ตอนที่ 3 : บทที่ ๓ ความจำเสื่อม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

บทที่ ๓ ความจำเสื่อม

แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลอดกลีบใบไม้สีเขียวกระทบร่างเด็กสาวที่อยู่ใต้ร่มเงา ดวงตาสีฟ้าส่องเป็นประกายแวววาว ผมบลอนด์ทองทรงสั้นพัดปลิวยามลมสะบัด มือข้างหนึ่งยกขึ้นมากุมหัวกลัดกลุ้ม ก่อนจะมองแผนที่ด้วยสายตางุ่นงง
“สงสัย…จะหลงป่าซะแล้วสิเรา” นานิยิ้มแห้ง
“อืม…แต่ก็ถูกแล้วนี่นา…ถ้าทางนี้เป็นทิศใต้ละก็ เดินไปเรื่อย ๆ ตามแผนที่บอก หนึ่งชั่วโมงก็น่าจะถึงเมืองที่ใกล้ที่สุดแล้วนะ แต่…แต่ทำไมเราเดินมาสองชั่วโมงแล้วยังไม่เห็นแม้แต่เงาบ้านสักหลังเลยอ่ะ!”เธอระบายอารมณ์กับแผ่นกระดาษในมือหัวเสียอย่างน่ารัก
“โถ่! ทำไมเราต้องมาหลงป่าแบบนี้ด้วยนะ” นานิสะบัดหน้ารัว ๆ ก่อนเรียกสติด้วยการตบหน้าตัวเองเบา ๆ ให้ใจเย็นลง
“เอาละนานิ! เธอไม่ใช่ยัยเด็กซื่อบื้อ นี่ยังไม่เรียกว่าหลงป่าหรอกน่า! ดูแผนที่อีกรอบ เราอาจจะเดินมาผิดทางก็ได้!” ว่าจบ เด็กสาวที่พูดคนเดียวก็ก้มหน้าลงมองแผนที่อีกรอบและก็พบว่า
”เอ๊ะ!... แผนที่หายไปไหนง่ะ!” เธอไม่รู้ตัวเลยว่า ตนได้ทำมันปลิวหายไปแล้วในตอนที่ตบหน้าตัวเองเมื่อครู่นี้ “เอ้า! หายไปไหนเนี้ย! โอ๊ย!” เด็กสาวลุกลี้ลุกลน ค้นหามองทั่วทุกสารทิศแต่ก็ยังไม่พบ
นานิกลั้นน้ำตามิให้ไหลออกมาอย่างเข้มแข็ง พลางบอกตัวเองในใจซ้ำ ๆ ว่า อย่าร้องนะ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเธอก็สิ้นหวังอยู่ดี เดินทางมาจากบ้านมาตั้งไกล ในตอนนี้ทั้งเมื่อยและเหนื่อยเหงา ไหนจะต้องมาหลงป่าอีก ยิ่งไม่คุ้นชินอยู่แล้วกลับเหตุการณ์แปลกใหม่ ซ้ำร้ายเธอยังเผลอทำแผนที่หล่นหายซ้ำซ้อน และจะไม่ให้เธอปล่อยโฮออกมาได้เยี่ยงไร สุดท้ายแล้วเด็กสาวก็ไม่สามารถอดกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้
หือ หือ หือ ไม่น่าเลย” นานิร้องไห้พลางขยี้ดวงตาตนเอง แต่เธอก็ไม่ได้ร้องนานนักเพราะก็รู้ดีว่าร้องไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมา อีกอย่างคือความหิวมันทำให้เธอลืมเรื่องทั้งหมดเมื่อครู่ไปแล้ว
เธอสงบสติลงใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน นานิหยิบกระเป๋าสะพายวางบนตักก่อนจะหยิบข้าวกล่องของแม่ขึ้นมา เธอเปิดกล่องและเริ่มรับประทานมันอย่างเชื่องช้า
ทานไปคำแรกก็ยิ่งอยากกลับบ้าน เพราะความอร่อย นานิรีบตักคำที่สองเข้าปากทันที แต่ทันใดนั้นเอง พื้นดินก็เกิดสนั่นหวั่นไหว จนทำให้เธอเผลอทำช้อนตกลงบนพื้น
“ไม่นะ!” นานิจ้องมองเจ้าช้อนน้อยของเธอที่แปดเปื้อนเศษดินอย่างน้อยอกน้อยใจ แต่การสั่นสะเทือนของพื้นดินก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ซ้ำร้ายยังรุนแรงมากขึ้นทุกวินาทีอีกด้วย
กรุบ! กรุบ! ตึก! ตึก! ตึก!
เสียงฝีเท้าสัตว์ป่าน้อยใหญ่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้ ไม่นานเธอก็เห็นพวกมันอย่างเด่นชัด ทุกตัววิ่งผ่านหน้าของเธอไปราวกับว่าเธอไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น สิ่งที่เหลือหลังจากขบวนสัตว์ป่าก็คือเศษฝุ่น เด็กสาวบีบจมูกปิดส่ายหัว
“อะไรกันเนี่ย! ทำไมถึงรีบวิ่งกันขนานนั้น” สาวเจ้าร้องบ่น แต่ทันทีที่คิดได้ นานิก็หันขวับไปหาจากนั้นจู่ ๆเสียงคำรามของอสุรกายก็แล่นเข้าสู่โซนประสาท
คร๊าม!
เด็กสาวน่ารักตกใจสะดุ้งโหยงกระโดดตัวลอย เธอไม่คิดให้เสียเวลา รีบหยิบคว้ากระเป๋าสะพายบ่าเร็วไวแล้ววิ่งเผ่นป่าราบในทันที
“แง ทำไมเราต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วยเนี่ย!”
ถึงนานิจะไม่ได้เห็นหน้าคร่าตาเจ้าของเสียงนั่น แต่เมื่อเธอเห็นสัตว์ป่าจำนวนมากมายกำลังหนีตาย หญิงสาวก็ไม่อยากลองดี นานิวิ่งโดยไม่คิดเหลียวหลัง เธอวิ่งทะลุผ่านกอไม้กอหญ้ามากมาย ต้นไม้เขียวต้นแล้วต้นเล่าโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เสียงฝีเท้าของเจ้าอสุรกายมันใกล้เธอเข้ามาทุกวินาที แรงกดดันทำให้เธอต้องตั้งหน้าตั้งตาวิ่งต่อไปโดยไม่รู้ทิศรู้ทาง และไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ทำไมเธอถึงดวงซวยขนาดนี้นะ เธอได้แต่ร้องบ่นในใจตัวเอง
‘ขอร้องล่ะพระเจ้าขา วันนี้ซวยมาทั้งวันแล้ว หนูก็อยากเจอเรื่องดี ๆ แบบคนอื่นเขาบ้างเหมือนกันนะคะ’ นานิสวดภาวนาในใจ ขณะที่ยังวิ่งต่อไปอย่างไม่ลดละ ทันใดนั้นคำภาวนาของเธอก็สำฤทธิ์ผล
ซ่า…ซ่า
นานิวิ่งออกมาจากพุ่มหญ้ากองสุดท้าย เบื้องหน้าของเธอคือแม่น้ำ‘ขอบคุณค่ะพระเจ้า!’ เด็กสาวไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรมาก เธอรีบวิ่งพุ่งตัว กระโดดลงแม่น้ำและว่ายข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งโดยทันที
“แฮ่ ๆ แฮ่ ๆ ” นานิทรุดตัวนอนลงบนอีกฝั่งด้วยความเหนื่อยล้าและเนื้อตัวที่เปียกโชก อย่างน้อยเธอก็หวังว่าเจ้าสัตว์ร้ายนั่นคงจะว่ายน้ำไม่เป็น เธอเอะใจแล้วลุกขึ้นตรวจสอบความปลอดภัยของชีวิตและสินทรัพย์
“ร…รอดแล้ว” นานิกล่าวออกมาเมื่อมองไปยังร่างของเสือโคร่งตัวใหญ่ยักษ์ราว ๆ สองเมตรนั่น มันกลัวที่จะโดดลงแม่น้ำตามลงมา จึงได้แต่ร้องคำรามด้วยความโกรธแค้นที่เหยื่อของตนหนีรอดไปได้
“เอ๊ะ! นั่นมันอะไรน่ะ” จู่ ๆ นานิก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ใต้เท้าของเจ้าเสือโคร่ง และแล้วเธอก็รู้สึกตัวว่าเจ้าสิ่งนั้นก็คือ...
“กระเป๋าของเรานี่นา!” ใช่แล้ว ด้วยความซุ่มซ่ามของเธอที่กระโดดลงแม่น้ำไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง จึงทำให้กระเป๋าตกหล่นอยู่อีกฝั่งหนึ่ง และตอนนี้ก็ไม่สามารถข้ามฟากนำมันกลับมาได้อีกแล้ว เธอร้องไห้
ฮืออออพี่เสือจ๋า เนื้อมนุษย์ไม่อร่อยหรอกนะจ๊ะ ไปกินตัวอื่นก่อนเถอะนะ ไปไป๊” นานิทำอย่างกับว่าเสือตัวใหญ่ยักษ์นั้นมันจะฟังรู้เรื่อง เธอจึงใช้แผนเจรจาต่อรอง และแน่นอนว่ามันไม่มีวันสำเร็จ หนำซ้ำเจ้าเสือโคร่งตัวดียังแอบฉลาดด้วย มันก้มลงใช้ปากของมันคาบกระเป๋าของนานิขึ้นมา จากนั้นเสือโคร่งตัวยักษ์ก็เดินกลับเข้าป่าไปดังเดิม
นานิอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก เพราะในกระเป๋านั้นมีใบสมัครอยู่ หากมันหายไปละก็ เธอจะหมดสิทธิ์ในการสอบรอบถัดไป
แต่จะให้เธอว่ายน้ำข้ามฟากกลับไปสู้กับเสือด้วยมือเปล่า ก็ใช่ว่าจะเป็นความคิดที่ดีเสียเท่าไร แม้เธออยากจะหาอาวุธไปสู้ก็เถอะ แต่ใช่ว่าเธอจะชนะเจ้าเสือที่ตัวใหญ่ขนาดนั้นได้ อีกทั้งเวทมนตร์สายต่อสู้เธอเองก็ไม่รู้จักเลยแม้สักบท เวทมนตร์ที่เธอใช้เก่ง ๆ ก็มีแค่ เวทมนตร์รดน้ำต้นไม้ เวทมนตร์ควบคุมแหล่งน้ำ และก็เวทมนตร์ที่เอาไว้ใช้ล้างจาน แค่นั้นจริง ๆ
แต่อย่างไรตอนนี้เธอก็หิวมาก เสบียงก็อยู่ในกระเป๋า ของทุกอย่างก็อยู่ในกระเป๋า ถ้าเธอไม่นำกระเป๋ากลับคืนมา อย่างไรในคืนนี้เธอคงต้องนอนกลางป่ามืด ๆ ที่ไม่รู้ว่าจะมีสัตว์ที่ดุร้ายกว่านี้ออกมากินเธอเมื่อไร
นานิสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจคิดสู้กับเจ้าเสือยักษ์ เธอคิดว่าเธอสามารถสู้มันได้แน่หากมีอาวุธและความพร้อมมากกว่านี้ แต่ตอนนี้เธอไม่มีมัน ก่อนอื่น สิ่งที่ต้องทำก็คือต้องหาอาวุธเสียก่อน นานิมองไปรอบ ๆ แม่น้ำ สำรวจตรวจสอบเผื่อว่าจะพบอะไรที่ใช้งานได้
เธอมองไปยังด้านในป่ายังไม่เจออะไร เบนสายตากลับมายังริมแม่น้ำ และแล้วดวงตาสีฟ้าก็หยุดนิ่ง เธอเห็นบางสิ่ง มันคือร่างของมนุษย์เพศผู้นายหนึ่ง นอนสลบแน่นิ่งอยู่ริมแม่น้ำ
“ค…ใครน่ะตายแล้วเหรอ”
เธอไม่แน่ใจ แต่มันไม่สำคัญเท่าไรนัก นั่นก็เพราะว่าเธอเห็นสิ่งที่เธอต้องการ ใกล้ร่างชายคนนั้นมีกระเป๋าข้าวของ รวมไปถึงดาบสั้นข้างกายเล่มนั้น ใช่แล้ว ชายคนนั้นมีสิ่งที่เธอต้องการทั้งหมด ติดอยู่เพียงแค่เธอไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเป็นหรือตาย
หญิงสาวเดินย่องเข้าไปใกล้ ๆ สังเกตใบหน้าของชายคนนั้น ผิวของเขาขาวแต่เปรอะเปื้อนไปด้วยเศษดิน มองใกล้ ๆ ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับเทพพระบุตร สีผมของเขาเป็นสีเงินเงางามราวกับในเทพนิยาย
“นี่น่ะเหรอ คนเผ่าซีน…” นานิเคยอ่านหนังสือและเคยฟังจากคนอื่นมานิดหน่อย กระทั่งตอนนี้เธอพึ่งเคยเห็นมนุษย์ที่มีเรือนผมสีเงินเป็นครั้งแรก สีผมของเขาใช่ว่าเธอจะรังเกียจมัน แม่ของเธอก็สอนอยู่ตลอดว่าอย่ามองคนจากแค่ภายนอก ไม่รู้ทำไมเธอกลับชอบผมสีขาวนี้มากกว่าเสียอีก แต่อย่างไรเสีย เธอคงต้องปลุกชายคนนี้ให้ตื่นเสียก่อน
นานิใช้นิ้วสะกิดร่างชายคนนั้นช้า ๆ
“คุณคะ เอ่อ คุณเป็นอะไรไหม?”
ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง
นานิจึงใช้นิ้วจับชีพจรของชายคนนั้นช้า ๆ ที่ต้นคอ เธอจึงทราบว่าเขายังมีชีวิตอยู่ นานิพยายามเขย่าร่างเขาอีกครั้ง
“คุณคะคุณคะ คุณคะ!”
กริ๊ง! ฟาว! วิ้ง!
“เจ้าเป็นใคร ต้องการอะไร ที่นี่ที่ไหนตอบมา!” ชายผมสีเงินชักดาบสั้นจากฝักรวดเร็ว จี้เข้าไปที่คอหอยเด็กสาว นานิตัวสั่นกริก ๆ ด้วยความตกใจ ยกสองมือยอมแพ้ อ้าปากค้างน้ำตาไหล ก่อนจะตอบคำถามของชายคนนั้นตรง ๆ ว่า
“น…นานิ ก็อตเทียร์ค่ะ ค...คือว่าฉันหิว น…ในป่าค่ะ” ชายคนนั้นไม่สน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงและแววตาดุดัน
“ทำไมข้าถึงมานอนในป่า! เจ้าเป็นคนพาข้ามาใช่ไหม! แล้ว..ข้า..อึก!
เขารัวคำถามเป็นชุดไม่หยุด ก่อนที่จะสะดุดปากเพราะอาการเจ็บปวดจากแผลเล็ก ๆ ที่บริเวณศีรษะ เขาร้องทุรนทุราย นานิอึ้งทำอะไรไม่ถูก
“เอ่อ…ให้ฉันช่วยอะไรไหมคะ” นานิถามชายคนนั้น ผู้กุมศีรษะของตนและกรีดร้องอย่างเจ็บปวด “อ่า! ข้า…อึก...ข้าจำอะไรไม่ได้! ชื่อของข้า! ชื่อของ…” ไม่นานนัก เขาก็สงบวูบกองลงไปกับพื้นดิน

***

ท่ามกลางความมืดมิดมองไม่เห็นแสงอื่นใด เขาได้ยินแต่เสียงแม่น้ำลำธารไหลลงมาตามสาย ซ่า ซ่า พร้อมกับเสียงนกกระจิบร้องจิ๊บจั๊บเป็นระยะ เขารู้สึกตนว่าอยู่ท่ามกลางป่าไม้อันอบอุ่นและอุดมสมบูรณ์ และในที่สุดชายหนุ่มก็เบิกตากว้างแล้วกะพริบคาถี่
แสงสว่างสาดเข้ามาในดวงเนตรจ้า จนทำได้แค่หยี๋ตา ภาพที่เห็นเบื้องหน้ามีเพียงฟ้าโล่ง ๆ ไร้เมฆขาว ชายหนุ่มผมสีเงินพยายามผลักกายตนให้ลุกขึ้นด้วยความวิงเวียน เขารู้สึกเจ็บปวดบาดแผลที่ศีรษะเป็นระยะ
“อ่า…”
“อ่ะ...ตื่นแล้วเหรอคะ!” ชายหนุ่มหันกลับไปหาตามเสียงอย่างฉับไว จนพบกับเด็กสาวผมทองน่ารัก ซึ่งตอนนี้เธอกำลังนั่งแทะปลาย่างอยู่หน้ากองไฟใกล้ริมแม่น้ำ ดูท่าทางเธอจะมีความสุขดี
ชายหนุ่มไม่พูดอะไร จ้องไปที่ใบหน้าของเด็กสาวตาไม่กะพริบ
นานิเริ่มลนลาน เธอไม่เคยถูกผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันจ้องหน้านานขนาดนี้มาก่อน แถมยังหล่ออีกตั้งหาก ก็คิดไปว่า ที่เขาจ้องเธอนานขนาดนี้อาจเป็นเพราะว่าเธอหน้าตาดีรึเปล่า ซึ่งนั่นแน่นอนว่าเธอคิดไปเอง
“เอ่อ… กินปลาย่างไหมคะ” เธอยิ้มแป้นชูไม้เสียบปลาย่างชวนชายหนุ่มคุย ให้เข้ามากินด้วยกัน
“ข้าเป็นใคร” เขาถามเสียงแข็ง ไม่สนใจคำพูดของเธอเลย “ไม่รู้ค่ะ”
“แล้วเจ้าเจอข้าได้อย่างไร” เขาถามอีกครั้ง ส่วนหญิงสาวก็สูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะตอบออกไปว่า
“คือ...เราหนีเสือโคร่งแล้วโดดลงน้ำมา พอขึ้นมาบนฝั่งเราก็เห็นนายนอนสลบอยู่ก่อนแล้ว ทีนี้เราก็หิวมากแต่เราทำเสบียงหายอ่ะ ก็เลยคิดว่าในกระเป๋าของนายน่าจะมีของอะไรช่วยเหลือเราได้บ้าง”
“เจ้าก็เลยขโมยของของข้า!” เขาขึ้นเสียงดุ
“ป…เปล่านะ! เราไม่ได้ขโมยนะ แค่ยืมนิดเดียวเองอะ! คือถ้าเราจะขโมยเราคงหนีไปแล้ว ไม่ทำแผลให้นายหรอก” นานิแก้ต่างด้วยความประหม่า พอได้ยินชายหนุ่มจึงสัมผัสไปที่บริเวณหน้าผากของตนอีกครั้ง ซึ่งมีผ้าพันแผลพันอย่างดี เขาหันกลับไปมองที่เด็กสาวอีกรอบด้วยสายตาที่ดูเป็นมิตรกว่าเดิม
ไม่นานก็ลุกขึ้นจากที่นั่งของตน เดินเข้าไปหานานิ และนั่งลงบนขอนไม้ข้าง ๆ เธอ ไม่พูดอะไรให้มากความ นิ้วของเขาชูเลขหนึ่ง นานิพึ่งรู้ตัวว่าตัวเองใจเต้นเสียเปล่า ที่แท้เขาก็แค่หิวนี่เองนึกว่าจะมานั่งใกล้เธอทำไมเสียอีก
“อ…อืมได้สิ” เธอหยิบปลาย่างไม้หนึ่งยื่นให้เขา
“ขอบคุณ” เขาตอบ
“ไม่เป็นไรค่ะ” นานิยิ้มให้
“ข้าขอโทษด้วยที่แสดงกิริยาไม่ดีตอนพบเจ้าคราแรก เอ่อ…ถ้าข้าได้ยินชื่อเจ้าไม่ผิด เจ้าชื่อนานิสินะ” เขาถามขณะกินไปด้วย
“ค่ะ แล้วนายล่ะ ชื่ออะไรเหรอ” เป็นครั้งแรกเลยที่นานิได้โอกาสถามเขาบ้าง
“ข้าไม่รู้หรอก ถ้าข้ารู้ชื่อตัวของเอง แล้วข้าจะถามเจ้าทำไม”
“หมายความว่ายังไงเหรอคะ?” นานิชักสีหน้าสงสัย หยุดไปชั่วครู่ยามเพื่อที่จะถามคำถามสำคัญ เธอคิดในใจ ‘คนอะไรไม่รู้ชื่อตัวเอง?’
“ข้าจำอะไรไม่ได้เลยตอนที่ตื่นขึ้นมา” พูดจบเขาก็เขี้ยวปลาต่อ นานินั่งนิ่งไม่รู้ว่าจะชวนคุยอะไรดี ก็ได้แต่หยิบปลาขึ้นมาทานต่อไป
“แต่เราว่าเรารู้อะไรนิดหน่อยเกี่ยวกับซีนอย่างนายนะ”
“เจ้ารู้เรื่องเกี่ยวกับข้างั้นรึ! แล้วซีนคืออะไร! ชื่อข้ารึ!” ชายหนุ่มตื่นตระหนก
“ด…เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวก่อนสิ! ถามทีละคำถามนะ เราตอบไม่ทัน” เขาพยักหน้างึก ๆ เข้าใจ เห็นดังนั้นนานิจึงกล่าว
“เอ่อ…คือนายน่ะนะ คือมนุษย์เผ่าพันธุ์ซีน สังเกตง่าย ๆ เลย เพราะนายมีผมสีเงิน ส่วนดวงตาก็เป็นสีม่วง ปกติแล้วพวกนายจะอยู่ในไอซ์เฟลวทางตอนเหนือ แต่ที่นี่คือป่าแห่งหนึ่งในทางเหนือโอก้อนข้างล่างจากไอซ์เฟลว-หลายพันไมล์ นายไม่ต้องสนใจชื่อพวกนี้นักหรอกนะ สรุปแล้วที่เรารู้ว่านายเป็นชาวซีนก็เพราะผมสีเงินกับดวงตาสีม่วงของนายนั่นแหละ” นานิตั้งใจอธิบาย
“แล้วตกลงข้าคือซีนใช่ไหม แล้วซีนเป็นเผ่าแบบไหน ไอเฟลวอยู่ที่ไหน ข้าชื่ออะไร ทำไมข้าถึงความจำเสื่อม….”
“จะ…ใจเย็น ๆ เซ่ ก่อนอย่าพึ่งรีบร้อน” นานิยกมือห้าม เธอถอนหายใจแล้วพูดต่อ
“ตามที่เรารู้นายคือซีนแน่ ๆ แต่ทำไมนายถึงความจำเสื่อมนั่นมันก็อีกเรื่องหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะแผลที่หัวนายก็ได้นะ จำได้ไหมว่านายไปโดนอะไรมา” เธอบอกด้วยเสียงเรียบ ชายผมเงินจับไปที่แผลของตนพยายามนึกให้ออก แต่ยิ่งนึกเท่าไรก็ยิ่งนึกไม่ออก
“งั้นเราขอพูดต่อนะ ที่ไอเฟลวน่ะเป็นดินแดนที่โหดร้าย เพราะมีแต่สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้ มนุษย์หรือสัตว์ที่อ่อนแอจะตายหมด ปกติแล้วมันเป็นที่อยู่ของนาย เราเคยอ่านหนังสือมาเล่มหนึ่งเขาบอกว่าชาวซีนนั้นเป็นคนจำพวกเห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ รักสันโดษ และไม่มีทางเดินทางจะออกมาจากไอเฟลวเด็ดขาด” นานิพูดอย่างเยือกเย็น ชายคนนั้นนั่งนิ่งไปและจ้องมองเธอตาไม่กะพริบ
เธอรู้สึกกลัว ๆ ขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว
“ก...ก็ไม่แน่หรอกนะ เราว่าก็ต้องมีคนดี ๆ บ้างเหมือนกันแหละ” นานิแก้ตัว
“งั้นเหรอ”
“อ…อืม”
บรรยากาศเริ่มอึมครึมไม่สู้ดีนัก
ชายคนนั้นนั่งกุมขมับเงียบเป็นนาที
ความรู้สึกแรกที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาโดยไร้ความทรงจำ ก็คือความรู้สึกกลัว เขากลัวทุกสิ่งทุกอย่าง กลัวแม้กระทั่งตัวเอง เพราะเขาไม่รู้จักตนเองว่าเป็นใคร
“นานิ เจ้าพอจะคิดออกไหม เหตุใดชาวซีนเช่นข้าถึงได้เดินทางออกมาจากที่นั่นได้”
เธอเกาคางขมวดคิ้วมองบน “อืม…เราก็ไม่รู้หรอก ชาวซีนเป็นมนุษย์ที่เข้าใจยากมากที่สุด เหตุผลนั่นน่ะ น่าจะสำคัญกับตัวนายมากแน่ ๆ ”
“เหตุผลที่ข้าเดินทางลงมางั้นเหรอ…”
เธอพยักหน้างึก ๆ แล้วเขาก็อารมณ์เสีย
“โถ่เว้ย! ข้าจำไม่ได้! แล้วเจ้าล่ะนานิ ข้าขอถามเจ้าว่า เจ้าจะไปที่ใด! มันอาจจะเป็นที่เดียวกับข้าก็เป็นได้!” หญิงสาวสะดุ้งกลัวปากสั่น
“ร…เราน่ะเหรอ… คือเราจะไปที่สถาบันอีเดนในเมืองหลวงน่ะ จริงสิ เป็นไปได้ว่านายก็อาจจะเป็นผู้สอบเหมือนกัน… ดูเหมือนนายจะอายุพอ ๆ กับเราด้วย แต่ถ้านายสมัครสอบ แสดงว่านายต้องมีใบสมัคร? และถ้ามีใบสมัคร มันก็ต้องมีชื่อของนายเขียนอยู่ในนั้น แล้วนายมีใบสมัครไหมล่ะ” เธอถาม
มันทำให้เขานั้นตื่นตัว รีบกลับไปค้นกระเป๋าของตัวเองอย่างรวดเร็ว
ชายผมเงินยิ้มด้วยความยินดี เมื่อเขาค้นกระเป๋าของตนและเห็นซองจดหมายสีขาวที่อยู่ในกระเป๋าเดินทาง เขาหยิบมันออกมาและเปิดแผ่นกระดาษเวทมนตร์ ก่อนอ่านมันทุกบรรทัด
ถึงแม้ชายหนุ่มจะความจำเสื่อม แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงอ่านจดหมายนั้นออก เบาะแสเพียงหนึ่งเดียวในการตามหาตัวตนที่แท้จริงของเขา รอยยิ้มที่มุมปากเป็นเครื่องการรันตีความดีใจของซีนหนุ่มได้เป็นอย่างดี
ไม่นานเขาก็หันกลับไปบอกกับนานิ
“ฟอลเวล แอ็กลาส คือชื่อของข้า”
***

หลังจากที่เขาดูเป็นมิตรมากขึ้น นานิก็เล่าเรื่องของเธอให้เขาฟังและชายคนนั้นก็พร้อมใจจะช่วยเหลือ ไม่นานฟอลเวลก็พบเสือยักษ์และจัดการมันได้อย่างง่าย จนร่างของมันล้มลงตึง
“สะ…สุดยอด!” นานิร้องตะโกนออกมาจากที่ซ่อนตัวด้วยความทึ่ง เขาได้ยินเสียงนั้นก็หันกับไปยิ้มให้นานิโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
“นายทำได้ยังไงน่ะ ไหนบอกว่าความจำเสื่อมไง! ฟอลเวลนายโคตรเก่งเลย ใช้ได้ทั้งไฟและก็น้ำแข็งด้วย!” นานิวิ่งตรงเข้าไปหาเขา เธอตะโกนด้วยความตื่นเต้นสุด ๆ ฟอลเวลพยายามเรียบเรียงคำพูดและกล่าวออกมาช้า ๆ
“มันเหมือนกับว่า ความทรงจำของข้าจะกลับคืนมาทีละนิดแล้วล่ะ” ถึงจะกล่าวไปเช่นนั้น แต่ฟอลเวลก็ไม่เข้าใจเช่นกัน เรื่องที่ความทรงจำของเขาที่ขาด ๆ หาย ๆเป็นช่วง ๆ
“ข้าจำได้แค่ วิธีต่อสู้ วิธีใช้เวทมนตร์ และข้าจำภาษาของหนังสือได้เพียงแค่นั้น เรื่องอื่นข้าจำไม่ได้เลย” ฟอลเวลพูดออกมาจากความรู้สึกข้างในพร้อมก้มหน้าลงไปมองพื้น
“ไม่เป็นไรหรอกนะ เดี๋ยวก็คงจำได้เองนั่นแหละ” นานิพยายามปลอบให้ฟอลเวลใจเย็นลง เพราะตอนนี้เขาคิดมาก จนทำหน้าเครียดตลอดเวลา
ทั้งสองคนยืนนิ่งเงียบกันอยู่สักพัก บรรยากาศเริ่มอึมครึม ชายหนุ่มรู้ตัวดี จึงปรับอารมณ์ใหม่อีกครั้ง “เฮ้อ เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ข้าว่ายิ่งคิดก็ยิ่งไม่รู้เสียเปล่า ๆ ว่าแต่ไหนล่ะนานิกระเป๋าของเจ้า ไหนเจ้าบอกว่าเสือตัวนี้คาบไปไง” ฟอลเวลยิ้มให้ดูผ่อนคลายขึ้น
เขาชี้ไปที่เจ้าเสือยักษ์ที่นอนไหม้อยู่ตรงนั้น
“อ…เอ้าแล้วกระเป๋าเราอ่ะ!” นานิหันไปไม่เห็นกระเป๋าตัวเองจึงร้องออกมา ฟอลเวลเห็นอย่างนั้นก็เลยอดกลั้นขำเอาไว้ไม่ได้ ก่อนที่จะหยุดหัวเราะเพราะนานิร้องตะโกนเสียงดังมาก
“ฟอลเวล!” เด็กสาวโมโห
“ห๊ะ เจ้ามีปัญหารึ” ฟอลเวลตอบหน้านิ่ง
“ทำไมไม่สะกดรอย รอมันไปที่อยู่ก่อนแล้วค่อยสู้เล่า!”
“ข้าจะไปคิดทันได้อย่างไร แล้วเจ้าเถอะใช้คำพูดกับคนที่ช่วยชีวิตเจ้าเช่นนี้หรือนานิ” ฟอลเวลกอดอกบอก
“ข…ขอโทษค่า” เธอจำใจยอมแพ้
และเมื่อทั้งคู่เดินตามรอยเท้าของเสือไป ก็ได้พบกระเป๋าสะพายสุดรักของนานิอีกครั้ง
ในตอนที่เจอมันนานิดีใจมาก ตาเป็นประกายแวววาววับและกล่าวขอบคุณฟอลเวลรัว ๆ หลังจากนั้นทั้งสองจึงตัดสินใจเดินทางไปอีเดนในทางเดียวกัน เพราะจุดมุ่งหมายของทั้งสองถึงจะต่างกัน แต่สถานที่นั้นคือสถานที่เดียวกัน
ฟอลเวลไปที่อีเดนเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำที่ขาดหายไปของเขา นานิไปที่นั้นเพื่อทำความฝันที่อยากจะเป็นจอมเวท ในระหว่างทางทั้งสองคนได้พบพานผ่านอุปสรรคมามากมายด้วยกัน แต่ทั้งสองก็ผ่านมันไปได้ด้วยดี ไม่มีอะไรมาขัดขวางพวกเขาได้ จนตลอดช่วงเวลาแห่งการเดินทางก็ผ่านไปสามวันสามคืน
ในที่สุดก็ถึงจุดหมาย…

***

ร่างของนานิและฟอลเวล เดินเข้ามาในสถาบันจอมเวทอีเดนอย่างเชื่องช้า ในบรรยากาศยามเช้าแสนร่มรื่น ต้นไม้ ผู้คน บ้านเรือน ถนนหนทาง ให้ความรู้สึกผ่อนคลายทั้งหมด พวกเขาสอดส่องสายตามองดูรอบ ๆ ด้วยอย่างตื้นตันใจ ในที่สุดหลังจากผ่านการเดินทางอันแสนยาวนาน ทั้งคู่ก็มาถึงจุดหมายเสียที
ผู้คนมากมายเดินเรียงรายไปยังจุดลงทะเบียน อันที่จริงแล้ว ในช่วงเช้าจะไม่มีคนเยอะมากเท่ากับตอนช่วงสาย ฟอลเวลกับนานิจึงตั้งใจรีบมาลงทะเบียนในตอนเช้าด้วยกัน ซึ่งนับว่ามีคนต่อแถวอยู่พอควร แต่ไม่ยาวมากนัก
“ตื่นเต้นจัง! ในที่สุดก็ถึงสักที!”
นานิที่ต่ออยู่แถวข้าง ๆ หันมาคุยกับฟอลเวลด้วยรอยยิ้ม “อืม” เขาตอบแค่นั้น
“อะไรกันเนี่ย! นี่นายไม่ตื่นเต้นบ้างเลยเหรอ มาถึงที่นี่แล้วทั้งทีเชอะ” นานิร้องบ่น เธอเกลียดท่าทางอันเฉื่อยช้ากับท่าทีตอนที่ฟอลเวลดุร้ายมากที่สุด มันดูไม่เข้าสังคมมาก แต่นานิก็ไม่รู้หรอกว่าชาวซีนขนานแท้เป็นมากกว่าฟอลเวลเสียอีก เธอถามออกไปพยายามจะทำให้เขามีอารมณ์ร่วม
”อืม” เขาตอบเหมือนเดิม
“โอเค๊”
นานิเก็บความรู้สึกโกรธแค้นเอาไว้ในใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เธอถอนหายใจช้า ๆ และยืนต่อแถวต่อไปเช่นนั้น
นานิไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ฟอลเวลตื่นเต้นสุด ๆ ตื่นเต้นจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่เขาจำเป็นต้องทำเย็นชาต่อไป ขืนหลุดออกมาคงได้ทำอะไรบ้า ๆ แน่ และฟอลเวลก็ไม่อยากทำตัวเป็นเด็ก ๆ แบบนานิด้วย
แต่ในความตื่นเต้นก็ปะปนไปด้วยความรู้สึกหวาดกลัว ฟอลเวลไม่รู้ว่าตัวเองเมื่อก่อนจะเป็นคนดีหรือว่าคนเลว บางทีที่อีเดนอาจไม่รับการลงทะเบียนของเขา แต่อย่างไรก็ตามถามไม่ลองดูก็ไม่มีทางได้รู้ เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปช้า ๆ ผู้คนด้านหน้าก็จางหาย หลังฟอลเวลก็เพิ่มขึ้นเรียงราย ในตอนนี้ทั้งคู่ใกล้จะถึงที่ลงทะเบียนแล้ว เหลืออีกแค่คิวเดียวเท่านั้น
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงเบรกรถก็ดังมาจากด้านหน้าประตูอีเดนเสียงดังสนั่น ทุกคนหันไปมองในทางเดียวกัน ฟอลเวลกับนานิก็เหลือบไปมองกับเขาด้วย จึงเห็นผู้ชายสองคนและผู้หญิงอีกสองคนเดินลงมาจากรถคันนั้น
ฟอลเวลสะดุดตา จ้องมองไปที่ชายปริศนาซึ่งมีเรือนผมสีดำยาวดวงตาสีม่วง ฟอลเวลรู้สึกเหมือนเคยเจอผู้ชายคนนี้มาก่อนที่ไหนสักแห่ง เขาสับสนว่าที่รู้สึกเช่นนั้นอาจเป็นเพราะ ชายคนนั้นหน้าตาคล้ายกับเขา
แต่ในขณะที่กำลังพินิจอย่างตั้งใจอยู่นั้น คนของสถาบันก็เรียกตัวเขาเข้าไปด้านในอาคาร ฟอลเวลหันกลับ ขานรับตอบ เดินตามผู้หญิงคนนั้นไปไม่ขัดข้อง ไม่นานเมื่อเข้ามายังด้านใน เขามองไปรอบห้องโล่ง พื้นผนังเป็นปูนเรียบง่ายไม่มีอะไรมากนัก นอกจากเก้าอี้สองตัวและโต๊ะทำงานอีกตัวตรงกลาง
เธอก็บอกให้ฟอลเวลนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วเธอก็นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“สวัสดีค่ะ ดิชั้น ‘รินเซ่ ฟอกซ์’ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรคะ”
สาวผมแดงสั้นในชุดทางการสีครีมสุภาพ แนะนำตัวอย่างเป็นทางการพลางยื่นมือถามฟอลเวล เขาไม่ได้จับมือเธอ เธอก็เก็บมือตัวเอง
“ฟอลเวล แอ๊กลาส”
“อืม คือ…ดิฉัน พึ่งเคยเห็นชาวซีนเป็นครั้งแรกเลยน่ะค่ะ เลยตื่นเต้นนิดหน่อย แต่ว่า คุณฟอลเวลดูไม่เหมือนชาวซีนที่เขาเคยเล่ากันมาเลยนะคะ ดิชั้นนึกว่า คุณจะน่ากลัวกว่านี้เสียอีก” สาวผมแดงกุมมือวางไว้บนโต๊ะ พูดด้วยรอยยิ้ม
“ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าคนทั่วไปมองกันอย่างไร แต่ข้าคงไม่ใช่คนน่ากลัว”
“ค่ะ เอ่อคือ... ดิฉันขออนุญาตถามเหตุผลหน่อยได้ไหมคะว่า ทำไมคุณถึงอยากเข้าเรียนที่สถาบันจอมเวทอีเดน” รินเซ่ถามตรง ๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง ความจริงแล้วทุกสิ่งที่เธอทำเป็นส่วนหนึ่งของการคัดเลือก
ฟอลเวลเงียบไปสักพัก ก่อนที่เขาจะตอบไปว่า “ข้าลืมไปแล้ว” เขาไม่มีทางรู้ได้หรอกว่า เหตุใดตนถึงอยากเข้าเรียนที่นี่ จึงตอบไปตรง ๆ อย่างนั้น
“หมายความว่ายังไงกันคะ?” รินเซ่ขมวดคิ้วสงสัยยื่นตัวเข้ามาใกล้ และคิดในใจว่าฟอลเวลคงเล่นตลกอะไรกับเธอแน่ ชายหนุ่มผมขาวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบโกหกหน้าตาย
“ข…ข้าแค่อยากเรียนเวทมนตร์ของมนุษย์ทั่วไปน่ะ” เขายิ้มกลบเกลื่อน
“อืม… เหตุผลทั่วไปจังเลยนะคะ ดิฉันก็ดันไปนึกว่าชาวซีนที่มาที่นี่ จะมีเหตุผลมากมายต่างจากคนอื่นเสียอีก” รินเซ่หยิบสมุดเล่มเล็กแล้วจดด้วยเวทมนตร์ ก่อนเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้อย่างเป็นมิตร
“อืม ตกลงว่าจะลงทะเบียนให้ข้าได้รึยัง” ฟอลเวลเผยสันดานของซีนออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ “อ่อ ขอตรวจสอบเอกสารก่อนนะคะ”
รินเซ่พูดจบฟอลเวลก็หยิบเอกสารผลสอบของเขาขึ้นมาให้เธออ่าน
“เชิญ”
เธอรับไปอ่าน ไม่นานสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอตกตะลึงในอะไรบางอย่างของกระดาษผลสอบแผ่นนั้น หญิงสาวผมแดงยื่นมันคืนให้ฟอลเวลด้วยมือและนิ้วที่สั่นไหวด้วยความหวาดกลัว หญิงสาวถามกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่น
“ค...คุณฟอลเวลคะ ป…โปรดตรวจสอบเอกสารของคุณด้วยค่ะ เหมือนจะมีอะไรบางอย่างผิดพลาดนะคะ” ฟอลเวลได้ยินคำพูดนั้นถึงกับทำหน้างง ขมวดคิ้วเอียงคอสงสัย
‘ผิดพลาด?’ ฟอลเวลรีบหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาแล้วอ่านผลสอบเดิมของตัวเองอีกครั้งมันมีข้อความดังนี้
สถาบันจอมเวทอีเดน
นอเทอร์
5 มกราคม 1760
คำเตือนหากจดหมายนี้ถูกอ่านโดยผู้อื่นที่ไม่ใช่เจ้าของจดหมาย จดหมายจะทำลายตัวเองทิ้งเมื่ออ่านจบ ยกเว้นผู้อ่านจะเป็นเจ้าของจดหมายหรือผู้มีเครื่องหมายประทับของสถาบันเท่านั้นถึงจะอ่านข้อความต่อไปนี้ได้ หากท่านไม่ใช่โปรดหยุดอ่านตั้งแต่ข้อความนี้เป็นต้นไป
เรียน ฟอลเวล แอ็คลาส ท่านผ่านการทดสอบสถาบันจอมเวทอีเดน ภาคข้อเขียน ด้วยคะแนน98/100 คะแนน โปรดแสดงตนโดยยื่นเอกสารนี้และลงทะเบียนที่สถาบันจอมเวทอีเดน เมืองหลวงนอทอร์ หากมาไม่ทันภายในวันที่12 มกราคม1760ถือเป็นอันว่าขาดสอบรอบต่อไป
ผู้อำนวยการสถาบันจอมเวท
ศจ.เรเชล สกาเล็ต
ลงชื่อ…………………..


“อืม ก็ไม่น่ามีอะไรผิดพลาดไม่ใช่หรือ” ฟอลเวลอ่านแล้วก็รู้สึกว่ามันธรรมดามาก ไม่เห็นจะมีอะไรที่มันผิดปกติหรือผิดพลาดตรงไหน เขาทำหน้าซื่อบอกลินเซ่
“แน่ใจนะคะ?” เธอทวนคำตอบของเขาอีกครั้ง แต่เพื่อความมั่นใจฟอลเวลจึงก้มลงดูกระดาษและตรวจสอบใหม่ดูอีกหน เขาอ่านทวนอีกรอบ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรเหมือนเดิม
“ข้าแน่ใจ”
“เอ่อ… คุณฟอลเวลทราบไหมคะ ว่าปีนี้เป็นปีที่เท่าไหร่” สาวผมแดงถามเขาช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่น ฟอลเวลก็เหลือบไปมองที่หัวมุมกระดาษ ก่อนตอบออกมาอย่างมั่นใจ
“ปี1760”
ลินเซ่ตาค้างนิ่งเงียบ ทำเอาฟอลเวลรู้สึกถึงสังหรณ์แปลก ๆ มันต้องอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งผิดปรกติที่เกิดขึ้นนี้ หญิงสาวตรงหน้าสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนที่จะค่อย ๆ ตอบฟอลเวลกลับไปอย่างเชื่องช้าด้วยท่าทีที่จริงจังว่า
“คุณฟอลเวลอย่าพึ่งตกใจไปนะคะ สิ่งที่ดิฉันจะบอก ทุกอย่างคือความจริงค่ะ ปีนี้ไม่ใช่ปี 1760 อย่างที่คุณทราบหรอกค่ะ ปีนี้คือปี 1777 ซึ่งกระดาษแผ่นนั้นของคุณ คุณเคยได้รับมันไปแล้วเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน อย่างที่กฎได้กล่าวเอาไว้ หากคุณไม่ใช่ผู้ที่เป็นเจ้าของกระดาษแผ่นนั้นหรือไม่ได้เป็นผู้ที่มีตราประทับของอีเดนแบบดิชั้น กระดาษมันจะทำลายตัวเองค่ะ สรุปแล้วก็คือ คุณเป็นเจ้าของกระดาษแผ่นนี้จริง ๆ แต่ที่ดิฉันสับสนและตกใจเมื่อสักครู่นี้เป็นเพราะ…เอ่อ…คุณฟอลเวลคะ…อายุและใบหน้าของคุณ…ไม่แก่ขึ้นมาบ้างเลยงั้นเหรอคะ?”

4 ความคิดเห็น