♥ 살인범 ◆S◆ แฟนฉันเป็นฆาตกร

ตอนที่ 45 : 16.4ll อดีต [4]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,412
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 154 ครั้ง
    18 ต.ค. 62

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
Start 12/4/2561 End : xx/xx/61 By Jenny D Renger :: NL SET ::

16.4

16.4ll อดีต [4]

                วี้หว่อ


            วี้หว่อ


                เสียงไซเรนดังสลับกับภาพชายและหญิงเสื้อขาว พ่อกับแม่ของเขากำลังส่งยิ้ม พี่ชายของเขาคงเป็นห่วงแน่ๆ คราวนี้เขาเล่นเกมซ่อนหาชนะรึเปล่า เขาหนาวจัง...


                หนู หนูได้ยินมั้ย


                แม่เรียกเขากินข้าวรึเปล่านะ


                หนู!’ เสียงวุ่นวายดังไปหมด แสงแวบวาบ พี่ซันกำลังหัวเสียเพราะหาเขาไม่เจอแน่ๆ


                ซิน


                เสียงกระซิบเย็นเยียบทำให้เด็กชายหายใจไม่ออก มือและเท้าเริ่มชา


                เฮือกเด็กชายสะดุ้ง หายใจหอบหนัก ความหนาวเย็นร้อนปะทะปะปนอย่างประหลาด สมองปะติดปะต่ออะไรไม่ได้ เขาถูกกดลงด้วยมือของใครบางคน


                คนไข้ไม่ตอบสนอง ไม่มีสติ  #%$#$^^%*^^&# สีแดง %$$^$^ ห้ามเลือดเสียงคุณหมอสาวที่กำลังเช็คอาการผู้รอดชีวิตหนึ่งเดียวจากเหตุฆาตกรรมดังขึ้น พวกเขาโวยวาย


                หากหลอดเลือดใหญ่ฉีกขาด เลือดมหาศาลในร่างจะทะลักออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที ร่างกายมนุษย์เมื่อเสียเลือดไป 10% จะอยู่ในสภาวะเกือบช็อก


                20% ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะช็อก ความดันต่ำกว่าปกติ


                30%  คือสัญญาณอันตราย...


                ‘#$@^^^&%^’ เสียงโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์ เขาจับใจความไม่ได้ มือเท้าของเขาเย็นขึ้นทุกขณะ ความเย็นเยียบคล้ายมัจจุราชคืบคลานเข้าหาคนตัวเล็กที่นอนหมดแรงโดยมีหมอและพยาบาลล้อมรอบ


                หนาวจัง...


                อยากได้ผ้าห่ม


                หนาว... ทำไมวันนี้หนาวจังเลย

 

                ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงภายในคืนเดียว คดีกลายเป็นปริศนา คนร้ายไม่ทิ้งอะไรไว้สักอย่าง ครอบครัวหนึ่งถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหด ถูกแทงและห้อยศพลงมาจากราวบันได ไม่มีใครรอด ยกเว้นเพียงลูกชายคนกลาง...


เด็กชายรอดอย่างปาฏิหาริย์ ถูกแทงเข้าที่รักแร้ ใกล้จุดที่มีหลอดเลือดดำขนาดใหญ่ ราวกับคนร้ายรู้กายวิภาคศาสตร์เป็นอย่างดี ทุกจุดที่เขาแทงบนศพล้วนเป็นบริเวณเส้นเลือดใหญ่ทั้งสิ้น


ข้าวของหายไปบางส่วน ตำรวจจึงตีว่าเป็นการปล้นชิงทรัพย์ แม้เด็กชายจะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ใช่แต่ ณ ตอนนั้นเขาไม่สามารถพูดออกมาได้


                เด็กชายพูดไม่ได้


                เพราะเขากลัวว่าถ้าพูด มันจะกลับมา


                ข่าวของเด็กชายถูกกะพรือจนหนาหูอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะถูกกลบด้วยความอื่นตามระยะเวลา แต่ความทรงจำของเขามันไม่ได้หายไปตามระยะเวลาด้วย ทุกคืนของเด็กชายเหมือนย้อนกลับไปในวันนั้น


                เสียงฝีเท้า...


                เสียงครอบครัวของเขาค่อยๆ หายไปทีละคน...


                รอยยิ้มของชายแปลกหน้า...


                ผมชื่อเอสนะ


                เสียงของมันยังคงดังอยู่ในหู เด็กชายร้องไห้แบบไร้เสียง สะดุ้งตื่นทุกครั้งที่เวลานั้นมาถึง ความหนาวเย็นคืบคลานจนเขาเอาแต่ขดตัว เขากลัวที่โล่ง กลัวบันไดที่มีครอบครัวเขาห้อยต่องแต่งเหมือนตุ๊กตา เขาพยายามหาสถานที่หลบภัยพร้อมกับอาวุธไว้ใกล้ตัวเมื่อเขาพยายามจะขโมยของมีคม เขาจะถูกจับล็อก บางครั้งก็ถูกฉีดยา คลุ้มคลั่งเมื่อเห็นชุดสีแดง


                บางวันเขานอนใต้เตียง กำหมัดพร้อมสู้


                บางวันเขาวิ่งไปรอบๆ เหมือนพยายามจะวิ่งให้เร็วที่สุด


                บางวันเขาพยายามกรีดร้องโหยหวนแต่เสียงที่ออกมาช่างเบาแต่น่าสงสารจนพยาบาลส่ายหัว


                บางวันเด็กชายร้องไห้จนเสื้อชุ่ม


                บางครั้งเขาไม่ยอมให้ใครแตะต้องตัวเขาอยู่หลายวัน เขาใช้ปลายเล็บกรีดตั้งแต่หัวไหล่ลงไปยังข้อศอกของตัวเองทุกครั้งที่เหตุการณ์นั้นหวนเข้าสมองจนผู้ดูแลต้องตัดเล็บของเขาให้สั้น มันเป็นรอยแผลเป็นเล็กๆ เต็มไปหมด


            ผมชอบคนเงียบๆ


                ครึ่ก


                เขาพยายามจะทำร้ายตัวเองให้รู้สึกเจ็บเพื่อไล่ผู้ชายคนนั้นออกไป


            แต่นายรู้อะไรไหม คนที่เงียบที่สุดคือคนที่ตายแล้ว


                ออกไป


                ออกไปจากหัวผม... เขาดิ้นพล่านไปทั่วอีกแล้ว


               

                เธอจะดีขึ้นอาของเขามาเยี่ยมและบอกแบบนั้นทุกครั้งพร้อมสายตาเวทนา ผู้ชายบ้านเราเป็นคนเข้มแข็ง เธอจะหายกลัวสักวัน


                เด็กชายถูกรักษาอยู่ในสถาบันจิตเวช ทานยา และบำบัดหลายอย่าง บางครั้งก็เหมือนอาการดีขึ้น เขาได้รับผลกระทบหนักจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เขาไม่สามารถอยู่ในที่มืดได้ เขาหวาดระแวง


                 อาจะปกป้องหลานเอง


                อาทำอะไรไม่ได้หรอก...


                หลานของอาเก่งที่สุด ดูสิ หลานของอาผ่านไปแป๊ปเดียวสูงขึ้นตั้งเยอะ


                พี่ซันก็สูง ไม่เห็นทำอะไรได้เลย...


                เด็กชายอาการคุ้มดีคุ้มร้าย แต่ก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ทว่าภาพวันนั้นยากจะลบเลือน มันยังคงฝังใจของเขาอยู่ เขาเริ่มกลับมาพูดได้ ทุกคนดีใจ ในตอนนั้นคือวันครบรอบหนึ่งปีพอดี อาของเขาบอกว่าผู้ชายบ้านเราเข้มแข็ง แต่คนที่เข้มแข็งที่สุดในสมองของเด็กชาย ไม่ใช่คนในตระกูลตัวเอง


                เอส… เสียงแหบพร่าดังขึ้นครั้งแรกในรอบปี


                ‘ซิน หลานพูดเหรอ?’


                เด็กน้อยอาการดีขึ้นแล้วยกยิ้มที่มุมปาก นัยน์ตาเปล่งประกาย ใจของหลายคนที่เห็นชื้นขึ้น น้ำตาหมอรื้นเล็กน้อย ในที่สุดความพยายามและอดทนตลอดเวลาที่ผ่านมาก็เริ่มส่งผลขึ้นมาบ้าง


                ต่อไปนี้ เรียกผมว่าเอสได้ไหม


                เสียงนั้นเย็นเยียบและเบาแต่ทุกคนในห้องก็ได้ยิน ไม่มีใครเข้าใจว่าทำไมเด็กชายพูดแบบนั้น การเปลี่ยนชื่อตัวเองทำให้ลืมอดีตหรือเพื่อหลบเลี่ยงจากภาพฆาตกรที่เรียกชื่อเขากันนะ ความสงสัยหลายอย่างเกิดขึ้นแต่ก็ถูกเบี่ยงความสนใจไปกับรอยยิ้มและท่าทีที่ดีขึ้นทุกวันของเด็กชาย


                ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากตั้งแต่เขาบอกว่าอยากชื่อเอส


                เด็กชายยิ้มมากขึ้นทุกวัน เขาชอบยิ้มหน้ากระจก มองหน้าตัวเองหลายครั้ง


                ถ้าเขาเป็นคนที่เข้มแข็งที่สุด เขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัว


                ใบหน้าหวานบิดยิ้มและบอกตัวเองทุกวัน


                เขาเข้มแข็งที่สุด


                เข้มแข็งกว่าใคร... ตราบใดที่เขาชื่อเอส


                อาการของเด็กชายดีขึ้นจนแพทย์ลงความเห็นว่าเขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้แล้ว รอยแผลเป็นที่คอของเขามักเป็นที่ถูกจับตาอยู่บ่อยครั้ง เมื่อมีคนมาเยี่ยมบ้านอา เรื่องในอดีตถูกห้ามพูดถึง


                เด็กชายใช้ชีวิตภายใต้ชื่อเอส ไม่ได้กลับไปเรียนในชั้นเหมือนเด็กคนอื่น เพราะกำลังปรับตัวทีละนิด ชีวิตเขาเริ่มเหมือนคนทั่วไปอีกครั้ง อาพาหลานชายไปเรียนศิลปะการต่อสู้ เรียนใช้อาวุธ ด้วยความเชื่อว่าการให้เขาออกกำลังกายจะทำให้สมองปลอดโปร่ง สุขภาพกายดี สุขภาพจิตก็ดี และการให้เขาป้องกันตัวเองได้จะทำให้หลานรู้สึกเข้มแข็ง


                ช่วงชีวิตของเขาหายไปในอายุสิบสามปีที่สถาบันจิตเวช พวกเขากำลังพยายามค่อยๆ กู้มันกลับมาเพื่อยืนหยัดได้อีกครั้ง ด้วยความหวังว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เผื่อครอบครัวที่ตายไป


                เหตุผลที่เขาเรียกตัวเองว่าเอสค่อยๆ ลบเลือน เขายังคงพบหมอเป็นระยะ จากอาทิตย์ละครั้ง เป็นเดือนละครั้ง เป็นสามเดือนครั้ง... เขาดีขึ้นมากจริงๆ


                ทุกคนเชื่ออย่างนั้นจนกระทั่งเขาอายุสิบสี่ กำลังจะสิบห้าปี...

 


                เขารักษาตัวจนหายดีและอยู่กับอา วันนั้นเป็นวันที่สดใสเวลาโพล้เพล้ ไม่มีแดด ท้องฟ้าสีแดงฉาน เขาออกไปเดินซื้อของด้านนอกก่อนจะกลับมาที่บ้านและพบความผิดปกติบางอย่าง...


                ประตูถูกเปิดทิ้งไว้... ใจเขาวูบวาบอย่างประหลาด ลางสังหรณ์ทำงานขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้ทำไมภาพในวันนั้นถึงลอยเข้ามาในหัว เด็กอายุสิบสี่ย่างสิบห้าปีใจเต้นตึกตัก มือของเขาเริ่มเย็น


                เขาค่อยๆ เดินเข้าไปก่อนจะเห็นใครบางคนนั่งอยู่ และร่างของอาเขานอนฟุบอยู่กับพื้น มีเลือดเล็กน้อยบริเวณศีรษะ ผู้ชายคนนั้นใส่ชุดสีแดง...


                อา... ใจของเด็กชายสั่นแรงขึ้นอีกเมื่อเขาหันมา ครานี้ไม่ได้อยู่ในความมืด แสงสว่างเล็กน้อยจากภายนอกส่องถึง เขาเห็นรอยยิ้มของมันได้ถนัด น้ำเสียงของมันยังฝังชัดในความทรงจำของเขา


                ยินดีที่ได้เจออีกนะซิน ผมว่าเราต้องมาสะสางกันนะ


                แค่เท่านั้น ราวกับสัญชาตญาณการป้องกันตัวของเขาถูกจุดสวิทซ์ ภาพตรงหน้าขาดหายไปจากความทรงจำ เพราะรู้ตัวอีกที ชุดสีแดงก็ชุ่มฉ่ำ บางส่วนเข้มกว่าส่วนอื่นเพราะของเหลวกลิ่นคาว


                มันตายหรือยัง...


                อา ต้องทำให้แน่ใจ มันจะได้ไม่กลับมาหาเขาอีก นัยน์ตาเขาส่องประกาย มือของเขาลากร่างนั้นไปที่บันได เขาหยิบเชือกเส้นใหญ่จากในลังที่เก็บของของอาก่อนจะดึงร่างนั้นขึ้นบันไดทีละขั้น


                มันต้องตาย... ในสมองของเขาคิดเพียงแค่นั้น


                อั่ก เขาฟื้นขึ้นมาแต่ไม่มีแรง ขณะนั้นเชือกกำลังผูกรอบคอเขาแล้ว ผู้ชายชุดแดงนั่นพูดอะไรบางอย่างกับเด็กชาย... สมองของเด็กชายไม่รับอะไรอีก เขาเพียงแต่ทิ้งร่างนั้นให้ร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วงและห้อยกับราวบันไดเหมือนที่ครอบครัวของเขาโดน


                อา มันตายแล้ว มันจะไม่กลับมาอีก


                เขาท่องมันย้ำๆ เหมือนคนบ้าก่อนจะเดินลงมาหาจุดที่สามารถชมวินาทีการตายนั่นได้ชัดๆ เพื่อยืนยันว่ามันตายจริง เขาเริ่มจับเวลา คนเราขาดอากาศหายใจได้นานที่สุดเท่าไหร่... เขาจะต้องปล่อยให้มันอยู่บนราวบันไดนานกว่านั้น


                เด็กชายยืนมองด้วยความรู้สึกสับสนเล็กๆ ในสมองมีแต่คำว่าตายเต็มหัวไปหมดจนกระทั่งรู้สึกถึงสายตาของใครบางคนนอกหน้าต่าง เป็นจังหวะเดียวกับที่นาฬิกาเดินถึงเวลาที่เขาต้องการ เขาเลยยิ้มออกมา


                เขาหันออกไปมองนอกหน้าต่างและสบตากับใครบางคน


                ...คำพูดของชายชุดแดงก่อนตายก็ดังขึ้นมาในหัว


                อา...


ฉันมีเพื่อนนะ ลองมองออกไปนอกหน้าต่างสิ


                ผู้ชายคนนี้เป็นคนดูต้นทาง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 154 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,094 ความคิดเห็น

  1. #1012 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 07:14
    ลึกลับ ชอบบบบ
    #1,012
    0
  2. #1010 ทัพ (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 15:18

    รอนะค่่่่่่าาา

    #1,010
    0
  3. #1009 Krystal♥. (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 21:17
    พ่อนางเอกใช่มะ
    #1,009
    1
    • #1009-1 GINGTNC(จากตอนที่ 45)
      22 ตุลาคม 2562 / 21:56

      รออออ​ ลุ้นดี
      #1009-1
  4. #1008 Memew888 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 16:57

    ตามซื้อเล่มจนได้มาครอง

    #1,008
    0
  5. #1007 annepw (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 16:07
    รออยู่เลยค่ะ ฮือออ จริงหรือเข้าใจผิด
    #1,007
    0
  6. #1006 Mini-fish (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 07:12
    หดหู่มาก

    ขอบคุณน่ะค่ะที่มาต่อ
    #1,006
    0