Miracle of the Ankeh - ลิขิตรักข้ามเวลา

ตอนที่ 3 : ข่าวร้ายจากคาร์นัค

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 833
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    10 พ.ค. 62

             ย้อนเวลากลับไปราวเกือบสามพันห้าร้อยปีก่อน ณ มหานคร แห่งไอยคุปต์ ธีบส์ ชายหนุ่มผู้หนึ่งวิ่งบนถนนฝ่าฝูงชนในช่วงเช้า ผ่านย่านการค้าและบ้านเรือนก่ออิฐเรียงราย มุ่งสู่วังหลวงสถานที่พำนักแห่งองค์ฟาโรห์  แม้จะเหนื่อยล้าเพียงใดแต่เขาก็มิอาจหยุดฝีเท้าและพักดื่มน้ำให้หายเหนื่อย เขาต้องไปถึงให้เร็วที่สุด

“เจ้าบ้า!!” เสียงตะโกนไล่หลังดังขึ้นเมื่อเขาวิ่งเบียดชายคนหนึ่งที่กำลังแบกผลไม้แห้งบนบ่า เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะหันไปขอโทษหรือช่วยเก็บของที่ร่วงหล่นบนพื้นกระจัดกระจาย เสียงก่นด่าดังไล่หลังตามเขาเข้าสู่พื้นที่ราชฐาน และแล้วเขาก็มาถึงได้ทันก่อนที่สองขาจะหมดเรี่ยวแรง โชคดีที่ใครคนที่เขากำลังต้องการพบนั้นอยู่ตรงหน้าประตู นั่นช่วยประหยัดเวลาได้มากเลยทีเดียว

“ท่านโฮเร็มเฮ็บ!!!” เขาตะโกนดังลั่นลานหน้าท้องพระโรงเพื่อหยุดคนที่เขาเรียกหามิให้ก้าวล่วงสู่เขตราชฐานชั้นใน ที่ซึ่งเขาไม่อาจตามเข้าไป

“ฮีรูจ...เกิดอะไรขึ้น” แม่ทัพใหญ่โฮเร็มเฮ็บ เดินเข้ามาหาชายหนุ่มที่หมดแรงนอนแผ่หลา “แล้วองค์ฟาโรห์เล่า...เจ้ามิได้ตามเสด็จไปคาร์นัคหรอกหรือ”

“ข้า...มา” เขาหอบตัวโยน “แจ้งข่าวท่าน”

“เกิดอะไรขึ้น” สีหน้าของแม่ทัพใหญ่เคร่งขรึมในทันที

“หะ...หายไป...ขอรับ”

                “อะไร”

                “องค์ฟาโรห์...หายไปขอรับ”

ข่าวนี้สร้างความตกใจแก่แม่ทัพใหญ่แห่งธีบส์ไม่น้อย ก่อนหน้านี้องค์ฟาโรห์ประสงค์จะเดินทางเป็นการส่วนพระองค์ไปยัง คาร์นัค เพื่อไปพบกับพระมารดา ใครจะคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้างแรงเช่นนี้ขึ้นระหว่างการเดินทางที่มีมานับครั้งไม่ถ้วน

“ระหว่างเดินทางกลับ...ท่านหัวหน้าราชองครักษ์สั่งให้ข้าล่วงหน้ามารายงานท่าน”

โฮเร็มเฮ็บหันไปหานายทหารหนึ่งในสองคนข้าง ๆ “อาเตม รวบรวมทหารแล้วส่งไปยังคาร์นัค...อย่าให้ใครล่วงรู้ถึงการโยกย้ายไพร่พลในครั้งนี้ จงทำอย่างสงบ” เจ้าของนามอาเตมแสดงความเคารพก่อนจะเดินจากไปอย่างเร่งรีบ “เจ้านั่นทำอะไรอยู่”

ฮีรูจนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจว่าเจ้านั่นที่แม่ทัพกล่าวถึงน่าจะหมายถึงหัวหน้าราชองครักษ์ฮัทจาฮีบุตรชาย “ยังคงค้นหาองค์ฟาโรห์อยู่ขอรับ...บอกว่าจะไม่มีวันกลับมา หากว่าไม่พบพระองค์”

“แน่ล่ะ...ถ้าเขากลับมาโดยไร้เงาขององค์ฟาโรห์...ข้าจะลงโทษเขาด้วยมือของข้าเอง” สีหน้าของเขาบอกชัดเจนว่ามิได้พูดเล่น “เจ้าไปพักผ่อนได้แล้ว ฮีรูจ...และจงอย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้กับผู้ใดทั้งสิ้น”

“ขอรับท่านแม่ทัพ”

ชายสูงวัยเร่งฝีเท้าเข้าสู่เขตราชฐานชั้นใน นัยน์ตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นเงาของใครบางคนยืนแอบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ แน่นอนว่าข่าวใหญ่ที่ฮีรูจเพิ่งนำมาเมื่อครู่กำลังจะมีผู้รับรู้เพิ่มเติม และใครคนนั้นก็เป็นคนที่เขาไม่ต้องการให้รู้มากที่สุด ทว่าภายในวังหลวงนี้มิอาจสังหารผู้ใดได้อย่างเปิดเผย สองเท้าของเขาหยุดนิ่งก่อนจะหันไปสบตากับผู้ติดตามอีกคน ผู้ซึ่งพยักหน้าก่อนโค้งเล็กน้อยและเดินเลี่ยงไปในทิศทางที่เงานั้นเดินจากไป

“ข้าจะไม่ยอมให้หูตาของเจ้านำข่าวสารสำคัญนี้ไปบอกกับเจ้าหรอก อัยย์” มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะก้าวต่อไปยังด้านในที่ลึกกว่าตามคำเรียกหาของพระนางเนอร์เฟติติ สตรีผู้ทรงอิทธิพลที่เขาไม่สามารถปฏิเสธคำเชิญได้แม้ว่าในเวลานี้ตำแหน่งราชินีตกเป็นของอังเคเซนปาอามุนบุตรสาวของพระนางแล้วก็ตาม ว่ากันว่าในเวลานี้นางอาจมีอิทธิพลเหนือกว่าองค์ฟาโรห์วัยเยาว์เสียด้วยซ้ำ

                “มาแล้วหรือ” หญิงร่างสูงโปร่งประทับบนแท่นกลางห้อง พร้อมข้ารับใช้หญิงสาวมากมาย พระนางช้อนพระเนตรคมทอดเนตรชายสูงวัยที่ถูกเรียกหา แม้วัยจะล่วงเลยเกือบสี่สิบปีแต่ความงดงามของพระนางยังมีชัยเหนือกาลเวลา ทรงปัดพระกรเบา ๆ ด้วยท่วงท่าสง่างาม เหล่าทาสรับใช้รับรู้ได้ในความต้องการทยอยกันออกไปจากห้อง

                “พระนางต้องประสงค์สิ่งใดหรือ”

                “ช่างห่างเหินเสียจริง” เสาวนีย์ตัดพ้อไร้น้ำหนักในทันทีเมื่อพระโอษฐ์แย้มยั่วยวนฉาบไล้บนพระพักตร์งดงาม “ข้าจักเรียกหาท่านมาปรึกษาหารือเรื่องการศึกสงครามเพียงเท่านั้นหรือ...ท่านแม่ทัพใหญ่”

                “การที่ข้าเข้ามาพบกับท่านเพียงลำพัง...ย่อมไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง” เขากล่าวน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านอาจถูกครหานินทาให้เสื่อมเกียรติ”

                “ท่านรังเกียจข้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” พระเนตรหวานเยิ้มทอดมองใบหน้าที่ยังคงนิ่งสนิดราวรูปปั้น และมันทำให้ประสงค์จะเอาชนะ ไม่ว่าครั้งไหนเขาก็ไม่เคยต้องมนต์เสน่ห์ของพระนางสักครั้ง

“หามิได้...ในฐานะข้ารับใช้แห่งองค์ฟาโรห์...ข้าย่อมมีหน้าที่ป้องกันมิให้พระองค์มัวหมองด้วยคำครหาไร้สาระ ไม่ว่าจะกับตัวพระองค์เองหรือพระญาติองค์ใดก็ตาม”

                เนเฟอร์ติติแย้มสรวลขบขัน ทรงขยับย่างวรกายเข้าหาโฮเร็มเฮ็บ “สมแล้วที่เป็นคนที่องค์ฟาโรห์วางใจ...แต่ข้ารู้ข่าวบางอย่างที่น่าตกใจจึงเรียกท่านมาพบ รับรองว่าคุ้มค่ากับการถูกครหา” พระนางจงใจให้กลิ่นเครื่องหอมจากองค์เองเข้าจู่โจมชายตรงหน้าเฉกเช่นชายอื่นที่เคยหลงเสน่ห์

                “สิ่งใดที่กวนพระทัยท่าน หากข้านั้นสามารถปัดเป่าได้ข้าก็ยินดี” ใบหน้าอันเรียบตึงนั้นกวนพระทัยมหาเทวีเป็นที่สุด เขาไม่ทีท่าทีใดแสดงความหวั่นไหวต่อความงามของพระองค์เลย

                “ข่าวว่าองค์ฟาโรห์...หายตัวไป” รอยแย้มสรวลบนพระพักตร์เปลี่ยนไปครู่หนึ่ง เสเจือความกังวลไม่สมจริง

                “ใครกันบังอาจสร้างเรื่องโกหกเช่นนี้!!!” โฮเร็มเฮ็บฉุนเฉียวตบเข่าตนเองฉาดใหญ่ “ขอทรงวางพระทัย...ข้าจักลากคอมันผู้นั้นมาลงโทษให้จงได้”

                “เช่นนั้นแล้วข้าก็เบาใจ” ทรงตรัสแผ่วเบา “เมื่อองค์ฟาโรห์ยังปลอดภัย” พระเนตรสีทองสำรวจหาท่าทีอันเป็นพิรุธ ทว่าแม่ทัพใหญ่แห่งธีบส์ยังคงไม่แสดงอาการใด เขายังคงรักษาความสงบในท่าทีได้ดีเยี่ยม

“เมื่อพระองค์ทรงคลายกังวลแล้ว...ข้าขอทูลลา”

                “ขออภัยที่รบกวนเวลาของท่านแม่ทัพ...แต่ข้าร้อนใจเหลือเกินกับข่าวที่ได้ยินมา ถึงได้เรียกหาท่าน”

                “วางพระทัยเถิดพระนาง...องค์ฟาโรห์จักกลับมาสู่ธีบส์ในไม่ช้า” ร่างสูงองอาจหันหลังเดินออกจากห้องโดยไม่เหลียวหลัง จึงไม่มีโอกาสเห็นพระพักตร์งดงามแย้มสรวลเป็นสุขของอดีตราชินีเนเฟอร์ติติ

                “ข้าก็หวังเช่นนั้น...ท่านแม่ทัพ”

 

                เกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงเต็ม ๆ ที่ซินเทียอยู่ที่โรงพยาบาล เธอลางานโดยอ้างว่ารู้สึกไม่ค่อยสบายแน่นอนว่าทั้งเจนและแซมต่างก็อาสาจัดการเรื่องงานของเธอที่พิพิธภัณฑ์ ขอให้เธอวางใจและพักผ่อนให้เต็มที่ อันที่จริงสิ่งเดียวที่เธอห่วงเห็นจะเป็นเด็กหนุ่มไร้ชื่อบนเตียงคนไข้ที่นอนลืมตาโพลงไม่พูดหรือขยับเขยื้อนร่างกาย หมอบอกว่าร่างกายของเขาดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ อีกทั้งผลเลือดของเขาก็ออกมาแปลกประหลาดและหาคำอธิบายไม่ได้หลายอย่าง กลายเป็นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ต้องเข้ารับการตรวจโยละเอียดอีกครั้งด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย เจ้าหน้าที่ตำรวจมาที่โรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อแจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับตัวตนของเด็กหนุ่มผู้นี้ และคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ก็เป็นไปตามที่เธอคาดเดา เด็กหนุ่มผู้นี้ไร้บ้าน ไร้ครอบครัว ไม่มีแม้ชื่อ หรือตัวตนใด ๆ ซินเทียจึงต้องเป็น ผู้ดูแล ตามกฎหมายชั่วคราวไปก่อน

                “คุณหมอบอกว่าอีกไม่นานเขาก็จะดีขึ้น” พยาบาลสาวหน้าตาสะสวยเข้ามาเปลี่ยนถุงน้ำเกลือให้กำลังใจซินเทีย “พยายามคุยกับเขาสิคะ...เรียกร้องความสนใจจากเขาหน่อย” เธอแนะนำก่อนจะออกจากห้องไป

                ซินเทียจ้องมองดูใบหน้าเรียบสงบและนัยน์ตาแสนเศร้า เค้าโครงหน้าเข้มคม จมูกโด่งเป็นสันได้รูป ริมฝีปากหนาเม้มนิ่ง เขาเป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาคมคายทีเดียว

เธอผ่อนลมหายใจหนัก ๆ “ก็ได้...ฉันจะลองพยายามดูอีกที” เธอลากเก้าอี้เข้ามาใกล้ ๆ กับเตียง พร้อมกับยื่นหน้าเข้าใกล้เด็กหนุ่ม “สวัสดีอีกครั้ง...เธอจำฉันได้หรือเปล่า”

                นัยน์ตาสีน้ำตาลยังคงจ้องมองดูเพดานไม่กระพริบราวกับว่าเขาไม่ได้ยินในสิ่งที่เธอพูด หญิงสาวกางมือปัดไปมาตรงหน้าเขาหลายครั้ง ทว่าไร้การตอบสนองใดจากนัยน์ตาคู่นั้น

                “จริงสิ” เธอคิดออกว่ามีสิ่งหนึ่งที่อาจทำให้เขาสนใจ จึงล้วงคอเสื้อปลดสร้อยคอทองคำรูปอังค์ออกมาและแกว่งไปมาตรงหน้าเขา “จำได้หรือเปล่า...นี่คืออะไร”

                ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะได้ผล นัยน์ตาสีน้ำตาลเปลี่ยนจากเพดานว่างเปล่ามาเป็นวัตถุที่ลอยไปมาตรงหน้า “อังค์” เขาพูดเสียงเบา ก่อนจะยกมือขึ้นหมายจะสัมผัสกับมัน แค่ทว่าซินเทียกลับชักมันกลับมาไว้ในอุ้งมือของเธอแทน

                “มีปฏิกิริยาตอบโต้สักที” เธอยิ้มกว้างเมื่อมองเห็นว่านัยน์ตาสีน้ำตาลแสนเศร้าคู่นั้นกำลังจ้องมองมาที่เธอ “เธอเข้าใจที่ฉันพูดหรือเปล่า”

                เด็กหนุ่มมองริมฝีปากบางสีชมพู น้ำเสียงนุ่มของเธอกับท่าทีห่วงใยจริงใจไร้อาการเสแสร้งนั้นดูเป็นธรรมชาติเสียจนเขาคิดสงสัยในความมีน้ำใจต่อคนแปลกหน้าเช่นเขา

                “ไม่เข้าใจหรอ....” เธอยกมือขึ้นเสยผมยาวสีดำเป็นมันเงางาม “ฉันจะทำยังไงกับเขาดีนะ”

                “ข้าเข้าใจ” เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองไม่ได้พูดอะไรมานานแสนนาน “เจ้า...เป็นใคร” ภายในลำคอแห้งผากราวเต็มไปด้วยฝุ่นผง การที่เขานอนนิ่งไม่ขยับเป็นเวลานานก็เพราะกำลังพยายามรวบรวมความทรงจำที่แสนจะวุ่นวายและไม่ประติดประต่อ

                “พูดได้นี่...” เธอมีท่าทีดีใจเหลือล้นแม้คำพูดที่เปล่งออกมาจะเต็มไปด้วยสรรพนามเก่าแก่ที่คนในยุคนี้ไม่ใช้กันแล้วก็ตาม “โถ...ปล่อยให้ฉันกังวลอยู่ได้ตั้งนาน กลัวว่าจะพูดกันไม่รู้เรื่อง...ฉันชื่อซินเทีย คาร์เตอร์” เธอยื่นมือส่งมา

                เด็กหนุ่มมองมือเรียวนิ่ง ๆ ไม่เข้าใจ ทว่าก็เป็นเธออีกครั้งที่ใช้มือข้างนั้นดึงมือขวาของเขาไปเขย่าสองสามครั้งก่อนจะปล่อย “ยินดีที่ได้รู้จัก...ฉันเจอเธอนั่งอยู่ริมถนนเมื่อวันก่อน เธอเกือบแย่เลยนะรู้หรือเปล่า แล้วเธอชื่ออะไร”

                “ทัต....แค่ก ๆ ๆ” เขากำลังจะกล่าวชื่อตัวเองแต่ต้องสะดุดเพราะลำคอที่แห้งผากเกินไป ซินเทียรีบรินน้ำที่ข้างเตียงส่งให้กับเขา “ขะ...ขอบใจ”

                “ด้วยความยินดี ทัต” เขากำลังจะเอ่ยชื่อตัวเองอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เธอเรียกชื่อเขาให้ถูก ประตูห้องก็ถูกเปิดออกโดยใครคนหนึ่ง “อ้าว...คุณหมอ”

                “สวัสดีครับ” นายแพทย์หนุ่มก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอันอบอุ่น เขามองดูคนไข้ที่เพิ่งจะฟื้นตัวของเขา “ลุกขึ้นนั่งได้แล้วนะครับ...เก่งมากเลย หนุ่มน้อย” คนถูกเรียกกลับมีสีหน้าแปลก ๆ “หมอต้องบอกว่าหนุ่มน้อยที่น่าสงสารคนนี้ฟื้นตัวได้เร็วอย่างน่าเหลือเชื่อเลยนะครับ คุณคาร์เตอร์”

                “อะ...ค่ะ” เธอยังไม่ชินกับการเป็นผู้ดูแลเขาจึงทำได้แค่ยิ้มแห้ง ๆ กลับไปเป็นคำตอบ “แล้วเมื่อไหร่เขาจะออกจากโรงพยาบาลได้หรือคะ”

                “อันที่จริงเขาไม่มีอาการอื่นน่ากังวลแล้วนะครับ แต่หมออยากให้เขาอยู่ต่ออีกสักหน่อย”

                “แหม...แย่จังเลยนะคะ”

                “ครับ...อยากให้แน่ใจว่าเขาจะไม่กลับมาโคม่าอีก” หมอกล่าวลาก่อนจะออกจากห้องไป

                “ข้าไม่ต้องการอยู่ที่นี่” เขาพยายามยืนขึ้นด้วยร่างกายที่อ่อนแอนั้น เขาเกือบล้มลง เคราะห์ดีที่ซินเทียเข้ามาประคองเขาเอาไว้ได้ทัน

                “แล้วเธอจะไปไหน มีบ้านให้กลับหรือไง”

                เขาพูดเบา ๆ “ข้าต้องกลับไป จาฮีกำลังตาหาข้าอยู่แน่ ๆ” ซินเทียส่ายหน้าเบา ๆ เธอดันร่างของเขากลับมาที่เตียงก่อนจะกดแขนทั้งสองข้างของเขาเอาไว้

                “ลองสะบัดให้หลุดก่อนสิ...ถ้าทำได้ฉันจะปล่อยให้เธอไป” เธอจ้องตากับเขา ขณะมองดูความพยายามสู่อิสรภาพของเขา จนในที่สุดเขาก็หยุดนิ่งนอนหมดแรง “เห็นไหมล่ะ...เธอยังไม่แข็งแรงพอ แค่เดินออกไปจากโรงพยาบาลยังยากเลย” เธอปล่อยมือจากเขาและนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม

                เด็กหนุ่มยอมแต่โดยดีเมื่อไม่อาจหาเหตุผลใดมาหักล้างความจริงที่เธอกล่าว เขาจำต้องกลับมานอนนิ่งบนเตียงทั้งที่จิตใจร้อนรุ่ม เขาต้องการจะไปจากที่แปลก ๆ แห่งนี้ กลับไปหาคนของเขาที่กำลังรออยู่ และผลจากการพยายามฟื้นความทรงจำของตนเองก็คือภาพที่เขากำลังเดินเล่นอยู่ริมแม่น้ำไนล์ก่อนจะมีแสงสว่างวาบเข้ากระทบนัยน์ตาจนทำให้บอดชั่วคราว

“รอให้แข็งแรงกว่านี้ก่อนจะไม่ดีกว่าหรือ” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นระหว่างการสนทนาของทั้งสอง ซินเทียมองหน้าจอก่อนจะกดรับ

                “สวัสดีค่ะ แซม/ ค่ะ / เอาไว้ฉันจะโทรกลับนะคะ” เธอวางสายและหันมาหาเด็กหนุ่มที่กำลังมองดูเจ้าอุปกรณ์สื่อสารในมือของเธออย่างสนอกสนใจ “ถ้าเธอทำตัวดี ๆ อีกไม่กี่วันคุณหมอก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้ เชื่อฉันสิ...ตอนนี้เธอต้องทำตามที่หมอบอกอย่างเคร่งครัดนะ” ซินเทียมองดูเด็กหนุ่มที่เชื่อถือคำพูดของเธอจริงจัง เปลือกตานุ่มปิดลงแล้วพร้อมกับเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #4 ##@@ZINdear@@## (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 22:14
    เย้...มาเร็วมากก ขอบคุณค๊า
    #4
    0
  2. #3 ##@@ZINdear@@## (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 22:14
    เย้...มาเร็วมากก ขอบคุณค๊า
    #3
    0