ตอนที่ 16 : บทที่ ๑๖ เส้นทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

บทที่ ๑๖ เส้นทาง

ฟอลเวลเคยอ่านหนังสือเก่า ๆ เล่มหนึ่งที่มีคำกล่าวประมาณว่า ความรักมักทำให้คนเราเปลี่ยนไป และตัวเขาเองก็พึ่งรู้ในวันนี้ว่าคำกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริง ฟอลเวลไม่กล้าทำตัวเย็นชามากเหมือนแต่ก่อน ไม่กล้าขึ้นเสียงดุกับหญิงสาวอันเป็นที่รักของเขาหากมันไม่จำเป็น เขารู้สึกแปลกใจมากที่คนหัวดื้ออย่างเขายอมทำเพื่อให้เธอรู้สึกดีได้ถึงขนาดนี้
นั่นอาจจะเป็นเพราะเธอได้ช่วยเหลือจิตใจอันบอบช้ำของเขาไว้ก่อน หรืออาจเป็นเพราะเขาได้เรียนรู้ที่จะมอบความรักแก่ผู้อื่นอย่างแท้จริงก็เป็นได้
หญิงสาวผมยาวสลวยกำลังนอนหลับปุ๋ยห่มผ้าสบายอยู่บริเวณข้างผนังถ้ำ มองถัดออกมาไม่ไกลมากนัก จะเห็นชายหนุ่มซึ่งกำลังพยายามใช้หินเหล็กไฟขูดกันเพื่อก่อให้เกิดประกายไฟ เขาเตรียมกิ่งและใบไม้แห้งไว้ด้านหน้าพร้อมจะก่อกองไฟ ส่วนด้านขวาข้าง ๆ เท้าจะเห็นหม้อต้มน้ำที่เต็มไปด้วยหิมะวางเอาไว้เพื่อจะใช้ต้มเป็นน้ำดื่ม
แต่แม้ฟอลเวลจะขูดทำให้มีสะเก็ดไฟได้ แต่เชื้อไฟก็ยังไม่ติดเสียที เสียงดังจากการกระทำนั้นจึงส่งผลให้หญิงสาวค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นจากนิทรา นางส่งเสียงอู่อี่และค่อย ๆ ลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจช้า ๆ ฟอลเวลรู้สึกตัวว่าทำให้นางตื่นจึงกล่าวไปโดยไม่เหลียวหลังว่า
“ข้าไม่ได้อยากทำให้เจ้าตื่นหรอกนะ อ๊ะ! ติดแล้ว” ในที่สุดหลังจากการพยายามมาอย่างเนิ่นนาน ไฟก็ติดเศษกิ่งและใบไม้เสียที แต่ทว่าจู่ ๆ ลมก็พัดเข้ามาจนไฟนั้นมอดหายไปอย่างน่าเสียดาย
“ฮิฮิ เป็นเช่นนี้มากี่รอบแล้วล่ะ” จีน่าถามพลางห่มเสื้อไว้อย่างหนาวเหน็บ ปกปิดเรือนร่างของเธอเอาไว้ฟอลเวลหันกลับมามองเธอช้า ๆ แต่ไม่ได้ตลกกับคำพูดนั้นเลย
“สาม” เขาชักสีหน้าไม่สบอารมณ์
“งั้นรอประเดี๋ยวนะ ข้าขอแต่งตัวก่อน” พูดจบเธอก็ลุกขึ้นและสวมเสื้อผ้าคลุมดำด้วยความรวดเร็ว ฟอลเวลไม่หลบสายตาเพราะรู้สึกชินกับเรือนร่างสวย ๆ ของนางแล้ว เธอใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีก็แต่งตัวเสร็จสรรพเรียบร้อย ชายหนุ่มพึ่งรู้สึกตัวว่าเขาได้ทำเธอตื่นก่อนเวลาจึงรู้สึกผิดแสดงฉายออกมาทางแววตา
“…” ฟอลเวลไม่เอ่ยขอโทษ เพียงแต่ส่งสายตาให้เธอ แม้เขาจะปากแข็งไม่ได้กล่าวมันออกมาแต่จีน่าก็รู้ดีว่าสายตานั้นบ่งบอกถึงความรู้สึกสำนึกผิด เธอยิ้มตอบเสมือนกับว่าไม่อยากให้เขาคิดมาก นางก้าวขยับขาเข้าไปใกล้เชื้อเพลิงที่ฟอลเวลกองรวมกันไว้ เห็นเช่นนั้นซีนหนุ่มก็หลบให้นางมาอยู่แทนที่ ส่วนเขาก็นั่งลงข้าง ๆ เพื่อดูการกระทำของหญิงสาว
จีน่าหลับตาช้า ๆ ท่องคำพึมพำฟังไม่เป็นภาษา ไม่ถึงนาทีเธอก็ผายมือออกและร่ายเวทเพลิงจุดกองไฟตรงหน้าอย่างฉับพลัน!
ฟูมมม!!
แต่ทว่าพลังเวทกลับไหลออกมามากมายมหาศาลกว่าที่จีน่าคิดไว้ ทั้งคู่ร้องตะโกน สะดุ้งกระโดดถอยออกห่างจากกองไฟที่ลุกท่วมโดยทันที ไม่นานไฟลุกขนาดใหญ่นั่นก็กลับกลายเป็นกองไฟกองเล็กเหมือนปกติ ทั้งสองค่อย ๆ ปิดปากที่อ้าอยู่อย่างช้า ๆ
“จีน่า เดี๋ยวเจ้าก็เหนื่อยหรอก แค่จุดไฟทำไมเจ้าต้องใช้เวทมากขนาดนั้นด้วย ข้าตกใจหมด” ฟอลเวลจับแขนเป็นห่วง
“ข้าก็คิดจะใช้เท่ากับวันก่อนนะ แต่ทำไมมันออกมามากขนาดนี้ข้าก็ไม่รู้” เธอพูดความจริง เธอเองก็ตกใจพลังของตัวเองเช่นกัน จีน่าไม่รู้เลยว่าจิตใจของเธอยกระดับขึ้นไปอีกขั้นแล้ว เนื่องจากการได้อยู่ร่วมกันนั่นทำให้จิตใจของเธอมั่นคงนิ่งและอบอุ่นยิ่งขึ้น พลังเวทจึงพัฒนาเพิ่มขึ้นตามมาด้วย
การใช้เวทมนตร์ในโลกนี้ เป็นเรื่องที่คนสามัญทำได้ แต่ทำได้ยาก ต้องเป็นคนที่มีพลังจิตกล้าแกร่งเท่านั้นถึงจะทำได้ การใช้เวทมนตร์นั้นจะต้องส่งพลังจิตของตนไปรวบรวมและควบคุมสิ่งที่เรียกว่าอณูเวทในอากาศ อณูเวทนั้นมีจำนวนมากมายมหาศาลเสียยิ่งกว่าออกซิเจน มันโปร่งใส มองไม่เห็นและเล็กยิ่งกว่าอะตอม เมื่อพลังจิตของมนุษย์หลอมรวมเข้ากับอณูเวท คนผู้นั้นก็จะสั่งอณูเวทให้แสดงพลังของมันออกมาได้
“เจ้ารู้ไม่สึกเหนื่อยแน่นะ” ฟอลเวลถาม
“อืม”
เมื่อแน่ใจแล้วว่าจีน่าไม่เป็นอะไร ฟอลเวลจึงเคลื่อนตัวไปหยิบหม้อต้มของเขาขึ้นมาสอดเข้ากับไม้ยาวและแขวนไว้กับราวที่ยึดในระยะที่ห่างจากไฟพอสมควร พอที่จะไม่ทำให้ไม้ไหม้
“เช่นนั้นแสดงว่าพลังของเจ้าเพิ่มขึ้นน่ะสิ” เขาทำพร้อม ๆ กับถามเธอไปพลาง
“อืม” เธอมองดูฝ่ามือตัวเองอย่างงุ่นงง เพราะเธอเองก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพลังที่ได้รับมันมาจากไหนหากมีพลังมากขนาดนี้ละก็ เธอต้องรีบหนีออกจากไอซ์เฟลวให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นจิตวิญญาณแห่งไฟจะสามารถควบคุมร่างกายของเธอได้ และร่างกายของเธอจะไม่ไหม้จากการถูกสิงเช่นครั้งก่อน
ทั้งคู่นั่งนิ่งไม่พูดคุยอะไรกันเลยในระหว่างที่รอน้ำเดือด แต่ทว่าเมื่อทนบรรยากาศอันเงียบเชียบเช่นนี้ไม่ไหว จีน่าจึงหาเรื่องพูดคุยกับฟอลเวลเรื่อยเปื่อย
“ฟอลเวลอณูที่ยอมรับเจ้าคือธาตุน้ำสินะ”
“ใช่ ข้าใช้ไฟหรืออย่างอื่นไม่ได้เลย ข้าควบคุมได้แค่อณูเวทธาตุน้ำ แต่หากข้าใช้ข้ามสาย ข้าก็จะเหนื่อยเป็นสิบเท่าตัวเรื่องนี้ข้าอ่านมา” แน่นอนว่าการใช้พลังจิตควบคุมอณูเวทต้องเกิดความเข้ากันได้ทั้งพลังจิตของเจ้าของและอณูเวท มันถึงจะสามารถเกิดเป็นเวทมนตร์ได้ ไม่ใช่ว่าใครจะสามารถควบคุมอณูเวทและเปลี่ยนให้มันกลายเป็นอะไรก็ได้ตามใจนึก ผู้คนมักควบคุมได้อย่างมากแท้จริงก็สองธาตุไม่มากไปกว่านั้น บางคนโชคร้ายเข้ากับธาตุอะไรไม่ได้เลยก็มี
ส่วนการท่องคาถาสวดเป็นแค่วิธีการที่ทำให้จิตนิ่งและช่วยเพิ่มพลังให้แก่การร่ายเวทมนตร์ บางครั้งไม่ต้องท่องคาถาพวกเขาก็ร่ายเวทได้ แต่เวทที่ออกมานั่นอาจจะมีพลังน้อยกว่าเมื่อพวกเขาตั้งใจท่องคาถาของตัวเองอย่างจริงจัง
“แล้วเจ้าล่ะจีน่า ใช้ธาตุอะไรได้บ้าง” เขาถามกลับ “เหมือนกับเจ้า ข้าใช้อะไรไม่ได้เลยนอกจากไฟ” เธอตอบพร้อมรอยยิ้ม เมื่อฟอลเวลเห็นน้ำเดือดได้ที่แล้วเขาจึงยกมันออกมาอย่างเชื่องช้าโดยไม่ร้อนอะไรเลย เพราะไอความเย็นที่ฟอลเวลควบคุมไว้ที่ฝ่ามือหักล้างกับความร้อนจากน้ำเดือด ไม่นานนักเขาก็แยกน้ำออกจากพวกฝุ่นจนกลายเป็นน้ำสะอาดในที่สุด เขาเทและควบคุมมันใส่กระติกน้ำของตนไว้ ก่อนจะแบ่งส่วนหนึ่งมาใส่แก้วและยื่นให้จีน่า
“เอ้า…น้ำสะอาด”
“ทำไมเจ้าไม่ดื่มก่อนล่ะ”
“ก็ข้าอยากให้เจ้าดื่มก่อน”
“…” เธอนิ่ง
“น้ำสะอาดจริง ๆ ข้าดื่มให้เจ้าดูก่อนก็ได้” ฟอลเวลพูดจบก็ดื่มให้เธอดูต่อหน้า เมื่อดื่มจนหมดแก้วแล้ว จากนั้นเขาจึงเทแก้วใหม่และยื่นให้เธอ จีน่ายิ้มรับมันไปแต่โดยดีแล้วจึงค่อย ๆ ดื่มเนื่องจากกลัวลวกลิ้น
“ฮิฮิ ข้าไม่ได้ระแวงอะไรหรอกนะ แค่แกล้งเจ้าเล่นน่ะ” ฟอลเวลไม่ได้โกรธที่ได้ยินเธอพูดเช่นนั้น แต่เขากลับทำสีหน้าเรียบเฉยมองเธอจิบน้ำในแก้วเรื่อย ๆ เมื่อรู้แล้วว่าน้ำในแก้วถูกฟอลเวลทำให้หายร้อนมาก่อนแล้วเธอจึงดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว
“ข้ารู้” ฟอลเวลบอก
“แต่เจ้าไม่ขำนิ เจ้าโกรธข้าหรือไม่”
“ข้าไม่โกรธ และข้าก็เฉย ๆ ” เขาตอบทื่อ ๆ
“แล้วอะไรที่จะทำให้เจ้าขำได้ล่ะ”
“ถึงข้าไม่ขำ แต่แค่อยู่กับเจ้าข้าก็มีความสุขพอแล้ว แค่นั้นก็พอ” ฟอลเวลจ้องตาเธอและตอบอย่างตรงไปตรงมา หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มเขินมีความสุขกับคำพูดหวาน ๆ ของเขา เธอรู้แล้วว่าไม่ต้องพยายามทำให้เขาหัวเราะเขาก็มีความสุขอยู่แล้ว เจ้าคนที่แข็งแกร่งเย็นชาแต่ก็เหมือนกับเด็กไร้เดียงสาในบางคราวคนนี้น่ะ
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์ที่เหลือจากเมื่อคืน ยังดีที่มันยังสามารถรับประทานได้เนื่องจากฟอลเวลแช่มันในกองหิมะ ทั้งคู่รับประทานอาหารจนท้องอิ่มจากนั้นจึงเริ่มเดินทางกันต่อ จุดหมายนั้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแล้ว

***

ทั้งคู่เดินทางไปตามริมแม่น้ำเยือกแข็ง มองออกไปจะเห็นแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ลอยอยู่ตามแม่น้ำสายนั้นหลายแผ่น จีน่าเป็นคนนำทางเนื่องจากไลเวนบอกเธอว่าต้องเดินตามแม่น้ำสายนี้ไปจนสุดสาย ถึงจะเจอปราการชายแดน กระเป๋าสัมภาระสะพายไว้บนหลังของทั้งคู่ ส่วนอาวุธทั้งสองก็เตรียมพร้อมไว้ตลอดในการเดินทางครั้งนี้พวกเขาพูดคุยกันน้อยมาก เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าอันตรายอยู่ที่ใด ฉะนั้นการเตรียมรับมือไว้ตลอดเวลาก็เป็นเรื่องดีสำหรับทั้งคู่ รวมทั้งไม่พลอดรักกันระหว่างเดินทาง
แม้ว่าเมื่อคืนจะหละหลวมเรื่องเวรยามไปเล็กน้อยเพราะความเอาแต่ใจของฟอลเวลก็ตาม จีน่าจึงต้องปล่อยให้เขานอนหลับก่อนเธอจึงจะได้ออกเฝ้ายามให้ จากนั้นเธอจึงกลับมาเรียกเขาเปลี่ยนกะอีกที
ตอนนี้ทั้งคู่เดินทางไปตามริมแม่น้ำได้สักพักจู่ ๆ ฟอลเวลก็หยุดเท้า เขามองไปตามทางแล้วพบเข้ากับร่องรอยคล้ายรองเท้าบนพื้นหิมะ และดูเหมือนว่าเจ้าของรอยเท้าจะวิ่งขึ้นมาจากฝั่งแม่น้ำด้านตรงข้าม เขายกมือเรียกจีน่าก็หยุด ก่อนจะก้มลงพินิจวิเคราะห์
“รอยเท้าใหม่พึ่งผ่านไปไม่กี่นาทีนี้ มีมากกว่าห้า พวกนั้นกำลังถูกรอยเท้าเปล่า ๆ ขนาดเท่าคน น่าจะเป็นของพวกผีกูลไม่รู้สึกหนาว… พวกมันกำลังไล่ล่าอยู่ เจ้าว่าไง” เขาหันหลังกลับไปบอกจีน่า ที่ฟอลเวลสันนิษฐานได้เช่นนี้ก็เพราะพวกผีกูลนั้นร่างกายของมันไม่รู้สึกเหนื่อยหรือหนาว พวกมันจึงไม่ต้องเพิ่มความอบอุ่นทางร่างกายโดยการใส่รองเท้าเช่นคน เธอพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเอ่ยถามไปว่า
“เจ้าว่าไงข้าก็ว่าตามนั้น”
“ข้าจะไปช่วยพวกเขา ไลเวนอาจอยู่ในห้าคนนี้ก็ได้”
“เจ้าคิดดีแล้วแน่นะ ไลเวนออกไปก่อนเราหนึ่งวัน เขาน่าจะไปถึงที่ปราการก่อนแล้ว” จีน่าแย้ง
“ไหนเจ้าบอกว่า ข้าว่าไง เจ้าว่าตามนั้นไง”
“ข้าแค่เสนอน่ะ ข้าไม่ได้ปฏิเสธเจ้าเสียหน่อย ไปกันเถอะฟอลเวล” พูดจบเธอก็เดินนำหน้ายิ้มไปก่อน ฟอลเวลแอบยิ้มแหย ๆ ทำหน้าไม่สบอารมณ์เล็กน้อย เพราะความเอาแต่ใจด้วนกันทั้งคู่ ก่อนจะเดินตามหลังเธอไปติด ๆ
“เจ้านี่นะ” ฟอลเวลพ่นลมหายใจออกจากปาก
“ข้าทำไมหรือ” เธอหันกลับมาถามพลางเคียงคอสงสัย “หึ…เปล่า แค่รู้แล้วว่าทำไมซีนถึงอยู่รวมเป็นกลุ่มไม่ได้น่ะ” ฟอลเวลเอ่ยจบก็รีบเดินนำหน้าเธอไปอีกครั้ง
“มาเถอะ ถ้าไม่รีบวิ่งข้ากลัวว่าพวกเขาจะตายก่อนที่เราจะไปถึง ยังดีที่เป็นเส้นทางเดียวกับที่เราไป ไม่แน่ ห้าคนนั้นอาจเป็นทหารที่ชายแดนก็ได้ วิ่งเถอะจีน่า”
“อืม” เธอตอบสั้น ๆ จากนั้นทั้งสองจึงทะยานร่างวิ่งตรงออกไปตามรอยเท้าที่ริมแม่น้ำในทันที

***

พวกมันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ทว่ากลับมีลูกตาสีแดงเข้มไม่มีนัยน์ตา ร่างกายมีบาดแผลไปทั่วร่าง กลิ่นกายของมันเน่าเหม็นราวกับซากศพ มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะคืนความสมบูรณ์แก่ร่างกายมันได้ นั่นก็คือเลือดเนื้อของพวกมนุษย์ แม้มันจะกินทุกอย่างดิบ ๆ ก็ตามแต่เนื้อของมนุษย์นั้นให้สารอาหารและพลังงานรวมทั้งรสชาติที่มากกว่า
“เข้ามาเลยไอ้พวกสารเลว!” ชายวัยกลางคนในชุดคลุมทหารสีเทาร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่งพร้อมจับดาบยาวบาสตาร์ดขึ้นมาถือสองมือ เบื้องหน้าของเขามองออกไปนั้นจะเห็นภาพที่สะเทือนใจเป็นอย่างมาก พวกมัน ไอ้เจ้าพวกผีดิบราวเจ็ดถึงแปดตัวกำลังรุมกินโต๊ะเพื่อน ๆ ของเขาสี่คนอย่างสยดสยอง พวกมันควักไส้ยาว เครื่องในลูกตา ยัดใส่ปากเขมือบทุกอย่างมูมมามด้วยหิวโรยราวกับไม่ได้กินอะไรมาเป็นปี ๆ
ชายในชุดคลุมจับดาบแน่นเตรียมเข้าต่อสู้แทนที่จะหนี ด้วยโทสะที่บังตา ความโกรธแค้นทำให้เขาถอยหนีไม่ได้ ถึงแม้จะตายแต่อย่างน้อยก็ขอให้เขาได้ล้างแค้นให้เพื่อนก็ยังดี
ผีดิบเพศชายตนหนึ่งในชุดเสื้อผ้าขาด ๆ ลุกขึ้นมาจ้องมองแววตาของชายวัยกลางคนที่ชี้ดาบเข้าใส่มัน “ฮ่า ๆ ๆ เป็นแค่อาหารแล้วคิดทำร้ายพวกข้าอย่างนั้นหรือ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ เจ้ามนุษย์โง่!” มันหัวเราะด้วยรอยแสยะยิ้มอันแสนโรคจิต ทหารวัยกลางคนเริ่มกลัวจนตัวสั่น นี่ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับสัตว์ป่า แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาและพละกำลังสูงกว่ามาก ความกลัวเริ่มครอบงำจิตใจดาบในมือสั่นกริก ๆ ไม่หยุด
แต่ทว่ามันไม่ปล่อยเวลาให้เลือกหนี ทหารคนนี้มีสิทธิ์แค่เป็นอาหารของพวกมันเพียงเท่านั้น มันเข้าจู่โจมใส่เขาทันทีด้วยความเร็ว นายทหารฟันดาบฉับในพริบตาเข้าไปที่ลำแขนของมันตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
แขนของมันถูกตัดขาดออกจากร่าง เลือดสีดำไหลกระฉูด แต่มันไม่ร้องสักแอะ กระโดดพุ่งเข้ามากัดบริเวณไหล่เขาอย่างรุนแรงจนล้มลงไปกองกับหิมะ ดาบในมือของเขาร่วงหล่นลงสู่พื้น
นายทหารกรีดร้องลั่น เขี้ยวฝั่งลึกลงไปในร่าง เลือดไหลออกมาเป็นทาง เขาดีดเท้าดีดร่างพยายามใช้กำปั้นทุบหัวฝ่ายตรงข้ามถี่ยิบ แต่นั่นก็ไม่สามารถทำให้มันหยุดกัดกินได้เลย เมื่อความตายอยู่ตรงหน้า อะดรีนาลีนทั่วร่างก็หลั่งไหล เงาของพวกมันอีกหลายตัวเริ่มเคลือบคลานเข้ามาใกล้ ชะตากรรมที่จะโดนรุมกินโต๊ะเช่นเพื่อน ๆ ของเขากำลังจะเกิดกับตัวของเขาในอีกไม่นาน
เขาจะต้องตายที่นี่หรือ? ตายโดยที่เขาไม่อาจฆ่าพวกมันได้เลยแม้สักตัวเดียว?
ดวงตาของชายทหารค่อย ๆ ล้าและปิดลง แต่ทันใดนั้นเอง อุณหภูมิที่หนาวเหน็บกลับร้อนระอุขึ้นมาฉับพลัน แสงสีแดงส้มของเปลวเพลิงพุ่งขึ้นมาด้านหลัง
บรรดาเสียงกรีดร้องของเหล่ากูลกำลังโหยหวนจะเป็นจะตายเนื่องจากพวกมันไม่ถูกกับความร้อนและไฟ
กูลที่กัดร่างของชายคนนี้ตกใจมาก มันรีบปล่อยเหยื่อและลุกขึ้นหันกลับไปมองหาเพื่อน ๆ ที่ด้านหลัง แต่ในมุมมองของนายทหารนั้นไม่เห็นอะไรเลยนอกเสียจากคมดาบสั้นในมือของใครบางคนพุ่งเข้ามาเสียบแทงทะลุศีรษะของผีดิบชายอย่างแม่นยำ ร่างมันล้มลงบนกองหิมะเสียงดัง ตึ่ง! นอนตายอยู่ข้าง ๆ กายเขาอย่างแน่นิ่ง
ใบหน้าอัปลักษณ์ของกูลเพศชายหันมามองที่เขาทั้งที่ยังถลึงตาและอ้าปากค้าง บนศีรษะมีรูที่ถูกแทงอยู่ตรงกลางอย่างน่าสยดสยอง
‘เกิดอะไรขึ้น!?’
นายทหารได้แต่คิดในใจแต่ไม่สามารถขยับร่างกายให้ลุกขึ้นได้เลย เขาทำได้เพียงแต่ขยับปลายนิ้วเท่านั้น ภาพเบื้องหน้าที่เห็น มีเพียงแต่ท้องฟ้าและก้อนเมฆ นายทหารทำได้แค่ฟังเสียงการต่อสู้ของคนบางกลุ่มที่กำลังช่วยชีวิตเขา คนกลุ่มนั้นอาจจะเป็นทหารจากปราการที่ออกมาช่วยเขาก็ได้ เสียงฟาดฟันของดาบเฉือนร่างดังเป็นระยะ ๆ ไม่นานนักหัวของกูลตัวหนึ่งก็รอดผ่านสายตาของเขาไป เขามองตามมันอย่างตกตลึง เลือดสีดำสาดเข้าใส่ใบหน้า แต่ยังดีที่เขาหลับตาทัน
เสียงการต่อสู้จบลงไปแล้ว ไม่นานเสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นมาแต่ไกล
“จีน่า…เจ้าไม่เป็นอะไรนะ” ดูเหมือนว่าผู้มาใหม่จะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอย่างหมดจด นายทหารพยายามนอนตั้งใจฟังอย่างแน่นิ่ง “อืม ข้าไม่เป็นอะไร” เมื่อได้ยินเสียงของผู้หญิงนางหนึ่งตอบกลับมา นายทหารก็มั่นใจได้ว่าไม่น่าจะใช้พวกพ้องของตนเอง
เขาตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก เพราะหากไม่ใช่พวกพ้องของเขา คนพวกนี้ต้องเป็นคนเถื่อนในไอซ์เฟลวอย่างแน่นอน เขาอาจถูกจับไปทรมานจับไปเป็นทาสเล่นสนุกทั้งชีวิตแน่ นั่นคือสิ่งที่เขาคิด ถ้าเป็นเช่นนั้นชิงตายไปเสียยังดีกว่า
“ช่วยข้าดูว่ามีใครเหลือรอดไหม” เสียงของชายหนุ่มคนเดิมกล่าว จากนั้นเสียงเท้าของสองคนจึงค่อย ๆ ย่ำเข้ามาหาร่างของนายทหาร ดวงใจชายวัยกลางคนเต้นโครม ๆ เขาหลับตาสนิทพยายามแกล้งตายโดยกลั้นลมหายใจทั้งหมด ในที่สุดผู้มาใหม่ก็หยุดเท้าอยู่ตรงร่างของเขาพร้อมกับพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า
“เจ้าไม่ต้องแกล้งตาย ข้ารู้เจ้ายังมีชีวิตอยู่” ดูเหมือนว่าฟอลเวลจะมองออก จีน่าที่ยืนถือไม้เท้าอยู่ข้าง ๆ ถึงกับตกใจออกมาทางสีหน้า เธอไม่คิดว่าสภาพของชายคนนี้จะมีชีวิตรอด ทั้งคู่จ้องมองนายทหารที่นอนเลือดโชกบริเวณไหล่ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบพื้นที่โดยรอบนั้นโล่งโปร่ง วันนี้อากาศดีแสงแดดจัดและไม่หนาวมากเกินไปนัก
นายทหารได้ยินเช่นนั้นจึงลืมตาตื่นขึ้นมา เขาอ้าปากอย่างรวดเร็วหวังว่าจะกัดลิ้นของตนเองให้ขาดแม้ฟอลเวลกับจีน่าจะคาดไม่ถึง แต่ทั้งสองก็ตอบสนองอย่างเร็วไว ฟอลเวลเหยียบแผลที่ไหล่ของอีกฝ่ายจนนายทหารกรีดร้องลั่น อ้าปากค้าง เขาไม่อาจฆ่าตัวตายได้สำเร็จ
“จีน่า!” ซีนหนุ่มหันกลับไปตะโกนเรียกหญิงสาวด้วยความร้อนรน
ดูเหมือนเธอจะรู้งานจึงก้มลงหาผ้าหนา ๆ ในกระเป๋า เธอควักออกมาอุดปากของนายทหารเอาไว้อย่างเร็วไวในขณะที่ฟอลเวลเหยียบแผลถ่วงเวลาให้
เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยแล้ว ฟอลเวลจึงยกเท้าของเขาออกมาจากร่างของอีกฝ่าย นายทหารพยายามร้องโวยวายแต่ก็ทำได้แค่ส่งเสียงอู้อี้ฟังไม่เป็นภาษา หากเขามีพละกำลังมากพอในตอนนี้คงลุกขึ้นแล้วชิงฆ่าตัวตายไปแล้ว ฟอลเวลส่ายหัวเครียด เขายกดาบสั้นขึ้นมาก่อนจ่อไปที่ปลายคอของอีกฝ่ายอย่างบรรจง
“ข้าไม่อยากทำร้ายเจ้า ข้ามาช่วย แต่ถ้าเจ้าอยากตายก็พยักหน้าข้าจะส่งเคราะห์ให้ บอกมาสิเจ้าอยากตายหรือไม่” ฟอลเวลพยายามพูดคุยกับอีกฝ่ายดี ๆ นายทหารคนนั้นยิ่งตัวสั่น ตามคำบอกเล่าและตำนานที่เคยอ่านมา ชาวซีนถือเป็นพวกที่ไว้ใจไม่ได้และแข็งแกร่งเกินมนุษย์ พวกเขาฉลาด แต่หยิ่งยโส นายทหารไม่รู้ว่าควรจะตอบฟอลเวลเช่นไรจึงได้แต่นิ่งเงียบ
“นั่นคือคำตอบสินะ ดี เพราะข้าแค่อยากคุยกับเจ้า เจ้าคงรู้ ว่าถ้าข้าจะฆ่าเจ้าข้าคงทำไปแล้ว” ฟอลเวลลดดาบลงคอของอีกฝ่าย ชายคนนั้นได้แต่ฟังด้วยแววตาที่กำลังหวาดกลัว เขามองไปที่ฟอลเวลก่อนสลับไปหาจีน่า หากสองคนนี้ฆ่ากูลฝูงหนึ่งโดยไร้รอยขีดข่วนได้ เขาไม่อยากจินตนาการเลยว่าซีนพวกนี้จะแข็งแกร่งขนาดไหน
“เอาล่ะ ข้าจะเอาที่อุดปากของเจ้าออก ทีนี้เจ้าจะฆ่าตัวตายก็แล้วแต่เจ้า ข้าไม่ได้สนใจอะไรอยู่แล้ว” ฟอลเวลกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาหันกลับไปมองหญิงสาวชาวซีนข้าง ๆ และพยักหน้าให้เธอ จากนั้นเธอก็ดึงผ้าออกมาจากปากของนายทหารด้วยความรวดเร็ว
“แฮ่! แฮ่! แฮ่!” ลมหายใจพ่นออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย นั่นเป็นเครื่องบ่งบอกว่าเขาตื่นเต้นมากมายขนาดไหน ฟอลเวลรอคอยให้โอกาสอีกฝ่ายหายใจ แล้วจึงค่อย ๆ ถามไปช้า ๆ
“เจ้าเป็นทหารที่ปราการชายแดนใช่หรือไม่”
“ช…ใช่! ข้าทอริน ทหารลาดตระเวนที่สามแห่งปราการวายุ เจ้าต้องการอะไรจากข้าหรือ ชาวซีน”
“ข้าจะไม่ตอบคำถามของเจ้า เจ้ามีสิทธิ์แค่ตอบคำถามของข้าเท่านั้น” ฟอลเวลพูดด้วยเสียงเรียบ ๆ น่าหวั่นเกรง อีกฝ่ายกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ลงคอ แต่ทันใดนั้นจีน่าก็ใช้หลังมือตบหน้าอกฟอลเวลเบา ๆ คล้ายจะบอกให้เขาหยุดขู่คนไม่มีทางสู้ได้แล้ว
“ก…ก็ได้ ข้าอยากผ่านปราการน่ะทอริน เจ้าจะช่วยข้าได้หรือไม่”
“เจ้าจะข้ามไป…ชาวซีนเช่นเจ้าเนี่ยนะ ข้าไม่เข้าใจ ทำไมเจ้าถึงอยากข้ามไปที่นั่น” นายทหารทำหน้าสับสน ฟอลเวลหันหน้าไปหาจีน่า เขาลังเลว่าจะบอกจุดประสงค์ไปดีหรือไม่ แต่แล้วเธอก็กลับเป็นคนที่บอกทอรินเสียเอง
“ข้าชื่อจีน่า ส่วนนี่ฟอลเวล พวกข้าแค่อยากใช้ชีวิตสงบสุขด้วยกันที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่ไอซ์เฟลวแห่งนี้ ท่านจะช่วยพวกข้าได้หรือไม่” คำกล่าวของจีน่าทำให้ทอรินแปลกใจ ตามที่เขาพบเจอชาวซีนมา ไม่เคยมีใครพูดจาเช่นนี้ ซีนคนอื่นแค่เห็นหน่วยของเขาก็วิ่งหนีหรือไม่ก็เข้ามาโจมตีฆ่าไปเกินครึ่งกลุ่มโดยไม่พูดไม่จาอะไรทั้งสิ้นแล้ว แต่ทั้งสองคนนี้แปลกไป
“พวกเจ้าเป็นคนรักกัน…เป็นไปไม่ได้น่า ชาวซีนนั่นน่ะนะจะเปิดใจให้ผู้อื่น พวกเจ้าเติบโตมาแบบใด” ทอรินแทบไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อเห็นทั้งสองมองตากันด้วยสายตาที่อ่อนโยนนั่นแล้วก็ถึงกับกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ลงคอ
“มันเป็นไปได้แล้ว” จีน่าตอบเบา ๆ
“พวกข้าเจอคนใจดีสอนเรื่องความอ่อนโยนให้น่ะ แต่เรื่องมันยาวถ้าจะเล่าให้ฟัง ช่างมันเถอะ เจ้ารู้แค่ว่าพวกเราจำเป็นต้องข้ามไปที่นั่น และเจ้าต้องช่วยพวกเรา” ฟอลเวลเอ่ยขอร้องอีกฝ่ายด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป
ทอรินรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของทั้งคู่ พอคิด ๆ ดูแล้วพวกเขาทั้งกลับดูไม่เหมือนชาวซีนเลย พวกเขาหลุดออกจากวังวนของอัตตาและรู้จักเปิดใจรับในสิ่งใหม่ พวกเขาถึงได้มีความคิดเช่นนี้ได้ หากยังมัวแต่คิดถึงแต่เรื่องของตนเองก็คงจะไม่ได้พบสิ่งล้ำค่าเช่นนี้แน่ ทอรินรู้แล้วว่าพวกเขาทั้งสองเป็นแค่คน เป็นแค่คู่รักธรรมดาที่อยากอยู่ด้วยกันอย่างสงบจริง ๆ เขาเริ่มคิดและตัดสินใจ
ทอรินหลับตาลงเบา ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งแล้วกล่าวว่า
“ข้าคงปฏิเสธไม่ได้ ในเมื่อพวกเจ้าช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ก็ได้ ข้าจะพาพวกเจ้าข้ามไปยังอีกฟากของกำแพง”

4 ความคิดเห็น