ตอนที่ 11 : บทที่ ๑๑ เพื่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

บทที่ ๑๑ เพื่อน

“ฮัดเช้ยย!”เสียงจามท่ามกลางป่าลึกดังสนั่น นักวิทยาศาสตร์หนุ่มค่อย ๆ ใช้มือเช็ดจมูกด้วยความรวดเร็ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไอ้เจ้าการล่าสัตว์ในอากาศหนาวแถมยังเป็นช่วงเวลารัตติกาล ฟ้ามืดดาวประดับ
“ท่านเป็นหวัดหรือไลเวน กลับก่อนดีกว่าไหม” ปีเตอร์ผู้ถือคบเพลิงอยู่ข้าง ๆ เอ่ย ขณะนี้ก็ผ่านมาชั่วโมงครึ่งแล้ว พวกเขายังไม่สามารถล่าได้แม้กระต่ายสักตัวเดียว อาจจะเป็นเพราะไร้ความชำนาญการในด้านนี้กระมัง
“ข้าไม่เป็นไร เราลองดูอีกสักชั่วโมง” ไลเวนโบกมือหยอย ๆ ก่อนจะเดินเท้านำหน้าไปอีกครั้ง เห็นเช่นนั้นปีเตอร์ก็ยิ้มขำและจะเดินตามหลังเร็วไป โดยไม่ลืมที่จะทำเครื่องหมายกันหลงไว้ตามต้นไม้แถวนั้น จนสุดท้ายเวลาผ่านพ้น เลยไปหนึ่งชั่วโมง พวกเขาก็ได้มาเพียงแค่กระต่ายสองตัว
“เฮ้อ…จะกินกันยังไงหมดวะเนี่ย ได้มาเยอะเสียขนาดนี้!” ไลเวนร้องประชดพร้อมมองกระต่ายในมือของตน บุรุษไปรษณีย์หัวเราะขำกับมุกตลกนั้น
“ให้ทำอย่างไรได้ไลเวน ก็ข้ากับท่านก็มีฝีมือเพียงเท่านี้” ปีเตอร์กล่าว จากนั้นทั้งสองคนจึงถอดใจและมุ่งหน้ากลับไปยังถ้ำที่พักด้วยความรวดเร็ว เนื่องจากพวกเขาเหนื่อยและง่วงมาก หากอยู่ด้านนอกเช่นนี้นานพวกเขาอาจจะหนาวและหิวตายกลางกองหิมะเอาได้
เมื่อทั้งสองคนเดินทางกลับมาถึงที่หมาย ชายทั้งสองก็พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
จีน่ากำลังนั่งปิ้งเนื้อกวางตัวใหญ่ โดยที่ให้ฟอลเวลนอนพักบนตักของเธออย่างดิบดี
“อ้าว…พวกเจ้ากลับมากันแล้วหรือ เร็วสิ รีบมากินกัน กำลังร้อน ๆ เลย” เธอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ปีเตอร์และไลเวนที่เห็นเนื้อเสียบไม้ไอความร้อนระเหยส่งกลิ่นอบอวลชวนลิ้มรส ก็อดไม่ไหวน้ำลายไหลหยด ทิ้งเจ้ากระต่ายสองตัวที่ล่ามาได้ลงกับพื้น และพุ่งเข้าไปล้อมวงกลางกองไฟในทันที
ทั้งสองคนหิวจนแทบจะขาดไส้ รีบไม้เสียบเนื้อกวางที่ดูเหมือนจะสุกแล้วขึ้นมาคนละไม้และใช้ฟันกัดฉีกเนื้อนุ่มลิ้มรสชาติอันแสนหอมหวาน
“ระวังนะมันร้อน!” จีน่าร้อง แต่ไม่ทันเสียแล้วเมื่อไลเวนกัดไปหนึ่งคำก็ถึงกับร้องลั่นอ้าปากค้างระบายความร้อน แต่ไม่กล้าคายออกมากลัวจะเสียของ ปีเตอร์ที่เห็นดังนั้นจึงหยุดมือและหัวเราะขำพร้อมกับซีนสาวในทันที ไม่นานนักไลเวนก็จำใจกลืนเนื้อทั้งหมดลงคอ
“อ้า! แม่นางจีน่าทำไมไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้!” ไลเวนโวยวาย
“ฮ่า ๆ ๆ เจ้าต่างหากที่รีบร้อนเกินไป” เธอหัวเราะ
เสียงพูดคุยกันของทั้งสามคนส่งผลให้ซีนหนุ่มที่นอนอยู่บนตักของจีน่าเปิดเปลือกตาลืมขึ้นมาทีละน้อยนิด ไม่นานฟอลเวลก็ได้สติ เขาหันไปหาพวกพ้องพร้อมกับอมยิ้มที่มุมปาก
“ยิ้มอะไรของเจ้าฟอลเวล รู้ไหมฮาร์ทไลท์ของข้าที่ช่วยชีวิตเจ้าไว้น่ะ มันต้นสุดท้ายแล้วนะ!” ไลเวนบ่น เขาทำได้แค่นั้น เพราะเลือกทางอื่นไม่ได้ นอกจากจะยอมสละของสำคัญให้แก่เพื่อน ทั้งที่ในใจเขาไม่อยากจะทำเช่นนั้นเลย
“เออข้ารู้…และก็ขอบใจเจ้ามากนะไลเวน” คำพูดแสนอ่อนโยนของฟอลเวลเพียงแค่เท่านี้ก็ทำให้ทั้งสองคนหยุดรับประทานเนื้อเสียบไม้ในทันที พวกเขานิ่งและอ้าปากค้างหันกลับมามองฟอลเวลตาไม่กะพริบ
นี่…พวกเจ้าเป็นบ้าอะไรกัน” ฟอลเวลทำหน้างงสงสัยสุด ๆ
“ฟอลเวลเจ้าพูดขอบคุณเป็นครั้งแรก!” ไลเวนตกใจ
“ใช่!” ปีเตอร์ร้อง
“ข้าไม่ได้พูดขอบคุณเสียหน่อย แต่ข้าพูดขอบใจ” ฟอลเวลงง
“เออน่ามันเหมือนกันนั่นแหละ!” ไลเวนตะโกน ปีเตอร์ขำทั้ง ๆ ที่เนื้อยังอยู่ในปาก จีน่าก็กุมปากหัวเราะท้องแข็ง “แล้วมันแปลกตรงไหนกัน” ฟอลเวลทำหน้างงอีกครั้ง
“ก็เจ้าดูกลายเป็นคนปกติขึ้นมาแล้วน่ะสิ หรือว่า!? ฮาร์ทไลท์มีคุณสมบัติแฝงช่วยเพิ่มความเป็นคนให้แก่เจ้ากันนะฟอลเวล” ไลเวนหยุดและนำมือขวาเท้าคางคิดสงสัย
“ไลเวนถ้าไม่ติดว่าเจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ และไม่ติดว่าข้าบาดเจ็บอยู่ ข้าคงซัดปากเจ้าลงไปนอนกองแล้วตอนนี้” ฟอลเวลขู่แต่นั่นมันไม่ได้ผลกับไลเวนเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่หากเป็นตอนแรกเขาจะกลัวแทบตาย
“โถ่มาทำเป็นขู่ข้า อย่างเจ้าจะทำอะไรได้ห๊ะ! นอนไปเถอะ แล้วแม่นางจีน่าล่ะหายดีแล้วใช่ไหมถึงออกไปล่ามาได้” ไลเวนไม่สนใจ เงยหน้าไปถามหญิงสาวจอมเวทที่เป็นเบาะให้ฟอลเวลหนุนตัก
“อืม” เธอตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนจะฉีกเนื้อกวางชิ้นเล็ก ๆ ออกจากไม้และเป่าเบา ๆ ป้อนให้ฟอลเวลที่นอนอยู่บนตักเธออย่างอ่อนโยน ฟอลเวลไม่พูดอะไรเขารับประทานมันด้วยความเต็มใจ ทั้งสองยิ้มให้กัน แม้ไม่มีอะไร แต่ปีเตอร์กับไลเวนสามารถเห็นออร่าหัวใจสีชมพูวิบวับระหว่างสองคนนั่นได้อย่างชัดเจน จนแทบจะแสบตา และไม่เป็นอันรับประทานอีกครั้ง
“เดี๋ยว ๆ นี่พวกเจ้าสองคนหรือว่า!? ระหว่างที่พวกข้าไม่อยู่…พวกเจ้าก็พลอดรักกัน!” ไลเวนตกใจเอ่ยขึ้นมาเสียงดัง จนทั้งสองคนนั้นหันหน้ากลับมามองเขา
ชาวซีนทั้งสองยิ้มแก้เขิน หน้าแดงก่ำเมื่อหันมามองหน้ากันอีกครั้ง ไม่นานนักฟอลเวลก็รีบลุกออกมาจากตักของจีน่าด้วยเรี่ยวแรงที่เริ่มคืนกลับมาบ้างแล้ว
“ใช่จริง ๆ ซะด้วย” ปีเตอร์กล่าวเรียบ ๆ ด้วยรอยยิ้ม ไลเวนกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ลงคอ
เสียงของกองไฟยังคงดังเปี๊ยะ ๆ สะเก็ดไฟกระเด็นเล็กน้อย เสียงลมเบา ๆ ด้านนอกก็ยังคงพัดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทั้งสี่คนนั่งเงียบรอคอยจังหวะในวงสนทนาอีกครั้ง
“โถ่เอ๊ย! ก็ดีแล้วนิ พวกเจ้ารักกันแล้วทีนี้เจ้าจะเอายังไงต่อฟอลเวล จะอยู่ที่นี่กับแม่นางจีน่าหรือจะไปที่อีเดนตามเป้าหมายเดิมล่ะ”ไลเวนตบมือดัง เปี๊ยะ! ก่อนจะยิ้มและกล่าวยินดีให้กับทั้งสองคน
“เรื่องนั้นข้ายังไม่ได้คิด แต่ว่าตอนนี้ข้าจะเดินทางไปพร้อมกับพวกเจ้า ข้าจะตอบแทนเจ้าไลเวน ฮาร์ทไลท์ของเจ้า ข้าจะชดใช้มันคืนให้” ฟอลเวลตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
“เฮ้ย…เจ้าคิดจะตามหามันมาให้ข้างั้นหรือ” ไลเวนถามย้อนกลับไป
“ใช่ ก่อนออกจากไอเฟลว ข้าสัญญาว่าตลอดการเดินทางข้าจะนำมันมาคืนให้เจ้า”
“ฟ…ฟอลเวล” จู่ ๆ นักวิทฯหนุ่มก็น้ำตาคลอ มันเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะได้รับความอบอุ่นและมิตรภาพในดินแดนอันหนาวเหน็บเช่นนี้ ตลอดการเดินทางไลเวนไม่เคยคิดว่าตนมีประโยชน์อะไรนอกเสียจากการรักษา และไม่คิดว่าชาวซีนจะช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ถึงสองครั้ง หากอยู่ที่นี่เพียงลำพังเขาคงหนาวและอดตายเป็นแน่
ปีเตอร์เข้ามาตบบ่าไลเวนเบา ๆ พร้อมพูดว่า “ข้าเองก็จะช่วยท่านด้วย ถึงข้าจะไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรได้ก็เถอะ และไม่รู้ว่าการทดลองข้ามมิติเวลาหรือการฟื้นฟูร่างกายคืออะไร แต่ข้าคิดว่ามันคงสำคัญกับท่านมากไลเวน”
“ป…ปีเตอร์” นักวิทฯหนุ่มแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เนื่องจากตอนแรกเขาไม่อยากจะเสียฮาร์ทไลท์ต้นสุดท้ายให้กับฟอลเวลเลย แต่ก็ทำไปเพื่อทดแทนบุญคุณ หากไม่ติดว่าฟอลเวลมีบุญคุณ เขาก็คงจะหนีไปเสียด้วยซ้ำ ไลเวนจึงเศร้ามากที่ตนเองเคยคิดเช่นนั้น เขารีบใช้แขนเช็ดน้ำตาด้วยความรวดเร็วก่อนจะกล่าวออกไปทื่อ ๆ ว่า
“คือ…ข้าไม่ได้ร้องไห้นะ แค่ฝุ่นมันเข้าตาเฉย ๆ ”
ทุกคนได้แต่ยิ้มขำกับคำพูดนั้น ไม่นานนักพวกเขาก็รับประทานอาหารกันต่อด้วยความเงียบสงบ กาลเวลาไหลผ่านราวกับน้ำเชี่ยวในลำคลอง แต่ทว่าเสียงพูดคุยและรอยยิ้มของพวกเขาในค่ำคืนนั้นก็ไม่เคยจางหายไป ทุกอย่างยังคงติดตรึงในความทรงจำส่วนลึก ท่ามกลางดินแดนอันโหดร้ายและอากาศอันหนาวเหน็บ พวกเขาคือกลุ่มคนที่มีความสุขมากที่สุดในดินแดนนี้
“ฟอลเวล ปีเตอร์ แม่นางจีน่า หากต่อไปมีเรื่องอะไรที่ข้าพอจะช่วยเหลือพวกเจ้าได้ บอกข้ามาได้เลยนะ ข้ายินดีที่จะช่วยเหลือพวกเจ้าเสมอ” ไลเวนไม่เสียดายเลยที่เลือกรักษามิตรภาพเอาไว้ แม้เขาจะต้องเสียชื่อเสียงและเงินทองทั้งหมดเขาก็ไม่เสียใจ เนื่องจากได้เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เขาพูดต่อ
“เฮ้อ…แต่ก่อน ทั้งชีวิตข้า ก็มีแต่เรียน ๆ และก็เรียน ข้าเรียนมาตั้งแต่สี่ขวบ พ่อกับแม่ข้าหวังจะให้ข้าเข้าไปเป็นขุนนางในวัง แต่ข้าไม่ได้ชอบเรื่องการเมืองหรืออะไรพวกนั้นนัก ข้าอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์เวทมนตร์ แต่พวกเจ้าคงไม่รู้หรอกว่า นักวิทยาศาสตร์เวทมนตร์นั้นไม่ได้เป็นที่ยอมรับต่อคนหมู่มากเสียเท่าไรนัก มันขัดกับหลักของภูติ พ่อกับแม่ของข้าชอบพูดว่าข้าน่ะเพ้อเจ้อทำอะไรเกินตัว และชอบดูถูกความฝันของข้าอยู่ทุกครั้ง ทั้ง ๆที่ข้าจริงจังและจินตนาการไปหลายต่อหลายอย่าง เฮ้อ…แต่ข้าไม่เคยได้มีโอกาสพิสูจน์มันเสียที ข้าสัญญากับตัวเองแล้วว่าถ้าข้าทำตามความฝันไม่สำเร็จ ข้าก็จะไม่กลับบ้าน ข้าจะตายมันอยู่ที่ไอซ์เฟลวนี่แหละ”
ไลเวนก้มหน้าลงเล่าทุกอย่างที่อัดอั้นตันใจมานานให้คนอื่นฟังเป็นครั้งแรก เขารู้สึกสบายใจเป็นที่สุดที่ได้ระบายมันออกมา เพื่อน ๆ อีกสามคนก็นั่งรับฟังโดยไม่ขัด ตอนนี้พวกเขาทั้งสามเข้าใจแล้วว่า ทำไมชายหนุ่มที่อ่อนแอขนาดนี้ ถึงกล้าเข้ามาในแดนแห่งความตายด้วยตัวเองเพียงคนเดียว ไม่นานนักเสียงปรบมือก็ดังขึ้นซึ่งเป็นปีเตอร์เป็นคนแรกที่ปรบมือให้ และก็ตามมาด้วยฟอลเวลกับจีน่าอีกทีหลัง
“ข้าชื่นชมท่านมากนะไลเวน เพราะข้าน่ะต่างจากท่านลิบลับเลยฮ่า ๆ ” ปีเตอร์เอ่ยด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่เขาจะเริ่มระบายเรื่องของตัวเองให้เพื่อน ๆ ที่นั่งล้อมวงอยู่ให้ฟังบ้าง
“ข้าน่ะ ไม่ได้มีความฝันและกล้าหาญเหมือนท่านหรอกนะไลเวน และไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนท่านด้วยฟอลเวล และข้าก็ใช้เวทมนตร์ไม่ได้เก่งเหมือนกับท่านจีน่าอีกเช่นกัน ฮ่า ๆ ข้าทำได้แค่หนีน่ะ ข้ามันขี้ขลาด และข้าก็ไม่ได้ฉลาดด้วย บ้านข้าเป็นครอบครัวทหาร แต่ข้าไม่อยากเป็นจึงหนีออกจากบ้านมาจากนอเทอร์ และอาศัยอยู่ที่ดราเลียน ข้าทำงานมาก็หลายอย่างแต่ทุกอย่างที่ข้าทำก็มีแต่ความผิดพลาด ถึงข้าจะพยายามทำมันเต็มความสามารถแล้วก็ตาม ข้าก็โดนด่าว่าเป็นประจำ เมื่อทนไม่ไหวข้าก็ลาออกข้าก็เลยหนี หนี หนีมา
จนได้มาเจอกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ยอมรับและรักคนไม่เอาถ่านอย่างข้าอย่างสุดหัวใจ บื้อ ๆ โง่ ๆ อย่างข้าไม่คู่ควรกับนางเลยสักนิด แต่เพื่อที่จะแต่งงานกับนางข้าก็เลยทำเป็นใจกล้า ๆ กลับไปอธิบายกับครอบครัว เกือบตายเลยครั้งนั้น ดีนะที่พวกเขาไม่คาดโทษอะไรข้ามาก และก็ยอมเข้าใจ เฮ้อ…
ข้าเกือบตาย แต่ก็ได้เริ่มรับงานบุรุษไปรษณีย์ทำมาตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ เพราะคงเป็นสิ่งเดียวที่ข้าทำผิดพลาดน้อยที่สุดแล้วล่ะ แม้ข้าจะไม่ค่อยสนุกกับมันก็ตาม ตอนแรกที่ข้ามาที่ไอซ์เฟลวก็แค่ทำเป็นใจกล้าน่ะจริง ๆ แล้ว ข้าไม่ได้อยากมาที่นี่เลยด้วยซ้ำ”
ไลเวนฟังที่ปีเตอร์พูดมาแล้วก็เกิดความสงสัย ความคิดและนิสัยของปีเตอร์ทำให้ไลเวนไม่ค่อยชอบใจนัก เขาจึงถามชายสวมหมวกยิ้มง่ายคนนั้นกลับไปด้วยสีหน้าตึงเครียด
“ถ้าเจ้าก ลัวแล้วทำไมเจ้าต้องฝืนมาที่นี่ด้วยเล่าปีเตอร์ ทำไมไม่ทำในสิ่งที่เจ้าอยากทำ ถ้าเจ้าได้ทำในสิ่งที่เจ้าอยากทำ เจ้าคงมีความสุขมากกว่าการมาเสี่ยงตายอยู่ที่นี่เป็นแน่!”
“ฮ่า ๆ ข้าหนีมาพอแล้วน่ะท่านไลเวน ข้ารู้ว่าข้าอ่อนแอนะ ข้าไม่เคยเอาชนะความกลัวได้ แม้ตอนนี้ข้าก็ยังแพ้ แต่ข้าจะขอสู้กับความกลัวถึงแม้จะรู้ว่าข้าไม่ชนะมันก็ตามที ข้าหวังว่าอย่างน้อยชีวิตข้าคงมีอะไรดีขึ้นมาบ้าง ขอแค่ข้าเอาชนะตัวเองได้ก็พอ ข้าไม่อยากทำให้ภรรยาข้าเสียใจที่เลือกข้าเป็นสามี อีกอย่างข้าก็ทำเพื่อปกป้องครอบครัวและลูก ๆ ของข้า เพราะข้าไม่รู้หรอกว่าแท้จริงตัวเองมีความฝันหรือต้องการอะไร” แม้จะยังยิ้มอยู่แต่ทว่ายิ่งพูดน้ำตาของปีเตอร์ก็ยิ่งไหลพราก เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใครที่ไหนมาก่อนยกเว้นกับภรรยาของเขา
คำพูดของปีเตอร์ทำให้ซีนหนุ่มที่บาดเจ็บไปทั่วร่างกายทนนั่งฟังไม่ไหว
“ข้าไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกนะ ปีเตอร์ แต่ถึงเจ้าจะพูดว่าตัวเองอ่อนแอหรือพึ่งพาอะไรไม่ได้ก็ตาม แต่เจ้าน่ะเป็นคนที่สอนให้ข้ารู้จักความเชื่อใจ และทำให้ข้าได้สัมผัสถึงความอ่อนโยนในจิตใจมนุษย์เป็นคนแรก เจ้าเป็นคนเปิดโลกของข้า และเจ้าก็มีข้อดีมากกว่าที่เจ้าคิดไว้เสียอีก อย่าดูถูกตนเองไปเลย” ฟอลเวลพูดเพียงเท่านั้น ปีเตอร์ก็น้ำตาไหลพรากร้องไห้ทั้ง ๆ ที่ยังยิ้มและหัวเราะไปด้วย เขาพยายามใช้มือและนิ้วเช็ดแล้วเช็ดอีก
“คำพูดของท่าน… ทำให้ข้าคิดถึงหน้าภรรยาข้าเลย ฮิฮิ ซืด…เนียร์ ภรรยาข้าน่ะชอบพูดว่า ข้าเป็นคนที่มองไม่เห็นข้อดีของตัวเอง และนางก็จะคอยบอกข้อดีบ้า ๆ บอ ๆ ของข้าให้ข้าฟังตลอดเมื่อข้าเศร้าหรือทำอะไรผิดพลาด ถ้าข้าไม่ได้พบกับนาง ชีวิตข้าก็คงทำได้แค่หนีไปทั้งชีวิต ไม่เห็นข้อดีของตัวเองแน่ ๆ และคงไม่ได้พัฒนามาจนถึงจุดนี้ เอ่อจะเรียกว่าพัฒนาได้ไหมนะ…ฮ่า ๆ ” และนี่เป็นครั้งแรกที่ฟอลเวลและจีน่าได้นั่งฟังเรื่องเล่าของผู้อื่น ซึ่งตลอดชีวิตพวกเขาไม่เคยรับฟังรับรู้โลกภายนอกเลย
แต่เมื่อฟังแล้วพวกเขาก็ไม่ได้รังเกียจอะไร แถมยังประทับใจเสียด้วยซ้ำ พวกเขาเพิ่งรู้ว่าชีวิตของมนุษย์แต่ละคนช่างน่าสนใจ ทั้งความลึกล้ำความรู้สึก ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ถูกกลั่นออกมาเป็นคำพูด ทำให้พวกเขายิ่งสนใจในการออกจากไปเผชิญโลกที่อยู่ด้านนอกไอซ์เฟลวมากยิ่งขึ้น
“ข้าเริ่มเข้าใจแล้วละว่า ทำไมฟอลเวลถึงอยากไปที่อีเดนจริง ๆ ก็ครานี้” จีน่าเอ่ยช้า ๆ และหันไปหาชายที่นั่งอยู่ด้านข้าง ไม่นานนักฟอลเวลก็พูดต่อจากเธอ
“เจ้าคงรู้ตัวแล้วสินะ ทุกอย่างมันผิด เพราะโลกนี้ยังกว้างใหญ่นัก สิ่งที่รู้อยู่แล้วน่ะ มันไม่จริงเสมอไป” ฟอลเวลเว้นระยะไว้ช่วงหนึ่งก่อนจะเล่าเรื่องของตนเองออกมาจนหมดเปลือก
“ข้าน่ะ เริ่มต้นที่ความสงสัยและการสะสมหนังสือจากนักเดินทางจากนอเทอร์ที่ตายแล้ว คนที่ไอซ์เฟลวไม่เคยสนใจเศษกองกระดาษนั่นหรอก พวกนั้นอ่านไม่ออกจึงไม่มีทางได้รู้ถึงความสวยงามของโลกและชีวิตที่ไม่ต้องดิ้นรนอาศัยความแข็งแกร่งเพื่อฆ่าและอยู่รอดไปวัน ๆ ข้าพยายามขู่หาคนที่ผ่านทางมาช่วยแปลให้ใช้เวลานานอยู่หลายปีเศษกว่าข้าจะเข้าใจ
และตอนนี้เมื่อข้าได้ยินเรื่องที่พวกเจ้าพูด ข้าถึงได้รู้ว่าไอซ์เฟลวเป็นดินแดนที่ผิดพลาด ทุกอย่างมันผิดพลาด และพวกเราชาวซีนไม่ได้เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่กำเนิด
พวกเราถูกพันธนาการให้อยู่ที่นี่ เพราะความไม่รู้ ความโหดร้ายและสภาพแวดล้อมบังคับพวกเรารวมทั้งข่าวลือที่ทำให้พวกเราติดอยู่ที่นี่โดยไร้ซึ่งความช่วยเหลือจากคนแดนอื่น มีแต่คนรังเกียจชาวซีนอย่างพวกเรา เพราะตอนที่ข้าหาคนช่วยสอนภาษาให้ก็มีแต่คนกลัวข้า หากข้าไม่ขู่ด้วยดาบก็คงไม่มีใครสอน
ข้าว่าข้าโชคดีจริง ๆ ที่เจอพวกเจ้า”
ฟอลเวลกล่าวก็จ้องไปยังใบหน้าของผู้ฟังทั้งหมด ทุกคนอิ่มแอมใจที่ได้รับฟังเรื่องของแต่ละคนจนหมดเปลือก ทุกคนเปิดใจให้กัน ยอมรับและให้เกียรติซึ่งกันและกัน จีน่าถึงกับยิ้มกว้างออกมา เมื่อเธอได้พบกับความรู้สึกที่น่าตื่นเต้นและสวยงามเช่นนี้เป็นครั้งแรก
“ข้า…ข้าอยากเล่าบ้าง”
“เชิญเลยแม่นาง” ไลเวนแบมือออกสองข้างให้นางพูด
“ข้า…ข้าเติบโตมาจากกองหิมะเช่นชาวซีนคนอื่น ๆ แต่ไม่รู้ว่าข้าโชคดีหรือไม่ที่ได้จิตแห่งเพลิงเก็บไปเลี้ยง นางสอนเวทมนตร์ให้แก่ข้า สอนการเอาตัวรอดให้แก่ข้า นางยื่นและมอบความรักให้แก่ข้า นางเป็นเหมือนแม่ของข้า แต่สิ่งเหล่านั้นก็เป็นแค่ของจอมปลอมสิ่งที่นางต้องการจริง ๆ ก็คือร่างกายของข้า เพื่อจะให้ข้าเป็นร่างทรงที่ทนต่อพลังของนางได้ นางจึงสอนสิ่งต่าง ๆ และมอบความแข็งแกร่งนี้ให้
ข้าพึ่งได้รู้เมื่อนางทำพลาดคิดจะครองร่างกายของข้าในตอนที่ข้ายังไม่พร้อม ครานั้นข้าเกือบสิ้น และข้าก็ได้รู้ว่าไม่ควรเชื่อใจคนอื่นแม้แต่คนที่เรารักมากที่สุดก็เชื่อใจไม่ได้ ข้าหนีจากนางมาได้เกือบปีแล้ว ข้าค้นหาที่อยู่ใหม่ ในที่ ๆ จะมีคนรักข้าแบบแท้จริงเหมือนที่ข้าเคยรักนางที่เป็นเสมือนแม่ของข้า
แต่หาเท่าไรก็หาไม่พบ รักแท้ที่ข้ามี มันไม่เคยมีใครในไอซ์เฟลวที่รู้จักมัน ข้าจึงคิดว่ามันเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ใช้ชักจูงข้า แต่มันไม่ใช่เมื่อเจอกับพวกเจ้า เป็นอย่างที่ฟอลเวลบอก พวกเราไม่ได้ผิด แต่แดนนี้ต่างหากที่ผิด”
หากเธอเกิดมาในเมืองหลวงนอเทอร์ก็คงมีชีวิตต่างจากนี้หน้ามือเป็นหลังมือ ฟอลเวลเองก็เช่นกัน คนที่ไอซ์เฟลวไม่เคยได้รับความรักและไม่รู้จักมัน พวกเขาจึงมอบให้กับคนอื่นไม่เป็น ในเมื่อไม่รู้ ไม่มีใครช่วยเหลือ และไม่พยายามหาคำตอบ ไร้อารยธรรม ก็เป็นได้แค่คนเถื่อนที่มีชีวิตแค่การฆ่า กินเพื่ออยู่รอด ทำตามกามอารมณ์ไปวัน ๆ
แต่หากพยายามดิ้นรน สงสัย ตามหา ไขว่คว้า ไม่ยอมแพ้ เช่นฟอลเวลและจีน่า ทุกคนก็มีสิทธิ์รู้ว่าโลกนี้ยังกว้างใหญ่นัก มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นจนตัวสั่น ทำให้เราอบอุ่น ทำให้เราสบายใจ ทำให้เราหวาดกลัว ทำให้เราร้องไห้ สิ่งเหล่านั้นจะมีค่าเมื่อเราได้ค้นพบมันและเรียนรู้มัน ประสบการณ์ต่าง ๆ ทำให้เราเติบโตเป็นมนุษย์ที่แข็งแกร่งขึ้น
ทั้งสี่คนเมื่อได้ฟังเรื่องราวของแต่ละคนจนหมดก็ยิ้มให้แก่กัน ปีเตอร์กับไลเวนดื่มฉลองให้กับฟอลเวลและจีน่าจนทั้งสองเขินอายอีกครั้ง ทุกคนพูดคุยกันได้แทบทุกเรื่อง ทุกคนไม่กังวลใจกันและไว้ใจกันเปรียบเสมือนเป็นคนในครอบครัว
“ข้ารักพวกเจ้าจริง ๆ ว่ะ สาบานเลยนะข้ารู้สึกว่าที่นี่อบอุ่นเสียยิ่งกว่าที่บ้านข้าเสียอีก” ไลเวนเอ่ยพร้อมกับยกแก้วน้ำอุ่น ๆ ขึ้นมาดื่มหนึ่งอึก ก่อนจะส่งให้ปีเตอร์ดื่มเป็นคนต่อไป
“ฮ่า ๆ สำหรับข้าพวกท่านคือกลุ่มคนที่ข้ายกย่องในหลาย ๆ ด้านเลยล่ะ” ปีเตอร์ดื่มน้ำในแก้วอีกหนึ่งอึกก่อนจะส่งต่อให้ฟอลเวล “นี่อะไร ทำไมข้าต้องดื่ม” ฟอลเวลมองแก้วที่ปีเตอร์ส่งมาด้วยแววตาเหยียด ๆ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มบาง ๆ ของปีเตอร์ เขาก็ได้แต่ทำใจเปลี่ยนเป็นหน้านิ่งดื่มต่อเป็นคนที่สาม
“ตาเจ้าแล้ว” เขาส่งต่อให้หญิงสาวด้านข้างเป็นคนสุดท้าย เธอยิ้มขำไม่พูดอะไรให้มากความ เธอรับไว้และดื่มไปอีกหนึ่งอึก ก่อนจะพูดออกมาว่า “ข้าก็ชอบที่ได้อยู่กับพวกเจ้านะ”
เมื่อทุกคนดื่มเสร็จหมดแล้วไลเวนจึงตบมือเสียงดัง แป๊ะ! เขาลุกขึ้นมาก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “น้ำร่วมสาบานนั่น เป็นสัญญาว่าเราทั้งสี่จะรอดจากที่นี่และออกไปยังนอทอร์ด้วยกัน พวกเราจะไม่ทิ้งใครเป็นอันขาด จะต้องไม่มีใครตายในแดนนี้ ข้ารักพวกเจ้าทุกคน พวกเราทั้งหมดที่นี่เป็นเพื่อนกันนับแต่จากนี้!”
“…”
“…”
“แล้วเจ้าจะยืนและร้องตะโกนไปทำไม?” ฟอลเวลทำหน้าไม่เข้าใจ
“เฮ้อออออ ฟอลเวลเจ้านี่นะ! ชอบขัดตลอด ตอนนี้ข้ากำลังพูดแบบอีปิกสุด ๆ ไปเลยรู้ไว้ซะ!”
“เรื่องของเจ้าเถอะ! ข้าจะนอนแล้ว เจ้าเป็นกะแรกนะไลเวน” ว่าจบชายหนุ่มชาวซีนก็หันหลังเดินกลับไป ทิ้งไว้แต่เสียงหัวเราะของปีเตอร์และจีน่ากับไลเวนที่ยืนงงอยู่อย่างนั้น
“ไอ้เจ้าคนเย็นช้าเอ๊ย!”

4 ความคิดเห็น