Folvel ฝ่า เวลา มนตรา

ตอนที่ 13 : บทที่ ๑๓ บุรุษผู้อ่อนโยน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

บทที่ ๑๓ บุรุษผู้อ่อนโยน

“เจ้าว่าอะไรนะ!” ชายหนุ่มสวมชุดกาวน์ผู้ถือหน้าไม้กำลังตะโกนใส่หน้าซีนหนุ่มหัวสีเงินด้วยความโมโห “เจ้าจะบอกว่าเจ้าจะถ่วงเวลาให้อีกแล้วงั้นหรือฟอลเวล!” เขาว่าต่อ แต่ทว่าชายผู้ถูกคำตะคอกใส่นั้นกลับเมินเฉยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยทั้งสิ้น
“ใช่ พวกเจ้าไปเสีย” ฟอลเวลพยักหน้ายอมรับไลเวนยิ่งปี๊ดแตกกว่าเดิม
“ไม่มีทาง! เจ้าลืมคำสาบานเมื่อคืนนี้แล้วรึไง! พวกเราจะไม่ทิ้งกัน ข้าก็จะไม่ทิ้งเจ้า! หากเจ้าจะสู้ ข้าก็จะขอสู้และตายไปด้วย!” ไลเวนตะโกนใส่ฟอลเวลอีกครั้ง แต่ฟอลเวลไม่สนใจ เขากำลังท่องมนต์พึมพำไม่เป็นคำพูด เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสี่เต็มไปด้วยเหล่าคนเถื่อนที่กำลังพุ่งตรงเข้ามา และด้านหลังคือยักษ์ถ้ำที่เริ่มก้าวขาเข้ามาหาพวกเขา
พลธนูคนเถื่อนชักคันศรก่อนยิงใส่กลุ่มของฟอลเวลอย่างสะเปะสะปะ ไม่มีความพร้อมเพรียงกันแม้แต่น้อย แต่ทว่าศรที่พุ่งเข้ากลับมีจำนวนเยอะมากกว่าที่จะสามารถหลบเลี่ยงได้ ทุกคนตะลึงถึงขีดสุด สายตาทุกคู่จ้องมองไปที่ห่าฝน ปลายแหลมคมนับร้อยร่วงหล่นบนฟากฟ้า ทันใดนั้นฟอลเวลวาดมือออกมา
“กำแพงเยื่อแข็ง” พื้นแผ่นดินสั่นสะเทือนตรงใต้ฝ่าเท้า ทันใด กำแพงน้ำแข็งผุดขึ้นมาจากผืนดิน ดอกธนูนับสิบดอกร่วงปักเจาะจนเหมือนแม่น กำแพงขาวนั้นหนาจะปกป้องร่างของทั้งสี่คนเอาไว้
“บอลเพลิง” ส่วนทางด้านหลังนั้นเองจีน่าก็กำลังขัดขวางเจ้ายักษ์ถ้ำไม่ให้ย่างก้าวเข้ามาใกล้ เธอเรียกวงแหวนไฟออกมาจากไม้เท้าก่อนจะยิงบอลเพลิงพุ่งตรงเข้าไปปะทะกับเจ้าร่างยักษ์จนระเบิด ตูม! แรงระเบิดจากไฟบอลทำให้ร่างของมันที่วิ่งเข้ามากระเด็นล้มลงไปกองอีกครั้ง อุณหภูมิอันหนาวเหน็บกลับตาลปัดแปรเปลี่ยนเป็นร้อนระอุอย่างฉับพลัน
ปีเตอร์กับไลเวนได้แต่ยืนนิ่งท่ามกลางการต่อสู้ พวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องช่วยอย่างไรดี ทันใดนั้นเองฟอลเวลก็หันกลับมาและจ่อปลายดาบจี้ไปที่คอหอยของไลเวนด้วยความรวดเร็ว พร้อมกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ชวนขนลุกว่า “นี่ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องไร้สาระปัญหาอ่อน พวกเจ้าต้องหนีไป นี่คือหนทางเดียวที่พวกเราจะรอดข้าจะถ่วงเวลาให้ ปีเตอร์! พวกเจ้าพวกนี้หลบก่อน และจากนั้นเมื่อปลอดภัยแล้วเจ้าค่อยกลับมารับข้าทีหลัง เข้าใจไหม”
ฟอลเวลตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ทุกสายตาที่จ้องมองมาที่ชายหนุ่มล้วนดูเศร้าสร้อย มันเป็นอย่างที่เขาพูด มีเพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ทุกคนรอด ฟอลเวลเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มและเหมาะที่จะเป็นนกต่อ แต่เหล่าเพื่อนที่ร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกัน ก็ยังทำใจไม่ได้
“ท่านจะให้ข้าทิ้งท่านอีกครั้ง ข้าคง…”
“อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำปีเตอร์! มันไม่มีเวลาแล้ว!”
ฟอลเวลตะคอกใส่หน้าบุรุษไปรษณีย์ ปีเตอร์ทำได้แต่ก้มหน้าลงกัดฟันตัวเองแน่น สะบัดหัวอย่างไม่พอใจ พลั๊ก! กำปั้นของฟอลเวลซัดเข้าที่ใบหน้าของปีเตอร์จนร่วงลงไปกอง “ไปซะ!” ฟอลเวลตวาด ปีเตอร์ใช้มือจับที่แก้มก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองฟอลเวลทั้งน้ำตา และเขาก็พึ่งเห็นว่าน้ำตานั้นอีกฝ่ายก็มีเช่นกัน ฟอลเวลมีสีหน้าไม่ต่างไปจากเขาเลย ปีเตอร์ไล่ความสับสนออกไปจากหัวสมองอีกครั้ง และเริ่มใช้ความสามารถที่เขาถนัดที่สุดนั่นก็คือ
การหนี…
เมื่อร่ายเวทจบ ปีกแสงสีทองก็งอกออกมาจากเท้าทั้งสองข้าง ปีเตอร์หลับตาทำใจแน่วแน่ ก่อนจะจับมือไลเวนและจีน่าเอาไว้ให้แน่นที่สุด จากนั้นเขาจึงย่อตัวลงเท่าที่จะทำได้ เมื่อถึงเวลาสมควรปีเตอร์ก็กระโดดดีดเท้าออกไปอย่างสุดแรงเกิด
ฟู่!
ร่างทั้งสามทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มองเห็นทุกอย่างเล็กลงทันตาเห็น พวกเขากำลังบินท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นและแรงลมที่ตีปะทะเข้าใส่ใบหน้า และเมื่อมาถึงจุดสูงสุดของการกระโดดแรงลมที่ต้านนั้นก็เริ่มหายไป พวกเขาทั้งสามหันกลับมามองฟอลเวลที่อยู่เบื้องล่างช้า ๆ ด้วยแววตาอันแสนเป็นห่วง ปีเตอร์เอ่ยกับตัวเองเบา ๆ โดยไม่มีใครได้ยินว่า “ข้าจะกลับมารับท่านแน่นอนฟอลเวล อย่าพึ่งตายนะ”

***

ชายร่างสูงผมขาวกำลังยืนมองร่างของทั้งสามคนที่ลอยอยู่บนฟากฟ้าห่างไปไกลออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขามองไม่เห็นร่างเพื่อน ๆ อีกต่อไป
เสียงร้องตะโกนของเหล่าคนเถื่อนดังเข้ามาใกล้ ดูเหมือนว่าพวกมันจะอยู่ห่างจากกำแพงน้ำแข็งข้างหลังนี่ไม่ถึงคืบ ฟอลเวลหยิบฮาร์ทไลท์ออกมาจากถุงจำนวนหนึ่งก่อนจะยัดมันทั้งหมดเข้าไปในปากแล้วเคี้ยวกลืนลงคอด้วยความรวดเร็ว
แต่วันเวลาไม่เคยรอใคร เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งกำปั้นของยักษ์ถ้ำก็พุ่งเข้ามาที่ใบหน้า มันวิ่งเข้ามาประชิดกายของเขาเสียแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ แต่ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองอันฉับไวของฟอลเวล เขาเอี้ยวหัวเอนตัวหลบสุดชีวิต หมัดของมันห่างจากใบหน้าไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร เส้นผมทุกเส้นพัดโบกสะบัดไปตามแรงหมัดที่ถูกปล่อยออกมา
ตูมมมม!
กำแพงน้ำแข็งพังทลายลงด้วยหมัดเดียว เศษก้อนน้ำแข็งทั้งหลายถูกแรงกระแทกจากหมัดซัดกระจาย ทลายออกไปโจมตีใส่เหล่าคนเถื่อนที่วิ่งเข้ามาล้มระเนระนาดบาดเจ็บ บางคนนั้นโดนน้ำแข็งก้อนใหญ่กระแทกที่ศีรษะน็อกสลบตาย บ้างก็หลบพ้น
ฟอลเวลกลั้นหายใจฮึดกระชับดาบสั้นในมือมั่น เขาฟาดฟันใส่ดอกธนูที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลังด้วยความรวดเร็ว จากนั้นจึงวิ่งหนีจากยักษ์ถ้ำที่กำลังถูกสกัดไว้ด้วยดอกธนูนับสิบดอกเช่นกัน แต่ทว่าบาดแผลที่มันได้รับก็ยังตื้นนัก มันแทบไม่เป็นอะไรเลย ยักษ์ถ้ำไม่สนดอกธนูที่ปักร่างมันออกตัววิ่งตามฟอลเวลไปติด ๆ
ตึง! ตึง! ตึง!
เบื้องหน้าของฟอลเวลแม้จะมีเหล่าคนเถื่อนมากมายขวางกั้น แต่ทว่าคนเหล่านั้นกลับไม่ใช่คู่มือที่ฟอลเวลต้องใส่ใจให้มากความ ชายหนุ่มกระแทกเท้ากระโดดพุ่งทะยานเข้าไปแทงคอหอยของอีกฝ่ายทะลุก่อนสิ้นใจตายคาที่ คนเถื่อนอีกจำนวนมากก็พุ่งวิ่งเข้ามาเสริมกำลังอย่างรวดเร็ว พวกมันทั้งหมดหวังเล่นงานฟอลเวลด้วยดาบ มีดและคมขวาน จากด้านหน้า ด้านข้างและด้านด้านหลังทั่วทุกสารทิศ ฟอลเวลกระโดดหลบสะบัดดาบอย่างบ้าคลั่งในวงชุลมุน
แต่ก็ไม่สามารถตอบโต้ได้อย่างหมดจด แม้เขาจะปลิดชีพไปร่างแล้วร่างเล่าราวกับผักปลา เลือดสาดกระจายทั่วพื้นที่ แต่ทว่าก็ถูกเล่นงานกลับมาหนักเช่นกัน
ขณะที่ฟันร่างโจรตรงหน้าขาดสะบั้น แผ่นหลังก็ถูกฟันด้วยดาบจนต้องทรุด บาดแผลเหวอะขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นที่กลางแผ่นหลังฟอลเวล เสื้อผ้าถูกชโลมไปด้วยของเหลวสีแดงสด ฟอลเวลโซเซเล็กน้อยพวกมันกำลังเข้ามารุม แต่เขาตั้งสมาธิใช้ขายึดยันร่างเอาไว้ไม่ให้ล้ม เขาหมุนตัวกลับตวัดดาบใส่ศีรษะอีกฝ่ายจนหลุดออกจากบ่ามันกระเด็นไปไกลหลายเมตรกลิ้งเป็นลูกบอล
ไม่นานนักบาดแผลขนาดใหญ่ด้านหลังของเขาก็ค่อย ๆ สมานแผลกันช้า ๆ ด้วยผลจากฮาร์ทไลท์จำนวนมากที่กลืนเข้าไปในร่างกาย แผลของฟอลเวลส่องแสงสีทองสว่างจ้าก่อนมันจะผสานกันราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฟอลเวลไม่มีโอกาสได้ทึ่งกับอำนาจวิเศษนั้น
เนื่องจากยักษ์ถ้ำวิ่งเข้าใส่เขาด้วยความเร็วสูง มันใช้มือและแขนปัดและตบร่างของคนเถื่อนร่างแล้วร่างเล่าปลิวตามทางกระเด็นไปไกลลิบ หากดวลกันด้วยพละกำลัง ฟอลเวลต้องแพ้แน่นอน แต่หากดวลกันในขณะที่ฟอลเวลใช้เวทมนตร์เขาเองก็ต้องแพ้อีกเช่นกัน บาดแผลที่ฟอลเวลสามารถสร้างให้มันได้ลึกที่สุดก็แค่ห้าเซนติเมตรเท่านั้น
เวทบทที่รุนแรงที่สุดดาบน้ำแข็งก็ไม่อาจจะตัดกระดูกและกล้ามเนื้อของมันได้ ในตอนนี้ตัวเลือกที่จะหนีคงเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด ฟอลเวลละสายตาจากยักษ์ถ้ำที่วิ่งเข้ามาและหันกลับไปมองหาทางหนีทีไล่ แต่ทว่าสิ่งที่เขาต้องเจอก็คือดอกธนูที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ฟอลเวลโยกหัวหลบเลี่ยงจุดตายได้สำเร็จ แต่ทว่าก็กลับไม่สามารถหลบอีกสี่ดอกได้ทัน มันปักเข้าที่ร่างของเขา ชายหนุ่มแทบขาดสติ แต่ก็กัดฟันแน่นไม่กรีดร้อง ธนูดอกที่ยิงพลาดที่เหลือพุ่งไปหาเจ้ายักษ์ถ้ำด้านหลังมันใช้แขนปัดอย่างง่ายดาย
สมองของฟอลเวลตอนนี้กำลังคิดอย่างเอาเป็นเอาตายถึงวิธีที่จะทำให้เขารอด ราวกับกาลเวลาหยุดอยู่ตรงนั้น ด้านหลังเพียงแค่ห้าก้าวยักษ์ถ้ำก็จะสามารถประชิดร่างเขาได้ ด้านหน้าต่อให้วิ่งหนีไปด้วยสภาพแบบนี้คงหนีมันทัน พลังของฮาร์ทไลท์ออกฤทธิ์ไปแล้วครั้งหนึ่งฟอลเวลรู้ตัวดีว่า พลังรักษาที่อยู่ภายในร่างได้หายไปแล้ว สมองกำลังประมวลผล ตอนนี้เขายังสามารถขยับร่างกายได้แม้จะได้รับบาดเจ็บมากมายก็ตาม แต่มันก็ถูกสมานแผลกันอย่างช้า ๆ และในที่สุดช่วงเวลาก็เดินหน้าต่อไปอีกครั้ง
ฟอลเวลหยิบฮาร์ทไลท์ในถุงทั้งหมดกลืนลงคอในทันที แต่ก่อนที่จะก้าวเดินต่อ หมัดของยักษ์ถ้ำก็พุ่งเข้ามาปะทะแผ่นหลังของฟอลเวลอย่างจัง ตึง! “อั๊ค!”
ร่างของฟอลเวลแอ่นไปตามแรงหมัดก่อนจะพุ่งกระเด็นไปไกลหลายเมตร ใบหน้าทิ่มไถลลงบนกองหิมะ ก่อนจะกลิ้งเป็นวงกลมสองสามตลบและนอนลงอย่างแน่นิ่ง จากสภาพนี้ใครเห็นก็สามารถบอกได้ว่าชายผู้นี้สิ้นชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่ามันกลับไม่ใช่ ฟอลเวลยังมีชีวิตรอดด้วยผลจากฮาร์ทไลท์จำนวนมหาศาลที่เข้าไปฟื้นฟูร่างกายจากด้านใน เพราะยิ่งกลืนมันเข้าไปในร่างมากเท่าไรร่างกายก็จะยิ่งคืนความสมบูรณ์กลับมามากเท่านั้น
ฟอลเวลนอนนิ่งแกล้งตายท่ามกลางกองหิมะที่หนาวเหน็บ ยักษ์ถ้ำยังคงอาละวาดตบพวกคนเถื่อนตายเป็นว่าเล่น แผนการของฟอลเวลครั้งนี้ได้ผล…
หากแต่ว่าถ้าไม่มีใครเห็นออร่าสีทองที่สว่างจ้าเปล่งออกมาจากร่างกายของเขา ยักษ์ถ้ำละความสนใจจากพวกคนเถื่อนหันหน้าไปทางร่างของฟอลเวลที่ส่องสว่างนอนอยู่ท่ามกลางกองหิมะในทันที ราวกับมันอาฆาตแค้นคนที่ทำให้มันได้รับบาดแผล มันจ้องจะเล่นการฟอลเวลให้ตายสถานเดียวเท่านั้น
ชายหนุ่มรู้สึกตัวว่า แผนการของตนไม่ได้ผลจึงดันร่างลุกขึ้นด้วยความรวดเร็ว แสงสีทองค่อย ๆ สมานแผลของเขาทีละนิดแต่มีประสิทธิภาพอย่างมหาศาล ฟอลเวลหันหลังมองไปที่ยักษ์ถ้ำที่กำลังวิ่งเข้ามาอีกครั้งเขาตั้งท่าจับดาบสั้นไว้ตรงหน้าด้วยมือทั้งสองอย่างมั่นคง
ระยะห่างของเขากับมันห่างกันพอสมควรและรอบกายก็ไม่มีพวกคนเถื่อนอยู่เลย และเนื่องจากมีเวลามากขนาดนี้ ฟอลเวลจึงร่ายเวทโดยตั้งใจท่องทุกคำอย่างชัดเจน พลังจิตในกายของเขากำลังบังคับควบคุมอนูพลังเวทเล็ก ๆ โปร่งใสจำนวนมากที่อยู่รอบกายให้หลอมรวมเป็นเวทบทเดียว
ขอเพียงแค่หลบการโจมตีของมันได้เพียงหนึ่งครั้ง ฟอลเวลมั่นใจว่าการโจมตีที่ใช้สมาธิและพลังเวทมากที่สุดจะสามารถปลิดชีพเจ้ายักษ์นี่ได้แน่
ช่วงเวลาแห่งการรอคอยค่อย ๆ รุกล้ำเข้ามา ยักษ์ถ้ำสาวเท้าวิ่งอย่างรวดเร็ว ตรงเข้ามา วิ่งเข้ามา ร่างของมันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะทางที่ใกล้ขึ้น เสียงฝีเท้าดังขึ้นถี่เรื่อย ๆ แผ่นดินสั่นสะเทือนตามระยะที่ใกล้เข้ามาฟอลเวลข่มใจไม่ให้ร้อนรน มันเข้ามาแล้ว ลมหายใจของมันฟุดฟัดเกิดเป็นไอขนาดใหญ่ตามทาง แต่ลมหายใจของฟอลเวลกับสงบนิ่งไร้ความหวาดกลัว ในที่สุดยักษ์ถ้ำก็พุ่งเข้ามาในระยะ ห้าเมตร
สี่เมตร!
สามเมตร!
สองเมตร!!
มันง้างหมัดและชกใส่ฟอลเวลด้วยความเร็วสูงสุด ฟอลเวลระเบิดพลังสมาธิออกมา จนมันแทบอึ้งในไหวพริบและความเร็วนั้น ฟอลเวลกระแทกเท้าพุ่งเข้าไปหามันพร้อมกับหลบการโจมตีของมันไปพร้อม ๆ กัน เส้นผมของเขาถูกลมปะทะพัดขึ้นไปทางด้านหลัง แต่ฟอลเวลยังคงมีใบหน้าที่เรียบเฉยเช่นเคย
เขากระแทกเท้าเป็นครั้งที่สอง ร่างของฟอลเวลกระโดดพุ่งขึ้นไปกลางอากาศอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาร่างของเขาก็หยุดอยู่ตรงหน้าอกของมัน ฟอลเวลใช้ดาบพุ่งแทงเข้าใต้คางส่วนที่ไร้กระดูก แต่ทว่าระยะของดาบสั้นนั้นไม่เพียงพอที่จะสามารถโจมตีถึงมันได้ ดาบสั้นจ่ออยู่ที่บริเวณคางของมัน หากดาบยาวกว่านี้ก็คงจะสำเร็จ ทุกอย่างที่เขาทำมาช่างไร้ค่า… ตราบเท่าที่เขาไม่ได้เอ่ยคำหนึ่งออกมาอย่างแผ่วเบา
“ดาบน้ำแข็ง”
วิ้ง!
ฉึกก!!
ดาบน้ำแข็งขนาดใหญ่ประกอบขึ้นมาอย่างฉับพลัน แทงเข้าใต้คางของมันทะลุด้านในช่องปาก เจาะทะลวงไปถึงส่วนสมองและทะลุออกมาจากทางกระโหลกหนา ๆ เลือดของมันพุ่งไหลอาบร่างของฟอลเวลราวกับน้ำพุ ร่างใหญ่ของมันค่อย ๆ เอนหลังและล้มลงไปในที่สุด ฟอลเวลไม่ยอมปล่อยมือออกจากดาบ เขาใช้เท้าเหยียบกดร่างของมันเพื่อลดแรงกระแทก
ตึ่ง!
ฟอลเวลยืนอยู่บนร่างของยักษ์ที่ถูกปราบด้วยท่าทางที่นิ่งสงบ ในสายตาของเหล่าคนเถื่อนเขาคืออสุรกายสีเลือดผู้ล้มยักษ์ได้ด้วยตัวคนเดียว แม้จะเหน็ดเหนื่อยจนหอบหายใจเป็นไอถี่ แต่ฟอลเวลจะยอมเป็นเป้านิ่งไม่ได้ เขาชักดาบน้ำแข็งยักษ์ออกมาจากร่างของยักษ์อย่างรุนแรง เลือดสีแดงพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าและตกลงมาราวกับห่าฝน ใบหน้าและร่างของเขาถูกชโลมไปด้วยสายโลหิต
ดอกธนูนับสิบดอกพุ่งเข้ามาตรงหน้าเขาอีกครั้ง ฟอลเวลตั้งสมาธิและยกดาบน้ำแข็งยักษ์ขึ้นมาป้องกันได้สำเร็จ เขามองทอดยาวออกไปยังลานหิมะสีขาวกว้างและนับจำนวนของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวังที่สุดด้วยสายตาอันเฉียบคม
พวกมันจำนวนนับสิบถืออาวุธระยะประชิดวิ่งเข้ามาหมายจะปลิดชีวิตเขา ฟอลเวลนับจำนวนทั้งหมดรวมถึงพลธนูได้ทั้งสิ้นห้าสิบเจ็ดคน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากมายเกินกว่าที่เขาจะมีแรงสู้ไหว แต่ให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเลือดได้อาบชโลมไปทั่วร่างจะหนีไปทางไหนก็ถูกตามรอยจนพบอย่างแน่นอน ฟอลเวลยิ้มเยาะให้กับชะตากรรมที่ต้องแบกรับ
และนี่คือการโจมตีครั้งสุดท้ายของเขา
“ว๊ากกกกกกกกกกกก”
ซีนหนุ่มวิ่งร้องคำรามอย่างบ้าคลั่งใส่เหล่าคนเถื่อนที่พุ่งเข้ามา เขาฟาดดาบน้ำแข็งในแนวระนาบอย่างสุดกำลัง ทันทีที่จะปะทะกับเหล่าศัตรูฟอลเวลก็เร่งบังคับเสริมพลังเวทให้มากยิ่งขึ้น ดาบของเขาขยายขนาดเป็นเท่าตัว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฟอลเวลฟาดฟัน ถูกกวาดขาดเป็นสองท่อน ไม่ว่าจะร่างของมนุษย์ ไม่ว่าจะอาวุธหรือดาบต่าง ๆ ที่ยกขึ้นมาปัดป้องก็ไม่อาจต้านทานคมดาบน้ำแข็งนี้ได้ เพียงแค่การโจมตีเพียงครั้งเดียวฟอลเวลปลิดชีวิตไปได้ราว ๆ สิบถึงสิบห้าชีวิตด้วยกัน
ดาบน้ำแข็งในมือสลายหายไปกลับกลายมาเป็นดาบสั้นเหมือนอย่างเคย ฟอลเวลทรุดเข่าลงไปนั่งกับพื้นทั้ง ๆ ที่ศัตรูกำลังก้าวเข้ามาและยิงธนูใส่เขาอีกระลอกหนึ่ง
แต่ตอนนี้ซีนหนุ่มเหนื่อยล้าเหลือเกิน จิตใจของเขากำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ อำนาจวิเศษของฮาร์ทไลท์รักษาได้เพียงร่างกายไม่อาจรักษาจิตใจได้ และพลังรักษาของมันก็หมดลงไปแล้วหลังจากฟอลเวลบาดเจ็บอย่างสาหัสถึงสองครั้ง ฟอลเวลถือว่าโชคดีมากที่ได้ใช้งานพลังของฮาร์ทไลท์จนหมด ไม่เช่นนั้นพลังรักษาที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในร่างกายจะทำให้ร่างของเขารับไม่ไหวและแตกสลายในที่สุด
ห่าฝนธนูจำนวนมากกำลังพุ่งตรงมาหาเขา แต่ชายหนุ่มทำได้แค่นั่งคุกเข่าเฝ้ามองมันด้วยสายตาของคนที่เสมือนตายไปแล้ว ฟิ้ววว…ฟิ้ววว…ฟิ้ววว
ฟอลเวลหลับตาลงช้า ๆ ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนทั้งนั้นเขายอมรับว่ามาได้เพียงแค่นี้ จนกระทั่ง…
ฉึก!
ฉึก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!
ฟอลเวลไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอะไรอีกแล้ว ในหัวของเขาโล่งและว่างเปล่า ทุกอย่างช่างมืดมิดและเหน็บหนาว แต่ทว่าในใจกลางมืดได้มีมือหนึ่งพุ้งเข้ามาเอื้อมคว้าเขาและดึงขึ้นไป แสงสีทองสว่างส่อง ฟอลเวลลืมตาตื่นขึ้นมา ทุกอย่างที่เห็นเบลอจนดูน่าเวียนหัว เขามองภาพตรงหน้าไม่ค่อยชัด แต่ทว่ากับเห็นเงาลาง ๆ ของใครคนหนึ่งที่กำลังร้องเรียกเขา
“ฟอลเวล…ฟอลเวล…ฟอลเวล!” จนกระทั่งดวงตาของฟอลเวลปรับสภาพกลายเป็นปกติ จึงเห็นภาพเบื้องหน้าอย่างชัดเจน
“ปีเตอร์!?”
“ลุกขึ้น!”
เขานั่งอยู่ตรงหน้าฟอลเวล แต่ทว่าในปากของปีเตอร์เต็มไปด้วยเลือดสีแดงสด ดอกธนูมากมายปักเข้าที่แผ่นหลังเขา โลหิตเริ่มซึมอาบไหลอาบนองไปทั่วพื้นสีขาว เขาไม่อาจกระชากตัวฟอลเวลที่นั่งอยู่ให้บินหนีขึ้นฟ้าไปได้ และการจะรักษาชีวิตของเพื่อนเอาไว้จึงจำเป็นต้องเอาร่างมารับศรแทนเช่นนี้เท่านั้น
“เจ้าช่วยข้า ท…ทำ”
ฟู่!
ไม่ทันที่ฟอลเวลจะได้ถามจบ ปีเตอร์ก็ดึงแขนและร่างของเขาบินขึ้นไปบนฟากฟ้าอย่างรวดเร็ว แม้จะบินเร็วแต่การควบคุมนั้นถือว่าแย่มาก เลือดไหลเป็นทางหยดกลางอากาศ เขาบินเซไปเซมาคล้ายจะล้มได้ทุกเมื่อ สายลมและอากาศหนาวยิ่งถาโถมเข้ามาอย่างหนักจนร่างแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว ฟอลเวลได้แต่ร้องบอกให้อีกฝ่ายหยุด แต่หากหยุดตอนนี้คงจะหนีไม่พ้นและถูกตามมาเก็บชีวิตทีหลังเป็นแน่ อย่างไรก็ตามอย่างน้อยก็ต้องหนีออกมาให้ห่างมากพอให้แน่ใจว่ารอดพ้นจากพวกมันแล้ว
ทั้งคู่พุ่งผ่านภูเขาลูกหนึ่งมา นั่นคือสัญญาณว่าพวกเขาปลอดภัย และในที่สุดปีเตอร์ก็ค่อย ๆ หมดแรง ปีกแสงที่เท้าของเขาค่อย ๆ เล็กลง เล็กลงเรื่อย ๆ ร่างทั้งสองตกลงมาอย่างช้า ๆ และร่วงลงสู่พื้นในขณะที่ปีเตอร์พยายามจะบินขึ้นแต่เขาไม่สามารถทำมันได้อีกต่อไป เขาพยายามจนกระทั่งหมดแรงในที่สุด ใบหน้าของเขาทิ่มลงนอนบนกองหิมะ จู่ ๆ น้ำอุ่น ๆ ก็ไหลคลออยู่ที่ดวงตาทั้งสองข้างของฟอลเวล
เขามองไปยังเหล่าดอกธนูนับสิบดอกที่ปักอยู่ที่แผ่นหลังของบุรุษไปรษณีย์ หากฟอลเวลดึงมันออกมาสักดอกปีเตอร์คงจะขาดเลือดตายเป็นแน่
ฟอลเวลพยายามหักก้านศรให้สั้นลง เขาพลิกร่างประคองอีกฝ่ายขึ้นมา
“ปีเตอร์ ทำไมเจ้าถึงทำแบบนี้! เจ้าไม่จำเป็นต้อง…ช่ว...ย”
“ข้าขอโทษ” เพียงแค่คำพูดจากปากของคนที่ใกล้จะตาย ทำเอาฟอลเวลกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป เขากัดฟันกรอดตัวเอง ถ้าตอนนั้นเขาไม่หมดแรง ถ้าตอนนั้นยังไม่ถอดใจ ถ้าสังเกตและยื่นเอื้อมมือให้ปีเตอร์พาหนี เรื่องมันคงไม่ลงเอยแบบนี้ “ท่านอย่าโทษตัวไปเลยฟอลเวล ท่านทำดีที่สุดสำหรับท่านแล้ว”
ปีเตอร์บอกทั้งน้ำตาและไอออกมาเป็นสายเลือดเลอะเทอะเต็มเสื้อไปหมด ดวงใจของเขาแทบจะแตกสลายควบคุมสติตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ เขาพยายามตั้งสติเอาไว้ไม่ให้หลบ
“ทำไมเจ้าไม่หนีไป ข้าหมดทางรอดแล้ว ทำไมเจ้าไม่หนีไปเหมือนอย่างที่เจ้าถนัด!”
ปีเตอร์ยิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนโยน ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า
“ตอนแรกข้าก็คิดจะหนีนั่นแหละ แต่ไม่รู้ทำไม…ขาของข้าถึงขยับไปช่วยท่าน อย่างไรเสีย… ข้าก็หนีทุกอย่างตลอดไปไม่ได้ แม้จะกลัวมันแค่ไหนก็ตาม ข้าต้องปกป้องท่าน มันไม่มีทางเลือก ข้าติดหนี้ท่านมากมายเหลือเกิน หากข้าเห็นท่านตายต่อหน้า… ข้าคงไม่สามารถแบกรับและมีชีวิตต่อไปโดยทรยศเพื่อนได้ ข้าไม่ยอมเห็นท่านตายต่อหน้าหรอกนะฟอลเวล” ยิ่งปีเตอร์พูดน้ำตาของเขาก็เริ่มรินไหล เขารู้ตัวดีว่าหากไม่มีเขาอยู่ ฟอลเวลก็คงไม่ต้องลำบากช่วยไว้ถึงหลายครา และไม่ต้องมาบาดเจ็บมากมายขนาดนี้
ปีเตอร์ไม่ยอมให้ผู้มีพระคุณของเขาต้องมาตายต่อหน้าทั้ง ๆ ที่ยังมีโอกาสช่วยเหลือแน่ แม้จะต้องแลกด้วยการสละชีวิตของตนก็ตาม
ซีนหนุ่มพูดไม่ออก น้ำตาคลอไปหมด
เขาคิด หากไม่ได้กินฮาร์ทไลท์จนหมด หากพอมีเหลือก็พอที่จะต่อชีวิตของเพื่อนได้ แต่ตอนนี้ฟอลเวลใช้มันไปหมดแล้ว เขาก็ได้แต่โทษตัวเอง
“ข้าเป็นคนฆ่าเจ้าเองปีเตอร์”
“ไม่…ฟอลเวล มันเป็นความผิดของข้าเอง ข้าที่หนีมันมาทั้งชีวิต ไม่คิดฝึกวิธีการต่อสู้เลย ก็อย่างที่ท่านเห็นเมื่อลงสนามข้าก็พลาดท่าเช่นนี้ ข้ามันอ่อนแอ…” ปีเตอร์สำลักเลือดออกมาทางปาก เขารู้ถึงขีดจำกัดดีว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน ร่างกายรู้สึกเหมือนจะถูกแยกแตกเป็นเสี่ยง ๆ ความเจ็บปวดมากมายถาโถมเข้าใส่จนแทบไม่อยากทนทรมานอยู่ที่นี่อีกแล้ว ฟอลเวลกุมมือปีเตอร์เอาไว้จนแน่นไม่ยอมปล่อยให้หลุดเป็นอันขาด เขาร้องตะโกนเรียกชื่อให้อีกฝ่ายให้ยังคงมีสติอยู่
“ปีเตอร์ ปีเตอร์! ปีเตอร์! เจ้าอย่าพึ่งไป!”
ใบหน้าและสีผิวของชายหนุ่มใกล้ตายเริ่มซีดเซียวลงเรื่อย ๆ เหมือนราวกับดอกไม้ที่กำลังแห้งเฉา ชายผมขาวพยายามใช้เวทมนตร์ที่มีอยู่น้อยนิดช่วยเพื่อนของตนจนตนไอเป็นเลือด
“อย่า ฟอลเวลข้ารู้ตัวข้าดี…ข้าไม่มีเวลาแล้ว…” นี่เป็นครั้งแรกที่ฟอลเวลกระวนกระวายใจถึงขีดสุด เขารับมือกับเหตุการณ์นี้ไม่ถูก ราวกับดวงใจของเขาถูกเควี้ยงทิ้งและถูกบดขยี้ซ้ำด้วยเท้าจนแตกละเอียดทั้งที่ปกติการตัดสินใจของเขาจะเด็ดขาดทุกครั้ง แต่ตอนนี้เขาทำทุกอย่างจนเหมือนกับเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มั่นใจในตัวเอง
ปีเตอร์หลับตาลงช้า ๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิมราวกับคนกำลังจะสิ้นใจ แต่ฟอลเวลก็ยังไม่เลิกที่จะรักษา รักษาจนเกินพลังของตัวเอง
“พอได้แล้ว… ฟ…ฟอลเวล ข้าผิดพลาด ข้าผิดพลาดเอง ข้านี่ช่างเป็นมนุษย์ที่มีแต่ความผิด…พลาด สัญญาเมื่อคืน…อั๊ก! ที่ว่าพวกเราทั้งหมดจะรอดไปด้วยกันข้า…ข้าคงทำไม่ได้เสียแล้ว ข้าขอโทษนะ”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษ!” ฟอลเวลสะอื้นบีบมือของปีเตอร์ให้แน่นขึ้น แต่ปีเตอร์ไม่มีท่าทีจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเลย มือของเขาเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ ฟอลเวลใช้แรงเฮือกสุดท้ายในการรั้งชีวิตของเพื่อนคนแรกในชีวิตของเขาเอาไว้ “ปีเตอร์!”
“ข้าขอโทษจริง ๆ ฟอลเวล ข…ข้าขอฝากท่าน…ท่านช่วย…ช่วยบอกลูกทั้งสองและภรรยาของข้าทีได้หรือไม่…บอกพวกนางที…ว่าข้า ข้ารักพวกนางมาก มากเหลือเกิน มากเสียจนข้าไม่อยากตายเสียที่นี่เลย…ฟอลเวล…ข้า ข้ายังไม่อยากจะตายเลยจริง ๆ ข้าอยากกลับไปหาพวกเขา ฮือ”เสียงสะอื้นดังขึ้นเป็นระยะก่อนจะปล่อยโฮ ปีเตอร์ทำเป็นแข็งใจเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป เขาอยากกลับไปเจอใบหน้าลูกสาวและครอบครัวอีกสักครั้งก็ยังดีก่อนจะตาย แต่มันคงไม่มีทางมีวันนั้นอีกแล้ว ฝันของเขาที่จะมีชีวิตอย่างสงบสุขกับภรรยาและลูก ๆ หลังจากได้เงินก้อนนี้ได้สลายหายไปในพริบตา
“เจ้า…เจ้ากลับไปบอกเองเถอะปีเตอร์ ข้าคงสู้หน้าพวกเขาไม่ได้…เพราะอย่างนั้นเจ้าอย่าตาย!”
“ฟ…ฟอลเวล…ข้าไม่ไหวแล้วได้โปรด…โปรดช่วยฟังคำขอสุดท้ายของข้า” ฟอลเวลร้องไห้โฮตามปีเตอร์ซูดน้ำมูกลึก ๆ อั้นเอาไว้ไม่ไหว เลือดไหลออกมาทางจมูกเนื่องจากใช้พลังเวทเกินขีดจำกัด แต่แล้วก็หยุดพัก เขาร้องไห้ จำยอม พยักหน้าตอบรับ และตั้งใจฟังคำสั่งเสียสุดท้ายของคนที่ยอมเป็นเพื่อนสนิทกับชาวซีนเป็นคนแรกอย่างเขา…
“ภรรยาของข้าเนียร์ อยู่ที่ดราเลียน ลูกสาวของข้า รินกับลัน ท่านช่วยบอกพวกนางทีนะ ว่าข้ารักพวกนางมาก ตราบถึงวันที่ข้าตาย ข้าก็ยังรักพวกนางไม่เปลี่ยนแปลง ช่วยบอกเนียร์ทีว่า… ข้าทำในสิ่งที่ข้าหนีมาตลอดได้สำเร็จแล้ว และช่วยบอกกับนางด้วยว่าข้าขอโทษที่ข้ากลับไปอยู่ด้วยกันกับนางไม่ได้”
“ได้ ปีเตอร์” ฟอลเวลตอบทั้งน้ำตา ทุกอย่างนิ่งสงบ สายลมหยุดพัด หิมะก้อนสีขาว ค่อย ๆ ตกลงมาที่ละเล็กทีละน้อย ไอแห่งความเศร้าปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ ปีเตอร์พยายามขยับปากของตัวเองอีกครั้งทั้ง ๆ ที่บาดเจ็บจนแทบจะทนไม่ไหว
“ขอบคุณ...ข้าดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับคนที่แข็งแกร่งเช่นท่าน อั๊ก! …ถ้า ถ้าเป็นไปได้ละ ก็ ท่าน…ท่านจะช่วยสอนลูก ๆ ของข้าได้หรือไม่ ข้า…ข้าไม่อยากให้ลูกสาวทั้งสองคนต้องมาจบชีวิตลงแบบข้าเลย” ปีเตอร์พยายามฝืนฉีกยิ้มบาง ๆ ให้แต่มันช่างยากลำบากเหลือเกินแม้ตนเองจะใกล้ตาย แต่เรื่องทั้งหมดในหัวก็ยังมีแต่เรื่องของบุคคลอันเป็นที่รักอันห่างไกล ไม่มีคำสั่งลาที่เห็นแก่ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่ได้มั่นใจว่าคนที่รักจะได้รับความปลอดภัยและมีความสุขถึงเขาจะตายไปก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
“ได้! ข้า…ข้ารับปาก เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงแล้วนะปีเตอร์ ข้าจะทำตามคำสั่งเสียของเจ้าทุกอย่าง!” ฟอลเวลกล่าวทั้งน้ำตากุมมือปีเตอร์เอาไว้ไม่ยอมปล่อย แต่มือของปีเตอร์ก็เริ่มเย็นขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับกำลังจะกลายเป็นน้ำแข็ง
ชายหนุ่มผ่อนคลายที่ได้ยินฟอลเวลรับปากแบบนั้น เขาเชื่อใจฟอลเวลอย่างสุดหัวใจ ว่าจะสามารถสอนให้ลูกของเขาเติบโตเป็นคนที่แข็งแกร่ง มิใช่คนเช่นเขา ปีเตอร์ลืมตาและจ้องฟอลเวลก่อนเผยรอยยิ้มบาง ๆ อันอบอุ่นเขายิ้มและหัวเราะ และนั่นคือลมหายใจสุดท้ายของบุรุษไปรษณีย์ผู้อ่อนโยนที่สุดเท่าที่ฟอลเวลเคยรู้จัก
ฟอลเวลกล่าว
“ข…ข้าขอโทษที่ชกหน้าเจ้าไปเมื่อครู่นี้นะ ข้าขอโทษ ปีเตอร์ข้าขอโทษ” แต่ไม่มีแม้แต่เสียงตอบรับหรือการให้อภัยจากชายที่นอนยิ้มกว้างอยู่ตรงหน้า
“ปี…เตอร์?” เขาได้แต่ร้องเรียกชื่อนั้นอีกครั้ง อีกฝ่ายนิ่ง มือและร่างกายเย็นเฉียบ
“…”
“ปีเตอร์…” และอีกครั้ง
“…”
“ปีเตอร์ข้าขอโทษ…”
ฟอลเวลร้องสะอื้นเขาไม่ได้ยินเสียงเพื่อนอีกเลยนับแต่นั้น เขาใช้มือปิดตาของเพื่อน เขากุมหัวสะบัดใบหน้าไม่อยากยอมรับความจริงนี้ เขาขยี้เส้นผมบนหัวตัวเองเหมือนคนบ้า ร้องคำรามโหยหวนออกมาจนกล่องเสียงที่แทบแตกสลาย

4 ความคิดเห็น