ตอนที่ 12 : บทที่ ๑๒ หายนะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

บทที่ ๑๒ หายนะ

อากาศเย็นแผ่ซ่าน ขนทุกเส้นตามร่างกายลุกตั้งชันเป็นแถว ๆ แม้จะห่มผ้าหนาสักเท่าไรก็ไม่อาจต้านทานอุณหภูมิที่น้อยกว่าศูนย์องศาได้ ร่างของหญิงสาวผมยาวสีขาวสวมเสื้อคลุมหนาเตอะ กำลังพยายามใช้สองมือดันพื้นที่เย็นเฉียบลุกขึ้นมาในท่านั่ง จากนั้นจึงบรรจงใช้มือขวาเกลี่ยผมที่ปิดใบหน้าไปไว้ด้านหลังทัดใบหูช้า ๆ ก่อนจะใช้นิ้วแตะหางตาเพื่อเช็ดคราบสกปรกออกจากดวงตา
เธอหันมองไปยังร่างหนึ่งที่นอนอยู่ข้าง ๆ และเผยรอยยิ้ม ฟอลเวลกำลังหลับสบายด้วยใบหน้าไร้พิษสงราวกับเด็กน้อย มองถัดไปจากร่างของเขาก็จะเห็นไลเวนกับปีเตอร์นอนตัวสั่นกริก ๆ ในผ้าห่มด้วยความหนาวเย็น หญิงสาวเห็นก็ฉีกยิ้มพร้อมกับส่ายหัวเบา ๆ
เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า เดินไปยังกองฝืนแห้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ตรงกลางถ้ำ เธอยืนอยู่ตรงหน้ากองฝืนก่อนจะยกสองมือขึ้นมากุมประสานไว้ที่หน้าอกแล้วหลับตาท่องคาถาภาวนา เธอท่องมนต์ในใจเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็ผายมือทั้งสองข้างออกไปยังกองฝืนด้านหน้า จากนั้นไม่นานนัก กองฝืนที่เหลืออยู่น้อยนิดก็ลุกท่วมติดไฟขึ้นมาทันใด ความอบอุ่นจากเปลวไฟทำให้ร่างกายของหญิงสาวกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แสงไฟสีส้มอ่อน ๆ สว่างสาดส่องแยงเข้าไปดวงตาเหล่าชายขี้เซาทั้งหมดที่นอนอยู่เบื้องหลัง
ฟอลเวลเป็นคนแรกที่ลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เขาพยายามจะดันตัวลุกขึ้นมาบ้าง แต่เพราะอาการบาดเจ็บจึงทำให้เขาไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ จึงต้องจำใจนอนต่อไปทั้ง ๆ อย่างนั้น
ส่วนไลเวนก็รีบหันหน้าหนีนอนตะแคงหลบแสงนั่นและพยายามข่มตาหลับต่อ ส่วนปีเตอร์ที่รู้สึกตัวช้าที่สุดก็พยายามสลดความง่วงทิ้งไป แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ไหวหลับต่อไปทั้ง ๆ อย่างนั้น
ซีนสาวเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะเตรียมตัวหยิบไม้เท้าของเธอขึ้นมาและก้าวเดินออกจากถ้ำ แต่ทว่าทันใดนั้นเสียงของชายหนุ่มที่คุ้นหูก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
“เจ้าจะไปไหนจีน่า”
แม้ฟอลเวลจะลุกขึ้นมาไม่ได้ แต่ทว่าสายตาจริงจังของเขาที่จ้องมองเธอนั้นสามารถสะกดได้ทุกการเคลื่อนไหวของหญิงสาว
“ข้าจะออกไปเดินเล่นสูดอาการนิดหน่อยน่ะ เจ้าอยากจะไปด้วยกันไหม” เธอหันกลับมายิ้มละไม ชายหนุ่มพยายามทำหน้านิ่งที่สุดแล้วตอบกลับไปด้วยเสียงราบเรียบว่า
“อืม”

***

พื้นหิมะสีขาวทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวกลางทุ่งหิมะไม่อาจสามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ แต่ทว่าวันนี้มันไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากหนุ่มสาวชาวซีนกำลังเดินด้วยกันท่ามกลางความว่างเปล่านั่น อากาศเริ่มอุ่นขึ้น แต่เหล่าต้นไม้แห้งเฉารอบกายก็ไม่สามารถมอบความสดชื่นให้แก่พวกเขาได้เลย มีเพียงแต่ความเงียบสงบเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
จีน่ายังคงจับมือของฟอลเวลเดินอย่างช้า ๆ ไปตามทางด้วยความกังวล เฝ้ามองเป็นห่วงว่าบาดแผลของเขาจะเปิดหรือกำเริบอีก “ข้าไม่น่าชวนเลย เจ้าควรพักผ่อนเสียดีกว่าออกมาเดินเล่นเช่นนี้” เธอพึ่งรู้ว่าคิดผิดที่ชวนเขาออกมาเดินเช่นนี้ แต่คำแนะนำของจีน่าก็ไม่เป็นผลเมื่อพูดกับชายหัวรั้น
“ข้าไม่ได้อ่อนแอเสียขนาดนั้น” เขาตอบกลับไปทื่อๆ
“เจ้าไม่ต้องจำทำเป็นเข้มแข็งหรอก ข้าดูออกว่าเจ้ากำลังฝืน แล้วทำไมเจ้าถึงต้องฝืนออกมาเดินเล่นกับข้าด้วยล่ะ” จีน่าเอ่ยถามพร้อมกับเอียงคอสงสัย แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไรฟอลเวลก็ไม่ยอมตอบเธอ บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้งก่อนที่เธอจะกล่าวต่อไปว่า
“ฮิฮิ หรือว่าเจ้าคิดว่าข้าจะหนีไปอย่างนั้นรึ?” นางหัวเราะคิกคัก
“ไม่! ข้าก็แค่…” ฟอลเวลร้องพยายามนึกข้อแก้ตัว ความคิดของเขาถูกนางอ่านออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ใบหน้านิ่ง ๆ นั่นไม่สามารถกลบเกลื่อนอะไรได้เลย“แค่…?” จีน่าทำหน้าสงสัยอีกครั้ง
“ก็ได้ ข้าแค่ไม่สบายใจเมื่อคิดว่าเจ้าจะไม่ได้อยู่ข้าง ๆ ข้า” ในที่สุดเขาก็ยอมรับ แต่กลับไม่มีความประหม่าที่จะกล่าวออกมาเลย เขามองใบหน้าของหญิงสาวตรง ๆ ตาไม่กะพริบ คำพูดของฟอลเวลทำให้หัวใจของจีน่าพองโต เธอยิ้มอย่างเป็นสุขราวกับรอยยิ้มของนางฟ้า รอยยิ้มนั่นมีพลังรุนแรงขนาดมัดดวงใจของฟอลเวลได้ทั้งใจ เขาอึ้งพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป
“ฮิฮิ ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าข้าจะมีวันนี้” เธอพูดและเดินต่อไปทั้ง ๆ ที่ยังก้มหน้าเขินอายกุมมือของชายหนุ่มแน่นขึ้นก่อนจะพูดต่อไปอีกว่า “แม้ตอนนั้นข้าจะพูดว่าอยากอยู่ใกล้ ว่ารักเจ้าจริง แต่ข้ายังไม่มั่นใจเลยว่ามันเป็นความรักหรือความรู้สึกชั่วครู่ อย่างไรเสีย ตอนนี้ข้าก็มีความสุขที่ได้ยินคำพูดเช่นนั้นจากเจ้า”
“ข้าเองก็มีความสุขทุกที่ได้เห็นรอยยิ้มของเจ้าเช่นกัน” ฟอลเวลตอบ จีน่ายังไม่กล้าหันมาสบตากับเขา เธอยังเดินพร้อมกับอมยิ้มต่อไปเรื่อย ๆ อย่างเชื่องช้า และยังก้มหน้าถามฟอลเวลด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบากว่าเดิม
“นี่…กว่าจะเป็นความรักต้องใช้เวลานานกว่านี้รึเปล่า?”
“ข้าไม่รู้หรอก” เขาตอบแบบทื่อ ๆ
“ถ้าคนเราจะรักกันเพียงแค่ชั่วข้ามคืนหรือแค่แรกเห็น จะเป็นไปได้หรือไหม?”
“ข้าไม่ได้สนใจ แต่แค่รู้ว่าเรารู้สึกเหมือนกัน” เขาตอบอย่างมั่นใจ
“ฟอลเวล” เธอหันกลับมาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา จนฟอลเวลได้แต่นิ่งเงียบ “หากเราสองคนใจตรงกันก็รักกันได้เช่นนั้นหรือ?” เธอถามด้วยใบหน้าสงสัยอันเป็นเอกลักษณ์ ฟอลเวลไม่ตอบคำถามนั้น เธอจึงพูดต่อไปว่า
“ข้าคิดว่าเราสองคนควรเรียนรู้กันและกันให้พร้อมจนแน่ใจว่าสิ่งนี้เรียกว่ารักได้จริง ๆ ก่อนจะดีกว่านะ”คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มอึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะตวาดออกมาว่า
“เจ้าไม่ไว้ใจข้าอย่างนั้นหรือ! แล้วทำไมเจ้าถึงบอกเช่นนั้นเมื่อคืนนี้…!” ฟอลเวลชักสีหน้าเครียดถาม จนเธอจำเป็นต้องยกมือขึ้นมาห้ามปราม
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่ไว้ใจเจ้า แต่ว่า…ข้ายังลืมเรื่องเก่า ๆไม่ได้ ข้ายังคงสับสน เมื่อนึกถึงท่านแม่” หญิงสาวก้มหน้าลงนึกถึงเรื่องที่เธอถูกหักหลังแล้วก็พลอยเศร้า ฟอลเวลแม้จะไม่เข้าใจความรู้สึกของเธอได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อมองไปยังใบหน้าที่เศร้าหมองของเธอเขาก็พอจะได้รับความรู้สึกนั้นไปด้วยเล็กน้อย
“ข้าเข้าใจแล้วจีน่า”
เธอได้แต่นิ่งเงียบหลังจากคำตอบของเขา ทั้งที่ยังกุมมือของเขาแน่น

***

ทั้งสองยังคงเดินช้า ๆ ผ่านป่าแห้งเฉาระหว่างทาง จีน่าพยายามก้มเก็บรวบรวมฝืนไม้ที่ใช้ได้เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิง เธอปล่อยให้ฟอลเวลนั่งลงบนหินก้อนใหญ่เฝ้ามองการกระทำของเธอจากด้านหลัง แต่เมื่อเขามองไปรอบ ๆ แล้ว ก็พบกับดอกไม้เล็ก ๆ ที่เขาไม่รู้จักชื่อของมันอยู่ใกล้ ๆ กับก้อนหินที่เขานั่งอยู่ และไม่รู้อะไรดลใจทำให้เขาลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วจึงก้มลงไปเด็ดดอกไม้นั้นขึ้นมาอย่างบรรจง
ฟอลเวลอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเดินถือดอกไม้ดอกน้อยเข้าไปหาหญิงสาวที่กำลังหันหลังวุ่นอยู่กับการเก็บฝืน ฟอลเวลสะกิดแผ่นหลังของหญิงสาวเบา ๆ ก่อนเธอจะหันใบหน้าสวยกลับมา
“ดอกไม้นี่ทำไมรึ?” เธอจ้องมองดอกไม้ดอกน้อยในมือของฟอลเวลและเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ข้าคิดว่ามันงดงาม…เฉกเช่นเจ้า” เขาไม่รู้จะพูดอะไรออกไป จึงพูดไปตามความรู้สึกจากใจจริง
“เจ้าชอบมันรึไม่” เขาถามจีน่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่ไม่เหมือนกับฟอลเวลคนเดิมเลย คล้ายซีนหนุ่มเริ่มรู้จักที่จะใช้ความอ่อนโยนกับผู้อื่นมากขึ้นแล้ว
“ฮิฮิ ข้าต้องชอบสิ ข้าขอมันจากเจ้าได้ไหม” จีน่าดูออกว่าชายหนุ่มจะทำอะไร แต่เขาชอบทำเป็นปากแข็งไม่กล้าพูด เธอจึงขอร้องแทนเสียเอง
“ข้าตั้งใจจะให้เจ้าอยู่แล้ว” เขาตอบด้วยใบหน้านิ่งๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปตามความรู้สึกแล้ววางดอกไม้น้อย ๆ ดอกนั้นแนบไว้ที่ข้างใบหูของเธออย่างบรรจง
เธอเพียงแค่ยิ้มหัวเราะขอบคุณ
“จีน่า” เขาบรรจงเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงจริงจังจ้องมองใบหน้าเธออย่างเคร่งขรึม
“หืม?” เธอทำหน้าสงสัย
“เจ้าเชื่อใจข้าเถอะ ข้ามั่นใจแล้วว่าหลงรักเจ้า เจ้าอย่าสับสนอีกเลย เรื่องตัวเจ้าหรือตัวข้า หรือเรื่องอดีต พวกเราค่อย ๆ เรียนรู้กันทีละน้อยหลังจากนี้ตามที่เจ้าบอกก็ได้ ข้าเชื่อความรู้สึกข้า แม้จะเป็นเวลาแค่ไม่นานแต่ข้าก็เชื่อว่าความรู้สึกนี้ของข้า มันจะอยู่กับเจ้าไปอีกนาน”
เธอหุบรอยยิ้มลงก่อนจะมองใบหน้าของชายหนุ่มอย่างจริงจังและเอ่ยไปว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไม่สับสนสงสัยอีกต่อไปแล้ว ข้าจะทำตามความรู้สึกของตอนนี้ ที่มันอยากอยู่เคียงข้างเจ้า”
“…”
“…”
“ฮิฮิ ข้าว่าเราออกไปหาเสบียงกันเถอะ ข้าเริ่มที่จะหิวแล้ว” เมื่อทั้งสองจ้องใบหน้ากันจนความเงียบมาเยือนจีน่าเปลี่ยนเรื่องคุยในทันที ฟอลเวลพยักหน้าเห็นด้วย
“ข้าเองก็หิวเช่นกัน” ทั้งสองยิ้มให้แก่กันพลางหัวเราะขำเล็กน้อยก่อนที่ฟอลเวลจะช่วยจีน่าถือฝืนและเดินทางออกไปล่าสัตว์ในป่า

***

ต้นไม้แห้งกิ่งไม้ไร้ใบ เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในแดนไอซ์เฟลว ใจกลางป่าน้อยใหญ่ทั้งหลายมีต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งต่างไปจากพวก มันมีสีเขียวสวยสดใบไม้ส่องสว่างเต็มลำต้น พื้นที่รอบต้นไม้ต้นนั้นอุดมสมบูรณ์ มีต้นหญ้าสีเขียวและดอกไม้ขึ้นบริเวณรอบ กระต่ายสีขาวตัวน้อยกระโดดเข้ามายืนอยู่หน้าโคนต้นไม้อย่างรวดเร็ว มันใช้ขาหน้าทั้งสองเกาหัวอย่างน่ารักน่าชังก่อนจะยืนสองขาอีกครั้งและหันซ้ายหันขวาระวังภัย
แต่ทว่ามันก็ถึงกับสะดุ้งวิ่งหนีเข้าป่าไป เมื่อได้ยินเสียงย่ำรองเท้าบูตของมนุษย์ผู้หนึ่งที่สะกดรอยตามมาหวังจะล่ามันเป็นอาหาร ตึก
“ป…เป็นไปไม่ได้” เสียงของหญิงสาวร้องออกมาอย่างประหลาดใจ เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นอ้าปากค้างปล่อยให้เหยื่อของเธอหลบหนีไปได้อย่างง่ายดาย ไม่นานนักฟอลเวลที่หอบฝืนอยู่เต็มแขนก็เดินตามเข้ามายืนอยู่ข้าง ๆ ก่อนที่เขาจะเห็นและยืนอึ้งไปด้วยเช่นกัน
“ไม่น่าเชื่อ” ฟอลเวลเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทั้งสองยังคงจ้องมองต้นไม้ต้นเดียวที่มีชีวิตท่ามกลางทุกต้นที่ตายแล้วด้วยแววตาที่ตกตะลึง ออร่าพลังเวทสีเหลืองแผ่ซ่านออกมาจากลำต้น ใบของมันทุกใบเป็นรูปหัวใจที่สามารถเปล่งแสงออกมาได้ ฮาร์ทไลท์ต้นนี้เป็นต้นที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเห็นตั้งแต่เกิด พวกเขารู้สึกตื่นเต้น จนลมหายใจของทั้งสองพ่นออกมาเป็นควันถี่อย่างเห็นได้ชัด
พระเจ้ายังไม่ทอดทิ้งพวกเขา ในเมื่อโชคร้ายมาตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาพึ่งจะโชคดี
จีน่ามองไปที่ต้นไม้นั้นเหมือนต้องมนต์สะกด เธอพยายามจะเดินเข้าไปใกล้ ๆ ต้นฮาร์ทไลท์หวังจะเด็ดใบหรือกิ่งของมันออกมา แต่ในระหว่างนั้นเองฟอลเวลก็เอะใจอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
‘ข้าไม่เคยเห็นฮาร์ทไลท์ต้นใหญ่ขนาดนี้ แต่มันแปลก ๆ …’
ไม่นานนักฟอลเวลเหลือบมองไปเห็นปลายแหลมของกับดักสัตว์ที่วางซ่อนอยู่ใต้กองหิมะ และจีน่าก็กำลังจะเหยียบมันในก้าวต่อไป ไม่ทันแน่! แม้จะเรียกให้เธอหยุดแต่คงไม่ทันแน่ ฟอลเวลคิดและไม่ทันได้ตัดสินใจ ร่างกายของเขาก็ขยับไปเอง
“จีน่า!” ฟอลทิ้งของทั้งหมด กระแทกเท้ากระโดดพุ่งตัวเข้าไปหาเธอ เขาใช้มือโอบกอดรวบตัวเธอเอาไว้ได้ทันควันก่อนร่างของทั้งสองจะล้มลงกลิ้งบนกองหิมะจีน่าจึงไม่ได้เหยียบกับดักนั่น แต่ตอนนี้ร่างของฟอลเวลกำลังนอนทับแนบกายของนางอยู่ ทั้งสองจ้องตากันไม่กะพริบ ลมหายใจสีขาวลอยอยู่ใกล้ใบหน้าของทั้งสอง จีน่าเองก็พึ่งรู้สึกตัวได้เมื่อครู่ว่าฮาร์ทไลท์ต้นนี้มันแปลก ๆ
“กับดักรึ?” เธอถามช้า ๆ ด้วยความสงสัย
“ใช่”
“เฮ้อ…ข้านี่ไม่ได้เรื่องเลย แต่ขอบคุณที่เจ้าช่วยข้าไว้นะ”
“อืม” ฟอลเวลเอ่ยเพียงแค่นั้นและจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นมา ตอนนี้ร่างกายของเขาแทบจะหายดีด้วยฤทธิ์ของยาวิเศษ ฟอลเวลไม่แสดงสีหน้าอะไรเลย แม้ในใจจะตื่นเต้นมากมายก็ตาม เขายื่นมือไปให้หญิงสาว เธอมองมือนั้นด้วยรอยยิ้มก่อนจะจับเอาไว้แล้วดึงตัวขึ้นมายืนอีกครั้ง
“ต้องมีคนอยู่ที่นี่แน่อันตราย…เรารีบเก็บกิ่งหรือใบพวกนี้แล้วไปกันเถอะ” ฟอลเวลเอ่ยช้า ๆ
“อืม” เธอตอบสั้น ๆ
จากนั้นไม่นานนักทั้งสองจึงเริ่มเด็ดและขโมยใบและกิ่งของฮาร์ทไลท์ให้ได้มากที่สุด โดยทั้งคู่พยายามระวังกับดักที่วางไว้อย่างมากมายรอบ ๆ ต้นไม้ด้วยความรอบคอบ ทั้งสองโชคดีเจอเมล็ดพันธุ์ของมันสองสามเมล็ด ฟอลเวลบอกให้จีน่ารีบเก็บของมีค่านั้นใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว
ฟอลเวลเริ่มรักษาบาดแผลด้วยการกินใบของมันสด ๆ ไปหลายครั้ง แม้จะไม่มีรสชาติแต่กลิ่นของมันก็หอมจนขึ้นจมูก พลังรักษาของมันน่าทึ่งไม่นานนักฟอลเวลก็หายดีเป็นปลิดทิ้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปทั้งสองก็หอบถุงที่ใส่ฮาร์ทไลท์จนเต็มแนบอกเอาไว้ แต่ทันใดนั้นฟอลเวลก็รู้สึกได้ถึงฝีเท้าของกลุ่มคนนับสิบที่เดินตรงเข้ามาที่นี่ เขากระซิบบอกจีน่าอย่างแผ่วเบา
“ได้เวลาแล้ว”
เธอไม่ตอบเพียงแต่พยักหน้าให้ แต่ทันใดนั้นพวกมันก็รู้สึกตัวเมื่อเห็นว่าต้นฮาร์ทไลท์มีลักษะแปลกไป มันไม่ส่องสว่างเหมือนทุกที พวกมันคนหนึ่งตะโกนฟังไม่เป็นภาษาและชี้มาที่พวกเขา จากนั้นนับสิบร่างก็ย่ำเท้าวิ่งถลาเข้าหาต้นฮาร์ทไลท์โดยพร้อมเพรียงกัน อาวุธทุกชนิดถูกชักออกมาเตรียมไว้ครบทุกคน
“วิ่ง!” ตอนนี้ฟอลเวลและจีน่ายังไม่พร้อมต่อสู้ เขาไม่อาจประมาณคนหรือฝีมือของกลุ่มใหม่ที่ไล่ตามมาได้อย่างแน่ชัด ทั้งสองสับขาวิ่งโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ดอกธนูพุ่งเฉียดหัวฟอลเวลและจีน่าผ่านไปปักเข้ากับต้นไม้ด้านหน้า ก่อนจะตามมาด้วยอีกจำนวนนับสิบดอกจากด้านหลัง พวกเขาวิ่งวุ่นยิ่งกว่าเดิม พร้อมก้มหัวหลบให้ต่ำที่สุดโดยไม่หันไปมองด้านหลัง
แต่จะให้วิ่งอย่างเดียวก็กระไรอยู่ ระหว่างที่วิ่งนั้นเองจีน่าก็สวดและท่องคำพึมพำระหว่างทาง เมื่อจบบทเธอจึงหันกลับไปใช้ไม้เท้าร่ายเวทบอลเพลิงโจมตีใส่พวกมันบ้าง
บึ้ม!
แต่เธอไม่ได้เล็งไปที่คน เธอเล็งไปที่ต้นไม้ระหว่างทาง บอลไฟแผดพุ่งเข้าใส่ต้นไม้ต้นหนึ่งจนระเบิดเสียงดังสนั่นและโค่นลงมาบังทางพวกนั้นเอาไว้ พวกมันตกใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีอำนาจวิเศษ แต่เพียงแค่นั้นก็ไม่อาจจะหยุดฝีเท้าของพวกมันให้ไล่ตามมาได้ พวกมันไม่ยอมหยุดถึงขนาดกระโดดข้ามต้นไม้ที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟ
ฟอลเวลเห็นเช่นนั้นจึงรีบคว้ามือกระชากแขนจีน่าให้วิ่งต่อ
“อย่าใช้เวทสิ้นเปลือง เจ้าจะเหนื่อยโดยเปล่าประโยชน์” เขาบอกก่อนจะปล่อยมือเธอให้วิ่งต่อ จีน่าพยักหน้าเข้าใจ ก่อนทั้งสองจะวิ่งต่อไปอย่างไม่ลดละ อีกไม่กี่เมตรก็จะถึงถ้ำของยักษ์ที่ทั้งสองจากมา หากสลัดพวกมันพ้นได้ ทั้งสองก็สามารถกลับไปหาไลเวนกับปีเตอร์ได้อย่างปลอดภัย
ฟอลเวลร่ายมนตร์อย่างเนิ่นนาน เมื่อเขากล่าวจบคำสุดท้ายอุณหภูมิก็ลดลงมากกว่าเก่าไอเย็นรวมตัวเป็นหมอกควันพรางตาพวกที่วิ่งไล่ตามมาจากข้างหลัง
ฟอลเวลเอื้อมไปคว้ามือจีน่าอีกครั้งกลัวว่าเธอจะหายไปในหมอก หมอกที่ฟอลเวลสร้างขึ้นไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกมันสับสน พวกเขาวิ่งจูงมือกันออกมาจากหมอกได้สำเร็จด้านหน้าคือทุ่งหิมะโล่งโจ้ง
มีเพียงถ้ำของยักษ์ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ฟอลเวลและจีน่าวิ่งไปหาถ้ำเรื่อย ๆ และไม่นานนักก็เห็นร่างของปีเตอร์และไลเวนที่กำลังถือมีดและหน้าไม้ต่อกรกับอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ฟอลเวลและจีน่าไม่อยากจะนึกถึงมัน
“ไลเวน!! ปีเตอร์!!” ฟอลเวลตะโกนเรียก เขากับจีน่าวิ่งด้วยความรวดเร็วไปหาทั้งสองคนนั้น ปีเตอร์และไลเวนหันกลับมาหาพร้อมร้องตะโกนและวิ่งเข้าหาฟอลเวลด้วยความรวดเร็วเช่นกัน
“ฟอลเวล! ยาสลบของข้าใช้ไม่ได้ผลกับมันอีกแล้ว!” ไลเวนตะโกนลั่น วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเข้าหาฟอลเวลและจีน่า เบื้องหลังของปีเตอร์และไลเวนคือยักษ์ถ้ำตัวเดิมที่ค่อย ๆ รู้สึกตัว มันใช้มือดันร่างลุกขึ้นมาด้วยความเชื่องช้า แม้จะเชื่องช้าแต่มันช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าสะพรึงกลัวเสียเหลือเกิน
ปีเตอร์โยนกระเป๋าสัมภาระของฟอลเวลและจีน่าให้เจ้าของด้วยความรวดเร็ว ฟอลเวลเมื่อได้รับดาบสั้นคู่ใจคืนมาแล้วจึงชักมันออกมาโดยไม่คิดอะไรให้มากความ พวกเขายังคิดหาหนทางไม่ออก และไม่นานยักษ์ถ้ำขนาดมหึมาก็ลุกขึ้นมายืนด้วยความมึนงง ก่อนที่จะหันใบหน้าและนัยน์ตาสีแดงแห่งความเกรี้ยวโกรธจ้องมองมาที่พวกเขาทั้งสี่คนอย่างดุร้าย
แต่ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น ทั้งสี่คนหันหลังขวับ เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนดังขึ้นมาจากป่าด้านหลัง เหล่าคนเถื่อนนับร้อยร่างวิ่งทะลุออกมาจากด้านในป่า ทุกคนมีอาวุธครบมือ ทั้งสี่คนหน้าซีดราวกับหมดหวัง ไม่มีทางให้หนี และไร้หนทางที่จะต่อสู้ พวกเขาทำได้แค่หันหลังประชิดกันพร้อมถืออาวุธเตรียมพร้อมอยู่ในมือ ยักษ์ถ้ำและเหล่าคนเถื่อนทั้งสองด้านกำลังวิ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว ฟอลเวลขยับปากที่เต็มไปด้วยไอเย็นพร้อมเอ่ยเสียงหนึ่งขึ้นมาเบา ๆ ว่า
“ปีเตอร์…จงทิ้งข้าเอาไว้”

4 ความคิดเห็น