FanFiction เทพยุทธ์เซียน GLORY l ลำนำพิรุณ

ตอนที่ 7 : กู่ฉิน -7-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    2 มิ.ย. 61

:: แว่วเสียงเพลงพิณ ::


อวี้เหวินโจวไม่ได้ดีดกู่ฉินมานานมากแล้ว แต่กลับจดจำวิธีปรับตั้งสายของเครื่องดนตรีได้ดียิ่ง

ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนผิวไม้เรียบลื่นของเครื่องดนตรีตรงหน้า กู่ฉินตัวนี้ทำขึ้นในที่ที่ฟ้าปลอดโปร่ง แจ่มใส มีสายลมพัดพายตลอดปี หาใช่ที่แห้งเย็นและค่อนข้างชื้นเช่นยมโลก สภาพอากาศเช่นนี้ทำให้เนื้อไม้เปลี่ยนรูปทรง ตำแหน่งคลาดเคลื่อนไป ยามบรรเลงไม่อาจเหมือนเช่นวันก่อนเก่า

ดวงตาสีครามอ่อนราวกับสายน้ำวูบไหวติดจะเลื่อนลอยเล็กน้อย คล้ายครุ่นคิดถึงความหลังอันไกลแสนไกล

ชายหนุ่มขยับบิดลูกบิดที่ทำหน้าที่ตั้งเสียง ตรงจุดนี้ของกู่ฉินทั่วไปมักทำจากไม้เนื้อแข็งเพื่อให้สามารถทนต่อแรงเสียดสีได้ แต่นี่มิใช่กู่ฉินธรรมดาทั่วไป แต่เป็นหนึ่งในศาสตราวุธของเทพเซียนชั้นสูง การสร้างล้วนแล้วแต่เลือกสรรของชั้นเลิศมาอย่างพิถีพิถันและประกอบอย่างประณีตบรรจง แก่นแกนตัวบิดนี้ทำมาจากหยกขาวของน้ำพุหมื่นปี กระทั้งจุดฮุยซึ่งเป็นจุดบอกตำแหน่งยามบรรเลงทั้งหมดก็เป็นทองคำแท้บริสุทธิ์ 

อวี้เหวินโจวลูบผ่านสายที่ยามนี้เป็นเส้นไหมบางเบา หาใช่เส้นเงินอ่อนเช่นวันวานที่เคยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือประหัตประหารชีวิต น้ำหนักที่กดลงย่อมไม่หนักหนาและเส้นสายย่อมไม่คมบาดปลายนิ้วเช่นยามนั้น

หมื่นความคิดคำนึงย่อมกลายเป็นหมื่นท่วงทำนอง

บรรเลงด้วยผู้บรรเลงคนเดิมด้วยบทเพลงเดิมกลับแตกต่าง เครื่องดนตรีชนิดนั้นขับเน้นความคิดและถ้อยคำของผู้เล่นผ่านบทเพลง

กระนั้นแล้ว เมื่อเริ่มดีดกลับคล้ายคลึงอย่างน่าประหลาด เสียงของกู่ฉินนี้ยังคงทุ้มต่ำและเลื่อนล่อง เปี่ยมด้วยความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนราวกับที่นี่คือสวนบุปผาที่มวลดอกไม้งามแห่งฤดูใบไม้ผลิกำลังเบ่งบาน



วันแล้ววันเล่าบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า หลานเฉียวชุนเสวี่ยถูกเสินจวินน้อยแห่งตำหนักหลานอวี่ ท่องเที่ยวไปทั่วทุกแห่งหนบนสรวงสวรรค์สามสิบหกชั้นงดงามตระการตา แต่มิอาจดึงดูดความสนใจเขาได้เลยแม้แต่น้อย

ความคิดคำนึงของคงผูกพันกับความฝันในค่ำคืนแรกที่มาถึงไม่จางหาย

ท่านแม่ทัพเยี่ยอวี่เซิงฝานมองดูแล้วกล่าวว่าเขาคงคิดถึงตำหนักหลานซีเก๋อแห่งยมโลกเสียมากกว่า เสี่ยวฮั่นเหวินพยักหน้ารับก่อนคีบกับข้าวเพิ่มขึ้นให้เขาปลอบใจ

อาหารการกินของยมโลกนั้นชืดชากว่าที่นี้มากนัก

หลานเฉียวชุนเสวี่ยขอบคุณเด็กน้อยข้างกาย เมื่อหันมองใบหน้าที่คล้ายคลึงท่านพญายมถึงเจ็ดส่วนนี้กลับระลึกถึงดอกจื่อเถิงที่บานสะพรั่งกลางตำหนักขึ้นมาได้

สีของมันทำให้เขานึกถึงนัยน์ตาสีครามอ่อนของท่านผู้นั้นยิ่ง

"ข้าเก็บดอกไม้กลับไปได้หรือไม่ขอรับ" ท่านแม่ทัพมองเขา ก่อนจะพยักหน้า

สีสันของดอกไม้น่าจะนำพาความสดชื่นให้แก่ตำหนักที่เยียบเย็นนั้นได้

ท่านแม่ทัพเยี่ยอวี่เซิงฝานไม่เพียงอนุญาตให้เขาเก็บดอกไม้ ยังช่วยหักกิ่งก้านดอกจื่อเถิงแสนงามที่อยู่สูงขึ้นไปอีกหลายกิ่ง

หลานเฉียวชุนเสวี่ยเงยหน้ามองหมู่มวลบุปผาห้อยระย้างามสะพรั่งจับตาแล้วเอ่ยถามว่า 

“ดอกจื่อเถิงบนสวรรค์ล้วนเบ่งบานงดงามเช่นนี้ตลอดปีเลยเหรอขอรับ?”

ท่านแม่ทัพก้มมองเขา ก่อนจะเบือนขึ้นมองเถาไม้งามตรงหน้า ชั่วเสี้ยวนาทีในดวงตาคู่นั้นฉาบด้วยความอ่อนหวานปนขื่นขม และความอาลัยอาวรณ์ที่มิอาจตัดขาด 

ชายหนุ่มเงียบไปครู่ใหญ่ แล้วจึงตอบคำถามเขาไปพลางรวบเก็บก้านจื่อเถิงหลายดอกไว้ด้วยตัวเอง


“ไม่หรอก เฉพาะต้นนี้เท่านั้น”



ยามพาเขาขี่เมฆมงคลเหาะผ่านนภากาศ กลับสู่ยมโลกนั้น ท่านแม่ทัพผู้ขึ้นชื่อเลื่องลือมากคำพูดเงียบงันราวกับเบื้อใบอย่างน่าฉงน ระหว่างทางไร้วาจาหยอกเย้าเอ็นดูเช่นปกติ

เมื่อถึงทางเดินภายในตำแหน่ง เขาคิดจะพูดจาขอบคุณหรือกล่าวอะไรสักอย่างให้ท่านแม่ทัพคลายกังวล เหล่าชุนกลับคว้าข้อมือรั้งเขาไว้พูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบว่าไปช่วยจัดการวิญญาณบนสะพานที

“ไปเถอะ” 

ท่านแม่ทัพกล่าวอนุญาตแล้ว เขาก็ไม่อาจรีรอได้อีกต่อไป แต่ก็มิอาจห้ามตัวเองไม่ให้เฝ้ามองแผ่นหลังที่ก้าวเดินไปจนสุดสายตาได้เช่นกัน



พันปี... หมื่นปี...
ข้าและเจ้าล้วนเสแสร้งลืมเลือนมาโดยตลอด

หวงเส้าเทียนลอบกำดอกจื่อเถิงในเสื้อแน่น ความทรงจำก่อนเก่าผุดพรายขึ้นมาในห้วงคำนึง พาให้รีบร้อนไปยังห้องทำงานของพญายมแห่งยมโลก

กลีบดอกไม้สีครามอ่อนร่วงโรยเกลื่อนกลาดตามรอยเท้าที่ย่ำผ่าน

เมื่อไปถึงห้องด้านใน เขาเห็นอวี้เหวินโจวยืนเหนือโต๊ะทำงาน ตรงหน้าคือกู่ฉินอันนั้น

ใบหน้าในกาลก่อนซ้อนทับกับปัจจุบัน 

หวงเส้าเทียนเห็นมวลบุปผาลอยละล่อง ท่ามกลางแสงอาทิตย์อันอบอุ่น อวี้เหวินโจวกำลังยิ้มอย่างอ่อนโยน ข้อมือขาวบอบบางนั้นวางบนเส้นไหมนุ่ม ปลายนิ้วกรีดร่ายพลิ้วไหว 

บรรเลงบทเพลงแห่งใบไม้ผลิแก่มวลบุปผาที่บานสะพรั่ง

เฉกเช่นในยามนี้ ที่ร่างสูงโปร่งหันมา... นัยน์ตาสีครามอ่อนคู่นั้น ใบหน้าหมดจดดวงนั้น

หวงเส้าเทียนพลันปล่อยก้านดอกจื่อเถิงที่กุมกระชับไว้โดยไม่รู้ตัว

“เจ้าเองเหรอ เส้าเทียน” 

คนตรงหน้าแย้มยิ้มอบอุ่นนุ่มนวล

“ข้าเอง”

เขาตอบอวี้เหวินโจวเช่นเดียวกับวันนั้น



... ทั้งที่ควรลืม 
เราทั้งคู่กลับจารจำสลักลึก ติดตรึงฝังจิตไม่ลบเลือน



*******



อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ~~~

ท่านเทพสองคนนั้นอยากลืมวันวานยังหวานอยู่ไปทำไมกัน~~~ 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น