Miracle of the Ankeh - ลิขิตรักข้ามเวลา

ตอนที่ 1 : ยุวกษัตริย์ผู้หลับใหล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,245
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    10 พ.ค. 62

                หญิงสาวเจ้าของผมสีดำรวบตึงเป็นหางม้าถืออุปกรณ์ขยายเสียงบรรยายข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนจัดแสดงอารยะธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ ของพิพิธภัณฑ์ไคโร อิยิปต์ ที่นี่ภายในห้องจัดแสดงมัมมี่อายุเกือบสามพันห้าร้อยปีของฟาโรห์ตุตันคามุน  ฟาโรห์ในราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์โบราณ ซึ่งขึ้นครองราชย์ขณะมีพระชนมายุเพียง 9-10 ชันษา 1325-1334 ปีก่อนคริสตกาล แสงไฟนีออนสีเหลืองนวลสาดส่องโลงพระศพภายใต้กระจกใส่พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งเสมือนว่าที่นี่คือสุสานใต้ดิน ณ หุบเขากษัตริย์ ยิ่งทำให้บรรยากาศดูมีมนต์ขลังและดูสมจริงชวนให้ตกอยู่ในภวังค์

“ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่ามนุษย์ประกอบด้วยสามสิ่ง นั่นก็คือหนึ่ง คา วิญญาณที่แฝงอยู่ในกายจริง เมื่อตายแล้วก็จะออกจากร่าง และคงรูปเดิมทุกประการ สอง บา ส่วนที่รวมระหว่างร่างผู้ตาย กับ คา บางครั้งสามารถแปลงร่าง เป็นนกที่มีหน้าเป็นคน ร่างแปลงนี้ต้องกลับมาที่หลุมศพในยามค่ำคืน และสุดท้าย อัคฮ์ เป็นส่วนของคนที่สถิตอยู่ท่ามกลางดวงดาวบนฟ้า และเป็นวิญญาณอมตะที่อยู่ห่างออกไปจากโลกมนุษย์”

หญิงสาวพูดแบบที่เคยทำเป็นกิจวัตร เธอไม่เคยเบื่อกับงานนี้เลยสักครั้ง แม้จะต้องพูดข้อความเดิมซ้ำไปซ้ำมาทุกวันวันละหลายครั้งก็ตาม

                “เมื่อคนตาย ดวงวิญญาณ หรือ คา จะออก จากร่างไปเพียงชั่วคราว เพื่อเดินทางไปพบกับโอซิริสเทพแห่งความตายในโลกหลังความตายแล้วจะกลับมาในวันหนึ่งข้างหน้า ข้อสำคัญคือ เมื่อวิญญาณกลับมาแล้ว ก็ต้องมีร่างกายอยู่ และร่างที่จะอาศัยอยู่ได้ ต้องเป็นร่างกายของตนเองเท่านั้น”

นัยน์ตาสีฟ้าจ้องมองยังเหล่านักเรียนมัธยมหน้าใสที่กำลังรับฟังการบรรยายอย่างตั้งใจ “ดังนั้น ความตายจึงเป็นแค่เพียงการจากไปชั่วคราว เพื่อรอคอยการเกิดใหม่ของดวงวิญญาณ ชาวอียิปต์โบราณจึงให้ความสำคัญกับร่างเดิมหรือกายจริงเป็นอย่างมาก พวกเขาจึงได้คิดค้นวิธีการทำมัมมี่ขึ้นมาเพื่อรักษาร่างกายให้อยู่ได้นานที่สุด” เด็กสาวคนหนึ่งในกลุ่มค่อย ๆ ชูมือขวาขึ้นกลางอากาศท่าทางเหนียมอาย “มีคำถามหรือจ๊ะ สาวน้อย”

                “จะเกิดอะไรขึ้นคะ ถ้าเขากลับมาได้จริง ๆ” เกิดเสียงอื้ออึงหลังจากเด็กสาวขี้สงสัยเอ่ยถามคำถามที่ดูเหมือนหลายคนอยากจะรู้คำตอบ “จะเหมือนในหนังหรือเปล่า”

                “ถ้าว่ากันตามทฤษฎีแล้วเนี่ย ฉันคิดว่าถึงแม้จะกลับมาได้จริง ๆ แต่เนื้อเยื่อและเซลล์ในร่างกายก็ไม่สามารถใช้งานได้แล้วล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นเขาก็จะตายลงอีกครั้งอย่างไม่ต้องสงสัย อีกอย่าง...” เธอเคาะกระจกที่ครอบพระศพแรง ๆ สองสามครั้ง “กระจกนี้เป็นกระจกสุญญากาศ จึงไม่มีทางเลยที่เขาจะมีอากาศหายใจ” หลายคนหัวเราะคิกคักกับคำตอบของเธอ “เอาล่ะ...หมดเวลาสำหรับส่วนจัดแสดงนี้นะคะ เชิญไปต่อกันที่ห้องแสดงวิถีชีวิตและภูมิปัญญาสมัยโบราณได้เลยค่ะ”

ร่างสูงโปร่งก้าวเดินอย่างมาดมั่นพาเหล่าหนุ่มสาวขี้สงสัยไปยังส่วนจัดแสดงถัดไป จนสามชั่วโมงผ่านพ้น งานของเธอจึงเสร็จสิ้น

“เหนื่อยหน่อยนะครับ” หนุ่มหน้าตาดีท่าทางภูมิฐานส่งกระป๋องเครื่องดื่มให้กับเธอที่กำลังนั่งพักอยู่ตรงส่วนต้อนรับนักท่องเที่ยว

“ขอบคุณค่ะ แซม คุณเองก็คงจะเหนื่อยไม่แพ้กัน” เธอยิ้มพร้อมกับกล่าวขอบคุณสำหรับน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขามีให้เสมอ

เขานั่งลงข้างเธอ “งานของผมก็แค่นั่งโต๊ะดูแต่เอกสาร ไม่เหนื่อยเท่าคุณหรอกน่า” คางบุ๋มของเขามีเสน่ห์เป็นที่สุด ยิ่งรอยบุ๋มข้างแก้มยามแย้มยิ้มนี่ก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้สาว ๆ หลายคนไม่อาจละสายตาไปจากเขา “เย็นนี้คุณว่างไหมครับ”

“ทำไมคะ? เดทหรอ?” เธอหยอกเขาเล่นตามประสาคนอารมณ์ดี “คงต้องจองคิวล่วงหน้าหน่อยนะคะ มีหนุ่ม ๆ ต่อคิวรออยู่เพียบ”

“ลัดคิวให้ผมหน่อยไม่ได้เลยหรือครับ ซินเทีย” แซม สตีลเวอร์ รองผู้อำนวยการหนุ่มหน้าใสไฟแรง พยายามร้องขอความเห็นใจ แม้ว่าตัวเขาเองก็ค่อนข้างจะเป็นที่สนใจของสาว ๆ หลายคน และแน่นอนว่าตัวเขาเองก็สนใจผู้หญิงมากมายเช่นกัน

“พอเถอะค่ะ...ฉันไม่ใจอ่อนหรอก” ซินเทีย คาร์เตอร์ ยิ้มกว้างก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “อย่าทำให้ฉันต้องถูกเกลียดขี้หน้าไปมากกว่านี้เลย” เธอเห็นว่ามีสาว ๆ หลายคนกำลังซุบซิบกันขณะมองมายังเธอและแซม อีกอย่างแม้ว่าเขาจะมีหน้าตาดีแค่ไหนและเพียรพยายามจีบเธอมานานเท่าใดสำหรับเธอเขาก็แค่เพื่อนร่วมงานธรรมดาที่ไม่มีอะไรเกินเลย

เปรี้ยง!! เกิดเสียงดังสนั่นพร้อมกับไฟฟ้าดับทั้งอาคารตามด้วยเสียงสัญญาณฉุกเฉินดังลั่นเป็นระรอก ความโกลาหลย่อม ๆ เกิดขึ้นภายในห้องโถงด้านหน้า มีเพียงแสงสลัวให้เห็นเงาลาง ๆ ของร่างหนาที่กำลังคร่อมตัวเธอเอาไว้ทั้งตัวหลังจากฉุดเธอลงมาหมอบกับพื้น โชคยังดีที่เวลานี้เป็นเวลาปิดทำการของทางพิพิธภัณฑ์แล้ว คนที่มารวมตัวกันจึงเป็นเหล่าเจ้าหน้าที่และผู้บริหารที่กำลังเตรียมตัวเลิกงาน

“กะ...เกิดอะไรขึ้น” หญิงสาวได้ยินเสียงของตัวเองสั่นเทา ขณะพยายามมองฝ่าความมืดมิดเพื่อสังเกต สถานการณ์รอบกาย

ชายหนุ่มยันตัวเองขึ้นยืนหลังจากแน่ใจเรื่องความปลอดภัย “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ” เขาประคองเธอให้ยืนขึ้นอย่างมั่นคง “คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ”

“ฉันไม่เป็นไรค่ะ....ก่อการร้ายหรือเปล่าคะ” แสงไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินสว่างขึ้น นั่นทำให้เธอมองเห็นสีหน้าวิตกกังวลได้อย่างชัดเจนบนใบหน้าหล่อเหลาของแซม

“ถ้าใช่...มันไม่มีทางที่จะจบลงง่าย ๆ แบบนี้หรอกครับ” ซินเทียพยักหน้าเห็นด้วย “ผมขอตัวไปคุยกับเจ้าหน้าที่ก่อนนะครับ คุณอยู่คนเดียวได้ไหม”

“เธออยู่ที่นี่เอง ซิน” หญิงสาวผิวขาวร่างอวบแหวกทางเดินเข้ามาหา “ฉันตามหาเธอไปทั่ว”

ชายหนุ่มโล่งใจที่เห็นหญิงสาวอีกคน “ผมขอตัวก่อนนะครับ” เขาเดินเลี่ยงจากไปอย่างรวดเร็ว

“เกิดอะไรขึ้นน่ะเจน เธอรู้หรือเปล่า”

เจน เทย์เลอร์ ส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่รู้สิ เมื่อกี้นะ ฉันกำลังเก็บของอยู่ก็ได้ยินเสียงเหมือนฟ้าผ่าดังสนั่น จากนั้นไฟก็ดับแถมยังมีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่น” ซินเทียได้ยินการบอกเล่าเรื่องที่คล้ายกันกับของเจนรอบ ๆ “อีกเดี๋ยวเขาก็คงจะซ่อมทุกอย่างได้เองล่ะ”

“อืม...น่าจะ” ไม่นานนักไฟฟ้าภายในอาคารก็กลับมาสว่างอีกครั้งพร้อมกับเสียงประกาศให้เจ้าหน้าที่ทุกคนออกจากอาคารตามเวลาเลิกงานปกติได้ ซินเทียกำลังเดินกลับไปที่ห้องพักพร้อมกับเจนเพื่อหยิบกระเป๋า เธอสวนกันกับแซมที่มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

“โอ๊ะ!! นั่นแซมใช่หรือเปล่า” เจนกระซิบกระซาบ “เดี๋ยวเขาต้องทักเธอแน่”

ดูเหมือนการคาดเดาของเจนจะผิด เมื่อชายหนุ่มที่ถูกกล่าวถึงนั้นกำลังจะเดินสวนทางผ่านไปโดยไม่กล่าวอะไรสักคำ “มีอะไรหรือเปล่าคะ แซม” หญิงสาวจึงเป็นคนหยุดเขาไม่ให้เดินผ่านไป

“คุณยังไม่กลับอีกหรอครับ” น่าแปลกที่เขาทำเหมือนว่าไม่เห็นเธอ ถ้าเป็นเวลาปกติเขาจะต้องวิ่งเข้ามาทักแม้จะเห็นเพียงปลายผมของเธอสะบัดตามทางเดิน “พอดีมีเรื่องนิดหน่อยที่ห้องจัดแสดงฟาโรห์ตุตันคามุนน่ะครับ อย่ากังวลเลย คุณกลับไปก่อนเถอะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทีมช่างกับผู้เชี่ยวชาญดีกว่า”

เธอพยักหน้ารับรู้ พร้อมกับบอกลากับเขา จากนั้นก็ไปหยิบของที่ห้องและเดินออกมาพร้อมกับเจน แต่ทว่ามีบางอย่างติดค้างในความรู้สึก อาจเป็นเพราะเธอเองก็เป็นนักโบราณคดีสาขาอียิปต์วิทยา ความห่วงใยในของเก่าโบราณหาค่ามิได้จึงมีมากกว่าคนทั่วไป

“เจน...เธอไปก่อนเลยก็ได้นะ พอดีฉันลืมของ” สุดท้ายก่อนจะออกจากประตูพิพิธภัณฑ์เธอก็ไม่สามารถสลัดความกังวลทิ้งไปได้ “เธอมีนัดไม่ใช่หรอ”

“อืม...งั้นก็ได้ เจอกันนะ ลาก่อน” เจนโบกมือให้เพื่อนก่อนจะวิ่งเหยาะ ๆ จากไป

ซินเทียย้อนกลับไปเข้าไปในส่วนจัดแสดงที่เธอคุ้นเคยอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ ๆ อยู่ก่อนหน้านี้หายไปหมดแม้จะมีการกั้นส่วนจัดแสดงเอาไว้ด้วยเทปพลาสติก นัยน์ตาสีฟ้ากระตุกเมื่อพบว่ากระจกที่ครอบพระศพตุตันคามุนแตกละเอียดกองบนพื้น ในใจคิดตำหนิการทำงานของเจ้าหน้าที่ ๆ ไม่ทำอะไรสักอย่างกับโลงและพระศพก่อนที่อากาศจะสร้างความเสียหายที่ประเมินค่ามิได้

“อ้าว...” แซมเดินเข้ามา ก่อนที่เธอจะตัดสินใจมุดผ่านเทปกั้นเข้าไปสำรวจความเสียหาย “คุณยังไม่กลับอีกหรือครับ”

“ค่ะ...พอดีนึกขึ้นได้ว่าลืมของเลยกลับมาเอา” เธอจำต้องโกหก “เกิดอะไรขึ้นหรือคะ”

“ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน” เขาทำหน้าเหมือนเพิ่งถูกฟาดหัว “อย่างที่คุณเห็น กระจกนิรภัยหนาที่สุดของเราแตกละเอียด ทั้งที่ไม่มีอะไรไปโดนหรือสัมผัส” ซินเทียคิดถึงก่อนหน้านี้ที่เธอเคาะมันสองสามครั้งเพื่อสาธิตความแข็งแกร่งของมันอวดเด็ก ๆ “เสียงฟ้าผ่าที่ทำให้ไฟดับทั้งอาคารก็หาสาเหตุไม่พบ”

“เป็นไปได้ยังไงกันคะ”

“ผมกับทีมงานแทบบ้าแล้ว” เขามีท่าทางเหมือนที่พูดจริง ๆ “อีกไม่นานทีมช่างของเราจะเอากระจกใหม่มาครอบพระศพ ไม่น่าจะเกินชั่วโมงนะครับ ไม่ต้องห่วง” เขาเองก็รู้ว่าเธอห่วงใยในของโบราณที่อาจได้รับความเสียหาย “คุณกลับไปเถอะครับ”

“ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกได้เลยนะคะ แซม” เธอเสนอความช่วยเหลือ “โทรหาฉันได้ตลอดเวลา”

“ครับ ขอบคุณมากสำหรับน้ำใจของคุณ” เขาดันหลังเธอให้ออกจากห้อง “เย็นมากแล้วอันตรายนะครับ ผมคงไปส่งคุณไม่ได้ ขอโทษด้วย”

“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอเดินออกมาจากห้องจัดแสดงอย่างแสนเสียดาย และตรงออกจากพิพิธภัณฑ์ ระหว่างทางเธอเห็นกลุ่มคนที่เพิ่งจะมาถึงพร้อมกับอุปกรณ์สำหรับการซ่อมแซม เธอแน่ใจว่าคืนนี้คงจะเป็นคืนที่หนักหนาสำหรับแซมและทีมของเขา

หญิงสาวพยายามตัดใจจากห้องจัดแสดงและเตือนตัวเองให้ไว้ใจในกลุ่มคนที่เป็นมืออาชีพเหล่านั้น จริงอยู่ที่เธอเองก็เป็นนักโบราณคดีแต่เพราะว่าตัวเธอเองนั้นไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นทั้งในชั้นเรียนและการทำงาน การมาทำงานในพิพิธภัณฑ์นั้นก็ถือเป็นสิ่งที่เธอรักรองลงมาจากการออกนอกสถานที่เพื่อขุดค้นสุสานของจริง แต่เพราะข้อจำกัดหลายอย่างจึงทำให้เธอไม่อาจทำในสิ่งที่ใจรักได้

ความมืดเข้าครอบคลุมทั่วบริเวณเธอเร่งฝีเท้าเพื่อให้ถึงลานจอดรถที่อยู่ไม่ไกล พลันสายตาเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มผมเกรียนคนหนึ่งนั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่ข้างถนนระหว่างอาการก่ออิฐสีแดง ผิวของเขาเนียนละเอียดเสียจนเธอคิดอิจฉา น่าเวทนาที่เขาไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้นสวมใส่ นัยน์ตาที่สะท้อนแสงไฟนั้นแสนเศร้าหมอง

เธอละความสนใจจากเขาเมื่อได้ยินเสียงแตรรถคันหลัง ยิ่งได้พบกับความวุ่นวายของสภาพการจราจรบนท้องถนนภาพของเด็กหนุ่มคนนั้นเริ่มเลือนหายไปจากความทรงจำ จนเมื่อมาถึงห้องพักของเธอที่อีกฟากหนึ่งของเมือง ความเหนื่อยล้าจากการทำงานเร่งเร้าให้เธอรีบหาอะไรลงท้องก่อนจะอาบน้ำและคลานขึ้นเตียง ภายในห้องเช่าที่เธออาศัยอยู่มานับปีหลังย้ายจากลอนดอนมาเริ่มงานที่พิพิธภัณฑ์ไคโร

เกือบห้าปีมาแล้วที่เธอสูญเสียบิดาและมารดาไปพร้อมกันเพราะอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ทั้งคู่เป็นนักโบราณคดีเช่นเดียวกันกับคุณปู่ทวดของเธอ โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ ชายผู้ที่ค้นพบสุสานของฟาโรห์ที่เธอต้องพบทุกวันในส่วนจัดแสดง คุณปู่ทวดของเธอนั้นแม้จะรอดจากการตายปริศนาเช่นเดียวกันกับทีมสำรวจของเขา ทว่าหลังจากนั้นเขาก็เริ่มมีสติที่ไม่ปกติ ว่ากันว่าเป็นเพราะคำสาปจากสุสาน

มรณะจักโบยบินมาสังหารผู้บังอาจรังควานสันติสุขแห่งพระองค์ฟาโรห์ คำจารึกต้นเหตุแห่งอาถรรพ์ที่ร่ำลือนี้เคยสร้างความหวาดกลัวให้เธอเมื่อตอนเป็นเด็ก แต่ในเวลานี้เธอกลับคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระและความบังเอิญ

เปลือกตานุ่มเบิกกว้างทันทีหลังจากที่หัวถึงหมอนและหลับสนิดราวสองชั่วโมง เกือบตีสองแล้ว หญิงสาวคิดขึ้นได้ถึงใบหน้าของเด็กหนุ่มไร้เสื้อผ้าที่เธอเห็นระหว่างทางกลับบ้าน ในความคิดเธอพยายามละทิ้งทั้งสีหน้าและท่าทางในความทรงจำนั้น แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ภาพนั้นก็ไม่อาจหลุดออกไปจากสมอง

“ให้ตายสิ!!!” สุดท้ายเธอก็ต้องลุกขึ้นมานั่ง “ลองไปดูหน่อยก็ได้” เธอตัดสินใจฉวยกุญแจรถเดินออกจากห้องในเวลาตีสองครึ่ง “ถ้าเจอก็ถือว่าเป็นโชคของเธอก็แล้วกัน”

สภาพท้องถนนเป็นใจให้เธอมาถึง พิพิธภัณฑ์ภายในเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง เธอจอดรถที่ริมทางเท้าใกล้ ๆ กับจุดที่พบกับเด็กหนุ่มผู้น่าสงสาร “เห็นไหมล่ะ ซินเทีย เธอกำลังทำเรื่องไร้สาระ” เธอยิ้มให้ตัวเองเมื่อเห็นว่าตรงนั้นไม่มีใครอยู่

หญิงสาวหันหลังตั้งใจว่าจะกลับไปที่รถแต่กลับสะดุดตาเข้ากับเด็กหนุ่มคนเดิมที่เธอเห็น เขากำลังมองมาที่เธอเช่นกัน ท่านั่งนั้นยังเหมือนเดิม ต่างกันแค่ตำแหน่งที่เธอพบก่อนหน้า

“เฮ้!!!

ยังไม่ทันที่เธอจะเข้าไปถึงตัวเขา ทั้งร่างนั้นก็ทรุดลงไปนอนแน่นิ่งไร้สติ ซินเทียไม่คิดอะไรอีกแล้วเธอรีบถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตัวเองและคลุมตัวเขาก่อนพยายามพาเขาไปที่รถอย่างทุลักทุเล จากนั้นก็ขับรถตรงไปที่โรงพยาบาล เธอภาวนาขอให้เขาไม่เป็นอะไรพร้อมกับโทษตัวเองที่มัวแต่รอเวลาจนตัดสินใจล่าช้า

 +++++++++++++++++++++++++++++++++++

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #14 ##@@ZINdear@@## (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 กันยายน 2559 / 12:37
    ทัต..ระวังแขนซินหลุดน้าา -_-'' โหดจริมๆ // สนุกค่ะ ขอบคุณค่ะ(จากตอน11)

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 25 กันยายน 2559 / 12:39
    #14
    1
    • #14-1 ##@@ZINdear@@##(จากตอนที่ 1)
      25 กันยายน 2559 / 12:40
      จากตอนที่11
      #14-1