ตอนที่ 7 : บทที่ ๗ หลบหนีจันทรา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

บทที่ ๗ หลบหนีจันทรา

“เจ้าจะฆ่าข้าใช่ไหมไลเวน!” คนผมสีเงินร้องตะโกน ขณะถูกจับนั่งทำแผลอยู่บนเก้าอี้ภายในบ้านไม้หลังเล็ก เนื้อตัวของเขาถูกพันด้วยผ้าก๊อซสีขาวจนแทบจะเหมือนกับมัมมี่ แต่ทว่าชายชุดกาวน์ตรงหน้ากลับไม่ละความพยายามที่จะช่วยเหลือ
“ใจเย็นฟอลเวล ข้าแค่จะฉีดยาต้านพิษสุนัขบ้าให้เจ้าแค่นั้นเอง” ไลเวนยืนถือเข็มฉีดยาอยู่ฝั่งตรงข้ามกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อย ๆ ปีเตอร์ยืนดูอยู่หลังห้องหัวเราะขำ
“ฟอลเวล…หรือว่า… ท่านจะกลัวเข็ม” ปีเตอร์แซว
“ห๊ะ! ใครว่าข้ากลัว ข้าก็แค่ไม่ไว้ใจแค่นั้นเองปีเตอร์ และก็…เจ้าอย่าคิดว่าเป็นคนของนอเทอร์แล้วข้าจะไว้ใจเจ้าแล้วนะ ยังไงข้าก็ไม่ยอมให้เจ้าใช้เข็มนั่นทิ่มเข้ามาในร่างข้าหรอก! ” ซีนหนุ่มร้องตะโกน แค่เข็มเขาไม่ได้กลัว แต่กลัวว่าเจ้าคนที่อยู่ตรงหน้านั้นจะใส่ยาพิษอะไรให้เขาต่างหาก
“โอเค ก็ได้ ๆ แล้วแต่เจ้าเลยฟอลเวล เอาที่สบายใจ ถ้าเจ้าลำบากใจข้าก็ไม่ตื้อ แต่จะบอกไว้ก่อนว่าโรคพิษสุนัขบ้าถ้าติดเชื้อแล้ว กล้ามเนื้อจะเป็นอัมพาตหายใจไม่ออก และเจ้าจะตายภายในเจ็ดวัน เฮ้อไม่ฉีดก็ดีเสียดายของ” ไลเวนถอนหายใจลดเข็มลง ทำท่าจะเก็บเครื่องมือทั้งหมดเข้ากระเป๋าถือ แต่ทันใดนั้น
“เดี๋ยวก่อน” ฟอลเวลร้องห้าม
“ว่าไงเปลี่ยนใจแล้วหรือ?” เขาหันหน้ากลับมาถาม
“ข้าจะยอมฉีดยานั่นก็ได้ ถ้าเจ้าเป็นคนลองฉีดมันก่อน” คนหัวขาวเอ่ยด้วยความระแวง
“ฮ่าฮ่า พอทีเถอะ ข้าก็รู้อยู่นะว่าเจ้าเป็นชาวซีนไว้ใจอะไรยาก แต่เจ้าช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ข้าไม่ชั่วช้าขนาดฆ่าผู้มีพระคุณของข้าหรอกน่า” ไลเวนพูดด้วยรอยยิ้มเฉยช้า
“หึ…ยังไงข้าก็จะไม่ประมาท” เขาบอก
“ตกลงฉีดไม่ฉีด ข้าจะได้เก็บ เอายังไง ข้าให้โอกาสเจ้าเลือกเป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ” ไลเวนหมดความอดทนเต็มที เห็นได้ชัดว่าฟอลเวลยังไม่เชื่อใจเขา ตอนนี้คนหัวขาวกำลังลังเลว่าจะฉีดหรือไม่ฉีดดี หากไว้ใจเกินไปเขาก็อาจจะตายเพราะความไว้ใจ แต่ถ้าไม่ยอมฉีดเขาก็อาจจะตายเพราะพิษไข้
ก่อนไลเวนจะเก็บของเข้ากระเป๋า ฟอลเวลคว้าเข็มจากมือเขาและฉีดเข็มเข้าที่ไหล่ของตนเอง
ไลเวนและปีเตอร์อมยิ้ม เมื่อเผ่าซีนที่ถูกลือกันว่าไม่เคยเชื่อใจใคร ตอนนี้ยอมเปิดใจให้พวกเขามากถึงขนาดนี้แล้ว ฟอลเวลกัดฟันเจ็บฉีดเข็มเข้าที่ไหล่ซ้ายรวดเร็วรวดเดียวจนหมด แล้วดึงเข็มคืนเจ้าของ
“เรียบร้อยแล้ว เอ้า! ไลเวน…ถ้าร่างกายข้าเกิดผิดปรกติอะไรขึ้นมาข้าฆ่าเจ้าแน่”
“ตามสบายเลย” เขาแบมือตอบแบบกวน ๆ ไม่กลัวหน้าดุนั่นเลย
“เอาล่ะ เตรียมข้าวของแล้วรีบไปกันเถอะ” ฟอลเวลพูดจบก็ลุกออกจากที่นั่ง และเดินไปเก็บของด้วยความรวดเร็ว จนทั้งสองคนเบ้หน้าสงสัยตามความคิดของคนหัวขาวไม่ทัน
“ท่านจะรีบไปไหน” ปีเตอร์เอ่ย
“ไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่นี่ กองเลือดนอกบ้านและศพพวกนั้นมันดึงดูดพวกกูลและสัตว์ร้าย อีกไม่นานพวกมันจะยกโขยงตามมาที่นี่แน่ ถ้าพวกเจ้าไม่อยากตายก็ตามข้ามา” ทั้งสองคนได้ยินก็กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ลงคอ และคิดว่าหากเดินเตร่อยู่ที่ไอซ์เฟลวนานชีวิตของตนคงหาไม่
“ให้ข้าไปที่ส่งอีเดนไหมฟอลเวล” ปีเตอร์กล่าว ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เดินทางไปกับฟอลเวลน่าจะปลอดภัยกว่าไปด้วยตัวคนเดียว ปีเตอร์เสนอทางเลือกให้ซีนหนุ่ม
“นี่หรือว่า…เขาสอบติดอีเดนหรือคุณบุรุษไปรษณีย์?” ไลเวนถามด้วยใบหน้าสงสัย
“ใช่ อ่อ…กระผมปีเตอร์ ลิลโล่ ยินดีที่ได้รู้จัก” ปีเตอร์ยื่นมือกล่าวด้วยวาจาสุภาพ
ไลเวนจับมือและกล่าวสั้น ๆ ว่า “ไลเวน”
“ทำความรู้จักมันก็ดีอยู่หรอก แต่พวกเจ้าควรมาช่วยข้าขนเสบียงและอาวุธ!” ฟอลเวลที่วุ่นอยู่กับการเตรียมสัมภาระเดินออกมาว่าทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงดุ จนทั้งสองคนสะดุ้ง พวกเขายอมทำตามที่ซีนหนุ่มบอก แม้จะรู้จักกันแค่ไม่กี่นาที แต่ยังไงฟอลเวลก็เป็นคนช่วยชีวิตของพวกเขาเอาไว้ การทำตามคำสั่งของเขาก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในการเอาชีวิตรอด

***

“ฟอลเวลเดินช้า ๆ ลงก่อน บาดแผลของท่านยังไม่หายดีเลยนะ” ปีเตอร์เอ่ย เขามองตามแผ่นหลังฟอลเวลที่ก้าวเท้าเดินฉึบฉับ ด้วยใบหน้านิ่งไม่รู้สึกรู้สาอะไร ทั้งที่ร่างกายบาดเจ็บถึงขนาดนั้น แม้จะเป็นซีนที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคนทั่วไปก็เถอะ
“ข้าเห็นด้วยกับปีเตอร์นะ ข้าว่าเจ้าควรพักผ่อนสักหน่อย” ไลเวนเสริม ได้ยินดังนั้นซีนหนุ่มหันขวับกลับมาจ้องมองพวกเขา ด้วยสายตาเขม็งดุดันทำเอาคนธรรมดาทั้งสองสะดุ้งเฮือกไปตาม ๆ กัน
“ข้าไม่เป็นอะไร” หัวขาวตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว เย็นชา ไม่มีใครกล้าปฏิเสธคำกล่าวนั้น ทั้งที่รู้ว่าเขาโกหก แต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้ายอมรับโดยพร้อมเพรียงกัน
พวกเขาเดินลุยบนทางหิมะสีขาว จนมาหนึ่งสถานที่หนึ่ง ด้านหน้าคือป่าสน ไม้สูง ไร้ใบ ตั้งตระหง่านนับร้อยต้น
ทั้งสามแบกสัมภาระเดินดุ่มเข้าไปในป่านั้น และใช้เวลาอย่างยาวนานในหาทางออกจากเขตป่าสูง แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถเดินทะลุออกจากป่านี้ได้เสียที แม้จะเดินมานานเท่าไรก็ตาม แสงอาทิตย์สีแสดยามเย็นเริ่มคล้อยลงลับลาขอบฟ้า ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกพื้นที่ ฟอลเวลหยุดเท้ากึกกลางใจป่า
ทั้งสองหยุดตามเขา
“ใครให้เจ้าสะกดรอยตามเรามาไม่ทราบ!” คนหัวขาวตะโกนร้อง อีกสองคนตกใจ
“ฮิฮิ เจ้ารู้ตัวตั้งแต่ตอนไหนกัน" เสียงหวาน ๆ ของผู้หญิงดังแว่วออกมาจากป่าไม้สูงชัน ไลเวนกับปีเตอร์รู้สึกได้ถึงบรรยากาศไม่น่าไว้ใจ พวกเขาทำตัวไม่ถูกหมุนซ้ายหมุนขวาตามหาต้นเสียง
“ไม่สำคัญว่าข้าจะรู้ตัวตอนไหน แต่หากเจ้ายังตามพวกข้าอยู่ ข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งซะ!” ซีนหนุ่มว่า
“ฮิฮิ พวก…งั้นหรือ ที่ข้าตามมาก็เพราะสงสัยเท่านั้นแหละว่า ชาวซีนเห็นแก่ตัวอย่างเจ้าน่ะเดินมากับใคร ข้าว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นชาวซีนเช่นเจ้าเดินอยู่ร่วมกับคนอื่น” เสียงของหญิงสาวในป่ามืดหัวเราะคิกคัก ก่อนจะกล่าวต่อ
“ข้าไม่ได้หวังทำร้ายพวกเจ้าหรอก ข้าแค่ตามดูเพราะเกิดสนใจเท่านั้นเอง” เธอพูดและแน่นอนว่าฟอลเวลไม่เชื่อคำพูดนั้น
“ไปซะ!”
“ไม่…ฮิฮิ”
“งั้นข้าจะฆ่าเจ้า!” ฟอลเวลชักดาบของเขาออกมาจากฝักเตรียมสู้ แต่นางไม่ยอมเปิดเผยตัวออกมา
“ข้าว่า…ระวังอย่างอื่นเสียยังดีกว่า ตอนนี้มืดแล้วนะ หรือว่าเจ้าลืมไปแล้วรึว่า…ที่นี่คือที่ไหน ข้าเองก็จะรีบหนีเช่นกัน งั้นก็ไว้เจอกันใหม่นะฮิฮิ” เสียงหัวเราะของหญิงสาวเบาลงเรื่อย ๆ ราวกับว่าเธอกำลังวิ่งจากไป จนกระทั่งไม่ได้ยินเสียงของเธออีกเลย จู่ ๆ ต้นไม้รอบด้านก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ทั้งสามคนตื่นตระหนก เมื่อมองไปยังกิ่งไม้ไร้ใบที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ต้นไม้พวกนี้หวังจะฆ่าพวกเขา
“วิ่ง!” ฟอลเวลพูดก่อนจะก้าวเท้านำหน้าไปเป็นคนแรก ทั้งสามสับเท้าวิ่งด้วยความรวดเร็ว เหยียบกิ่งไม้ใต้เท้าไม่สนใจใยดี แต่ก็ยังไม่ทัน กิ่งไม้พวกนั้นที่เริ่มปิดทางเดินของพวกเขา ทีละนิด ทีละนิด จนแทบจะเดินไปไม่ไหว กิ่งแหลมทิ่มจนเลือดออก
ฟอลเวลชักดาบสั้นไล่ฟันกิ่งไม้เพื่อเปิดทาง พวกเขาสับขาวิ่งด้วยความเร็วต่อไปเรื่อย ๆ ฟาดแล้ว ฟาดเล่า ฟาดแล้ว ฟาดอีก ซีนหนุ่มพยายามสุดชีวิต กระทั่งกิ่งไม้ไม่ลดลงอีกแล้ว เขาเปิดทางหนีไม่ได้…
ทั้งสามคนติดอยู่กลางใจป่าไม้สูงยามค่ำคืน
หันหลังชนกันสามทิศ แสงจันทร์ส่องลงมาจากด้านบน ต้นไม้ล้อมพวกเขาไว้ทุกทิศ ไลเวนสั่นใบหน้าหวาดกลัวสุดขีดไม่ต่างจากปีเตอร์ มีเพียงฟอลเวลที่ตั้งสติได้ “ข้างล่าง!” หัวขาวร้อง ไม่มีที่ให้หนีแล้วนอกจากด้านล่าง
ฟอลเวลเลือกขุดหลุม แต่ปีเตอร์ที่ตั้งสติได้มีความคิดที่ดีกว่านั้นเพื่อเอาชีวิตรอด อีกนิดพวกเขากำลังจะถูกต้นไม้ทิ่มแทงสูบชีวิต ปีเตอร์กล่าว
“ปีกแสง” ร่ายมนตร์ออกมาจากนั้นหมวก เปล่งแสงสว่างก่อนจะพุ่งไปยังรองเท้า ปีกสีทองเล็ก ๆ งอกออกมาจากปลายเท้าบุรุษไปรษณีย์ เขารีบคว้าตัวจับแขนทั้งสองมั่น ก่อนจะดีดเท้ากระโดดขึ้นไปด้านบน หนึ่งเดียวที่แสงจันทร์ลอดเข้ามาได้ เขากระโดดด้วยแรงทั้งหมดที่มี!
พรึบ!
เป็นจังหวะพอดีกับที่เวทมนตร์ของปีเตอร์ทำงาน ปีกแสงที่เท้าใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัว มันกระพือปีกแสงบินกลางท้องฟ้า เขาหิ้วร่างทั้งสองกระโดดบินรวดเดียวออกมาจากป่าสูงได้สำเร็จ พวกเขาลอยคว้างอยู่กลางอากาศ มองไปยังรอบทิศทาง บรรยากาศยามค่ำคืนชั่งเงียบสงัด ความสวยงามของจันทราสามดวง และดวงดารานับพันบนฟากฟ้าดำมืดไม่อาจทำให้พวกเขาละสายตา ดาราน้อยใหญ่ส่องประกายระยิบระยับ มองลงไปยังเบื้องล่างจะเห็นต้นไม้ปีศาจมีชีวิตกำลังเคลื่อนตัวยั้วเยี้ยอย่างน่าสะพรั่งกลัวเต็มไปหมด
“นั่นมันอะไรน่ะ” ไลเวนถาม
“ป่าจันทรา พวกมันจะมีชีวิตเมื่ออาบแสงจันทร์เต็มดวง พวกเราคงเป็นพวกแรกที่ผ่านป่านั่นมาได้ในตอนกลางคืน” ฟอลเวลบอกพลางหันกลับไปมองหญิงสาวผมยาวสีเงินที่จ้องมองเขาขึ้นมาจากเบื้องล่าง เธออยู่ในสถานที่ปลอดภัย แววตาสาวงามสวยใส เธอยิ้มให้เขา แต่ซีนหนุ่มกลับทำหน้าบึ้งใส่อย่างโหดร้าย
“หึ เราคงไม่ใช่พวกแรกแล้วล่ะ” จากนั้นฟอลเวลก็เมินเธอ แล้วหันกลับไปมองด้านหน้า
“เอ่อโทษทีนะพวกท่าน พลังเวทข้าหมดแล้ว” ปีเตอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเขิน ๆ แต่ทว่าคำพูดนั้นทำสองคนตาโต นี่มันห่างจากพื้นอยู่หลายเมตร หากตกลงไปไม่ตายก็พิการ!
ร่างพวกเขาทั้งสาม ตกลงมาอย่างเชื่องช้า และเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ ! ตามลำดับ!
ฟู่! เสียงลมหนาวปะทะผิวหน้า
“ปีเตอร์อดทนไว้!”
“ม่ายยยยยยยยยยยยยย!” ไลเวนกรีดร้อง
ปีเตอร์พยายามรีดพลังเวททั้งหมดที่มีออกมา ปีกที่เท้าของเขาเริ่มเล็กลงเรื่อย ๆ แม้ปีเตอร์จะพยายามสั่งให้มันขยายใหญ่ขึ้น แต่มันก็ยังคงเล็กลงเรื่อย ๆ
ระดับความสูงก็ยังอยู่ในขีดอันตราย ตกลงมาแล้ว ตกลงมาอีก “ข้าไม่รอดแน่! ว๊ากกกกกกกก!!!” ไลเวนหลับตาปี๋เมื่อหน้าใกล้ทิ่มพื้นเต็มที และทันใดนั้นเอง
พรึบ!!!
แสงสีทองสว่างจ้า บุรุษไปรษณีย์ทำสำเร็จ เขาเค้นพลังเวทจนเหงื่อไหลไปทั่วร่าง ปีกแสงสีทองที่เท้ากลับมาขนาดใหญ่เหมือนเดิม ก่อนที่มันจะพาพวกเขาลงจอดอย่างนิ่มนวล และวางผู้โดยสารลงช้า ๆ ไม่นานปีเตอร์ก็หุบปีกสีทองลง และแสงนั้นก็พุ่งขึ้นกลับมาอยู่บนหัวของเขา
“แฮ่ ๆ ๆ ข้าไม่ไหวแล้ว”
ตุบ! ร่างของบุรุษไปรษณีย์ล้มลงนอนพับกับพื้น

4 ความคิดเห็น