FanFiction เทพยุทธ์เซียน GLORY l ลำนำพิรุณ

ตอนที่ 5 : ดาราดารดาษ -5-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    28 พ.ค. 61

:: ดวงดาวเกลื่อนฟ้าไร้ขอบเขต ::



อวี้เหวินโจวหลับไปนานเท่าใดมิอาจรู้ชัด ยามลืมตาตื่นนั้นรอบกายพลันเงียบสงบ ปราศจากเสียงสดใสร่าเริงของเมฆมงคลตัวน้อยและเสียงนุ่มนวลของหลานเฉียวชุนเสวี่ยเสียแล้ว มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษหนังสือและเสียงเคี้ยวขนมของคนอ่านไปกินไปข้างตัวเท่านั้นเอง

“ข้าทำให้ตื่นเหรอ?”

น้อยนักที่หวงเส้าเทียนจะพูดจาประหยัดถ้อยคำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อดีตเจ้าตัวก็ไม่ได้พูดฝอยยืดยาวถึงเพียงนั้น ล่วงเลยมาหลายพันปีแล้ว ยากจะกลับคืน กลายเป็นผู้คนจดจำท่านแม่ทัพเยี่ยอวี่เซิงฝานเป็นซ่างเสินที่พูดจาได้เลือนไหลไม่หยุดหย่อนดั่งพิรุณถล่มท่วมสมุทร

ใบหน้างดงามติดจะเลื่อนลอยเล็กน้อย ดวงตาปรือปรอยด้วยยังเพิ่งตื่นจากนิทรา ยามขยับลุกมิทันรู้ตัวว่ามีเสื้อคลุมของใครบางคนร่วงหล่นตามแรงขยับกาย ตามด้วยกลีบดอกไม้บนศีรษะร่วงกราว
ท่านพญายมท่าจะพักสายตานานไปสักนิด

หวงเส้าเทียนยิ้มขำ ก่อนถือวิสาสะเลือนมือไปสัมผัสกลุ่มผมสีดำสนิท เส้นผมยาวทิ้งตัวสยายราวม่านนภายามราตรี เลื่อนผ่านปลายนิ้วของเขาไป

อวี้เหวินโจวมีเส้นผมที่งดงามมาก และนุ่มนวลยากจะเปรียบ เพียงใช้ปลายนิ้วลูบสางก็ลื่นไหลไปจนสุดปลายผม เวลาม้วนรวบง่ายดายเป็นอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้เจ้าตัวพำนักอยู่ในปรโลก มิได้ต้องเข้าเฝ้าเทียนจวินหรือผู้ยิ่งใหญ่ที่ไหน ตนจึงมิได้เกล้าผมให้ยุ่งยาก เพียงใช้ผ้าสีเข้มแถบหนึ่งรวบปลายผมให้เท่านั้นเอง

ข้ามองซ้ายมองขวา พินิจดูแล้วทรงผมเรียบง่ายเช่นนี้เขาดูสุภาพนุ่มนวลทีเดียว อาจจะอ่อนโยนมากเกินไปสำหรับตำแหน่งหน้าที่ด้วย

ช่างเถอะ... หลายหมื่นปีมานี้ แม้รูปโฉมท่านพญายมแห่งปรโลกจะหมดจดงดงามเพียงไหน แต่ทุกผู้นามรู้แจ้งว่าเมื่อมือคู่นี้ร่ายมนตร์เปิดประตูมรณะ กระทั้งเทียนจวินยังต้องหลบหนีไปพันลี้

“หลิวหยุนกับหลานเฉียวไปเล่นที่ไหนเสียแล้วล่ะ?” เขากล่าวเบาๆ พลางพับเก็บเสื้อคลุมข้าคืนให้อย่างเรียบร้อย

“เจ้าหนูนั้นพาหลานเฉียววิ่งเล่นไปทั่วตำหนักเจ้าแล้ว ตอนนี้คงใกล้กลับกันเต็มที”

หวงเส้าเทียนยักไหล่ เก็บหนังสืออ่านเล่นเล่มนั้นเข้าที่อกเสื้อ ปากกลืนขนมคำสุดท้ายลงคอ

“ตำหนักหลานซีเก๋อไหนเลยจะกว้างขวางเพียงนั้น ข้ากล่าวเองก็กระไร ปรโลกแห่งนี้มีที่ใดให้เด็กน้อยเที่ยวเล่นกันเล่า?”

อวี้เหวินโจวยิ้มตอบ ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นยืน ฝ่ายคนโดนจับผิดกลับมิได้แยแสว่าโดนจับได้ไล่ทัน สืบเท้าตามผู้ก้าวนำหน้าไปตามทางเดินของตำหนัก ตรงเข้าสู่ห้องทำงานของท่านพญายมแห่งปรโลก

ปลายเรือนผมสีดำขลับเงางามนั้นถูกรวบเก็บด้วยผ้าผืนสีเข้ม กำลังส่ายไหวแกว่งไกวอยู่ตรงหน้า พลันอยากเอื้อมมือไปคว้ามาเกี่ยวเล่นกับนิ้วมือตนเช่นวันวาน

กาลก่อนเป็นเช่นไรก็แล้วไปเถอะ ปัจจุบันข้าไม่ขออะไรมากไปกว่านี้แล้ว

“มากินนอนตำหนักเจ้าหลายเดือน ต่อให้ข้าสันหลังยาวกว่านี้ก็ไม่อาจเกียจคร้านได้อีกต่อไป ได้เวลากลับสวรรค์เสียที เด็กนั้นเพิ่งลืมตาตื่นได้ไม่นาน พาไปเปิดหูเปิดตาหน่อยดีหรือไม่?

ไม่สิ ย่อมไม่มีไม่ดีอยู่แล้ว บนแดนสวรรค์เก้าชั้นฟ้ามีทั้งแสงแดดของดวงตะวัน ดินแดนสี่ฤดูหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ดาราดารดาษและจันทราเพียงเอื้อมคว้า

น่าจะตื่นตาตื่นใจสำหรับวิญญาณธรรมดาที่เพิ่งได้เป็นเสินจวินมากทีเดียว”

ผู้ปกครองยมโลกจรดพู่กันลงบนม้วนกระดาษ คัดกรองถ้อยคำยืดยาวที่พูดเองเออเองจนติดลมของท่านแม่ทัพสวรรค์ กล่าวอย่างเรียบง่ายหนึ่งประโยค

“พาไปได้ก็พาไปเถิด เพียงอย่าลืมว่าอย่างไรเสียไอหยินบนร่างวิญญาณเดิมของหลานเฉียวนั้นมากแทบจะให้เทพเซียนบนนั้นเข้าใจผิดว่าเป็นมารปีศาจได้เลยทีเดียว”

นับว่าถูกต้องทีเดียว
หลานเฉียวนั้นมิใช่หลิวหยุนที่แต่เดิมนั้นก็เป็นเมฆมงคล แก่นแท้เป็นเพียงวิญญาณธรรมดา หาใช่เทพเซียน ลำพังนำพาไปเดินเล่นด้วยฐานะเขาก็ได้อยู่ แต่ครั้นจะให้หลิวหยุนอยู่ข้างกายตลอดเวลาก็มิได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น

อวี้เหวินโจวส่ายหน้า คิดจะพาไปก็จะพาไป มิได้ตระเตรียมอะไร หุนหันพลันแล่นไม่เปลี่ยน มือเรียวยาวล้วงหยิบสิ่งหนึ่งในแขนเสื้อ

ป้ายหยกขาวขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ปรากฏบนฝ่ามือของท่านพญายมแห่งปรโลก

“สิ่งนี้อยู่ข้างกายข้ามาหลายหมื่นปี นับมาซึมซับไอหยินของข้าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหลิวหยุน ให้หลานเฉียวห้อยติดตัวไว้แล้วกัน”

หวงเส้าเทียนรับมาพลิกคว่ำพลิกหงาย ระดับความเอ็นดูหลานเฉียวชุนเสวี่ยผู้นั้นของอวี้เหวินโจวไม่ธรรมดาเลยทีเดียว รู้จักกันมาหลายหมื่นปี น้อยนักที่จะเห็นเจ้าตัวนำสิ่งนี้ออกมา ถือป้ายหยกชิ้นนี้ไม่เพียงมีไอหยินของพญายมแห่งปรโลก ยังแสดงชัดว่าอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของอวี้เหวินโจว

หลานเฉียวชุนเสวี่ยตื่นเช้ามา หลังจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้ว แรกอรุณกลับพบเจอใบหน้าของท่านแม่ทัพสวรรค์ยืนหน้าประตูห้อง พร้อมกับหลูฮั่นเหวินเสินจวินน้อย ยังไม่ทันตั้งตัวติดมือน้อยๆ คู่นั้นพลันจับจูงให้รีบเร่งเก็บข้าวของไปตำหนักหลานอวี่ด้วยกัน 

เด็กหนุ่มงุนงงยิ่ง กระนั้นแล้วยังคงทำตามคำกล่าวของท่านแม่ทัพอย่างว่าง่าย เดิมทีข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวนั้นไม่มีสักอย่างเดียว จึงหยิบฉวยเพียงเสื้อผ้าสองสามชุดก็เพียงพอแล้ว มิไยว่าท่านแม่ทัพเห็นว่าตัวเขาไร้เครื่องประดับใดเกินไป ได้มอบป้ายหยกชิ้นหนึ่งให้ มือเรียวยาวคู่นั้นบรรจงผูกกับข้างเอว กำชับว่าเป็นของท่านพญายมอย่าให้ห่างกาย

หลานเฉียวชุนเสวี่ยแตะปลายนิ้วลงบนป้ายหยก สัมผัสเรียบลื่นและเย็นเฉียบนำพาความสงบนิ่งเยือกเย็นเฉกเช่นเดียวกับผู้เป็นเจ้าของ ราวกับมีท่านผู้นั้นอยู่ข้างกายอย่างไรอย่างนั้น

นับจากลืมตาตื่นมาจนป่านนี้ นอกจากปรโลกแล้ว เขาไม่เคยเหยียบย่างไปที่ใดมาก่อนเลย การไปเยือนแดนสวรรค์นี้คือครั้งแรก เหล่ายมบาลทั้งหลายทั้งปวงเคยเล่าถึงอาณาจักรทวยเทพเก้าชั้นฟ้านั้นว่าเข้าออกมิง่ายดาย แต่งดงามยิ่งนัก ได้รับโอกาสติดสอยห้อยตามท่านแม่ทัพไปเปิดหูเปิดตาเช่นนี้ หัวใจที่สงบนิ่งพลันตื่นเต้นขึ้นมาหลายส่วน

เคยชินกับท้องฟ้าทืบเทาของชั่วนาตาปีของปรโลกมาเนิ่นนาน เส้นทางขึ้นสู่สวรรค์เก้าชั้นฟ้าหันซ้ายเป็นหมู่เมฆสีขาวพร่างพราว หันขวาเป็นท้องนภาสีครามสดใส ทิวทัศน์เช่นนี้ก็เพียงพอให้เขาตื่นเต้นได้แล้ว

ยามหยุดยืนหน้าประตูทักษิณ ขุนพลสวรรค์ผู้อารักษ์ปกป้องประตูแห่งภพสวรรค์ อาณาจักรแห่งทวยเทพทั้งสามสิบหกชั้นที่รักษาการณ์นั้น เพ่งมองเขาด้วยสายตาไม่สู้ดีเป็นอย่างยิ่ง เซียนเมฆมงคลน้อย หลูฮั่นเหวินเสินจวินกอดแขนขาอย่างแน่นหนา เขม่นมองทหารที่ยืนมองด้วยสายตาก้าวร้าวยิ่ง

"ข้าน้อยขอล่วงเกินถามท่านแม่ทัพเยี่ยอวี่เซิงฝานว่าผู้ที่ท่านนำพานั้นคือใครกัน?"

ท่านแม่ทัพยิ้มพลางตบไหล่ของทหารผู้รักษาการณ์ เสียแต่ไม่ทันให้เอ่ยปาก กลับเป็นเสินจวินน้อยข้างตัวเขากล่าวแทน 

"ผู้นี้คือท่านแม่หลานเฉียวชุนเสวี่ย!! ท่านพ่ออนุญาตให้หวงเส้าเทียนพามาเปิดหูเปิดตาที่แดนสวรรค์เท่านั้นเอง ไม่ใช่มารปีศาจที่ไหน!!" 

เขาลอบเห็นหางคิ้วท่านแม่ทัพกระตุกเล็กน้อยยามได้ยินคำว่า 'ท่านแม่หลานเฉียวชุนเสวี่ย' "กล่าวได้ดี กล่าวได้ดี" ทหารเบื้องหลังอีกหลายนายเอียงศีรษะหันไปพูดคุยกันอย่างโจ่งแจ้ง แม้พลังฝีมือเขาจะไม่ได้มากมายเท่าท่านแม่ทัพหรือเสี่ยวหลูตัวน้อย แต่ก็ยังได้ยินหลายถ้อยคำ พาให้งุนงงสงสัยยิ่ง

อนุภรรยาเอย ภรรยาหลวงเอย 

หลานเฉียวชุนเสวี่ยมาทราบความตอนหลังว่าเรื่องราวครั้งรับตนเข้าตำหนักหลานซีเก๋อนั้นถูกแต่งเติมใส่สีตีไข่ไปเป็นตำนานรักสามเส้าเคล้าน้ำตาบนความริษยาท่านแม่ทัพสวรรค์ก็ล่วงเลยมาหลังจากนั้นหลายร้อยปีแล้ว

ตัวเขาในตอนนั้นชมดูความงดงามตระการตาของอาณาจักรสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตั้งแต่พื้นดินที่มิใช่ดินธรรมดาสามัญ หากเป็นทองคำและเงินบริสุทธิ์ระยิบระยับจับตา ขั้นบันไดแต่ละขั้นเป็นหยกและมณีรัตนชาติ สองข้างทางเป็นดงไผ่สีเขียวมรกตทอดยาวแสงสีเงินสีทองส่องสว่างอะร้าอร่ามตรงข้ามกับสีหม่นมัวของปรกโลกเสียจนเขาตาลาย

เราสามคนเดินอย่างไม่แช่มช้าไม่รีบร้อน ข้างตัวเขามีเสินจวินน้อยค่อยแนะนำสิ่งต่างๆ ให้อย่างกระตือรือร้น คำเรียก 'ท่านแม่หลานเฉียว' เจื้อยแจ้วดังไม่หยุด ซึ่งเขานั้นเคยชินเสียแล้ว และท่านแม่ทัพเองก็คร้านจะแก้ไข ปล่อยให้เซียนเมฆมงคลน้อยเรียกตามใจชอบ หารู้ไม่ว่าตลอดทางที่ก้าวเดินกันนั้น เซียนชายหญิงเอย นางกำนัลเอย เหล่าเทพเซียนน้อยใหญ่ที่ได้พบเห็นเบื้องหน้ากล่าวทักทายอย่างนอบน้อมเปี่ยมมารยาทนั้น ลับหลังแล้วได้เล่าลือไปอย่างบานปลายเลยเถิดยิ่ง


“เส้าเทียนเอ๋ยเส้าเทียน นี่ตกลงเจ้าหาอนุภรรยาให้คนรักตัวเองหรอกเหรอ ช่างใจกว้างดั่งมหาสมุทรอะไรเช่นนี้”

ยามเห็นป้ายหยกนี้ข้างเอวของหลานเฉียวชุนเสวี่ย ซ่างเสินที่ทำตัวไม่สมกับเป็นซ่างเสินท่านนั้นจึงสัพยอกอย่างไม่รีรอ

เมื่อครั้งนำพาหลานเฉียวชุนเสวี่ยผู้นี้เข้าตำหนักหลานซีเก๋อ ท่านแม่ทัพสวรรค์นั้นโดนนินทาไปเสียยกใหญ่ว่ารับอนุภรรยาให้ท่านพญายมหมองใจ ครั้นมีเรื่องราวของหลิวหยุน ... เสินจวินตัวน้อย ผู้คำหนึ่งเรียกท่านพญายมว่าท่านพ่อ อีกคำเรียกหลานเฉียวชุนเสวี่ยผู้นั้นว่าท่านแม่

เทพเซียนบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าจึงได้มีการถกเถียงถึงข้อเท็จจริง นับเป็นวาระยิ่งใหญ่พันปีมีหนเลยทีเดียว ไม่แคล้วมาลงเอยที่ว่า ท่านแม่ทัพเยี่ยอวี่เซิงฝานไม่ได้รับอนุภรรยา แต่ยินยอมให้ท่านพญายมรับอนุภรรยาตั้งหาก

รูปการณ์ออกมาเช่นนี้ นับว่าพิลึกพิลั่น บรรลัยไปทั้งสามภพ เป็นเรื่องราวอีกเรื่องหนึ่งที่พูดคุยกันอย่างออกรสในวงสุราช่วงนี้

แน่นอนว่าคำเล่าลือนี้ หามีผู้ใดขวัญกล้าเอ่ยออกมานินทาต่อหน้าท่านแม่ทัพสวรรค์เยี่ยอวี่เซิงฝาน มีเพียงเยี่ยซิวซ่างเสิน มหาเทพบรรพกาล 'เทพสงครามและดนตรีกาล' ผู้ยิ่งใหญ่และสนิทสนมกับอาจารย์ของท่านแม่ทัพเท่านั้นที่จะเอ่ยออกมาสัพยอกเจ้าตัว

สีหน้าของแม่ทัพสวรรค์ย่ำแย่เป็นอย่างยิ่ง เขียวคล้ำสลับซีดขาว ถ้อยคำพ่นฝอยอันขึ้นชื่อลือชามิอาจถูกนำออกมาตอบโต้ได้สักครึ่งคำ

"มิพาภรรยาหลวงมา แต่กลับพาอนุภรรยาเข้าตำหนัก หัวใจเจ้าทำด้วยอะไร เยี่ยอวี่เซิงฝาน"

เยี่ยซิวซ่างเสิน มหาเทพมังกรอัคคีบรรพกาลท่านนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยกลับแฝงความเยาะเย้ยไว้หลายส่วนทีเดียว ฟังแล้วในใจเขารู้สึกอึดอึดคับข้องใจยิ่ง มิรู้ว่าเป็นความอึดอัดใจประการใด แต่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกยิ่ง ยากจะบรรยายนัก ขณะที่กำลังครุ่นคิดจริงจังว่าต้องเอ่ยแก้ตรงไหนดี แต่คิดอย่างไรก็มิรู้ว่าต้องแก้ที่ตรงไหน น่าปวดใจเหลือเกิน 

ท่ามกลางเสียงถกเถียงกันของซ่างเสินสองท่านที่เดินนำเบื้องหน้า หลานเฉียวชุนเสวี่ยพลันรู้สึกว่ากลับไปยังปรโลกนั้นต้องรบกวนท่านพญายมกราบเรียนขอคำชี้แนะอย่างจริงจังในเรื่องราวของโลกหล้าสักครา

ขณะที่ถอดถอนใจในความรู้น้อยของตนนั้น ประตูเรือนได้ถูกมือคู่หนึ่งผลักเปิดออก เสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังมาจากประตูหนาหนักบานใหญ่ เบื้องหลังคือดอกจื่อเถิง* จากภายนอกสู่ภายในนั้น ปรากฏเพียงสีฟ้าครามอ่อนละลานตา 

ดอกจื่อเถิงบานสะพรั่งกระจ่างตายิ่ง ม่านดอกไม้งามระย้าเป็นโถงคล้ายถ้ำบุปผากลางเรือน เขาก้าวเท้าไปใกล้เกี่ยวกิ่งจื่อเถิงมาหนึ่งกิ่งอย่างระมัดระมังยิ่ง รู้สึกคุ้นตากับสีสันของกลีบดอกนี้อย่างบอกไม่ถูก ความสงสัยสะกิดข่วนในหัวใจให้คันยุบยิบ ชั่วขณะที่ปล่อยมือจากกิ่งดอกไม้เผลอแตะเข้ากับป้ายหยกข้างเอวเข้าพอดี

"ท่าน...พญายม..." ...อวี้เหวินโจว

ดอกจื่อเถิงทั่วไปซึ่งปรากฎในหนังสือมักเป็นสีม่วง สีขาวพร่างพราว แต่บุปผางามชนิดนี้ที่บานสะพรั่งไร้กาลเวลาในตำหนักพิรุณสีคราม(หลานอวี่)ของท่านแม่ทัพเยี่ยอวี่เซิงฝานกลับเป็นสีเดียวกับนัยน์ตาของท่านพญายมอวี้เหวินโจวแห่งปรโลกผู้นั้น

หลานเฉียวชุนเสวี่ยครุ่นคิดอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ในสายตาของเขาและจากซ่างเสินทั้งสอง ท่านแม่ทัพและท่านพญายมเป็นสหายที่สนิทสนมใกล้ชิดกันเป็นอย่างยิ่ง ความผูกพันเช่นนี้มิได้เพิ่งมีขึ้นอย่างแน่นอน ย่อมบ่มเพาะข้ามผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน เช่นนั้นความรู้สึกยากจะบรรยายครั้งได้ยินผู้คนเอ่ยเรื่องตนกับท่านแม่ทัพหรือยามเห็นหมู่ดอกจื่อเถิงที่บานสะพรั่งกลางตำหนักนี้คืออะไรกัน?

ยามราตรีดึกสงัด ปราศจากสรรพเสียงใด เขานั้นยังคิดไม่ตกจริงจัง หมุนกายพลิกกายรอบแล้วรอบเล่าจึงตัดสินใจแหวกม่านเตียงออก ดึงผ้าห่มจากตัว พับเก็บอย่างเรียบร้อย ก้าวเท้าออกจากธรณีประตู สืบเท้าเนิบช้าและเอื่อยเฉื่อยเป็นอย่างยิ่ง จึงมาหยุดกลางสวนอีกแห่งในตำหนัก สวนนี้แตกต่างจากหมู่จื่อเถิงกลางเรือนอยู่บ้างตรงมีต้นไม้สูงตระหง่านเพียงต้นเดียว เงาไม้ใหญ่สูงล้ำเหนือหลังคาตำหนักไปหลายสิบจ้าง* แหงนหน้ามองแล้วคล้ายกับแขวนลอยบนนภา เคียงข้างหมู่ดวงดารานับแสนนับล้านโดดเด่นเดี่ยวดายยิ่ง

แดนปรโลกนั้นมิมีดวงดาวใด นภาสีเทานั้นมีเพียงสีเดียว มิอาจเทียบเคียงได้กับดวงดารามากมายบนนภาราตรีกาลของสวรรค์เก้าชั้นฟ้าดารดาษพราวระยับละลานตาดุจประกายเกล็ดเพชรอัญมณีโปรยปรายบนฟากฟ้า ความงดงามกระจ่างตาเช่นนี้ควรให้ความรู้สึกอิ่มเอิบในใจ 

หลานเฉียวชุนเสวี่ยกลับมองดูแล้ว ดาราดารดาษค่ำนี้กลับให้ความรู้สึกเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง แสงจันทร์นวลผ่องที่ควรเย็นตารื่นใจกลับดูชืดชา เฉกเช่นเดียวกับต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า ดวงจันทร์สุดปลายฟ้านั้นดูอ้างว้างเดี่ยวดายยิ่ง

สายลมราตรีพัดเอื่อย แว่วเสียงสัตว์ภูตลอยมา เขาเหม่อมองดวงจันทราเนิ่นนานคล้ายไม่รับรู้กาลเวลา ล่วงเลยกระทั้งเหล่าดาราทิ้งกายลงจากฟากฟ้าดวงแล้วดวงเล่า กลับได้ยินเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งเข้ามาใกล้เรียกสติแทน 

"หลานเฉียวชุนเสวี่ย... อืม... ยาวไป ข้าขอเรียกเจ้าว่า 'เสี่ยวหลาน' ได้หรือไม่?"

ครั้นหันไปตามเสียงทักกลับต้องตกตะลึง รีบร้อนทำความเคารพตามมารยาทและศักดิ์ฐานะของผู้กล่าวทักทายทันที

"เยี่ยซิวซ่างเสิน!"

มหาเทพมังกรอัคคีแห่งบรรพกาล ผู้เลืองชื่อลือนามดั่งเทพสงครามและดนตรีกาลท่านั้น แย้มยิ้มอย่างเรียบง่าย บนใบหน้างามสง่าคล้ายกับมีความลึกล้ำยากหยั่งถึง บรรยากาศเช่นนี้ถือเป็นบรรยากาศเฉพาะของมหาเทพบรรพกาลผู้คงอยู่มากว่าแสนปีงั้นเหรอ? เขานึกสงสัยยิ่ง

เยี่ยซิวไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติ่ม ก้มมองดูใบหน้าไร้เดียงสาเปิดเผยอารมณ์ความรู้สึกของเสินจวินด้วยท่าทีสงบนิ่ง ในใจกลับนึกเอ็นดูและขบขัน 

ซ่างเสินผู้สูงส่งกลับนั่งลงข้างหลานเฉียวชุนเสวี่ยโดยไม่ถือตัว แต่กลับไม่มองไปที่เสินจวินผู้น้อย กลับทอดสายตามองต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

"ไม่ต้องมากพิธี เรียกข้าว่า 'ซ่างเสิน' เฉยๆ ก็พอแล้ว ตัวเจ้าเองเพิ่งลืมตาตื่นและได้ร่างกายมาไม่นาน มิผิดนักที่ยังไม่คุ้นชินหลายประการ และมีหลายเรื่องราวที่มิอาจเข้าใจได้ถ่องแท้"

หลานเฉียวชุนเสวี่ยมองเสี้ยวหน้าเรียบเฉยของเยี่ยซิวด้วยความงุนงงยิ่ง มหาเทพบรรพกาลกลับหันมายิ้มตอบ กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยคล้ายเกริ่นเล่านิทาน

"เสี่ยวหลานเอ๋ยเสี่ยวหลาน... ข้านึกอยากให้เจ้าจดจำได้ เช่นเดียวที่สองคนนั้นมิเสแสร้งแกล้งหลงลืมอดีตเหลือเกิน"

ดวงตาของเยี่ยซิวซ่างเสินที่ทอดมองเขานั้นอ่อนโยนและเอ็นดูยิ่ง



[จบตอน]



จื่อเฉิง ดอกวิสทีเรีย
จ้าง มาตราวัด 1 จ้าง = 10 ฉื่อ (ประมาณ 2-2.5 เมตร)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น