ตอนที่ 17 : บทที่ ๑๗ ปราการวายุ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

บทที่ ๑๗ ปราการวายุ

ในขณะที่กำลังก้าวย่ำไปบนทางหิมะทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ทอรินเอ่ยถามชายที่กำลังพยุงหิ้วปีกเขาอยู่ข้าง ๆ ด้วยความสงสัย “นี่…ฟอลเวล เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าตอนนั้นข้ายังมีชีวิตอยู่” ชายหนุ่มชาวซีนไม่ได้ตอบทันที เขาเดินต่อสักพักก่อนจะหันกลับมาตอบทื่อ ๆ ว่า
“ข้ารู้เพราะเจ้าเป็นคนเฉลยเองยังไงล่ะ” ได้ยินเช่นนั้นจีน่าที่หิ้วปีกอยู่อีกฝั่งก็หัวเราะร่า ส่วนฝ่ายทอรินเองก็รับรู้ถึงความหัวหมอของชาวซีน เขาก้มหน้ามองพื้นสลด
เป็นเวลาไม่นานนักหลังจากที่ทอรินรอดมาได้ เขาถูกช่วยและรักษาบาดแผลโดยทั้งสองคน แน่นอนว่าฟอลเวลกับจีน่าไม่ได้ใช้ฮาร์ทไลท์ในการรักษาทอริน เนื่องจากมันเป็นของสำคัญ หากไม่ถึงยามคับขันจริง ๆพวกเขาไม่คิดจะใช้มันเลย
ขณะนี้ทั้งสามคนกำลังเดินลัดเลาะไปตามริมแม่น้ำเย็นยะเยือก บรรยากาศรอบข้างพวกเขานั้นเงียบสงบ ไม่มีวี่แววของอันตรายใด ๆ อีกไม่นานก็จะถึงชายแดนระหว่างเมืองแล้ว ในขณะที่เดินทางกันด้วยความเงียบฟอลเวลก็ชิงถาม
“เจ้าเคยได้ยินชื่อ คนที่ชื่อไลเวนไหม ข้ากำลังตามหาเขาอยู่”
“ไม่ ข้าไม่เคยได้ยิน เพื่อนเจ้าหรือ”
“อืม”
ฟอลเวลโล่งใจออกไปเปราะหนึ่ง เพราะทีแรกเขานึกว่าไลเวนจะเป็นหนึ่งในสี่คนที่โดนพวกกูลฆ่า เขาชักสีหน้าดีใจราวกับยกภูเขาทั้งลูกออกจากอก จีน่าเห็นเช่นนั้นจึงเข้าร่วมวงสนทนาบ้าง เนื่องจากการเดินไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ช่างน่าเบื่อเหลือเกิน
“ทำไมกองทหารของเจ้าถึงมากันแค่ห้าคน ปกติน่าจะพากันมาเยอะกว่านี้ไม่ใช่หรือ” เธอถาม
นายทหารแทบไม่อยากจะตอบคำถามนั้นเลย เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะทำใจเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ ว่า “พวกเรามากันสามสิบคน สุดท้ายเหลือเพียงแค่ห้า”
“เป็นไปไม่ได้หรอก กูลเจ็ดตัวนั้นไม่ได้แข็งแกร่งขนาดไล่ต้อนพวกเจ้าได้ขนาดนี้” จีน่ากล่าว ในความคิดของเธอแม้ทหารจะใช้เวทไม่ได้ แต่พวกเขาก็ไม่น่าจะเสียท่ากับอีแค่กูลเพียงเจ็ดตัว ในเมื่อมีกำลังพลตั้งสามสิบ
“มันไม่ใช่เจ็ดตัวหรอก กองทัพของพวกมันรวมกว่าห้าร้อยตัวกำลังรวมตัวกันอยู่ พวกข้าไปเจอเข้าโดยบังเอิญ ข้าคิดว่ามันกำลังจะรวมพลมาบุกปราการวายุแน่ หน่วยของข้าส่วนหนึ่งจึงสละชีพให้พวกข้าหนีกลับไปส่งข่าว ข้าเกือบจะทำไม่สำเร็จแล้วหากไม่ได้พวกเจ้าช่วยไว้” ฟอลเวลและจีน่าถึงกับตะลึงเมื่อได้ยินข่าวอันน่าสะพรึงกลัวนั้น
พวกกูลมันคิดจะขยายเขตล่าอาหารไปเรื่อย พวกมันกินไม่เคยพอ แต่จำนวนฝูงที่มากขนาดนั้นฟอลเวลกับจีน่าก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะปกติกูลฝูงหนึ่งจะออกล่าไม่เกินฝูงล่ะสิบตัวเท่านั้น พวกคนเถื่อนจึงต้องรวมกลุ่มกันอย่างต่ำสามสิบคนถึงจะต่อสู้ได้
สิ่งที่ฟอลเวลไม่อยากเจอมากที่สุดในไอซ์เฟลน-รองลงมาจากยักษ์ก็คือพวกกูล พวกมันไม่เหมือนหมาป่าหรือคนเถื่อนหรือแม้แต่ยักษ์ พวกมันใช้การล่าเป็นฝูงและความเร็วเหมือนหมาป่า ใช้การโจมตีที่มีปัญญาเหมือนคนเถื่อน และมีพลังชีวิตความถึกแบบยักษ์หากไม่ตัดหัว แทงหัวใจของมัน หรือไม่ก็เผาพวกมันทั้งเป็น พวกมันก็ไม่อาจตายได้
“แล้วคนที่ปราการของเจ้ามีเท่าไรตอนนี้” ฟอลเวลหันกลับไปถาม
“หกร้อยนาย”
ฟอลเวลคิดว่าไม่น่ารอด แม้จะเป็นฝ่ายตั้งรับก็ตาม หากชนะกูล พวกคนเถื่อนอาจจะรู้ข่าวนี้แล้วรวมเป็นกลุ่มใหญ่ยกพลบุกปราการซ้ำสองจนแตกพ่ายแน่ ฝ่ายของปราการมีแต่เสียเปรียบเห็น ๆ
“หากข้ารีบไปแจ้งข่าวที่ปราการก็จะสามารถขอกำลังเสริมจากนอเทอร์มาช่วยป้องกันปราการไว้ได้ ข้าเลยไม่คิดจะหยุดพัก ฉะนั้นตอนนี้รีบเดินเถอะ ข้าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว” ทอรินเอ่ยสิ่งที่คิด ฟอลเวลกับจีน่าเห็นด้วยจึงสาวเท้าเร่งให้เขาเดินต่อ แต่ด้วยนิสัยขี้สงสัยอยู่ตลอดของจีน่าเธอจึงกล่าวถามกลับทอรินไปว่า
“นี่…ทำไมเจ้าถึงพยายามป้องกันมันขนาดนั้นล่ะ”
เขาเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเธอกลับไปช้า ๆ “เพราะพวกเรามีหน้าที่ปกป้องชาวบ้านและเด็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลังปราการนั่นน่ะสิ ถ้าพวกคนเถื่อนหรือพวกสัตว์ร้ายข้ามปราการไปได้ ด้านหลังนั่นคงได้กลายเป็นนรกเหมือนที่นี่แน่” ทอรินพูดด้วยน้ำเสียงเข้มแข็งพลางยังลากขาเดินต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ
ฟอลเวลกับจีน่าเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง และเริ่มมั่นใจว่าด้านหลังของอีกฟากนั่นจะต้องมีความสงบสุขที่แท้จริงรอพวกเขาอยู่อย่างแน่นอน “ข้าไม่เข้าใจ เจ้าเสี่ยงชีวิตของตัวเอง แล้วเจ้าจะได้อะไรตอบแทนมันคุ้มกันอย่างนั้นหรือ” ฟอลเวลถาม
“อาหาร เสื้อผ้า อาวุธ พวกเจ้าคงไม่รู้ พวกเรามนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ข้าปกป้องพวกเขาให้ปลอดภัยแลกกับการที่พวกเขาต้องเหนื่อยล้าหาสิ่งเหล่านั้นให้ข้า อีกอย่างครอบครัวของข้าก็อยู่ด้านหลังปราการนั่น จะทิ้งไปไม่ได้หรอก” ทอรินเอ่ย
ฟอลเวลรู้แล้วว่า ด้านนอกไอซ์เฟลวเป็นสถานที่ ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอก็สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ เพียงแค่ผู้อ่อนแอทำประโยชน์ในด้านอื่นให้ผู้แข็งแกร่ง นั่นไม่เหมือนกับไอซ์เฟลวเลย เพราะที่นี่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่งทุกอย่าง
“ข้าเข้าใจแล้ว” ฟอลเวลเอ่ย
“ฟอลเวล จีน่า ถ้าพวกเจ้าข้ามไปอีกฟากแล้ว พวกเจ้าจะเจอมากกว่าที่ข้าพูดถึงอีกมาก พวกเจ้าจะต้องปรับตัวให้ได้ พวกเจ้าห้ามฆ่าคนเพื่อแย่งชิงสิ่งที่ต้องการเหมือนที่นี่” ทอรินยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทั้งสองคนจะปรับตัวได้ไหมหากออกจากไอซ์เฟลว แต่อย่างไรเขาก็สัญญาแล้วว่าจะพาทั้งสองออกจากที่นี่อยู่ดีไม่นานทอรินก็พูดต่อ
“หากข้ามไป พวกเจ้าที่มาจากไอซ์เฟลวจะถูกผู้คนกล่าวหาในทางที่ไม่ดีเช่นข้าในตอนแรก แต่อย่าใช้อารมณ์หรือข่มขู่พวกเขา นั่นจะทำให้เจ้าลำบากยิ่งขึ้น พวกเจ้าจงอธิบายดี ๆ แม้เขาจะทำร้ายเจ้า เจ้าทำได้หรือไม่” ทอรินมองหน้าฟอลเวลเหมือนไม่แน่ใจ แต่แล้วฟอลเวลก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า
“พวกข้าต้องทำให้ได้ แม้จะรู้ว่าทำยาก”
จีน่าหัวเราะกับคำพูดของฟอลเวล ชายวัยกลางคนถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ แม้พวกเขาจะมีความคิดเหมือนคนที่โตแล้ว แต่ยังไงทอรินก็คิดว่าพวกเขาก็ยังเป็นแค่เด็กวัยรุ่นที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวตนเพื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ทอรินหวังว่าเขาจะชี้ทางให้เด็กพวกนี้เดินไปในเส้นทิศที่ถูกและไม่หลงผิดแปลก ๆ นั่นคือสิ่งที่เขาหวัง
“โลกจริง ๆ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เจ้าคิดหรอกนะฟอลเวล” ทอรินกล่าว
“ข้ารู้ว่าโลกจริง ๆ ยังมีอะไรอีกมาก ข้าถึงรู้ว่ามันยาก แต่ข้ามั่นใจว่าทำได้ ข้าคิดว่าคงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าไอซ์เฟลวหรอกทอริน” เขาบอก
“ก็จริงของเจ้า” ทหารผู้บาดเจ็บยิ้มยอมรับ เขาคิดว่าทั้งสองน่าจะใช้ชีวิตคู่ด้านนอกไอซ์เฟลวได้ ถึงแม้กฎของโลกจะต่างกันคนละขั้วก็ตาม แต่ฟอลเวลเป็นคนฉลาดและรอบคอบ เขาน่าจะจัดการกับปัญหาได้ไม่ยากนักหากทอรินมีความมั่นใจและกล้าที่จะมองปัญหาให้กลายเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนฟอลเวลแล้วละก็ เขาคงไม่โง่ปล่อยให้โทสะครอบงำจนทำให้ตนเองต้องเกือบตายแบบก่อนหน้านี้แน่
ซึ่งทอรินหารู้ไม่ว่า ก่อนที่ฟอลเวลจะทำอย่างนั้นได้ เขาเจอปัญหามามากมายตั้งแต่เกิดจนมองทุกอย่างแทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว วินาทีเฉียดตายฟอลเวลสัมผัสมันมานับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งตอนนี้เขาไม่กลัวอะไรเลย ยกเว้นความตายของผู้เป็นที่รัก
ทั้งสามเดินไปตามตามริมแม่น้ำอย่างเชื่องช้า จนในที่สุดพวกเขาก็เห็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ตั้งอยู่ไกลลิบตา ปราการเหล็กกล้าถูกสร้างขึ้นมาระหว่างภูเขาขนาดใหญ่สองลูก สูงกว่าสี่สิบเมตร แม่น้ำตัดผ่ากลางปราการนับว่าเป็นชัยภูมิที่ไม่ดีนัก
แต่เนื่องจากมีภูเขาล้อมรอบจึงสามารถสร้างหอคอยได้หลายแห่งเพื่อเฝ้าสังเกตการและป้องกันการบุกโจมตีได้เป็นอย่างดี และเนื่องจากพื้นที่โดยรอบนั้นเป็นพื้นที่หิมะโล่ง พวกเขาจึงสามารถสังเกตเห็นพวกฟอลเวลได้แม้จะอยู่ในระยะไกลเป็นกิโลก็ตาม
เสียงแตรดังขึ้นมาจากปราการ ฟอลเวลและจีน่าตอบสนองกับเสียงนั้น พวกเขาหยุดฝีเท้าชักอาวุธของตนออกมาเตรียมรับมือโดยทันที ทอรินรีบยกมือห้ามและบอกให้ทั้งสองคนผ่อนคลาย
“ไม่เป็นอะไร พวกเขาไม่โจมตีมั่วซั่ว”
ได้ยินดังนั้นฟอลเวลกับจีน่าจึงลดการ์ดอาวุธของตนลงในที่สุด บานประตูเหล็กกล้าอันใหญ่ยักษ์กำลังเปิดอ้าออกมาอย่างช้า ๆ แม่น้ำที่ทอดยาวไปถึงที่นั่นมองเห็นจนเล็กไปเลย ถ้าเทียบกับประตูบานใหญ่และกำแพงเหล็กที่วางระนาบยาวต่อกับเทือกเขาหิมะปราการธรรมชาติ
ทหารม้าจำนวนหนึ่งกำลังโบกธงวิ่งมารับ ฟอลเวลพยายามนับจำนวน แต่ยังไม่แน่ใจนักเขาประมาณได้ว่ายี่สิบนาย ทหารม้าวิ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงห้านาทีพวกเขาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของฟอลเวลแล้ว ซีน-หนุ่มและซีนสาวยืนนิ่งไม่ขยับจ้องมองด้วยสายตาแข็งกร้าว ใส่เหล่าทหารนับสิบที่อยู่เบื้องบน พวกเขาสวมใส่ชุดคลุมสีเทาทับเสื้อเกราะเบาใยผ้า รองเท้าบูตเช่นเดียวกับทอริน
ทหารม้าเริ่มตีกรอบพวกเขาอย่างช้า ๆ จนล้อมรอบเป็นวงกลมไร้ทางหนี ทั้งหมดจ้องมองเขม็งใส่ฟอลเวลและจีน่าอย่างไม่ไว้วางใจ
“ชาวซีน? พวกเจ้าต้องการอะไร” ชายวัยชรานายหนึ่งใส่ชุดคลุมต่างจากพวกกล่าวขึ้นมาในฐานะหัวหน้าของปราการวายุ รูปร่างหน้าตาและผมหงอกบนหัวรวมถึงเคราแพะของเขาแม้จะอายุมากแล้ว แต่ว่าเขากลับดูเปี่ยมไปด้วยมาดของผู้นำ แต่ไม่ทันที่ฟอลเวลจะตอบกลับไป ทอรินก็ยกมือห้ามและชิงพูดกับหัวหน้าของเขาแทนซีนหนุ่ม “พวกเขาช่วยข้าไว้ขอครับ ท่านผู้บัญชาการลาดอน”
“ช่วย?? ชาวซีนนี่นะ ฮ่าฮ่า ๆ เจ้าจะพูดล้อเล่นก็ให้ดูสถานการณ์หน่อยเถอะทอริน” ลาดอนชักสีหน้าแปลกใจก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง และไม่นานเหล่าทหารม้าก็เริ่มส่งเสียงหัวเราะคิกคักตามมา ฟอลเวลรู้สึกอบอ้าวแปลก ๆ เขาเหลือบไปเห็นจีน่าที่กำลังกำหมัดแน่น เขาค่อย ๆ เดินผ่านทอรินแล้วเอื้อมไปกุมมือของเธอเอาไว้ให้ใจเย็นลง
หญิงสาวรู้สึกถึงไอเย็นจากฝ่ามือของฟอลเวล เธอจึงคลายพลังเวทลงในที่สุด เธอหันไปมองฟอลเวลด้วยแววตาที่อ่อนโยน แต่ทว่าฟอลเวลยังคงจ้องใบหน้าของผู้บัญชาการลาดอนด้วยแววตาอันแข็งกร้าว
“คำพูดของเขาดูเหมือนล้อเล่นหรือ เจ้าต่างหากที่ทำเป็นตลก” สิ้นคำของฟอลเวล ทำเอาเหล่าทหารต่างชักอาวุธขึ้นมาถือโดยพร้อมเพรียงกัน แต่ทันใดนั้นลาดอนก็ยกมือขวาขึ้นแล้วเอ่ยขึ้นมาเบา ๆ ว่า “หยุด” ทหารทุกนายก็ชะงักอยู่กลับที่
เสียงเหล็กเสียดสีดาบและอาวุธของเหล่าทหารถูกเก็บเข้าไปในที่ปลอดภัยอีกครั้ง ทอรินเสียวสันหลังวาบ เขาพึ่งบอกฟอลเวลไปแท้ ๆ ว่าควรพูดจาอธิบายเรื่องราวแต่โดยดี มิใช่พูดจารุนแรงคุกคามเช่นนี้ลาดอนลูบเคราที่ใต้คางเบา ๆ เปลี่ยนสายตานั่นให้ดุและจริงจังไม่แพ้ฟอลเวล “เกิดอะไรขึ้น” ผู้บัญชาการบนหลังม้าหันไปถามทอริน
“หน่วยลาดตระเวนของข้า พบเข้ากับกองทัพกูล-กว่าห้าร้อยตัว พวกมันจะบุกเข้ามาที่นี่ในวันนี้ หน่วยของข้าตายหมด ข้าเองก็เกือบตายหากไม่ได้ซีนสองคนนี้ช่วยไว้” ทอรินผายมือไปยังฟอลเวลและจีน่า ทั้งสองยังคงยืนกุมมือกันนิ่งไม่เปิดเผยความอ่อนแอใดๆให้ใครเห็น
“แล้วทำไมซีนเห็นแก่ตัวอย่างพวกเจ้าถึงได้ช่วยคนของข้าเอาไว้ล่ะหึ” ลาดอนชักสีหน้าสงสัยขยับม้าเข้าไปถามฟอลเวลใกล้ ๆ ฟอลเวลหลับตาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า
“ที่ข้าช่วยเพราะว่าหวังผลประโยชน์ ข้าจะออกไปจากที่นี่พร้อมหญิงสาวของข้า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องผ่านปราการของเจ้า” ฟอลเวลกล่าวอย่างตรงไปตรงมาพลางยังกุมมือของจีน่าแน่นไม่ยอมปล่อย ชายวัยชราผู้ได้รับสารนั้นถึงกับยิ้มและเกาคางเล็กน้อย เขาเอ่ย
“เจ้าพูดตรงดีข้าชอบ ก็ได้ ข้าจะให้เจ้าผ่านไปได้ ขอบใจที่ช่วยคนของข้า แต่ว่า…มีข้อแม้อย่างหนึ่ง” ผู้บัญชาการชูนิ้วหมายเลขหนึ่งให้ฟอลเวล บรรยากาศทั้งหมดจึงเงียบสงัดหัวใจของชาวซีนทั้งสองเต้นโครม ๆ ไม่รู้ว่าข้อแม้นั้นคืออะไร แต่อย่างไรพวกเขาก็ไม่อาจเลี่ยงมันได้
“ว่ามา” ซีนหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็ง ๆ และในที่สุดคำตอบก็ออกมาจากปากของผู้บัญชาการ
“สองคืนนี้พวกเจ้าต้องช่วยเป็นกำลังปกป้องปราการ หากพวกเจ้ายังไม่ตาย ข้าจะให้พวกเจ้าสองคนข้ามไปแน่นอนข้าสัญญา” ฟอลเวลแทบไม่ต้องคิดเพียงแค่มองดวงตาของหญิงสาวอันเป็นที่รักเขาก็รู้ว่า เธอคิดเช่นเดียวกัน หลังจากที่พวกเขาฟังทอรินเล่ามาระหว่างทางจึงได้รู้ว่า หากปราการแตกชีวิตอันสงบสุขที่พวกเขาปรารถนาจะไม่มีวันเป็นจริงแน่ หากไม่มีปราการ คนด้านในนั้นก็จะไม่ได้รับความสงบสุข ทั้งสองคนจึงพยักหน้าตกลงพร้อมกันเบา ๆ ลาดอนเห็นเช่นนั้นก็ยิ้ม ก่อนจะร้องออกมาว่า
“ขึ้นหลังม้า ทุกคนกลับปราการ”
สิ้นเสียงของลาดอนเขาบังคับบังเหียนหันกลับหลัง ฟอลเวลและจีน่าค่อย ๆ ขึ้นไปบนหลังม้าของนายทหารสองคนที่จอดรอ และทหารม้าทั้งหมดก็วิ่งกลับเข้าสู่ปราการโดยทันที แม้ไม่รู้ว่าจะมีอะไรรอพวกเขาอยู่ แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงแค่สู้และพุ่งฝ่าไปเท่านั้น

***

ประตูเหล็กสีเทาเปิดออกกวาดทางหิมะบนดิน เกือกเท้าม้านับสิบย่ำเข้าไปในป้อมปราการ ด้านในเต็มไปด้วยบ้านอาคาร ผู้คนนับร้อยกำลังดำเนินชีวิตใต้สิ่งก่อสร้างอันมโหฬาร บ้านหลายหลังคาเรือนถูกปลูกด้วยอิฐและไม้ง่าย ๆ เรียงรายยาวต่อ ๆ กันเป็นทอด ๆ มองออกไปจะเห็นทั้งร้านตีเหล็ก กระทบเสียงค้อนดังขึ้นมาเป็นระยะ มีทั้งคอกที่เอาไว้เลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ สถานพยาบาลและคลังเสบียง ที่นี่ไม่คล้ายค่ายทหารแต่ราวกับว่าเป็นชุมชนอันแสนสงบสุขแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ ฟอลเวลและจีน่าบนหลังม้ามองทอดออกไปตาไม่กะพริบ
“รวมตัว!” เสียงร้องของลาดอนเรียก จากนั้นทหารทุกนายในค่ายก็ขานรับ ทุกคนในปราการหยุดการกระทำของตน เสียงตีเหล็กสงบลง คนเลี้ยงสัตว์หยุดให้อาหารม้า ทุกอย่างหยุดนิ่ง ทิ้งภารกิจของตนแล้วค่อย ๆเดินออกมายังลานกว้างริมแม่น้ำโดยทันที
ลาดอนบังคับบังเหียนม้า เคลื่อนไปหาคนดูแลม้าก่อนจะลงจากหลังมันก่อนจะส่งต่อให้พวกเขาดูแล พวกฟอลเวลเองก็เช่นกัน
“ตามข้ามา” ลาดอนเรียกทั้งสามคน ไม่มีใครกล้าทุกคนพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตามหลังชายแก่ไป ลาดอนนำทางไปยังลานกว้างก่อนจะฝ่าฝูงชนขึ้นบันไดไปยืนบนกลางเวทีขนาดใหญ่ ซึ่งถูกสร้างด้วยไม้อัด ยามหิมะโปรยปราย ทั้งสี่ถูกจับจ้องด้วยสายตาหกร้อยคู่เบื้องล่าง
แม้จะมีเสียงฮือฮาบ้างในยามที่ฟอลเวลและจีน่าปรากฏตัว แต่ก็ไม่มีใครกล้าจู่โจมพวกเขาเลย ทุกคนเพียงแต่ชี้และซุบซิบไม่ไว้วางใจ แต่เมื่อเห็นว่าได้ฤกษ์แล้ว ลาดอนจึงเปิดปากพูด
“อยู่ในความสงบ!”
เสียงห้าวควบคุมทุกอย่างได้หมดจด ทุกคนนิ่ง เงียบและตั้งใจฟัง พวกเขาเคารพผู้บัญชาการและมีระเบียบวินัยตามแบบทหาร ลาดอนเดินเอามือไขว้หลังเข้าไปหาทอรินพร้อมกับกล่าวไปสนทนากับผู้คนเบื้องล่าง
“สหายข้า! วันนี้ข้ามีข่าวร้ายมาบอกพวกเจ้า หน่วยลาดตระเวนที่สาม เหยี่ยวเหยี่ยวกลับมาแล้ว! แต่น่าเสียดาย! ที่ทอรินนั้นรอดกลับมาได้เพียงแค่คนเดียว!” เอ่ยจบสีหน้าทุกคนก็เปลี่ยนเป็นเศร้าหมอง แต่เขาไม่ปล่อยโอกาสให้ทุกคนหยุดคิด
“ผู้ที่จากไปแล้วย่อมไม่มีวันกลับมา! แต่เขาจะอยู่กับพวกเจ้าเสมอเมื่อเจ้านึกถึงพวกเขายามหลับตา! เอาล่ะ! จงยืนไว้อาลัยให้แด่เหล่าสหายผู้ล่วงลับ! จดจำชื่อของพวกเขาเอาไว้ …” จากนั้นลาดอนก็ร้องตะโกนขานชื่อของนายทหารในหน่วยนั้นทั้งหมดยกเว้นทอรินนานกว่านาที
ลาดอนจดจำใบหน้าและชื่อทุกคนในปราการนี้ได้ ทุกคนที่นี่คือครอบครัวพวกเขา แม้พวกเขาจะสามารถลาจากงานได้ปีละสองครั้ง ครั้งละหนึ่งเดือนก็ตาม แต่ส่วนใหญ่ทุกคนก็มักไม่มีที่ให้กลับไป จึงใช้ชีวิตเป็นครอบครัวอยู่ที่นี่
รายชื่อทั้งหมดถูกประกาศอย่างกึกก้อง เหล่าคนเบื้องล่างยังคงตีหน้าเครียดและซึมกับเหตุการณ์ที่สูญเสียมากถึงขนาดนี้ แม้จะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่จะมีคนต้องตายยามเข้าไปในไอซ์เฟลว แต่พวกเขาก็ทำใจให้ชินไม่ได้เสียที บรรยากาศเบื้องล่างเศร้าโศกจนฟอลเวลและจีน่ารู้สึกได้
นายทหารคนหนึ่งเบื้องล่างร้องตะโกนเสียงดังราวกับจะร้องไห้ เขาถามถึงสาเหตุการตายของเพื่อนพ้อง
ลาดอนถอนหายใจก่อนจะหันกลับไปหาทอรินแล้วเอ่ยว่า “ตาเจ้าแล้ว” ลาดอนตบไหล่เบา ๆ นายทหารผู้โชคดีพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตรงไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ให้คนเบื้องล่างเห็น เขาเปิดปากกล่าวกับทุกคนด้วยเสียงดังฟังชัด
“ข้าทอริน! จากหน่วยเหยี่ยวเหยี่ยว ได้รับภารกิจออกเดินทางสำรวจไอซ์เฟลว โดยมีเป้าหมายคือการระบุระยะฐานกบดานของศัตรู และในที่สุดภารกิจของหน่วยข้าก็สำเร็จ แต่ทว่าที่นั่นกลับมีจำนวนพวกกูลมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ พวกมันมีมากกว่าห้าร้อยตัว พวกข้าหนีไม่รอด สละคนแล้วคนเล่าเพื่อให้หนีกลับมาแจ้งข่าว จนสุดท้ายเหลือเพียงห้าคน แต่อีกสี่คนก็ตายต่อหน้าข้าและข้าก็เกือบถึงฆาต!” ทอรินเปิดบาดแผลสาหัสที่ถูกพันด้วยผ้ารักษาให้ดู เขาสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะกล่าวอีกครั้งและผายมือไปทางชาวซีนทั้งสอง
“แต่โชคดีเพราะชาวซีนสองคนนี้ได้ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ข้าจึงรอดมาได้! ไม่เช่นนั้นตอนนี้ข้าคงนอนกลายเป็นอยู่ศพในไอซ์เฟลวไปแล้ว” พูดจบเสียงเอะอะโวยวายด้านล่างก็ดังลั่น พวกเขาไม่เชื่อใจคนที่มาจากไอซ์เฟลว เพราะคนเถื่อนฆ่าพรรคพวกของพวกเขาไปมากมาย มันเป็นไปตามที่ทอรินคาด ดีที่เขาบอกกับฟอลเวลและจีน่าไปแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น จึงทำให้พวกเขายังสามารถนิ่งอยู่ได้ในตอนนี้
“เงียบก่อน!” ลาดอนตะคอก จากนั้นเสียงเอะอะก็เริ่มสงบลงอีกครั้ง และให้ทอรินพูด
“พวกเจ้าอาจไม่เชื่อแต่มันเป็นเรื่องจริง! ซีนสองคนนี้ช่วยเหลือข้าเอาไว้! และเป็นเพราะพวกเขาข้าจึงกลับมาแจ้งข่าวกับพวกเจ้าที่นี่ได้! ข้าขอให้พวกเจ้าอย่าคิดร้ายกับซีนสองคนนี้ พวกเขาไม่เหมือนกับพวกคนเถื่…อน”
“ฟอลเวล!” ยังไม่ทันที่ทอรินจะพูดจบ จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากเบื้องล่าง สายตาทุกคู่จับจ้องมองไปยังชายคนนั้น เขาสวมชุดกาวน์สีขาวกำลังเดินแหวกฝูงชนเข้ามายังหน้าเวที หัวกระเซิงสีน้ำตาลนั่นฟอลเวลกับจีน่าจำมันได้เป็นอย่างดี
“ข้าดีใจจริง ๆ ที่เจ้ายังไม่ตาย!” ไลเวนไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แม้จะถูกจับจ้องมองด้วยสายตานับร้อยคู่ เขาวิ่งขึ้นบันไดและโผเข้ากอดเพื่อนผู้มีพระคุณอย่างเต็มรัก ฟอลเวลเลือกจะทำหน้านิ่ง ถึงแอบยิ้มออกมานิด ๆ ก็ตามที จีน่าเองก็เช่นกัน เขาดันไลเวนออกไปช้า ๆ
“เออ ข้าก็ดีใจ”
“ปีเตอร์ล่ะ” ไลเวนถามพลางมองหาเพื่อนของเขาอีกคน แต่ทว่าหาไม่เจอเลย ฟอลเวลไม่ตอบ จากนั้นไลเวนก็เริ่มรู้สึกเศร้า “เจ้าบ้านั่นผิดคำสาบานเสียได้!” เขาสบถหัวเสีย ก่อนจะหันกลับไปหาผู้คนนับร้อยที่ดูเหตุการณ์นี้อยู่
“พวกเจ้าไว้ใจซีนสองคนนี้ได้! พวกเขาช่วยข้าเอาไว้ถึงสามหน! หากไม่ได้เขาข้าเองก็ตายไปแล้วเช่นกัน!” ทหารทั้งหมดเริ่มมีสีหน้าดีขึ้น เนื่องจากได้รับปากเสียงมาถึงสองคน
แต่ฟอลเวลกลับไม่สนใจท่าทีพวกนั้นและคำกล่าวใด ๆ ของไลเวน เขากลับจ้องมองไปยังลาดอนที่อยู่ข้าง ๆ พลางคิดสงสัยไม่ตก ลาดอนกล่าว
“เอาละทุกคน หากระยะทางเป็นไปตามที่ทอรินว่ามา พวกมันกว่าห้าร้อยตนจะยกทัพมาถึงที่นี่ในอีกราว ๆ สองชั่วโมง ข้าอยากให้พวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม วันนี้อาจจะเป็นวันตายของพวกเจ้า คนเจ็บหรือใครที่ปอดแหกอยากกลับบ้านก็กลับไปเสีย นี่เป็นโอกาสสุดท้าย” ลาดอนพูดจบนายทหารกว่าสามสิบคน รวมคนเจ็บเช่นทอรินทั้งหมดก็ยกมือขึ้น ฟอลเวลหันไปมองไลเวนที่ยกมือขึ้นด้วยเช่นกัน
“ฉลาดดีนิ” ฟอลเวลเอ่ยชมไลเวนเบา ๆ คนเจ็บ หรือคนที่ไม่มีความสามารถและไม่มีกำลังใจเตรียมพร้อมที่จะตายในสนามรบ ก็เป็นได้แค่ตัวถ่วงของเพื่อนเพียงเท่านั้น “เจ้าไม่ไปหรือ” ไลเวนสงสัยถามฟอลเวลไปทื่อ ๆ
“ถ้าข้ารอดกลับไปได้ ข้าถึงจะได้ไป” เขามองยังลาดอนด้วยแววตาที่แข็งกร้าว ไลเวนจึงเข้าใจถึงแม้จะไม่ได้ถามว่าฟอลเวลต้องทำอะไรเพื่อให้ได้ข้ามไปก็ตาม
“อืม เช่นนั้นเจ้าอย่าได้ตายล่ะ เสียดายที่ข้าคงไม่ได้มีโอกาสแนะนำสาว ๆ ในนอเทอร์ให้กับเจ้าเหมือนที่เคยบอก ฮึฮึ ลาก่อนฟอลเวล ไว้เจอกันอีกครั้ง อ๊อ แม่นางจีน่าฝากดูแลเขาด้วยล่ะ ข้าไปล่ะ ลาล่ะนะเพื่อนรัก” ไลเวนกอดฟอลเวลอีกครั้งและโบกมือลา
เขาเดินลงบันไดไปอย่างช้า ๆ สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงรอยยิ้มอ่อน ๆ ของฟอลเวลและจีน่าเพียงเท่านั้น คนอื่น ๆ ที่ไม่ประสงค์จะสู้อีกสามสิบคนก็กำลังเดินออกไปรวมตัวกันอีกที่หนึ่ง
เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วลาดอนจึงเปิดปากขึ้นมาอีกครั้ง “ข้าดีใจที่พวกเจ้ายังอยู่ที่นี่ตอนนี้ และพร้อมเป็นกำลังในการปกป้องบ้านเมืองและอาณาจักรของเรา พวกเจ้าทั้งหมดรวมถึงข้าอาจจะตายที่นี่! แต่มันจะไม่ศูนย์เปล่า! ชีวิตพวกเรากว่าห้าร้อยคน จะสามารถปกป้องชีวิตได้เป็นล้านด้านหลังนี่ ชีพและเกียรติของพวกเจ้าทั้งหมดมีคุณค่า จะไม่มีคนลืมเรื่องของพวกเจ้า ชื่อของพวกเจ้าในฐานะวีรบุรุษจะถูกเล่าขานต่อไปสู่ชั่วลูกชั่วหลาน! เจ้าจงภูมิใจในความเป็นนักรบเสีย!”
ทหารที่ออกไปทั้งหมดส่วนใหญ่นั้นเป็นคนที่บาดเจ็บ และส่วนที่สองก็เป็นพวกช่างชาวบ้าน ที่ต่อสู้ไม่ได้ นอกนั้นนักรบผู้มีเกียรติทั้งหมดไม่คิดจะทอดทิ้งปราการไปเลยแม้แต่คนเดียว ทั้งหมดพร้อมที่จะสละชีพเพื่อชาติและบ้านเมืองของพวกเขา
เมื่อกำลังใจเริ่มมา ทุกคนด้านล่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งแบบเดียวกันทั้งหมด
“บอกข้ามาสิว่าพวกเจ้าจะสู้จนตัวตายเพื่อปกป้องดินแดนนี้เอาไว้ใช่ไหม!”
ตึ่ง!ตึ่ง!ตึ่ง! เสียงประสานกันดังกระหึ่มก้องไปทั่ว พร้อมกับเสียงกระทืบเท้า ฟอลเวลกับจีน่าถึงกับขนลุกซู่ ตอนทุกคนขานรับจนแผ่นดินสะเทือน ภาพเบื้องหน้าช่างน่าอัศจรรย์สำหรับพวกเขายิ่งนัก
“บอกข้ามาสิว่าพวกเราจะไม่ยอมให้มันผ่านที่นี่!”
ตึ่ง!ตึ่ง!ตึ่ง! ทุกคนรวมใจเป็นหนึ่ง นี่คือทหารชั้นเยี่ยมที่สุดที่ในอาณาจักรนอเทอร์
“ทุกหน่วยประจำที่ ปรับตามรูปแบบการปกป้องที่เจ็ด! เตรียมเอาวุธของพวกเจ้าให้พร้อม! นี่เป็นศึกที่ใหญ่ที่สุด! จงอย่าประมาทศัตรู! ใครก็ตามที่คิดจะผ่านประตูหลังจากนี้! พวกเจ้าฆ่ามันให้หมด!” หลังจากคำกล่าวปลุกระดม นายทหารทั้งหมดก็พร้อมใจเปล่งเสียงร้องออกมาอย่างสุดชีวิต แหกปากสุดเสียง เหล็กเสียดสีดังลั่น ทุกนายยกอาวุธขึ้นมา ฝีเท้านับร้อยเดินไปประจำหน่วยอย่างเป็นระเบียบและน่าเกรงขาม
ลาดอนหันใบหน้ากลับไปมองฟอลเวลที่ส่งสายตาดุร้ายมาที่เขาตั้งแต่เมื่อครู่ ก่อนถามออกไปว่า
“ดูเหมือนเจ้าจะมีคำถาม”
“ใช่”
“ว่ามา”
“ทำไมเจ้าถึงปล่อยให้เด็กอายุสิบหกและบุรุษไปรษณีย์ข้ามไปยังไอซ์เฟลวโดยไร้อาวุธ” ลาดอนจ้องมองตาไม่กะพริบ ฟอลเวลก็เช่นกัน เขายังคงรอคำตอบ
“ข้าไม่มีสิทธิ์ห้ามใครเข้าไป หน้าที่ของพวกเราทหารปราการวายุมีเพียงแค่ต้องหาทางปกป้องที่นี่ไว้เพียงเท่านั้น เราไม่ยอมเสียคนออกไปตามคุ้มครองหรอก” ลาดอนตอบตรง ๆ
“ถึงแม้เจ้าจะรู้ว่าปล่อยออกไปพวกเขาจะต้องตายอย่างนั้นรึ”
“หึ นักผจญภัยหน้าไหน ๆ ก็คิดตื้นทะนงตนในความสามารถทั้งนั้น ห้ามไปก็เปล่าประโยชน์ เสียเวลาทำงานของข้าด้วย หากมีฝีมือก็ย่อมกลับมาได้เองนั่นแหละ” ลาดอนพูดถูก เพราะฟอลเวลเคยเห็นคนจากนอเทอร์มากมายมาที่ไอซ์เฟลว แต่ก็มีส่วนน้อยที่รอดกลับไปได้ พวกเขาคงคิดตื้นเกินไป แร่ใต้ดินในดันเจี้ยนที่ไม่มีใครมาขุดในไอซ์เฟลวมีราคามากมายมหาศาล ต้นฮาร์ทไลท์แต่ละต้นที่ขึ้นเฉพาะที่ไอซ์เฟลวก็เช่นกัน สิ่งเหล่านั้นดึงดูดนักผจญภัยมาตายที่นี่เสมอ
“ถ้าไม่มีอะไรข้าจะไปแล้ว” ลาดอนกล่าว
“แล้วให้พวกข้าทำอะไร” จีน่าถาม
“แล้วพวกเจ้าทำอะไรได้?”
จีน่าไม่พูดเพียงแค่เสกไฟขึ้นมาจากฝ่ามือ ลาดอนถึงกับยิ้มไม่คิดว่าจะได้เจอคนใช้เวทมนตร์ได้ที่นี่ แถมยังเป็นเวทไฟอีกต่างหาก ลาดอนมองไปทางชายหนุ่มก็ถึงกลับเสียวสันหลังวาบ เมื่อเขาชักดาบออกมาอย่างรวดเร็วจ่อไปที่ลำคอของผู้บัญชาการที่มีฝีมือต่อสู้เป็นที่หนึ่งในปราการนี้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว ลาดอนถึงกลับกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ลงคอ ไม่นานนักฟอลเวลก็เก็บอาวุธของตนเองลง
“ข้าไม่แปลกใจว่าพวกเจ้ารอดมาจากไอซ์ได้ยังไงแค่สองคน” ชายชราว่า ก่อนจะเปลี่ยนสายตาที่หวาดกลัวกลับมาเป็นปกติ เขามองไปที่ชาวซีนสัตว์ประหลาดทั้งสอง “จอมเวทไฟเจ้าขึ้นไปบนกำแพง หากเห็นพวกมันรุกล้ำเข้ามาในจุดวิกฤติให้ขัดขวางเสีย ส่วนเจ้าคอยด้าน…”
“ข้าจะตามไปกับนาง”
ลาดอนพูดไม่ออก เมื่อฟอลเวลขัดขึ้นมากลางบทสนทนา และเขาก็ไม่อยากจะบังคับชาวซีนสองคนนี้ให้ทำตามคำสั่ง เพราะหากพวกเขาไม่พอใจอาละวาดขึ้นมาละก็ เป็นเรื่องแน่ ยังดีที่สัตว์ประหลาดทั้งสองคนกลายเป็นพวกเดียวกับเขาแล้ว
“เข้าใจล่ะงั้นตามข้ามา”

4 ความคิดเห็น