Miracle of the Ankeh - ลิขิตรักข้ามเวลา

ตอนที่ 4 : หัวหน้าทีมสำรวจสุสาน วิลเลี่ยม คลากซ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 733
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    10 พ.ค. 62

    “เมื่อวาน  คุณเป็นอย่างไรบ้างครับ” เช้าวันถัดมาซินเทียกลับมาทำงานเป็นปกติ  และแน่นอนว่าแซมมีน้ำใจเอ่ยถาม “ถ้ายังไม่ดีขึ้น คุณน่าจะลางานอีกสักวัน”

                “ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะค่ะ”

                “ฉันไม่เห็นเธอเป็นอะไรง่าย ๆ เลยนะ ซิน” เธออยากจะตบปากเพื่อนสาวช่างสงสัยของเธอเหลือเกิน “ไปทำอะไรมาล่ะ”

                “ต่อให้แข็งแรงแค่ไหนก็ต้องมีวันป่วยบ้าง” เธอไหวไหล่ “ที่โรงพยาบาลเมื่อวานคนไข้เยอะแยะเพราะป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่แหละ” อย่างน้อยข้อมูลเรื่องคนไข้ที่เธอเพิ่งจะพูดไปก็เป็นเรื่องจริง หญิงสาวหันมาหาชายหนุ่มอีกคนที่ร่วมวงสนทนา “แซมคะ...เมื่อวานที่คุณโทรหาฉันตอนเย็น มีอะไรหรือเปล่า”

                “อ้อ...ลืมไปเลย” เขายิ้มหน้าบาน “ที่คุณสมัครเข้าร่วมทีมของมหาวิทยาลัยลอนดอนน่ะครับ” หลายเดือนก่อน ซินเทียเสนอตัวเองขอเข้าร่วมโครงการขุดค้นสุสานของมหาวิทยาลัยที่ให้การสนับสนุนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ “ยินดีด้วยนะครับ พวกเขาตอบตกลง”

                เจนกรีดร้องส่งเสียงยินดีพร้อมกับกอดซินเทียที่ยังคงยืนงงทำอะไรไม่ถูก “ซิน...เธอทำได้แล้ว”

                “ยินดีด้วยนะครับ” แซมสัมผัสมือเธอ “ผลเพิ่งออกมาเมื่อวาน แต่ยังไม่เป็นทางการ พอผมรู้ก็เลยโทรบอกคุณก่อน”

                “ฉัน...โอ...ฉัน” เธอดีใจมากจนไม่สามารถกล่าวคำใดออกมาได้ ในที่สุดเธอก็จะได้ไปทำในสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันมาตลอด “ขอบคุณมากค่ะแซม”

                “พรุ่งนี้ หัวหน้าทีมขุดค้นสุสานจะกลับมาจากลอนดอน เขาชื่อ...” แซมลูบปลายจมูกตนเองเบา ๆ “แหมน่าขายหน้าจริง ผมดันจำชื่อนักโบราณคดีคนนั้นไปได้”

                “ศาสตราจารย์คลากซ์ ค่ะ วิลเลี่ยม คลากซ์” เขาคือนักโบราณคดีสาขาอียิปต์วิทยาชื่อดัง คนที่เธอเคารพนับถือและยกย่องตั้งแต่ตอนเรียนกับเขาที่มหาวิทยาลัยลอนดอนหลายปีก่อน “ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเลือกฉัน”

                “เธอเป็นคนเก่งนะซิน ถ้าเขาไม่เลือกเธอสิน่าแปลก” เจนตบบ่าเพื่อน “เย็นนี้เราไปฉลองกันดีกว่า...แซม คุณว่างหรือเปล่าคะ หรือว่ามีเดท”

                “ไม่ครับ เจน...ผมว่างพอดี” เขาตอบรับ “อีกอย่างนะ ผมเองก็ไม่ได้มีสาว ๆ เอาไว้นัดเดททุกวันหรอกนะครับ”

                แซมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะกล่าวลาไปทำงานของตนเอง ไม่นานนักเจนก็บอกลาเช่นกันเมื่อคณะนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่มาถึง ซินเทียเดินไปยังห้องจัดแสดงอารยะธรรมอียิปต์โบราณ ข่าวความวุ่นวายเมื่อหลายวันก่อนซาลงไปแล้ว ห้องนี้จึงกลับมาคึกคักอีกครั้ง หญิงสาวทำงานด้วยจิตใจที่เบิกบานและเป็นสุขยิ่งกว่าวันไหน ๆ เพราะภายในระยะเวลาอันใกล้นี้เธอจะได้ไปทำงานยังสถานที่จริง ได้จับต้องขุดค้นโบราณวัตถุทรงคุณค่ามากมายใต้ผืนทรายที่รอการค้นพบ ความใฝ่ฝันของเธอกำลังจะเป็นจริงในไม่ช้า

 

                “เจอหรือเปล่า” หัวหน้าราชองครักษ์หนุ่มนามฮัทจาฮีเอ่ยถามทหารหลายคนที่พากันออกค้นหาองค์ฟาโรห์ที่หายตัวไป เกือบหนึ่งวันแล้วที่ยังไร้วี่แวว “เราต้องค้นหาจนกว่าจะพบองค์ฟาโรห์” เขายืนยันแม้ว่าทหารหลายคนพากันเหนื่อยล้าแล้วก็ตาม

                “ท่านหัวหน้าราชองครักษ์” เสียงหนึ่งตะโกนวิ่งเข้ามาหาพร้อมกับถือของบางอย่างในมือ “เราพบที่ริมแม่น้ำขอรับ” ฮัทจาฮีรับรองพระบาททองคำข้างหนึ่งขึ้นมาพิจารณาจนมั่นใจว่าเป็นขององค์ฟาโรห์ ไม่มีใครอีกแล้วที่จะสวมรองพระบาททำจากทองคำเช่นพระองค์อีกบนแผ่นดินนี้

                “นำทางข้าไป” ชายหนุ่มเดินตามนายทหารไปยังริมแม่น้ำไนล์ แม่น้ำที่เป็นดั่งสายเลือดหล่อเลี้ยงคนทั้งดินแดน จุดที่พบนั้นเป็นจุดที่น้ำเชี่ยวไหลมาบรรจบกัน มองเผิน ๆ อาจดูเหมือนว่าเป็นแม่น้ำนิ่งที่ไหลเอื่อย ๆ ทว่าที่ลึกลงไปนั้นเป็นน้ำวนซึ่งลึกพอสมควร

                ฮัทจาฮีไม่รอช้า เขาค่อย ๆ พาตัวเองดำน้ำตื้นก่อนกระโจนแหวกว่ายสู่กลางแม่น้ำที่ทั้งลึกและแสนจะอันตราย ทหารน้อยใหญ่ต่างพากันมองดูหัวหน้าราชองครักษ์ดำผุดดำว่ายสู่กลางแม่น้ำด้วยสีหน้าหวาดหวั่น หลายครั้งที่ตัวเขาเองถูกดูดกลืนสู่ก้นแม่น้ำ แต่ด้วยร่างกายที่แข็งแรงของเขาก็สามารถเอาตัวรอดออกจากอันตรายและสามารถว่ายกลับเข้าหาฝั่งได้อย่างไม่ยากลำบาก เขาพยุงร่างกายตัวเองขึ้นจากน้ำพร้อมกับความผิดหวัง เกือบสามห้าสิบนาทีที่เขาต่อสู้กับสายน้ำเพื่อตามหาองค์ฟาโรห์แต่สุดท้ายก็ไร้วี่แวว ไม่มีแม้แต่ร่างของพระองค์ให้เห็นที่ก้นแม่น้ำ

                ห่างไกลออกไป หัวหน้าราชองครักษ์หนุ่มมองเห็นผู้ที่เพิ่งมาถึงพร้อมกับกำลังพลนับร้อย  คนสนิดของแม่ทัพโฮเร็มเฮ็บนาม อาเตม การมาถึงของชายผู้นี้นั้นเท่ากับว่าฮีรูจเดินทางถึงธีบส์และสามารถส่งข่าวถึงแม่ทัพใหญ่สำเร็จ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเมื่อชายบนหลังมาเดินทางเข้ามาใกล้ ชายผู้สูงวัยกว่ากระโดดลงจากม้าท่าทางคล่องแคล่วก่อนยืนเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย

                “ท่านแม่ทัพใหญ่สั่งให้ข้านำกำลังพลมาช่วยเหลือในการค้นหาองค์ฟาโรห์” เขาส่งม้าให้กับนายทหารคนหนึ่ง “เกิดอะไรขึ้นหรือ ท่านหัวหน้าราชองครักษ์” นัยน์ตาคมกวาดมองร่างเปียกโชกพร้อมเลิกคิ้วถาม

                 “เมื่อวานช่วงพลบค่ำ...พระองค์ตรัสว่าทรงต้องการอยู่พระองค์เดียวระหว่างพักแรมระหว่างทาง” เขาบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง “ข้าสั่งให้ทหารเฝ้ายามอยู่ไม่ห่าง แต่ทว่าพระองค์ก็หายไป”

                “ใครคือผู้ที่เห็นพระองค์เป็นคนสุดท้าย”

                ฮัทจาฮีเรียกนายทหารผู้หนึ่งให้เข้ามาร่วมการสนทนา “เขาคือทหารยามคืนที่พระองค์หายไป”

                อาเตมหันมาสบตากับพยานคนสำคัญ “เจ้าเห็นอะไรผิดปกติหรือไม่...ทหาร เล่าเรื่องที่เจ้าเห็นอย่างละเอียด อย่างน้อยข้าอาจช่วยเจ้าลดความผิดจากหนักให้เป็นเบา หากเกิดเหตุร้ายกับองค์ฟาโรห์”

                นายทหารกลืนก้อนแข็ง ๆ ลงคอ “ขะ...ข้า เห็นองค์ฟาโรห์ทรงพระดำเนินอยู่ริมแม่น้ำ ชั่วพริบตาเดียวพระองค์ก็ทรงหายไปจากตรงนั้น ขอรับท่าน” เขาชี้ไปยังจุดที่องค์ฟาโรห์หายตัวไป

                “พริบตาเดียวหรือ” อาเตมทวนคำพร้อมกับสบตากับฮัทจาฮี

พยานคนสำคัญคุกเข่าลงลนลาน “ข้ามิได้โกหก ท่านอาเตม โปรดเชื่อข้าเถิด”

“เวลานั้นเจ้าเห็นสิ่งใดอื่นอีกหรือไม่”

“ข้าเห็นแสง...แสงสว่างจ้าดั่งเที่ยงวัน”

อีกครั้งที่สองนายทหารชั้นสูงสบตากัน “ขอบใจมาก ทหาร เจ้าไปพักผ่อนได้แล้ว” อาเตม กล่าวกับเจ้าของร่างสั่นเทาที่กำลังคุกเข่า ก่อนที่จะมีทหารสองนายเข้ามาพยุงจากไป เหลือเพียงสองผู้บังคับบัญชา

 “ท่านคิดว่าเรื่องนี้มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือ หรือว่าจะเป็นฝีมือพวกพ่อมด”

                “ข้ายังไม่อยากจะคิดว่าเป็นฝีมือของพวกพ่อมดมนต์ดำหรอก ท่านหัวหน้าราชองครักษ์” เขาผ่อนลมหายใจหนัก ๆ “ท่านก็รู้ว่า ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่เคยเชื่อในเรื่องเหล่านี้ หากมีใครเอาข้อสันนิฐานนั้นไปบอกกับเขา คงมิวายถูกลงทัณฑ์”

                “ก่อนอื่นเราควรส่งข่าวไปยังธีบส์ ว่าองค์ฟาโรห์ยังไม่ประสงค์จะเสด็จกลับ” ฮัทจาฮีออกความเห็น “อย่างน้อยเราก็น่าจะซื้อเวลาได้บ้าง”

                “ข้าเห็นด้วย” คนสนิดแห่งแม่ทัพใหญ่โฮเร็มเฮ็บกระโดดขึ้นหลังม้าตัวเดิม “อย่ากังวลนักเลย ข้าเชื่อว่าท่านแม่ทัพเองก็กำลังจัดการเรื่องนี้อย่างเงียบ ๆ ที่ธีบส์เช่นเดียวกัน ทำหน้าที่ของท่านให้ลุล่วงเถิด”

                “หน้าที่ของข้าก็คือการพาองค์ฟาโรห์กลับไปให้เร็วที่สุดสินะ” มุมปากข้างหนึ่งยกขึ้นสูงเมื่อคิดถึงใบหน้าดุดันไม่เคยโอนอ่อนของผู้เป็นบิดา “หาไม่แล้ว คอข้าก็คงจะหลุดออกจากร่างด้วยมือของบิดาข้าเอง”

 

                ซินเทียได้รับการติดต่อจาก ศาสตราจารย์วิลเลี่ยม คลากซ์ ให้มาพบกับเขาที่เพิ่งจะบินมาจากอังกฤษในเช้าวันถัดมาหลังจากทราบข่าวเรื่องการตอบรับคำขอเข้าร่วมทีมของเธอ เขาให้เหตุผลว่าต้องการจะพบเธอก่อนเริ่มงานจริงจัง เป็นที่รู้กันในวงการว่า หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบห้าผู้นี้เป็นคนที่ค่อนข้างโลกส่วนตัวสูงและมีแนวทางในการทำงานของตัวเองที่ชัดเจน เรียกได้ว่าเขาเป็นคนที่มีคนรักพอ ๆ กับคนเกลียดเลยทีเดียว

                หญิงสาวมาถึงก่อนเวลานัดเกือบครึ่งชั่วโมง เธอได้รับคำเชิญให้เข้าไปนั่งรอในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ซึ่งเขาเข้าพักระหว่างที่เข้าเมืองเพื่อพักผ่อนก่อนจะตรงกลับไปยังแค้มป์กลางทะเลทรายอันเป็นสถานที่ทำงาน จากคำบอกเล่าของหลาย ๆ คนที่รู้จักกับเขาต่างลงความเห็นว่าเขาเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับงานจนน่ายกย่อง

                ภาพใครบางคนที่เดินตรงเข้ามายังล๊อบบี้ทำเอาเธอหัวใจเกือบหยุดเต้น ศาสตราจารย์คลากซ์ หนุ่มใหญ่หัวหน้าทีมสำรวจสุสานผู้มีสายตาเฉียบคม ปรายตามองมาที่เธอราวกับกำลังค้นหาบางอย่างขณะเดินตรงมายังโต๊ะที่เธอนั่งอยู่ ซินเทียเกร็งคอพร้อมกับยิ้มและกล่าวทักทาย

“สวัสดีค่ะ ศาสตราจารย์”

                “สวัสดีครับ คุณคงจะเป็นคุณคาร์เตอร์”

                “ใช่ค่ะ” เธอคิดภูมิใจที่เขาจำชื่อเธอได้

                “คุณมาก่อนเวลาเสียอีก” ซินเทียรู้สึกราวกับว่ากำลังถูกตำหนิ “เปล่านะ...ผมไม่ได้ตำหนิคุณหรอก แค่คุณทำให้ผมรู้สึกว่ามาสายแค่นั้นเอง” เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอขณะที่คู่สนทนาคอแข็งกลืนน้ำลายไม่ลง

                เขาหย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้นุ่มตรงข้ามกับหญิงสาวหน้าหวานและสั่งกาแฟสำหรับตัวเอง ไม่ช้าเมื่อกาแฟหอมกรุ่นมาถึง เขายกมันขึ้นจิบช้า ๆ ด้วยอิริยาบถแสนสบาย ทว่าหญิงสาวตรงหน้าเขากลับไม่รู้สึกผ่อนคลายเลยสักนิด

                “มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า” เขาวางแก้วลง “เพราะอะไรคุณถึงสนใจเข้าร่วมทีมกับผม”

                “ดิฉันเรียนจบด้านโบราณคดีสาขาอียิปต์วิทยาค่ะ และตอนนี้ก็กำลังทำงานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ไคโร” เธอเรียบเรียงคำพูดจากสมอง “แน่นอนค่ะว่าดิฉันต้องการที่จะไปทำงานยังสถานที่จริงมากกว่าการประจำอยู่ในสถานที่จำลองของส่วนจัดแสดง”

                “แม้ว่าสถานที่จริงนั้นจะมีผม” เขาชี้ตัวเอง ขณะที่เธอมีสีหน้าไม่เข้าใจ “ไม่เอาน่า...ทุกคนในวงการเขาพูดกันไม่ใช่หรือว่าผมน่ะเป็นปีศาจแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์” แม้ว่าเขาจะหัวเราะแต่ซินเทียกลับไม่รู้สึกว่ามันน่าขัน “คุณไม่กลัวที่จะทำงานกับผมเลยหรือ”

                “คุณเป็นคนที่น่ายกย่องค่ะ ศาสตราจารย์” เธอตอบทันควัน “คุณคงจำไม่ได้ว่าดิฉันเคยเป็นนักเรียนในชั้นเรียนของคุณ รู้ไหมคะ...ฉันชื่นชมแววตาของคุณที่แสดงออกว่ารักในงานของคุณมากแค่ไหน และดิฉันก็เข้าใจในเจตนาอันดีที่คุณจำเป็นต้องเข้มงวดกับทุกคนในทีมของคุณค่ะ”

                หนุ่มใหญ่ผ่อนลมหายใจแผ่วเบา “ผมเองก็ชื่นชมคุณเช่นกัน” เขายิ้มบาง “ไม่ใช่เพราะนามสกุลของคุณหรอกครับ” ซินเทียหรี่ตามอง “ผมรู้ดีว่าคุณเป็นใคร พ่อแม่ของคุณและคุณปู่ทวดของคุณเป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่าต่อวงการของเรา”

                “ดิฉัน...”

                “เดี๋ยวครับ...” เขายกมือขึ้นปรามเมื่อเห็นสีหน้าของเธอ “ผมเข้าใจว่าคุณคงกำลังจะบอกให้ผมมุ่งความสนใจมาที่ตัวคุณมากกว่า ใช่ครับผมเห็นด้วย คุณอาจคิดว่าผมจำคุณไม่ได้ แต่ผมจำนักเรียนทุกคนในชั้นเรียนของผมได้ครับ”

                “ถ้าอย่างนั้นคุณ”

                “ที่ผมเลือกคุณเพราะผมเห็นศักยภาพที่คุณมี” เขาประสานมือบนโต๊ะก่อนสบตากับเธอ “คุณอาจคิดว่าคุณไม่มีความสามารถโดดเด่น แต่เชื่อเถอะว่าผมเห็นในสิ่งที่คุณไม่เห็น”

                หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ “ขอบคุณที่ให้โอกาสดิฉันค่ะ”

                “ด้วยความยินดีครับ...”

                “ฉันจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มความสามารถค่ะ รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน”

                สองคู่สนทนาต่างวัยสบตากัน รอยยิ้มกว้างนั้นแสดงความพึงพอใจ “อีกสามวันผมจะกลับไปที่แค้มป์อีกครั้ง ขอให้คุณเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทำงาน”

                “ค่ะ”

                “ทีมของเราจะกลับเข้าเมืองเดือนละครั้งเท่านั้น คุณควรเตรียมของใช้ที่จำเป็นเอาไว้ด้วยนะครับ” ซินเทียรู้สึกตื่นเต้นจนไม่อาจซ่อนความรู้สึก เห็นได้จากใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“ผมคงต้องขอตัวก่อน” ศาสตราจารย์คลากซ์ลุกขึ้นยืนหลังจากดื่มกาแฟหมดแก้ว

“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ศาสตราจารย์”

                “ขอบคุณเช่นกันครับ” เขายื่นมือออกมา “ยินดีต้อนรับสู่ทีมของเรา” หญิงสาวไม่รีรอยื่นมือไปสัมผัสโดยทันที

                หลังจากกล่าวลาเป็นที่เรียบร้อย ซินเทียนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมอีกครั้งขณะมองดูแผ่นหลังกว้างซึ่งกำลังจากไปของคนที่เคยสนทนาเมื่อครู่ ใบหน้าของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี ในที่สุดเธอก็จะได้ไปทำงานภาคสนามได้ลงพื้นที่จับต้องขุดค้นโบราณวัตถุอย่างที่ฝันมานาน ถ้าหากว่าบิดาและมารดาของเธอยังมีชีวิตอยู่ทั้งสองคงยินดีไม่ต่างกับเธอเป็นแน่

                เสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังขึ้นระหว่างการดื่มด่ำกับความสุขของเธอ “สวัสดีค่ะ” หญิงสาวกรอกเสียงใส่อุปกรณ์สื่อสาร “อะไรนะคะ!!!” เธอส่งเสียงดังอีกครั้งนั่นทำให้ผู้คนรอบ ๆ มองมาที่เธออย่างให้ความสนใจ “ค่ะ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”

                รอยยิ้มเปี่ยมของเธอเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหายไปสิ้น เหลือเพียงแววตาและท่าทีอันเป็นกังวล เธอวางค่าเครื่องดื่มบนโต๊ะก่อนจะฉวยกระเป๋าและก้าวเดินออกจากโรงแรมอย่างเร่งรีบ

                +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #6 ##@@ZINdear@@## (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 22:37
    ง่ะ เรื่องกำลังแช่มชื่นอยู่เลยแต่ตอนจบนี่....มันทำให้ค้างมากค่ะ

    #เท่าที่อ่านเรื่องนี้ส่วนหนึ่งมาจากประวัติศาสตร์จริงรึป่าวคะ เช่น อัย เงี้ย....รึป่าว???//มั่วเท่าที่อ่านค่ะ 
    #6
    0
  2. #5 ##@@ZINdear@@## (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 22:36
    ง่ะ เรื่องกำลังแช่มชื่นอยู่เลยแต่ตอนจบนี่....มันทำให้ค้างมากค่ะ

    #เท่าที่อ่านเรื่องนี้ส่วนหนึ่งมาจากประวัติศาสตร์จริงรึป่าวคะ เช่น อัย เงี้ย....รึป่าว???//มั่วเท่าที่อ่านค่ะ 
    #5
    2
    • #5-1 KitSuNe'(จากตอนที่ 4)
      18 กันยายน 2559 / 22:38
      คนแต่งพยายามโยงเข้าประวัติศาสตร์ค่ะ ตัวละครในหลักในอดีตส่วนใหญ่มีตัวตนจริงค่ะ

      ขอบคุณที่ติดตามค่ะ ^^
      #5-1
    • #5-2 ##@@ZINdear@@##(จากตอนที่ 4)
      19 กันยายน 2559 / 21:08
      อยู่แว้วว55 ^^
      #5-2