ตอนที่ 2 : บทที่ ๒ อาจารย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

บทที่ ๒ อาจารย์

ณ ตลาดแห่งหนึ่ง เมืองหลวงนอเทอร์
ในยามเช้าที่สดใสของทุกวัน ตลาดกลางเมืองแห่งนี้จะเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ต่างเข้ามาจับจ่ายใช้สอยราวกับมดเดินขบวน ผู้คนแออัด เสียงและกลิ่นของเนื้อย่างบนตะแกงปิ้งหอมโชยจนควันฟุ้ง กลิ่นซุปจากหม้ออันน่าทานก็ลอยมาตามลม
พวกเขาแลกเปลี่ยนกันอย่างคึกคัก เสียงต่อราคามักดังออกมาจากร้านค้าขาย เจี๊ยวจ๊าวกันระงม บางคนก็หิ้วกระเป๋าสะพายไหล่ บ้างก็ถือถุงหอบ บ้างก็เข็นรถเข็นขนส่งสินค้าหรือผลไม้เข้ามา ผู้คนช่างมากหน้าหลายตาเหลือเกิน เครื่องกายก็แตกต่างกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไร้ซึ่งผู้ใดพบเห็นบางอย่าง บางอย่างซึ่งหากหยุดนิ่งก็อาจสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
หากสายตาของท่านมองลึกเข้าไป ยังด้านในซอกหลืบระหว่างทางร้านค้า ส่องทะลุผ่านเหล่าผู้คนวุ่นวาย ท่านจะพบเด็กสาวตัวน้อยทั้งสองอยู่ด้านในนั้น เนื้อตัวพวกเธอดูมอมแมมยืนพิงผนัง แม้แต่รองเท้าก็ไม่มีสวม เสื้อก็หลวมฉีกจนแทบจะไม่ให้ความอบอุ่น
จ๊อก! มือเล็กกุมไปยังหน้าท้อง
ยามเห็นเสียงท้องของอีกคนร้อง คนน้องก็เป็นห่วงเอ่ยว่า “พี่ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวรินไปหาอะไรมาให้ทาน” เด็กผู้หญิงตัวเล็กไม่เกินร้อยเซนติเมตร ทำท่าจะเดินออกไปหาอาหาร ทั้งที่ไร้เศษเงิน
“ด...เดี๋ยวก่อนริน! พี่ว่า..เรากลับกันเถอะ...” โชคดีที่คนตัวเท่ากัน คว้ามือเอาไว้ได้ทัน คนน้องจึงหันกลับมามองพี่ด้วยแววตาเย็นชา
“หึ จะให้เรากลับไปที่ไหนอีกล่ะพี่ลัน ไม่มีที่ให้พวกเรากลับแล้วนะ ถ้าจะให้หนูกลับไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านั่นอีกละก็ หนูไม่เอาเด็ดขาด อยู่ที่นั่น ไอ้เจ้าพวกนั้นก็จะเอาพวกเราไปขายต่อแน่ ๆ เห็นเราเป็นแค่สินค้า พี่ก็คิดถึงอาจารย์ไม่ใช่เหรอ ไปตามหาอาจารย์กันเถอะ” รินพูด
แต่ ‘ลัน’ คนเป็นพี่ก็กุมมือน้องสาวมั่น เด็กทั้งสองอายุห้าขวบ ตัวเล็ก ร่างกายก็บอบบางตามประสาเด็กขาดสารอาหาร เรือนผมเป็นสีน้ำเงินซีดจาง มีเพียงแต่ทรงผมเท่านั้นที่จะสามารถแยกสองแฝดได้ ซึ่งคนน้องนั้นผมสั้นกว่า และท่าทีเหมือนผู้ชาย
พี่น้องคู่นี้ไม่ได้กำพร้าแต่กำเนิด แต่มันเป็นเพราะหมู่บ้านของพวกเธอถูกมังกรไฟเผาผลาญทำลายจนมอดไหม้หายไปในทะเลเพลิง พ่อแม่และญาติพี่น้องต่างพากันล้มหายตายจากหมด ไม่อาจรอดได้ในเหตุการณ์นั้น เว้นแต่เพียงเด็กสาวสองพี่น้องเท่านั้นที่รอดมาได้
โชคดีที่ทั้งคู่ได้พบกับัชายผู้หนึ่ง ซึ่งพวกเธอเรียกเขาว่าอาจารย์ ชายคนนั้นสอนพวกเธอหลายอย่าง เพื่อให้เอาชีวิตรอด เพื่อให้มีความสุข แต่เพียงไม่นานเขาก็หายตัวไป มิอาจทราบได้ว่าเหตุใดเขาถึงส่งตัวพวกเธอเข้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น
แต่ไม่นานหรอกทั้งสองก็หนีออกมาเอง พวกเธอหาญกล้า และเลือกใช้ชีวิตข้างถนนไปวัน ๆ
“แต่อาจารย์เป็นคนทิ้งพวกเรานะ…” ลันหันไปบอกน้องด้วยเสียงสะอื้นน้ำตาคลอ
“ไม่! หนูไม่เชื่อหรอก อาจารย์คงไม่อยากทำอย่างนั้นแน่!” น้องสาวหัวดื้อตวาด แต่คนเป็นพี่กลับตัวสั่นระริกหวาดกลัว รินแกะมือออกของพี่ออกอย่างนิ่มนวล ก่อนจะเดินตรงออกจากซอกไปโดยไม่สนใจว่าพี่สาวจะพูดอะไรส่วนลันก็ได้แต่ร้องไห้ มองแผ่นหลังของน้องสาว…
ที่ค่อย ๆ ลับไป
***
“อืม... ของกิน ของกิน” เธอเอ่ยกลางฝูงชนพลุกพล่านในตลาดนอเทอร์ รินทำจมูกฟุตฟิตมองซ้ายหันขวาหาสิ่งประทังชีวิต และก็เจอกับเป้าหมาย เธอมองไปยังร้านขายผลไม้ตรงหัวมุมนั่น เห็นลูกแอปเปิลสีแดงสดเต็มกล่องวางอยู่ตรงหน้าร้าน
“รับอะไรดีครับคุณลูกค้า” พ่อค้าร่างท้วมยิ้มให้กับลูกค้าที่ต่อแถวยาว และเด็กสาวไม่รอช้า เดินย่องเข้าไปใกล้ แต่ด้วยฝีเท้าเล็ก ๆ ที่ไม่ได้สวมใส่อะไร ทำให้การเคลื่อนไหวของเธอไร้เสียง รินกลั้นลมหายใจแล้วเดินเข้าไปใกล้ร้านผลไม้ เธอกำลังใช้ศาสตร์ที่ได้ร่ำเรียนมาจากอาจารย์ แม้จะไม่สมบูรณ์ก็ตาม แต่เด็กห้าขวบทำได้ถึงขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งกาจมากแล้ว
รินค่อย ๆ ใช้กายเล็ก ๆ แหวกตัวเข้าไปกลางฝูงชน
ไม่มีใครจับความรู้สึกของเด็กสาวได้แม้แต่คนเดียว การขายของยังคงดำเนินไปตามปกติ ไม่มีใครสังเกตเลยว่ารินกำลังแอบหยิบลูกแอปเปิลสีแดงสดออกจากกล่องผลไม้
‘อึ้บ! ม..ไม่ถึง!’ แต่ด้วยส่วนสูง ทำให้เธอไม่อาจหยิบมันได้ เธอเอื้อมไปจนสุดปลายแขนแล้วแต่ก็ยังเหลือระยะอีกนิด ‘กระโดด’ เธอคิดก่อนจะลงมือทำ และก็ทำสำเร็จ รินกระโดดคว้าลูกแอปเปิลมาได้ ทว่า…
โครม!
กล่องทั้งหมดก็ดันตกลงมาคว่ำพร้อมกับลูกแอปเปิลจำนวนมหาศาลเกลือกกลิ้งไปตามท้องพื้น สายตาทุกคู่หันขวับกลับมามองยังเด็กสาวทันควัน
เด็กน้อยทำอะไรไม่ถูก เธออึ้งไปพักใหญ่อ้าปากกว้าง และรีบคว้าลูกแอปเปิลสองลูกเผ่นป่าราบในทันที “หัวขโมย!” เจ้าของร้านตะโกนแหกปากพร้อมชี้ไปยังร่างเล็ก ซึ่งกำลังวิ่งหน้าตั้งสับขาแหวกผลักคนอื่นหลบอย่างไม่คิดชีวิต
“แฮ่แฮ่” เธอวิ่งตรงดิ่งไปหาพี่สาวที่ซอกเดิมอีกครั้ง
“ใครก็ได้ช่วยจับมันที!” เจ้าของร้านร้อง ผู้คนเริ่มตั้งสติ ยามรักษาความปลอดภัยในชุดเครื่องแบบสีดำก็พุ่งไล่ตามแผ่นหลังของเด็กสาวไปติด ๆ รินใช้ร่างเล็ก ๆ วิ่งมุดหลบใต้โต๊ะหนีจับกุมสุดชีวิต หัวใจเต้นตึกตัก ผลักข้าวของกระจัดกระจาย แหวกตัวเข้าไปในฝูงชน ชาวบ้านก็ต่างด่าทอเมื่อเธอวิ่งมั่วไปทั่ว ดูเหมือนจะจับเธอยากเอาการ
“แฮ่! แฮ่! แฮ่!” แต่เพียงวิ่งแค่ชั่ววูบเดียวเท่านั้นเธอก็เหนื่อยแทบใจจะขาด
ตุบ!
“โอ๊ย!” เธอวิ่งชนคนตรงทางโค้ง ร่างเล็กกว่าเกือบล้มหงายหลังคว่ำ แต่ยังทรงตัวยันเท้าเอาไว้ทัน
“นี่แม่หนูจะรีบร้อนไปไหน! หัดเดินดูตาม้าตาเรือหน่อยเซ่!” รินเงยหน้าขึ้นไปมอง เธอเห็นชายชุดกาวขาว ทรงผมกระเซิงสีน้ำตาลไม่เป็นทรง ทำหน้าตาไม่สบอารมณ์อยู่เบื้องบน แต่เด็กสาวไม่มัวสนใจ เธอก้มหัวแล้วหนีอย่างเร็วไว
“ร...ริน!” ลันร้องดีใจ เมื่อเห็นน้องสาววิ่งเข้ามาในซอกเดิม “พี่ลัน! หนีเร็ว!” ลมหายใจหอบแฮก มือทั้งสองข้างประกบกุมแอปเปิลสีแดงไว้แนบอก และแล้วยามก็ตามมาทัน ยามคนนั้นกระโดดรวบร่างเด็กสาวหกล้มเข่ากระแทกพื้นเสียงดัง ตุบ!
“โอ๊ย!!”
“นังหนู แสบไม่ใช่เล่นนะ!” เขากดร่างบาง ๆ ของรินหมอบติดกับพื้น ลูกแอปเปิลสองลูกกลิ้งจากมือกระเด็นไปหยุดอยู่ตรงหน้าผู้เป็นพี่ ลันกำลังนั่งคุกเข่าน้ำตาเอ่อล้นจากเบ้า
“ริน!” พี่สาวร้องแผดเสียง ยามคนนั้นมองไปยังแฝดอีกคน และไม่นานชาวเมืองก็เดินเห่กันเข้ามามุงดู
“ปล่อยน้องของฉันนะ!” เสียงแหลม ๆ ของพี่ร้องกุมมือร้องบอก ยามคนนั้นหัวเราะ
“ฮ่าฮ่าฮ่า อะไรกันนังหนูสกปรก” เขากดร่างรินให้สงบลงกับพื้น
“พี่หนีไป!” เธอพยายามขัดขืนสุดกำลัง แต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถสู้แรงของผู้ใหญ่ได้เลย แต่แล้ว จู่ ๆ ไอเย็นก็แผ่ซ่านไปทั่วซอกหลืบ ลันที่ร้องไห้ก้มลงเก็บลูกแอปเปิลขึ้นมาด้วยความเชื่องช้า เธอกำมันแน่นด้วยโทสะ ส่งไอเย็นแผ่ขยายจากร่างกายเข้าไปปกคลุมในจุดเดียว
เธอแผดร้องสุดเสียง ก่อนปาแอปเปิลที่อยู่ในมือออกไปอย่างสุดแรงเกิด บังเกิดไอความเย็นออกมาจากลูกพุ่งเป็นสาย กลายเป็นก้อนน้ำแข็ง กระแทกเข้าหัวไหล่ยามจนกระเด็น ไหล่ถูกน้ำแข็งกัด เขาร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด นอนดิ้นอยู่บนพื้น
รินรีบลุกวิ่งออกไปหาผู้เป็นพี่ ฝาแฝดกระโดดเข้าโอบกอดกันด้วยความรักและความอบอุ่น กลางสายตาผู้คน
“เวทมนตร์?”
“เด็กคนนั้นใช้เวทมนตร์ได้!”
“ไม่จริงน่าเด็กขนาดนั้น?”
เสียงฝูงชนเริ่มฮือฮา ไม่นานพวกเขาก็แหวกทางให้กับเหล่ายามอีกยี่สิบนาย ทั้งหมดยืนอยู่ตรงหน้าสองพี่น้อง หากถูกจับได้ในตอนนี้ด้วยความผิดนั้นจะทำให้พวกเธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธโทษของอาณาจักรนอเทอร์ได้เลย
พวกเธอจะต้องถูกจับไปเป็นนักโทษและถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส ความตื่นกลัวนั่นทำให้เนื้อตัวของพวกเธอสั่นเทา แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น สะกดทุกการเคลื่อนไหวของใครทั้งหมด
“ช้าก่อนทุกท่าน!” ความเงียบบังเกิด ทุกสายตาหันไปมองเจ้าของเสียง ชายชุดกาวคนเดิมเดินแหวกตัวเข้ามา ทุกสายตาหันไปมองเขานั้นด้วยความสงสัย
แต่ชายผู้นั้นไม่สนใจใครเลย
“ขอแนะนำตัวก่อน ข้าดอกเตอร์ ไลเวน โซ สมาร์ท” เขาผายมือออกกวน ๆ ยิ้มให้เหล่าทหาร “ผู้รักษาความปลอดภัยเอ๋ย หากพวกเจ้ากำลังคิดจะจับตัวยัยหนูพวกนี้ไปใช้แรงงานแล้วละก็ ข้าคิดว่าอย่าจะดีกว่า ยัยหนูพวกนี้คงไม่สามารถทำงานให้พวกเจ้าได้พอใจหรอก ดีไม่ดีพวกเจ้าจะต้องเสียเงินเลี้ยงดูจนกว่าจะโต ฉะนั้นข้าจึงมีข้อเสนอดี ๆ มาให้พวกเจ้าเลือก”
เขาเว้นจังหวะก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งชี้ไปยังเด็กสาว
“พวกเจ้าจะขายให้ข้าไหม…หากข้าจะขอซื้อเด็กพวกนี้ด้วยราคาห้าหมื่นเดนนี่”
เขาชี้ไปทางคู่กรณีแล้วพูดอีก “พร้อมชดใช้ค่าเสียหายให้ด้วยนะ”

***

ง่ำ ง่ำ!
“เฮ้ย! ค่อย ๆ ทานกันก็ได้ ไปอดอยากมาจากไหนเนี่ยพวกเธอ” ไลเวนมองเด็กแฝดกำลังนั่งทานข้าวกันอย่างมูมมามบนโต๊ะไม้ในบ้านแสนหรูหราของเขา รินได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้นพูดทั้งยังคาบน่องไก่ไว้ในปาก
“อออ้างอะอุนไอ”
“เฮ่ยเคี้ยวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยพูดได้ไหมเนี่ยยัยหนูเอ๊ย! เดี๋ยวข้าวก็ติดคอตายหรอก”
“อ่าอาเอียกอั้นอ้าอายอู้อ๊ะ!” เธอโวยวาย ไม่ทันไรข้าวก็ติดคอ
“อะแค๊ก แค๊ก” เด็กสาวพยายามใช้กำปั้นน้อย ๆ ทุบหน้าอกตัวเอง ส่วนผู้เป็นพี่เห็นท่าไม่ดีก็ช่วยทุบหลังให้ “พูดยังไม่ทันขาดคำ เห็นไหมยัยหนูเอ๊ย ค่อย ๆ กินก็ได้ เอ้ามานี่ ๆ ” ดอกเตอร์หยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาเช็ดปากริน
“อย่ามาทำเหมือนฉันเป็นเด็กนะ!” สะบัดหัวสู้
“อย่าพูดอย่างนั้นสิริน” คนพี่พยายามห้ามน้องแต่ดอกเตอร์ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก
“ฮ่าฮ่า จริงเหรอ ๆ นี่ไม่ใช่เด็กแล้วเหรอยัยหนู งั้นบอกมาสิว่าพวกเธออายุเท่าไร”
“ห้าขวบ”
“โอ้โห โตแล้วจริงด้วย เยี่ยมเลย! แล้วนี่ พ่อแม่ไปอยู่ไหนละ?” สองแฝดกินข้าวไม่ลงทันทีเมื่อได้ยินคำถามนั้น พวกเธอนิ่งเงียบ บรรยากาศเย็นเฉียบเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า “ไม่อยู่แล้ว” รินพูด ลันพยักหน้าตาม ทั้งสองต่างก้มลงมองพื้น ไลเวนรู้สึกได้ว่าตนถามอะไรไม่เข้าเรื่อง
“โทษที ๆ ฉันไม่น่าถามเลย อ่อจริงสิ! พวกเธอรู้จักชื่อของฉันแล้ว ทำไมไม่บอกชื่อพวกเธอกับฉันบ้างล่ะ” สีหน้าเด็ก ๆ เริ่มดีขึ้น พวกเธอค่อย ๆ วางช้อนและแนะนำตัว
“น…หนูชื่อลัน แม่บอกว่าหนูเป็นพี่สาวค่ะ”
“น่ารักจัง ว่าง่ายกว่าคนน้องเยอะเลยนะ ฮิฮิ” ดอกเตอร์ลูบหัวลันเบา ๆ
เพี๊ยะ!
“อย่ามาแตะต้องตัวพี่สาวฉันนะ! ไอ้เจ้าลุงโรคจิต!” รินตีมือดอกเตอร์เสียแรง โมโหเดือด
“เอ้าไรเนี่ย!? นี่เห็นฉันหน้าแก่เหมือนคุณลุงเลยเหรอฟะ ฉันพึ่งจะสิบแปดเมื่อวานนี้เองนะ ถึงจะไม่ค่อยตัดผมโกนเคราก็เถอะ” เขาอดสงสัยไม่ได้เลยว่า สองคนนี้ผ่านอะไรกันมาบ้างถึงได้มีนิสัยเช่นนี้ พวกเธอคงไม่ใช่เด็กธรรมดาอย่างแน่นอน
“รินพูดอย่างนั้นไม่ได้นะ” ลันชี้นิ้วดุน้อง
“หึทำไมจะพูดไม่ได้! พี่ลืมไปแล้วเหรอ อาจารย์สอนมาว่ายังไง พวกผู้ใหญ่น่ะเชื่อใจไม่ได้หรอก ซื้อพวกเรามาจะเอาพวกเรามาทำอะไรก็ไม่รู้!”
“ต...แต่เขาเลี้ยงข้าวพวกเราไม่ใช่เหรอ แถมยังไม่ได้ใส่ยาพิษด้วย” ดอกเตอร์ไลเวนผงะตกใจ ก่อนถามออกไปว่า
“นี่พวกเธอตรวจสอบได้ด้วยรึไง”
“ได้สิพื้นฐานจะตาย แค่ใช้เวทมนตร์นิดเดียวเอง” รินตอบ
“ห๊ะพวกเธออายุห้าขวบแน่เหรอเนี่ย” ไลเวนสงสัยมากยิ่งกว่าเดิม
“ก็อาจารย์สอนมา”
“อาจารย์? อาจารย์คนไหน”
“ไม่รู้สิ แต่พวกเราเรียกเขาว่าอาจารย์” รินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เธอมองดอกเตอร์ที่กำลังนั่งกุมขมับ เห็น อย่างนั้นจึงบอกเบาะแสให้อีกอย่าง
“อาจารย์ที่มีผมสีเงินอ่ะ”
“ผมสีเงิน…” เขาทำหน้าสงสัยใช้นิ้วเขี่ยคาง “ซีน…เหรอ?”
“อ๋อ เข้าใจแล้วละ! ฮ่าฮ่า! ยัยหนูขอบใจมากนะ” เพียงแค่นั้นดอกเตอร์ไลเวนก็นึกขึ้นได้ เขาหัวเราะ เอื้อมมือไปลูบหัวเด็กสาวเบา ๆ รินสะบัดมือดอกเตอร์ออก
“ฉันไม่ใช่ยัยหนูนะ!”
“อะจ้า ๆ ” ดอกเตอร์ยิ้มเคียงคอกวน ๆ ส่วนเด็กสาวก็เมินหน้าหนีไปทางอื่น
“จริงสิ ฉันมีเรื่องต้องบอกพวกเธอไว้ เป็นกฎของบ้านนี้น่ะ ถ้าจะอยู่ด้วยกันก็ต้องมีกฎ พวกเธอเป็นเด็กฉลาดคงจะเข้าใจนะว่าฉันจะให้พวกเธอกินข้าวและนอนบ้านฉันฟรีไม่ได้”
ดอกเตอร์เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจัง ทำเอาเด็กสาวหันมาตั้งใจฟังไม่กล้ากะพริบตา
“เดี๋ยว ๆ ฮ่า ๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกน่า ไม่เห็นต้องทำหน้าเครียดกันขนาดนั้นเลย ถ้าจะอยู่บ้านหลังนี้ละก็ แค่ไม่ทำตัวสร้างปัญหากับช่วยงานบ้านฉันเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็พอแล้ว เพราะฉันทำงานอยู่แต่ในห้องทดลองไม่มีเวลามาจัดการน่ะ
และก็อีกอย่างนะ สำคัญมาก ห้องทดลองด้านในนั้น พวกเธอห้ามเข้าไปเด็ดขาด ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เพราะมันเป็นงานของฉัน ขื่นพวกเธอเข้าไปจุ้นจ้านวุ่นวายเลอะเทอะเปรอะเปื้อน งานฉันได้พังแน่ ๆ
จริงสิ! ต้องหาห้องให้พวกเธอนี่เนอะ งั้นตามมานี่ ของเก็บชั้นสองน่าจะใช้ได้พอดี” เขาบอกก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้ ฝาแฝดสบตากันก่อนจะตัดสินใจเดินตามหลังไป
“ที่นี่ไง พอใช้ได้ไหม อาจจะรกนิดหน่อยก็จัดการเองละกัน ส่วนเตียงกับที่นอนเดี๋ยวฉันจะสั่งมาให้วันหลัง วันนี้นอนบนพื้นไปก่อน พวกเธอคงนอนได้อยู่แล้วแหละ” ดอกเตอร์เปิดห้องออกมาก็สาธยายยาว แต่สองแฝดยืนอ้าปากค้างไปแล้ว เพราะห้องมันรกรุงรังมาก ไลเวนฮุบยิ้มแทบไม่ทัน
“เอาล่ะไม้กวาดอยู่นู่นน่ะไปหยิบมาสิ เดี๋ยวสอนให้ๆ ” เด็ก ๆ ทำตามคำสั่งช้า ๆ
“โอเคที่นี้มีอุปกรณ์กันแล้ว เริ่มทำกันเลย! วู้!”
“ด...เดี๋ยวก่อนค่ะดอกเตอร์!” ลันร้องเสียงตะกุกตะกัก
ไลเวนหันไปหา “ไรรึ มีอะไรไหนหนูพูดสิ” เด็กสาวกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่ยอมบอก
“คือ ท...ทำไมดอกเตอร์ถึงใจดีกับพวกเราขนาดนี้ล่ะคะ” เขายิ้มให้ก่อนจะลูบหัวเด็กตัวเล็ก และตอบไปว่า
“ทำไมน่ะเหรอ? คือ...จะว่ายังไงดีล่ะ พอเวลาฉันมองพวกเธอ เหมือนฉันเห็นตัวเองในอดีตที่หนีออกจากบ้านเรร่อน มันก็เลยรู้สึกสงสาร แล้วอีกอย่าง ที่ทำนี่ก็เพื่อเป็นการตอบแทนอาจารย์ของพวกเธอที่เคยช่วยชีวิตฉันเอาไว้ด้วยน่ะ”
“ด...ดอกเตอร์รู้จักอาจารย์ของพวกเราด้วยเหรอคะ”
“รู้จักสิ ซีนที่ทำอย่างนั้นก็มีแค่ไม่กี่คนหรอก”
ดอกเตอร์พูดพลางยิ้มขยี้ผมของเด็กสาวไปเรื่อย หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ช่วยกันทำความสะอาดห้องใหม่จนเสร็จ โดยมีดอกเตอร์ไลเวนคอยสอน
และแล้ววันเวลาก็ค่อย ๆ ผ่านพ้นไป ต่อมาเมื่อดอกเตอร์ว่างงานเมื่อไร เขาก็จะมาสอนให้เด็ก ๆ ทำกับข้าว สอนหนังสือ เล่นกับเด็ก ๆ ปล่อยไปเล่นนอกบ้านบ้าง ทุก ๆ วันที่ผ่านไปมีแต่ความสุข จนอายุสิบหก แฝดทั้งสองก็ตัดสินใจสอบเข้าสถาบันจอมเวทอีเดนพร้อมกัน
แต่ทว่ามันก็ไม่ง่ายนักเมื่อรินสอบข้อเขียนไม่ผ่านห้าปีซ้อน ส่วนลันที่สอบติดตั้งแต่ปีแรกก็สละสิทธิ์ไปทุกปี เพราะน้องสาวสอบไม่ผ่าน และลันไม่กล้าไปเรียนคนเดียว ไม่อยากทิ้งน้องจึงสละสิทธิ์ไปทุกปี จนกระทั่งทั้งสองสาวอายุครบยี่สิบเอ็ดปี รินก็สอบผ่านจนได้
16 ปีที่ผ่านไป ทั้งสองคนโตขึ้นและพร้อมจะเข้าเรียนแล้ว
***

ในห้องสี่เหลี่ยมของบ้านไม้หรูหราแต่ไม่ได้กว้างมากนัก สภาพภายในห้องดูสะอาดสะอ้าน ชั้นวางหนังสือถูกจัดเป็นระเบียบข้าวของเครื่องประดับถูกตกแต่งสวยงาม มองไปทางไหนก็โล่งสบายตาไปหมด
ลันคนสวยในวัยสาว อยู่ในชุดเดรสสีน้ำเงินผมยาวถึงกลางหลัง เธอสวมแว่นตาใสกำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างสงบบนเก้าอี้ตัวเก่ง
พลั๊ก! เสียงประตูเปิดกะทันหัน ร่างของสาวผมสั้นสีน้ำเงินเช่นกันก็พรวดเข้ามาด้วยความรวดเร็ว เธอคนนั้นใส่ยีนส์และชุดหนัง ทั้งยังเจาะหูเท่อีกด้วย
“พี่ลัน! พี่ดูนี้สิ! ไม่อยากจะเชื่อเลย รินสอบติดแล้ว!”
“พี่อ่านไม่ได้หรอกนะ ลืมไปแล้วเหรอ ว่ามันจะทำลายตัวเองน่ะ” พี่สาวละสายตาจากหนังสือหนาและมองไปยังน้องสาว คนที่ตื่นเต้นมาก ๆ เกาหัวเขิน
“โทษที ๆ รินดีใจไปหน่อย!”
วันนี้รินดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ใช่แล้ว จะไม่ให้เธอดีใจได้อย่างไรในเมื่อเธอสอบผ่านเป็นครั้งแรก เมื่ออายุครบสิบหก ทุกคนสามารถซื้อใบสมัครจากร้านค้าของรัฐบาลโอก้อนได้ ซึ่งเป็นร้านค้าที่มีหลายสาขาและมีอยู่เกือบทุกที่ยกเว้น ‘แดนนรก’ เช่นไอซ์เฟลว
ส่วนการทำข้อสอบนั้น เริ่มต้นโดยการให้ผู้สมัครใช้คาถาขีดเขียนอักษรเวทลงชื่อ แล้วกรอกรายละเอียดของตัวเองให้หมดทุกอย่าง และหากมีการขีดเขียนอักษรเวทคนละแบบในข้อสอบเดียวกัน มันจะทำลายตัวเองทิ้งทันที
ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะให้ผู้อื่นทำข้อสอบให้ได้ ส่วนเนื้อหาในข้อสอบจะเป็นการแก้โจทย์ผังเวทมนตร์สามสิบบท ซึ่งมีกฎว่า หากได้ทำบทแรกแล้ว จงทำให้ได้มากที่สุดภายในเวลาสองชั่วโมง
การแก้ผังเวทมนตร์ หรือการสลายเวทนั้น โดยปกติแล้วนับว่าเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับจอมเวททุกคน เพราะมันคือการร่ายเวทแบบกลับหลัง ซึ่งเวทบทนั้นมันไม่ใช่บทที่ตนเองคิดขึ้นหรือเคยเรียนมาก่อน โดยข้อสอบนั้น ออกแบบมาให้ผังเวทสามารถแก้ง่ายกว่าเวทมนตร์ที่ใช้กันทั่วไป
“ทีนี้อีตาดอกเตอร์โรคจิตนั่น! จะได้เลิกเรียกรินว่าเป็นตัวถ่วงของพี่ลันสักที! หึ!”
“อย่าพูดอย่างนั้นสิ… ดอกเตอร์ให้ที่อยู่พวกเราก็ดีแล้วนะ อีกอย่าง…พี่ก็ไม่เคยมองรินเป็นตัวถ่วงแบบนั้นเลยด้วย”
“โถ่! พี่ลันไม่เห็นต้องมาปลอบเลย! น้องรู้ตัวดีน่า! ว่าต้องทำให้พี่เข้าเรียนช้าไปตั้งห้าปี ไม่ใช่เล่น ๆ เลยนะ! ตั้งห้าปี!”
“ก็พี่ไม่อยากไปที่นั่นคนเดียวนี่… ก็…พี่…กลัวคนนี่นา” พี่สาวมุ่ยหน้าร้องเสียงสั่น
“สักวันล่ะ! ถ้าพี่เจอคนมาก ๆ เดี๋ยวก็หายกลัวเองแหละเชื่อรินสิ” พี่สาวทำใจเชื่อไม่ลง เรื่องโหดร้ายและภาพที่เห็นแม่ถูกไฟคลอกตายต่อหน้าต่อตานั้น ลันเป็นคนเห็นชัดเจนยิ่งกว่าริน และอีกอย่างก็คงเป็นเพราะอาจารย์สอนให้ลันระวังตัวตลอดเวลาด้วย เธอจึงเชื่อใจใครได้ยาก พี่สาวพยักหน้าตอบด้วยเสียงเบาบาง “อืม เชื่อก็ได้”
“อย่างนั้นแหละ ดีแล้วพี่ งั้นเราไปลงทะเบียนกันตอนนี้เลยไหม! อีเดนอยู่ใกล้แค่นี้เอง!” น้องสาวฉีกยิ้มออกหน้าออกตา พี่สาวรู้สึกว่ารินนั้นชอบโชว์ของใหม่ใช่ย่อย เธออมยิ้มให้ก่อนจะตอบ “อืม”
“โอเค! งั้นขอไปบอกดอกเตอร์ก่อนนะ” น้องสาวยิ้มสดใสชอบใจใหญ่
ลันก็พยักหน้ารับ ก่อนวางหนังสือที่อ่านค้างไว้ลงบนโต๊ะช้า ๆ ไม่นานทั้งสองก็พากันเดินออกจากห้องนั้นไป
ทั้งคู่เดินผ่านโถงทางเดินในบ้านด้วยความคุ้นเคย ลงบันไดช้า ๆ มุ่งตรงไปยังห้องทดลองของดอกเตอร์ ตรงประตูมีกระดาษเขียนไว้ว่าตัวโต ๆ ว่า ห้ามเข้า! พวกเธอมองมันก่อนจะเคาะ
ก๊อกๆ
“ดอกเตอร์เว่ย! ดอกเตอร์โรคจิตอยู่ไหม!” รินเคาะประตูร้องเรียก ทำเอาคนด้านในรำคาญใจเป็นที่สุด “เดี๋ยวเซ่! ฉันติดงานอยู่เฟ้ย! มีไรพูดมาเลยยัยริน!”
“ฉันสอบติดอีเดนแล้ว!”
“ห๊ะ! เธอพูดว่าอะไรนะยัยริน นี่ฉันหูฝาดไปเปล่าเนี่ย!”
“ก็บอกว่าฉันสอบติดอีเดนแล้ว! ช่วยพาฉันกับพี่ไปส่งหน่อย!” เธอป้องปากตะโกนใส่ประตูเสียงดังกว่าเดิม และไม่นานนักประตูห้องทดลองก็เปิดออกมา สองสาวสะดุ้งกระโดดถอยห่างออก เมื่อร่างของชายวัยสามสิบสี่ สวมชุดกาวน์สีขาวดูขี้เกียจ ๆ ผมยาวยุ่ง ๆ ไม่ต่างจากตอนวัยรุ่นนักที่เพิ่มมาคือเคราที่ยาวกว่าเดิม เขามองพวกเธอตากะพริบปริบ ๆ
“จริงเหรอ ไม่ได้โม้แน่นะ?”
พวกเธอพยักหน้าตอบ ทันใดนั้นอีกเสียงหนึ่งก็ดังออกมาจากในห้อง
“ไลเวน! เจ้ายังไม่ได้บอกเลยว่าทำไมสีผมของข้าถึงเป็นเช่นนี้ ห๊า!” เสียงโวยวายดังมาจากด้านใน ร่างกำยำเป็นหมัด ๆ ผมยาวสีดำดวงตาสีม่วง เดินออกมาจากห้องทดลองสีขาว โดยไม่ดูสถานการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น
ทั้งสามคนอยู่ในอาการมึน ไลเวนหันกลับหลังหน้าซีด เมื่อชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคาย เดินเข้ามาอยู่ต่อหน้าพวกเขา “ร…รีบออกมาทำไมเนี้ย…” ไลเวนหน้าซีดถาม
“ทำไม เจ้ามีปัญหารึไงห๊ะ! แล้วสีผมนี่มันอะไรกัน!” ชายหนุ่มบ่น พร้อมดึงเส้นผมสีดำบนหัวถาม ทั้งที่อายุน้อยกว่า แต่ชายหนุ่มกลับไม่มีความเกรงใจไลเวนเลยสักนิด
ลันกับรินทำได้แค่ดู
“เอ่อ...มันเป็นผลข้างเคียงน่ะ”
“ดอกเตอร์ เด็กคนนี้ใครอะ ทำอะไรกันข้างใน” รินชี้ แค่นั้น ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาก็อึ้งบ้าง
“ระ รึว่าพวกเธอคือ…อุ๊บ!” ยังไม่ทันที่เขาจะได้ร้องลั่น ไลเวนก็รีบเอามืออุดปากชายคนนั้น แล้วรีบเข้าไปกระซิบข้าง ๆ หูก่อนจะปล่อยให้เขาพูดช้า ๆ ชายหนุ่มนิ่งสักพักก่อนจะเผยยิ้ม
“เอ่อ… ท่านพี่ริน ท่านพี่ลันใช่ไหมครับ ยินดีที่ได้รู้จัก ข้า…ไม่สิผม เคิร์ส เวโลนิก้า เป็นผู้ช่วยดอกเตอร์ไลเวนครับ” ชายหนุ่มผมยาวนาม เคิร์ส พูดออกไปพร้อมยื่นมือทักทายด้วยรอยยิ้ม
ส่วนรินก็จับมือชายหนุ่มด้วยความมึนงง
เธอสงสัยว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นใครมาจากไหน เหตุใดจึงมาโผล่ด้านหลังห้องทดลองนั่นได้ ที่แห่งนั้นพวกเธอสองคนถูกห้ามเข้าไปแท้ ๆ แต่ทำไมเด็กหนุ่มคนนี้ถึงเข้าไปได้ล่ะ?
“อ…อืม”
“เฮ้อ วุ่นวายกันจัง! เอาล่ะ! จะแนะนำให้รู้จักเอ่อ…นี่คือผู้ช่วยคนใหม่ของฉัน เคิร์ส เวโลนิก้า อย่างที่เขาได้บอกไปนั่นแหละ พวกเธอคงไม่เคยเห็นหน้าเขาหรอก เพราะพึ่งเข้ามาช่วยงานฉันเมื่อสามวันที่แล้ว เขาอยู่แต่ในห้อง นอนในนั้นตลอดไม่แปลกที่พวกเธอจะไม่รู้เรื่องน่ะ” ไลเวนหยุดหายใจแล้วพูดต่อ
“เคิร์ส ขอแนะนำให้รู้จัก นี่ รินกับลัน สาวฝาแฝดที่ฉันเคยบอกไปไง น่ารักไหมล่ะ โอเคจบเรื่องนะ ว่าแต่…เมื่อกี้นี้…มีเรื่องอะไรนะริน” ดอกเตอร์พยายามหลับตาหมุนนิ้วทวนความจำ
“อ่อ...ฉันจะให้ไปส่งอีเดนน่ะ”
“อ๋อ เรื่องนั้นเอง!” ไลเวนนึกออกก็หันไปทางเคิร์ส
“เออจริงด้วย แกเองก็อายุสิบหกแล้วใช่ไหมเคิร์ส อยากไปเรียนกับพวกเธอไหมล่ะ”
เคิร์สยิ้มก่อนจะพยักหน้าแล้วตอบไปว่า
“ครับ”
***

เอี๊ยด! เสียงรถยนต์เบรกหยุดจนฝุ่นตลบ ผู้คนหันมามอง เขาจอดใกล้ ๆ กำแพงใหญ่ตรงประตูทางเข้าสถาบันจอมเวทอีเดน ด้านข้างกระจกมองออกไปจะเห็นอาคารใหญ่ตั้งตระหง่านท่ามกลางธรรมชาติและผู้คนมากมาย
“เอ้าลงได้แล้ว!” เสียงห้าวของดอกเตอร์พูด
“หนอย! ดอกเตอร์โรคจิต ขับให้มันช้า ๆ กว่านี้หน่อยไม่ได้รึไงห๊ะ! พี่ลันกลัวหมดแล้วเห็นไหมเนี่ย!” รินขมวดคิ้วเข้มว่าพลางนั่งลูบหัวพี่สาวที่ใกล้จะร้องไห้อยู่ด้านหลังเบาะ
“ฮาฮ่า! โทษ ๆ รถมันแรงน่ะ!” เจ้าคนหัวกระเซิงหันมาหัวเราะใส่
“ดอกเตอร์ครับ ไอ้ม้าเหล็กนี่มันสุดยอดไปเลยนะครับ” เจ้าหนุ่มที่นั่งข้างคนขับร้อง รินหันไปมองเคิร์สด้วยตาขวางก่อนจะพูดกับตัวเองในใจว่า ‘…เป็นถึงผู้ช่วยแต่ทำไมเรื่องแค่นี้ยังไม่รู้?’ เธอสงสัย
“อย่ามาทำเป็นแกล้งโง่น่าเศิร์ส ฮ่าฮ่าฮ่า” ดอกเตอร์ต่อยไหล่ติดตลก ทั้งสองหัวเราะ
แต่หญิงสาวผู้น้องก็ยังคงจ้องมองแผ่นหลังของเคิร์สตาเป็นมัน อดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าชายปริศนาคนนี้เป็นใคร จนกระทั่งพี่สาวข้าง ๆ สะกิด รินจึงหลุดจากภวังค์ “ร…ริน รีบลงจากเครื่องนี้กันเถอะนะ พี่กลัว”
ประตูรถเปิดออก พร้อมปลายขาที่ย่างก้าวเหยียบพื้นดิน มองไปเบื้องหน้าของพวกเขา นั่นคือทางเข้าสถาบันจอมเวทอีเดนอันลือชื่อ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณเจ็ดร้อยไร่ ส่วนหนึ่งเป็นอาคารเรียน อาคารกิจกรรม หอพัก และส่วนที่เหลือจะเป็นธรรมชาติ ทะเลสาบ ภูเขา ทุ่งหญ้า สวนสาธารณะ ส่วนจุดบริการอาคารใหญ่นั้นตั้งอยู่ตรงหน้าทางเข้าพอดิบพอดี เพียงแค่เดินตรงไปนิดหน่อยก็จะเห็นจุดรับลงทะเบียนแล้ว
ทั้งสี่ผ่านทางเดินที่มีต้นไม้เขียวเรียงระนาบสองข้างทาง แล้วก็มาหยุด…ที่
“นี่ดอกเตอร์! ที่นี่มันสอบเข้าง่ายขนาดนี้เลยรึไง!” รินสงสัยเมื่อมองไปยังผู้คนซึ่งต่อแถวยาวเป็นไส้เดือน คาดว่าหากไปต่อท้ายคงต้องรอประมาณสองชั่วโมง
“ฮ่าฮ่าฮ่า ยัยรินเอ๊ย! พนันได้เลยว่าแกคงทำคะแนนได้ไม่ถึงห้าสิบใช่ไหมเนี่ย”
“ชิส์” คนผมสั้นสีน้ำเงินสะบัดหน้าหนี
“หุหุหุ จะบอกอะไรให้นะ ถ้าทำได้แค่เจ็ดบทแค่นั้นก็ผ่านแล้วใช่ปะ แต่การทดสอบไม่ได้มีแค่รอบแรกเฟ้ย กะอีแค่สลายเวทมนตร์ได้ มันวัดค่าความเป็นจอมเวทที่ดีไม่ได้หรอก หุหุ” ดอกเตอร์พูดออกมาสองมือล้วงกระเป๋าเสื้อกาวน์อย่างมั่นใจ
รินฟังที่ดอกเตอร์พูดจบก็ถึงกับคอตก ที่เธอดีใจมาตลอดมันกลับเป็นเรื่องปกติของคนเรียนเวททั่ว ๆ ไปที่เขาทำกันได้หมด เธอไม่น่าดีใจจนออกนอกหน้าเลยให้ตายเถอะ พี่สาวที่เกาะแขนเสื้อเห็นดังนั้น จึงพูดให้กำลังใจน้องว่า
“ถ...ถึงใครจะมองรินเป็นแค่คนธรรมดา แต่รินคือคนพิเศษของพี่นะ” ลันพูดเสียงตะกุกตะกัก ทันใดนั้นเคิร์สที่ได้ยินก็รีบเข้าไปกระซิบถามไลเวน
“ล…ไลเวนเจ้าอย่าบอกนะว่า…”
“เปล่า ๆ แค่ความรักระหว่างพี่น้องน่ะ” เขาโบกมือปฏิเสธ
“รินน่ะเป็นน้องสาวคนเดียวของพี่นะ เป็นคนพิเศษ!” คนเป็นน้องยิ้มกว้าง
“เห็นไหมล่ะ ไอ้หนุ่ม! บอกแล้วความรักแบบพี่น้องไง! แกนี่คิดอะไรเยอะแยะนะ! แล้วชอบใครวะ! คนพี่หรือคนน้องห๊ะ!” ไลเวนพยายามแซว
เคิร์สเล่นตามน้ำ “ท่านพี่น่ารักทั้งคู่จนผมเลือกไม่ถูกเลยละครับ”
“ชิห์! ถ้าคิดจะจีบพวกฉันละก็! ฝันไปเถอะ! สเป็คของฉันไม่ใช่ผู้ชายหน้าเด็ก! และถ้าคิดจะจีบพี่ลันละก็ ตัดใจไปซะ! ฉันไม่มีวันยกให้แน่!” รินชี้หน้าตอบออกมาอย่างแน่วแน่ เพราะเธอหลงรักคนที่แข็งแกร่งเฉกเช่นอาจารย์ของเธอ
ดอกเตอร์ไลเวนกุมปากหัวเราะ ก่อนยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้าง ๆ หูชายหนุ่มผมยาวอีกครั้ง แต่เขาดันกระซิบดังเกินไปเหมือนหวังให้ได้ยิน
“ฮิฮิ รินมันชอบผู้ชายแก่ว่ะ เสียใจด้วย” จากนั้นทั้งสองคนก็หัวเราะพรืดออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย สาวเจ้าหงุดหงิดควันออกหูเสียยิ่งกว่าเดิม เธอร้องตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
“ไม่ใช่แกก็แล้วกัน! ไอ้ดอกเตอร์โรคจิต!”
พวกเขาระเบิดหัวเราะ และกว่าจะหยุดได้ก็ทำเอาเหนื่อย “เฮ้อ…รออยู่ตรงนี้แถวมันก็ไม่ขยับไปไหนสักที เอางี้! พวกเราไปซื้อข้อสอบให้เจ้าเคิร์สกันก่อนดีไหม! ฉันจะได้ไปซื้ออุปกรณ์ทดลองด้วยเลย” ดอกเตอร์ไลเวนเริ่มเบื่อ และเขาขี้เกียจมาต่อแถวยาว ๆ เสียยิ่งกว่าอะไร
ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย พวกเขาจึงมุ่งหน้าไปย่านขายของขนาดย่อมเยา ในสถาบันอีเดน
ที่นี่ผู้คนไม่หนาตามากนัก บรรยากาศร่มรื่น กลิ่นธรรมชาติ ลมอ่อน ๆ ต้นไม้รายล้อมเก้าอี้ม้านั่งประดับเรียงอยู่ตามทาง ทุกอย่างสดชื่นเหมาะสำหรับพักผ่อน ดอกเตอร์ไลเวนและเคิร์สเลือกเดินเข้าไปทำธุรของตนก่อน ปล่อยให้สองสาวนั่งรออยู่ตรงม้านั่งใต้ร่มไม้
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป…
“พี่ลัน! น้ำแอปเปิลเย็น ๆ” น้องสาวเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ในฝ่ามือถือแก้วน้ำสองใบ ค่อย ๆ นั่งลงข้าง ๆ พี่สาวแล้วยื่นแก้วน้ำให้ ลันรับมันไว้โดยไม่ลืมกล่าวขอบคุณ
“ขอบใจจ่ะ” เธอยิ้มหวานก่อนจะดื่มน้ำแอปเปิลอย่างบรรจง “อ่า…อร่อยจังเลย” พวกเธอยิ้มให้กัน แต่ทันใดนั้นเอง… เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“ฮือ ฮือ ฮือ..”
ลันตกใจกระโดดกอดน้องจนแว่นเกือบหลุด ทิ้งแก้วหกลงบนพื้นอิฐ “ส…เสียงอะไรน่ะริน!” คนน้องผู้ใจกล้าไม่ตอบ เธอดันตัวลุกขึ้นจากที่นั่ง
ทั้งที่พี่สาวยังเกาะแขนติดหนึบมาด้วย รินกวาดสายตาหันมองไปด้านหลังต้นไม้ และจึงพบเด็กสาวซึ่งกำลังร่ำไห้บนม้านั่ง เธอมีเรือนผมสีบลอนด์ทองทรงสั้น ใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้ม เด็กคนนั้นรีบปาดน้ำตาเร็วไวเมื่อถูกอีกฝ่ายจ้องมอง
“ข…ขอโทษที่รบกวนนะคะ อึก.. อึก..“ เธอร้องเสียงสะอื้นอ่อนไหวเป็นที่สุด เด็กสาวพยายามใช้แขนน้อยๆ เช็ดใบหน้าของตนด้วยความเขินอาย
“เอ่อ...น้องเป็นอะไรไหม ให้พี่ช่วยอะไรรึเปล่า” รินถาม เธอเดินเข้าไปใกล้เด็กสาวคนนั้น หวังจะปลอบให้หยุดร้องไห้ เด็กคนนั้นพูด
“ค...คือหนู อึก…ทำหาย ทำหายไปแล้ว...หนูมันจอมซุ่มซ่ามอย่างที่แม่บอกไว้จริง ๆ” เธอกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ รินเห็นอย่างนั้นจึงทนไม่ไหว เธอพยายามเข้าไปนั่งใกล้ ๆ แล้วค่อย ๆ ลูบหัวเด็กสาวปลอบเบา ๆ
“ใจเย็น ๆ นะน้อง ทำอะไรหายเหรอ แล้วเราชื่ออะไร… พอจะบอกพี่ได้ไหม”
“จ...จดหมายลงทะเบียนค่ะ ฮือ ฮือ หนู...หนูชื่อนานิ อึก ๆ
“ว้าว! ชื่อน่ารักสุด ๆ พี่ชื่อรินนะ ยินดีที่ได้รู้จัก! จดหมายลงทะเบียนหายใช่ไหม เดี๋ยวพี่ช่วยหาให้นะ เพราะฉะนั้นเด็กดีต้องหยุดร้องไห้เข้าใจไหม” เธอยิ้มลูบหัวนานิไปเรื่อย จนกระทั่งเด็กสาวหยุดร้องไห้ เธอพยักหัวงึก ๆ ทั้งน้ำตา
จากนั้นทั้งสามคนก็ช่วยกันตามหากระดาษของนานิด้วยเวทมนตร์อย่างสุดกำลัง เวลาผ่านไปแล้วก็ผ่านไปอีก เหงื่อตก เหนื่อยจนหอบแต่ก็ยังไม่หยุดหา จนรินเจอมันในที่สุดในพุ่มหญ้า เธอชูมันยิ้มให้นานิ เด็กสาวที่พึ่งรู้จักกันก็วิ่งกระโดดกอดรินเต็มอ้อมแขนทันที
สามสาวดีใจที่เจอมัน นานิเลี้ยงน้ำขนมพี่ ๆ เป็นการตอบแทน ก่อนจะนั่งคุยกัน
“ขอบคุณนะคะ เฮ้อ นึกว่าจะแย่ซะแล้ว คือจริง ๆ ที่หนูมานั่งร้องไห้ตรงนี้ ก็แค่มารอเพื่อนน่ะค่ะ ไม่นึกว่าพวกพี่สองคนจะมาช่วยเอาไว้ ขอบคุณนะคะ” นานิยิ้มขอบคุณอีกหน ฝาแฝดทั้งสองสะบัดมือบอกไม่เป็นอะไร “เรื่องเล็กน้อยน่ะ”
“อ่ะ! นั่นไงเพื่อนหนูมาพอดีเลย เดินออกมาพร้อมกับคนผมยาว ตรงนั้นเลย” นานิชี้ไปที่เคิร์สซึ่งเดินเข้ามาพร้อม ๆ กับชายอีกคน ชายคนนั้นสูงส่วนเกือบเท่ากัน แต่เรือนผมของเขาเป็นสีเงินเงางามประหลาดกว่า
“ท่านพี่ริน! ท่านพี่ลันรอนานไหมครับ! ผมกลับมาแล้ว” ชายหนุ่มร้องตะโกนเรียกพี่ ๆ อย่างร่าเริง แต่ทว่าสองสาวกลับพูดไม่ออก ทั้งคู่ตกตะลึง อึ้งทึ่งตาโตเหมือนปลาทอง สายตาของทั้งสองไม่ได้จ้องมองเคิร์ส
แต่กลับเพ่งเล็งไปที่เขา! ชายอีกคนซึ่งอยู่ข้างกาย
“อ้อ! นี่เพื่อนเก่าผมเองครับเป็นชาวซีน เฮ้ย! แนะนำตัวหน่อย” พูดจบเคิร์สก็ตบบ่าชายผมสีเงินดังป๊าบ เขาสะดุ้งตะกุกตะกักเล็กน้อยก่อนจะพูดชื่อตัวเองออกมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“ฟ…ฟอลเวล แอ็กลาส ยินดีที่ได้รู้จัก”
ฟอลเวลพูดพร้อมโค้งให้กับทั้งสองคนอย่างสง่างาม ฝาแฝดทั้งสองต่างมองไปที่ฟอลเวลตาเป็นมัน ราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าเห็นเขายืนอยู่ตรงนั้น
ทั้งสองคนไม่สามารถกลั้นคำเอาไว้ได้ มันเป็นใบหน้าที่ทั้งคู่อยากพบเจอมาโดยตลอด อยากตามหามาแสนนาน เมื่อตกตะลึงจนถึงขีดสุด สองแฝดก็ต่างร้องตะโกนเรียกชื่อหนึ่งเขาออกมาพร้อม ๆ กัน…
“อ…อา…อา…อาจารย์!”

4 ความคิดเห็น

  1. #3 phakawadi155 (@phakawadi155) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:33

    น่าสนุกนะเนี้ย

    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-12.png

    #3
    0