Miracle of the Ankeh - ลิขิตรักข้ามเวลา

ตอนที่ 5 : ร่องรอยจากอดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 700
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    10 พ.ค. 62

               ท่ามกลางอุณหภูมิร้อนระอุกลางนครไคโร เมืองหลวงของอียิปต์ในปัจจุบัน เด็กหนุ่มผมเกรียนในชุดคนไข้ยืนเคว้งคว้างอยู่กลางถนน ผู้คนและรถรามากมายขวักไขว่ หลายครั้งที่เขาเกือบจะถูกรถเฉี่ยวและถูกผู้คนที่เร่งรีบชนจนล้มแต่ก็ยังไม่มีใครให้ความสนใจกับเขามากนัก นัยน์ตาสีน้ำตาลมองดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลายพันปีอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังยืนอยู่บนพื้นดินเหนืออาณาเขตดินแดนของตนเมื่อเกือบสามพันห้าร้อยปีก่อน

                “สวัสดีน้องชาย” สัมผัสที่ไหล่จากชายร่างท้วมคนหนึ่งทำให้เด็กหนุ่มหันไปมอง “ต้องการของเก่าหรือเปล่า...ร้านเรามีของเก่าแท้ ๆ จากสุสานฟาโรห์เชียวนะ” 

                คำพูดนั้นสะดุดหูของเขาอย่างแรง นัยน์ตาสีน้ำตาลจ้องมองคู่สนทนาอย่างไม่พอใจ ความกราดเกรี้ยวแสดงออกทางสีหน้าชัดเจนต่อผู้ที่บังอาจล่วงล้ำละเมิดสันติสุขแห่งองค์ฟาโรห์

                “ไม่สนใจหรอกหรือ” ชายร่างท้วมคนเดิมยิ้มก่อนจะเข้ามากระซิบที่ข้างหู “ของจริงนะ...ผมกล้ารับประกัน...ถ้าไม่เชื่อ...โอ้ววว” ยังไม่ทันจบประโยคร่างของเขาก็ถูกซัดเข้าที่ท้องอย่างแรงจนต้องล้มลงไปนอนกุมท้องร้องโอดโอย

                “เจ้าโจรปล้นสุสานชั้นต่ำ” เด็กหนุ่มคำรามลั่น “ความผิดของเจ้า ข้าจะลงทัณฑ์อย่างสาสม” เรี่ยวแรงที่เคยหายไปกลับมาอย่างน่าประหลาด อาจเป็นเพราะโทสะกรุ่นที่กำลังลุกไหม้

                สองมือของเขาฉวยคอเสื้อชายที่ตัวใหญ่กว่าเขาขึ้นมาก่อนจะซัดอีกหมัดเข้าใบหน้าอย่างแรง เสียงโอดโอยดังลั่นจนทำให้ใครหลายคนหยุดมองดู หนึ่งในนั้นคือชายชาวต่างชาติร่างสูงเขาได้ยินทุกประโยคแห่งความโกรธแค้นที่เด็กหนุ่มผู้นี้ระบายเข้าใส่ใบหน้าของนายหน้าค้าของเถื่อน

                ไม่นานนักความโกลาหลย่อม ๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อตำรวจเมืองเดินทางมาถึง ศาสตราจารย์หนุ่มใหญ่ไม่เห็นท่าทีของเด็กหนุ่มผู้เกี้ยวกราดจะสงบลง เขาจึงตรงเข้าไปฉวยมือของหนุ่มน้อยผู้นั้นก่อนจะพาวิ่งไปยังอีกฟากของอาคารที่ปลอดคน ผู้สูงวัยกว่าปล่อยมือก่อนก้มลงกุมท้องหอบแรง ๆ

                “เธอนี่ใจร้อนจริง ๆ เลยนะ พ่อหนุ่ม” อีกฝ่ายเหนื่อยหอบเช่นกัน เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของคู่สนทนา “อย่ามองฉันแบบนั้นสิ” วิลเลี่ยมหัวเราะเบา ๆ “ฉันไม่ใช่พวกนั้นหรอก วางใจได้”

                เด็กหนุ่มยังคงไม่ละสายตา ท่าทางของชายผู้นี้ดูน่าไว้ใจกว่าพวกโจรปล้นสุสานพวกนั้นก็จริงแต่เขาก็ยังไม่อาจไว้ใจชายแปลกหน้าผู้นี้ “บังอาจนัก!!! เจ้าเป็นใครกัน”

                น้ำเสียง สรรพนามและ วิธีการพูดอันแปลกประหลาดสะดุดหู ศาสตราจารย์นักโบราณคดี ท่าทางหยิ่งผยองและไว้ท่าทีของเด็กหนุ่มตรงหน้าดูไม่เหมือนคนเสียสติทั่วไปที่เขาเคยพบ ทั้งแววตาและการแสดงออกนั้นเปรียบดั่งกษัตริย์หนุ่มผู้องอาจ

                “หามิได้” วิลเลี่ยมค้อมกายลงเล็กน้อย เขานึกสนุกโต้ตอบเด็กหนุ่มผู้นี้ด้วยการเออออตามสถานการณ์ “ข้าเป็นเพียงผู้สนใจศึกษาในของเก่าแก่ ตัวท่านเองเล่าคือผู้ใด”

                วิลเลี่ยมซ่อนยิ้มเมื่อเห็นว่าลำคอของอีกฝ่ายตั้งตรงและบีบเกร็ง นัยน์ตาคมนั้นช้อนมองมาที่เขาก่อนจะเสมองทางอื่นอย่างไม่ใส่ใจและไว้ท่าที “นามข้าคือ ตุตันคามุน” ท่าทีที่ดูจริงจังนั้นดูน่าเชื่อถือ ทว่าอีกฝ่ายกลับหัวเราะขบขันยังความสับสนและงุนงงแก่ยุวกษัตริย์ยิ่งนัก

                “ตุตันคามุน” วิลเลี่ยมตบไหล่ของอีกฝ่ายเบา ๆ “คุณรู้ตัวหรือเปล่าล่ะว่าคุณตายไปเกือบสามพันห้าร้อยปีแล้ว”

                ฟาโรห์หนุ่มนิ่งอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน ทรงหวนรำลึกเมื่อครั้งที่พระองค์มาถึงสถานที่แปลกประหลาดแห่งนี้ หลายอย่างที่ทรงสงสัยได้คำตอบแล้วในเวลานี้ แต่ทว่าพระองค์เองก็ยังไม่เข้าใจและไม่เชื่อในคำกล่าวอ้างของชายแปลกหน้าผู้นี้ ภาพสุดท้ายที่ทรงจำได้คือพระองค์ทรงดำเนินรับลมยามค่ำคืนที่ริมฝั่งแม่น้ำขณะเสด็จกลับจากเยี่ยมพระมารดา จากนั้นภาพก็เปลี่ยนไปเป็นแสงวูบวาบน่าสับสน

                “ไม่เชื่อหรอกหรือ” คำพูดที่ดูเหมือนจะเป็นการล้อเล่นนั้นไม่ได้สร้างโทสะใดแก่ฟาโรห์หนุ่มทั้งที่ในเวลาปกติชายผู้ที่อยู่ตรงหน้าอาจถูกสั่งประหารไปแล้ว “ตามมาสิ ผมจะพาคุณไปดู”

                โดยไม่รอคำตอบใดจากปากผู้ที่อ้างตนว่าเป็นยุวกษัตริย์แห่งดินแดนไอยคุปต์โบราณผู้มีอายุไขอันแสนสั้นน่าเวทนา นายวิลเลี่ยม  คลากซ์ เดินมุ่งหน้าไปยังรถจี๊ฟของตนเองที่จอดเอาไว้ ขณะเดียวกันกับที่อีกฝ่ายก้มหน้ามองพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นและทราย องค์ฟาโรห์ทอดพระเนตรสำรวจรอบกายอีกครั้ง ยามเสด็จผ่านอาคารร้านค้า ที่แห่งนี้ทั้งดูเหมือนและไม่เหมือนกับที่ ๆ พระองค์เคยรู้จัก

                “มาสิ”

                ฟาโรห์หนุ่มผ่อนลมพระอัสสาสะก่อนตัดสินใจตามไปเพื่อให้รู้แน่ด้วยสองพระเนตรว่าสิ่งที่ชายผู้นั้นกล่าวอ้างเป็นความจริงหรือคำลวง ในพระทัยคิดใคร่ครวญหาความจริงที่อาจแอบซ่อนอยู่ในคำพูดของชายตรงหน้า หากพระองค์สิ้นพระชนม์ไปนานนับพันปีแล้วจริง ๆ ตัวตนนี้ที่พระองค์ทรงรับรู้ได้คือสิ่งใด คา จิตวิญญาณที่หลุดออกจากร่างกายหรือ แล้วเหตุใด ฮัคค์ของพระองค์ถึงยังมิได้เดินทางสู่ความเป็นนิรันดร์

                วิลเลี่ยมยิ้มมุมปากขณะมองดูเด็กชายผู้ซึ่งเขามั่นใจว่าสติไม่สมประกอบ กำลังสับสนแต่ก็ก้าวขาขึ้นมานั่งบนรถข้างที่นั่งคนขับ “ไม่ไกลจากที่นี่ เธอจะได้เห็นว่าสิ่งที่ผู้คนในอดีตทิ้งไว้นั้นน่าอัศจรรย์แค่ไหน”

                รถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากย่านชุมชน ผ่านเมืองใหญ่ที่มีผู้คนหนาแน่น มุ่งตรงสู่ กิซ่า เมืองใหญ่อันดับสามของประเทศ มหานครที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์อันน่าหลงใหล ภาพตึกรามทันสมัยแข่งกันเติบโตดั่งมีชีวิตขนาบข้างถนนกลางแสงแดดแรงสาดกระทบตกสะท้อนกลายเป็นไอความร้อน พ้นเขตเมืองแค่เพียงไม่กี่อึดใจ ปิรามิดสามองค์ก็ค่อย ๆ ถูกดึงเข้าใกล้ด้วยระยะทาง ภาพนั้นคือหลักฐานแสดงวันเวลาที่แปรเปลี่ยนไปให้สายพระเนตรแห่งองค์ฟาโรห์ได้ประจักษ์

                ความงดงามอลังการสะกดสายตาแห่งยุวกษัตริย์แม้ร่องรอยแห่งกาลเวลาได้ทำร้ายโบราณสถานอันแสนงดงามจนเกิดรอยแผลที่ไม่อาจรักษา มหาปิรามิดแห่งฟาโรห์คุฟูถูกสร้างมาก่อนที่พระองค์จะขึ้นครองราชย์นานนับพันปีก็จริง แต่ ณ ช่วงเวลาที่ทรงจดจำนั้นมันงดงามและยิ่งใหญ่กว่านี้มากมายนัก ปูนที่ถูกฉาบรอบองค์ปิรามิดเคยกระทบแสงสว่างมองเห็นได้ในระยะไกล แต่ในเวลานี้แม้เพียงอิฐหินฐานรากยังผุกร่อนสูญสลาย

                ความเร็วของรถลดลงจนกลายเป็นนิ่งสงบ คนขับกระโดดลงจากรถอย่างคล่องแคล่ว เขาเดินตรงดิ่งไปยังลานกว้างด้านหน้าปิรามิด ก่อนจะหันกลับมาที่รถคล้ายกับเพิ่งคิดอะไรบางอย่างออก

“เฮ้...ลงมาสิ” ท่าทีของเด็กหนุ่มบอกชัดเจนว่าเขาไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ แม้ว่าหน้าตาของเขาจะดูเป็นคนพื้นเมืองที่ไม่มีทางไม่รู้จักหนึ่งในเจ็ดสิ่งอัศจรรย์ของโลกยุคแรก

                องค์ฟาโรห์หรี่พระเนตรลงขณะทอดพระเนตรภาพคนที่เรียกหาก่อนจะลงจากรถและดำเนินตามไป แม้จะไม่ค่อยพอพระทัยกับท่าทีเป็นกันเองของอีกฝ่ายเท่าใดนัก แต่ก็ทรงยอมเสด็จตามชายแปลกหน้าผ่านลานกว้างเข้าใกล้สิ่งก่อสร้างแทนองค์อดีตฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ มันยังคงงดงามและอลังการสมดั่งที่ฟาโรห์คูฟูหมายมั่นจะให้เป็นแม้จะผ่านมานานนับพันปีแล้วก็ตาม

                รอบ ๆ มหาปิรามิดคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย พวกเขากลายเป็นเพียงมดตัวจ้อยเมื่อเทียบกับสิ่งก่อนสร้างขนาดใหญ่แห่งนี้ หลายคนกำลังต่อแถวตรงทางเข้าแคบ ๆ เพื่อจะเข้าไปสัมผัสกับด้านในปิรามิด วิลเลี่ยมมองเห็นสีหน้าไม่พึงใจของผู้ที่ติดตามมา คิ้วเรียวขมวดมุ่นนัยน์ตาคมกริบเปล่งประกายไม่สบอารมณ์

“เกิดอะไรขึ้นหรือ องค์ฟาโรห์”

                “สถานที่แห่งนี้คือที่พำนักอันสงบแห่งอดีตฟาโรห์ เหตุใดพวกเจ้าถึงต้องการรุกล้ำเขตแดนต้องห้าม”

                วิลเลี่ยมยิ้มบางก่อนอธิบายอย่างใจเย็น “ธรรมชาติของมนุษย์” อีกฝ่ายสบตาเขาอย่างสนใจ “มนุษย์ต่างมีความสงสัยใคร่รู้...มากกว่าสี่พันปีผ่านมาแล้วแต่เราก็ยังไม่อาจหาคำตอบได้ถึงวิธีการสร้างสิ่งมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เราจึงต้องศึกษาและเรียนรู้ให้ได้มาซึ่งคำตอบนั้น”

                “ความใคร่รู้ของพวกเจ้าจะนำมาซึ่งหายนะ”

                วิลเลี่ยมหัวเราะเบา ๆ ขณะเดินนำ “คุณเองก็เป็นมนุษย์นะ ฟาโรห์หนุ่มน้อย”

                ฟาโรห์หนุ่มทอดพระเนตรใบหน้าของคนพูดอันเต็มไปด้วยความหลงใหล ความรักในของโบราณเก่าแก่ที่ชายผู้นี้แสดงออกคือของจริงหาใช่การเสแสร้งแกล้งทำ

                “ดูความยิ่งใหญ่ของมันสิ”

                “ไม่ว่ายังไงการล่วงละเมิดต่ออดีตฟาโรห์ก็เป็นความผิดที่ไม่น่าให้อภัย”

สำหรับชาวอียิปต์แล้วการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสุสานหรือพระศพขององค์ฟาโรห์คือการนำมาซึ่งความวุ่นวายและเดือดร้อนแก่คนรุ่นหลัง เชื่อกันว่าหากองค์ฟาโรห์ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วสามารถใช้ชีวิตยังดินแดนหลังความตายได้อย่างสุขสงบเท่าไหร่ ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ก็จะยิ่งสุขสบายมากขึ้นเท่านั้น สุสานฝังพระศพส่วนใหญ่จึงมีคำสาปเอาไว้ป้องกันเหล่าผู้ไม่หวังดีต่อองค์ฟาโรห์

                วิลเลี่ยมพยักหน้าเบา ๆ “ผมเข้าใจในสิ่งที่คุณต้องการจะบอก...แต่ ต่อให้ต้องเจอกับคำสาปที่ร้ายแรงแค่ไหนผมก็ยินดี” เขากล่าวติดตลก ก่อนจะนิ่งไปครู่หนึ่งหลังจากสบตาเด็กหนุ่ม “ไปอีกที่ดีกว่า...ที่นั่นคุณต้องประหลาดใจมากกว่าที่นี่เสียอีก”

                “เดี๋ยวสิ...เจ้า” ฟาโรห์ผู้หลงอยู่นอกเวลาแห่งตนอ้าพระโอษฐ์ค้าง ขณะแผ่นหลังกว้างเดินลิ่วนำกลับไปยังที่จอดรถ แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่อง อีกหนึ่งวันกำลังจะหมดไป

 

                 ณ ช่วงเวลาหนึ่งในอดีต หญิงสาววัยสิบเจ็ดปีในอาภรณ์งดงาม นั่งเอนกายหลับตาพริ้มบนพรมขนนกกระจอกเทศนุ่มที่ถูกปูบนโต๊ะไม้แกะสลักรูปดอกบัวเคลือบทองคำงดงาม สายลมเย็นพัดผ่านซุ้มประตูหินสลักลวดลายอันวิจิตรเข้ามาภายในอาคารโล่งนั้นช่วยระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี ข้าราชบริพารน้อยใหญ่ต่างปรนนิบัติพัดวี องค์เทวีอย่างขยันขันแข็ง ใช่เพราะความรักใคร่แต่เพราะความหวาดหวั่นต่อสภาวะอารมณ์อันรุนแรงและวิสัยแห่งผู้เป็นใหญ่ หากนางไม่พอใจแล้วไซร้มิวายต้องสิ้นชีพ เสียงถาดโลหะกระทบพื้นดังสนั่น ทันใดนั้นพระเนตรคมกริบเบิกโพล่งก่อนจะปราดทอดมายังต้นเสียง

                “ขอประทานอภัยเพคะ องค์ราชินี” เด็กหญิงตัวน้อยวัยไม่น่าจะเกินสิบสามปีนั่งก้มหน้าตัวสั่นเทา มือกำผ้าลินินเก่ามอซอที่สวมอยู่แน่น

“เอาตัวมันไปเฆี่ยนตีให้หลาบจำ” จบประโยคหญิงสองคนพาตัวผู้กระทำความผิดออกไปให้พ้นจากพระเนตรองค์เทวีอังเคเซนปาอามุน มเหสีแห่งองค์ฟาโรห์โดยทันที ความเหี้ยมโหดของนางล้วนเป็นที่ประจักษ์แก่เหล่าข้ารับใช้ โทษเฆี่ยนตีนั้นถือว่าบางเบานักเมื่อเทียบกับคำสั่งลงทัณฑ์อื่น ๆ ที่พระนางเคยสั่งการ

                “ดูเหมือนบุตรีแห่งข้ากำลังโกรธเกรี้ยว” การปรากฏกายของหญิงสาวสูงวัยและงดงามกว่า สามารถเรียกรอยแย้มสรวลอันหายากให้กลับมาบนพระพักตร์แห่งองค์ราชินี “ผู้ใดกันที่บังอาจทำให้เจ้าหม่นหมองหรือ”

                “พระมารดา” เนเฟอร์ติติ ประทับลงข้างกายบุตรสาว ก่อนจะปัดพระกรเบา ๆ ขับไล่เหล่าผู้รับใช้ให้ถอยห่างออกจากห้อง “ผ่านไปสามวันแล้ว...ที่องค์ฟาโรห์เสด็จไปคาร์นัค ลูกเกรงว่าพระองค์อาจกำลังหลงระเริงอยู่กับสตรีนางอื่น”

                ดรรชนีแห่งผู้เป็นมารดากรีดกรายแตะปลายพระหนุราชธิดา “สตรีใดกันจักงดงามไปกว่าลูกของแม่อีกเล่า...เจ้านั้นงดงามเกิดกว่าสตรีใด ๆ มีหรือที่องค์ฟาโรห์จะทอดพระเนตรหญิงอื่น”

                แม้จะรู้สึกเอมพระทัยในคำเยินยอแต่สีพระพักตร์ของพระมเหสีก็ยังไม่เปลี่ยน “ข้าร้อนใจนักพระมารดา ข้าจะตามเสด็จพระองค์ไปดีหรือไม่”

                เนเฟอร์ติติโอบสองพระกรกอดราชธิดา “อย่าลดตัวไปเทียบกับสตรีนางอื่นเลย ลูกข้า” พระเนตรสะท้อนแสงวิบวับ “อดทนรออีกสักนิด พระองค์จะต้องกลับมาหาลูกแน่นอน”

                “แต่ว่า...”

                ทรงสัมผัสพระอังสะอย่างอ่อนโยน “อย่าลืมสิ...เจ้าคือมเหสีแห่งฟาโรห์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เจ้าจะยังคงอยู่ในตำแหน่งนี้ และจะไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้”

                “ท่านหมายความว่าอย่างไร”

                รอยพระสรวลเย็นฉาบไล้บนพระโอษฐ์ครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนไป “ลูกแม่...จงอย่าได้หวาดหวั่นในพระทัยแห่งองค์ฟาโรห์เลย พระองค์เองก็ต้องพึ่งพาอำนาจของเราเช่นกัน”

                องค์ราชินีวัยเยาว์หลบพระเนตร ทรงรู้ดีในความหมายของประโยคนั้น องค์ฟาโรห์ขึ้นครองอำนาจในเวลานี้ก็จริงแต่ทว่าด้วยความที่พระองค์เกิดจากชายาองค์อื่นของอดีตฟาโรห์จึงทำให้ฐานอำนาจของพระองค์ไม่มั่นคงนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากว่าไม่ได้รับการสนับสนุนจากอดีตราชินีเนเฟอร์ติติผู้ไร้บุตรชายสืบสายพระโลหิตแล้วไซร้ องค์ฟาโรห์ก็คงจะต้องร่วงหล่นจากบัลลังก์กลายเป็นเพียงฟาโรห์ไร้บัลลังก์

                “อย่าได้ยึดมั่นในความรักมากกว่าอำนาจ” มหาเทวีผู้งดงามตรัสแผ่วเบาแต่หนักแน่น “เพราะมันไม่อาจเดินไปในเส้นทางเดียวกันได้”

อังเคเซนปาอามุนหวั่นพระทัยลึก ๆ ในสุรเสียงเด็ดขาดของผู้เป็นมารดา

“ลุกขึ้นเตรียมตัวต้อนรับแขกที่กำลังจะมาถึง อย่าให้เสียเกียรติราชินีแห่งธีบส์” เนเฟอร์ติติเสด็จออกจากห้องหลังจากออกคำสั่งกลาย ๆ เพื่องานเลี้ยงรับรองที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

 

                ซินเทียยืนอยู่กลางห้องพักฟื้นผู้ป่วยในโรงพยาบาล ราวหนึ่งชั่วโมงก่อนหลังจากที่เธอได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่พยาบาลเรื่องการหายตัวไปของเด็กหนุ่มผู้ที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้อันตรธานหายไปจากห้องโดยไม่มีใครพบเห็น เธอเร่งรีบจนมาถึงที่นี่และได้รับทราบทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวดีก็คือ ทัต มีอาการดีขึ้นจนเกือบจะหายเป็นปกติและสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่ข่าวร้ายก็คือทีมหมอตรวจพบเชื้อบางอย่างในเลือดของเขา เชื้อโรคที่หายสาบสูญจากโลกไปนี้เกือบสองพันปีและแม้ว่าเขาจะได้รับการรักษาที่ทันสมัยจนหายดีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถรับรองได้ว่าเชื้อนั้นจะไม่กลับมาทำร้ายร่างกายของเขาอีกครั้ง

                “คุณหมออนุญาตให้เขากลับได้แล้วหรือคะ”

                “ครับ” นายแพทย์หนุ่มกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

                “แต่ว่าผลเลือดของเขามัน...”

                ชายในชุดสีขาวยิ้มบาง “เชื้อที่เราตรวจพบไม่ใช่โรคติดต่อครับ...มันส่งต่อทางพันธุกรรม ซึ่งจะแฝงกายรอเล่นงานเขาในเวลาที่ร่างกายของเขาอ่อนแอ” เขาอธิบายต่อช้า ๆ “หมั่นมาพบแพทย์และรับยาอย่างต่อเนื่องก็ไม่น่าเป็นห่วงหรอกครับ”

                ซินเทียกล่าวลาคุณหมอและกลับไปยังห้องพักฟื้นผู้ป่วย ที่สุดท้ายที่เธอเห็นเด็กหนุ่มผู้นั้น พยาบาลสาวเดินเข้ามาภายในห้อง “คุณหมอให้ดิฉันมาแจ้งว่า คุณต้องไปรับยาก่อนกลับนะคะ”

                “อ้อ...ค่ะ” เธอกล่าวก่อนจะเดินตามพยาบาลคนนั้นออกจากห้องพักสู่ส่วนการเงินและรับยา แพทย์เจ้าของไข้ย้ำนักหนาเรื่องยาที่มีไว้รักษาทัต และแน่นอนว่าเธอจะต้องจัดการให้เขากินยาเหล่านั้นจนหมดและพาเขากลับมาโรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อตรวจติดตามอาการ

                หญิงสาวตัดสินใจเดินออกมาจากโรงพยาบาลและขับรถออกตามหาคนป่วยเพิ่งฟื้นไข้ที่หายตัวไปตามสถานที่ต่าง ๆ รอบเมือง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ชุมชนถึงสถานที่ท่องเที่ยว ตลอดทั้งวันเธอพยายามมองฝ่าฝูงชนเพื่อตามหาเด็กหนุ่มผู้น่าสงสาร เธอแปลกใจตัวเองที่เป็นห่วงเป็นใยเขาเหลือเกินแม้ว่าจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดแม้แต่น้อย อีกทั้งเธอเองก็เพิ่งจะรู้จักเขาได้ไม่กี่วัน

                “จริงสิ” ภาพจำเมื่อครั้งที่ได้พบกับเขากลับมาปรากฏ “หรือว่าจะเป็นที่นั่น”

                พวงมาลัยรถยนต์ถูกหมุนเกือบร้อยแปดสิบองศาขณะเดียวกันเสียงแตรจากรถคันอื่นที่ดังประท้วงการขับขี่อันไร้สติของเธอนั้นไม่อาจฉุดความคิดของเธอให้กลับมา เธอไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีกแล้วในเวลานี้นอกจากควบรถมุ่งเข้าสู่ไคโรอีกครั้ง

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #7 ##@@ZINdear@@## (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 21:50
    เนเฟอร์ติติ โหดจางงงแฮะ -_- สนุกอ่ะ ยิ่งอ่านมากขึ้นอารมณ์ยิ่งฝังลึกจนรู้สึกค้างมากก อารมณ์ค้างสุดๆ  มาต่ออีกน้าา

     
    #7
    0