FanFiction เทพยุทธ์เซียน GLORY l ลำนำพิรุณ

ตอนที่ 6 : ตำหนักหลานอวี่ -6-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 44
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    1 มิ.ย. 61

:: หยาดน้ำตา ณ ตำหนักพิรุณสีคราม ::


มหาเทพเยี่ยซิวกลับทำเพียงมองใบหน้าเขาด้วยสายตายากจะทำความเข้าใจ หลังกล่าวคำพูดน่าฉงน

“อีกไม่นานเจ้าก็คงได้รู้ ... ว่าแท้จริงแล้วอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของตนจะเป็นเช่นไร”

“หลานเฉียวไม่เข้าใจที่ซ่างเสินกล่าว หลานเฉียวเป็นเพียงวิญญาณดวงหนึ่งในแม่น้ำลืมเลือนเท่านั้นเอง”

สายตาเยี่ยซิวซ่างเสินอ่อนโยนยิ่ง และด้วยอ่อนโยนถึงเพียงนั้น เขายิ่งกังขา

ยามถูกส่งกลับห้องนอนยังคงครุ่นคิดกังวลไม่คลาย

ได้ยินท่านแม่ทัพสวรรค์เตือนว่ามหาเทพแห่งสงครามและการดนตรีผู้นั้น ชอบกล่าววาจาเลื่อนเปื้อน เชื่อถือไม่ได้เป็นที่สุด

หลานเฉียวรู้โลกมาน้อย มักเชื่อคำพูดของท่านแม่ทัพสวรรค์อย่างไร้ข้อสงสัยเสมอมา

เพียงครั้งนี้... เขากลับไม่รู้สึกว่าเป็นตามที่ท่านผู้นั้นว่าเลยสักนิด

คืนนั้นหลานเฉียวชุนเสวี่ยฝันประหลาด

หลานเฉียวชุนเสวี่ยเคยเป็นมนุษย์

ครั้งหนึ่ง... นานแสนนานมาแล้ว นานจนลืมเลือนเสียสิ้น แต่ความจริงแล้วเขากลับไม่เคยหลงลืมสิ่งใดยังคงจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ดีเสมอมา เพียงแต่สลักลึกลงในแก่นแท้ของวิญญาณเท่านั้นเอง

ยามนั้นหลานเฉียวชุนเสวี่ยมิใช่หลานเฉียวชุนเสวี่ย หากเป็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งนามว่า ‘สวี่ปั๋วหย่วน’ ...

อดีตบนโลกมนุษย์นั้นมีวิหารศักดิ์สิทธิ์ ตัวแทนของทวยเทพบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า คอยรับมนุษย์ที่ประสงค์เดินทางสู่วิถีเซียน กราบเรียนอาจารย์ขอประสานความรู้และคุณธรรมเป็นศิษย์ก้นกุฏิ

การบำเพ็ญเพียรเป็นเทพเซียนนั้น มิใช่เพียงมีใจมุ่งมั่นใฝ่ธรรมะ แต่ต้องดูคุณสมบัติของปราณและตบะในร่างกายประกอบด้วย

สวี่ปั๋วหย่วนมีพรสวรรค์มากกว่ามนุษย์ทั่วไปเล็กน้อย จึงมีโอกาสได้ทำงานรับใช้บรรดาศิษย์เซียนระดับสูงของตำหนักหลานซีเก๋อ และยังมีสายตาไม่ธรรมดาสามารถมองออกถึงระดับปราณเทพเซียนน้อยใหญ่ได้ทีเดียว และในตำหนักหลานซีเก๋อยามนั้น ปราณเทพสีเงินเจิดจ้าผู้มาแนะนำเคี่ยวกรำการฝึกของเหล่าผู้บำเพ็ญในตำหนักวิหารแห่งสายน้ำนี้ มีเพียงผู้เดียว

'หวงเส้าเทียนซ่างเซียน' 

ผู้ซึ่งสี่หมื่นปีสำเร็จเลื่อนขั้นจากเสินจวินเป็นเซียนชั้นสูง ประกอบคุณงามความดีในการรบรากับเผ่ามารปีศาจจนเลื่องชื่อ และได้รับสมญานาม 'เยี่ยอวี่เซิงฝาน' มา

หลานเฉียวชุนเสวี่ยในยามนั้นกลับมิได้รู้เลยว่า นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ เท่านั้นเอง

ความฝันนั้นเป็นเพียงความฝันโดยแท้ แม้ครุ่นคิดหนักหนายามหลับใหล ตื่นมากลับลืมเลือนเสียสิ้น คล้ายเดินหลงในหมอกควัน ก้าวเดินหนึ่งก้าวพบเจอหนึ่งสิ่ง อีกก้าวจึงจะเห็นอีกสิ่งหนึ่ง

หลานเฉียวชุนเสวี่ยลืมตาอย่างเชื่องช้า หลงเหลือหลายถ้อยคำตกค้างอยู่ในใจ เหตุการณ์หนึ่งพลันปรากฏคล้ายภาพนิมิตกึ่งจริงกึ่งลวง


'เหตุใดเจ้าจึงไม่ลืมเลือน หากยึดติดเช่นนี้เจ้าจะไปเกิดไม่ได้ หนำซ้ำยังอาจตกลงสู่ห้วงมาร'

'ข้า... ข้าลืมไม่ได้.... ข้าอยู่ที่นี้'
'...' 
'แต่ท่านแม่ทัพ... ท่านแม่ทัพยังอยู่ที่นั้น'
'...' 
'ข้า... อยากกลับไป... อยากกลับไป...'

สีแดง… สีแดงฉาน…. 
ไยพิรุณบนฟากฟ้าจึงได้ปรายโปรยเป็นสีแดงกัน?

ท่านแม่ทัพ… ท่านแม่ทัพ …

ท่านทำสิ่งใดลงไป?
ไยท่านผู้นั้นจึงร่ำไห้เช่นนั้นเล่า?

จวบจนร่างวิญญาณสิ้นสลาย 
เฝ้าครุ่นคิดห่วงกังวลมิรู้วาย

ว่ายวนเวียนล่องลอยปราศจากรูปกาย นับพันนับหมื่นปี 

ไม่ว่าอย่างไร.... ข้าก็มิอาจลืมเลือน.... 




น้ำตาหลั่งรินไหลจากปลายหางตา พรั่งพรูราวหยาดพิรุณ 

หลานเฉียวชุนเสวี่ยรู้สึกตัวตื่นเต็มตากลับพบว่าใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา ความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวราวถูกคว้านหัวใจออกจากอก โศกเศร้าเหลือประมาณ แต่กลับไม่อาจจดจำสิ่งที่อยู่ในห้วงฝันได้สักนิด

ข้าจำได้เพียงว่าไม่อยากลืม…. แต่มิอาจนึกถึงสิ่งที่หลงลืมไปแล้ว

เสินจวินแห่งหิมะวสันต์จุ่มมือลงล้างหน้าล้างตา ลำพังเพียงพลังฝีมือเขาในตอนนี้ ต้องการรู้เรื่องราวใดของตนในอดีตล้วนไม่ง่ายดาย เบาะแสก็มิอาจจดจำได้ มีเพียงคำว่า 'ไม่ว่าอย่างไรก็มิอาจลืมเลือน' เท่านั้นที่แจ่มชัด

ยามก้าวออกจากห้องพักจึงติดจะใจลอยอยู่บ้าง สองเท้าที่แตะพื้นด้านนอกเพิ่งวางลง ร่างเล็กจ้อยของเสินจวินน้อยอีกท่านหนึ่งพลันโผพรวดกอดรวบไว้อย่างร่าเริง ถึงกับทำให้ร่างเพรียวบางถึงขั้นซวนเซ

"ท่านแม่หลานเฉียว! ท่านแม่หลานเฉียว! วันนี้ไปเที่ยวน้ำตกที่สวรรค์ขั้นสามสิบห้ากัน!!"

หลิวหยุนตัวน้อยจูงมือข้าเดิน ทางในตำหนักหลานอวี่แห่งนี้กว้างขวางกว่าตำหนักหลานซีเก๋อที่ยมโลกหลายเท่านัก แต่กลับเงียบสงัดผิดวิสัยยิ่ง อย่างไรเจ้าของตำหนักแห่งนี้คือแม่ทัพเยี่ยอวี่เซิงฝาน ควรจะมีบรรยากาศสดชื่นมีชีวิตชีวามากกว่านี้ตั้งหากถึงจะถูกต้อง

เหตุใดจึงมีความคิดเช่นนี้... หลานเฉียวนึกแปลกใจตนเองอยู่บ้าง ก่อนกล่าวแก้ในใจเสร็จสรรพว่าเพราะคุ้นชินกับบุคลิกอันจริงใจและท่วงท่าเปิดเผย พาให้ผู้พบเจอรู้สึกราวกับพบเจอดวงตะวันของท่านแม่ทัพตั้งหาก

ครั้นมาถึงหน้าห้องครัว หลานเฉียวกับหลิวหยุนกลับพบซ่างเซียนท่านหนึ่งกำลังปัดกวาดห้องรับประทานอาหารด้วยท่าทางง่วงซึมเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าหมดจดดวงนั้นค่อนข้างติดจะสงบนิ่งเฉยชา เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากันจึงกล่าวกับข้าอย่างเรียบง่ายว่า

"รอสักครู่ เส้าเทียนยังอยู่ข้างใน"

ข้าเหลือบมองหลิวหยุนอย่างงุนงง กลับถูกมือคู่นั้นพามานั่งลง รินน้ำชาให้หนึ่งถ้วยก่อนแนะนำว่า 

"พี่เจิ้งเซวียนเป็นขุนพลของทัพสวรรค์น่ะ!" 

ซ่างเซียนท่านนี้ปกติอาศัยในตำหนักหลานอวี่ไม่ได้มีเรือนเป็นของตัวเอง และที่แห่งนี้นั้นถือเป็นที่ทำการณ์หลักของทัพหลานอวี่ซึ่งเต็มไปด้วยเซียนบุรุษมากมาย ไม่สะดวกให้มีเซียนหญิงรับใช้เข้าออกนัก จึงมีแต่เซียนน้อยใหญ่ผลัดกันมาดูแลสภาพความเป็นอยู่ในตำหนักแทน อาหารการกินก็จัดการดูแลกันเอง และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าของตำหนักอย่างท่านแม่ทัพลงมือเข้าครัว

ข้ามองประตูห้องครัวรู้สึกไม่ถูกต้องนักที่ให้ท่านแม่ทัพสวรรค์ต้องมาหุงหาอาหารให้ตนรับประทาน เอ่ยกับเสี่ยวหลูว่า 

"ขอไปช่วยเป็นลูกมือท่านแม่ทัพดีกว่า" 

เสินจวินน้อยพยักหน้าหงึกหงักก่อนเอ่ยอย่างยินดีว่า "อยากกินอาหารฝีมือท่านแม่หลานเฉียว!" 

ไม้กวาดในมือของซ่างเซียนด้านนอกร่วงดังปุ๊ 


ยามหลานเฉียวชุนเสวี่ยเข้ามานั้นกลับเจอภาพแม่ทัพสวรรค์ผู้สง่างามกำลังม้วนแขนเสื้อควงตะหลิวยกกระทะอย่างคล่องแคล่วหน้าเตา ร้องตะโกน

"ฟืนไม่พอ! ฟืนไม่พอ! เจ้าสองคนจะขี้เกียจเกินไปแล้ว นั่งรอข้าอย่างเดียวจนชินไม่คิดจะช่วยเป็นลูกมือบ้างเหรอ!! ถ้าไม่ใช่วันนี้มีหลานเฉียวขึ้นมาด้วย ข้าจะให้พวกเจ้านั่งแทะลูกท้อผลหมากรากไม้กินกันตาย!!"

สำนึกผิดชอบชั่วดีของหลานเฉียวชุนเสวี่ยถูกตีกระหน่ำด้วยวาจาของท่านแม่ทัพผู้เคารพนับถือ ตะลีตาลานเร่งมองหาฟืนเติมไฟให้บุรุษที่ควงตะหลิวแทนกระบี่อย่างรีบร้อน 

"ขออภัยที่มารบกวนท่านแม่ทัพ"

คำพูดนี้เอ่ยออกไปด้วยความรู้สึกผิด กลับเห็นมือสองข้างที่สอดประสานราวกับร่ายรำเพลงกระบี่หยุดชะงัก 

"เอ่อ... ข้าไม่ได้ว่าเจ้า หลานเฉียว"

ท่านแม่ทัพเยี่ยอวี่เซิงฝานกลับเป็นฝ่ายขอโทษขอพายกลับเสียแทน เปลวไฟส่งเสียงเปร๊าะเปรี๊ยะ เร่งให้ข้าใส่ไม้เพิ่มฟืนเข้าไปในช่องเตาอย่างรวดเร็ว

ท่วงท่ามือหนึ่งกระทะ อีกมือตะหลิวของท่านแม่ทัพพาให้ข้านึกชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง และนึกขึ้นมาได้ว่าสมัยกาลก่อนนั้น ท่านแม่ทัพเองเคยได้ร่ำเรียนวิชาเฉกเช่นเซียนทั่วไป ฝีมือการทำกับข้าวอันคล่องแคล่วนี้นั้นน่าจะติดตัวมาตั้งแต่สมัยเป็นซ่างเซียนก้นกุฎิมาก่อน 

จะว่าไปแล้ว... ท่านพญายมอวี้เหวินโจวเองก็ฝึกวิชาด้วยกันกับท่านแม่ทัพ การทำอาหารนี้อาจจะเรียนมาพร้อมกันก็เป็นได้? 

"ท่านเรียนมากับท่านพญายมเหรอครับ?"

ท่านแม่ทัพสวรรค์มองข้าด้วยสายตาขบขันยิ่ง ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะดังสนั่นออกมา กล่าวด้วยน้ำเสียงติดจะกลั้นหัวเราะเล็กน้อยว่า

"เหวินโจวเองก็เหมือนเจ้าตอนนี้นี่แหละ สมัยก่อนเข้าครัวมาดีที่สุดแค่ช่วยข้าใส่ฟืนเท่านั้นเอง หวังให้เจ้านั้นจับตะหลิวผัดข้าว ข้าว่าเจ้ากินผลไม้หรือของดิบยังเข้าท่ากว่าอีก"

ข้าฟังแล้วกะพริบตาปริบๆ ท่านพญายมอวี้เหวินโจวผู้เพียบพร้อมด้วยความสามารถเก่งกาจรอบรู้ผู้นั้นกลับมีสิ่งที่กระทำไม่ได้ด้วยเหรอ?

"เจ้านั้นกินไม่เลือก กินกระทั้งของดิบของคาว ไม่รู้ก่อนเจอข้ากับท่านอาจารย์อยู่รอดมายังไงถึงสำเร็จเป็นซ่างเซียนได้โดยไม่ต้องพิษซะก่อน หรือจะเป็นความสามารถพิเศษของงูปาเสอเพียงกลืนกินเข้าปากได้ก็ถือว่าเป็นอาหารทั้งสิ้นกัน"

ท่านแม่ทัพตักกับข้าวใส่จานที่ชี้บอกให้ข้านำมาวางเรียง บ่นพึมพำงึมงำกับตนเอง ถ้อยคำฟังดูกระทบเสียดสีในสุ้มเสียงกลับเจือด้วยความอ่อนโยนระคนอาลัยยิ่ง


[จบตอน]


เสี่ยวหลานลูก.... แน่ใจนะว่าอยากจำได้ ส่วนสองคนที่แกล้งลืมนั้นก็.....
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น