ตอนที่ 8 : บทที่ ๘ คนเถื่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

บทที่ ๘ คนเถื่อน

“แฮ่ ๆ ข้าเดินต่อไม่ไหวแล้ว” ชายในชุดโค้ททรุดตัวลงไปนอนกลางกองหิมะโรยแรง คนหัวขาวหยุดมองไม่แสดงท่าทีอะไร จ้องปีเตอร์ที่นอนถอดหมวกหอบแฮกแทบเป็นลมตายด้วยสายตาว่างเปล่า
“ไม่ เราจะเดินต่อ”
“ท…ท่านว่าอะไรนะ…” คนนอนร้องกลางกองหิมะเสียงแผ่ว ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
“นางกำลังตามพวกเราอยู่ ข้าไม่รู้ว่านางเป็นอันตรายหรือไม่ แต่ข้าไม่อยากเสี่ยงพักอยู่ที่นี่” ฟอลเวลเฉลย ใจหนึ่งเขาก็รู้ว่าปีเตอร์ต้องการพักผ่อน แต่ทว่าเขาจะเมินเฉยต่อสภาพแวดล้อมไม่ได้ เขาเกือบตายมาหนหนึ่งแล้ว เห็นเช่นนั้นหนุ่มชุดกาวน์ก็เดินเข้ามาตบบ่าฟอลเวลข้าง ๆ ให้เขาใจเย็นลง
“เฮ้ ๆ ฟอลเวลเจ้าก็เห็นว่าปีเตอร์เหนื่อยนี่ ขนาดแบกเราสองคนจนรอดมาได้ ข้าว่าให้เขาพักสักหน่อยน่าจะดีกว่า” ฟอลเวลจ้องมือของไลเวน จนชายผมกระเซิงค่อย ๆ เคลื่อนมือออก
“ไม่ เราจะไม่พักที่นี่ เจ้ากับข้าก็ต้องแบกเขาเดินต่อ” เสียงและแววตาดุดันนั้นเป็นคำขาด ไม่มีใครกล้าปฏิเสธทางเลือกของเขา
“จ…เจ้าจะเอาอย่างนั้นหรือ?” ไลเวนร้องเสียงหลง
ชายผมสีเงินไม่ตอบอะไร เพียงแต่พยักหน้าเบา ๆยืนยันคำกล่าวของตน เพียงเท่านั้นไลเวนและปีเตอร์ที่นอนอยู่จึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เป่าไอเย็นออกมาพร้อมกันอย่างเหนื่อยหน่าย
“ท่านนี่นะ สมเป็นซีนจริง ๆ ” ท่าทางของปีเตอร์ดูดีกว่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังไม่มากเท่าไรนัก
“ไม่ต้องพูดมาก ลุกขึ้นมาได้แล้ว ถ้าอยากรอดจากไอซ์เฟลวละก็ทำตามที่ข้าพูดเถอะ” หากเป็นซีนทั่วไปคงทิ้งตัวถ่วงเช่นปีเตอร์และไลเวนไปแล้ว สิ่งที่ฟอลเวลกระทำนั้นถือว่าแปลกมาก เขาส่งมือขวาให้ปีเตอร์ช้า ๆ ไม่นานคนนอนอยู่ก็ยิ้มและจับมือนั้นไว้ก่อนจะใช้แรงดึงตัวขึ้นมาได้สำเร็จ
“ท่านนี่เข้มแข็งจริง ๆ” ปีเตอร์กล่าวชมพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะปัดเสื้อปัดผ้า
“ถ้าข้าอ่อนแอคงยืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้หรอก ผู้อ่อนแอไม่มีสิทธิ์รอด” ฟอลเวลไม่ว่าเปล่า เขาสอดหัวใต้แขนของปีเตอร์ ช่วยพยุงร่างของปีเตอร์เอาไว้ ไลเวนเห็นก็เดินเข้ามาช่วยพยุงอีกข้างหนึ่ง
ทั้งสามคนยังคงก้าวและเดินต่อไปด้วยความเชื่องช้า แม้ในยามมืดอากาศจะหนาวเหน็บและแรงลมจะทำให้กายสะท้าน แต่ทั้งสามก็ยังไม่บ่นอะไรออกมา ในระหว่างทางก็ยังหาเรื่องคุยสัพเพเหระไปเรื่อย แต่ฟอลเวลคงเป็นคนเดียวที่ไม่อยากคุยเรื่องเรื่อยเปื่อย
“อ้าว! นี่เจ้าอยู่ที่ดราเลียนหรอกเหรอปีเตอร์!” ไลเวนร้องตกใจ
“ทำไมเจ้าต้องตกใจขนาดนั้นละ ฮ่า ๆ ไม่เห็นมีอะไรพิเศษตรงไหน…ก็แค่หมู่บ้านธรรมดา”
“ถึงจะธรรมดาก็เถอะ แต่ข้าเคยได้ยินว่า ที่นั่นเป็นหมู่บ้านของมังกรไม่ใช่หรือ” ชายชุดกาวน์พูด
“ฮ่า ๆ เจ้าไปจำมาจากไหนกัน จริงอยู่ที่มังกรไฟหลับใหลอยู่ภายในดันเจี้ยนใกล้ ๆ ดราเลียน แต่มันถูกผนึกไปแล้วล่ะ และข้าว่าคงไม่มีวันที่เจ้ามังกรจะตื่นในชั่วอายุข้าหรอก” ปีเตอร์หัวเราะ
“จะมังกรหรืออะไรก็ช่าง ตั้งใจเดินเสียทีเถอะ” ฟอลเวลที่ทำเป็นไม่สน แทรกเข้ามากลางบทสนทนาเสียเฉย ๆ พวกเขาสองคนหันหน้าไปหาด้วยความแปลกใจ แล้วไลเวนก็หัวเราะขำ
“ข้าล่ะตลกจริง ๆ ฮ่า ๆ มันคงไม่เหมาะกับซีนอย่างเจ้าหรอกมั้งฟอลเวล อีเดนเนี่ย เจ้าจะไปทำไมอยู่ที่นี่ก็ดีแล้ว” คนชุดกาวน์บอก
“ข้าก็แค่เบื่อเต็มที…กับอะไรหลายๆอย่าง”
“ฮ่า ๆ ฟอลเวลข้ารู้จุดประสงค์เจ้าน่า หาคู่ครองใช่ไหมสิ่งที่เจ้าต้องการน่ะ” ไลเวนขำอีก
“อยากตายรึไง” ฟอลเวลชักดาบขึ้นมาจ่อคอไลเวนด้วยความรวดเร็ว ปีเตอร์ที่อยู่ตรงกลางถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นปลายดาบจ่ออยู่ตรงหน้าเขาเช่นกัน
“โอ๊ย ๆ ใจเย็นพี่ชาย ข้าแค่หยอกเล่นนิดเดียวเอง แต่ท่าจะจริงนะเนี่ย ลดดาบลงก่อนเถอะข้ากลัว…” ท้ายสุดซีนอารมณ์ร้อนก็ลดดาบลง แต่หนุ่มกวนก็ยังไม่หยุดว่า “แล้วเจ้าชอบผู้หญิงแบบไหนล่ะ ข้าพอจะแนะนำให้เจ้าได้นะเมื่อถึงนอเทอร์น่ะ แถวนั้นน่ะพวกผู้หญิงสวย ๆ แจ่ม ๆ ทั้งนั้น!”
“หึ…ข้าไม่ต้องการ” เขาสะบัดหน้าหนี
“น่า ๆ เราเป็นเพื่อนกันแล้วนะฟอลเวล มีอะไรเจ้าพูดออกมาเถอะ เจ้าไม่เหงารึไงอยู่บ้านเก่า ๆ นั่นคนเดียวหลายสิบปีน่ะ วัน ๆ เจ้าเจอแต่ศัตรูกังวลทุกอย่าง แต่อยู่กับพวกข้า เจ้าไว้ใจได้ว่าพวกข้าจะไม่หักหลังเจ้าแน่นอน เพราะเจ้าช่วยชีวิตพวกข้าเอาไว้ ฮ่า ๆ คนจากนอเทอร์ก็เป็นเช่นนี้แหละ” ปีเตอร์พยักหน้าเห็นด้วยกับที่ไลเวนกล่าว
“ใช่แล้วฟอลเวล ท่านไม่ต้องเครียดหรอกน่า ผ่อนคลายเข้าไว้ดีกว่า ข้ารู้ว่าท่านยังเจ็บแผลเก่านั่นอยู่นะ อย่าฝืนทำเป็นอดกลั้นอยู่เลย” ปีเตอร์ว่า ที่เขาพูดมาก็เป็นเรื่องจริง ไม่ได้คิดเห็นแก่ตัวอยากพักผ่อนแต่อย่างใด ฟอลเวลก็รู้ตัวดีว่าแผลยังไม่หาย เขานิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะเอ่ยปากออกมาว่า
“เฮ้อ…เข้าใจแล้ว งั้นพวกเราพักกันก่อนเถอะ” ซีนหนุ่มถอนหายใจ คำพูดนั้นทำเอาสองคนยิ้มแป้นพร้อมกันอย่างกวนโมโห ในที่สุดชาวซีนผู้ขี้ระแวงเอาแต่ใจเห็นแก่ตัว ก็ยอมรับคนอื่นเป็นเพื่อนได้เสียที

***

พวกเขาหาพื้นที่แห้ง ๆ บริเวณนั้นนั่งพัก ก่อนก่อกองไฟสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย ทั้งสามนั่งล้อมรอบกองไฟและย่างเนื้อกระต่ายที่พึ่งล่ามาได้ระหว่างทางกินกันอย่างเอร็ดอร่อย พลางคุยเรื่องสัพเพเหระระหว่างนั่งรับประทานอาหารไปด้วย
“เอ้าไหนล่ะ บอกมาสิว่าเจ้าชอบผู้หญิงแบบไหน” ไลเวนส่งสายตากวนไปหาชายผมสีเงิน พร้อมยัดเนื้อกระต่ายกลิ่นหอมฉุยเข้าปากและเคี้ยวอย่างเมามัน
“อืม…แล้วเจ้าล่ะไลเวน บอกข้ามาก่อนสิว่าเจ้าชอบผู้หญิงแบบไหน” ฟอลเวลก้มหน้ามองกองสะเก็ดไฟคิดสักพัก ก่อนจะเบี่ยงคำถามให้อีกฝ่ายตอบก่อน เพราะเขาไม่ชอบและยังติดนิสัยขี้ระแวงอยู่
“ก็ได้ ๆ ข้าชอบผู้หญิงที่เด็กกว่าสักสิบปีได้ ขยันขันแข็ง กระตือรือร้นทำตามคำสั่งและที่สำคัญต้องน่ารักด้วย” ไลเวนพูดพลางยิ้มเยาะใช้ไม้เสียบเนื้อกระต่ายชี้ไปมา
“ข้ารู้สึกขยะแขยงเจ้าขึ้นมาทันทีเลยว่ะ ไลเวน” ฟอลเวลทำหน้าคลื่นไส้
“ข้าก็ด้วย” ปีเตอร์ยิ้มแหย ๆ
“อะไรเล่า! พวกเจ้าไม่ชอบผู้หญิงที่เด็กว่ารึไง!”
“ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่สิบปีนี่เจ้าจะมีภรรยาอายุห้าขวบรึอย่างไรห๊ะ!” ซีนหนุ่มร้อง
“เจ้าบ้า! ใครบอกว่าข้าจะรีบหาภรรยาตอนนี้กัน ข้าน่ะยุ่งอยู่แต่กับการวิจัยไม่มีเวลาไปหาความรักแบบเจ้าหรอกฟอลเวล รอข้าอายุสามสิบกว่า ๆ นู้นข้าถึงคิดจะหา” หนุ่มในชุดกาวน์ว่า
“ท่านวิจัยเรื่องอะไรหรือไลเวน” ปีเตอร์ที่นั่งข้าง ๆหยุดทาน ก่อนเอ่ยถามด้วยวาจาสุภาพ
“ไม่มีอะไรมาก ก็แค่เรื่องมิติเวลากับการรักษาร่างกายยืดอายุแค่นั้นเอง”
“มิน่าล่ะ เจ้าถึงมาที่นี่เพื่อตามหาฮาร์ทไลท์” ฟอลเวลนึกขึ้นได้
“ใช่ข้าได้มันมาแล้วล่ะ ดอกไม้ที่สามารถรักษาได้ทุกโรค ฮาร์ทไลท์ และข้าก็เกือบตายเพราะมันเนี่ยแหละ เฮ้อ…ดีนะที่เจ้าช่วยข้าไว้ทันฟอลเวล ข้าขอบคุณเจ้ามากจริง ๆ ” ไลเวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกัดเนื้อที่เสียบไม้เข้าปาก
“ท่านกล้าหาญจริง ๆ ไลเวน ทั้ง ๆ ที่เป็นแค่นักวิทยาศาสตร์เวทมนตร์แท้ ๆ ” บุรุษไปรษณีย์ชม เขาทึ่งจริง ๆ ที่ไลเวนกล้าออกมาตามหาดอกฮาร์ทไลท์คนเดียวถึงไอซ์เฟลว เพราะถ้าปีเตอร์ไม่มีทักษะหลบหนีเฉพาะตัวแล้วละก็ เขาก็คงจะไม่กล้ามาถึงที่นี่แบบที่ไลเวนทำหรอก
“ไม่หรอก เจ้านี่มันบ้าบิ่นมากกว่า ดูสิไม่มีคนคุ้มกันสักคน” ฟอลเวลว่า
“เหรอ? หาว่าข้าบ้าบิ่นแล้วเจ้าล่ะเล่นใช้มือทุบไดร์วูฟจนตาย ข้าล่ะยังทึ่งอยู่เลย” เจ้าคนโดนว่าไม่มีท่าทางโกรธเคืองสักนิด ซ้ำยังยอกย้อนคำกลับไปหาผู้พูดได้อีกต่างหาก
“ถ้าไม่ทำข้าก็ตายน่ะสิ แล้วพวกเจ้าก็คงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ด้วยจริงไหม” คนเย็นชาก็จริงจังกับทุกเรื่อง
“เฮ้อ…ก็จริงล่ะนะ” เขาถอนหายใจ หลังจากนั้นปีเตอร์ก็หัวเราะคิกคัก ไลเวนและฟอลเวลสงสัยจึงหันไปทางบุรุษไปรษณีย์ที่นั่งขำอยู่คนเดียว เจ้าคนหัวกระเซิงขมวดคิ้วถาม
“เจ้าขำอะไรปีเตอร์”
“ฮะ ๆ เปล่า ๆ ข้าก็แค่คิดว่าท่านเนี่ยขี้ลืมจังเลยนะ” พูดจบเขาก็หัวเราะอีก
“ลืม…” ไลเวนเอ่ยเบา ๆ แล้วกลับไปมองฟอลเวลซึ่งกำลังเอาเนื้อกระต่ายเข้าปากอย่างเนียน ๆ เมื่อทานจนหมด ฟอลเวลก็โยนไม้เสียบเข้าไปในกองไฟ และทันใดนั้นไลเวนก็นึกได้ว่าเขาลืมอะไรบางอย่างไป
“เฮ้ย! ฟอลเวล! เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าเจ้าชอบผู้หญิงแบบไหน! เปลี่ยนเรื่องซะข้าลืมประเด็นเลยนะไอ้เจ้าเล่ห์เอ๊ย!” ไลเวนร้อง แต่อย่างไรนิสัยชาวซีนก็เป็นพวกไม่ชอบเข้าสังคมอยู่แล้ว มีหรือเรื่องสำคัญอย่างนี้ฟอลเวลจะบอกคนอื่น
“เฮ้อ…แล้วยังไง ทำไมข้าต้องบอกเจ้าด้วยและเจ้าจะเสียงดังทำไมไลเวน” ฟอลเวลถอนหายใจเสียงเหนื่อย ส่งสายตาเบื่อ ๆ ไปทางไลเวน ปีเตอร์ก็ได้แต่ยิ้มรับประทานอยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ
“เหอะ…ก็ได้ ๆ แล้วแต่ใจเจ้าเลย ข้ารู้อยู่แล้วแหละน่าว่าชาวซีนอย่างเจ้ามันเป็นพวกไม่มีสัจจะไร้คำสัญญา ขี้ระแวงแม้แต่กับเพื่อน ข้าบอกเลยว่าเจ้าตกสัมภาษณ์ของอีเดนแน่ ๆ อีกอย่างสาว ๆ นอเทอร์เขาไม่ชอบผู้ชายนิสัยแบบเจ้าด้วย ลาก่อยยยยนะ” ไลเวนทำเสียงประชด กวนเท้า ฟอลเวลถึงกับสะอึก ปีเตอร์สำลักเนื้อกระต่ายแล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ใครเพื่อนเจ้า?”
“ก็เจ้าไงฟอลเวล”
“พวกท่านอย่าลืมข้าสิ” ปีเตอร์ยกมือขอมีส่วนร่วม ทันใดนั้นพื้นที่ทั้งหมดก็เงียบสงัดได้ยินเพียงแต่เสียงไหม้ของกองไฟที่ตั้งอยู่ตรงหน้าพวกเขา ฟอลเวลก้มหน้าลงมองไปที่เปลวไฟแล้วคิด ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วพูดขึ้นว่า
“เฮ้อ…ก็ได้ ผู้หญิงที่ข้าชอบน่ะ…ต้องเป็นกุลสตรียิ้มแย้มสดใส ฉลาด น่ารัก รักความสะอาด ชอบอ่านหนังสือ ร้องเพลงเพราะ งดงามและมีชีวิตชีวา มีจิตใจโอบอ้อมอารี พร้อมจะกำเนิดบุตรและเลี้ยงบุตรให้แก่ข้า”
“…” ปีเตอร์กับไลเวนจ้องมองหน้าของเขานิ่ง
“พวกเจ้ามองข้าทำไม”
“ฟอลเวล…” ปีเตอร์เรียกชื่อเขาเบา ๆ
“หืม” ฟอลเวลทำหน้าสงสัย แต่กลับเป็นไลเวนที่อาสาตอบคำถามนั้นแทนปีเตอร์
“ฟอลเวล…เจ้าอ่านนิยายมากไปปะเนี่ย! ผู้หญิงแบบนั้นข้ายังไม่เคยเจอเลย! เจ้าน่ะโสดไปทั้งชาติเถอะ!”
“ว…ว่าไงนะ!” ฟอลเวลง้างหมัดเตรียมจะชกนักวิทยาศาสตร์สุดกากแต่ปากดี ไลเวนรีบยกมือขึ้นบังก่อนที่จะโดนชก “ใจเย็นพี่ชาย ข้าล้อเล่น” ไลเวนเกือบได้เจ็บ ยังดีที่หัวขาวหยุดมือทันเสียก่อน
“ฟอลเวล ที่ท่านว่ามาน่ะต้องมีแน่ ๆ คนที่ท่านรักและคนที่รักท่าน ข้าเชื่อที่ว่าบนโลกนี้ต้องมีคนแบบที่ท่านต้องการ” ฟอลเวลหันไปมองปีเตอร์ที่เอ่ยถ้อยคำสวยหรูนั่น ทั้งสองคนยิ้มขำให้กันเพียงแค่นั้น ไลเวนมองสองคนสลับกันไปมาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ก่อนถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“เฮ้อ...ไอ้พวกโรแมนติก”
ทันใดนั้นเอง ซีนหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาเบิกตาโพลงรีบลุกขึ้น ใช้เท้าเตะหิมะกลบกองไฟด้านหน้าด้วยความรวดเร็ว ฟู่…
“กะ...เกิดอะไรขึ้น...”
“เงียบ!” ฟอลเวลก้มตัวลงอีกครั้ง เขานอนเอาหูแนบพื้นหิมะ เสียงฝีเท้าของอะไรบางอย่างกำลังเดินเข้ามา เขาก็กัดฟันกรอด ๆ ด้วยความโมโห
“พวกเราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว”
“ทำไม” ไลเวนถาม
“มีคนกำลังตรงมาที่นี่ เจ้าจะอยู่ให้พวกมันฆ่ารึไง!” ฟอลเวลร้องขณะที่กำลังรีบเก็บกระเป๋าด้วยความรวดเร็ว คนอื่นไม่สามารถปรับอารมณ์ตามทัน แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องรีบทำตามคำที่ฟอลเวลบอก
“แล้วเราจะไปไหน ด้านหลังเป็นป่าจันทรานะ” นักวิทฯถาม
“ปีเตอร์เจ้าใช้ปีกนั่นได้ไหม!” ฟอลเวลหันไปถามบุรุษไปรษณีย์อย่างร้อนรน
“ถ้ามีเวลาสักสิบนาทีละก็ พอไหว” เขาตอบ
“งั้นข้าจะถ่วงเวลาให้ เอ้าเอานี่ไป!” ฟอลเวลหยิบหน้าไม้พร้อมลูกดอกของเขาออกมาจากกระเป๋า แล้วโยนให้ไลเวนรับไว้ โดยไม่ถามสักคำว่าอีกฝ่ายใช้เป็นหรือไม่
“ข้าใช้ไม่เป็น!”
“เรื่องของเจ้า! ถ้าอยากรอดก็ใช้ให้เป็นซะ!” ฟอลเวลชักดาบชี้ไปที่คอของไลเวนก่อนตะโกนใส่หน้า จนชายชุดกาวน์ทำได้แต่ยืนสั่น ปีเตอร์ก็เช่นกัน
“ท่านต้องถ่วงเวลาไว้ตั้งสิบนาทีเลยนะฟอลเวล จะไม่เป็นอะไรแน่หรือ อีกอย่างแผลของท่านก็ยังไม่หายดีด้วย” ปีเตอร์ถาม แต่ทว่าคนตอบกลับไม่ได้สนใจความห่วงใยของเขาเลยสักนิด
“ไม่ต้องมาเถียงข้า! พวกเจ้ารีบไปหาที่ซ่อนได้แล้ว!” หลังจากที่ฟอลเวลกู่ร้อง ทั้งสองก็รีบวิ่ง ไม่นานนักก็หายลับไปจากสายตาฟอล
ชายหนุ่มผมขาวหลับตาตั้งดาบมั่น เสียงฝีเท้านับสิบเข้ามาจากด้านหน้า พวกมันคงเห็นควันไฟ ชายหนุ่มโทษตัวเองโง่เหลือเกินที่เขาหยุดพัก โง่เหลือเกินที่ไปช่วยคนอื่นทั้ง ๆ ที่ตัวเองนั้นก็แทบจะเอาตัวไม่รอด เขาทำอะไรลงไป? เสียงฝีเท้าของคนพวกนั้นหยุดลงตรงหน้า
แต่กระนั้นก็ยังไม่รู้สึกหวาดกลัว แม้ต้องเผชิญหน้ากับความตาย
‘เข้ามา…เข้ามา…เข้ามา เข้ามาเลย’ เขาท่องอยู่ในใจซ้ำไปซ้ำมา
ตึก ๆ ตึก ๆ
พวกมันกำลังตีกรอบล้อมเขาไว้ เหล่าคนเถื่อนหนวดเคราสีน้ำตาล ทรงผมยุ่งเหยิง ใบหน้าโหดเถื่อนบ่งบอกได้ชัดว่าพวกมันคือคนไร้อารยธรรมที่พร้อมจะปล้นและฆ่าอย่างไม่เลือกหน้า
“ฮุๆๆๆ ซีนว่ะ! เจอของแปลกแล้วเว้ยวันนี้” เสียงของหัวหน้าคนเถื่อนผู้ขี่ม้าคนเดียวในกลุ่มกล่าว เขาแสยะยิ้มชอบใจ สวมใส่ชุดเสื้อผ้าที่ดีกว่าโจรคนอื่นเล็กน้อย ทั้งยังมีร่างกายใหญ่โตที่สุดในกลุ่มอีกด้วย หลังจากว่าจบลูกกะจ๊อกน้อย ๆ ของมันก็หัวเราะเคี๊ยก ๆ อย่างน่าสะอิดสะเอียน
“ถอยไป…ข้าไม่อยากให้ฝ่ายใดต้องหลั่งเลือด” ฟอลเวลเอ่ยทั้งที่ยังหลับตาอยู่
“ฮ่าฮ่าฮ่า ไอ้ซีนเพื่อนไม่คบอย่างเจ้าเนี่ยนะ จะทำให้พวกข้าหลั่งเลือดได้ ไอ้สวะเอ๊ย!” หัวหน้าโจรถุยน้ำลายรดใส่ใบหน้าฟอลเวล แต่เขาไม่เคลื่อนไหว ไม่ตอบโต้ หลับตาอยู่อย่างนั้น
“ฮ่าฮ่าฮ่า หัวหน้าผมว่าไอ้เวรนี่มันคงกลัวพวกเราจนเยี่ยวราดแล้วล่ะว่ะ น่าเสียดายดาบดี ๆ ที่แกถืออยู่นะเว้ย! ไอ้หัวหงอก!” ลูกน้องใจกล้าหน้าตาไม่ให้คนหนึ่งเดินเข้าไปใกล้ฟอลเวล มันยื่นดาบของตนชี้ไปที่คอของชายที่นิ่งไม่ไหวติง แต่ทันใดนั้นเอง!
ฉับ!?
เสียงลมแหวกพร้อมแสงขาวประหัตประหาร ภาพเบื้องหน้าเอียงไปทางซ้ายเล็กน้อยก่อนตกลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว สายตาของชายคนนั้นมองเห็นเพียงปลายเท้าของฟอลเวล รู้ตัวอีกทีศีรษะก็หลุดออกจากบ่าไม่ทันรู้สึกเจ็บเลยด้วยซ้ำ ดวงตากลอกขึ้นไปมองชายผมสีเงินเบื้องบน ก่อนจะกลอกมองเห็นร่างตัวเองซึ่งไร้ศีรษะอยู่บนนั้น ไม่นานร่างก็ล้มลงไป พร้อมกับเลือดที่ไหลสาดขึ้นมาเป็นน้ำพุ
ไม่ต้องมีเสียงสัญญาณหรือใครออกคำสั่ง พวกมันคำรามร้องปลุกระดมดังลั่นสั่นสะท้านไปทั่วพื้นที่ พร้อมชักอาวุธขึ้นมาพุ่งเข้าใส่ชายผมขาวโดยพร้อมเพรียง
เสียงเหล็กเสียดสี เสียงรองเท้าย่ำบนกองหิมะ
สี่สิบคนพุ่งอาวุธเข้าใส่ อ้าปากตะโกน เคลื่อนไหวหนืดหนาดราวกับค้างอยู่เช่นนั้น ฟอลเวลมองตามทุกการเคลื่อนไหวด้วยดวงตา ก้มหน้าลงยิ้ม ดีดเท้าพุ่งตัวเข้าไปหา ฟู่! สายลมพัดโหมกระหน่ำ ไม่มีความกลัว ไม่มีการลังเล ไม่มีความปรานี ยามหิมะโปรยปราย
ฟันสีขาวกัดแน่น เบรกเท้ากลางสังเวียน บิดเอว เหวี่ยงดาบ สุดแรง แขนวาดตวัดฟาด ร่างตรงหน้าหลุดเป็นสองท่อนปลิวกระเด็น คนต่อไปก็ไม่ต่างกัน ฉึบ ฉัวะ! กลิ่นคาวฟุ้งพร้อมสายโลหิตที่สาดกระเซ็นตามร่างพวกนั้น ร่างแล้วร่างเล่าล้มลงระเนระนาดกระจัดกระจายตายราวกับผักปลา มัจจุราชผมสีเงินปลิดชีพมนุษย์ไร้ความปรานีด้วยคมดาบสีขาว
“ความตาย”
“ทำลาย”
“สูญสิ้น”
“กวาดล้าง”
“ฆ่าฟัน”
“ลงทัณฑ์”
“กำจัด”
“ยกเลิก”
“ถอดถอน”
“จุดจบ”
“เข้ามา!”
ฉัวะฉัวะฉัวะฉัวะ!!
การต่อสู้บ้าคลั่งดำเนินไปต่อด้วยความโกลาหล เพลงดาบไร้สำนักไม่มีท่วงท่าและความอ่อนช้อย มีเพียงแต่ความตายที่พร้อมจะพรากชีวิตคนเท่านั้น เขาไม่ได้ร่ายรำไปพร้อมกับหลบสันขวานและคมหอกแต่ทว่ากลับพุ่งเข้าใส่ไปรับทุกอย่าง เพียงแค่ฆ่าก่อนที่จะถูกฆ่า
ถูกล็อกก็ใช้ฟันกัด ก่อนจะฟาดดาบเข้ากลางลำคอ พลธนูง้างศรยิงใส่จนไหล่เซ เขาก็หักมันทิ้งทันที กระทั่งถูกโจมตีจนดาบหลุด ก็เตะหอกอีกฝ่ายกระเด้งขึ้นมาเสียบกลางหน้าอก
ดึงออกอย่างเร็วจนเลือดพุ่ง แล้วกระทุ้งสันหอกใส่อีกคนจากด้านหลัง ก่อนจะหมุนตวัดกวาดจนร่วงกราวไปหลายร่าง ตีจนหอกหักก็หยิบขวานคนอื่นมาสับกลางกระบาล หมุนตัวกลับ แล้วขว้างขวานออกไปสุดแรง มันหมุนควงใส่พลธนูแล้วปักกลางอก แล้วลอยกระเด็นตายกลางกองหิมะ
ศรธนูพุ่งเข้าหา ฟอลเวลหลบไม่พ้น
จึกจึก!!
เจาะเข้าที่ต้นขาจนเข่าทรุดล้มลง เขาพยายามใช้สองมือดันร่างขึ้น แต่ทว่าไม่ได้ผล เพราะแผลเก่ายังไม่หายดีและลูกศรคงถูกอาบยาพิษเอาไว้ เขาอาจจะต้องตายในเร็ววันนี้
“เข้ามา!” เสียงคำรามส่งจิตสังหารดำพุ่งเข้าชนโจรเถื่อนอย่างจัง พวกมันชะงักไปชั่วครู่ ฟอลเวลดึงเอาดอกธนูออกมาด้วยความรวดเร็ว พร้อมแหกปากร้องอย่างเจ็บปวด
“ว๊ากกกกกกกกกกก” เขาใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักร่างตัวเองลุก และไม่นานห่าฝนธนูนับสิบดอกก็พุ่งเข้าใส่ เขาใช้พลังเวททั้งหมดเสกเข็มน้ำแข็งสวนกลับไป
ร่างโจรล้มระนาว เหลืออยู่ไม่ถึงสิบคนแล้ว แต่ลูกธนูก็ปักทั่วร่างฟอลเวล เขาค่อย ๆ อ่อนแรงและโรยรายราวกับใบไม้ ล้มพับท่ามกลางหิมะสีเลือด
“ไอ้ซีนเฮงซวย! ลูกน้องข้าตายหมดเพราะแกคนเดียว!” หัวหน้าโจรใช้มือตบม้า ก่อนจะวิ่งถือขวานยาวเข้าไปเด็ดหัว
‘ข้า…ข้าไร้เทียมทาน’ แม้ฟอลเวลจะหลอกสมองของตัวเองแค่ไหน ภาพเบื้องหน้าก็ไม่เปลี่ยน เงาของม้าและขวานในมือ กำลังใกล้เข้ามา ทุกอย่างมืดลงเรื่อย ๆ และเรื่อย ๆ มันเจ็บปวดไปทั่วร่างกาย
ฟอลเวลพยายามดันร่าง แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไรก็สูญเปล่า สมองไม่สามารถสั่งร่างกายที่ไร้กำลังได้ แม้ใจจะสู้ไหวแต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำ เสียงฝีเท้ามรณะกำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ตึก ตึก ตึก ตึก
ตึก!
จู่ ๆ รองเท้าบูตก็ย่ำลงตรงหน้าของเขา
ฟอลเวลเงยมองแผ่นหลังของผู้ที่อยู่เบื้องหน้า เขาจำผมยาวและสีผมนี่ได้ เธอคือผู้หญิงที่สะกดรอยตามมาจากป่าจันทรา ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดวงตาของเขาค่อย ๆ ปิดลง ในขณะที่ขวานพุ่งเข้าใส่หญิงสาวคนนั้น ผลเป็นอย่างไรเขาไม่ทราบ รู้เพียงแค่ทุกอย่างค่อย ๆ มืดดับลง มืดลง จนมืดสนิท… เขาไม่รู้สึกอะไรอีกเลย

4 ความคิดเห็น