♥ 마법 l MAKE ME XXX l รักไสยไสย (My Bubble tea the series)

ตอนที่ 23 : ไลท์ ll 20ll ความกลัว 2(10*5)%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,704
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 72 ครั้ง
    2 ก.พ. 61



Kygo & Ellie Goulding - First Time


20

ความกลัว


                เรื่องจบที่สถานีตำรวจ เพราะต่างคนต่างลงไม้ลงมือ ตำรวจก็เลยถือว่าสมัครใจวิวาท ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย พวกนั้นก็เลยลอยตัวไปซะอย่างนั้น ไหนจะทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยที่ไลท์เอาถังดับเพลิงฟาดซะเหี้ยนนั่นอีก... พูดเลยว่างานนี้ราคาน่าจะอ่วมอยู่พอตัว



                ฉันแอบเหลือบมองแผลของไลท์ที่ถูกผิดด้วยผ้าปิดแผลเป็นทางยาว เพราะขาเก้าอี้แตกๆ ที่ไอ้โล้นเอามาฟาดไลท์มันดันมีเศษไม้แตกๆ ที่ทิ่มเข้าไปในเนื้อตอนเขาฟาด ทำให้แผลของคนตัวสูงค่อนข้างจะน่ากลัวนิดหน่อย



                ที่จริงฉันก็แอบสมน้ำหน้านิดๆ บางทีนี่อาจจะเป็นกรรมสนองที่เขาลากฉันไปสักชื่อเขาไง เขาจับฉันสักที่ไหล่ขวา เขาก็โดนขาเก้าอี้ฟาดเข้าที่แขนข้างขวาเหมือนกัน ดีนะ ที่กระดูกไม่หัก



                “ไลท์” ฉันพูดขึ้นมาตอนที่พวกเรากำลังเดินไปที่ถนนเพื่อหารถกลับ ที่นี่ค่อนข้างจะจอแจไปด้วยผู้คน และอีกอย่างฉันกับไลท์ก็ได้ออกมาก่อนตาสองคนนั้นเล็กน้อย ขืนออกพร้อมกัน ฉันว่าคงได้มีไฝว้กับอีกรอบแน่ๆ



                “ฮะ” ไลท์หันมาตามเสียงเรียกแล้วย่นคิ้วเมื่อเห็นฉันเม้มริมฝีปากแล้วเบี่ยงสายตาไปทางอื่น ตอนแรกฉันว่าจะขอบคุณที่อุตส่าห์มารับขาเก้าอี้แทนฉัน แต่ไม่รู้จะพูดยังไง... ฉันไม่เคยขอบคุณเขาเลยอ่ะ เพราะเขาไม่เคยทำอะไรที่น่าขอบคุณสักกะที ปกติทำตัวน่าด่า



                “เปล่าหรอก นายมีเรียนอีกรึเปล่า”



                “ไม่นิ เธอมีเหรอ?



                “ไม่เหมือนกัน”



                “ก็ดี ไม่มีอารมณ์จะไปเรียนละ”



                ไลท์ว่าแล้วหันซ้ายหันขวามองรถ ฉันเลื่อนสายตาไปมองแขนของเขาด้วยความเป็นห่วงนิดๆ ที่ต้องมาเจ็บตัวด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่จะบอกว่าฉันผิดทั้งหมด ก็ไม่ใช่หรอก ก็เขานั่นแหละเป็นต้นเหตุทำให้ฉันต้องวิ่งหนีนี่!



                “ทำอะไร” ไลท์ตวัดสายตามาเมื่อเห็นฉันยืนจ้องอยู่นาน



                “อะไรเหรอ?



                “เธอจ้องอะไร” ไลท์มองตามสายตาฉัน แต่เพราะแผลของเขามันเกือบจะอยู่ในระดับเดียวกับไลท์น้อยทำให้คนตัวสูงชะงักนิดๆ ก่อนจะยิ้มกรุ้มกริ่มพร้อมรังสีชั่วๆ “แน่ะ ฉันรู้นะว่าเธอติดใจ”



                “บ้า ฉันมองแผลต่างหาก!” ฉันเบี่ยงสายตาหนีแล้วหันไปเซ็ง โอ๊ย ดีได้สามวินาทีแล้วชั่วอีกสามชาติมั้ง คนอย่างไลท์เนี่ย ในสมองมีอะไรดีๆ ที่มีคุณค่าต่อสังคมบ้างมั้ย ฉันสงสัยจัง!



                “ใช่เหรอ?



                “อือ” ฉันตอบอ้อมแอ้มในลำคอ



                “แล้วมองทำไม?



                “ฉันแค่คิดว่ามันน่าจะเจ็บ”



                “ก็เจ็บสิ ให้ฉันเอาขาเก้าอี้หักๆ ฟาดเธอแล้วมีไม้แหลมๆ ทิ่มแขนเธอมั่งมั้ยล่ะ”



                “ฉันก็ไม่ได้ขอร้องให้นายเอาแขนมาบังให้ซะหน่อย” ฉันบ่นอุบอิบแล้วเบี่ยงสายตาไปทางอื่น ฉันคิดว่าจะขอบคุณเขาสักหน่อย แต่พอเขากวนประสาท ฉันก็ไม่เอาดีกว่า เฮอะ



                “จะว่าฉันสาระแน ว่างั้น?” ไลท์มองด้วยท่าทีไม่เป็นมิตรก่อนจะเบือนหน้าฉันให้หันไปทางเขา “ฉันก็ไม่ได้อยากจะเอาตัวไปบังหรอก แต่รู้ตัวอีกที ก็พุ่งเข้าไปแล้ว ให้ทำไง?



                “...”



                “สร้างปัญหาเก่งเหลือเกินนะเธอเนี่ย แล้วไปโผล่ห้องนั้นได้ยังไง เธอไม่ได้เรียนอีกห้องเหรอ?” ไลท์ว่าแล้วมองหน้าฉันด้วยสายตาจับผิด ทำเอาฉันกลืนน้ำลายอึก



                เวร จะบอกว่าฉันปีนหน้าต่างเพราะเห็นเงาเขา เขาต้องลากฉันไปสักชื่อตัวเองกลางหน้าผากแน่ๆ



                “ฉัน เอ่อ ฉันแค่เดินผ่านไง ฉันไปเข้าห้องน้ำ แล้วเดินผ่านห้องนั้น พวกเขาก็ลากฉันเข้าไป” ฉันโกหกหน้าด้านๆ ราวกับว่าตั้งแต่อยู่กับไลท์ ฉันโกหกเก่งขึ้น เพราะตอนนี้สีหน้าฉันไม่เปลี่ยนสักนิด



                “...ไม่ใช่ว่าเธอพยายามจะหนีฉันอีกหรอกนะ”



                “บ้าเหรอ ฉันจะหนีนายทำไมล่ะ” ฉันหัวเราะกลบเกลื่อน



                “ให้จริงเถอะ” ไลท์จิ๊จ๊ะก่อนจะชะงักตอนที่มองหน้าฉันอีกรอบ เขาถอนหายใจยาวพร้อมเอื้อมมือมาแตะบริเวณหน้าผากพลางเลื่อนสายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า “แต่ฉันก็ดีใจนะที่ได้ยินเธอเรียกหาฉัน”



                ฉันชะงักไป รู้สึกผิดนิดๆ ในตอนที่เห็นเขายิ้มจนหน้าแป้นแล้น เพราะถ้ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันคงไม่เรียกไลท์แน่ๆ และเขาก็คงจะเสียใจที่ฉันหนีไปอีก...



ช่างสิ ทำไมฉันต้องแคร์ด้วยวะว่าเขาจะเสียใจมั้ย! ไม่ได้เกี่ยวกับฉันสักหน่อย อีกอย่างถึงเขาจะเสียใจมันก็เป็นเพราะว่าน้ำหอมนั่น ถ้าฉันทำให้มันหมดฤทธิ์ได้ เขาก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว



                “ขอบคุณนะ” ฉันพูดเสียงเบาจนเหมือนกระซิบกับลม



                “ฮะ”



                “ฉันขอบคุณที่นายมาช่วยฉันไง”



                ฉันพูดจบ จู่ๆ ไลท์ก็ขยี้หัวฉันจนยุ่งเหยิง พอหันไปมอง คนตัวสูงก็ยิ้มจนตาหยี ไม่หลงเหลือท่าทีดุร้ายน่ากลัวเหมือนปกติที่เขาเป็น



                “น่ารักว่ะ” หมอนั่นพูดคำนี้ง่ายๆ อย่างไม่อายปากทำให้หน้าฉันร้อนขึ้นมา ปกติเขาก็ชอบพูดอะไรทำนองนี้แหละแต่วันนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปนิดหน่อย



                “ไลท์”



                “ฮะ?



                “เราไปหาพ่อนายอีกทีกันดีมั้ย? ฉันคิดว่าคราวนี้เขาอาจจะออกมาเจอเราก็ได้” ฉันชวนเขาอีกรอบ เพราะสิ่งที่ฉันพูดทำให้คนตัวสูงหุบยิ้มและชะงักไป “ฉันรู้ว่านายไม่อยากเจอเขาหรอก แต่นายหลบพ่อนายไปตลอดไม่ได้หรอกนะ”



                “...”



                “นายเคยบอกนี่ ว่าพ่อนายถือปืนเข้ามาพร้อมกระสุนสามลูก นายสงสัยใช่มั้ยว่าเขาจะทำอะไร นายก็ถามสิ” ฉันมองหน้าไลท์ด้วยท่าทีจริงจัง สิ่งที่ฉันบอกให้เขากำลังทำ มันเป็นความหวังดีประสงค์ร้าย ฉันรู้ว่าเขารู้เรื่องพ่อของเขาดีแหละ มันน่าจะเป็นอย่างเดียวกับที่ฉันคิด แต่เขาไม่เคยถามพ่อเขาแน่ๆ ว่าทำไม... และฉันก็เข้าใจเหตุผลที่เขาไม่ถาม



                ถึงเราจะรู้ว่าความจริงแล้วมันเป็นยังไง แต่ลึกๆ ในใจ เราก็ยังคาดหวังที่จะฟังเรื่องดีๆ อยู่ เรายังอยากได้รับคำปฏิเสธว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิดทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามันไม่จริง... มันคือการหลอกตัวเองที่ไม่มีวันสิ้นสุด ฉันเข้าใจความรู้สึกนี้ดีเพราะฉันเองก็ไม่ได้ต่างกับเขาสักเท่าไหร่หรอก



                ความหวังดีของฉันคือการถามให้มันชัดเจนไปเลย จะได้ไม่ต้องมานั่งจินตนาการให้เหนื่อย ยังไงวันนึงเราก็ต้องยอมรับความจริงอยู่ดี สถานการณ์ตอนนี้กับตอนนั้นมันเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเขารื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมา พ่อเขาจะต้องอึดอัดและอาจจะมีน้ำตาในตอนที่นึกย้อนกลับไปในอดีตก็ได้



                เห็นมั้ย ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว!



                เขาได้รู้ความจริง และพวกเราก็จะเป็นอิสระจากกันไง!



                เย้!



                “ฉันควรถามเหรอ?” เขาว่าพร้อมสีหน้ากังวล นัยน์ตาสีเข้มนั่นวูบไหวไปเล็กน้อยตอนที่พูดถึงเรื่องนั้น ฉันเลยพยายามโน้มน้าวด้วยการใช้กุมมือของเขา



                “มันจะโอเค เชื่อฉันสิ” ฉันทำหน้าจริงใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เขาหลงกล นี่เป็นความหวังสุดท้ายของฉันแล้วจริงๆ เพราะนอกจากพ่อเขา ฉันก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะตั้งความคาดหวังกับใครได้ หมอนี่ดูไม่ค่อยมีคนคบมากนักอ่ะ



                “เธอนี่...” ไลท์เลื่อนสายตามามอง “ดูจะอยากเจอพ่อฉันเหลือเกินนะ ฉันไม่อยากรู้หรอกว่าตอนนั้นเขาถือปืนทำไม”



                “เพราะนายกลัวที่จะฟังความจริงใช่มั้ยล่ะ? นายกลัวพ่อนายจะบอกว่า เอามายิงนาย ยิงแม่นาย และฆ่าตัวตายใช่มั้ย?



                “เฮ้ๆ ที่เธอพูดมันไม่เกินไปรึไง?



                “ฉันไม่เห็นว่าพ่อนายจะทิ้งนายตรงไหน” ไม่รู้ฉันเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้พูดเรื่องเสี่ยงตายได้เป็นฉากๆ คงเพราะฉันอัดอั้นเล็กน้อยมั้ง... “ถ้าเขาจะทิ้งนาย เขาฆ่าตัวตายแล้วปล่อยนายไว้กับแม่แล้วสิ”



                “งั้นฉันควรดีใจเหรอที่เขาจะฆ่าฉันด้วย” ไลท์แค่นหัวเราะ



                “พ่อนายอาจจะอยากขอโทษนายอยู่ก็ได้นะ แต่แค่ไม่มีโอกาสได้พูด”



                “แล้วถ้าเขาไม่ล่ะ”



                “นายก็จะไม่มีอะไรให้กลัวแล้ว เพราะนายได้รู้ทุกอย่างแล้วไง”



                “เธอนี่ดูรู้ดีจังเลยนะ”



                “ไม่ขนาดนั้นหรอก” ฉันแค่นหัวเราะเพราะคำพูดของไลท์ ความจริงแล้วสิ่งที่พ่อเขาทำอาจจะเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบที่เกิดจากความสิ้นหวังก็ได้ และถ้ามันเป็นอย่างนั้นมันก็อาจจะดีกว่าถ้าเขาได้คุยกันตรงๆ แต่ถ้าไม่ เขาก็จะได้รู้ว่าควรจะวางตัวยังไง จะได้รู้ว่าควรเลิกคิดถึงสิ่งที่เขาอยากฟังได้แล้ว



                “ก็ได้ แต่มีข้อแม้อย่างนึง... เธอห้ามไปไหนเด็ดขาด” ไลท์ถอนหายใจพลางบีบมือฉันแน่นขึ้น นัยน์ตาสีเข้มเลื่อนมามองฉันด้วยท่าทีเป็นกังวล “มันก็ถูกอย่างที่เธอพูด ฉันกลัวที่จะฟังความจริง”



                “...”



    “แต่มันคงไม่เป็นไรถ้ามีเธอยืนอยู่ข้างๆ”



                ฉันยิ้มแห้ง เขาน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่ฉันเนี่ยสิ... ถ้าพ่อเขาร้องไห้ แล้วมนตร์คลาย เขาจะหันมาต่อยฉันมั้ยเนี่ย



                เฮ้อ ให้ตาย ทำไมฉันต้องมายืนฟังประโยคเลี่ยนๆ นี่จากอีตานี่ด้วย เลิกพูดจาเหมือนต้องการฉันมากสักทีจะได้มั้ย ไม่ต้องให้ความสำคัญกับฉันเลย ถ้าฉันดันหลงตัวเองขึ้นมา นายรับผิดชอบไม่ไหวหรอก!


35%

                

                ณ เรือนจำ



                เพราะตอนนี้ยังอยู่ในเวลาราชการ พวกเราก็เลยถ่อมาอีกรอบ เราทำทุกอย่างเหมือนครั้งแรกก่อนจะนั่งรออยู่หน้ากระจกบานใสที่มีรูเล็กๆ หลายรูเพื่อสื่อสาร และมีของคล้ายโทรศัพท์บ้านวางไว้ฝั่งขวาด้วย ไลท์ก้มหน้ามองพื้นในขณะที่ฉันลุกลี้ลุกลนแล้วมองเข้าไปในกระจกเพื่อรอว่าพ่อไลท์จะออกมารึเปล่า...



                ขอเถอะนะ อย่าหยิ่งให้มากนักเลยค่ะ คุณพ่อ ถ้าเขาไม่ออกมา ฉันก็คงจะถูกไลท์จองจำเหมือนคุกไปตลอดชีวิตแน่ๆ



                เนื่องจากมีนักโทษเป็นจำนวนมาก ที่นี่จึงแบ่งการเยี่ยมออกตามเขตและมีเวลาจำกัดเป็นรอบๆ ทำให้ฉันกระวนกระวายเล็กน้อยเพราะกลัวว่าเวลาจะหมดก่อนที่จะได้เจอ ฉันหลุกหลิกจนไม่อยากจะนั่งลงตรงเก้าอี้แล้วยืนมองนักโทษที่คนอื่น จนกระทั่งมีผู้ชายวัยกลางคน ผิวขาวเหลือง ตัวสูงเกือบร้อยแปดสิบ สวมแว่นกรอบหนา หน้าตาใจดีจ้องฉันอยู่นาน ทำให้ฉันมองเขากลับ เขาทำท่าลังเลว่าจะเดินเข้ามาดีมั้ยก่อนจะถอนหายใจหนักๆ และเดินมาตรงหน้าพวกเรา



                นี่... พ่อไลท์เหรอ?



                ไม่นะ ฉันจินตนาการว่าพ่อไลท์จะต้องน่ากลัวเหมือนตัวละครที่หลุดออกมาจากหนังเรื่องโฉบกระชากหัวอ่ะ แต่คนตรงหน้าเหมือนตาลุงแก่ๆ ใจดีที่ชอบแจกขนมในวันเด็กมากกว่าอีก



                “ล่ะ ไลท์” ฉันสะกิดเขาให้เงยหน้าขึ้นมามองแต่ไลท์กลับจ้องพื้นแล้วเงียบจนฉันทำอะไรไม่ถูก เอ่อ บรรยากาศไม่ค่อยเข้าท่าเลยแฮะ เวลาเรามีจำกัดนะ... เขาจะมานั่งมองพื้นเพื่อให้เวลามันผ่านไปเล่นๆ ไม่ได้! “นี่!



                “เป็นแฟนไลท์เหรอ?” เจ้าของแว่นกรอบหนายิ้มให้แล้วมองฉันด้วยสายตาเอ็นดู ฉันสะดุ้งนิดๆ ก่อนจะยิ้มแห้ง แต่ไม่ได้ตอบอะไร



                “คบกันนานรึยัง?” เขายิงคำถามที่ตอบยากอีกครั้ง ฉันเกาหัวแกรกๆ เพราะถ้าจะให้นับวัน มันก็ไม่มากอะนะ... อย่าเรียกคบเลย เรียกชดใช้กรรมน่าจะเหมาะสมกว่า



                “ม่ะ ไม่นานค่ะ” ฉันยิ้มแหย “เอ่อ ไลท์อยากจะคุยกับคุณลุงเรื่อง... เอ่อ” ฉันอึกอักก่อนจะกระตุกเสื้อคนตัวสูง แล้วนั่งลงข้างๆ เขา



                “ฉันแค่ถามเพราะไลท์ไม่เคยพาผู้หญิงมาที่นี่น่ะ”



                “อะ อ๋อค่ะ”



                “จริงๆ ไลท์ก็ไม่มาหาฉันหรอก แล้วบางทีฉันก็ไม่ออกมาหาเขาด้วย”



                “ที่ไม่ออกมาเพราะรู้สึกผิดเหรอคะ?” ฉันยิงคำถามด้วยตัวเองเพราะคิดว่าการรอไลท์อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องก็ได้ ในเมื่อเขาไม่ถาม งั้นฉันจะราดน้ำมันใส่กองไฟให้พวกเขาแฟลชแบคกลับไปในอดีตแล้วอยากจะร้องไห้เอง



                “...” เจ้าของกรอบแว่นชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เอียงคอแล้วมองฉันด้วยท่าทีพินิจพิจารณาและยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก “ไลท์เล่าให้ฟังมากแค่ไหนล่ะ?



                “ก็...” ฉันเว้นจังหวะแล้วมองไลท์อย่างลังเล สังเกตุท่าทีว่าไลท์จะเป็นคนพูดเองมั้ย แต่เขานั่งนิ่งมาก ฉันก็เลยตัดสินใจพูดต่อ “ไลท์แค่อยากรู้ว่าตอนนั้นคุณลุงหยิบปืนขึ้นมาทำไม มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ อุบัติเหตุหรือว่า...”



                ฉันยังพูดไม่ทันจบ คนที่อยู่หลังกระจกก็แทรกขึ้นมาก่อน เขาเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบพร้อมใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก



                “คนถือปืนจะมีอะไรอยู่ในหัวล่ะ ถ้าไม่คิดจะยิง ฉันคงไม่ถือมันขึ้นมาหรอก”



                “...” ฉันชะงัก



                “ที่จริงมันก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอก ช่วงนั้นเศรษฐกิจมันแย่มาก บ้านเราล้มละลาย ทุกอย่างพังไปหมด บ้านก็กำลังจะโดนยึด เราไม่มีเงินแม้แต่ซื้อข้าวให้พอกันสามคน” เขาว่าแล้วมองหน้าไลท์ไปด้วย “เราสามคนนั่งล้อมโต๊ะกินข้าวแค่หนึ่งถ้วยกับไข่ดาวฟองเดียว”



                ถึงตรงนี้ ฉันนั่งเงียบแล้วเริ่มไม่กล้ามองหน้าเขา ไลท์นั่งนิ่งมาก และพ่อเขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะเสียน้ำตา แถมยังพูดเรื่องนี้ด้วยใบหน้าเรียบเฉย



                “ฉันทนสภาพนั้นไม่ไหว ก็เลยคิดว่าบางทีครอบครัวเราอาจจะไปไม่รอดแล้วก็ได้มั้ง” พ่อของไลท์ว่าพร้อมกับยกมือข้างนึงขึ้นมาแล้วทำท่าเล็งปืนเข้าหาฉัน “ฉันหยิบปืนขึ้นมาแล้วเล็งไปที่ภรรยาตัวเองก่อน... จากนั้นฉันก็ยิง”



                “ฮะฮะฮะ” จู่ๆ คนข้างตัวฉันก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะด้วยใบหน้าที่ไม่ตลก นัยน์ตาของเขาดูโกรธและผิดหวังกับสิ่งที่ได้ฟัง ฉันสะดุ้งแล้วหันไปมองไลท์ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขาดูแข็งกร้าวแต่ก็เปราะบางเหมือนแก้วในตอนที่เขาสบตากับคนตรงหน้าตัวเอง “แล้วยังไงนะ พ่อก็จะยิงผม แล้วฆ่าตัวตายใช่มั้ย?



          “ฉันก็เล่าเหมือนเดิมทุกรอบ ทำไมถึงอยากจะฟังเรื่องเดิมๆ นัก”



57%


                ฮะ... ฉันย่นคิ้วแล้วหันไปมองคนข้างๆ ฉันเข้าใจว่าไลท์ไม่เคยถามแต่พ่อของเขาพูดราวกับว่าเขาถามมันมาหลายครั้งจนนับไม่ถ้วนยังไงยังงั้น  



                “ก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าทำไม” ไลท์แค่นยิ้มนิดๆ “ช่างเถอะ... เด็ม ลุก!” คนตัวสูงพ่นลมหายใจแรงๆ ก่อนจะลุกพรวดและออกคำสั่งกับฉันด้วยใบหน้าหงุดหงิด



                “เดี๋ยวสิ ยังไม่หมดเวลาเลยนะ”



                “อยู่ไปก็เท่านั้นแหละ ฉันไม่ได้อะไรจากคนโง่ๆ อย่างหมอนี่หรอก”



                “นี่!” ฉันตกใจที่คนตัวสูงเรียกแทนพ่อตัวเองว่าคนโง่ ฉันก็รู้แหละว่าเขาโกรธแต่ว่ามันก็เกินไปนะ... ฉันมองไลท์และมองพ่อเขาด้วยท่าทีสับสนก่อนที่คนที่อยู่อีกฝั่งของกระจกจะยิ้มให้



                “ถ้าแกเย็นชาใส่ฉันตอนนี้ แกจะเสียใจเอาทีหลังนะ” เขาว่าก่อนจะทำให้ไลท์ตวัดสายตาไปมองเพราะไม่เข้าใจคำที่พ่อเขาพูด “ที่จริงฉันไม่คิดจะออกมาเจอแกหรอก แต่ฉันก็ไม่ได้เหลือเวลามากมายขนาดนั้น ฉันเลยคิดว่าจะให้โอกาสแกได้เห็นหน้าค่าตาสักหน่อย”



                “หมายความว่าไง” ไลท์ย่นคิ้วแล้วหมุนตัวกลับมาก่อนจะถลึงตานิดๆ



                “ฉันเพิ่งรู้เมื่อวานนี้ว่าฉันเป็นมะเร็ง... ฉันอาจจะอยู่ได้ไม่นานก็ได้นะ”



                “อย่ามาตลก ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่อยู่ในโรงพยาบาล มาอยู่ตรงนี้ทำไม!



                “ก็ถ้าฉันอยู่ในโรงพยาบาลของที่นี่ แกอาจจะเข้าไปเจอฉันไม่ได้นี่ ยังไงก็เถอะ เขาจะส่งฉันไปตรวจซ้ำอีกรอบ บางทีฉันอาจจะได้ออกไปรักษาโรงพยาบาลข้างนอกก็ได้นะ ฉันแอบหนีแล้วไปอยู่เป็นเพื่อนแกดีมั้ย?



                “เลิกพูดเหมือนมันเป็นเรื่องสนุกสักทีเหอะ คนอย่างพ่ออยู่ตายในคุกคนเดียวนั่นแหละดีแล้ว” ไลท์มองเจ้าของกรอบแว่นหนา นัยน์ตาเขาวูบไหวเล็กๆ ก่อนที่จะกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นบริเวณฝ่ามือและลำแขน ใจฉันร้อนวาบตอนที่ไลท์หมุนตัวแล้วสะบัดหน้าออก เขาสาวเท้าไวมากแถมยังไม่พูดอะไรสักคำจนเห็นแต่หลังลิ่วๆ



                เดี๋ยวสิ! เขาจะไปอย่างนี้อะนะ พ่อเขาเพิ่งบอกว่าเป็นมะเร็งไม่ใช่เหรอ?



                ฉันยืนงงก่อนจะหันไปสบตากับพ่อไลท์ที่ยืนมองตามแผ่นหลังคนตัวสูงไปแล้วเลื่อนสายตามาที่ฉัน



                “นี่ หนูเด็ม”



                “คะ?” ฉันสะดุ้งตอนที่ได้ยินพ่อไลท์เรียกชื่อฉัน ทั้งที่ฉันยังไม่ได้แนะนำตัวเลยด้วยซ้ำ ฉันมัวแต่โฟกัสเรื่องที่จะทำให้เขาร้องไห้เลยลืมไปซะสนิท แต่เหมือนพ่อจะจำชื่อฉันได้เพราะไลท์เรียก



                ฉันหันไปมอง พ่อไลท์ถอนหายใจแล้วพยักเพยิดไปทางด้านไลท์ที่เดินไปไกลแล้ว



                “ช่วยฟังคำขอร้องของคนที่อาจจะใกล้ตายหน่อยสิ”



                เอ่อ... ฉันทำตัวไม่ถูกในทันทีที่เขาบอก เขาคงไม่ได้ขอให้ฉันตายเป็นเพื่อนหรอกนะ แล้วอีกอย่างตอนที่พ่อไลท์พูดมันดูเหมือนเป็นคำสั่งมากกว่าคำขอร้อง บางทีฉันน่าจะรู้แล้วล่ะว่าไลท์ได้นิสัยห่ามๆ นี่มาจากใคร



                “อะไรเหรอคะ?



                “ถ้าฉันเป็นอะไรไป มันต้องร้องไห้โลกแตกแน่ๆ” ตาลุงแว่นนั่นพูดแล้วก็ขำไปด้วยเหมือนเป็นเรื่องตลก ทั้งที่ฟังแล้วมันดูซีเรียสสุดๆ เขานั่งเท้าคางแล้วเอียงคอมองหน้าฉัน นัยน์ตาสีเข้มใต้กรอบแว่นนั่นฉายแววกดดันอย่างประหลาด“ฉันไม่ได้ขอให้เธอดูแลหรือคบกับลูกฉันไปตลอดชีวิต แต่ถ้าวันไหนมีอะไรเกิดขึ้นกับฉัน ก็ช่วยอยู่เป็นเพื่อนมันหน่อย”



                “...”



                “ถ้าเธอรำคาญที่มันร้องไห้ จะฟาดกบาลมันให้แตกก็ได้”



                “เอ่อ...”



                ตาลุงนี่ก็พูดง่าย ถ้าฉันโดนฟาดกลับก็ตายเป็นเพื่อนลุงน่ะสิ!



                “แต่ช่วยอยู่ตรงนั้นแทนฉันที”



                ฉันเงียบ ไม่กล้ารับปากเพราะไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นแล้วเราจะอยู่ในสถานะ อีกอย่างขืนฉันบอกว่าได้แล้วเขาย่ามใจไม่ร้องไห้ขึ้นมา ฉันก็คงต้องเผชิญสภาวะที่เหมือนเป็นทาสในเรือนเบี้ยแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แหงๆ ไม่เอาหรอก!



                “ถ้าหนูบอกว่าไม่ ลุงจะเสียใจมั้ยคะ?



                “ฮะ?



                “หนูต้องตอบว่าอะไร ลุงถึงจะร้องไห้ล่ะ” ฉันถามแล้วมองเขานิ่งพร้อมยิ้มให้เพื่อแสดงความเป็นมิตร กลัวพ่อไลท์จะคิดจินตนาการว่าฉันหาเรื่องเหมือนกับยัยเรย์อะไรนั่นอีก ดังนั้นฉันจะฉีกยิ้มให้กว้างที่สุด



                “เธอหงุดหงิดที่ฉันพูดไม่ดีกับไลท์ก็เลยอยากให้ฉันเสียใจงั้นสิ” เขายิ้มตอบ



                “เปล่าค่ะ แค่อยากให้ร้องไห้เฉยๆ” ฉันนั่งลงกับเก้าอี้แล้วเท้าคางมองเขากลับ “ลุงจะเสียใจมากมั้ยถ้าตอนที่ไลท์ร้องไห้แล้วไม่มีใครอยู่ข้างๆ เขา”



                “ก็ต้องเสียใจสิ” เขาตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย



             “งั้นก็ร้องไห้สิคะ”



78.32564%


               ฉันย่นคิ้วแล้วพูดด้วยนัยน์ตาใสซื่อแต่ดูเหมือนนั่นมันจะทำให้คนหลังกระจกเคลือบแคลงใจในตัวฉันซะมากกว่าเพราะตอนที่ฉันพูดจบ ท่าทีเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ไม่ทันที่พ่อไลท์จะได้พูดอะไร เสียงสัญญาณหมดเวลาเยี่ยมก็ดังขึ้น



                ฉันกลืนน้ำลายอึกเมื่อตาลุงนั่นจ้องฉันเงียบๆ อยู่นานจนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่เดินมาเพื่อต้อนคนให้ไปที่ทางออก ทำให้ฉันกับเขาจบการสนทนาแค่นั้น ฉันถอนหายใจเซ็งทันทีเพราะฉันไม่เห็นน้ำตาของพ่อไลท์สักหยด



                ให้ตายเถอะ... ฉันต้องหว่านล้อมแค่ไหนเขาถึงจะน้ำตาไหลออกมาให้ฉันเนี่ย!



                ฉันขยี้หัวก่อนจะเดินออกมาจนถึงโซนด้านนอกที่เป็นที่สาธารณะ ฉันเห็นร่างสูงนั่งนิ่งๆ อยู่ที่ป้ายรถเมล์และแอบรู้สึกผิดเล็กๆ ที่ฉันเชียร์เขาอย่างเอาเป็นเอาตายให้มาถามพ่อเขา ไม่ได้รู้เลยว่าเขาฟังมันไม่รู้กี่ครั้ง เหมือนฉันกำลังเอามีดปักเข้าไปที่แผลเดิมยังไงยังงั้น



                ฉันเดินเก้ๆ กังๆ ก่อนจะนั่งลงข้างๆ อย่างเงียบเชียบและเรียบร้อย คนตัวสูงหันมามองฉัน เขาตีสีหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฝ่ามือไลท์แอบมีรอยเลือดจางๆ เพราะกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ทั้งที่เขาก็ไม่ได้แสดงออกว่าเขากำลังรู้สึกแย่มากมายขนาดนั้นแต่ตอนที่ฉันสบนัยน์ตาสีเข้มฉันกลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกดึงไปในหุบเหวลึกลงไปเรื่อยๆ



                ฉันไม่ได้ถามว่าไลท์โอเครึเปล่า เพราะฉันคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะต้องใส่ใจ แต่จู่ๆ คำพูดของตาลุงแว่นก็ลอยเข้ามาในหัวฉัน ไอ้คำขอร้องก่อนตายไร้สาระอะไรนั่นที่ฉันไม่ได้เกี่ยวด้วยเลยสักนิด...  แต่จะให้เพิกเฉยไปเลยก็คงจะใจร้ายเกินไปหน่อย



                “ฉันขอโทษนะ” ฉันพูดเสียงเบา “ฉันไม่รู้ว่านายฟังเรื่องที่เขาบอกมาหลายรอบแล้ว ฉันแค่คิดว่านาย...”



                ““ตาลุงโง่นั่น โง่ไม่มีที่สิ้นสุด” เขาสบถด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด



                “ไลท์...” ฉันชะงักไปนิดนึงที่จู่ๆ เขาก็โพล่งขึ้นมา



                “โง่จนหยดสุดท้าย ไม่อยากจะเชื่อเลย”



                “นี่ นั่นพ่อนายนะ ฉันรู้ว่านายเสียใจที่เขาพูดแบบนั้น และถึงเขาจะยิงแม่...” ฉันกำลังจะพูดต่อทว่าไลท์ดันหัวเราะขึ้น             



“ฉันถึงบอกเธอไงว่าพ่อฉันเป็นคนขี้โกหก เขาไม่ได้ยิงใครเลย”



“...นี่”



“เขาไม่ได้ยิงใครสักคน” เขาแค่นหัวเราะอีกครั้งแต่กลับดูไม่ตลก ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ฉันก็เอื้อมมือไปลูบหัวคนตัวสูง พอเขาหันมา ฉันก็สะดุ้งโหยงแล้วรีบเก็บมือตัวเองกลับทันที



ว่ะ เวร! เขาจะโมโหแล้วหาว่าฉันเล่นหัวเขาปะวะ... แล้วฉันจะไปลูบหัวเขาทำไมเนี่ย ประสาทกินรึไง!



ฉันทำหน้าเหรอหราตอนที่ไลท์เอี้ยวตัวมา ฉันหลับตาปี๋เพราะเห็นมือของเขาทำท่าจะพุ่งเข้ามาใส่ ฉันคิดว่าเขาต้องเงื้อมือเพื่อจะฟาดกบาลฉันให้แตกแน่ๆ ที่พาเขามาที่นี่เพื่อรับรู้เรื่องที่ทำร้ายจิตใจตัวเองหากแต่...



สิ่งที่ฉันสัมผัสได้มันไม่ใช่ฝ่ามือที่ฟาดกบาลฉัน แต่เป็นลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดบริเวณเสื้อ มือข้างนึงของเขาช้อนเอวของฉันเข้าไปกอดและฝังใบหน้าลงกับไหล่ของฉัน ฉันลืมตาขึ้นมามองแล้วนั่งนิ่ง



                ไม่มีคำพูดใดๆ มีแค่ความเงียบระหว่างเราทั้งคู่ ฉันแค่รู้สึกว่าเขาหมดแรงและต้องการใครสักคนเพื่อพึ่งพิงซึ่งตอนนี้ก็คงจะมีแค่ฉันที่นั่งใกล้ที่สุด ปกติฉันจะกลัวเขามากเพราะเขาน่ากลัวแถมมีรังสีสยองขวัญอยู่ตลอด แต่ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกเหมือนมีเด็กคนนึงซบไหล่ฉันอยู่



                สัมผัสเย็นชื้นที่ค่อยๆ ซึมบริเวณเสื้อของฉัน เสียงเบาบางตรงหน้าดูทรมานเหมือนหายใจไม่ออก มืออีกข้างของไลท์ช้อนเอวฉันเข้าไปกอด ตัวเขาร้อนและอุ่น บรรยากาศรอบตัวเราดูหดหู่ไปหมด ใจฉันร้อนวาบตอนที่เขากอดแน่นขึ้น ฉันเม้มริมฝีปาก จู่ๆ สมองก็โล่งไปหมด ฉันก้มหน้าลงซุกไหล่ของเขาบ้างก่อนจะใช้มืออีกข้างสางเข้าไปในเรือนผมคนตรงหน้า



                “ไม่เป็นไรนะ”



                “...”



          “ฉันจะไม่เป็นอีกคนที่ทิ้งนายหรอก ฉันสัญญา”


2(10*5)%




เป็นอะไรกับเลขเปอร์เซ็นต์ชั้นเหรออออออ

555555555555555555555555555555+

จะใส่อย่างนี้ เพราะคนเขียนเริ่มไม่ปกติ 

เดี๋ยวมันจะแอดว๊านซ์ขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปอาจจะมีเศษส่วนและสแควรูท

เพื่อไม่ให้ผู้ใหญ่มาว่าเราได้ว่าอ่านนิยายแล้วไม่มีประโยชน์

เห็นมั้ย ได้คิดเลขด้วย 5555555555555555555555


แหมมม เด็มมมมม

เริ่มสงสารนังไลท์แล้วล่ะสิ

เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวตกหลุมเองจะไม่คุ้มเอานะ

มีใครไม่ทันรอบพรีมั้ย ไหน ยกมือขึ้น

เจนพิมพ์มาเผื่อ เพราะอยากให้เป็นเลขกลมๆ

ประมาณหกสิบกว่าเล่ม

ถ้าใครอยากได้ทักแชทเพจหรือกดสั่งในเว็บ

www.jennydrenger.com

รอบพรีออเดอร์จะ

จัดส่งประมาณวันที่ 15 นะคะ

ส่วนคนที่สั่งหลังรอบพรี

 จะส่งหลังจากนั้นจ้า




ยังตามอ่านกันอยู่ใช่มั้ยคะ 5555555555555

รู้นะว่างอนที่ดองบ่อย ขอโทษษษษษษษษ

ถ้ายังตามกันอยู่ก็แสดงตัวกันหน่อยน้าาา เดี๋ยวน้อยใจนะ ;_;

รักนาง ชอบนาง อย่าลืมติดแฮชแท็ก

#ไลท์โดนของ





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 72 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,385 ความคิดเห็น

  1. #6297 Red_Moon (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / 10:50
    ไลท์ยิงแม่เองป่าว เดาเอา555
    #6,297
    0
  2. #6080 แค่คนเลว (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 13:37
    พูดแล้วนะเด็ม
    #6,080
    0
  3. #5118 KAKARN_MATO (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 13:17
    สงสารอะ
    #5,118
    0
  4. #4952 ป้าเจ้า เองจร้าาา (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 มีนาคม 2561 / 17:13
    นางเอกไม่น่ารักเลยยยย
    #4,952
    0
  5. #4776 IamAtom (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 มีนาคม 2561 / 07:09
    ทำไมนางเอกไม่แจ้งความข้อหาหน่วงเหนียวกักขังล่ะเรื่องนี้มันไม่ใช่สมัครใจวิวาทนะ
    #4,776
    0
  6. #3931 ปากกาไร้ดาม (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 05:35
    อ่าาาา เด็มน้อยระวังจะเป็นคนที่น่าสงสารสุดน่าาา TT
    #3,931
    0
  7. #3909 Ink_ttk (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:32
    เอาแล้วววววววว
    รู้สึกว่าจะเดาได้ลางๆแล้วอ่ะเรื่องที่แม่ของไลท์ถูกยิงตายพ่อไลท์ต้องไม่ใช่คนยิงหรอกแต่บอกกับตำรวจว่าตัวเองเป็นคนยิงทั้งๆที่ไม่ใช่อ่ะแล้วไลท์ก็รู้ว่าคนที่ยิงไม่ใช่พ่อเลยผิดหวังที่พ่อบอกกับตำรวจว่าเป็นคนยิงแล้วทิ้งให้ไลท์ต้องอยู่คนเดียวอ่ะจริงแล้วนางอ่ะเสียใจผิดหวังมากกว่าไม่ได้โกรธอะไรหรอก
    เราว่านี่แหละเหตุผลที่ไลท์เพราะพ่อไม่ยอมบอกว่าใครเป็นฆาตกรตัวจริง
    ใช่ป่ะไรต์...เดาผิดเดาถูกไปนั่น555555 จริงๆแล้วไลท์น่าสงสารนะแบบตัวเองก็เด็กมากที่จะพูดออกไป
    ตัวพ่อก็เลือกที่จะรับผิดเองเพราะรู้สึกผิดกับภรรยาตัวเอง......ใช่ป่ะวะ?
    คือทุกคนต่างก็มีเหตุผลในการกระทำของตัวเองอ่ะแบบเออ..ไรต์เก่งอ่ะที่สามารถให้ตัวละครดำเนินเรื่องในแบบตัวละครจริงๆอ่ะยอมรับเลยอ่ะ
    ที่เดานี่ไม่รู้จะถูกรึเปล่าแต่คืออ่านแล้วเราร้องไห้เลยอ่ะขอบคุณไรต์นะคะ
    สู้ๆค่ะเป็นกำลังใจให้นะ
    ยิ่งอ่านยิ่งเข้าใจการกระทำของตัวละครในเรื่องอ่ะ
    ยกเว้นนางเองเธอจะเด๋อไปไหนเนี่ยเด็ม
    #3,909
    0
  8. #3828 dorktmt (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:42
    เธอเริ่มรู้สึกดีกับเค้าแล้วสินะเด็ม
    #3,828
    0
  9. #3827 Na_999th (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:31
    ไลท์น่าสงสารมาก
    #3,827
    0
  10. #3826 Rain Rainy (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:05
    ฮือออ สงสารไลท์อะ
    #3,826
    0
  11. #3825 ...less is more... (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 09:21
    ความสงสารเป็นบ่อเกิดแห่งความรักได้นะจ๊ะ
    #3,825
    0
  12. #3824 jub14741 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:08
    หือออออออออ การต้องคิดเลขนี้
    #3,824
    0
  13. #3823 แมงจิซอน (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:58
    ฮือ สงสารทั้งคู่อ่ะ สงสารมากแล้วก็เข้าใจมาก ชอบมากเลย มีรอบสต็อกอีกใช่ไหมคะ อยากได้เลย
    #3,823
    0
  14. #3822 saitybl101 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:13
    เด็มมม ฮื้อออ สงสารไลท์แต่ตอนนี้สงสารเด็มมากกว่าอ่ะ แง่งง
    #3,822
    0
  15. #3821 Barbara13 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 06:58
    หยุดหาน้ำตาได้แล้วเด็ม เดี๋ยวพอเค้าไปจริงๆ ตัวเองจะวิ่งตามไม่ไหว
    #3,821
    0
  16. #3820 airin0618 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 06:54
    เตรียมตุนยาแก้ช้ำใจให้ตัวเองได้เลย เด็มเอ้ยยยย ตกหลุมตัวเองแน่ๆ
    #3,820
    0
  17. #3819 mamacream (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 05:35
    เด็มอะไปไหนไม่รอดเอง ตัวเองแหบะที่จะร้องไห้เพราะไลท์
    #3,819
    0
  18. #3818 sakaodeoaun (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 03:00
    ถ้ามนตร์คลายเด็มเจ็บแน่ เจ็บสุดๆเลยละ
    #3,818
    0
  19. #3817 alone (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:51
    และแล้วเด็มก็เปลี่ยนปณิธานมาอยู่ข้างๆไลท์



    ...เจ็บแน่ เจ็บหนักแน่ๆ... เพราะตอนหลังไลท์อาจเทเด็มเองก็ได้
    #3,817
    0
  20. #3816 MajorChippy (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:19
    เด็มเป็นคนตลกหรอคะหนู5555555 สั่งให้พ่อไลท์ร้องไห้ได้ด้วยหรอคะ โอ้ยยย ขำๆ
    #3,816
    0
  21. #3815 Pploykjn (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:15
    ขอกันง่ายเกิ๊น
    #3,815
    0
  22. #3814 benjawun708 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:10
    5555555555555555
    #3,814
    0
  23. #3813 แทฮยองที่รัก (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:14
    ขอเพียงแค่น้ำตาค่ะลุง5555
    #3,813
    0
  24. #3812 ...less is more... (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:03
    ขอกันง่ายเลยอ่อเด็ม
    #3,812
    0
  25. #3811 NAME :: Aida (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:49
    เด็มของี้เลยเหรอ ฮ่าๆๆ
    #3,811
    0