ตอนที่ 20 : บทที่ ๒๐ แม่น้ำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

บทที่ ๒๐ แม่น้ำ

เธอกำลังเดินไปตามทางถนนสีขาวอันแสนว่างเปล่า สองมือยังคงกุมดาบสั้นและกระเป๋าของเขาติดมา หยาดน้ำตาหยดอาบคมดาบ สะท้อนกับแสงอาทิตย์สว่างไสว เธอไม่รู้จะทำอย่างไรดี เป้าหมายที่ฟอลเวลมอบให้ก็หายไปแล้ว เธอแทบอยากจะหายตัวไปในตอนนี้ จีน่าทบทวนคิด หรือจะให้จิตแห่งไฟควบคุมร่างของเธอไปตลอดกาลเลยดีกว่า แต่เธอก็สะบัดหัวไล่ความคิดนั่นออกไป เนื่องจากฟอลเวลช่วยเธอหลุดออกมาได้ เธอไม่อยากให้สิ่งที่เขาทำมาต้องสูญเปล่า
‘ลูกร้องไห้?’ เสียงของจิตแห่งไฟดังก้องในใจของเธอ จีน่าตอบเสียงนั้นกลับไปว่า
“ใช่”
‘จีน่าลูกแข็งแกร่งและสะกดแม่ลงได้เพราะชายคนนั้น เขาคงสำคัญมากใช่ไหม?’
“เขาไม่ได้สำคัญ แต่เขาคือส่วนหนึ่งในชีวิตข้า ท่านแม่ไม่ต้องคิดจะปลอบข้าหรอก ถ้าจะทำเพื่อครอบครองร่างนี้น่ะ” เธอตอบไปด้วยน้ำเสียงเศร้า น้ำตาก็ยิ่งไหลหยดลงดาบของคนรักที่อยู่ในอ้อมอก
‘จริงอยู่ที่แม่คิดจะครอบครองร่างของลูก แต่แม่ไม่คิดจะครอบครองร่างนี้ตลอดไปหรอกนะ’
“หมายความว่ายังไง?”
‘ร่างจริงของแม่ถูกผนึกอยู่ ถ้าไม่มีร่างเนื้อไปปลดผนึกนั่น แม่ก็ไม่มีวันได้ร่างจริงมา จึงจำเป็นต้องใช้ร่างของจีน่า ถึงจะดูเหมือนเห็นแก่ตัวไปหน่อยก็ตาม แต่แม่ต้องการร่างจริงคืน’ ได้ยินเสียงนั้น ก็ทำให้หญิงสาวน้ำตาไหลพรากอีกครั้ง
“แต่ท่านแม่! ทำไม! ทำไม! ทำไมถึงไม่บอกข้าก่อน!?”เธอร้องตะโกนทั้งน้ำตา
‘ก็เพราะว่าเจ้าหนีไป แม่ทำพลาดเองที่ไม่ได้อธิบายและคิดว่าลูกพร้อมแล้ว แม่พลาดเอง’ จีน่ายิ่งเศร้าหนักไปอีก เพราะความทรมานครั้งที่เธอโดนสิง ทำให้จีน่าเจ็บและกลัวจนหลอน เธอไม่ได้ฟังเหตุผลที่แท้จริง และกลัวตายจึงเลือกที่จะหนีจากจิตแห่งไฟไปโดยทันทีโดยไม่ได้ฟังอะไรทั้งนั้น
เธอคิดว่าแม่ทรยศและหลอกเธอมาตั้งแต่เกิด แต่นั่นเป็นสิ่งที่จีน่าคิดผิด เนื่องจากความกลัวและความเจ็บปวดครั้งนั้น จีน่าไม่ได้คิดเลยว่าคนที่อยู่ด้วยกันมานานช่วยเหลือเธอตั้งแต่กำเนิดจะไม่มีความผูกพันหรือความรักอะไรกันเลยหรือ แม่ของเธอยังรักเธออยู่เพียงแต่ตอนนั้นเธอคิดเพียงแต่ว่าเธอโดนหลอกใช้
‘แม่ขอโทษนะจีน่า’ จิตแห่งไฟเศร้าไปพร้อมกับเธอ เพียงแค่ประมาททำพลาดแค่ครั้งเดียว เรื่องราวทั้งหมดกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนทำให้จีน่าร้องไห้เสียใจมากมายถึงเพียงนี้ นี่เป็นความผิดของเธอ
“ฮือ ฮือ ฮือ” หญิงสาวเศร้า เธอร้องไห้หนักยิ่งขึ้นไปอีก ใช้แขนมือปาดน้ำตาไม่ขาดสาย
‘แม่ขอโทษที่ทำให้คนรักของลูกต้องตาย แม่ไม่ได้คิดไว้ให้เป็นแบบนี้เลย ชาวซีนน่ะเชื่อใจไม่ได้ แม่ก็เพียงแค่อยากทดสอบว่าเขารักลูกจริง ๆ หรือไม่ ตอนที่สู้กันแม่ออมแรงให้และคิดว่าจะทำให้เขายอมสยบ ยอมแพ้ เพราะบอกให้เขาเลิกสู้ก็ไม่ได้ผล เราจะได้ไม่ต้องสู้กันถึงตาย แต่แม่ไม่ได้คิดว่าเขาจะยอมตายเพื่อลูกเลย แม่คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ’ น้ำเสียงของจิตแห่งไฟบ่งบอกถึงความรู้สึกผิด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้จิตใจของหญิงสาวดีขึ้น จีน่ายิ่งเศร้านักยิ่งขึ้นไปอีกน้ำหูน้ำตาของเธอไหลออกมาอย่างน่าสงสาร
เธอล้มทรุดลงไปคุกเข่าท่ามกลางหิมะ “ล…แล้วทำไมท่านแม่ต้องโจมตีพวกหนูตอนอยู่บนกำแพงด้วย!”
‘จีน่า เจ้า…ไม่ได้ถูกพวกทหารจับไปเป็นทาสเพื่อสู้กับกูลหรอกหรือ…หรือแม่เข้าใจผิดเพราะแม่แค่จะฆ่าหัวหน้าขุนพลให้ลูกหลุดจากการเป็นทาส ไม่มีทางที่จีน่าจะไปช่วยพวกมนุษย์ต่อสู้กับกูล ถ้าไม่ได้ถูกจับเป็นทาสหรอก นั่นคือสิ่งที่แม่คิดได้ในตอนนั้น ที่ทำไปก็แค่ต้องการช่วยลูกนะ’
จีน่าได้แต่ฟุบหน้าร้องไห้กับดาบสั้นของฟอลเวล ทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิดที่ตลกร้ายกับเธอมากจนเกินไป
เธอให้อภัยโชคชะตาไม่ได้ แม่ของเธอไม่ได้คิดร้ายแต่แรก เพียงแค่อยากจะปรับความเข้าใจและช่วยเหลือ? จริงหรือ? นี่หรือจริง? จีน่าคิดคร่ำครวญในใจ โลกนี้ต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ
หากมองในมุมของตน เธอก็ไม่สามารถรับรู้หรือเห็นอีกมุมมองของอีกคนได้ เธอคิดว่าหากมีเวลาสักนิดให้ทุกคนควรอธิบายมุมมองของตัวเอง อาจจะช่วยแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ แต่ก็ต้องกัดฟันกรอดเนื่องจากนิสัยของชาวซีน หรืออาจจะเป็นนิสัยของมนุษย์ทุกคน เราชอบพูดคุยเมื่อสายเกินไปแล้วทุกที
“ฮือ ฮือ ฮือ” เธอเอาแต่ร้องไห้ ทั้งหมดอาจไม่ใช่ความผิดของใครทั้งสิ้น ทุกคนทำตามแต่ที่ตัวเองต้องการ แต่หากพวกเขาได้มองเห็นทุกที่แม้กระทั่งในใจ และเห็นแบบข้า พวกเขาก็จะรู้ว่าทุกอย่างเป็นอย่างไร แต่นั่นก็เป็นข้อเสีย บางสิ่งบางอย่างมันก็น่าเบื่อเกินไปหากได้รับรู้
ความจริงข้าช่วยพวกเขาได้ มันง่ายเสียยิ่งกว่าการมีที่ชีวิตอยู่ แต่ข้าไม่ทำ เพราะข้ามีกฎของตัวเองที่ว่า ข้าจะไม่พยายามเข้าไปสอดแทรกเปลี่ยนแปลงอะไรในโลกนี้ สอง ข้าจะไม่แสดงความรู้สึกอะไรกับสิ่งที่พบเห็น ข้าแค่อยากเป็นสิ่งไร้ตัวตน เพื่อหลุดพ้นจากพันธนาการนี้เสียที แต่ข้าคงเป็นไม่ได้แล้วเพราะข้าผิดกฎของตัวเองไปตั้งนานแล้ว และข้าก็ผิดกฎอีกครั้ง ข้าแสดงอารมณ์ออกมาทำไมนะ ในตอนนี้
จีน่าลุกขึ้นมา และยังคงเดินเท้าต่อไปในทางหิมะที่แห้งเหือดนั่น อีกไม่นานพวกนางก็จะออกจากไอซ์เฟลวได้เสียที แต่จีน่าไม่ได้มีความสุขเลยที่ได้ออกมาจากแดนนรกนั่น ในเมื่อไม่มีฟอลเวลอีกแล้ว ชีวิตเธอจะมีอะไรที่เป็นเป้าหมายของชีวิตได้อีกเล่า...
จะใช้ชีวิตเพื่ออะไรอีกเล่า…
แต่เมื่อเดินไปได้สักพัก จีน่าก็กุมท้องตัวเองแน่นและหยุดเดิน เธอคลื่นไส้อาเจียนเหมือนอยากจะอาเจียน ‘เจ้าเป็นอะไรไหม’ จิตแห่งไฟถาม
“ข้ารู้สึกแปลก ๆ คงเพราะแม่อยู่ในร่างของข้า” เธอตอบก่อนก้มลงคลื่นไส้อีกรอบ
‘นี่หรือว่าชายคนนั้น…’
“ฟอลเวล”
‘ใช่ ฟอลเวลกับลูก...’ จิตแห่งไฟถามอีกครั้ง จีน่าพยักหน้าตอบ เมื่อนึกถึงคืนแห่งความสุขคืนเดียวนั้น แต่แล้วก็เศร้าเนื่องจากมันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีกครั้ง ไม่นานจิตแห่งไฟก็เอ่ยคำหนึ่ง ซึ่งทำให้ชีวิตของจีน่ามีความหวังและเริ่มกลับมาสดใสได้เล็กน้อย
‘แม่รู้สึกได้ถึงอีกชีวิตที่กำลังก่อกำเนิดในร่างของลูก บุตรของลูกกับฟอลเวลยังอยู่ จีน่า…’
หญิงสาวผมขาวคุกเข่าร้องไห้โห แต่ไม่ใช่น้ำตาแห่งความโศกเศร้า มันเป็นน้ำตาแห่งความยินดี เธอดีใจที่ส่วนหนึ่งของฟอลเวล ชีวิตน้อย ๆ ที่เขาทิ้งไว้ให้ยังอยู่ที่เธอ
จีน่าสัญญากับตนเองในใจว่าเธอจะเลี้ยงดูลูกของเธอและเขาให้ดีที่สุด และนั่นคือเป้าหมายที่ยังทำให้เธอใช้ชีวิตอยู่

***

ศพไร้ชีวิตนอนตายเกลื่อนกลาดไปทั่วอาณาบริเวณปราการวายุ ซากปรักหักพังทั้งบ้านเรือนและกำแพงถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี ศพของฟอลเวลนอนฟุบอยู่ใกล้บริเวณริมแม่น้ำสายหนึ่ง เลือดของเขานองไปทั่วผืนหิมะ ใบหน้าซีดเสียวไร้ชีวิตชีวาแต่ทว่าใบหน้าในวาระสุดท้ายกลับหลับตายิ้มอย่างเปี่ยมสุข
ข้าค่อย ๆ บินโฉบลงไปหาฟอลเวลอย่างเชื่องช้าด้วยปีกสีดำข้างกาย ก่อนจะคลายทักษะเผยให้ร่างกายที่แท้จริงปรากฏในเวลาต่อมา ข้าเหยียบย่ำเท้าลงบนพื้นหิมะเบื้องล่าง เดินเข้ามาใกล้ยังศพของชายที่นอนอยู่ ก่อนจะเพ่งพินิจมองชายหนุ่มชาวซีนคนนั้นด้วยแววตาเศร้าสร้อย
ข้า…ข้าจะทำดีไหมนะ ข้าคิดทบทวนในใจอยู่สักพัก และเมื่อข้าคิดได้อย่างถี่ถ้วนแล้ว ข้าก็ตัดสินใจแหกกฎของตนเองอีกครั้งหนึ่ง
ข้าส่งคืนวิญญาณของฟอลเวลให้เขา ทำให้ชายหนุ่มกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง แต่ข้าไม่คิดจะรักษาเขาหรอก เนื่องจากข้าไม่อยากทำลายสมดุลแห่งพลัง ข้าเพียงแค่จะคุยกับเขาและปล่อยให้เขาตายซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เว้นแต่เขาจะรับฟังสิ่งที่ข้าอยากเสนอ
ร่างของชายหนุ่มผมสีเงินกระดิกนิ้วชี้เล็กน้อย เขารู้สึกตัวอีกครั้ง แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เนื่องจากกล้ามเนื้อทุกส่วนฉีกขาด กระดูกแตกหักหลายท่อน ปล่อยไว้เช่นนี้เขาจะตายอีกในไม่ช้า
ฟอลเวล ข้าอยากคุยกับเจ้าสักเล็กน้อย’ ข้าส่งเสียงทักเข้าไปในจิตใจของเขา เนื่องจากเขาไม่สามารถพูดคุยกับข้าได้โดยการเปล่งเสียง
‘ข้าตายไปแล้วนี่...เจ้า...เจ้าเป็นใคร’ เขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแข็ง
‘ข้าไม่มีชื่อหรอก เจ้าจะเรียกข้าว่าอย่างไรก็ได้’
‘ ‘โนเนม’? เจ้าชุบชีวิตข้ากลับมาทำไม เจ้าเป็นใครกันแน่’ เขาถามอีกครั้ง มันเป็นคำถามที่ข้าไม่รู้สึกอยากจะตอบมันเลยแม้แต่นิดเดียว
ข้าไม่รู้หรอกข้าเป็นใคร แต่พวกมนุษย์ชอบยัดเยียดเรียกข้าว่าเป็นเทพ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร ถ้าในมุมมองของมนุษย์ข้าอาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าเทพจริง ๆ ก็ได้ ส่วนเรื่องที่ข้าชุบชีวิตเจ้า ข้าเพียงแค่อยากจะลองช่วยเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้นเอง... ฟอลเวล’ ข้าตอบช้า ๆ ตามคำถามที่เขาต้องการ
‘แล้วทำไมเทพอย่างเจ้าถึงต้องช่วยข้า?’
‘เพราะข้าดูเจ้ามาตั้งแต่เด็ก เจ้ามีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนคนอื่น ข้าแค่สังหรณ์ใจว่าเจ้าจะเป็นคนเดียวที่ทำให้ข้าหลุดพ้นจากการเฝ้าดูนี้ ฟอลเวลเจ้าอาจเป็น…ข้ายังเหลือความหวังในตัวเจ้า’
‘หมายความว่ายังไง?’ เขาร้องสงสัย
‘ข้าเองก็ไม่รู้ มีเพียงอย่างเดียวที่ข้าไม่รู้ก็คืออนาคต แม้ไม่รู้ว่าอนาคตมีความหมายอะไรก็ตาม’ ข้าตอบไปตรง ๆ ฟอลเวลสับสนจนพูดอะไรไม่ออก แต่แล้วในที่สุดเขาก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแข็ง ๆ ว่า
‘เจ้าบอกข้าว่าครั้งสุดท้าย? แล้วครั้งก่อน ๆ เจ้าเคยช่วยข้าด้วยหรือ ข้าไม่เห็นจำได้’ เขาคงไม่รู้ตัวหรอก แน่ละ ข้าแค่อยากช่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็แค่อยากจะให้เขาออกมาจากไอซ์เฟลวเพียงเท่านั้นเอง ข้าไม่ได้ปิดบังอะไรตอบไปอย่างบริสุทธิ์ใจที่สุด
‘เป็นข้าเองที่เป็นคนปลอมตัวสอนหนังสือให้แก่เจ้าตอนนั้นและเป็นข้าเอง อีกาบ้า ๆ นั่นของเจ้าที่คาบข้อสอบมาให้ เพื่อที่จะทำให้เจ้าออกจากไอซ์เฟลว’ เพียงคำพูดแค่นั้น ก็ทำให้ฟอลเวลพูดไม่ออก แน่ล่ะหากเขาคิดดี ๆ ก็คงจะรู้ว่า คนจากนอเทอร์ที่ถูกขู่จะสอนหนังสือเขาอย่างถูกต้องแม่นยำให้เขาไปทำไม
ข้าแค่อยากให้เขาออกจากที่นี่ด้วยตนเอง นั่นก็เพื่อตัวของข้าในอนาคต เขาอาจเป็นคนที่ทำให้ข้าได้รู้ ได้หลุดพ้นได้…ใช่ เขาแค่อาจ แต่เขาจะไม่มีโอกาสทำให้ข้าหลุดพ้นได้เลย หากยังจำปรักหักอยู่แต่ในไอซ์เฟลวแห่งนี้ ข้าเลยต้องช่วย โดยไม่ทำให้สมดุลแห่งพลังล่ม
‘งั้นนั่นก็เป็นฝีมือเจ้าทั้งหมด!’ เขาร้องตะโกนด้วยความโมโห ในใจก็คิดว่าถูกข้าปั่นหัวควบคุมจิตใจให้เป็นไปตามต้องการ แต่นั่นไม่ใช่หรอก
‘มันไม่ได้เป็นฝีมือข้าหรอกฟอลเวล หากเจ้าไม่สนใจหนังสือเช่นซีนคนอื่น สิ่งที่ข้าทำก็ไม่มีความหมาย ข้าไม่ได้ควบคุมจิตใจเจ้า แต่เป็นที่เจ้าเองที่เลือกรับการช่วยเหลือของข้า และออกเดินทางจนมาถึงนี่ได้ มันเป็นเพราะตัวเจ้าเองทั้งนั้น’ ข้าพูดช้า ๆ ปล่อยให้เขาคิดก่อนจะเอ่ยต่อไปอีกว่า
‘เจ้าอยากมีชีวิตอยู่อีกหรือไม่’ ข้าถามเขาด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงที่ราบเรียบและจริงจัง ฟอลเวลนิ่งอีกครั้ง เขาไม่เป็นอันพูด ข้าจึงเสริมต่อไปว่า
‘ถ้าหากเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ เจ้าจำเป็นต้องทำตามเงื่อนไขสองข้อของข้า เพื่อไม่ให้เสียสมดุลแห่งพลังทั้งหมด เจ้ายังจะอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกหรือไม่’
ข้าอยากให้เขาเลือกที่จะมีชีวิตเสียเหลือเกิน แต่ข้าก็ไม่อยากจะบังคับ เพราะหากข้าแทรกแซงไปมันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ทุกอย่างเองก็คงจะผิดพลาดสิ่งที่ข้าหวังก็จะไม่สมหวัง
‘ข้ายังอยากมีชีวิตอยู่โนเนม’ เขาตอบตกลงเสียงแข็ง
‘เช่นนั้นเงื่อนไขของข้ามีอยู่ว่า หนึ่งหากข้าคืนชีพให้เจ้าแล้ว หลังจากเจ้ามีชีวิตที่สองเจ้าจะไม่แก่ไม่ตายอีก ข้าจะไม่รับวิญญาณคืนจากเจ้าอีกแล้ว สองความทรงจำของเจ้าทั้งหมดจะถูกทำให้หายไป เจ้าจะไม่สามารถจำเรื่องของจีน่า หรือเรื่องของเพื่อน ๆ ของเจ้าได้อีกแม้จะพยายามจดจำเท่าไรก็ตาม และสาม เจ้าต้องชดใช้พลังอมตะนั้นเป็นเวลาสิบเจ็ดปี
‘ส่งพลังนั้นให้ข้า!’ เขาตอบอย่างไม่คิด ข้าจึงถามไปเพื่อความมั่นใจ
‘เจ้าแน่ใจแล้วหรือ ถ้าเจ้าคืนชีพเจ้าจะไม่ได้เจอจีน่าอีกแล้วนะ อีกอย่างเจ้าจะมีชีวิตอยู่ตลอดกาลแบกรับความทุกข์ทั้งหมดโดยที่ไม่รู้อะไร สิ่งนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่าการตาย เจ้าไม่กลัวบ้างเลยหรือ’
‘ข้าไม่สน! อย่างไรก็ตาม ถ้าข้ายังอยู่ ข้าก็ยังมีโอกาสได้เจอนางอีกครั้งหนึ่ง!’
‘ข้าเข้าใจแล้วฟอลเวล’ ข้าตอบเขากลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบ ก่อนจะยกเลิกการสนทนาทางจิตกับฟอลเวล
ข้ามองร่างที่บาดเจ็บสาหัสของเขาด้วยแววตาเรียบเฉย ทุกอย่างช่างเงียบสงบ ข้าไม่ได้ร่ายมนตร์อะไรเพียงแค่ยื่นมืออณูเวทก็ทำตามคำสั่ง มันห่อหุ้มร่างของฟอลเวล ข้ารักษาแผลให้เขาบรรเทาอาการเจ็บเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับที่เขาจะสามารถขยับร่างกายของตนเองได้
จากนั้นข้าจึงร่ายคำสาปที่ข้าเสนอเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับชีวิตอมตะของเขา ไม่นานนักร่างของฟอลเวลก็ถูกหุ้มไปด้วยออร่าหนาดำแดง ไม่สว่างไสว ไม่งดงามและไม่สดใส ผู้ที่ได้รับควรตายไปเสียยังดีกว่าที่จะมีชีวิตอยู่ แต่ฟอลเวลได้เลือกแล้ว และข้าเองก็อยากให้เลือกข้อนั้นเช่นกัน ดูเหมือนเขาจะเป็นคนที่ข้ารอคอยอยู่จริง ๆ …ข้าอยากให้เป็นเขาคนนั้นจริง ๆ
ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ข้าควรจะกลับไปทำหน้าที่เฝ้าดูเช่นเดิม และต่อจากนี้ข้าจะไม่แหกกฎของตนเองอีกแล้ว ไม่เช่นนั้นทุกอย่างที่ข้ารอคอยอาจจะไม่สมหวัง ข้าแบกฟอลเวลขึ้นมาพาดบนบ่าโดยไม่รู้สึกถึงน้ำหนักอะไร ข้าเดินไปอย่างช้า ๆ และหยุดอยู่ตรงริมแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว ไม่นานข้าก็ปล่อยเขาลง ข้าวางร่างของเขาให้นอนหงายและปล่อยให้ไหลไปตามกระแสน้ำเชี่ยว
ข้ามองดูเขาไหลไปไกล ก่อนจะเปลี่ยนกลับมาเป็นอีกาสีดำบินกลับขึ้นไปบนฟ้า และร่ายเวทล่องหนทับจนหายตัวไปในที่สุด…
ต่อจากนี้ข้าจะขอเฝ้ามองเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

***

ร่างกายของเขาไหลไปตามสายน้ำอย่างช้า ๆ ผ่านพ้นไปหลายวันหลายคืน เขาตายไปนับสิบรอบจากการกลืนน้ำเข้าไปเต็มปอด พื้นที่รอบข้างเปลี่ยนบรรยากาศไปเรื่อย ๆ ตามวันและเวลา น้ำแข็งที่ลอยมาพร้อมกับเขาละลายหายไปสิ้น ริมแม่น้ำเริ่มสดใสขึ้นทีละเล็กละน้อย เขาไหลลงสู่น้ำตกใหญ่
แม้ตกลงมากระแทกอย่างแรงแต่ก็ยังไม่รู้สึกตัว เวลาผ่านไปร่างก็ลอยไปยังที่ไหนสักแห่ง แต่ก็ไม่มีใครทราบได้ ร่างของชายคนนั้นลอยมาจนถึงบริเวณที่สัตว์น้ำสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ ปลามากมายเวียนว่ายหลบร่างของเขาที่ค่อย ๆ ลอยไหลไปตามน้ำ
ร่างของเขาเริ่มลอยช้าลงเรื่อย ๆ ตามกระแสน้ำที่ไหลอ่อน ๆ และช้าลงเรื่อย ๆ
จนเขาพึ่งรู้สึกตัวหลังจากการตายไปนับสิบรอบ หัวสมองเขาปวดจี๊ดไปหมด ทำได้แค่หลับตาและลอยตามน้ำไปจนไปติดเข้ากับโขดหินแห่งหนึ่ง ประสาทสัมผัสรับรู้ทางเสียงของเขาไวมาก ได้ยินเสียงในอดีตดังขึ้นมาในหัวมากมาย แต่สุดท้ายทุกอย่างก็มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงแต่เสียงของนกกระจิบที่บินว่อนอยู่กลางป่าเขา
ชายหนุ่มผมสีขาวชาวซีนนอนติดโขดหินในแม่น้ำกลางป่าโล่ง ที่นั่นไม่มีสัตว์อื่น มีเพียงแต่ความเงียบงันเท่านั้นที่ทำให้ใจชุ่มชื้น
ซีนหนุ่มความจำเสื่อมคนนั้นพยายามใช้สติที่ไม่ค่อยจะมีของตนยื่นมือขึ้นไปบนฝังจนน้ำกระเซ็น จากนั้นจึงค่อย ๆ ใช้ขาเกี่ยวคลานขึ้นไปอย่างเชื่องช้าด้วยความยากลำบาก จนในที่สุดเขาก็ขึ้นมาจากแม่น้ำได้สำเร็จ
ท้องของเขาว่างเปล่า หิวจนแทบขาดไส้เนื่องจากไม่ได้กินอะไรมาเป็นเวลานานหลายวัน ชายหนุ่มทำได้แต่ฟุบนอนอยู่ตรงนั้นไม่มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นเลย
เขานอนหลับไปกว่าสองชั่วโมงเพื่อฟื้นพลังงานในการเคลื่อนไหวอีกครั้ง แต่แล้วก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งเดินเข้ามา ชายหนุ่มหลับเป็นตาย ไม่รู้สึกถึงร่างหนึ่งที่ก้มลงแล้วเริ่มจับชีพจรของเขา เมื่ออีกฝ่ายรู้ว่าเขายังไม่ตาย จึงพยายามเขย่าร่างให้ซีนหนุ่มใกล้ตายรู้สึกตัว
“นี่คุณคะ! คุณคะ เป็นอะไรไหม!?” เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งกล่าวพลางเขย่าร่างของเขาให้ได้สติ และในเมื่อเขาไม่ได้สติ เธอจึงจับตัวเขาพลิกหงายก่อนจะทำการผายปอดให้อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว สองถึงสามหน จนในที่สุดชายหนุ่มก็สำลักน้ำออกมายกใหญ่
“แค่ก ๆ แค่ก ๆ ” เขามองเห็นภาพเบลอ ๆ เบื้องหน้า ก่อนที่ภาพนั้นจะกลายเป็นใบหน้าของหญิงสาวผมบลอนด์สีทองยาวสลวย แม้ไม่งามมากนักแต่ก็ดูดีมีเสน่ห์ในแบบของสาวชาวบ้าน “โล่งอกไปที” เธอกล่าวเบา ๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังไม่ตาย
ทันใดทันชายหนุ่มก็ตื่นกลัว สัญชาตญาณเก่าสั่งให้เขาต้องป้องกันตัว
ฟาว! หมับ!
“เจ้าเป็นใคร ต้องการอะไร ที่นี่ที่ไหนตอบมา!”ซีนหนุ่มคว้าลำคอหญิงสาวด้วยมือข้างขวาอย่างรุนแรง จนเธอชักสีหน้าตกใจทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยกสองมือยอมแพ้
“อ…แอนนา ก็อตเทียร์ค่ะ ค...คือว่าฉันแค่จะช่วยคุณ น…ในป่าค่ะ” เธอตอบด้วยเสียงสั่น จากนั้นซีนหนุ่มคนเดิมก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นที่หัว จนเผลอสงบไปทั้ง ๆ ที่อยู่บนตักเธอ





4 ความคิดเห็น