Noxcheda อัจฉริยะกำราบเวท

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 9 เหมาะสม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    5 มิ.ย. 62

ตอนที่ 9 เหมาะสม

 

            ว่าด้วยเรื่องของการฝึกฝนการพัฒนาตนเอง ตามหลักแล้วมันต้องเป็นไปอย่างช้า ๆ แต่ในสถานการณ์ของเรากับเงินในกระเป๋าที่มีแค่ 9 เหรียญทองแดง ไม่อาจที่จะนิ่งเฉยและปล่อยตัวตามสบายได้ เพราะผมคิดถึงเซลีนอยู่ทุกวินาที ไม่มีทางลืมความดีที่เธอได้ไว้ทำกับผมได้ละไม่มีทางลืมความโหดร้ายที่เธอต้องมาแบกรับให้ผม

โดยเฉพาะเรื่องในวันนั้นเมื่อห้าปีก่อน ที่หน้ากระจก

            ผมย้อนคิดพาตัวเองกลับไปในวันเก่า ภายในบ้านหลังน้อยของผมกับพี่ ในค่ำคืนนั้นที่มีเพียงแสงเทียนสลัวจากตะเกียงที่ส่องสว่างวูบไหวอยู่ตรงหน้าห้องรับแขกของเรา

แสงนั้นฉาบจนเห็นร่างกายผมในวัยสี่ขวบซึ่งสะบักสะบอมไปด้วยเลือดและรอยฟกช้ำดำเขียว เพราะถูกคนทวงหนี้ทุบตีไม่ยั้ง เนื่องจากหันมีดเข้าแทงพวกมันคนหนึ่งได้สำเร็จ ผมโดนหมัดของผู้ใหญ่สวนจนลงล้มลงไปนั่งพิงพนังและถูกกระทืบซ้ำจนปางตาย

            “อย่า! ได้โปรดอย่าทำอะไรน้องชายข้าเลย!” พี่สาวของผมพยายามฉุดรั้งพวกเขาไม่ให้ลงมือกับผมมากกว่านี้ เธอรีบก้มลงเข้ามาคุกเข่ากลางแขนปกป้องผมอย่างสุดชีวิตด้วยเสื้อผ้าที่หลุดหวิ่นนั่น พวกมันตบเธอด้วยหลังมือจนลงไปนอนกอง

            “พี่ครับ!” ผมรีบถลาเข้าไปดูอาการ แต่เธอก็พยายามลุกขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดทั้งยังยิ้มให้ผมบาง ๆ แล้วบอกว่า “ไม่เป็นอะไรนะริก” คำพูดของเธอทำเอาน้ำใสในเบ้าตาของผมซึมคลอออกมาอย่าบอกไม่ถูก มันร้อนผ่าวราวกับจะระเบิดแต่ดันไม่สามารถร้องไห้ออกมาได้

            “ฆ่าไอ้เด็กนี่เลยเหอะลูกพี่ มันแทงแขนข้า!

            เออข้าจะฆ่ามันอยู่แล้ว ไม่ต้องบอกหรอก!” เจ้าคนที่เป็นหัวหน้าบอก ก่อนจะเก็บมีดของผมที่ตกอยู่ขึ้นมา ในช่วงจังหวะนั้นผมเห็นร่างบางที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าผมสั่นไหวราวกับลูกแมวน้อย เธอสั่นระริกหวาดกลัว ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างกลมโต แล้วร้องตะโกนอ้อนวอนยังไม่ยอมขยับไปไหน

            “ได้โปรดเถอะน้องข้ายังเป็นเด็กอยู่ เขาไม่รู้เรื่อง! ข้า ข้าจะขอรับผิดชอบเอง! ได้โปรดอย่าทำร้ายเขานะ! ได้โปรดอย่าทำ!” เธอเขย่าขาชายผู้ถือมีดอยู่ด้านบนด้วยดวงตาที่อาบไปด้วยน้ำใส ๆ หยดลงพื้นกระดานไม้ของห้อง เปาะแปะ อากาศหนาวพัดเทใส่ร่างจนกายเราสองสะท้าน เจ้าหัวหน้ามองเหยียดลงมา แล้วเขาก็ยิ้มขำก่อนจะค่อย ๆ นั่งยอง ๆ ก้มมองแล้วใช้มีดนั่นกรีดชุดนอนของเธอจนหลุดออกหมดจด ผมไม่อยากเห็นภาพนั้น

            เหมือนตับไตไส้พุงข้างในร่างของผมกำลังทำงานอย่างไม่เป็นปกติ เหมือนมันกำลังจะแยกแตกออกมาเป็นเสี่ยง ๆ หัวใจของผมเจ็บจนเหมือนมีหนามงอกออกมารัดทิ่มแทงตลอดขณะกำลังเต้นตึกตัก ผมช็อตจนหมดสติไปเมื่อเห็นเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น

            จากนั้นเสียงสุดท้ายที่ได้ยินก็คือเสียงหัวเราะของพวกเขาและเสียงปิดประตูบ้านอันดังสะนั่น เขาเดินออกจากบ้านน้อยของเราไป ผมมองพี่สาวที่ฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะกระจกบานใหญ่และผมไม่อาจทำใจได้กับสิ่งที่เธอเจอ

มันเป็นเพราะผม ผมเป็นต้นเหตุให้เธอเจอเรื่องทั้งหมดนี้ แม่ของเธอต้องมาตายเพราะคลอดผมและเธอต้องมาปกป้องมาทุกทรมานเพราะผมอีก และนี่ไม่อาจจะทำให้ผมอดกลั้นอดทนได้อีกต่อไป น้ำตาภายในไหลหลั่งอาบใบหน้าลงมาราวกับมหาสมุทรในใจผมมันล้นทะลักท่วมออก กายถูกย้อมไปด้วยความรวดร้าวที่ทับถมเจ็บปวดกดหัวสมอง แต่น้ำตามิได้บรรเทาอาการใด ๆ มันทำร้ายเราหนักกว่าเก่า ผมจ้องมองพี่สาวในสภาพนั้นด้วยความเจ็บใจจนแทบอยากจะบ้า อยากจะฆ่ามนุษย์ทั้งหมดบนโลก

            “พี่ครับ” ผมร้องเสียงสะอื้นพยายามเอื้อมมือและคลานร่างที่เจ็บปวดไร้พลังเข้าไปหาเธอ แต่คนที่ยอมสละตัวเองเพื่อผมตรงหน้ากระจกกลับตอบมาเพียงแค่ว่า “พี่ไม่เป็นไรริก

            “ท่านพี่อย่าโกหกข้าเลย” ผมสะอึกร้องไห้ ใช้แขนเช็ดน้ำมูกน้ำตาออก

            “แค่นี้ข้าไม่เป็นไรหรอก หากเทียบกับชีวิตของเจ้า แค่นี้ข้าไม่เป็นไร” แต่แค่นั้นผมก็ร้องไห้จนเหมือนกับเด็กตัวน้อย ๆ ตามอายุจริงในโลกนี้ จากวันนั้นผมก็สาบานกับตัวเองแล้วว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้พี่สาวของผมได้มีความสุข จะปกป้องเธอด้วยชีวิตอย่างที่เธอทำให้ผมในวันนั้นเพราะเธอคือคนสำคัญที่สุดในโลกสำหรับผม

            สัปดาห์ต่อมาเดือนต่อมาเธอก็หัวเราะเฮฮากับผมเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แต่ผมเป็นปกติไม่ได้เลย ผมยังเศร้ากับเหตุการณ์นี้เพราะภาพมันติดอยู่ในดวงตาของผมทุกคืนยามนอนหลับฝัน ผมต้องฝึก ฝึกให้เก่งเพื่อปกป้องเธอและในที่สุดผมก็ยิ้มได้ เพราะในคืนหนึ่งพี่สาวเล่าเรื่องตลกให้ฟังอีกแล้วว่า

            จอมเวทผู้สร้างโลก สตอร์ม วอน สก๊อต ได้สร้างผมขึ้นมาให้กลายเป็นเด็กชายผู้ร่าเริงสดใส แต่เธอคิดว่าเขาดันเติมส่วนผสมให้ผมผิดจนกลายเป็นเด็กชายช่างเงียบ หน้าเศร้าตลอดเสียนี่ พี่สาวก็เลยกอดผมแน่นแล้วบอกว่า “นี่ เดี๋ยวข้าเติมส่วนผสมใหม่ให้เจ้าเองน้องชาย แล้วกลับมายิ้มได้แล้วนะ น้องรักของข้า” ด้วยความสดใสเป็นธรรมชาติของเธอ นั่นทำให้ผมต้องพยายามไม่คิดถึงเรื่องนี้อีกเป็นครั้งที่สอง

            จากนั้นผมก็พยายามยิ้มและทำตัวปกติจนหายจากอาการซึมเศร้า ใจผมแข็งแกร่งขึ้นเสียยิ่งกว่าเหล็กกล้าหลอมไฟ แน่วแน่เสียยิ่งกว่าเหยี่ยวออกล่าสัตว์ ผมเริ่มทำใจได้และก้าวเดินต่อไปเพื่อสร้างความสุขสบายให้เธอและทำตามสัญญาที่ผมให้ไว้กับตัวเอง ว่าผมจะทำทุกอย่างให้เธอมีความสุข เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เศร้า เพราะพี่สาวไม่อยากให้ผมเศร้านั่นเอง

            แต่ถึงอย่างไรมันก็น่าเศร้าอยู่ดี เมื่อตอนนี้เธออยู่ห่างไกลกันเสียเหลือเกิน

            “นี่ริก นี่มันใช่สมุนไพรที่เจ้าต้องการรึเปล่า” เสียงของพี่เขยเรียกผมให้หลุดจากพวังที่มองเหม่อคิดถึงเรื่องความหลัง ผมมองดูหญ้านีแกรนที่อยู่ในมือคนรักของพี่สาวผม ตอนนี้เรากำลังนั่งเก็บเกี่ยวหญ้านีแกรนอยู่บนเขาด้วยกันกับเขา ก่อนจะไปออกล่ามอนสเตอร์เพื่อเก็บประสบการณ์และสร้างอาวุธ

            “ใช่ครับพี่ราเกล” ผมยิ้มตอบ

            “ค่อยยังชั่ว” เขาปาดเหงื่อก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋า “รู้ไหม ริก ถ้าไม่มีเจ้าอยู่ ข้าคิดไม่ออกเลยว่าข้าจะเป็นอย่างไรบ้างตอนนี้ ข้าคงไม่ใช่ข้าแน่”

            “ข้าก็เช่นกันพี่ชาย ข้าก็คงไม่ใช่ข้า”

            “หืมไม่หรอก เจ้าน่ะฉลาดและเก่งกาจเหมือนปีศาจทั้งที่ยังตัวเล็กอยู่ หากโตขึ้นเจ้าคงกลายเป็นชายที่ฉลาดที่สุดในโลก ข้าคิดว่าเจ้าคงสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อช่วยพี่สาวของเจ้าได้แน่ โดยไม่จำเป็นต้องมีข้าเลยด้วยซ้ำหากเจ้าโตขึ้น” เขาตอบด้วยความจริงใจ แต่ผมส่ายหน้าพร้อมปฏิเสธ

            “ไม่หรอกครับ ท่านต่างหากที่ช่วยข้าและพี่สาวไว้ หากไม่มีท่านค่อยช่วยเหลือและมีน้ำใจต่อเรา ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร อีกอย่างท่านก็เป็นความสุขของพี่สาวข้าด้วย” ผมพูดจบคำนั้น ใบหน้าของชายผมทองงดงามคนนี้ก็ขึ้นสีเล็กน้อย เมื่อถูกผมยกฐานะให้กลายเป็นความสุขของเธอ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องจริง

            “เราทั้งคู่ต่างหากริก” สุภาพบุรุษคนนั้นเดินเข้ามาตบไหล่ผมเบา ๆ ยิ้มให้บาง ๆ อย่างสุขุมและมันบัดซบตรงที่ว่า ชายที่พี่สาวผมรัก ผมเองก็รักเขามาก ๆ ด้วย แม้จะหวงเซลีนมากขนาดไหนก็ตาม แต่เพราะผมสัญญาไว้แล้วว่าจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เธอมีความสุข ผมจึงต้องยอมทุกอย่าง แม้ผมจะรักเธอมากมายขนาดไหนก็ตาม แต่อย่างน้อยเราก็มีความสุข

            จำได้ไหมที่พี่ราเกลถามผมว่า เขานึกว่าผมรักเซลีนในแบบที่มากกว่า แล้วผมก็ตอบเขาไปว่า ผมเป็นแค่น้องชาย ซึ่งผมไม่ได้พูดโกหกหรอก แต่ผมพูดความจริงไม่หมด เพราะในสายตาของเซลีน ผมเป็นเพียงแค่น้องชายของเธอเท่านั้น ผมเป็นมากกว่านั้นไม่ได้จริง ๆ เพราะความสัมพันธ์ของพี่น้องสายเลือดเดียวกันเป็นสิ่งต้องห้ามในจารีต ผมก็รู้ว่ามันเป็นจารีตที่ดีและใช้เพื่อป้องกันการสืบทอดความผิดปกติทางพันธุกรรมและลดปัญหาทรัพยากรมนุษย์คุณภาพตกต่ำ

            แต่เพราะมีจารีตนี้ จึงเป็นข้อสรุปได้ว่า พี่สาวของผมไม่มีทางคิดอะไรกับผมเกินเลยกว่าน้องชายของเธอ เธอรักผมในฐานะน้องชาย เนื่องจากเธอเข้าใจเรื่องพวกนี้ดีอย่างหมดจด จึงทำให้ผมปล่อยวางได้และเลือกจะหาผู้ชายดี ๆ มาดูแลเธอแทน แม้ว่าตัวผมเมื่อก่อนอยากจะเป็นความสุขให้เธอทุกอย่างเพียงคนเดียวก็ตาม แต่ผมก็ยอมรับได้ เพราะเซลีนคงไม่มีความสุขหรอกหากรู้ว่าผมรักเธอในแบบที่มากและมากถึงมากที่สุด เกินกว่าที่เซลีนจะเข้าใจ

            ใช่ผมรักเธอมากจนยอมให้เธอไปอยู่กับคนที่เขาเหมาะสมมากกว่าผมได้

            นั่นก็คือเขา “ครับพี่ราเกล เราคือเขาสุขของเธอทั้งคู่” ซึ่งเรื่องที่ผมรักเธอนั้นมันก็นานมามากแล้ว ก็แค่ลดความต้องการของตัวเองลงมา เป็นความรักซึ่งไม่จำเป็นต้องมากมายไปกว่าน้องชายพี่สาว ซึ่งผมก็สามารถคิดแบบนั้นได้โดยไม่เจ็บปวดอะไรเลยเพราะโฟกัสที่ว่า ผมชอบมองความสุขของเธอ ไม่ได้เป็นเจ้าของก็ไม่ได้เสียหายตรงไหน แค่อะไรก็ได้ ที่ให้พี่สาวผมยิ้ม

           

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

4 ความคิดเห็น