[ exo SF/OS ] คลังฝัน - chanbaek

ตอนที่ 17 : Could you .. [end]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,747
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 84 ครั้ง
    8 ม.ค. 59








COULD YOU..




ฟังเพลงไปด้วยก็ดีนะ ;-;











            

 

 

 

สิ่งที่แย่กว่าการไม่มี

คือการเคยมี

 

 

 




            ชีวิตของคนเรา เมื่อทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งจนกลายเป็นความเคยชิน ร่างกายก็จะทำสิ่งนั้นทุกวันเป็นอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องพยายามหรือบังคับฝืนตัวเอง มันกลายเป็นเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิต ถึงจะอยากเลิก แต่สุดท้ายเราก็ยังชินกับการมีอยู่ของการกระทำนั้น ๆ ไม่ว่าจะพยายามเลิกแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามปกติ

 

เช่นเดียวกับที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้..

 

 

 

 

ปาร์คชานยอลลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาเดิมของทุก ๆ วัน ห้านาทีก่อนที่นาฬิกาสีดำข้างหัวเตียงจะปลุกในเวลา 6 โมง 30 นาที ชายหนุ่มไม่ได้รีบลุกขึ้นมาในทันใด ได้แต่นอนแน่นิ่ง กระพริบดวงตาทั้งสองข้างเพื่อปรับสภาพตรงหน้าให้ชิน ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในเตียงนุ่มสีเทาหม่น จับจ้องมองเพดานสีขาวด้วยความรู้สึกว่างเปล่า

 

ท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีจากสีน้ำเงินเข้มกลายเป็นสีฟ้าอมส้ม รับอรุณในรุ่งเช้า ดวงอาทิตย์สาดแสงใส่ทุกอย่างที่อยู่บนโลกอย่างสดใส เว้นแต่ชายหนุ่มที่ค่อยๆ หันหน้ามองแสงนั่นด้วยความนิ่งเฉย

 

ปล่อยให้สายตาเหม่อออกไปด้านนอกอย่างไม่มีจุดหมาย เครื่องปรับอากาศยังคงให้ความเย็นแก่ผิวหนัง ทั้งความอบอุ่นในผ้านวมผืนหนาก็ทำให้ร่างกายอบอุ่น หากแต่หัวใจของชายหนุ่มเองไม่ได้อบอุ่นตาม

 

ใบหน้าคมคายของเขาหันพลิกมาอีกด้าน จ้องมองไปยังหมอนใบหนึ่งที่ว่างเปล่าอยู่ข้างกาย ไร้ร่องรอยการนอนหลับหรือรอยยับของการนอนทับเป็นเวลานาน มีเพียงแค่ความทรงจำเก่า ๆ และกลิ่นไอที่ยังหลงเหลืออยู่

 

 

คิดถึง..

 

.

.

.

 

ติ๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ

 

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในเวลาที่ถูกกำหนดไว้ ดึงสติของชายหนุ่มที่กำลังจมอยู่ในห้วงอารมณ์ให้ตื่นขึ้นมาในโลกของความจริง ชานยอลกระพริบตามองหมอนใบเดิมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพลิกตัวตวัดมือไปตบนาฬิกาเรือนดำเบา ๆ หยัดตัวลุกขึ้นนั่งแช่ครู่หนึ่ง ก่อนจะผละออกจากที่นอนอุ่นพาตัวเองเข้าไปชำระร่างกายในห้องน้ำ

 

ใช้เวลาไม่นาน ชายหนุ่มร่างสูงก็เดินออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูที่ปิดหมิ่นเหม่ไว้ช่วงล่าง หยดน้ำเกาะพราวทั่วแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นสมวัย รูปร่างสมบูรณ์แบบของปาร์คชานยอลต่างเป็นที่น่าหลงใหลของหญิงสาว หรือแม้แต่ผู้ชายด้วยกันก็ตาม

 

แต่เขากลับไม่ได้สนใจใครอื่นนอกจากการทำงาน ชานยอลใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ไม่มีแบบแผน ไม่รีบร้อน และไม่มีจุดหมาย และสิ่งนั้นก็ทำให้หญิงสาวหลายคนที่ได้ชิดใกล้ถึงกลับปลีกตัวออกห่างเพราะความไม่ใส่ใจ หากแต่คนที่ยังเหลืออยู่ก็มักจะหลงใหลในรูปร่างชื่อเสียงมากกว่านิสัยที่แท้จริง

 

ไม่รู้ว่ากลายเป็นคนแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นคนที่ไม่ค่อยมีสังคม ไม่ค่อยมีคนคบหา และไม่คิดจะคบหาใคร เป็นแค่พนักงานฟรีแลนซ์ธรรมดา ทำงานตามใจลูกค้าไปวันๆ

 

ชีวิตของปาร์คชานยอลก็ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว

 

รูปร่างสูงโปร่งสวมท่อนบนด้วยเสื้อคอกลมสีดำ กางเกงยีนส์สีเข้มขาดเข่า มือหนาคว้านาฬิกาสีทองเรือนสวยมาสวมที่ข้อมือ หยิบกระเป๋าหนังสีดำเดาใบโปรดก่อนเช็คของในห้องตัวเองให้เรียบร้อย พาร่างกายตัวเองมาอยู่ที่หน้าประตูหยิบรองเท้าสีดำมาสวมแล้วออกไปทำงานในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า

 

ไม่นานชายหนุ่มก็พาตัวเองมาถึงบริษัทออกแบบชื่อดังแห่งหนึ่ง เข้าไปก็เจอกับพนักงานสาวหลายคนเข้ามาทักทาย หากแต่คนตัวสูงเองก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากยิ้มกลับเพื่อไม่เป็นการเสียน้ำใจ เดินไปถึงโต๊ะตัวเองก็เปิดคอมพ์เป็นอย่างแรกเพื่อทำงานที่ค้างไว้

 

ชานยอลใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่หวือหวา ไม่น่าตื่นเต้น จะเรียกได้ว่าไม่มีอะไรเลยก็ได้  ไม่ใช่ว่าเขาอยากใช้ชีวิตแบบนี้ แต่เพราะอะไร ๆ หลาย ๆ อย่างมันได้หายออกไปจากชีวิต

 

จากคนที่เคยมีก็กลายเป็นคนที่ไม่มี

 

จากอะไรที่ไม่เคยทำก็ต้องเริ่มลงมือทำเอง

 

จากอะไรที่เคยได้ก็หายไปอย่างไร้การกลับมา

 

เขายังรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองไร้ค่าทุกครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต อยากจะโทษตัวเองที่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้ ถ้าตอนนั้นเขากล้าที่จะตัดสินใจอะไรให้มันดีกว่านี้ ทุกอย่างก็คงไม่เป็นแบบนี้ แต่เพราะว่าคนเรามักพลาดพลั้งในสิ่งที่ไม่ควร ดังนั้นก็ไม่แปลกที่เขาจะกลายเป็นคนแบบนี้

 

เพราะสุดท้ายก็ทำได้แค่ใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร้จุดหมาย

 

 

 

-

 

 

ในเวลาช่วงบ่ายของวันนั้น รุ่นน้องที่ทำงานด้วยกันก็เดินเข้ามาพบก่อนจะบอกว่ามีคนมารอชานยอลอยู่ที่ห้องรับรองด้านล่าง ชายหนุ่มนึกคิดว่าใครกันที่เป็นคนมาหา แต่ก็ต้องเก็บความสงสัยไว้ พยักหน้าเป็นการตอบรับแล้วเดินลงไปด้านล่าง

 

คนที่สามารถมาหาชานยอลได้ช่วงเวลาสองปีหลังนี้ก็คงไม่พ้น คิมจงแด เพื่อนสมัยเรียนมหาลัย หมอนั่นมักจะติดต่อเขามาเรื่อย ๆ ทั้งที่ชานยอลก็ไม่ได้เล่นโซเชี่ยล เรียกได้ว่าถึงจะตัดขาดโลกภายนอกยังไงจงแดก็สามารถหาตัวเขาเจอจนได้

 

“แหม กว่าจะเสด็จลงมาได้นะมึง หาตัวยากชิบหายเลย” จงแดบ่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเพื่อนตัวสูงกำลังเดินอาด ๆ มาด้วยท่าทีที่ไร้ชีวิตชีวาเหมือนเดิม

 

“แต่มึงก็หาเจอไม่ใช่รึไง”

 

“คนมันเก่งอ่ะนะ” จงแดว่าก่อนจะยักคิ้วเป็นเชิงใส่อีกฝ่าย ชานยอลเบ้ปากไม่ใส่ใจ พาตัวเองนั่งลงบนโซฟาตรงข้ามกับเพื่อนสนิทก่อนที่อีกฝ่ายจะเริ่มถาม “เป็นไงมึง หายเงียบไปเลย”

 

“ก็ไม่ไง มาหากูมีธุระอะไร”

 

“ต้องมีธุระอย่างเดียวหรอถึงมาหาได้ คิดถึงเพื่อนฝูงบ้างไม่ได้รึไงล่ะ” ทันทีที่จงแดพูดจบ ชานยอลก็แค่นหัวเราะเล็กน้อย

 

“คิดถึงอะไรของมึง ไม่มีงานการทำรึไง”

 

“มีหน่ะมีโว้ย แต่กูว่างแล้วจะมาหาเพื่อนไม่ได้หรอ ก็ดูมึงทำตัวดิ ติดต่อยากชิบหายเลย ไลน์หน่ะไลน์ หัดเข้าไปอ่านซะบ้าง กูส่งไปเป็นร้อยละมั้ง” จงแดดูหัวเสียเล็กน้อยเมื่อพูดเรื่องช่องทางติดต่อเพื่อนตัวสูง ก็ไอ้บ้านี่มันตัดขาดโซเชี่ยลตั้งแต่สองปีที่แล้ว แถมยุคสมัยนี่ใคร ๆ เขาก็ติดต่อกันทางโลกอินเทอร์เน็ตทั้งนั้น ไม่รู้ว่าใครเอาความคิดเก่า ๆ ไปฝังหัวมันจนกลายเป็นคนตามตัวยากแบบนี้

 

“เออ กูไม่ค่อยได้เล่นมึงก็รู้”

 

“หัดเข้าไปดูบ้าง เพื่อนเขาคุยอะไรกันจะได้ทันโลก”

 

“ไม่ล่ะ กูไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น”  ชานยอลพูดปัด “แล้วนี่มาหากูมีเรื่องอะไร”  ที่พูดไม่ใช่ว่าไม่อยากเจอเพื่อนหรือไม่คิดถึงเพื่อน แต่การที่จงแดมาหาเขามักจะมีเรื่องสำคัญ ๆ ตามมาด้วยเสมอ อย่างคราวที่แล้วก็เอาการ์ดงานแต่งของรุ่นพี่ที่คณะมาให้ แถมยังเชิญไปเป็นคนสำคัญในงานอีกต่างหาก

 

“ก็ซูโฮรุ่นเราอ่ะ มันกลับมาจากต่างประเทศ เห็นว่าจะสานต่อธุรกิจอะไรที่บ้านมันสักอย่าง แล้วนี่มันเลยเลยชวนเพื่อนรุ่นเดียวกันไปเลี้ยง บอกว่าอยากเจอเพื่อนเก่า คิดถึงเพื่อน มึงไปกับกูไหม นี่--”

 

“ไม่”

 

ยังไม่ทันขาดคำชานยอลก็รีบตอบกลับอย่างทันควัน ทำเอาจงแดที่เอ่ยปากชวนตอนแรกกำลังเบะปากมองเพื่อนสนิทตัวเองอย่างรำคาญ

 

“มึงนี่ไม่รอฟังให้จบก่อนรึไง”

 

“มึงไปเหอะ ไม่ต้องชวนกู”ชายหนุ่มว่าก่อนจะเอนพิงพนักด้วยท่านั่งสบาย ๆ ถ้าให้นึกถึงคิมจุนมยอนหรือซูโฮ ชานยอลเองก็ไม่ค่อยอยากจะไปเจอซะเท่าไหร่ เพราะเมื่อสมัยเรียนก็ใช่ว่าจะถูกกัน แต่ก็ไม่ได้เกลียดกันถึงกับไปเจอหน้าไม่ได้

 

แค่รู้สึกว่าถ้าซูโฮมา...

 

“มึงจะไม่ไปจริง ๆ ดิ”

 

“เออ”

 

“คนนั้นของมึงก็มานะ”

 

พอจบคำพูดของจงแด ดวงตากลมของชานยอลก็จ้องหน้าเพื่อนตัวเองด้วยแววตาเรียบนิ่ง อุตส่าห์เลี่ยงที่จะได้ยินคำนั้นแต่สุดท้ายเพื่อนตัวเตี้ยก็พูดมันออกมา ปล่อยให้ความเงียบเข้ามาแทนที่

 

ก้อนเนื้อกลางอกกระตุกวูบโหวงไม่เป็นจังหวะ เหมือนกำลังพาตัวเองไปยืนอยู่บนขอบเหวอีกครั้ง แล้วพร้อมที่จะร่วงหล่นลงมาตลอดเวลา

 

ที่ผ่านมาเกือบสองปีชานยอลพยายามยืนหยัดใช้ชีวิตด้วยตัวเองตามลำพัง พยายามทำทุกอย่างให้เหมือนเดิมราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น พยายามที่จะไม่นึกถึงใครอีกคนที่ตื่นมาจะต้องเห็นหน้าเป็นคนแรก

 

พยายามลืมความเจ็บปวดที่ได้สร้างไว้ให้แก่ความรักในครั้งนั้น..

 

 

คิมจงแดมองหน้าเพื่อนสนิทตัวเองที่นิ่งไปชั่วขณะ ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าเพื่อนร่างสูงของตนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่การที่เขาว่าเอ่ยชวนก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายทั้งนั้น แค่รู้สึกสงสารเพื่อนตัวเองที่สองปีหลังจากเรื่องในวันนั้น ก็ใช้ชีวิตจากหน้ามือกลายเป็นหลังมือ  ไม่ติดต่อใคร ไม่เข้าสังคม ไม่ออกไปไหน วัน ๆ ใช้ชีวิตเหมือนคนไม่มีปลายทาง

 

จงแดไม่อยากให้ชานยอลเดินย่ำอยู่ที่เดิม

 

“ตกลงไปกับกูไหม” เขาถามเพื่อนตัวเองอีกครั้งในจังหวะที่ดวงตากลมของเพื่อนหันมาสบกันพอดี ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมา

 

“กูติดงาน ลูกค้าต้องการก่อนพรุ่งนี้เช้า”

 

“สรุปมึงจะไม่ไป?” จงแดถามอีกครั้งพร้อมกับจ้องหน้าเพื่อนสนิทอย่างชานยอล ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเพื่อนตัวเองกำลังจะเลี่ยงที่จะไม่ไปงานเลี้ยง ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วแววตาของหมอนั่นแสดงคำตอบออกมาชัดเจนอยู่แล้ว แต่เพราะอะไรหลาย ๆ อย่างอาจจะทำให้ชานยอลเลือกที่จะปฏิเสธ

 

พอเห็นว่าเพื่อนตัวเตี้ยอย่างจงแดถามย้ำอีกครั้ง คำตอบเมื่อครู่ก็สั่นคลอนเล็กน้อย ความจริงงานลูกค้าอะไรนั่นเหลืออีกนิดเดียวก็เสร็จตามเป้าหมาย ชานยอลแค่รู้สึกไม่อยากออกไปเจอใครที่เคยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น ชายหนุ่มรู้สึกกลัวกับการต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่รับมือด้วยไม่ไหว

 

“ดูก่อนก็แล้วกัน” เสียงทุ้มตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจมากนัก แต่คำตอบนั้นทำเอาคิมจงแดยกยิ้มอย่างพอใจ อย่างน้อยเพื่อนตัวโย่งมันก็ยอมเก็บเรื่องนี้ไปคิด ส่วนจะไปหรือไม่ไปนั้นเขาก็ได้แต่ภาวนาให้มันตัดสินใจไปให้ได้

 

เพราะการไปครั้งนี้อาจจะทำให้อะไรที่เคยค้างคาดีขึ้นก็ได้

 

 

 



 

 

เวลาเกือบสองทุ่ม ชานยอลยังคงนั่งอยู่หน้าจอคอมพีซีตัวเดิม มือข้างขวาถือเมาส์ปากกาลากไปมาอย่างไร้อารมณ์ร่วม อันที่จริงก็แค่เขียนร่างตามแบบให้เสร็จ ตกแต่งเพิ่มเติมนิดหน่อยก็เป็นอันเสร็จ แต่เพราะว่ามีเรื่องบางอย่างมันกวนใจอยู่ สุดท้ายแล้วสมาธิที่เคยมุ่งมั่นว่าจะทำงานให้เสร็จก็หายวับไปกับตา

 

จำไม่ได้หรอกว่าตัวเองถอนหายใจทิ้งเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้ว ความรู้สึกมันสับสนและตีปนกันไปหมด พยายามนึกหาทางเพื่อไม่ให้ตัวเองฟุ้งซ่าน แต่สุดท้ายก็ยอมปิดคอมแล้วหยิบเสื้อยีนส์มาสวมทับ หยิบสัมภาระส่วนตัวก่อนจะเดินไปปิดไฟดวงสุดท้ายให้ดับลง

 

สองขายาวกำลังก้าวไปตามทางอย่างไม่เร่งรีบ หยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาไล่ดูเบอร์โทรศัพท์ก่อนจะหยุดที่เบอร์ของใครสักคน ดวงตากลมโตจ้องมองอย่างชั่งใจ และครู่ต่อมาปลายนิ้วก็กดโทรออกหาปลายสายทันที

 

“ร้านที่มึงว่า อยู่ไหน..”

 

 

ชานยอลรู้ตัวดีว่ากำลังจะทำอะไร เพราะเรื่องเมื่อตอนบ่ายมันวกวนอยู่ในหัวไม่มีท่าทีว่าจะหายไปไหน ไม่อยากคิดแต่มันก็ฉุดคิดขึ้นมาได้ทุกอย่าง ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหว แต่ว่า..ที่เขากำลังจะทำอยู่ตอนนี้มันดีแล้วจริง ๆ หรอ..

 

 

 

 

 

 

เสียงดนตรีคลอเบา ๆ เคล้ากับบรรยากาศแสนสบายในร้านนั่งชิวแบบเปิด ปาร์คชานยอลก้าวเดินเข้ามาด้านในอย่างไม่เร่งรีบ ผู้คนในร้านไม่ได้เยอะจนพลุกพล่าน หากแต่ดวงตาคมยังไม่สามารถมองเห็นคนที่ตามหาได้

 

ชานยอลโว้ย! ทางนี้แต่ในจังหวะนั้นก็มีเสียงตะโกนเรียกชื่อของเขาตามด้วยมือไม้ที่โบกบอกตำแหน่ง เห็นจงแดกำลังกวักมือเรียกอยู่กลาย ๆ ชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปใกล้กับบริเวณที่เพื่อนเขาอยู่

 

ภายในร้านไม่ได้ใหญ่โตมาก แต่มันก็ไม่ได้คับแคบจนไม่สามารถรองรับแขกกลุ่มใหญ่ได้ โต๊ะนั่งหลายตัวเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างพากันมาดื่มด่ำกับบรรยากาศเสียงเพลง ลมเย็นพัดเข้าที่ข้างแก้มมันทำให้รู้สึกสบาย จนเมื่อเดินเข้าไปใกล้ชานยอลจึงเห็นว่าที่โต๊ะนั่นมีใครบ้าง

 

โอ้โห้ กูนึกว่ามึงจะไม่มาซะแล้ว นั่ง ๆๆๆคิมจงอินเอ่ยทักอย่างดีใจที่ไม่ได้เจอหน้าเพื่อนรุ่นเดียวกันเกือบปีกว่าเห็นจะได้ แน่นอนว่าท่าทางแบบนั้นทำเอาชานยอลนึกถึงสมัยที่เรียนด้วยกัน สภาพของจงอินตอนนี้ก็ฮอตไม่แพ้ช่วงสมัยเรียนเลยสักนิด

 

ก็ว่าจะไม่มาพูดตอบไปก็หัวเราะในลำคอไปพลาง ๆ ก่อนจะนั่งลงที่ของจงแดที่เมื่อครู่หมอนั่นยอมสละที่ให้กับชายหนุ่ม

 

แล้วลมอะไรหอบมึงมาละเพื่อน นัดทีไรไม่เคยจะโผล่หน้ามา วันนี้แปลกนะเนี่ย

 

เออ กูมาละหน่า พวกมึงเป็นไงบ้างล่ะ สบายดีกันใช่ไหม ชานยอลเอ่ยถามเพื่อนในโต๊ะ แน่นอนว่าทุกคนต่างสลับกันเล่าความเป็นไปเป็นมาของชีวิตตัวเองกันอย่างออกรส ทำเอาชายหนุ่มผู้ที่ไม่เคยเข้าสังคมมาเกือบสองปีหวนรำลึกถึงช่วงสมัยเรียน

 

ช่างเป็นช่วงเวลาที่สนุกจริง ๆ

 

คิมจงอินยังเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ท่วมท้นเหมือนเดิม เขาเล่าเกี่ยวกับการทำงานในบริษัทที่มีเจ้านายหน้าตาคล้ายฆาตรกรที่จ้องจะเอางานอยู่ตลอดเวลา และคำพูดเหล่านั้นก็เรียกเสียงหัวเราะของเพื่อนในโต๊ะได้เป็นอย่างดี จงแดก็เล่าเกี่ยวกับรถคันใหม่ที่แม่เพิ่งดาวน์ให้แล้วต้องผ่อนเอง ถึงแม้ว่าน้ำมันจะแพงไปนิดแต่มันก็ดีกว่าถ้าต้องโหนรถเมล์ไปทำงานทั้ง ๆ ที่เกือบจะอายุ 25 แล้ว

 

คนต่อไปก็คงไม่พ้นซูโฮ หรือคิมจุนมยอนที่เป็นคนเรียกเพื่อนในรุ่นมารวมตัวกันครั้งนี้ จุนมยอนยังเป็นชายหนุ่มที่ดูมีภูมิฐานและบ้านรวย การกลับมาจากต่างประเทศครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเริ่มมองหาเส้นทางทำธุรกิจใหม่ ยิ่งเป็นนักเรียนนอกจบใหม่ก็คงจะเป็นเรื่องธรรมดา

 

รอยยิ้มของชานยอลปรากฏขึ้นแก่สายตาของทุกคนอีกครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา ถึงจะไม่ได้เป็นรอยยิ้มที่สดใสเหมือนตอนช่วงที่เรียนด้วยกัน แต่ก็ยอมรับว่ามันดีกว่าตอนนั้นเป็นไหน ๆ แค่นั้นก็ทำเอาความคิดก่อนหน้าที่เคยนึกไว้ว่าชานยอลจะทำให้บรรยากาศกร่อยลง ทุกคนก็พลอยโล่งใจไปด้วยที่เห็นเพื่อนยิ้ม

 

จากนั้นก็มีเพื่อนอีกสองสามคนผลัดกันเล่าเรื่องราวตัวเองสลับกันไปมาจนเมื่อถึงคิวของชายหนุ่มที่เพิ่งมาหลังสุด คนในกลุ่มก็หันมามองชานยอลกันอย่างให้ความสนใจ นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้มานั่งรวมกลุ่มกันแบบนี้

 

แล้วมึงล่ะ ตอนนี้ทำงานไร

 

ก็ฟรีแลนซ์ไปเรื่อย

 

เงินเยอะเลยดิมึง มีเมียใหม่ยังวะคำถามนั่นเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนในโต๊ะได้เป็นอย่างดี รวมถึงชานยอลที่แค่นหัวเราะออกมาเพราะคำถามของเพื่อน

 

ไม่หว่ะ แค่งานกูก็จะตายแล้ว

 

ทำเป็นพูดไป หน้าอย่างมึงหน่ะอย่ามาโม้ให้ยาก ซุกไว้ก็บอกมาเถ้อะจงอินยังคงไม่เชื่อเรื่องที่ชานยอลยังไม่มีใคร เพราะเพื่อนเขาทั้งหนุ่มทั้งแน่น หน้าตาก็ดี ขยันทำงาน แถมหาเงินเก่งเป็นที่หนึ่ง แต่จู่ๆมาพูดบอกไม่มีใคร คิมจงอินไม่เชื่อเด็ดขาด

 

ไอ้จงอิน มึงพูดอะไรโง่ ๆ แบบนั้น ถ้าชานยอลมันมีมันก็เปิดตัวไปนานละโว้ยจงแดเองก็สวนขึ้นมาบ้างหลังจากที่เห็นว่าเพื่อนผิวแทนเอาแต่เหน็บชานยอลไม่เลิก ถึงเจ้าตัวจะไม่เดือดร้อนอะไรแต่จงแดก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะพูดซะหน่อย

 

เอ้า แล้วกูจะไปรู้ไหมล่ะ นี่ถ้ามึงมีจริง ๆ ก็ขอแบบเปิดตัวปัง ๆ เลยนะ เอาให้ดีกว่าตอนที่มึงคบกับ—” ยังไม่ทันจะพูดจบจงอินก็ชะงักนึกค้างไปดื้อ ๆ ปล่อยให้ประโยคนั่นทำเอาเพื่อนหลายคนมองด้วยสายตาคาดโทษ แน่นอนว่าทั้งจงแดและจุนมยอนต่างมองด้วยความไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก จนเมื่อชายหนุ่มหันไปมองเพื่อนตรงหน้า เขาก็รู้สึกเหมือนว่าลมหายใจตัวเองกำลังลิดรอนไปจนหมด

 

“………..” ชานยอลไม่ได้พูดอะไรนอกจากมองหน้าเพื่อนผิวแทนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบแก้วขึ้นมาจิบน้ำสีอำพัน ปล่อยให้บรรยากาศในกลุ่มเคว้งคว้างอยู่ซักพัก ก่อนที่คนในกลุ่มจะพูดอะไรบางอย่างขึ้นมาเพื่อเรียกความสนใจของทุกคน

 

คำพูดของจงอินเมื่อครู่ทำเอาจงแดอยากจะตบปากมันสักครั้งขอหาที่ปากหมาไม่เข้าเรื่อง มีอย่างที่ไหนอุตส่าห์ชวนชานยอลออกมาเจอได้แล้วก็ดันพูดถึงเรื่องที่ไม่ควรพูด ตอนนี้กลายเป็นว่าชายหนุ่มร่างสูงเองก็เอาแต่นั่งนิ่งกวาดสายตามองบรรยากาศรอบ ๆ มีบ้างที่ยิ้มหัวเราะกับคำพูดของเพื่อนเก่า แต่มันเหมือนเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ออกมาจากใจ ทั้งเสียงหัวเราะเองก็เหมือนฝืนออกมา

 

เพราะจริง ๆ แล้วชานยอลก็ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น

 

ปล่อยให้เสียงของเพื่อนในโต๊ะดังเข้าโสตประสาทโดยไม่ทันได้นึกคิดอะไร ความเย็นของเครื่องดื่มช่วยดับเรื่องบางเรื่องในใจของชายหนุ่มไม่ให้ผุดมันขึ้นมา เสียงเพลงจากร้านยังคงคลอเบาไปเรื่อย ชานยอลจึงได้แต่ผ่อนลมหายใจออกมาแล้วโคลงแก้วในมือไปมา

 

จังหวะนั้น ชานยอลก็เริ่มรู้สึกว่าเสียงคนในกลุ่มเริ่มดังขึ้นผิดปกติ คล้ายกับว่ามีเรื่องบางอย่างให้ตื่นเต้นและน่ายินดี จนเมื่อชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นไปมองก็เห็นว่าเพื่อนหลายคนกำลังหันไปทิศทางตรงหน้าร้าน โบกมือเรียกใครบางคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้

 

และในจังหวะนั้นหัวใจของชายหนุ่มหยุดเต้นไปชั่วขณะ

 

เขาแทบจะลืมวิธีการหายใจไปด้วยซ้ำ..

 

 

นั่นมัน...

 

แบคฮยอน!! นึกว่ามึงจะไม่มาซะแล้ว โว๊ว ๆๆๆ มานั่งนี่ ๆๆๆเสียงเพื่อนในกลุ่มต่างพากันดีใจยกใหญ่ที่เห็นเพื่อนร่างเล็กเดินเข้ามาในร้าน คนที่ถูกเรียกก็ได้แต่ยิ้มกว้างเมื่อเห็นเพื่อนเก่าที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี

 

ไม่มาก็บ้าแล้ว ใครโทรชวนละห้ะเสียงเล็กเอ่ยพร้อมทั้งหัวเราะกับท่าทีของเพื่อน โบกมือทักทายด้วยความคิดถึงก่อนที่ดวงตาคู่เล็กนั่นจะสบเข้ากับสายตาของชานยอลพอดี

 

.........

 

ดวงตาของคนทั้งสองมองกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเป็นชานยอลเองที่หลบสายตาอีกฝ่ายด้วยการหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม ส่วนคนตัวเล็กเองก็ตกใจกับการมาของคนตัวสูงเหมือนกัน ไม่ทันจะได้นึกอะไรก็ถูกเพื่อนในโต๊ะดึงให้ไปนั่งลงใกล้ ๆ

 

ไปไงมาไง นี่กูชวนเล่น ๆ ไม่นึกเลยนะว่ามึงจะมาจริง ๆจุนมยอนถามขึ้นพร้อมกับส่งแก้วให้เพื่อนตัวเล็ก

 

สรุปมึงจะให้กูมาหรือไม่ให้กูมาเนี่ย กลับเลยก็ได้นะว่าแล้วก็ทำท่าจะลุกขึ้นจนเพื่อนในกลุ่มต่างหากันแหกปากร้องว่าล้อเล่นพร้อมทั้งดึงเพื่อนตัวเล็กให้นั่งลงเหมือนเดิม แบคฮยอนหัวเราะกับท่าทีของเพื่อนก่อนจะหยิบแก้วจากจุนมยอนมาจิบหน่อย ๆ กลายเป็นว่าตอนนี้ทั้งกลุ่มให้ความสนใจกับคนตัวเล็กที่เพิ่งเข้ามาใหม่

 

และแน่นอนว่าชานยอลเองก็ให้ความสนใจเหมือนกัน

 

แบคฮยอนยังเป็นคนเดิมที่ชานยอลเคยรู้จัก ยังคงความน่ารักและความสดใสอยู่เสมอ เขานึกอิจฉาอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อยเหมือนกันที่ยังคงเป็นคนเดิมได้ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นเราทั้งคู่ต่างก็ผ่านเรื่องราวในตอนนั้นมาเหมือนกัน

 

คนตัวเล็กยังคงไม่แตกต่างไปจากเดิมเท่าไหร่ ใบหน้าที่ยังมีเค้าโครงเดิม อาจจะแปลกตาไปบ้างเพราะทรงผมใหม่และผิวพรรณที่ดูเปล่งปลั่งขึ้น ถึงแม้ว่าการแต่งตัวจะเปลี่ยนไป แต่ที่ไม่เปลี่ยนก็คงจะมีแค่รอยยิ้มเล็กบนใบหน้า

 

มองทีไรก็เผลอใจสั่นให้ทุกครั้ง

 

 

พลันนึกถึงช่วงเวลาที่เคยอยู่ด้วยกันสมัยเรียน เป็นทั้งเพื่อนที่ดีคอยให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือมาตลอด ทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ไม่ดี จนเมื่อความสัมพันธ์ของเขาทั้งคู่กลายมาเป็นคนรัก ความทรงจำในตอนนั้นมันทั้งสุขล้นท่วมท้นอยู่ในใจ เป็นความทรงจำดีๆที่ทำให้ชานยอลยิ้มได้ทุกครั้งเมื่อนึกถึง

 

แต่รอยยิ้มนั่นก็ค่อย ๆ หายไปเมื่อใครอีกคนกำลังเดินเข้ามา

 

 

แบคฮยอน...” เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นเรียกเอาคนทั้งโต๊ะหันไปมอง ผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งที่มีใบหน้าหล่อเหลากำลังยืนเยื้องอยู่ข้างหลังของคนตัวเล็ก เส้นผมสีบลอนด์สว่างรับเข้ากับโครงหน้าเรียวยาวที่ดูคล้ายกับชาวต่างชาติ แบคฮยอนหันไปมองก่อนจะยิ้มกว้างออกมาแล้วดึงให้อีกคนลงมานั่งข้าง ๆ ท่ามกลางสายตางุนงงของเพื่อน ๆ

 

ใครวะจงอินถามขึ้นอย่างสงสัย เหมือนกับว่าเขาเคยเห็นหน้าผู้ชายคนนี้ที่ไหนมาก่อน

 

คนที่เล่าให้ฟังไง ก่อนที่จะไปแคนาดาหน่ะ

 

อ่อ...แล้วทั้งกลุ่มก็ร้องอ๋อออกมาพร้อมกับทั้งยังส่งยิ้มเจื่อน ๆ ให้ชายหนุ่มหน้าลูกครึ่งนั่นเพื่อไม่ให้ดูเสียมารยาทจนเกินไป ฝรั่งหรอวะและก็เป็นจงอินถามอีกครั้งจนเมื่อแบคฮยอนส่ายหน้าเป็นพัลวัน

 

ลูกครึ่ง ชื่อโอเซฮุน อ่า เซฮุน นี่เพื่อนของเราเอง นี่จงแด...” แบคฮยอนเริ่มแนะนำให้อีกคนรู้จักกับเพื่อน ๆ ในกลุ่ม โดยที่สายตาของคนคนนั้นก็ให้ความสนใจอย่างดิบดี ทั้งยังส่งยิ้มให้เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี จนเมื่อร่างบางไล่ชื่อไปถึงสุดโต๊ะ นิ้วเรียวก็ต้องชะงักนิ่งเล็กน้อยพร้อมกับแววตาที่ไหววูบอยู่ครู่หนึ่ง

 

จังหวะนั้นทุกคนในโต๊ะแทบจะลุ้นกันตัวโก่ง เพราะดันลืมไปว่าสองคนนี้เคยเป็นอะไรกันมาก่อน แถมวันนี้ทั้งสองคนกลับต้องมานั่งโต๊ะเดียวกันอีกต่างหาก แบคฮยอนเลียริมฝีปากตัวเองด้วยความประหม่าก่อนจะหันไปมองชายหนุ่มข้างกาย

 

นั่น ชานยอล เพื่อนสมัยเรียนหน่ะ

 

เสียงของแบคฮยอนเอ่ยออกมาพร้อมกับประโยคที่ทำเอาทุกคนชะงักนิ่ง รวมถึงชานยอลเองก็ด้วย ได้แต่เลิ่กลั่กมองหน้ากันไปมาจนจงอินเริ่มทนไม่ไหว ดึงเรียกความสนใจเพื่อน ๆ  มาอีกครั้งก่อนจะให้แบคฮยอนเริ่มเล่าเรื่องราวของชีวิตตัวเองบ้าง

 

แบคฮยอนเองที่รู้ตัวว่าต้องเริ่มอัพเดทชีวิตตัวเอง จึงเล่าให้ฟังว่าเพิ่งกลับมาจากเรียนที่แคนาดา และกำลังจะกลับมาทำงานที่เกาหลี ทำเอาเพื่อนต่างหากันร้องแซวว่าไปเป็นเด็กนอกจากตั้งหลายปีเพิ่งจะนึกได้ว่ามีบ้านเกิดให้กลับมาทำงาน แค่นั้นทุกคนก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

 

คนตัวเล็กหันไปคุยกับเซฮุนเพื่อที่จะดึงความสนใจของตัวเองไม่ให้หันไปมองร่างสูงตรงมุมโต๊ะ ส่วนชานยอลเองก็ไม่ได้หันไปพูดคุยกับใคร เพราะเขาเอาแต่นั่งดื่มน้ำในแก้วไปพลาง ๆ  มีบ้างที่จงอินหันมาคุยด้วยเป็นระยะ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เพื่อนตัวสูงละสายตาจากร่างบางเลยสักนิด

 

ตลอดทั้งคืน ชานยอลก็เอาแต่จับจ้องคนที่อยู่ในห้วงความคิดมาตลอดสองปี หลังจากวันนั้นที่ตัดสินใจออกไปจากชีวิตของกันและกัน มันทำให้ก้อนเนื้อตรงอกปวดหนึบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก คล้ายกับว่าเขากำลังหลุดเข้าไปอยู่ในช่วงเหตุการณ์นั้น ๆ และกำลังจมดิ่งลึกลงไปจนสุด...

 

ถ้าวันนั้นเขาแค่พูดบอกอีกคนไป ทุกอย่างก็คงไม่เป็นแบบนี้

 

และสายตาของชานยอลก็ทำเอาดวงตาเรียวเล็กเผลอหันมาสบบ้างเป็นระยะ ๆ เป็นความรู้สึกที่อึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ไม่ใช่แค่คนสองคนที่กำลังรู้สึกอย่างนั้น เพราะตอนนี้ทั้งโต๊ะเองก็เริ่มอึมครึมอึดอัดไปตาม ๆ กัน

 

สุดท้ายแล้วจงแดก็พูดเปิดประเด็นขึ้นมาว่าจะไปร้องเพลงซะหน่อย มีใครสนใจอยากจะไปร่วมแจมด้วยไหม แน่นอนว่าทุกคนต่างประสานเสียงร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากให้ชานยอลออกไปร้องเพลงเพราะว่าสมัยเรียนชายหนุ่มเป็นถึงนักร้องของวงในมหาลัย

 

ชานยอลรีบปฏิเสธเพราะตัวเองก็ไม่ได้มั่นใจว่าเสียงจะดีเหมือนตอนนั้นรึเปล่า แต่เพราะว่าเสียงร้องเชียร์ให้ขึ้นไปร้องเพลงทำเอาชานยอลต้องผ่อนลมหายใจออกมา เขาไม่อยากขึ้นไปร้องเพลงเลยสักนิดเพราะไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้น

 

จนเมื่อสบตากับดวงตาเรียวอีกครั้ง

 

 

อะไรบางอย่างก็ดลใจให้ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินไปนั่งลานเวทีด้านหน้าท่ามกลางเสียงเชียร์ของเพื่อน ๆ คำพูดโห่แซวยังคงส่งมาไม่เลิก ชานยอลไม่ได้สนใจเสียงของเพื่อนด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้เขามีบางอย่างที่อยากจะทำมากกว่า

 

จนเมื่อเสียงพิธีกรพูดขึ้นว่ามีแขกอยากจะร้องเพลง ลูกค้าท่านอื่นต่างก็ต้องปรบมือให้แถมยังมีเสียงกระวี๊ดกระว๊ายของสาว ๆ เพราะใบหน้าหล่อเหลาและรูปร่างสูงโปร่งของชายหนุ่ม ชานยอลยิ้มให้กับนักดนตรีที่อยู่ด้านหลังก่อนจะขอกีต้าร์ขึ้นมาคล้องแล้วจัดให้อยู่ในท่าที่พอเหมาะมือ

 

วีดดดดดด..

 

เสียงไมค์หอนแสบหูต่างทำให้ทุกคนในร้านเหยเกหน้าหนีแทบไม่ทัน แต่ต่อมาก็ได้ยินเสียงทุ้มกระแอมไออยู่ครู่หนึ่งปรามให้เสียงรอบนอกค่อย ๆ เงียบลง ชานยอลกวาดสายตามองผู้คนในร้านด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เขาไม่ได้ขึ้นเวทีแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ

 

ถ้าจำไม่ผิดครั้งนี้มันก็ตื่นเต้นเหมือนตอนนั้น

 

ตอนที่เขาร้องเพลงสารภาพรักกับใครบางคน..

 

 

“สวัสดีครับ” เสียงทุ้มพูดทักทายแขกในร้านพร้อมกับส่งยิ้มบางให้ “ขอโทษไว้ก่อนนะครับเพราะว่าเสียงผมอาจจะไม่เพราะเท่าไหร่” คำพูดถ่อมตัวนั่นทำเอาเสียงเพื่อนในโต๊ะโห่ร้องอย่างไม่เชื่อหู จู่ ๆ ก็มาทำหน่อมแหน้มทั้งที่ความจริงมึงมันก็ไอ้เสือร้าย แค่สิ้นลายก็เท่านั้น

 

“วันนี้ผมอยากร้องเพลง ๆ หนึ่งให้คนคนหนึ่งฟัง” จังหวะที่ชายหนุ่มพูดก็จ้องมองใบหน้าของร่างบางที่กำลังมองตอนอยู่เหมือนกัน เขาแอบเห็นว่าแบคฮยอนเบิกตากว้างอย่างตกใจ หากแต่แค่ครู่เดียวเท่านั้นดวงตาเรียวก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม

 

“ไม่รู้ว่าเขาจะสนใจที่จะฟังเพลงของผมบ้างรึเปล่า แต่ว่า.. ผมอยากให้เขาฟังมันจริง ๆ” พูดจบเสียงร้องเชียร์ให้กำลังใจก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงเคาะจังหวะก่อนที่ดนตรีจะเริ่มขึ้นในเวลาต่อมา ชานยอลยังคงจำคอร์ดทุกคอร์ดได้ถึงแม้ว่าจะห่างหายไปนานพอสมควร เขาหันไปมองนักดนตรีด้านหลังก่อนจะหันกลับมามองผู้ชมตรงหน้าอีกครั้ง

 

 

ได้เจอกับเธออีกครั้ง อยากทักทายแต่ว่าเรา

สถานการณ์มันไม่เหมือนเก่า ทุกอย่างมันได้เปลี่ยนไป

อาจเพราะฉันยังไม่ลืม ทำให้คืนนี้มันยิ่งดูเหงา

และข้างเธอนั้นมีเขา คนที่เธอเลือกแล้วว่าใช่

 

 

เสียงทุ้มนุ่มของชานยอลเปล่งร้องเพลงออกมาท่ามกลางสายตาของคนในร้าน ดนตรีสบาย ๆ และเสียงชายหนุ่มมันเข้ากันดีจนลูกค้าในร้านบางคนเผลอคิดไม่ได้ว่าคนบนเวทีนั่นเป็นนักร้องรึเปล่า

 

 

และเธอได้ถามฉันเป็นยังไง ไม่ได้เจอกัน สบายดีไหม

เธอแค่ถามเพราะความห่วงใย หรือ แค่ถามไปอย่างงั้น

 

 

ชายหนุ่มไม่ได้สนใจว่าคนด้านล่างจะมองยังไง เขาเอาแต่จ้องมองคนตัวเล็กพร้อมกับเปล่งร้องท่อนเหล่านั้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ คล้ายกับว่ากำลังสื่อสารกับคนคนนั้นผ่านเสียงเพลง

เขาหวังว่าแบคฮยอนจะยอมฟังมันจริง ๆ

 

 

ถ้าบอกว่าฉันยังรักเธอ

จะกลับมารักได้รึเปล่า

ถ้าบอกคิดถึงแต่เรื่องเรา

เธอจะทิ้งเขาแล้วกลับมาไหม

 

 

เสียงของปาร์คชานยอลดังกระแทกเข้าโสตประสาทของแบคฮยอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า คล้ายกับตัวเองคือกระสอบทรายที่โดยหมัดร้ายจากเสียงนั่นชกจนอ่วม สายตาและสีหน้าของคนบนเวทีทำเอาร่างบางเกิดความรู้สึกประหม่าจนต้องหาที่พึ่งทางสายตาโดยการหันไปมองคนหนุ่มข้างกาย

 

 

ถ้าบอกว่าฉันยังฝันอยู่

อาจจะดูว่ามันเป็นไปไม่ได้

แล้วถ้าฉันต้องการให้เราเริ่มต้นใหม่

ต้องตอบยังไง บอกฉันที

 

 

ชานยอลเห็นว่าแบคฮยอนหลบสายพร้อมกับหันไปคุยกับชายหนุ่มข้าง ๆ ก้อนเนื้อตรงอกซ้ายวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก สายตายังคงจ้องภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกปวดหนึบ แต่เพราะมือยังคงเล่นกีต้าร์ต่อไป ชานยอลจึงไม่สามารถหยุดร้องต่อไปได้

 

 

เหตุผลคือยังไม่ลืม ทำให้คืนนี้มันยิ่งดูเหงา

และข้างเธอยังมีเขา คนที่เธอเลือกแล้วว่าใช่

 

และเธอได้ถามฉันเป็นยังไง ไม่ได้เจอกัน สบายดีไหม

เธอแค่ถามเพราะความห่วงใย หรือ แค่ถามไปอย่างงั้น

 

 

ช่างเป็นเนื้อเพลงที่ตอกย้ำคนร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเจ็บจี๊ดที่ขั้วหัวใจ ยิ่งร้องก็อยากจะแหกปากให้ดังมากกว่าเดิม เรียกร้องให้ร่างบางหันมาสนใจเขาบ้าง เหมือนกับเมื่อก่อนที่ชานยอลก็เคยร้องเพลงให้ แต่ครั้งนี้มันเปลี่ยนไป

 

แบคฮยอนไม่ได้ยิ้มให้เขา

แต่กลับยิ้มให้คนข้าง ๆ แทน

 

 

ถ้าบอกว่าฉันยังรักเธอ

จะกลับมารักได้รึเปล่า

ถ้าบอกคิดถึงแต่เรื่องเรา

เธอจะทิ้งเขาแล้วกลับมาไหม

 

 

ถ้าบอกว่าฉันยังฝันอยู่

อาจจะดูว่ามันเป็นไปไม่ได้

แล้วถ้าฉันต้องการให้เราเริ่มต้นใหม่

ต้องตอบยังไง บอกฉันที

 

 

หลบสายตาหันมองไปทางอื่นด้วยความสับสน ชานยอลไม่ชอบความรู้สึกตัวเองที่กำลังอ่อนแอ มันดูน่าสมเพชถ้าหากเทียบกับตัวเขาในเมื่อสองปีก่อน และตอนนี้สภาพของเขาเองก็คงจะทุเรศพอ ๆ กัน เพราะงั้นคืนนี้ เขาก็คิดว่ามันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้มีโอกาสพูดอะไรบ้าง หลังจากตอนนั้นที่จากกันไปโดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ

 

 

ฉันขอแค่เพียงได้มีโอกาสแก้ไข

แค่เพียงสักครั้งเดียวฉันขอเธอจะได้ไหม

 

 

ช่วงดนตรีโซโล่ก็ปล่อยให้มือคีย์บอร์ดเป็นคนวางนิ้วพลิ้วบนลิ่มอย่างคล่องแคล่ว ชานยอลเองก็ได้แต่ปรายตามองแขกในร้านพร้อมกับอมยิ้มเล็กให้พอเป็นมารยาท เห็นว่าเพื่อนในโต๊ะต่างโบกไม้โบกมือให้เหมือนลิงค่างเรียกรอยยิ้มของชายหนุ่มให้ยิ้มกว้างมากกว่าเดิม

 

แต่แล้วรอยยิ้มก็ต้องหุบลงอีกครั้งเมื่อแบคฮยอนกำลังลุกเดินออกไป

 

ออกไปพร้อมกับผู้ชายคนนั้น

 

....

 

เสียงดนตรีและท่อนร้องถูกชายหนุ่มขับร้องมันออกมาจนจบเพลง แน่นอนว่าเขาสามารถเรียกความสนใจจากแขกโต๊ะอื่นได้เป็นอย่างดีรวมถึงโต๊ะของเขาเองด้วย เสียงพิธีกรเอ่ยขอบคุณที่มาร่วมสนุกก่อนที่ชานยอลจะขอตัวลงจากเวทีไป

 

ชายหนุ่มเดินกลับไปยังโต๊ะด้วยความรู้สึกเหม่อลอยอย่างประหลาด เขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวนอกจากเสียงฝีเท้าของตัวเอง จงอินและจงแดต่างยิ้มหัวเราะพร้อมกับชมว่าเขาเจ๋งอย่างนั้นเท่อย่างนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ชานยอลสนใจเลยสักนิด

 

เขาไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจอะไรทั้งนั้น

 

ชานยอลไม่ได้พูดอะไรกับเพื่อน เพียงแค่เดินเข้ามาหยิบกระเป๋าสตางค์แล้วเดินออกไปจากโต๊ะท่ามกลางสายตางุนงงของเพื่อน ๆ คนที่เหลือมองหน้ากันไปมาด้วยความไม่เข้าใจ หากแต่ไม่มีสามารถคาดเดาอารมณ์ของเพื่อนได้จริง ๆ

 

 

 

 

ด้านข้างร้านที่เป็นกำแพงปูนเปลือยรวมถึงมีเถาวัลย์เลื้อยเกาะอย่างมีศิลปะ ชานยอลยืนดูดบุหรี่มวนที่สี่เพื่อดับอารมณ์ขุ่นมัวของตัวเองให้มอดลง หากแต่ยิ่งดูดก็ยิ่งนึกถึงภาพที่แบคฮยอนเดินออกไปพร้อมกับผู้ชายคนนั้น

 

เหมือนกับวันนั้นไม่มีผิดเพี้ยน

 

ความเจ็บปวกครั้งนั้นส่งผลให้ชานยอลต้องสูดหายใจเข้าปอดลึกเพื่อให้สารนิโคตินคอยบรรเทาให้มันทุเลาลงบ้าง แต่เปล่าเลย ร่างกายเขาไม่ได้เจ็บ แต่จิตใจต่างหากที่บอบช้ำจนเยียวยาไม่ได้

 

ใช้เวลานานเกือบสองปีในการฟื้นตัวเองขึ้นมาจากหลุมศพ สภาพแทบไม่เหมือนมนุษย์เลยด้วยซ้ำเมื่อโดนคนรักบอกเลิก ทั้งยังบินหนีไปไกลพร้อมกับผู้ชายคนนั้น เป็นความรู้สึกที่เขาโกรธจนอยากจะฆ่าให้ตาย แต่เพราะใจมันรักมากกว่าจึงไม่สามารถทำอะไรได้

 

ทั้งรักทั้งเกลียด

 

คงเป็นความรู้สึกแบบนี้ที่ชานยอลนึกได้

 

ก่อนที่บุหรี่ตัวที่ห้าจะถูกหยิบขึ้นมาดูดอีกครั้ง เสียงฝีเท้าเดินย้ำเข้ามาใกล้เรียกความสนใจของชายหนุ่มให้หันไปมอง จังหวะนั้นริมฝีปากหนาเคยที่คาบบุหรี่ถึงกับชะงักนิ่ง ดวงตากลมโตจับจ้องคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่

 

และก็เป็นอีกครั้งที่สายของเขาทั้งคู่สบกัน

 

 

 

“ไง”

 

แบคฮยอนเอ่ยทัก

 

“ไง”

 

ชานยอลตอบกลับ ช่างเป็นการเปิดบทสนทนาระหว่างคนรักเก่าเมื่อสองปีที่แล้วได้อย่างดิบดี แบคฮยอนพรูลมหายใจออกมาเพื่อควบคุมสติตัวเอง เขาเห็นที่ชานยอลขึ้นไปร้องเพลงบนเวที รู้ว่าชานยอลร้องเพลงอะไร และรู้ว่าชานยอลมองเขาด้วยสายตาแบบไหน

 

สายตาเหมือนครั้งนั้น

 

ครั้งที่เคยสารภาพรักกับเขา

 

“ยังร้องเพลงเพราะเหมือนเดิมนะ” ไม่รู้คิดถูกรึเปล่าที่เริ่มเอ่ยชมคนตัวสูงด้วยประโยคแบบนี้ ชำเลืองมองเล็กน้อยก่อนจะเห็นว่าชานยอลเองก็จ้องมองตนอยู่เหมือนกัน

 

“อืม” ชายหนุ่มขานตอบในลำคอเพราะเขาไม่รู้จะตอบอะไร และยิ่งเห็นใบหน้าของคนที่อยากเจอมาตลอดสองปีชานยอลก็เริ่มรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก

 

“เป็นไงบ้างอ่ะ สบายดีใช่ไหม” เสียงหวานเอ่ยถามพร้อมกับจ้องมองคนตรงไหน ความไหววูบในดวงตาทำให้ชานยอลรู้สึกโหวงใจอย่างประหลาด ก็แค่ประโยคธรรมดา แต่มันทำถึงหนึบหน่วงแบบนี้ ริมฝีปากแห้งผาก ความกระอักกระอ่วนเริ่มกัดกินหัวใจทีละนิด

 

หากแต่ชานยอลไม่สามารถแสดงอาการเหล่านั้นออกมาได้นอกจากส่งยิ้มบางให้

 

“ก็เรื่อย ๆ” ชายหนุ่มเบนสายตาไปอีกทางเพื่อซ่อนอาการวูบโหวงของตัวเอง “นายล่ะ เป็นไงบ้าง”

 

“อืม จะว่าดีก็ดีนะ”

 

“อืม”

 

จบประโยคความเงียบก็เข้าครอบงำเราทั้งสองอีกครั้ง ไม่ใช่แค่บรรยากาศที่ถูกกลืนกิน แต่จิตใจของคนทั้งสองก็ไม่ต่างกัน นานแค่ไหนที่ไม่ได้เจอหน้า นานแค่ไหนที่ไม่ได้ยินเสียง นานแค่ไหนที่ไม่ได้พูดคุยกัน

 

นานแค่ไหนแล้วนะ..

 

“นึกว่ากลับไปแล้วซะอีก” ชานยอลไม่อยากให้บรรยากาศเงียบเกินไป เขาไม่ชอบความรู้สึกตอนที่ทั้งกดดันและประหม่า มันกำลังจะทำให้เขาเป็นบ้า และอาจจะเผลอทำตัวไม่ดีออกไป

 

“ตอนแรกก็ว่าจะกลับแล้ว” แบคฮยอนพูด “แต่คิดว่ามีอะไรจะพูดกับนายอยู่หลายเรื่อง”

 

“...............”

 

“ชานยอล”

 

“..............”

 

“เราเลิกกันไปนานแล้วนะ”

 

 

คล้ายกับลมหายใจค่อย ๆ ถูกลิดรอนเมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่ นิ่งไปเกือบนาทีกว่า ชานยอลก็เบนหลบสายตาของคนตรงหน้าพร้อมกับยกมือป้องปากจุดประกายไฟที่ปลายบุหรี่แล้วดูดมันเข้าปอดจนลึกสุด

 

จังหวะที่พรูลมหายใจพร้อมกับควันสีหม่นออกมาเขาก็รู้สึกชาไปทั้งร่างกาย ก้อนเนื้อตรงกลางคล้ายกับหยุดเต้น ...

 

“อืม” ชานยอลไม่ได้พูดอะไรต่อนอกจากตอบในลำคอ เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าแบคฮยอนด้วยซ้ำ กลัวว่าทุกอย่างที่เคยตั้งใจเอาไว้มันจะพังทลายเพราะเพียงได้เห็นคนตรงหน้า

 

 

คิดถึงจนจะบ้าตายอยู่แล้ว

 

 

แบคฮยอนสูดลมหายใจลึก ๆ เลียริมฝีปากของตัวเองด้วยความรู้สึกสับสน เขาและชานยอลต่างรู้ดีว่าเรื่องของเรานั่นจบไปนานแล้ว สาเหตุไม่ใช่เพราะนอกใจ แต่เพราะหลาย ๆ อย่างมันทำให้เราเข้ากันไม่ได้

 

ชานยอลคิดอีกอย่าง เขาคิดต่างออกไป

 

ชานยอลไม่ยอมใคร เขาก็ไม่เคยง้อสักครั้ง

 

ชานยอลเอาความคิดตัวเองเป็นหลัก เขาเองก็คงไม่ต่างกัน

 

ชานยอลอยากได้ความรัก เขาก็อยากได้ความรัก

 

ต่างคนต่างอยากได้ แต่ไม่เคยคิดให้กัน

 

อยู่ด้วยกันก็เหมือนไม่รัก

 

ถึงจะรักมาก

 

ก็คงไม่พอ

 

ความเข้าใจกันและกันเป็นสิ่งที่คู่รักควรมีติดตัวอยู่เสมอ แบคฮยอนยอมรับว่าตอนนั้นชีวิตมีความสุขมากเมื่อมีอีกคนอยู่เคียงข้าง แต่ยิ่งนานวันต่างก็ไม่เข้าใจกัน เราทะเลาะกันบ่อยขึ้น เราห่างกันมากขึ้น และเราก็ค่อย ๆ หายออกไปจากความคิดของกันและกัน

 

ตัดสินใจบอกเลิกก่อนเรียนจบเพราะเขาตั้งใจจะไปเรียนต่อที่แคนาดา แต่ชานยอลกลับห้ามไม่ให้เขาไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ในตอนนั้นแบคฮยอนยับยั้งจิตใจตัวเองไม่ให้โอนเอนตามคนตรงหน้า เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นคนใจอ่อน ถ้าหากยอมกลับไปกับชานยอล ความรักก็จะทำร้ายพวกเราอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง

 

มันคงดีถ้าจากกันแล้วตัดให้ขาด ที่เลือกไปไกลเพราะจะได้ไม่ต้องรับรู้เรื่องราวของกันและกัน

 

แต่เปล่าเลย แบคฮยอนคิดผิด

 

 

“ฉันรู้ว่าเรื่องในตอนนั้นฉันเป็นคนเริ่มก่อน ฉันทำไม่ดีกับนาย แต่นายก็รู้ว่าตอนนั้นเราเป็นยังไง ถึงจะอยู่ด้วยกันต่อไปมันก็มีแต่ยื้อกันไปเปล่า ๆ”

 

“เพราะงั้นก็เลยบอกเลิกกันสินะ”

 

“..................” แบคฮยอนชะงักนิ่ง

 

ถ้าไม่คิดจะกลับมา ก็ไม่ต้องอธิบายหรอก” พูดจบก็ยกบุหรี่ขึ้นมาดูดอีกรอบพลางหันหน้าไปอีกทาง สายตาของแบคฮยอนที่มองมาเมื่อครู่มันทั้งตัดพ้อแล้ะน้อยใจ

 

“แค่ตอนนี้ เราก็ยังไม่เข้าใจกันเลย”

 

“...................”

 

“แต่ก็ช่างเถอะ ฉันไม่ได้หวังให้นายเข้าใจอยู่แล้ว เพราะยังไงมันก็เป็นไปไม่ได้” แบคฮยอนไม่ได้ตั้งใจจะพูดประโยคแบบนั้นออกไป เขารู้สึกสมเพชตัวเองด้วยซ้ำที่ต้องมายืนจ้องหน้าของคนรักเก่า ตอนนั้นจิตใจก็บอบช้ำมากพอแล้ว จนถึงตอนนี้ชานยอลก็ยังทำให้เขาเจ็บ

 

แล้วมันมีเหตุผลอะไรที่เขาต้องอยู่ต่อ

 

“แต่อยากให้รู้ไว้อย่าง..” คนตัวเล็กเว้นจังหวะไว้ครู่หนึ่งและขณะเดียวกันดวงตากลมโตก็หันมาสบตากันอีกครั้ง

 

“ฉันยังคิดถึงนายเหมือนเดิมนะ”

 

“...............”

 

“ขอบคุณที่ร้องเพลงนั้นให้ฟัง มันทำให้ฉันรู้สึกสับสนนิดหน่อย แต่ตอนนี้ฉันก็รู้แล้วแหละว่าเราคงไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ”

 

“................”

 

“ถ้าถามว่ากลับไปรักได้ไหม ฉันก็จะตอบว่าได้”

 

“................”

 

“แต่ฉันว่านายเองก็น่าจะรู้ดี ว่าหัวใจของเราได้เปลี่ยนไปแล้ว” วินาทีนั้นเหมือนโลกหยุดหมุน ชานยอลจ้องกรอบหน้าหวานนิ่ง คล้ายกับโดนมีดกรีดเข้ากลางอกแล้วปักลึกเข้าไปตัดขั้วหัวใจ เจ็บจนไม่คิดว่าอีกไม่ถึงนาทีเขาต้องทนไม่ไหว

 

แบคฮยอนคลี่ยิ้มบางออกมาแล้วก้มหน้าลงมองพื้น ครู่หนึ่งชายหนุ่มร่างสูงสังเกตว่าไหล่บางสั่นเล็กน้อย และในตอนนั้นลมหายใจแทบขาดห้วงเมื่อแบคฮยอนเงยหน้าขึ้นมา

 

“โชคดีนะ”

 

ร่างบางพูดแค่นั้นก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นบนดวงตาทั้งสองข้างจนไม่อาจกักเก็บความอ่อนแอได้ หยาดน้ำใสเอ่อล้นออกมาและเขาคิดว่ามันคงไม่ดีถ้าต้องให้ชานยอลเห็น

 

เขาไม่อยากให้อีกคนมองเพราะความสงสาร

 

แค่นี้ก็สมเพชตัวเองมากพออยู่แล้ว

 

 

เดินออกไปได้ไม่ถึงสามก้าว แรงโถมจากด้านหลังพร้อมกับแขนแกร่งของคนตัวสูงก็กอดรั้งร่างบางเอาไว้แน่น ชานยอลโผกอดคนตรงหน้าโดยไม่ทันได้นึกคิดอะไร เขารู้แค่ว่าไม่อยากปล่อยให้แบคฮยอนเดินไปเหมือนตอนนั้น

 

“แบคฮยอน” เสียงทุ้มสั่นเครือฟังดูน่าสงสาร ชานยอลไม่สามารถเก็บความอ่อนแอไว้ได้อีกต่อไป เขาแทบขาดใจเมื่อเห็นว่าแบคฮยอนกำลังหันหลังให้ น้ำตามากมายไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้าง ชายหนุ่มสะอื้นให้พร้อมกับพร่ำเรียกชื่อที่เขาเอาแต่นึกถึงตลอดสองปีที่ผ่านมา

 

“ไม่ไปได้ไหม”

 

“.............”

 

“อย่าไปไหนเลยนะ ชานขอโทษ”

 

ชายหนุ่มร่ำไห้และพูดขอโทษคนในอ้อมกอดด้วยความรู้สึกผิด นึกคิดโทษตัวเองที่ไม่เคยมองเห็นความรู้สึกของแบคฮยอน จนเมื่อตอนที่ร่างบางบอกว่ายังไงเราก็ไม่ทีทางเข้าใจกัน ชานยอลเข้าใจความหมายของมันดี และรู้ว่าตอนนี้ยังไงก็ไม่มีทาง

 

“ชานขอโทษ แบคฮยอน อย่าไปเลยนะ อยู่กับชานนะ” หมดสิ้นแล้ว จากปาร์คชานยอลคนที่ไม่เคยยอมใครกลับยอมทิ้งศักดิ์ศรีร้องไห้กอดรั้งคนรักเก่าด้วยความคิดถึงที่มันล้นเต็มอก เขาคิดถึงแบคฮยอนตลอดเวลา

 

เหมือนจะเป็นบ้าให้ได้เมื่อตื่นมาไม่เจอใบหน้าหวานที่เคยนอนอยู่ข้างกัน ไม่มีอาหารเช้าง่าย ๆ จากคนรัก ไม่ได้ยินเสียงหวานพูดจ้ออยู่ข้างหู ไม่มีอ้อมกอดอุ่นให้นึกถึง ไม่มีจูบที่โหยหาซึ่งกันและกัน

 

ไม่มีแล้วบยอนแบคฮยอน

 

ความอบอุ่นจากคนด้านหลังทำให้แบคฮยอนต้องพรั่งพรูน้ำตาออกมาเหมือนกัน ยกมือปิดปากกลั้นสะอื้น ยิ่งได้ยินเสียงของอีกฝ่ายสะอื้นหนักเขาก็รู้สึกเหมือนหัวใจกำลังถูกบีบ มันเจ็บจนแบคฮยอนแทบยืนไม่ไหว แต่เพราะมีแขนแกร่งกอดรั้งเขาไว้ แบคฮยอนได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

 

ปล่อยให้ความเจ็บปวดและความคิดถึงกัดกลืนก้อนเนื้อกลางอกของคนทั้งสองไปเรื่อย เสียงร้องไห้บาดหูจนปวดหนึบไปหมด กรีดลิดรอนเอาเรื่องราวในอดีตออกมาตอกย้ำว่าทั้งสองนั้นเคยผ่านอะไรกันมาบ้าง เมื่อถึงเวลาต้องแยกทางกันมันก็อดนึกไม่ได้ว่าตอนนั้นเราต่างรักกันมากแค่ไหน

 

“อย่าไปเลยนะ อย่าไปไหนอีกได้ไหม” ชานยอลยังคงพร่ำร้องไห้ยื้อรั้งอีกฝ่ายไว้ เขาไม่รู้ว่าแบคฮยอนกำลังรู้สึกยังไง แต่รู้แค่ว่าตอนนี้เขาไม่อยากเสียคนตัวเล็กให้หายไปไหนอีกแล้ว

 

แบคฮยอนยกมือปาดน้ำตาออกพร้อมกับสูดน้ำมูก แหงนหน้าขึ้นฟ้าเพื่อไล่น้ำตาให้เหือดหาย ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวไปหาคนด้านหลัง ชานยอลคลายอ้อมกอดเล็กน้อยเพื่อให้ร่างบางหันมาหาตนสะดวก และในตอนนั้นเขารู้สึกเหมือนโดนค้อนใหญ่ทุบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตาของแบคฮยอนแดงก่ำจนน่ากลัว แต่ทว่าดวงตาเรียวนั้นยังคงสวยอยู่เหมือนเดิม

 

และแววตาก็สะท้อนเป็นใบหน้าของเขา

 

“ชานขอโทษ อย่าไปไหนเลยนะแบค ชานขอโทษ” ยิ่งเห็นใบหน้าของคนรักเก่าชานยอลก็ร้องไห้อย่างไม่อายใครทั้งนั้น เขาไม่ได้สนใจว่าใครจะมองยังไง เขารู้แค่ว่าตอนนี้หัวใจของตัวเองต้องการอะไร

 

เขาต้องการแบคฮยอน

 

ร่างบางปล่อยให้คนตัวสูงกอดแน่น ยืนฟังเสียงทุ้มแหบพูดขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ็บปวดไปทั่วร่างกายและจังหวะแบคฮยอนก็ยกมือโอบหลังชานยอลไว้ ลูบแผ่นหลังหนาเบา ๆ คล้ายกับปลอบประโลม แต่หารู้ไม่ว่าการกระทำนั้นทำให้ชายหนุ่มร้องไห้หนักมากกว่าเดิม

 

ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มือบางก็ค่อย ๆ ดันร่างหนาให้ออกห่างเล็กน้อย ช้อนสายตามองมองดวงตาคู่ที่เคยมองเขาจนแทบละลายอีกครั้ง ในตอนนี้มันเปรอะหยาดน้ำใสเต็มไปหมด แพขนตาเปียกชุ่ม นัยน์ตาแดงก่ำจนน่าสงสาร

 

แบคฮยอนยกมือเกลี่ยน้ำตาออกจากใบหน้าของชานยอลด้วยความผะแผ่ว เขาจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่ชานยอลร้องไห้ตอนที่เขาเข้าโรงพยาบาลเพราะถูกรถชน และในตอนนี้แบคฮยอนก็ได้เห็นน้ำตาของร่างสูงอีกครั้ง

 

“ชานยอล”

 

“...........”

 

อย่ารั้งกันเลย

 

แค่ประโยคไม่กี่คำก็เอาโลกของชานยอลสั่นคลอนจนแทบทรงตัวไม่ไหว สายตาของแบคฮยอนที่จับจ้องมามันคือความจริงทุกอย่าง เขาเห็นว่าเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในนั้นเหมือนเดิม

 

หากแต่ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปแล้ว

 

 

“ฉันจะไม่พูดว่ามันสายเกินไป แต่ว่าตอนนี้... ตอนนี้ฉันกลับไปหานายไม่ได้จริง ๆ”

 

“........แบคฮยอน”

 

“ดูแลตัวเองด้วยนะ” จบประโยคของร่างบาง แบคฮยอนก็ดึงแขนแกร่งที่โอบเอวตนไว้ออก แล้วหมุนตัวเดินออกไปทันที ปล่อยทิ้งความเคว้งคว้างและความเจ็บปวดไว้กับร่างสูงใหญ่ที่กำลังสะอื้นให้

 

“แบคฮยอน” เหมือนเรี่ยวแรงที่เคยมีได้ถูกกลืนหายไปหมด ขาทั้งสองข้างพยายามจะก้าวไปหาร่างบางอีกครั้งแต่กลับก้าวไม่ออก ได้แต่ยืนมองแผ่นหลังเล็กหายออกไปท่ามกลางม่านน้ำตาก่อนที่ทุกอย่างจะโถมใส่จนชายหนุ่มต้องทรุดตัวลงไปกับพื้น

 

“ฮึก แบคฮยอน.. ชานขอโทษ” กลายเป็นคนอ่อนแอและอ่อนหัดในเรื่องของความรัก พ่ายแพ้ต่อความเข้มแข็งที่คิดว่าตัวเองยืดหยัดได้ตลอด แต่เปล่าเลย ชานยอลไม่ได้เข้มแข็ง

 

เขาไม่เคยเข้มแข็งได้เลย

 

ปล่อยให้น้ำตามากมายไหลออกมาอย่างน่าสมเพช พร่ำขอโทษอีกคนที่ไม่ได้ยืนฟังอยู่ตรงนี้ แค่นหัวเราะทั้งน้ำตาเพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องมาเสียน้ำตาให้กับความรัก ชานยอลรู้ดีว่ามันสายเกินกว่าจะแก้ไขได้ แต่เขาก็หวังว่าลึก ๆ แล้วแบคฮยอนอาจจะใจอ่อนกับเขาอีกครั้ง

 

หากแต่ว่าอีกฝ่ายเข้มแข็งกว่าที่เขาคิด

 

ลองมองอีกครั้งชานยอลก็นึกขึ้นมาได้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาคนที่อ่อนแอที่สุดก็คือตัวของเขาเอง เขาหนีปัญหา เขาหลบหน้า ใช้ความห่างเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องผิดของตัวเอง และแบคฮยอนก็เข้มแข็งมากพอที่จะเข้ามาถามเขา เข้ามาเจอหน้าเขา และกล้าที่จะเดินออกไปจากชีวิตของเขาทั้ง ๆ ที่ยังรักอยู่

 

“แบค.. ชานขอโทษ”

 

ถ้าตอนนั้นชานยอลรู้ตัวสักนิด ทุกอย่างก็คงไม่เป็นแบบนี้

 

“แบคฮยอน อย่าไปเลยนะ..”

 

ถ้าตอนนั้นชานยอลรั้งแบคฮยอนไว้สักนิด ร่างบางก็อาจจะไม่จากไปไหน

 

“กลับมาได้ไหม ฮึก”

 

ถ้าตอนนั้นชานยอลพูดในสิ่งที่แบคฮยอนอยากได้ยินออกไป เขาก็คงไม่ต้องมานั่งเสียใจแบบนี้

 

ความโง่เขลากลับมาทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับร่างกายถูกทึ้งฉีกออกเป็นชิ้น ๆ  เจ็บจนบรรยายความรู้สึกตอนนี้ไม่ได้ ปล่อยให้ความอ่อนแอเผยตัวออกมาก่อนจะรู้ว่า

 

ทุกอย่างมันสายไปแล้วจริง ๆ

 

 

 

 

“รัก”

 

 

 

 




 

 END

 















 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
นี่อาจจะเป็นเรื่องแรกที่แต่งแบบจบจริงๆ
ไม่มีการจบแบบเปิดไรทั้งนั้น
ฮือ ปวดใจชิบหายเลยค่ะตอนแต่ง

เริ่มต้น 2016 โดยการต่อเรื่องเก่าให้จบ
ตอนอื่นๆเดี๋ยวเราทยอยลงนะฮะ
ว้อทอิทเดี๋ยวเจอกัน 5555555

ฝากคอมเม้นติชมหรือสกรีมผ่านแท็ก #ฟิคคลังฝัน ด้วยนะฮับ
เราอยากอ่านฟีดแบคว่าเป็นไงบ้าง
เพราะหลังจาก wedding suit เราก็ไม่ได้เขียนแนวนี้อีกเลบ
เจอคำผิดหรือไม่เข้าใจทักได้ตลอดเวลาฮับ

#ฟิคคลังฝัน













O W E N TM.
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 84 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,477 ความคิดเห็น

  1. #6353 heykiki (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 13:53
    หน่วงอีกแล้ว
    #6,353
    0
  2. #6175 พี่มีค่ะ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2561 / 17:46
    สายไปเเล้วชานยอล
    #6,175
    0
  3. #6159 คนธรรมดา...ที่มีหัวใจ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 18:55
    ไรท์ชอบแต่งให้ค้างคาอ่ะ ไม่ชอบเลย
    #6,159
    0
  4. #6101 Darkmate (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 12:19
    จบแบบนี้จริงๆหรอ ร้องไห้แล้วนะTT
    #6,101
    0
  5. #6080 afternuria (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2561 / 08:35
    ......
    #6,080
    0
  6. #6013 heykiki (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 23:55

    หน่วงใจที่สุด เสียใจอะ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมหักยอมงอ ไม่ลงให้กัน สงสารอะTTTTTT

    #6,013
    0
  7. #5983 ชานมไข่มุก💦 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 19:23
    ชอบพล็อตแบบนี้บีบหัวใจมากๆ
    #5,983
    0
  8. #5970 GKam_ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 23:16
    เห็นด้วยกับคำว่า ถ้าไม่กลับมาก็ไม่ต้องอธิบายอะไร
    #5,970
    0
  9. #5967 S.takky (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 01:19
    เอิ่ม โกดแบคมาก !!!!
    #5,967
    0
  10. #5783 popychadatip (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:06
    โอ้ยย พูดได้คำเดียว เจ็บ ทำไมอะ ฮื่ออออ😭
    #5,783
    0
  11. #5724 หน่วงน้อยหน่อยนึงนะ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 01:53
    อิเวงงงง น้ำตาไหลท่วมบ้าน เจ็บหัวใจมากตอนอ่าน สงสารชานยอลมาก ทำไมแบคทำแบบนรี่!!!!! แงงงง
    #5,724
    0
  12. #5707 CB_xxx614 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 01:02
    สุดท้ายแบคฮยอนก็เห็นแก่ตัวอยู่ดี
    #5,707
    0
  13. #5696 pynsaa (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2560 / 18:05
    .........
    #5,696
    0
  14. #5121 PrinceKD (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2560 / 20:39
    แบคใจร้าย ชห ..
    #5,121
    0
  15. #5100 _Alice__ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 กันยายน 2560 / 10:11
    ยังไงแบคฮยอนก็เห็นแก่ตัวอ่ะ โฮฮฮ
    #5,100
    0
  16. #5084 chanty (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 21:19
    สุุดท้ายแบคฮยอนก็เห็นแก่ตัวเหมือนเดิม หาเหตุผลมาหักล้างความเห็นแก่ตัวได้น่าเกลียดมาก
    #5,084
    0
  17. #4625 bowgb (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 22:01
    ฮือออออ TTTTTTTTTTTTTT ไม่มีคำอธิบายแล้ววว ร้องไห้หนักมากกก ฮือออออ หน่วง บีบหัวใจจะตายอยู่แล้วว โอ๊ยยย ฮืออ
    #4,625
    0
  18. #4621 ภรรยาคิมมินแจ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 17:38
    พรากเลยซิส น้ำตารีดดดด
    #4,621
    0
  19. #4491 lluckylucky (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 17:04
    หน่วงง
    #4,491
    0
  20. #4136 kanrawe24 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 00:05
    โคตรตรงอะ มันสายไปแล้วจิงๆ
    #4,136
    0
  21. #4132 Noon Pacharapan (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 มกราคม 2560 / 06:58
    เศร้าอ่ะ โคตรหน่วงเลย แบบม่ายยยยยย
    #4,132
    0
  22. #3923 my614 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 00:15
    ถึงกับสะอื้น ฮือออออออ ฮึก TT
    #3,923
    0
  23. #3905 เจ้าครีม (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 00:58
    ความหน่วงที่แท้ทรู ฮือออ ฉากที่ชานขึ้นไปร้องเพลงนี่แบบว่าน้ำตาคลอแล้วนะ เจอฉากจบเข้าไป ฮือออ
    #3,905
    0
  24. #3668 Onpilin Chiakngulueam (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 23:47
    อินอ่ะอ่านไปน้ำตาไหลไป
    #3,668
    0
  25. #3569 2-34 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 / 19:32
    นี่เข้าใจค.รู้สึกของชานยอลมากอ่ะ คือ มันเหมือนชีวิตเราเลย เราน่าจะบอกคำๆนั้นกับคนๆนั้น อย่ายื้อแต่ปากแข็ง อยากกอด แต่ทำไม่ได้ มันหน่วง อ่านแล้วร้อง อ่านแล้วคิดถึง อยากจะบอกคนๆนั้นว่า "ขอโทษ" และ "รักมาก" เพราะอีกฝ่ายนิสัยเหมือนแบคฮยอน ใช่เหมือนมาก อ่านไปค.ทรงจำของเราก็รีรันขึ้นมาในหัวเลยอ่ะ555 ก็นะมันจบไปเพราะเราเอง ตอนนี้ก็คงขอให้คนๆนั้นโชคดี เช่นเดียวกับในเรื่องนี้..
    หากย้อนเวลากลับไปได้ ก็อยากจะยื้อ.. อยากจะบอกว่า รัก เพราะรัก..
    #3,569
    0