FanFiction เทพยุทธ์เซียน GLORY l ลำนำพิรุณ

ตอนที่ 9 : จิ้งจอกเก้าหาง -9-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    9 มิ.ย. 61


:: จิ้งจอกเก้าหาง ::



แผ่นดินใหญ่ทางเหนือ แลเลยไปทางทิศตะวันออกอีกหลายร้อยลี้ใกล้ชิดกับเขตแดนของมนุษย์มากที่สุด ที่อยู่ของเหล่าเซียนดินน้อยใหญ่บนพื้นพิภพซึ่งไม่ยุ่งเกี่ยวกับสวรรค์เก้าชั้นฟ้าหรือทะเลทั้งสี่ในโลกหล้า 

เหล่าผู้พักพิง... ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบนี้ ปราการที่เข้มแข็งที่สุดของพวกเขา ซึ่งไม่อนุญาตให้เทพเซียน มารปีศาจ หรือมนุษย์ผู้ใดล่วงผ่านคือภูเขาชิงชิว สันเขาใหญ่ทอดยาว ทิวป่าใบไม้เขียว อากาศอบอุ่นเย็นสบายตลอดทั้งปี ภายใต้การปกครองของจิ้งจอกเก้าหาง หนึ่งในเทพบรรพกาลซึ่งสืบเชื้อสายอันเข้มข้นต่อกันมานับตั้งแต่ครั้งแผ่นดินพื้นฟ้ายังมิพรากจากจวบจนปัจจุบัน

มนุษย์มักเล่าลือว่าหากได้กินเนื้อของจิ้งจอกเก้าหางจะสามารถขจัดกลิ่นอายปีศาจและความชั่วร้ายทั้งหมดทั้งมวลลงได้ ทั่วร่างจะอาบเอิบด้วยรัศมีคุ้มภัย ประหนึ่งเนื้อร่างเป็นยันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ปาน บ้างก็แต่งบทเพลงกลอนขึ้นเป็นตำนาน 

'ผู้ได้ยลโฉมจิ้งจอกเก้าหางคือผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน' 

เด็กหนุ่มฟังแล้วนึกขันนัก หากเผ่าพันธุ์จิ้งจอกเก้าหางบริสุทธิ์สูงส่งเพียงนั้น ไยเขาที่เป็นเชื้อสายตรงของจักรพรรดิจิ้งจอก หวงเส้าเทียนผู้นี้ถึงมิได้มีรัศมีศักดิ์สิทธิ์เช่นเทพเซียนผู้สูงส่งเอาเสียเลยเล่า?

ไหนจะบรรดาพี่ชายน้องสาวหรือเครือญาติ มองไปทางใด ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชื่นชอบความสำราญและทำตามแต่ใจปรารถนายิ่ง ชวนให้คิดว่าหากไม่ได้กำเนิดเป็นทารกเซียนแล้ว แต่เป็นมนุษย์ธรรมดา คงมิอาจบำเพ็ญเพียรบรรลุเป็นเทพเซียน เหาะเหินขึ้นสวรรค์เก้าชั้นฟ้าหรือภูเขาคุนหลุนได้อย่างแน่นอน

หนำซ้ำ.... เหล่าเซียนจิ้งจอกยังชื่นชอบการละเล่นของพวกมนุษย์มาก ดูอย่างตอนเขาอายุครบหนึ่งร้อยปี เทียบกับมนุษย์แล้วเพิ่งจะผ่านร้อนหนาวมาหนึ่งขวบปีเท่านั้น บิดามารดาผู้นิยมชมชอบในการเล่นสนุกกับบุตรตนสองท่านนั้นก็นำพิธีจัวโจว ประเพณีเลือกจับสิ่งของ ทำนายอนาคตของเด็กคนนั้นมาทดสอบลูกตนเสียแล้ว โดยมนุษย์นั้นเชื่อว่าของที่หยิบจับจะแสดงถึงเชี่ยวชาญหรือความสามารถโดดเด่นในอนาคต ซึ่งพี่ชายน้องสาวที่เติบโตเป็นซ่างเซียนหรือซ่างเสินหลายท่านนั้นก็หาได้ห้ามปรามไม่ กลับมาร่วมมุงดูกันอย่างสนุกสนาน

ธรรมเนียมนี้จะเริ่มจากการวางทารกลงบนโต๊ะหรือฟูกนอน จัดวางของที่เตรียมไว้รอบตัวเด็ก โดยทั่วไปมักจะมีคัมภีร์ ม้วนกระดาษ พู่กัน ตราประทับ จานฝนหมึก ลูกคิด สมุดบัญชี ของเล่นหรืออาหาร เป็นต้น หากหยิบลูกคิดเป็นพ่อค้า จับดาบเป็นทหาร หยิบของกินก็เป็นคนมีกินมีใช้ตลอดไป

และเนื่องจากครอบครัวนี้หาได้เป็นครอบครัวมนุษย์ และมิใช่ครอบครัวธรรมดาทั่วไปแต่เป็นจิ้งจอกเก้าหาง เทพเซียนผู้ทรงอำนาจเหนือพื้นพิภพนี้ 

ไม่ว่าจะเป็นม้วนภาพเลอค่าควรเมือง แผ่นที่โบราณของสี่ทะเลแปดทิศ ค่ายกลของทัพสวรรค์ อาวุธวิเศษ สัตว์ภูตหายาก กระทั่งตราประทับของจักรพรรดิจิ้งจอกก็ถูกขนมากองรวมกันอย่างคับคั่ง 

สิ่งของเหล่านี้ล้วนมีค่าสูงล้ำยิ่ง กลับนำมาช่วงใช้อย่างเสียเปล่าในการละเล่นหน้าตาเฉย นับว่าสิ้นเปลืองเกินจะกล่าว

“เทียนเอ๋อร์คนดี... เทียนเอ๋อร์คนเก่ง”

มนุษย์ทั่วไปย่อมไม่อาจจดจำเรื่องราวสมัยตนเป็นทารกไม่รู้ความได้ แต่หวงเส้าเทียนที่เป็นทารกเซียนกลับจำได้แม่นยำว่าตนได้ปัดกวาดสิ่งของมีค่าบนโต๊ะออกอย่างห้าวหาญ ไม่เหลือบแลเสียงเจื้อยแจ้วรอบตัว ปีนป่ายขึ้นไปบนตักของจักรพรรดิจิ้งจอกที่ตบมือรื่นเริง คว้าจับกระบี่คู่กายของบิดา 'ปิงอวี่' พิรุณเยือกแข็งเล่มนั้นด้วยความแน่วแน่เป็นอย่างยิ่ง ฟังว่าแม้จะพยายามแกะแงะเช่นไรก็ยังดื้อดึงไม่ยืนยิมปล่อยมือ

"มีอนาคตยิ่ง"

เว่ยเชินซ่างเสิน เพื่อนบ้านที่เป็นดั่งญาติสนิทมิตรสหาย ผู้หอบหิ้วของขวัญและสุราอาหารมาร่วมงาน ตบบ่าจักรพรรดิจิ้งจอกหนักๆ หลายที หัวเราะตัวงอ แสดงท่าทีตลกขบขันและพึงพอใจในสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ขอจักรพรรดิ จนแทบไม่หลงเหลือภาพซ่างเสิน ผู้รวบรวมสี่ทะเลแปดทิศเป็นหนึ่งเดียว 

และด้วยเหตุนี้... แม้ตาแก่ผู้นี้จะอายุปาเข้าไปกี่แสนปีแล้วไม่อาจทราบ แต่เจ้าตัวกลับมีความสามารถในเรื่องรบทัพจับศึกและค่ายกลเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเล็งเห็นแล้วว่าภายภาคหน้าเขาคงมีความสามารถในเชิงรบเป็นเลิศ ยามเติบโตได้สามหมื่นปี กระบี่วิเศษมีค่าควรเมือง ปิงอวี่เล่มนั้นก็ถูกยัดใส่มือ พร้อมกดไหล่สองข้างเขาให้จำต้องคุกเข่าประสานมือ กราบคารวะซ่างเสินผู้นี้เป็นอาจารย์

หวงเส้าเทียนมองแล้ว บุคลิกองอาจน่าเกรงขามนั้นหามีไม่ สง่าราศีของผู้รวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นก็เลือนรางเจือจางเป็นอย่างยิ่ง

ตาแก่เว่ย... อาจารย์ของเขานั้นเป็นจิ้งจอกเก้าหางที่สมกับเป็นจิ้งจอกเก้าหางโดยแท้ ตลอดเวลาเกือบหมื่นปีที่ผ่านมาขึ้นเหนือล่องใต้ ท่องเที่ยวเตร็ดเตร่ไปทั่วสี่ทะเลแปดทิศ หาได้มีการสอนสั่งวิชาความรู้แต่อย่างใด พาเที่ยวเล่นร่ำสุราชมจันทร์ คลอเคล้าเครื่องดนตรี ประกอบกรรมทำชั่วกับมวลหมู่เทพเซียนน้อยใหญ่เรื่องเหล่านี้นั้นมากมายเชียวแหละ

หากเที่ยวเล่นไม่เป็นโล้เป็นพายเช่นนี้ กลับกลายเป็นเส้นทางแห่งการฝึกเส้นทางหนึ่ง เทียบกับการบังคับให้ฝึกตนคร่ำเคร่งบนยอดเขาคุนหลุนกับตำรับตำราแล้ว เหมาะสมกับนิสัยเซียนจิ้งจอกมากกว่านัก อีกทั้งข้างกายเขายังมีกระบี่วิเศษ 'ปิงอวี่' หนึ่งในเทพศาสตรานับแต่โบราณกาล เมื่ออายุได้สี่หมื่นปีหมาดๆ ยามงอนิ้วคำนวณอย่างไม่เป็นจริงเป็นจัง กลับพบว่าแดนสวรรค์ใกล้มาเยือนเต็มทีแล้ว

เดิมที่หวงเส้าเทียนก็มิได้ใส่ใจการเลื่อนขั้นเป็นซ่างเซียนของตัวเอง เพราะไม่เห็นจะเป็นเรื่องสลักสำคัญอย่างไร เพียงคิดว่าเคราะห์หามยามร้าย เขาจำต้องอัสนีสวรรค์สิ้นสลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา ก็ขอให้ถูกกลบฝังในบ้านเกิดตนเสียดีกว่าเป็นที่แห่งใดก็ไม่อาจรู้ได้ 

ก่อนจะเดินทางถึงชิงชิวไม่กี่วัน พลันเกิดเสียงฟ้าร้อนลั่นครืนครั่นไปทั่วทั้งหุบเขา อสนีบาตสวรรค์สายแล้วสายเล่ากรีดผ่านฟากฟ้าลงมา เฉือนผ่านหมู่เมฆาแตกออกเป็นสองฝั่ง พุ่งลงมาเยือนโดยตรงที่ร่างของเขา

ประกายแสงวูบวาบสว่างไสวพร่าพราย เสียงกึกก้องกัปนาทดังลั่น สะท้านสะเทือนแก้วหู พร้อมทั้งความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วร่าง เวลาผ่านไปอืดอาดเชื่องช้า เนิ่นนานคล้ายกับจะดำเนินไปชั่วกัปชั่วกัลป์

ยามเส้นแสงสุดท้ายผ่านพ้น ท่ามกลางฝุ่นควันและแมกไม้ที่มอดไหม้ 

หวงเส้าเทียนชุ่มโชกไปด้วยเลือด ล้มลงเบื้องหน้าอาจารย์... ใบหน้าของตาแก่เว่ยเชินในตอนนั้นซีดขาวราวกับกระดาษ ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกตะลึง 

ปกติเขาคงเอามาทับถมเป็นแน่ คราวนี้ลำพังแค่เดินโซเซไม่กี่ก้าวก็ล้มลงแทบเท้าตาแก่เสียแล้ว จนใจจะเอายถ้อยคำถากถางจริงๆ อาศัยแค่หางตาเห็นเสื้อคลุมสีครามเข้มของผู้ที่ตนกราบเคารพเป็นอาจารย์ มุมปากจึงผุดยิ้มออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ มิแยแสหยดเลือดที่ทะลั่กล้นออกมา

"เลื่อนขึ้นเป็นซ่างเซียนได้ตอนอายุสี่หมื่นปี นับว่าท่านเองก็เป็นอาจารย์ที่ดียิ่งผู้หนึ่งเหมือนกัน เช่นนี้แล้ว ยามกลับไปก็อย่าลืมขุดเหล้าชั้นดีใต้ถุนเรือนท่านมาฉลองให้ข้าด้วยล่ะ"

ตาแก่เว่ยเชินมองเขาด้วยสีหน้าระอาใจครู่หนึ่ง ก่อนรับปากอย่างเสียไม่ได้ว่า "รักษาแผลทั่วตัวนี้เสียก่อนเถอะค่อยร่ำสุรา เหล้าชั้นดีข้ามีไว้เฉลิมฉลองหาใช่ดื่มยามอวมงคล"



หากอาจารย์เขา ปากร้ายไปเช่นนั้นเอง ยามหอบหิ้วเขามาถึงเรือนพักที่ห่างจากเขตแดนภูเขาชิงชิวไม่กี่มากน้อยก็ดูแลใส่ใจดียิ่ง แทบจะเฝ้าข้างเตียงเลยด้วยซ้ำ แต่พฤติกรรมประคองเดินเหิน ป้อนข้าวป้อนน้ำนี้ ออกจะมากเกินไปหน่อย พาให้ขนลุกขนพองยิ่ง ควรรู้ว่าเกือบหมื่นปีที่คลุกคลีตีโมงกันมา เขากับตาแก่ร่วมหัวจมท้ายกันกระทำชั่ว เรื่องบัดซบใดล้วนผ่านมือด้วยกันมาหมดสิ้น หากจะบอกเป็นศิษย์อาจารย์นั้นออกจะพิกลอยู่ นับเป็นสหายเสเพลดูเข้ากับความเป็นจริงมากกว่า

ยามร่างกายหายดีเป็นปกติแล้ว จึงได้ออกเที่ยวเล่นเดินเหินไปไกลกว่าปกติ

ระยะทางหลายก้าวที่เพิ่มมานี้เอง เปลี่ยนแปลงโชคชะตาเขานับจากนี้ชนิดพลิกฟ้าคว่ำดิน มองย้อนกลับไปแล้วอดทอดถอนหายใจเสียไม่ได้ แต่หวงเส้าเทียนไม่เคยสำนึกเสียใจเลยสักครา ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็ยังทำเช่นเดิม 

และทุกรายละเอียดในวันนั้น ยังคงติดตรึงบนดวงตาคู่นี้ไม่จางหาย

เช่นเดียวกับอีกหลายหมื่นปีต่อมา ยามเลือกที่จะแทงปิงอวี่... ควักเคล้นเลือดหัวใจจากอกก็เช่นกัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น