Eternal ย้อนเวลา พิชิตอนาคต

ตอนที่ 13 : ภายในดันเจี้ยน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,458
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 627 ครั้ง
    29 พ.ย. 62


           รุ่งสางวันที่ห้าของการตะลุยดันเจี้ยน ธาราเปิดเลคเตอร์ขึ้นมาเช็คเวลาปัจจุบัน ตอนนี้เป็นเวลา 06.41 น.

          ก่อนจะเดินไปปลุกให้เฟย ตื่นมาเฝ้าเวรแทน ส่วนเขาจะไปอาบน้ำล้างเหงื่อ

          หลังจากกลับมา ธาราก็กินข้าวแล้วเดินเข้าไปนอนพักผ่อนจนถึงตอนบ่ายแก่ๆ

          เมื่อหลับพักผ่อนจนอิ่มแล้ว พวกธาราก็ได้เดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่หอคอย

          โดยระหว่างทางก็ไล่ยิงมอนสเตอร์ที่ขวางทางไปจนลูกศรหมด ทำให้ได้แกนเวทย์มาอีก 18 ก้อนด้วยกัน

          ก่อนจะมาหยุดตรงทางเข้าอบิสแล้วเดินออกจากอบิสกลับเข้าสู่เมืองเอเดน

          หลังจากเดินออกมาจากอบิส พวกธาราก็เดินไปแผนกยุทโธปกรณ์ ก่อนจะนำหน้าไม้พร้อมกระบอกวางบนโต๊ะ

          "ผมต้องการมาคืนอุปกรณ์กับเช่ายืมอาวุธหน่อยครับ" พร้อมกับยื่นเลคเตอร์ให้เจ้าหน้าที่ตรงหน้า

          เจ้าหน้าที่สาวก็รับมาตรวจสอบข้อมูลแล้วยื่นคืนให้กับเขาแล้วกล่าวว่า

          "ร้านสตาร์จิสนะค่ะ ต้องการอาวุธอะไรค่ะ" พนักงานได้ส่งมอบหน้าจอสินค้าให้กับพวกเขามาดู

          ธาราก็เปิดไปที่หมวดดาบ ก่อนจะเลือกดาบคาตานะราคาเช่าไม่เกินเล่มละ 5,000 แต้มมาอย่างละเล่ม ซึ่งทั้งสองเล่มนั้นเป็นของธรรมดาดาดๆที่ใช้ในการป้องกันตัวจากมอนสเตอร์ได้เพียงเท่านั้น ถ้าจะใช้สังหารมอนสเตอร์ระดับสูงกว่าระดับ D+ ละก็เลิกหวังไปได้ให้อย่างมากก็คงฆ่าได้เสือเขี้ยวดาบโดยใช้เวทเสริมพลังในระดับเชี่ยวชาญเท่านั้นถึงจะฆ่าได้ด้วยดาบห่วยๆแบบนี้แต่เขาก็ไม่มีสิทธิเลือกมากนัก

          เมื่อเลือกเสร็จ ธาราก็ส่งหน้าจอให้กับเฟยและเซลเลือกอาวุธกันต่อ โดยเฟยนั้นเลือกดาบสั้น (Short Sword) ส่วนเซลนั้นเลือกหอกมา

           ธาราขอเช่ามีดสั้นพกพามาอีก คนละเล่มในราคา 1,000 แต้ม โดยพวกเขาเสียแต้มไปกับค่าอาวุธครั้งนี้ 17,750 แต้ม

          เมื่อตรวจเช็คอุปกรณ์ครบ พวกเขาก็เดินกลับเข้าไปในอบิส ก่อนจะวิ่งไปหยุดอยู่หน้าหอคอยของดันเจี้ยนโบรคเค่นซอร์ด 

          ก่อนที่จะเปิดประตูหอคอยแล้วเดินเข้าสู่หอคอยของดันเจี้ยนโบรคเค่นซอร์ด ที่มีชื่อว่า "หอคอยแห่งดาบ"

          ด้านในหอคอย ส่วนของชั้นแรกนั้นโดนทำเป็นเขตปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง เป็นจุดตั้งแคมป์และร้านอาหารต่างๆของนักล่า

          เข้ามาจะเห็นนักล่าและนักศึกษาที่เข้ามาค้นหาความลับของดันเจี้ยนเต็มไปหมด มีอย่างต่ำประมาณเกือบร้อยคน

          ธาราเดินเปิดเลคเตอร์แผนที่แล้วเดินไปจุดตั้งแคมป์เพื่อตั้งแคมป์สำหรับพักผ่อนและเตรียมแผนการ

          หลังจากตั้งแคมป์เสร็จ เฟยและเซลนั้นชวนธาราไปกินข้าวแต่ตัวธาราปฏิเสธไปพร้อมบอกว่าจะขอวางแผนก่อน ฝากซื้อของอร่อยๆมาเผื่อเขาหน่อยละกัน ส่วนเขาจะเฝ้าสัมภาระเอง

          เฟยและเซลที่ได้ยินก็เดินออกไปหาอะไรกินกัน ปล่อยให้ธารานั่งวางแผนคนเดียวอยู่ในเต็นท์

          ตัวหอคอยแห่งดาบนั้นมีทั้งหมด 22 ชั้น รูปร่างภายนอกของหอเป็นหอคอยทรงกระบอกสูงเทียบเมฆ สร้างขึ้นมาจากแร่ศิลาแม็คนัส

          แร่ศิลาแม็คนัส คือ แร่ธาตุใหม่ที่มีความคงทนมากกว่าหินทั่วไปเกือบสิบเท่า นิยมนำมาสร้างอาคารต่างๆแน่นอนว่าหินอ่อนที่สร้างอาคารของสถาบันเวทมนตร์เอจิสก็เป็นการดัดแปลงแร่แม็คนัสให้มีลายหินอ่อนนั้นเอง

          ในข้อมูลของเขานั้น มีภาพร่างของแผนที่หอคอยทุกชั้นแต่ก็เป็นแค่ภาพร่างแบบคร่าวๆบอกได้ข้อมูลได้แค่พอสังเขปส่วนที่เหลือ 
พวกเขาต้องใช้ข้อมูลทั้งจากข่าวลือ ข้อสันนิษฐานมาร่างแผนที่แบบชัดเจนพร้อมกับตรวจสอบทุกชั้นอย่างละเอียดด้วยตัวเองอีกที

          แน่นอน ธารานั้นกะจะสำรวจทุกชั้นแบบละเอียดไม่ให้มีอะไรตกหล่นแม้แต่น้อย ซึ่งชั้นที่เขาสงสัยนั้นมีทั้งหมดสามชั้นได้แก่

          1. ชั้นแรกที่พวกเขาอยู่กันตอนนี้ 
          2. ชั้นที่ 13 เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องวิญญาณและยังมีข้อมูลทางตัวเลขที่ผิดแปลกอีก
          และ 3. ชั้นสุดท้ายที่มีห้องบอส แต่ปัจจุบันโดนฆ่าตายไปแล้ว

          ธาราวางแผนที่จะสำรวจรอบบริเวณนี้ ตอนก่อนรุ่งสางแล้ววิ่งขึ้นไปสำรวจทุกชั้นแบบละเอียดไปทีละชั้นจนหมดแล้วเนื่องจากหอคอยมันไม่ได้ใหญ่เท่ากับพื้นที่รอบนอก ถ้าพวกเขาเร่งความเร็วเป็นพิเศษ พวกเขาจะถึงชั้นที่ 13 ก่อนเที่ยงซะอีก

          หลังจากวางแผนไปประมาณหนึ่งชั่วโมง เฟยและเซลก็เดินกลับมาพร้อมกับอาหารเต็มสองมือ

          ธาราที่เห็นก็ชวนกันกินข้าวและชี้แจงรายละเอียดที่เขานั่งสรุปตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาให้ทั้งสองคนฟัง

          เฟยก็กล่าวถามกลับมา "แล้วทำไม ชั้น 13 ถึงน่าสงสัยละ ธาร"

          "เพราะว่าตัวเลขสิบสามมันมีหลายความหมายยังไงละ เฟย มีทั้งเรื่องเกี่ยวกับลางร้าย ความตาย นับเป็นตัวเลขอาถรรพ์ในเกือบทุกตำนานเรื่องเล่า ยังไม่นับเรื่องวิญญาณหรือภาพถ่ายแปลกๆที่ถ่ายเจอเฉพาะชั้นนี้อีก"

          "นายก็เลยสงสัยชั้นนี้เป็นพิเศษ นอกจากชั้นล่างสุดกับชั้นบนสุดสินะ" เซลกล่าวเสริม

          "ตามนั้น เพราะฉะนั้น กินเสร็จก็รีบนอนกันเลย พรุ่งนี้ต้องออกตั้งแต่ตี 4 จะได้ไม่มีใครรู้ว่าเราทำอะไร"

          ทั้งสามก็กินข้าวเสร็จแล้ว นั่งประชุมแผนการย่อยอาหาร ก่อนจะแยกย้ายกันนอนเพื่อเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้ 

          เวลาตี 4.01 น. วันที่หกของการตะลุยดันเจี้ยน

          พวกเขาออกเดินทางผ่านเข้าเขตเฝ้าระวังพร้อมกับหยิบอาวุธออกมาติดตัวไว้

          ธาราใช้ตรวจจับและตรวจสอบไปตลอดเส้นทาง แน่นอนว่าเขาใช้มันแบบเต็มที่แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ

          พวกเขาจึงได้พุ่งขึ้นไปชั้นต่อไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งตั้งแต่ชั้นที่ 2 จนถึงชั้นที่ 9 นั้นไม่มีอะไรผิดปกติอะไร ถึงจะเจอมอนสเตอร์บ้างแต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจมัน ก่อนจะวิ่งหลบหลีกพวกมันขึ้นมาเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่ที่ชั้นที่ 10

          แต่ในชั้นที่ 10 ธาราได้อักษรรูนระดับกลาง 1 ตัวและเจอเสาหินที่มีอักษรโบราณเขียนอยู่แต่โดนเขียนทับด้วยเลือดจนยากต่อการดูออก

          "เฮ้ย เฟย นายส่องไฟให้ฉันหน่อย ขอสว่างหน่อยนะ" เฟยเมื่อได้ยินร่ายเวทแสงหิ่งห้อยคอยส่องแสงให้ธาราอ่านข้อความบนผนัง

          เฟยที่เห็นเพื่อนของเขาทำเหมือนจะอ่านข้อความบนเสาก็ถามขึ้นมา "นายอ่านออกเหรอ ธาร"

          ธาราไม่พูดตอบ ก่อนจะค่อยๆพิจารณาตัวอักษรบนเสาไปทีละตัวจนหมด ก่อนจะสรุปข้อความบนเสาหินให้สหายทั้งสองฟังว่า

          "ข้อความมันขาดหายไปค่อนข้างเยอะ แต่เท่าที่ตีความได้มันจะกล่าวถึงการบูชายัญเพื่อชีวิตอมตะ"

          "นายอ่านมันออกจริงๆสินะ ธาร" เซลถามกลับมาด้วยความสงสัย

          ธาราก็พยักหน้าพร้อมบอกว่า "เจ้านี่ มันเขียนด้วยอักษรมิสโต ไปเปิดหาอ่านได้จากห้องสมุดสถาบันเลย"

          "งั้นสงสัยเจ้าหอคอยนี้ จะเป็นหอคอยของพวกคนคลั่งศาสตร์มืดไม่ก็พวกต้องการคืนชีพให้กับคนตายละมั้ง" เฟยพูดติดตลก

          "อย่าพูดเล่นตอนนี้ดีกว่านะ เฟย เพราะเท่าที่ฉันอ่านคร่าวๆมันเกี่ยวกับคำสาปที่ร้ายกาจมากเลยนะ"

          "บนเสาหินนี้มันเล่าถึงมนต์ดำที่คอยกัดกินชีวิตของผู้ถูกคำสาปและไม่ยอมให้ตายแต่จะทรมานไปเรื่อยๆ นับเป็นศาสตร์ต้องห้ามขั้นสูงที่น่ากลัวและโหดร้ายเป็นอย่างมากเลยละ"

          เฟยถึงกลับกลืนน้ำลายพร้อมกับใบหน้าที่ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนทางเซลนั้นถึงกับมีเหงื่อเย็นไหลออกมาจากแผ่นหลัง

          ธาราที่เห็นสีหน้าของเพื่อนทั้งสองก็พูดเสริมไปด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจออกมาว่า

          "เฮ้อ หวังว่าจะไม่ถูกต้องละกัน หรือ ไม่ก็หวังว่าจะไม่สำเร็จ เพราะ ถ้าสำเร็จไอ้ตัวนี้แหละ ปัญหาใหญ่ของการสำรวจหอคอยเลย"

          เมื่อสังเกตชั้นนี้จนพอใจ ธาราก็ได้ขึ้นไปชั้นต่อไปเนื่องจากไม่ตรวจพบอะไรเป็นพิเศษ นอกจากข้อความรอบกำแพงทางขึ้น

          ส่วนชั้นที่ 11 นั้นรอบๆชั้นจะเขียนเล่าเกี่ยวกับราชาหนุ่มผู้โชคร้ายที่ป่วยด้วยโรคปริศนาและเจ้าชายผู้แสนกตัญญูพยายามหาทางรักษาพ่อของตน โดยตอนแรกนั้น เจ้าชายได้เฟ้นหาหมอและแพทย์จากทั่วทุกมุมโลกเพื่อมารักษาแต่กับไม่เป็นผลจึงได้ลองหันมาพึ่งไสยศาสตร์และเวทมนตร์ดำจนมาเจอกับจอมเวทย์ที่ชื่อ "บัลซาร์"

          ธาราที่เมื่อเห็นชื่อบนผนังตรงกับอาร์ติแฟคนั้นถึงกับตั้งใจอ่านข้อความบนผนังอย่างละเอียด

          หลังจากได้พบเจอจอมเวทย์บัลซาร์อาการของราชานั้นมีท่าทีดีขึ้นนั้นทำให้เจ้าชายนั้นเลื่อมใสและศรัทธาเขาเป็นอย่างมาก ตัวเจ้าชายได้มอบเงินทองและชื่อเสียงมากมายให้กับจอมเวทย์บัลซาร์เป็นการขอบคุณที่รักษาพ่อของเขาได้

          เมื่อมีคนรักก็ต้องมีคนชังเป็นธรรมดา จอมเวทย์บัลซาร์ที่ได้รับชื่อเสียงและเงินทองจากเจ้าชายนั้นก็ได้โดนเหล่าคนที่อิจฉาใส่ร้ายสารพัด แต่มันไม่ได้จบแค่การใส่ร้ายกลั่นแกล้ง เพราะ พวกมันได้วางยาพิษราชาพร้อมกับผู้คนในเมืองแล้วบอกว่ากล่าวหาว่าจอมเวทย์
บัลซาร์เป็นตัวนำโรคร้ายมาสู่เมือง ในขณะเดียวกันพวกมันก็ได้ทำเป็นรักษาคนทั้งเมืองไปจนหายทั้งหมด ซึ่งเจ้าชายและราชาก็หลงเชื่อก่อนจะสั่งประหารบัลซาร์และครอบครัว

          ในวันประหาร พวกคนร้ายได้เข้าไปสารภาพให้บัลซาร์ฟังพร้อมกับหัวเราะดูถูกบัลซาร์ถึงความโง่เขลาเบาปัญญาของผู้คนในเมืองนี้และความเกลียดชังที่มีต่อตัวบัลซาร์พร้อมกับหิ้วศพของภรรยาและลูกของเขามาโยนไว้ตรงหน้า 

          ศพของทั้งคู่นั้นมีสภาพน่าอเนจอนาถอย่างยิ่ง ทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลถูกทุบตีและบนร่างกายปรากฎร่องรอยการข่มขืนอย่างทารุณ

          บัลซาร์เมื่อเห็นศพของคนรักและลูกก็หลั่งน้ำตาออกมาอย่างคลั่งแค้นจากน้ำตาก็กลายเป็นสายเลือดก่อนจะโดนลากตัวออกไปประหารก่อนจะโดนประหารบัลซาร์ได้พูดว่า

          "ข้าขอสาปแช่งพวกเจ้าทุกคน ไอ้พวกระยำสารเลวทั้งหลายที่กระทำกับข้า ไอ้พวกราชวงศ์เนรคุณ เมื่อข้าตาย ข้าจะมาเอาชีวิตเจ้า ผู้คนในเมืองข้าขอสาปแช่งพวกแกทุกคนให้ตายอย่างทุกข์ทรมานยิ่งกว่าภรรยาและลูกเมียข้า ข้าขอสาปแช่งพวกแกด้วยวิญญาณของข้า"

          ก่อนจะโดนประหารไป ต่อมาไม่นานนัก ผู้คนในเมืองนี้ก็ได้ล้มป่วยลงด้วยโรคปริศนาที่ไม่มีทางรักษา ก่อนตายทุกคนจะพูดแบบเดียวกันนั้น คือ "บัลซาร์"

          ราวกับคำสาปแช่งของจอมเวทย์บัลซาร์เป็นจริง ผู้คนเริ่มหวาดกลัว ราชาและเจ้าชายนั้นตื่นตระหนกออกมา 

          ส่วนพวกคนร้ายที่ตอนแรกกำลังเสพสุขอยู่นั้นต่างค่อยๆล้มป่วยลง โดยแต่ละคนมีอาการไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย

          ก่อนที่คนแรกในทั้งหมดจะตาย ก็ได้พบเจอกับปิศาจเข้ามาสังหารอย่างโหดเหี้ยมพร้อมกับทิ้งตัวอักษรไว้ว่า "ข้ามาชำระแค้นแล้ว"

          พวกคนร้ายที่เห็นต่างหวาดผวาจะหนีออกจากเมืองแต่ก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากราชวงศ์ได้เข้ามาจับกุมพวกเขาให้รักษาราชาที่ล้มป่วยอีกครั้งแถมครั้งนี้นั้นรุนแรงยิ่งกว่าครั้งก่อนเป็นอย่างมาก ซึ่งพวกมันก็ไม่สามารถรักษาได้นั้นทำให้เจ้าชายตระหนักได้ว่าเขาและบิดาได้ทำผิดพลาดลงไปแล้ว

          เจ้าชายสั่งประหารพวกคนร้าย แต่ก็ไม่สำเร็จเนื่องจากเพชรฆาตที่ทำหน้าที่จะป่วยตายอย่างรวดเร็วทุกครั้งไปแล้วเมื่อเพชรฆาตตาย 

          พวกคนร้ายก็จะค่อยๆสูญเสียอวัยวะไปทีละข้างสองข้างจนไม่เรื่อยอะไรอีก แม้จะพยายามกินยาพิษและขอให้คนมาฆ่าแต่ก็ไม่ตายราวกับว่าเป็นอมตะ

          เวลาก็ค่อยๆผ่านไป ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ทุกคนก่อนตายก็จะพูดคำเดียวกัน "บัลซาร์" ราวกับเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวาดกลัว ผู้คนต่างขอขมากับจอมเวทย์ผู้อาภัพ ส่วนทางด้านคนร้ายนั้น ตอนนี้มีสภาพราวกับคนตายแขนขาด้วน ไม่สามารถทำอะไรได้อีก ทั้งร่างราวกับโดนไฟไหม้อยู่ตลอด บาดแผลเหมือนโดนดาบฟันอยู่เต็มร่าง

          ทางด้านราชาและเจ้าชายนั้นก็มีสภาพไม่แตกต่างกับเจ้าพวกชั่วพวกนี้ ลูกของเจ้าชายนั้นได้สร้างรูปปั้นขึ้นมาขอขมาพร้อมกับศึกษาเกี่ยวกับไสยศาสตร์และมนต์ดำอย่างจริงจัง จึงได้รวบรวมคนที่ยังสุขภาพดีอยู่ มาช่วยกันสร้างหอคอยล้อมเมืองเอาไว้

          ส่วนชั้นที่ 12 ก็จะต่อเล่าถึงวัตถุประสงค์ของหอคอยพร้อมกับความลับของมัน 

          ซึ่งโอรสของเจ้าชายที่หักหลังจอมเวทย์บัลซาร์ องค์ชายโอนีล ได้หาความลับของคำสาปได้สำเร็จ 

          โดยได้ให้คนสนิทปิดล้อมเมืองแล้วปิดผนึกทุกคนที่ล้มป่วยเอาไว้ด้านใน ก่อนจะปิดตายมัน สร้างขึ้นไปเรื่อยๆจนกลายเป็นหอคอยแห่งดาบอย่างที่พวกเขาอยู่กันตอนนี้

          วัตถุประสงค์ของมัน สร้างขึ้นเพื่อปิดผนึกคำสาปและขอขมาแด่จอมเวทย์บัลซาร์

          ธาราที่อ่านข้อความทั้งหมดเสร็จก็คิด "โอนีล ชื่อเดียวกับบอสงั้นเหรอ หมายความว่ายังไง ที่นี่มีอายุอย่างต่ำก็เกือบหมื่นปีเลยนะ มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตได้ยาวนานขนาดนั้นหรอกนะ อาจจะเกี่ยวข้องกับคำสาปที่ทำให้พวกคนร้ายไม่ตายก็เป็นได้"

          "เฮ้อ เท่าที่อ่านทั้งหมดสามชั้น หอคอยนี้ สร้างขึ้นมาเพื่อปิดผนึกคำสาปวะ" ธาราพูดออกมาราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

          กลับกัน เฟยและเซลที่ได้ยินนั้น ต่างทำหน้าไม่ถูกกันทั้งคู่ จะว่าตกใจก็ตกใจ จะว่ากลัวก็กลัว

          เซลที่ได้สติก่อนนั้นก็ถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า "แบบนั้นก็อันตรายน่าดูเลยน่ะสิ ธาร ดันเจี้ยนนี้"

          "มากเลยแหละ เซล ตอนนี้ ฉันรู้สึกได้เลยว่า ชั้นที่ 13 กับชั้นสุดท้ายเนี่ย ปัญหาใหญ่แน่นอน"

          เฟยกล่าวด้วยเสียงหวาดๆว่า "งั้นพวกเราจะเอายังไงละ จะไปต่อหรือกลับ ถ้าถามฉัน ฉันว่ากลับดีกว่านะ ฟังเลวสยองสัสๆเลยครับ"

          เซลพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอย่างเต็มที่ ส่วนธารานั้นก็หันไปมองสีหน้าของเพื่อนทั้งสองก่อนจะพูดว่า

          "พวกเราจะขึ้นต่อ พวกเรารู้ปริศนานี้เป็นพวกแรกๆเลย นั้นหมายความว่า ถ้าพวกเราไขมันสำเร็จ เราอาจจะเคลียร์ดันเจี้ยนนี้ได้เลยนะ มีค่าพอให้คุ้มเสี่ยง ถ้าฉันดูแล้วพวกเราไม่ไหว พวกเราก็แค่หนีออกไปก็เท่านั้นเอง แถมเท่าที่อ่านมาคำสาปนั้นมีผลเฉพาะกับผู้คนในเมืองตอนสมัยที่บัลซาร์โดนประหาร ลูกหลานของพวกเขานั้นไม่ได้รับผลของคำสาปเลยแม้แต่คนเดียว เพราะฉะนั้นพวกนายไม่ต้องกลัวเกี่ยวกับ
คำสาปนี้หรอก ควรจะกลัวกับสิ่งที่ไม่มีใครเจอดีกว่า"

          เฟยและเซลยิ่งหน้าซีดเข้าไปใหญ่จากคำพูดของธารา แต่ธาราก็หาได้สนใจไม่พร้อมกับกล่าวเร่งให้ทั้งสองคนตามเขาขึ้นไปชั้นที่ 13

          ในชั้นที่ 13 หลังจากที่สำรวจไปได้ระดับหนึ่ง ธาราก็ได้พบเข้ากับกลไกเปิดทางลับบริเวณคบเพลิงอันที่ 13 ของชั้นนี้

          โดยตรงคบเพลิงมีสลักตัวอักษรที่เขียนว่า "ผลกรรมและการชดใช้" ก่อนที่ธาราจะจงใจดับคบเพลิงลง

          บันไดก็ค่อยๆแยกออกจากกันปรากฎเป็นประตูทางลับอยู่ด้านใต้บันได

          เฟยและเซลต่างกลืนน้ำลายอึกใหญ่พร้อมกับกระชับอาวุธในมือแน่นขึ้น

          ธาราชักดาบคาตานะออกมาพร้อมกับค่อยๆเปิดประตูลับเข้าไปด้านใน ก่อนที่พวกเขาทั้งสามจะถูกกลืนกินเข้าไปในความมืด

          ก่อนที่บันไดจะค่อยๆกลับมาเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 627 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

718 ความคิดเห็น

  1. #327 Fikusa (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 09:24
    มีเป้าหมายภารกิจก็สบายขึ้เยอะ
    #327
    0
  2. #152 ThaipaKing (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 20:43
    เงื่อนไขในการเคลียร์ดันแต่ละที่มีเขียนบอกเป็นประวัติไว้ในดันสินะภ้าอ่านออกก็จะรู้เรื่องที่มาทั้งหมดขดัน
    #152
    0
  3. #84 ADSAASA (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 23:14
    เอาแล้วๆ
    #84
    0
  4. #42 mirror image (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 17:15
    บทพูดที่บัลซาร์สาปก่อนตาย คำสุดท้ายต้องเป็น ข้า* นะ ไม่ใช่ฉัน
    #42
    1
    • #42-1 [∑]LDerwise(จากตอนที่ 13)
      27 พฤศจิกายน 2562 / 17:46
      ก็ว่าจบแปลกๆ พิมพ์ผิดนี่เอง ขอบคุณครับที่บอกจุดผิดพลาดให้ครับ

      เดียวจะรีบแก้เลยครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ
      #42-1