Miracle of the Ankeh - ลิขิตรักข้ามเวลา

ตอนที่ 6 : ความจริงในอนาคต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 643
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    10 พ.ค. 62

                สถานที่อันคุ้นพระเนตรเบื้องหน้าพระพักตร์ฟาโรห์หนุ่ม ที่ซึ่งรถของนายวิลเลี่ยมหยุดนิ่งสงบ ทรงจำได้ดีว่าที่นี่คือที่ไหนมันคือภาพแรกที่ทรงทอดพระเนตรหลังจากผ่านความสับสนในความทรงจำอันไม่ประติดประต่อ ที่ซึ่งพระองค์ใช้เวลายาวนานประทับอยู่ริมถนนจวบจน...มีใครบางคนให้ความช่วยเหลือ ภาพใบหน้าสวยหวานของหญิงสาวอีกคนปรากฏชัดเจนในความทรงจำ ทรงแน่ใจว่าหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเธอในวันนั้นพระองค์อาจหมดสติและสิ้นพระชนม์จากไปในสถานที่แปลกประหลาดแห่งนี้

                “เรามีเวลากันไม่มากนักหรอกนะ พ่อหนุ่ม พิพิธภัณฑ์กำลังจะปิดแล้ว” ฟาโรห์น้อยเสด็จตามหนุ่มใหญ่ผ่านประตูกว้างเข้าสู่ด้านใน ผู้คนต่างพากันทยอยออกมา มีเพียงทั้งสองที่ผ่านประตูเข้าไป

                “สวัสดีค่ะ ศาสตราจารย์” หญิงสาวชาวพื้นเมืองยิ้มกว้างกล่าวต้อนรับ

                “สวัสดีครับ ขอโทษทีนะ ผมมีอะไรต้องดูนิดหน่อยที่ส่วนจัดแสดงพระศพ” น้อยคนนักที่จะสามารถปฏิเสธรอยยิ้มของเขาได้ “ไม่ทราบว่าผมจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้หรือเปล่าครับ”

                “แหม...ได้สิคะ ศาสตราจารย์คลากซ์”

                “ขอบคุณมากครับ” เขาพยักหน้าเบา ๆ ให้เด็กหนุ่มด้านหลัง “ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะรีบมาก่อนที่คุณจะเลิกงานแน่นอน”

                ผู้อ่อนวัยกว่าดำเนินตามแผ่นหลังกว้างลัดเลี้ยวผ่านห้องจัดแสดงต่าง ๆ ลงบันไดหินสู่ห้องจัดแสดงอารยะธรรมอียิปต์โบราณ ภายในห้องนี้ถูกตกแต่งด้วยหินและของเลียนแบบมากมาย ดูคล้ายกับบรรยากาศภายในหุบเขากษัตริย์ ต่างกันตรงที่ห้องนี้หายใจได้สะดวกกว่าสถานที่จริง แสงสีส้มจากอุปกรณ์ส่องสว่างช่วยทำให้ที่นี่ดูมีมนต์ขลัง กลางห้องนี้คือโลงพระศพทองคำครอบด้วยกระจกหนา อักษรภาพเฮียโรกลิฟที่สลักบนโลงนั้นคือนามแห่งเจ้าของร่างผู้นอนแน่นิ่งอยู่ภายใน

                “นี่คือพระศพของตุตันคามุน ฟาโรห์อียิปต์จากราชวงศ์ที่ 18 แห่งอาณาจักรใหม่ เสวยราชย์ตั้งแต่ราวปีที่ 1332 ถึง 1323 ก่อนคริสตกาล พระองค์เสด็จอยู่ในพระราชสมบัติ 9 ปี และทรงสิ้นพระชนม์เมื่อทรงมีพระชันษา 19 ปี”

“ทะ..ทำ...ไม” พระเนตรสีน้ำตาลเบิกกว้างจ้องนิ่งยังอักษรแสดงนามของพระองค์ขณะเอ่ยคำถามกระท่อนกระแท่น

                “สาเหตุการสิ้นพระชนม์ ยังไม่เป็นที่แน่ชัด จากการตรวจสอบพระองค์ได้รับอุบัติเหตุจนขาหัก อันเป็นเหตุให้เกิดอาการแทรกซ้อนจนเสียชีวิต แต่ยังมีอีกหลายคนเชื่อว่าพระองค์ถูกปลงพระชนม์ด้วยธนู”

                ทั้งภาพตรงพระพักตร์ที่ประจักษ์แก่พระเนตรและสิ่งที่ได้ยินผ่านพระกรรณทั้งสองข้าง เป็นดั่งคลื่นยักษ์ที่ถาโถมพัดเข้าหาพระวรกาย ความรู้สึกงุนงงปนเปหวาดหวั่นเข้าครอบครองทั่วพระราชหฤทัย จากคำบอกเล่านั่นเท่ากับว่าใกล้จะถึงวันที่พระองค์ต้องเดินทางสู่ดินแดนหลังความตายในอีกไม่ถึงร้อยวัน

                “เป็นอะไรไปล่ะ”  

                สองพระกรสั่นเทาเย็นเยียบ “เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

                “ใครจะรู้ได้ล่ะ...พระองค์สิ้นพระชนม์ตั้งเกือบสามพันห้าร้อยปีแล้ว พ่อหนุ่ม” วิลเลี่ยมสังเกตท่าทีตกใจของเด็กหนุ่มข้าง ๆ เขาคิดเพียงว่าเด็กหนุ่มผู้นี้อาจสติไม่สมประกอบและการพาเขามาที่นี่อาจทำให้เขากลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง นั่นทำให้เขาเริ่มรู้สึกผิดในใจ

                “เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว” ทรงเปลี่ยนมาทอดพระเนตรสองพระกร ก่อนทอดพระเนตรมองโลงพระศพในตู้ครอบ “ข้าต้องหาทางกลับไป” ความสับสนเข้าครอบครองสติ ฟาโรห์หนุ่มเร่งรีบเสด็จออกจากห้องจัดแสดง

                “เฮ้...” นายวิลเลี่ยมวิ่งตาม “รอก่อนสิ”

                ดูเหมือนว่าคำร้องเรียกจากคนที่วิ่งตามมานั้นจะไม่อาจเรียกร้องความสนใจใดอีก ฟาโรห์หนุ่มเร่งรีบเสด็จตรงไปยังประตูใหญ่ก่อนมุ่งตรงไปยังถนน ทั้งที่พระองค์เองก็ยังไม่รู้ว่ากำลังจะไปยังที่แห่งใด ความสับสนงุนงงจากสิ่งที่เพิ่งเผชิญสร้างแรงขับเคลื่อนให้สองพระบาทซอยไปข้างหน้าสุดแรง

                เอี้ยด....เสียงเบรกรถดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยร่างของเด็กหนุ่มล้มลงตรงหน้ารถคันเก่าที่ดูคุ้นตา ใครบางคนรีบเปิดประตูลงมาพร้อมกับส่งเสียงเรียกอันคุ้นชิน

                “ทัต...” ซินเทียตะโกนเสียงสั่น เธอรีบสำรวจร่างกายของเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะวิ่งตัดหน้ารถของเธอ โชคเข้าข้างเขาอีกครั้งที่เธอเบรกรถห้ามล้อเอาไว้ได้ทันก่อนจะพุ่งเข้าชนร่างของเขาเต็มแรง “เธอเป็นอะไรหรือเปล่า”

                เจ้าของพระเนตรสีน้ำตาลแสนเศร้าทอดพระเนตรแสงสว่างจากไฟหน้ารถที่สาดเข้ามากระทบ  ทรงรู้สึกราวกับว่าพระองค์เองกำลังถูกน้ำวนใต้แม่น้ำไนล์ฉุดลงสู่ก้นแม่น้ำ สติเริ่มพร่าเลือนจนชักจะไม่แน่พระทัยแล้วว่าทรงกำลังอยู่ในความฝันหรือความจริงอันน่ากลัวและโหดร้ายกันแน่

               

                อีกครั้งที่ซินเทียพาเด็กหนุ่มมาถึงโรงพยาบาล เขากำลังหลับสนิดอยู่บนเตียงคนไข้เตียงเดิมที่เขาเคยนอน ต่างกันที่ว่าครั้งนี้เธอมิได้อยู่กับเขาเพียงลำพัง กลับมีชายผู้หนึ่งที่เธอไม่คิดว่าจะได้เห็นเขาก่อนสามวันข้างหน้า อันที่จริงต้องขอบคุณเขาที่อาสาพาเด็กน้อยผู้น่าสงสารมาโรงพยาบาล

                “บังเอิญจริงนะครับที่เขาเป็นญาติห่าง ๆ ของคุณ...ผมชอบเขานะ ที่เขาเป็นแบบนี้อาจเป็นเพราะผมพาเขาเดินทางไปหลายที่ ขอโทษนะครับ ผมไม่รู้จริง ๆว่าร่างกายของเขาไม่แข็งแรง ผมคิดว่าเขาแค่มีปัญหาด้านสมองเพียงอย่างเดียว”

                ซินเทียไม่อาจสบตากับเขาเพราะคำโกหกที่เธอสมอ้างว่าทัตคือญาติห่าง ๆ ของเธอ “ไม่เป็นไรค่ะ ต้องขอบคุณศาสตราจารย์มากกว่าที่ช่วยดูแลเขา”

                “อย่าเรียกผมว่าศาสตราจารย์เลยครับ ผมจะยินดีมากกว่าถ้าจะเรียกผมว่ามิสเตอร์คลากซ์ หรือวิลเลี่ยม” เขายิ้มให้กับเธอ “การดูแลเขาคงจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ”

                “ค่ะ...ก็ไม่เท่าไหร่ เขาดูแลตัวเองได้ค่ะ” เธอตอบเลี่ยง ๆ “ก็แค่ต้องดูให้เขากินยาตามที่หมอสั่ง”

                “ผมไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเขาถึงได้เพ้อว่าตัวเองคือ ตุตันคามุน”

                “คะ”

                “เพราะเขาเติบโตมาในครอบครัวนักโบราณคดี มิหนำซ้ำคุณเองก็ยังต้องเจอกับฟาโรห์พระองค์นั้นทุกวัน เป็นธรรมดาที่เขาจะจิตนาการเอาเองโดยพื้นฐานความรู้รอบตัว” นายวิลเลี่ยมทำความเข้าใจเหตุการณ์ด้วยตนเอง “แล้วแบบนี้ระหว่างที่คุณออกพื้นที่ ใครจะดูแลเขาล่ะครับ”

                อันที่จริงคำถามนี้เธอเองก็ยังไม่เคยได้คิด “เอ่อ...ฉันก็ยังไม่แน่ใจนักค่ะ”

                “เอาแบบนี้ดีกว่าไหม...ผมอนุญาตให้คุณพาเขาไปกับทีมของเราได้”

                “จะดีหรือคะ ศาสตรา...ไม่ใช่สิ มิสเตอร์คลากซ์ เขาอาจสร้างความวุ่นวายหรือกลายเป็นภาระ”

                “ไม่หรอกครับ...วันนี้เท่าที่ได้รู้จักเด็กหนุ่มคนนี้ ผมแน่ใจอะไรหลาย ๆ อย่างและอยากจะพิสูจน์บางอย่างให้เขาได้เห็น”

                “แต่ว่า”

                “ผมยินดีครับ คุณคาร์เตอร์ คิดเสียว่าให้เขาได้มีโอกาสฝึกการอยู่ร่วมกันกับคนอื่นไงครับ”

                คนต้นเรื่องขยับวรกายเล็กน้อย ก่อนเปลือกพระเนตรจะเปิดกว้าง และทอดพระเนตรสำรวจรอบห้องก่อนจะหยุดอยู่ตรงใบหน้าสวยหวานของซินเทีย “เจ้า...” เธอสบตาก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ คล้ายเป็นการปรามไม่ให้ทรงตรัสคำใดออกมาอีก

                “ฟื้นแล้วสินะ หนุ่มน้อย”

                “คุณหมอบอกว่าเขาแค่เหนื่อยก็เลยหมดสติไป คงกลับบ้านได้วันพรุ่งนี้ค่ะ”

                “ดีเลยครับ...” เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่งข้างเตียง “ผมคงต้องขอตัวก่อน” เขาก้มลงบอกลากับเด็กหนุ่มบนเตียงคนไข้ “แล้วเจอกันนะ คิงทัต” กล่าวจบร่างสูงใหญ่ก็เดินออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ

                ซินเทียจ้องหน้าเด็กหนุ่มอย่างเอาเรื่องเมื่ออยู่กันตามลำพังเธอทั้งห่วงใยและโมโหเด็กคนนี้เหลือเกินที่ทำอะไรตามใจตัวเองจนสร้างความวุ่นวายมากมาย ที่สำคัญกลายเป็นว่าเขาจะต้องตามติดเธอไปอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่มีใครทราบได้

                “เจ้าจ้องหน้าข้าเช่นนี้ ทำไม”

                “ยังไม่รู้อีกหรือว่าเธอทำอะไรผิด ทัต” ทรงหลบพระเนตรจากนัยน์ตาคาดโทษ “ทำไมเธอถึงได้หนีออกจากโรงพยาบาล” ฟาโรห์ตุตันคามุนยังคงนิ่งเฉยไม่ตอบโต้ “เธอรู้หรือปล่าว่าเธอโชคดีแค่ไหนที่เจอกับศาสตราจารย์คลากซ์แทนที่จะเป็นพวกคนไม่ดี”

                “ไม่มีใครกักขังข้าได้” ทรงเชิดพระพักตร์เล็กน้อย

                ซินเทียผ่อนลมหายใจแรง ๆ ขณะมองใบหน้าดื้อรั้นของเด็กหนุ่มข้างหน้า “ใช่...ไม่มีใครขังเธอได้ เธอเป็นอิสระ” หญิงสาวเริ่มเสียงดัง “แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่หายดี แล้วดูสิ ตอนนี้แทนที่เธอจะได้อยู่ข้างนอกแต่เธอกลับต้องมานอนอยู่ที่นี่อีกครั้ง”

                สิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงที่พระองค์เองก็ไม่อาจปฏิเสธ ทว่าทิฐิแห่งความทระนงในสายเลือดนั้นไม่อาจยอมรับความผิดใด ๆ จึงพยายามเบี่ยงประเด็นการสนทนา “เจ้าหาข้าเจอได้อย่างไร”

                “ก็แค่เดาดูว่าเธอน่าจะไปอยู่ที่ไหน รู้หรือเปล่าฉันตามหาเธอทั้งวัน สุดท้ายเธอก็วิ่งพราดพราดมาขวางทางจนฉันเกือบจะชนเธอเข้า”

                “ที่นั่นมันคือ”

                “พิพิธภัณฑ์ไคโร...เธอคงจำไม่ได้ว่าเราพบกันครั้งแรกที่นั่นแหละ” เธอหวนคิดถึงเรื่องเก่า “เธอมีบ้านหรือครอบครัวหรือเปล่า”

                ทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง “ไกลมาก...ไกลจากที่แห่งนี้เหลือเกิน ไกลจนข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะกลับไปยังที่นั่นได้อย่างไร” ทรงเหลือบไปเห็นสร้อยคอของหญิงสาวที่โผล่พ้นคอเสื้อ สัญลักษณ์แห่งความเป็นอมตะ อังค์ “นั่น...เจ้าได้สร้อยเส้นนั้นมาจากที่ใด”

                “ของคุณปู่ทวดน่ะ” เธอหยิบตัวสร้อยออกมาจากด้านในของเสื้อ “ท่านให้ไว้เป็นของตกทอดของครอบครัว”

                ภาพความทรงจำเก่าผุดขึ้นมาขณะทอดพระเนตรมันชัด ๆ ทรงจำลักษณะของมันได้อย่างชัดเจน สร้อยเส้นนี้เหมือนกับสร้อยที่พระนางคียา พระมารดาแท้ ๆ ของพระองค์สวมใส่เป็นประจำไม่มีผิด ฟาโรห์หนุ่มถลาลงจากเตียงตรงเข้าหาสร้อยเส้นนั้นโดยลืมไปว่าซินเทียกำลังสวมมันอยู่ นั่นทำให้พระพักตร์อยู่ห่างจากเธอไม่ถึงคืบ

                “เฮ้...” หญิงสาวประท้วงเบา ๆ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ใส่ใจ “ทำอะไรของเธอ”

                พระเนตรสีน้ำตาลจ้องมองลายเกลียวเล็ก ๆ รอบเส้นขวางดูเผิน ๆ คล้ายลวดลายแต่อันที่จริงมันกลับแฝงข้อความบางอย่าง “กุญแจแห่งรา” ทรงละพระเนตรจากสิ่งนั้นก่อนผละออกจากหญิงสาวอย่างรวดเร็วเมื่อรู้ตัวว่าอยู่ใกล้กันจนเกินไป

                “เธอพูดว่าอะไรนะ...เมื่อกี้”

                “สร้อยเส้นนั้น...ข้าเคยเห็นมันมาก่อน”

                “เป็นไปได้ยังไง” เธอรู้สึกสับสน “สร้อยเส้นนี้อยู่ติดตัวฉันมาตั้งแต่ตอนห้าขวบ นั่นเธอยังไม่เกิดเลยนะ”

                “ดูให้ดี ๆ สิ ดวงตาอัคเจ๊ด ดวงเนตรแห่งรา” ซินเทียพลิกจี้รูปอังค์ของเธอไปมา “กลับด้านสิ”

                เธอมองเห็นสัญลักษณ์แห่งเทพราจริง ๆ แต่มันไม่ชัดเจนจนดูเผิน ๆ คล้ายกับเป็นเพียงลวดลายเล็ก ๆ เพียงแค่นั้น “เธอรู้ได้ยังไง”

                “ก็เพราะพระมารดาของข้าคือเจ้าของสร้อยเส้นนั้นน่ะสิ”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #8 ##@@ZINdear@@## (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 20:23
    เนื้อเรื่องเริ่มคืบหน้าแว้ววว เย้..555 สนุกค่ะ ลุ้นมาก มาอีกไวๆเด้ออ
    #8
    1
    • #8-1 KitSuNe'(จากตอนที่ 6)
      20 กันยายน 2559 / 20:52
      ขอบคุณที่ติดตามจ้า จะพยายามอัพวันละตอนนะคะ ^___^
      #8-1