Eternal ย้อนเวลา พิชิตอนาคต

ตอนที่ 15 : กลไกปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,096
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 613 ครั้ง
    3 ธ.ค. 62



          วันต่อมาหลังจากจัดการบัลซาร์ลงได้

          เวลา 10.51 น. ของวันที่เจ็ดของการตะลุยดันเจี้ยน พวกเขาได้เข้ามาอยู่ในดันเจี้ยนนี้ ครบหนึ่งสัปดาห์แล้ว

          หลังจากที่พักจนหายเหนื่อยแล้ว ธาราก็ได้เดินสำรวจรอบบริเวณห้องอีกครั้ง

          สิ่งที่ได้เพิ่มคือ อักษรรูนระดับกลาง 3 ตัวอักษร ซึ่งถือเป็นเรื่องดีเรื่องแรกของวัน พร้อมกับข้อมูลเพิ่มเติมของหอคอย

          ข้อความโดยรวมกล่าวถึงเรื่องหลังจากเริ่มก่อสร้างหอคอย เจ้าชายโอนีลได้ขังตัวเองศึกษามนต์ดำจากข้อมูลของบัลซาร์

          ทำให้เขามีความสนใจในการเรื่องของคำสาปและชีวิตอมตะเป็นอย่างมาก

          โอนีลได้ศึกษาศาสตร์ของคำสาป ตอนแรกเริ่มจากความหวังดีต่อมามันก็กลายเป็นความบ้าคลั่ง

          ตอนแรก โอนีลได้นำนักโทษหรือคนป่วยไร้ทางรักษาที่สมัครใจเป็นเครื่องสังเวยบูชายัญประกอบพิธีกรรม

          แต่ผ่านไปเรื่อยๆ โอนีลก็เริ่มไม่สนใจศีลธรรมและจริยธรรมมากขึ้นจนในที่สุดก็ได้ล่าสังหารผู้ติดตามของตนเพื่อมาบูชายัญ

          พิธีกรรมของโอนีล คือ การบูชายัญโลหิตและวิญญาณเพื่อความเป็นอมตะ

          ผลที่ได้คือ ผู้ติดตามที่เหลืออยู่เข้าต่อต้านก่อนจะสังหารโอนีลได้ในที่สุด แต่เรื่องราวกับไม่จบอย่างที่พวกเขาหวังไว้

          เพราะ โอนีลที่ควรจะตายกลับฟื้นขึ้นมาล่าสังหารทุกคนก่อนที่ผู้รอดชีวิตจะทำลายทางออกเผื่อกักขังมันไว้ภายในหอคอยนี้

          เมื่อได้ฟังเรื่องราวต่างๆเฟยอดที่จะเล่นมุขเพื่อลดความเครียดให้ตัวเองไม่ได้ "อื้อหือ เรื่องราวมันเข้มข้นจริงๆวุ้ย"

          "แล้วจะยังไงต่อละ ธาร ขึ้นต่อจนถึงชั้นบนสุดไหม" เซลถามเพื่อต้องการยืนยันความตั้งใจของสหายสนิทของเขา

          "แน่นอน พวกเราจะขึ้นกันต่อ ห้องนี้ไม่มีอะไรให้สำรวจอีกแล้ว เราจะออกจากห้องลับแล้วขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดเลย"

          ธาราก็ได้นำสองสหายออกจากทางลับแล้วขึ้นไปชั้นต่อไป

          ชั้นที่ 14 นั้นเป็นเขาวงกตวกวนที่ยากต่อการหาทางออกแต่พวกเขามีแผนที่ทางโดยรวมอยู่จึงประหยัดเวลาเดินทางเป็นอย่างมาก 
โดยระหว่างทางได้ค้นพบตัวอักษรรูนระดับต่ำ 7 ตัว 

          ชั้นที่ 15 เจอเข้ากับห้องกับดัก มีทั้งกับดักลูกศร กับดักกำแพงเคลื่อน กับดักหลุมหนาม และอื่นๆ แต่พวกเขาก็สามารถผ่านมาได้โดยสวัสดิภาพเนื่องจากธารานั้นมีเวทตรวจสอบและตรวจจับ ทำให้กับดักทั้งหมดในชั้นไม่นับเป็นอุปสรรค์กับพวกเขาแม้แต่น้อย  

          ชั้นที่ 16 เต็มไปด้วยห้องคล้ายที่อยู่ที่อาศัย ด้านในห้องแต่ละห้อง สลักอักษรไว้เต็มไปหมด ด้านในห้องมีซากศพอยู่บางปะปราย ยาวไปจนสุดชั้น ภายในชั้นนั้นมีรังคราบของรังไม้ที่โดนยกออกไปแล้วอยู่เต็มไปหมด ทำให้ฉันนี้ไม่เหลืออะไรให้สนใจอีก แถมบนกำแพงรอยที่สลักนั้นก็เป็นเพียงแค่ถ้อยคำสาปแช่งเพียงเท่านั้น ไม่ได้บอกข้อมูลอะไรเพิ่มเติมแม้แต่น้อย

          ชั้นที่ 17 และ 18 ก็มีสภาพแบบเดียวกันกับชั้นที่ 16 ก่อนหน้า แต่สภาพดีกว่านิดหน่อยเหมือนกับว่าระดับวรรณะในการอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เป็นห้องคล้ายๆอพาร์ตเม้นท์ติดๆกันก็กลายเป็นบ้านพร้อมพื้นที่รอบบ้านนิดหน่อย โดยมีรั่วแบ่งแยกห่างกันประมาณ 5 ก้าวต่อหลัง  ตรงกลางของทั้งสองชั้นจะมีรูปปั้นอยู่ ซึ่งธาราสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเจ้าชายโอนีล

          ชั้นที่ 19 เป็นที่อยู่อาศัยของขุนนางและคนในราชวงศ์ระดับล่าง รอบบริเวณประดับด้วยทองเต็มไปหมด แต่ตอนนี้นั้นโดนนักล่ากลุ่มแรกที่เข้ามาเอาไปขายจนหมดแล้ว  มีพื้นที่กว้างขวาง บ้านทุกหลังมีพื้นที่อย่างต่ำ 100 เมตร บ้านภายในชั้นนี้มีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก 
ตรงกลางของเมืองนั้นมีถ้อยคำสลักไว้บนแผ่นศิลาหินทรงกลมกล่าวถึงเรื่องกฎหมายบ้านเมือง

          "เวทตรวจสอบ เลเวลอัพเป็นเลเวล 5 ... 10 เลื่อนระดับเป็นระดับ C"

          "เวทตรวจสอบ เลเวลอัพเป็นเลเวล 2 ... 9"

          "เวทตรวจจับ เลเวลอัพเป็นเลเวล 10 เลื่อนระดับเป็นระดับ C"

          "เวทตรวจจับ เลเวลอัพเป็นเลเวล 2 ... 7"

          พวกเขาเดินขึ้นมาจนถึงปลายบันไดที่ส่งแสงอาทิตย์เข้ามาจนแสบตา เมื่อเดินขึ้นมาสิ่งที่เห็นคือ ท้องฟ้าสีครามและแสงอาทิตย์ยามบ่าย
ชั้นที่ 20 นั้นเป็นชั้นดาดฟ้าแบบเปิดให้เห็นท้องฟ้าและพื้นที่โดยรอบของดันเจี้ยน ภายในชั้นมีปราสาทยักษ์ขนาดยักษ์ตั้งอยู่
          โดยมีกำแพงล้อมรอบตัวปราสาทที่กินพื้นที่ทั้งหมดของชั้นเอาไว้ ส่วนบันไดนั้นอยู่ด้านนอกของกำแพง พวกเขาต้องเสียเวลาเดินไปที่ประตูใหญ่ที่อยู่ทางทิศเหนือตรงข้ามกับบันไดทางขึ้น

          เมื่อเดินผ่านประตูใหญ่เข้ามาถึงก็ได้พบเจอกับนักล่าและนักวิจัยจากกิลด์และสมาคมต่างๆอยู่เป็นจำนวนมาก นั้นทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องมอนสเตอร์ภายในชั้นนี้แม้แต่น้อยเนื่องจากที่ชั้นนี้นั้นถูกยึดครองโดยกิลด์ขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนหน่วยอีกาดำ (Raven) ที่มีชื่อกิลด์ว่า "สกาเวนเจอร์ (Scavenger)" ที่แปลว่า ผู้กินซากศพ สัญลักษณ์ของกิลด์นั้นเป็นรูปอีกาสีดำกางปีกลงสีพื้นหลังด้วยสีแดงทั้งผืน 

          กิลด์นี้สร้างขึ้นมาจากลูกของหัวหน้าหน่วยอีกาดำคนปัจจุบันที่มีชื่อว่า "ไซรัส มอร์เจียร์"

          ไซรัส มอร์เจียร์ นั้นเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลมอร์เจียร์ พ่อของเขา "ดาริอัส มอร์เจียร์" จอมเวทย์ธาตุความมืดที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคแล้วยังควบตำแหน่งหัวหน้าหน่วยคุ้มกันกำแพงทั้ง 12 หน่วยอีกาดำอีกด้วยเป็นหนึ่งในคนที่ธารานับถือในชีวิตที่แล้วเนื่องจากความกล้าหาญและความเสียสละของพวกเขาสองพ่อลูก

          ที่สำคัญ ไซรัสในยุคนั้นเป็นหนึ่งในคนที่ธารานับเป็นอาจารย์เนื่องจากสอนเขาเกี่ยวกับเคล็ดลับของเวทย์ธาตุความมืดและยังให้ความช่วยเหลือเขาจากสถานการณ์ลำบากถึงสามครั้งก่อนจะเสียชีวิตลงด้วยปิศาจระดับจอมเวทย์ขั้นสูงอย่างองอาจ

          แม้ชื่อกิลด์จะดูไม่ค่อยหน้าพิศมัยเท่าไหร่ แต่กับเป็นกิลด์ที่มีชื่อเสียงด้านคุณธรรมเป็นอันดับต้นๆและยังได้รับความไว้วางใจจากทางสมาคมต่างๆให้เข้ามาทำงานวิจัยในพื้นที่ได้อย่างสะดวกสบายและยังแบ่งพื้นที่ให้กับกิลด์หรือสมาคมอื่นอย่างยุติธรรมจนเป็นที่นับถือไปทั่ว

          ตรงหน้าของพวกธาราหลังจากเดินผ่านฝูงชนเข้ามาได้ไม่ถึงนาทีก็จะเห็นปราสาทขนาดใหญ่ที่ทำจากหินทั้งปราสาทตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของพวกเขา

          ธาราและพวกได้เดินเข้าไปในปราสาท ในส่วนของชั้นแรกเป็นห้องรับประทานอาหาร ห้องรับแขก ห้องค้นคว้า และมีพื้นที่ในส่วนที่พักของข้ารับใช้ ห้องครัวและอื่นๆ มีนักล่าอยู่รอบบริเวณ 

          พวกธาราก็ได้เดินเข้าไปสำรวจตามจุดต่างๆ โดยธาราก็คอยมองหาอักษรรูนและภาษาโบราณแต่ก็ไม่พบอะไรเป็นพิเศษ

          ชั้นที่สองนั้นเป็นห้องจัดแสดงคล้ายๆกับพิพิธภัณฑ์ของโบราณ ซึ่งปัจจุบันโดนค้นย้ายออกไปเกินครึ่งเหลือเพียงไม่กี่อัน ทำให้ภายในชั้นนี้ โล่งเป็นอย่างมาก ซึ่งหลังจากสังเกตรอบบริเวณจนทั่วก็ไม่พบอะไรผิดปกติเช่นเดียวกัน

          ชั้นบนสุดของปราสาทและยังเป็นจุดสูงสุดของหอคอย ภายในชั้นนั้นมีห้องบัลลังก์ที่ก่อนหน้านี้ มีมอนสเตอร์ระดับบอสอาศัยอยู่ แต่ปัจจุบันมอนสเตอร์ตัวนั้นได้ถูกสังหารไปแล้ว ทำให้เหลือเพียงบัลลังก์ที่ว่างเปล่าภายในห้อง ตัวเก้าอี้บัลลังก์นั้นประดับด้วยลูกแก้วสีดำอยู่ด้านบนเพียงก้อนเดียว สภาพห้องนั้นเละเทะเป็นอย่างมากเนื่องจากการต่อสู้ที่รุนแรง มีทั้งรอยเหมือนโดนสิ่งมีคมฟัน รอยไหม้ของหิน คราบสะเก็ดระเบิด เสาศิลาที่แตกหัก คาบเลือดต่างๆิอยู่เต็มไปหมด 

          ทางด้านซ้ายมือของพวกเขาจากหน้าประตูห้องบัลลังก์จะเป็นห้องจดบันทึกส่วนพระองค์และขวามือจะเป็นห้องทรงงานและห้องบรรทมส่วนพระองค์

          ภายในชั้นนี้นั้น ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลยเนื่องจากนักวิจัยและค้นคว้านั้นได้สรุปยกเลิกการค้นคว้าเนื่องจากขาดข้อมูลในส่วนนี้พร้อมกับชี้แจงให้สาธารณะทราบว่าต้องการข้อมูลและเวลาในการตีความข้อความทั้งหมดของหอคอยเป็นเวลาครึ่งปีเป็นอย่างต่ำ

          ธาราได้ใช้เวทตรวจจับเพื่อค้นหาว่ามีคนอื่นอยู่อีกไหม เมื่อเช็คจนมั่นใจแล้วว่าไม่มีคนอื่นนอกเหนือจากพวกเขา 

          พวกเขาก็ได้เริ่มการค้นหาทางลับภายในชั้นนี้ ธาราแยกไปค้นในห้องจดบันทึก ส่วนเฟยและเซลไปค้นห้องทรงงานและห้องบรรทม

          ภายในห้องจดบันทึกส่วนพระองค์ มีชั้นวางที่ทำจากหินอย่างประนีตอยู่เต็มไปหมด ซึ่งแต่เดิมแล้วจะเต็มไปด้วยแผ่นศิลาที่เอาไว้จดบันทึกเรื่องราวต่างๆแต่นักวิจัยได้นำมันกลับไปทั้งหมด ทำให้เหลือเพียงแต่ชั้นวางโล่งทั้งห้อง

          ธาราได้เอามือลูบคล้ำชั้นวางอย่าละเอียด ก่อนเปลี่ยนมาเป็นเคาะไปทั่วห้อง ส่องไฟเข้าไปในจุดที่มืดจนมองไม่ชัด แต่ก็ไม่พบอะไร
ผิดปกติพร้อมกับสังเกตคบเพลิงรอบห้อง โดยตัวธาราตรวจแม้กระทั่งความแตกต่างของลายสลักของคบเพลิงแต่ละอันจนหมดแต่ก็ไม่พบความแตกต่างกันแม้แต่น้อย 

          ธาราเดินออกมาก็เห็นเฟยและเซลนั่งรออยู่ ก็ถามพวกเขาว่า "เป็นไง มีอะไรแตกต่างไหม"

          ทั้งสองก็ส่ายหน้าแทนคำตอบ แต่ก่อนที่เซลจะถามออกมานั้น ธาราก็ได้ส่ายหน้าแทนคำตอบของคำถามที่พวกเขาทั้งสองกำลังจะถามจนไม่จำเป็นเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นเสียงให้เสียกำลังใจแม้แต่น้อย

          หลังจากนั้น พวกเขาก็ได้สังเกตรอบห้องแต่ก็ไม่พบอะไรเพิ่มเติม

          นั้นทำให้พวกธาราถึงกับเปิดเลคเตอร์เพื่ออ่านข้อมูลอย่างละเอียดจนถึงช่วงค่ำ

          เวลาประมาณหนึ่งทุ่ม คบเพลิงทั้งห้องก็ได้จุดขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน

          พวกเขาทั้งสามได้แยกกันสังเกตความแตกต่างของคบเพลิงทั้งชั้นจนในที่สุด ธาราก็พบกับความลับของมันในที่สุด

          "เฟย เซล มานี่เร็ว ฉันเจอแล้ว" ธาราวิ่งไปเรียกสหายทั้งสองจากห้องทรงงานและห้องบรรทมให้ก่อนจะลากให้ตามเขามาหยุดตรงห้องโถงบัลลังก์ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

          "พวกนายสังเกตตามฉันนะ คบเพลิงของห้องโถงจะมีทั้งหมด 16 ต้น โดยจะมีเสาค้ำห้อง 8 เสา ด้านละ 4 เสา หันเข้าหากัน" ไม่พูดเปล่า ธาราก็ชี้นิ้วไปทางเสาแปดต้นประกอบคำพูดของเขาก่อนจะพูดต่อว่า

          "ที่จะให้ดูคือ "เงา" ของเสาหิน แค่เแสงจากคบเพลิงมันไม่สามารถทำเงาแบบนี้ได้หรอก คำตอบของเงาเสาหิน คือ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านเข้ามาในห้องที่ส่องแสงจนทำให้เห็นเป็นรูปกากบาทต่อๆกัน ตรงผนังด้านบนมันถูกเจาะให้รับแสงได้ทั้งสองด้านเลย แต่ทำไปทำไมละ 
พวกนายไม่คิดว่าน่าสงสัยบ้างเหรอ"

          เซลครุ่นคิดตามก่อนจะพูดตามการสันนิษฐานของเขา "ที่นายจะบอกก็คือ "เงา" ภายในห้องและแสงทั้งหมดในห้องนี้จะเป็นคำตอบในการไขปริศนาของห้องนี้ให้เราสินะ ธาร"

          เฟยก็ได้พูดเสริมขึ้นมาว่า "แล้วถ้าใช้ข้อมูลตามตำนานที่บันทึกของหอคอยทุกชั้นรวมถึงวิธีการจัดการกับโครงกระดูกสีแดงตัวนั้น 
การดับคบเพลิงก็น่าจะเป็นหนึ่งในวิธีการเปิดทางลับของชั้นนี้สินะ"

          ธาราพยักหน้าให้กับไหวพริบของเพื่อนทั้งสองของเขาก่อนจะกล่าวเสริมเข้าไปอีก

          "นั้นละ เพราะฉะนั้น เราต้องมาสรุปเกี่ยวกับข้อมูลทั้งหมดก่อน ในทางลับชั้นที่ 13 มีเสาหิน 8 ต้น เตียงทั้งหมด 29 เตียง รวมกับแท่นพิธีอีกหนึ่ง บนแท่นรูปปั้นของบัลซาร์อยู่ ข้อมูลจากชั้นก่อนๆเล่าเรื่องของความผิดของราชวงศ์นี้ ส่วนชั้นตั้งแต่ชั้นที่ 13 ขึ้นมาจะเล่าถึงเจ้าชาย
โอนีลที่สนใจศาสตร์มนต์ดำจนคลุ้มคลั่งไปในที่สุด ชั้นที่ 15 เป็นเสมือนที่คุ้มกันเขตที่อยู่อาศัยของประชาชน ชั้นที่ 16 เป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนชนชั้นทาสภายในเมือง ส่วนชั้นที่ 17 และ 18 เป็นของสามัญชนทั่วไป ชั้นที่ 19 เป็นของขุนนางและราชวงศ์ระดับล่าง และชั้นที่ 20 ถึง 22 เป็นที่อยู่อาศัยของราชวงศ์และข้ารับใช้ระดับสูง"

          "เพราะฉะนั้นจะแบ่งระดับชนชั้นออกเป็น 4 ระดับ 1. ทาส 2. สามัญชน 3. ขุนนาง และ 4. ราชวงศ์ มีผู้กระทำความผิดต่อบัลซาร์ทั้งหมด 29 คน เสาหิน 8 ต้น น่าจะหมายถึง ความสมดุลของชีวิต เลขแปดตามความเชื่อคนในหอคอยนี้ หมายถึง ชีวิตอมตะ" 

          เฟยถามด้วยความไม่เข้าใจว่า "4 ชนชั้น 8 เสาหิน 29 ผู้หักหลัง มันเกี่ยวอะไรกับพวกนี้ละ ธาร"

          "เกี่ยวมากเลยด้วย เฟย นายลองนับจำนวนคบเพลิงรอบห้องนี้ดีๆดู โดยนับคบเพลิงที่ติดตรงล่องที่แสงไฟจากคบเพลิงเข้ามาได้ด้วยนะ"

          เซลสังเกตไปรอบๆก่อนจะเข้าใจบางอย่างพร้อมยิ้มออกมาด้วยความดีใจตามเพื่อนของเขา "อย่างงี้นี่เอง 29 คบเพลิงสินะ"

          เฟยเมื่อได้ยินก็ได้หันไปมองรอบๆห้องดีๆก่อนจะยิ้มกว้างด้วยความเข้าใจตามสหายสนิททั้งสอง

          ธาราก็ได้พูดต่อ "แสงไฟจากคบเพลิง 29 ดวงแล้วยังลูกแก้วสีดำบนที่นั่งบัลลังก์นั้นอีก เราต้องหาของที่สะท้อนแสงมาสะท้อนแสงจันทร์เข้าใส่ลูกแก้วบนที่นั่งนั้น"

เฟยก็ถามออกมา "แล้วเราจะดับคบเพลิงยังไงละ ธาร"

          ธาราไม่ตอบ แต่เปิดเลคเตอร์ออกมาวาดแผนที่ระบุตำแหน่งคบเพลิงทั้งหมด ก่อนจะโยงเงาจากคบเพลิงทั้งหมดเป็นรูปร่าง

          ซึ่งธาราเชื่อว่าเงาที่ต้องฉายในห้องนี้นั้นจะต้องเป็นสัญลักษณ์ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์หรือครอสโอเวอร์ (Ankh) ที่ปรากฎขึ้นมาตามสิ่งของต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโอนีลและตัวของโอนีลนั้นก็มีความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตใกล้เคียงกับคนอียิปต์โบราณ จะแตกต่างก็แค่ตัวโอนีลนั้นเชื่อเกี่ยวกับความเป็นอมตะและชีวิตที่อยู่เหนือความตาย

          เขาต้องดับคบเพลิงทั้งหมด 17 ดวง จากห้องทรงงานและห้องบรรทมทั้งหมด 7 ดวง ห้องบันทึกอีก 4 ดวงและห้องโถงอีก 6 ดวง

          ส่วนพิธีการส่องแสงจันทร์นั้น ธาราใช้กระจกขนาดเท่าฝ่ามือของกล่องพยาบาลมาแบ่งเท่าๆกัน 8 แผ่น วางตามมุมห้องและพาดกับเสาต้นที่ 1 ทางขวาตามด้วยเสาที่ 2 ทางซ้ายและเสาที่ 3 ทางขวามือหันเข้าหาบัลลังก์ ส่วนแผ่นสุดท้าย วางไว้ตรงพื้นหน้าบัลลังก์

          ธาราได้สร้างบอลน้ำขึ้นมาเพื่อรวบรวมแสงจันทราก่อนจะควบคุมทิศทางแสงให้ส่องเข้าหากระจกมุมห้อง แสงนั้นสะท้อนกันไปมาจากใบแรกสู่ใบต่อมาก่อนจะวกมาเสาต้นที่หนึ่ง สอง สาม และใบสุดท้ายที่วางไว้ตรงพื้นหน้าบัลลังก์

          "ได้รับสกิลธาตุน้ำ บอลน้ำ (Water Ball) เลเวล 1 ระดับ F"

          "เวทบอลน้ำ เลเวลอัพเป็นเลเวล 2 .. 3"

          ก่อนจะให้เซลใช้เลคเตอร์รับแสงจันทราส่องเข้าหาลูกแก้วสีดำบนบัลลังก์

          เสียงครืนดังขึ้นมาราวกับกลไกของลับของห้องทำงาน

          ธารารีบใช้เวทตรวจจับ ก็ได้พบว่าผนังหินด้านหลังบัลลังก์นั้นเคลื่อนออกมานิดหน่อยก็บอกให้เฟยไปตรวจดูแทนเขา

          เฟยเดินไปตรวจผนังก็พบเข้ากับรอยแยกปรากฎขึ้นมา ก่อนจะผลักผนังเข้าไปจนทางลับปรากฎออกมาอย่างชัดเจน

          ธาราที่เห็นก็ได้ตะโกนบอกทั้งคู่ว่า "เซล นายใช้เวทลมยกเลคเตอร์ของนายไว้ตำแหน่งนั้นแล้ว นายเดินเข้าไปในทางลับก่อนเลย 
ส่วนเฟยนายใช้เวทแสงหิ่งห้อยส่องดูรอบห้องก่อนจะเข้าไป"

          สองสหายก็ทำตามคำสั่งของเขาเป็นอย่างดีจนทั้งสองยกนิ้วส่งสัญญาณให้เขาว่าปลอดภัยดี

          ธาราก็ได้ตะโกนบอกทั้งสองคนว่า "เดียวฉันจะวิ่งเต็มแรงพร้อมกับหยิบเลคเตอร์นายวิ่งเข้าทางลับไปเลยนะ เซล"

          เซลนั้นแสดงสีหน้าหนักใจออกมาแล้วถามกลับมาว่า "มันจะไม่เป็นไรเหรอ ธาร ถ้าแสงจันทร์ที่ส่องเข้าลูกแก้วหายไปไม่ใช่ว่าประตู
ทางลับมันจะปิดในทันทีหรอกนะ"

          ธาราตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรว่า "ปิดสิ ซึ่งก็ดีเลย เพราะฉันไม่อยากให้ใครรู้ถึงต้องหยิบเลคเตอร์ของแกด้วยยังไงละ เซล"

          เฟยที่ได้ยินก็ทำสีหน้ากังวลพร้อมกล่าวว่า "ไม่เสี่ยงไปเหรอวะ ธาร"

          "ไม่มากหรอก เซล นายใช้เวทศิลาสร้างหินมาค้ำประตูไว้ละกัน ส่วนเฟยจับเวลาให้หน่อย ที่เหลือฉันจัดการเอง" ไม่พูดเปล่า ธาราขยับขาวอร์มเพื่อเตรียมวิ่งเต็มแรงพร้อมกับใช้เวทเสริมพลังแบบหน่วงเพื่อเพิ่มพลังมานาให้ถึงขีดสุดจนชีพมานาตรงขาของเขาส่องแสงสีส้มออกมา ก่อนจะให้สัญญาณกับสหายทั้งสองของเขา

          "เอาละนะ ฉันจะวิ่งใน สาม สอง หนึ่ง"

          "ศูนย์" ธาราพุ่งตัวออกมาด้วยความเร็วที่น่าทึ้งพร้อมกับหยิบเลคเตอร์ของเซลพุ่งเข้าห้องลับก่อนที่ประตูของมันจะปิดตัวลง

          "เวลากี่วิ จากระยะที่ฉันยืนอยู่ตอนแรกเท่าที่ประมาณน่าจะ 10 เมตรได้" 

          เฟยไม่ตอบพร้อมกับหันหน้าเลคเตอร์ที่จับเวลาให้ธาราดูปรากฎตัวเลข " 0.37 วินาที"

          ธาราที่เห็นก็ยิ้มออกมา ส่วนทางด้านเฟยและเซลตอนนี้ไม่รู้จะทำสีหน้าอะไรดี ทั้งตกใจในความสามารถของเพื่อนสนิทคนนี้และดีใจที่เพื่อนของพวกเขาวิ่งผ่านเข้ามาได้อย่างปลอดภัย

          แต่พวกเขาก็ดีใจได้ไม่นาน ห้องทั้งห้องก็ส่องแสงพร้อมกับวงเวทย์ขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นมาบนพื้นที่พวกเขายืนอยู่

          ธารารู้ได้ในทันทีว่าเป็นเวทเคลื่อนย้ายแบบระบุสถานที่ ก็ได้แต่บอกให้ทั้งสองคน เอาอาวุธออกมาถือไว้ให้มั่น

          ก่อนที่วงเวทย์จะส่งพวกเขามาอีกที่หนึ่ง พร้อมกับคบเพลิงรอบตัวพวกเขาค่อยๆสว่างขึ้น

          ตอนนี้ พวกเขาทั้งสามมาอยู่ในห้องทรงกลมขนาดใหญ่ ตรงหน้าของพวกเขามีเกราะรูปร่างมนุษย์นั่งอยู่บนบัลลังก์ศิลา

          เกราะของมันทั้งตัวทำจากเหล็กสีทองด้าน ตั้งแต่หมวกไปจนถึงขานั้นใส่เกราะคุ้มกันแน่นหนา บนตักมีดาบอาหรับขนาดใหญ่วางไว้

          ข้างๆของมันนั้นมีรูปปั้นหมาป่าอยู่ ตัวของรูปปั้นนั้นทำจากศิลาชิ้นเดียวทั้งร่าง

          ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เตรียมใจ เกราะรูปร่างมนุษย์ก็ค่อยๆขยับลุกขึ้นพร้อมกับรูปปั้นหมาป่าที่ดวงตาส่องแสงสีเขียวออกมาอย่างน่าหวาดกลัว

          พวกธาราถึงกับมีเหงื่อเย็นไหลออกมาจากแผ่นหลังอย่างไม่รู้ตัว ธาราที่ยังคงมีสติมั่นคงอยู่ได้ใช้เวทตรวจสอบใส่มอนสเตอร์ทั้งสอง
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บอส "โอนีล" ราชาผู้แสวงหาความอมตะ

มินิบอส หมาป่าศิลา


เงื่อนไขการพิชิตดันเจี้ยน : สังหารบอสมอนสเตอร์ "โอนีล"

ภารกิจเสริม : ล่าสังหารจ่าฝูงมอนสเตอร์ทั้งหมดภายในดันเจี้ยนเพื่อรับไอเท็มเพิ่มเติม 8/9

ไอเท็มพิชิต : อาร์ติแฟคระดับ C หนังสือเวทมนตร์ของบัลซาร์

ไอเท็มภารกิจเสริม : อักษรรูนระดับสูง 1 ตัว

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

          ธาราที่เห็นข้อมูลของมอนสเตอร์สองตัวตรงหน้า ทั่วทั้งร่างของเขานั้นลอบหลั่งเหงื่อที่เย็นดั่งน้ำแข็งออกมา หัวใจของเขาหนาวเหน็บไปถึงขั้วกระดูกราวกับโดนแช่แข็งด้วยศัตรูสองตัวตรงหน้า พร้อมกันนั้นก็ได้แต่บอกให้เพื่อนทั้งสองของเขาให้เตรียมตัวว่า

          "พวกเราคงต้องสู้เจ้าสองตัวนี้วะ" พร้อมกับค่อยๆกระชับดาบคาตานะด้วยสองมือในท่าเตรียมตัว

          เฟยและเซลที่ได้ยินก็ทำได้แต่กระชับอาวุธในมือแน่นเตรียมตัวต่อสู้กับศึกตรงหน้าอย่างช่วยไม่ได้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 613 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

719 ความคิดเห็น

  1. #696 นักอ่านสายขาว (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 22:34
    คนในตี้น้อยไปหาเพิ่มหน่อย 55555
    #696
    0
  2. #329 Fikusa (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 09:42
    ไขปริศนาโคตรดี
    #329
    0
  3. #153 ThaipaKing (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 21:05
    ระดับสกิลเพิ่มไวมากต้องยกความดีความชอบให้ระบบ
    #153
    0
  4. #85 ADSAASA (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 23:31
    ขอบคุนคับ
    #85
    0