเหลี่ยให้คนตัวเล็กอับอายจนอยากจะมุดตัวหนีไปในท่อระบายน้ำ

 

“ลองอะไร กูไม่เล่นแล้ว มึงจะไปไหนก็ไปเลยไป๊” ทั้ง ๆ ที่เป็นคนเอ่ยปากไล่แต่กลับหยัดตัวลุกขึ้นทำท่าจะเดินหนี คือจะให้กูนั่งอยู่ต่อมันก็ไม่ใช่ป้ะวะ เขินจนจะระเบิดตัวตายให้ไขมันกระจายเต็มสนามบาสอยู่แล้ว!

 

“จะไปไหน หนีกลับก่อนเอาคืนสองเท่านะเว้ย” ชานยอลว่าพลางเอื้อมมือฉุดยื้อคนตัวเล็กไว้ก่อนจะดึงอีกฝ่ายให้กลับมานั่งใกล้ ๆ แล้วโน้มตัวกระซิบ “แต่ถ้าพูดดี ๆ ด้วยจะให้สามรอบเลย”

 

“ชานยอล! ทำไมมึงเป็นคนทะลึ่งแบบนี้! กูจะฟ้องคยองซู มันต้องเอาเรื่องมึงแน่ถ้ารู้ว่ามึงทำแบบนี้กับกู”

 

“ฮ่ะ ๆ แล้วทำยังไงคยองซูถึงจะไม่เอาเรื่อง” ชานยอลถามด้วยเล่นทีจริงทีจนไม่รู้ว่าที่พูดมาหน่ะจริงจังหรือว่าหยอกเฉย ๆ

 

“ขอกูเป็นแฟนก่อน”

 

“ถ้าเป็นแฟนแล้วจะยอมพูดเพราะ ๆ ด้วยใช่ไหม”

 

“เออ กูจะเรียกมึงผัวจ๋า ๆ ให้ดังทั่วมหาลัยเลย”

 

“งั้นคืนนี้ให้สี่รอบสิ เดี๋ยวจะขอเป็นแฟนเลย”

 

“ร่างกายมึงเป็นเครื่องจักรหรอ สี่รอบมึงกะรีดเอาเลือดออกมาด้วยรึไง!?”

 

“อย่าดูถูกนะ ถึงจริงแล้วจะพูดไม่ออก..”

 

“...”

 

“งั้นเป็นแฟนกัน อยากได้แล้ว” ชายหนุ่มว่าก่อนจะโน้มหน้าทำท่าจะหอมเหม่งด้วยท่าทางดี๊ด๊า แต่กรอบหน้าหวานดันเบี่ยงหลบเสียก่อน

 

“เดี๋ยวนะ ขอกูเป็นแฟนเพราะแค่เรื่องนั้นหรอ?” ถามออกไปด้วยความสงสัย ทุกอย่างที่ชานยอลเป็นในตอนนี้มันเหนือความคาดหมายกว่าที่เคยคิดไว้ จริง ๆ เขาน่าจะรู้ว่าหมอนี่มันหมกมุ่นเรื่องอย่างว่าเป็นทุนเดิมตั้งแต่คืนนั้น

 

แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะขนาดนี้

 

“ที่ขอเป็นแฟนหน่ะเพราะรักแบคฮยอนแล้วต่างหาก”

 

“...”

 

“แต่อยากได้นั่นก็ผลพลอยได้ล้วน ๆ”

 

กูเกือบซึ้งแล้วไอ้สัด!

 

“พอเลย ไปไกล ๆ เลย ไม่เป็นแฟนแล้ว!” แบคฮยอนทำท่าจะลุกหนีอีกครั้งแต่มือหนาก็คว้าเอวไว้ซ้ำยังดึงขึ้นมานั่งบนตักเรียกสายตาของคนรอบข้างให้หันมามองเป็นสายตาเดียวอีกต่างหาก จนเสียงเล็กต้องต่อว่าที่ทำประเจิดประเจ้อในสถานที่แบบนี้

 

“ไม่อยากเป็นแฟนแล้วหรอ”

 

“เออ ไม่เป็น มึงมันนิสัยไม่ดี กูไม่อยากได้มึงแล้ว” แบคฮยอนว่าพลางทำหน้าเหม็นใส่คนตัวสูง

 

“แต่เราอยากได้นะ”

 

“...”

 

“เป็นแฟนกันนะแบคฮยอน สาบานเลยว่าได้สักครั้งจะตั้งใจเรียน”

 

“เดี๋ยว นั่นมันประโยคของกูไม่ใช่หรอ”

 

“อือ ขอยืมหน่อยไม่ได้ไง? แค่นี้ทำหวง?”

 

“จะหวงกว่านี้อีกถ้ามึงไม่ตั้งใจเรียน”

 

“เป็นแฟนก่อนดิ เกียรตินิยมอันดับหนึ่งก็จะเอามาให้เลย”

 

“โห ทุ่มทุนสร้างสุด ๆ” คนฟังหัวเราะร่วนกับประโยคเมื่อครู่ก่อนที่แขนแกร่งจะกระชับเอวร่างเล็กบนตักพร้อมกับเกยคางที่ไหล่ “ตกลงว่าไง เป็นแฟนกันไหม”

 

“คิดก่อน”

 

“ลีลาจังวะ จะเป็นก็เป็น อย่ามาเล่นตัว” ใบหน้าหล่อเหลาขมวดคิ้วมองเสี้ยวหน้าอีกฝ่ายอย่างขัดใจ

 

“แล้วมึงคิดว่ากูยอมให้นั่งกอดนั่งหอมขนาดนี้กูไม่อยากเป็นแฟนมึงหรอกหรอ!? มึงนั่นแหละท่าเยอะ”

 

“เห้ย ยังไม่ทันไรเลย รู้ได้ไงว่าท่าเยอะ”

 

“ชานยอล หยุดพูดจาทะลึ่งกับกูสักสองนาทีมันจะตายไหม”

 

“ไม่ตาย แต่จะขาดใจแล้วถ้าไม่เป็นแฟนกับเตี้ย”

 

“ตาย ๆ ไปเลย กูไม่ช่วยมึงหรอก”

 

“งั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวทำให้เอง”

 

“...”

 

“ : ) ”

 

ใครก็ได้มาเอามีดมาแทงกูที

 

แบคฮยอนคนนี้อยากจะบ้าตายจริงโว้ย!

 

 








END








ขอพูดอะไรนิดหน่อย
สำหรับเรื่องนี้เราขอยกให้เป็นเรื่องที่แต่งยากที่สุดในคลังฝัน
มันไม่ได้ยากที่เนื้อหาแต่ยากที่ความรู้สึกของชานยอล
คือแบบคิดหลายตลบมากว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงทำตัววุ่นวายขนาดนี้(มึงแต่ง)
สุดท้ายลงเอยยังไงไม่รู้แต่คิดว่าคงเข้าใจแหละเนอะ
จริง ๆ เราไม่อยากให้เขาคบกัน(อ้าว) แต่ว่ากลัวมันจะยาวไปมากกว่านี้
สรุปแล้วชานยอลก็ชอบแบคนะคะ ไม่ได้เห็นแก่ตัวขนาดนั้น
พี่เขาแค่ขอเวลา 5555555555555555555
ใครที่เคยคิดว่าแบคจังไรแล้วต้องคิดใหม่อีกรอบแล้วล่ะ
..........................
เราจะมีทั้งข่าวร้ายและข่าวดีกับคนที่จะสั่งคลังฝัน
ด้วยความที่ว่าเนื้อหามันเกิด 350 หน้าที่เราคาดคะเนไว้
จึงอาจจะมีการปรับเปลี่ยนราคา ซึ่ง..คนที่จ่ายมาแล้วก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่มค่ะ
แต่ถ้าหากว่าไปซื้อที่งานตลาดฟิคเลยอาจจะเพิ่มมานิดหน่อย (ช่วยเราเนอะ ฮือ)
- - - - - - - - - - - 
คลังฝันยังเปิดจองอยู่นะคะ 330 บาท
สนใจเชิญจิ้มได้ที่หน้าบทความ
ฝากด้วยค่ะ //กราบ

เจอคำผิดทักท้วงได้นะคะ
ฝากคอมเม้นท์และสกรีมด้วยค่า <3

#ฟิคคลังฝัน




O W E N TM.

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 185 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,477 ความคิดเห็น

  1. #6393 domeva (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 17:17
    เรื่องนี้เจ้าแบคตลกมาก55555555
    #6,393
    0
  2. #6390 Miss-O (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 08:52
    แงงง โครตชอบเรื่องนี้เลย ขอบคุณไรท์มากๆ เก่งมากๆเลย รักจัง
    #6,390
    0
  3. #6357 heykiki (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 14:58
    โห้ย น่าร้ากกก 555555555
    #6,357
    0
  4. #6187 MB_MarkBam9397 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 00:08

    ไอหื่นเอ้ย
    #6,187
    0
  5. #6102 Darkmate (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 19:34
    เขินนนนชอบๆๆๆๆๆๆๆ
    #6,102
    0
  6. #6017 heykiki (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2561 / 12:15
    เออเป็นคู่รักที่ประหลาดดีหว่ะ 455555555555 หน้ามือเป็นหลังมือ น่าร้าก
    #6,017
    0
  7. #5955 youcancallmemonster (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 22:50
    ไรท์จ๋า หนูชอบตอนนี้มากที่สุดในคลังฝันเลย อ่านวนจะ10รอบเเล้ว...กราบไรท์ช่วยเเต่งสเปให้สักตอนได้ให้รีดตัวน้อยๆคนนี้หน่อยได้มั้ยคะ~~
    #5,955
    0
  8. #5444 GBright˙ω˙ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 / 12:53
    ดีจายด้วยนะแบตตตต
    #5,444
    0
  9. #4995 Yoyo.Yehet (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 12:57
    คอนเกรสนะแบคคคค ได้ซะที~งื้ออออ ชอบอ่ะชอบๆๆๆๆๆ จบมุ้งมิ้งดี
    #4,995
    0
  10. #4738 EUNHWA_OK (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 / 21:57
    มีความสับสนมากกกกก จากนิ่งดูแบดบอย กลายมาเป็นคนหื่นกะล่อนได้ไงเนี่ยยยยยย

    แต่สุดท้ายแอบรักก็สมหวังแล้ว ^^
    #4,738
    0
  11. #4507 thirdparty137 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 21:53
    น่ารักกกกกกก
    #4,507
    0
  12. #4496 PK22069 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 23:21
    แต่งเป็นเรื่องเต็มได้ไหมคะ5555 ชอบอ่ะฮรื่อออ
    #4,496
    0
  13. #4320 REAL_CCDWW (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 02:36
    ขำมาก แล้วก็เขินมาก ชอบตอนแบคเมามากโอ้ยย ขำจนปวดท้อง5555
    #4,320
    0
  14. #4212 KAKARN_MATO (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:26
    น่ารักกก
    #4,212
    0
  15. #3932 Bjin_yui (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 20:26
    เดี๋ยวๆชานยอลนี่คืออีกด้านของชานยอลสินะแหมะ แต่แบบบหื่นกามมาก สงสารแบคอะคะ โอ้ยยยย
    #3,932
    0
  16. #3909 เจ้าครีม (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 02:04
    ธาตุแท้ชานยอล555555555 สงสารใครดีคะเนี่ย ความกวนทีนของชานยอลนี่ ยอม555 ในที่สุดก็ลงเอยกัน กรี๊ดดด น่ารักๆๆๆ
    #3,909
    0
  17. #3407 nchler (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2559 / 15:59
    อ่ออ จริงๆแล้วชานเป็นคนกวนๆแบบนี้สินะ5555555555
    #3,407
    0
  18. #3382 Badsoo93 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 16:31
    โอยยยยย พอได้แล้ว ทำไมพิชานต้องกวนตีนขนาดนี้55555 /เป็นกำลังใจให้นะ
    #3,382
    0
  19. #3349 mmpdapp (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 24 กันยายน 2559 / 23:04
    เพิ่งหลงเข้ามา????????อ่านหมดละล่ะแต่อ่านเรื่องนี้ละแบบเหมือนอินจัดมั้ง????????????อยากให้มีตอนพิเศษจังแต่เรื่องก้สนุกมากนะเป็นกำลังใจค่ะ
    #3,349
    0
  20. #2820 แมวป่วน (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2559 / 19:59
    หลงเข้ามาอ่านเรื่องนี้ คืออ่านๆดูดีทุกเรื่อง สื่ออารมณ์ดีมาก
    แต่เรื่องนี้ฟิคสุด..ถ้าทำขอไคโด้ต่อจากนี้จะกราบงามๆ -/\-
    #2,820
    0
  21. #2540 Manow' Cha (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 14:40
    ชอบเรื่องนี้ ^^
    #2,540
    0
  22. #2313 now (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2559 / 20:45
    อยากให้มีตอน special อ่าา
    #2,313
    0
  23. #1796 cheese (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 29 เมษายน 2559 / 21:49
    ดราม่าๆๆๆช่วงแรกนี่อะไรไอเราก็ไม่เข้าใจชานยอลนะ55555 ฮาาตอนร้านเหล้า คยองซูกูเห็นชานยอล กุเห็นตรงนั้น ตรงนู้น5555555555 พีคสุดคือไปนั่งกอดคนอื่นแล้วบอกว่าเป็นชานยอลจากใขเลยเดาไว้แล้วว่าต้องเป็นจงอินอ่ะ แล้วพอเป็นจริงๆนะนี่กรี๊ดเลยโอ้ยยมีความหล่ออ แต่สงสารแบคอะแต่ก็สงสารชานยอล10%ละกันตอนขอให้ฟังอ่ะ พอจะขอกันเป็นแฟนนี่ทะลึ่งได้ใจจริงๆชอบบ!!555555
    #1,796
    0
  24. #1709 Teag (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 19 เมษายน 2559 / 13:39
    เเบบนี้ต้องต่อไคซู ค่ะไรท์
    #1,709
    0
  25. #1644 แบ้กซี่ซู่ซ่าส์ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 14:42
    เกลียดอ่ะ ทำไมชานเป็นคนงี้555555
    #1,644
    0