ตอนที่ 1 : บทที่ ๑ จดหมาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

บทที่ ๑ จดหมาย

ข้าเฝ้ามองเขามาตลอด
ข้ารอคำตอบนั้นมาแสนนาน
ข้าอยากจะเห็นฉากสุดท้ายของชายผู้นั้น
เพราะสิ่งเดียวที่ข้าไม่รู้นั่นก็คือ…
“อย่างนี้เองหรือ…แม้คนเราจะมีกำลังมากเท่าใด...แต่เรื่องที่เราไม่รู้ยังไง หากหาคำตอบไม่ได้ก็ไม่มีทางได้รู้…ประพันธ์โดย โทนี่ อ็อควอเรว” ชายหนุ่มกล่าวจบจึงบรรจงปิดหนังสือปกหนาลง แล้ววางไว้ตรงหน้าตัก เขาค่อย ๆ หลับตาก่อนจะเอนกายพิงเก้าอี้ไม้จนสุดแผ่นหลัง กลิ่นไหม้ของเศษไม้แห้ง สะเก็ดไฟส้มแดงแตกละอองจากกองเพลิง ความร้อนจากเตาผิงไฟ ยังคงแผ่ไออบอุ่นส่งมาจนถึงตัวเขา
ฟอลเวล แอ็กลาส’ ชายหนุ่มอายุสิบหกปี ผู้มีเรือนผมสีเงินขาว ดวงตาสีม่วงแวววาวลึกลับสุดหยั่งถึง ผิวขาวราวกับเกล็ดหิมะ นั่งนิ่งสงบ เงียบสงัดอยู่ในบ้านของตน
ฟอลเวลเป็นมนุษย์ ‘เผ่าซีน’ ซึ่งมีลักษณะทางพันธุกรรมอันแปลกประหลาด แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้มีความพิเศษไปจากคนอื่นมากมายนัก สักแต่ว่าความแข็งแกร่งของซีนนั่นมีมากมายกว่ามนุษย์ธรรมดา ทั้งด้านพลังร่างกายและจิตใจ
ซีนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในดินแดน ‘ไอซ์เฟลว’ ภูมิภาคทางตอนเหนือที่สุดของทวีปโอก้อน
หากพูดถึงไอซ์เฟลว ท่านต้องนึกถึงภูมิภาคซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยธารน้ำแข็งสีขาวโพลน อากาศเย็นยะเยือกหนาวเหน็บ หิมะกัดเจ็บตกหนักแทบทุกฤดู วิวทิวทัศน์มีเพียงภูเขาสูงเฉียดฟ้า ท้ายสุดคือความโหดร้ายป่าเถื่อนที่มีทุกย่อมหญ้าใต้ผืนหิมะขาว
‘ดินแดนนรกบนดิน’ มันถูกเรียกอย่างนั้น เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ ไร้ความรู้ ไร้อารยะ มีแต่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะรอดชีวิต หากผู้ใด ใครอ่อนแอ ก็ตายสิ้นระนาว ไร้ซึ่งบทเพลงจดจำ ไร้ซึ่งคำกล่าวขาน
เหล่าสามัญชนคนทั้งหลายจึง สลัดความคิดที่จะอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ เพราะแม้จะใช้ชีวิตดิ้นรนแทบเป็นแทบตายแต่หนสุดท้าย… ก็มักลงเอยด้วยความตายเสียทุกที มีทางเดียวก็คือ…
หนีให้ห่างจาก ‘ไอซ์เฟลว’ เสีย
เรือนผมสีหิมะขาว ดวงตาม่วงเข้มแสนลึกลับ จ้องมองอีกาตรงหน้าต่าง ดวงตาเย็นชานั่นทำให้ซีนเป็นที่จงชังของทุกเผ่า รวมทั้งนิสัยแย่ ๆ ของพวกเขาที่ชั่วช้า เลวทราม ต่ำเถื่อน ฆ่าไม่เลือก ไม่สุงสิง ดื้อรั้น เห็นแก่ตัว เจ้าอารมณ์ และโลกส่วนตัวสูง คิดได้เพียงอย่างเดียวก็คือ ต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ โดยไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น
โดยกำเนิด ทารกซีนจะถูกพ่อแม่ทิ้งเมื่ออายุครบหกปี ท่ามกลางกองหิมะสีขาวพร้อมกับมีดเพียงหนึ่งเล่ม หากประทังชีวิตไม่ได้ จุดจบก็แค่ตาย ด้วยพื้นฐานชีวิตเช่นนี้ทำให้ซีนเกือบทุกคนกลายเป็นพวกยึดติดและรักตนเองเพียงเท่านั้น
ผู้คนที่เกิดมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย หากอยู่รอดได้ก็ย่อมมีศักยภาพที่แข็งแกร่งตามกันไป และแน่นอนว่าซีนทุกคนล้วนเก่งกาจเกินมนุษย์มนา แม้ว่าพวกเขาจะใกล้สูญพันธุ์กันแล้วก็ตาม
ฟอลเวล หลบตาอันเยือกเย็นลงช้า ๆ ก่อนก้มลงมองหนังสือปกหนา เขากล่าวว่า “ชีวิตของเจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับข้าหรอกผู้มีอำนาจ…ข้าเองก็อยากรู้เช่นเจ้านั่นแหละว่า…ความรักมันเป็นเช่นไร…ความสุขที่แท้จริงมันมีจริงหรือไม่...อะไรคือโลกด้านนอก”
เขาสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนผ่อนลมหายใจออก และเอื้อมมือหยาบกร้านจับหนังสือลุกจากเก้าอี้ เขาเดินไปเก็บมันลงในชั้นไม้ให้เข้าที่ เสร็จกิจ สายตาสีม่วงนั่นก็มองกวาดไปรอบชั้นหนังสือจนสุดระดับ เห็นเล่มหนามากมายวางเรียงรายต่อกันเป็นทางยาว แน่นหนาอย่างมีระเบียบ
“เป็นหนังสือที่ดี” ชายหนุ่มเผยยิ้มที่มุมปากบาง ๆ แต่ขณะนั้น ประสาทรับเสียงกลับได้ยินสิ่งแปลกประหลาดจากนอกบานประตูนั่น ฟอลเวลหันขวับกลับไปมอง เอียงคอสงสัย
เกร๊ง…เก๊ะ!
“พวก หมาป่า?” ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้มหรี่ตาลง ก่อนก้าวขายาว ๆ อย่างมั่นคงเดินดุ่มไปยังมุมห้อง มือขาวก็จับคว้าดาบสั้น ดึงชักออกมาจากฝักดาบไม้ เผยให้เห็นใบมีดสีเงินเงางามคมกริบ
ชายหนุ่มไม่รอช้า พาร่างตนเดินตรงดิ่งไปยังบานประตูอย่างว่องไว เขาจะผลักบานไม้ออกไปด้วยความแรง พลั๊ก! ลมกระโชกพัดโถมใส่ใบหน้า ฟอลเวลหรี่ตามองทุ่งหิมะขาวและต้นไม้แห้งเฉาตายเรียงเป็นทิว แต่ช่างน่าแปลกประหลาดใจ เพราะต้นเสียงอันไม่น่าพิศมัยนั่นดันมาจาก...
ชายที่อยู่หน้าบ้าน
เขาสวมเสื้อโค้ทหนาสีดำ กางเกงขายาว หมวกดำปีกสั้น การปรากฏตัวของเจ้าบ้านทำให้ชายในชุดโค้ทสะดุ้งเฮือก เขายิ้มน้อย ๆ ให้ฟอลเวลและโบกมือหยอย ๆ ทักทายคล้ายประหม่าอยู่ในใจ
“ว…หวัดดี”
“มาทำอะไร!” ฟอลเวลตวาดดุ ทำหน้าเข้มโมโห เดินย่ำก้าว เข้าไปใกล้ พร้อมยกดาบเงินชี้ใบหน้า ชายคนนั้นตกใจ “จะจะ…ใจเย็น ๆ ก่อนนะท่าน! ข้าแค่มาส่งจดหมายเอง” คราวได้สติ ชายชุดโค้ทก็รีบล้วงกระเป๋าเสื้อและหยิบนามบัตรขึ้นมาชู
ฟอลเวลยื่นใบหน้าเข้าไปดู จึงรู้ว่าชายคนนั้นคือบุรุษไปรษณีย์ นามว่า ‘ปีเตอร์ ลิลโล่’ อายุยี่สิบเอ็ดปี มากกว่าฟอลเวลถึงสี่ปีเศษ
“จดหมายอะไร ส่งมาจากใคร ที่ไหน ต้องการอะไร!” ชายผมสีหิมะ ไม่ลดปลายดาบจากคออีกฝ่าย
ปีเตอร์สั่นระริก ความหวาดกลัวเสียวสันหลังวาบแผ่ซ่านเข้ามาในรูขุมขน มันหนาวเสียยิ่งกว่าหิมะที่โปรยปรายร่วงหล่นบนหัวทั้งสองเสียอีก
“ขะ...ข้าไม่รู้ ข้าเป็นบุรุษไปรษณีย์ไม่สามารถดูรายละเอียดของจดหมายได้” เขาพูดออกมาเป็นไอเย็น
“หยิบมันขึ้นมา!” ชายหัวขาวชี้ไปที่กล่องจดหมาย จากนั้นชายชุดโค้ทก็รีบหยิบกระดาษส่งให้ถึงมือ แต่อย่างไรเสีย ดาบก็ตวัดกลับมาจ่อที่ปลายคออยู่ดี หัวใจของนายไปรษณีย์เต้นเป็นกลองรบ จะตายเอาให้ได้
“จ…จดหมายฉบับนี้ เขียนด้วยภาษานอเทอร์ ข้าคิดว่าท่านคงจะอ่านไม่ออก ถ้าไม่รังเกียจให้ข้าอ่านให้ฟ…”
“หุบปาก! หากเจ้ายังส่งเสียงหรือขยับแม้แต่ปลายก้อย หัวของเจ้าได้หลุดออกจากบ่าแน่!” ว่าจบซีนหนุ่มก็ใช้ฟันฉีกซอง หยิบกระดาษขาวออก ก่อนจะอ่าน
“ข้าบอกแล้วมันเป็นภาษานอเทอร์ท่านอ่านไม่ออก ห…”
“ข้าจะไม่เตือนเจ้าอีกเป็นครั้งที่สอง! เจ้าจงหุบปาก!” ตวาดลั่น ปีเตอร์หน้าซีดเป็นสีขาว
และเมื่อสายตาฟอลเวลไล่อ่านกระดาษจนจบ ซีนหนุ่มผู้แข็งกร้าวก็เผยยิ้ม แต่ดันเป็นยิ้มที่สดใสราวกับคนบ้า นายไปรษณีย์อึ้งไปชั่วขณะ ไม่เข้าใจว่าทำไมฟอลเวลจึงหัวเราะ
เขาลดดาบลงจากคออีกฝ่ายช้า ๆ กุมขมับขำ
“ฮ่าฮ่าฮ่า ผ่านรึเนี่ย ฮะฮะ ข้าขอโทษด้วย แล้วก็ขอบคุณสำหรับจดหมายนะ ท่านปีเตอร์ ข้าชื่อฟอลเวล แอ็กลาส ยินดีที่ได้รู้จัก” ฟอลเวลเก็บพับจดหมายเข้ากระเป๋าด้านในเสื้อ เขาเปลี่ยนท่าทีไม่เหลือเค้าเดิม เริ่มสุภาพ และยกมือขึ้นมาให้จับ
“เอ่อ…ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ ท่านฟอลเวล” ปีเตอร์จับมือทักทายด้วยความงุ่นงง เกาหัวยิ้มแห้ง ๆ คิ้วขมวด ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง
“ท่านอ่านภาษานอเทอร์ออกด้วยหรือ?”
“แปลกด้วยหรือที่ข้าจะอ่านภาษาหลักได้น่ะ ใคร ๆก็พูดได้อ่านได้ทั้งนั้น”
“ป...เปล่าหรอก ข้าแค่ไม่นึกว่าซีนอย่างท่านจะ…”
“จะอ่านออกใช่ไหมล่ะ”
ปีเตอร์พยักหน้า
“ฮ่าฮ่า ท่านคงจะคิดว่า ซีน มีนิสัยเช่นเดียวกันหมดทุกคนสินะ แต่ก็ไม่แปลกที่ท่านจะคิดเช่นนั้นเพราะซีน ทุกคนไม่เคยเชื่อใจใครนอกจากตัวเอง”
“จริงหรือ ล...แล้วท่านล่ะ?”
“ข้าก็ไม่” เขาตอบเสียงแข็ง “แม้มนุษย์อย่างท่านจะต้องพึ่งพากัน แต่ซีนอย่างข้าเติบโตมาด้วยสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย ข้าแข็งแกร่งขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งคนอื่น แต่ก็นะ…อย่างไรข้าก็ชอบอ่านหนังสือที่พวกมนุษย์อย่างท่านเขียนอยู่ดี มันทำให้ข้าสนุกรู้อะไรเยอะเลย ข้าอยากลองไปเยี่ยมชมเมืองหลวงนอเทอร์สักครั้งในชีวิต คือข้าไม่รังเกียจมนุษย์เช่นพวกท่านหรอกนะ ถึงแม้พวกท่านจะรังเกียจข้าก็ตาม”
“ท่านเป็นซีนที่แปลกมากฟอลเวล” ซีนหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้า แอบยิ้มบางที่ตนทำสำเร็จตามคำที่หนังสือบอก เขาเงยหน้าขึ้น “ข้าก็ว่าข้าแปลกกว่าคนอื่นนะ ถ้าท่านไม่รังเกียจชาวซีนหัวเงินอย่างข้าแล้วละก็ เชิญเข้ามาด้านในก่อนจะเป็นอันดีมาก เพื่อเป็นการขอบคุณที่ท่านลำบากเดินทางมาส่งจดหมายในที่ซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายเช่นไอซ์เฟลว ข้าจะเลี้ยงข้าวท่านสักมื้อก็แล้วกัน”

***

หมู่บ้านดราเลียน หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งซึ่งคั่นระหว่างไอซ์เฟลวกับนอเทอร์
ประตูห้องนอนถูกเคาะเพียงสามครั้ง ก่อนร่างหญิงสาวจะกุมลูกบิดเปิดมันออก เธอก้าวขาเข้าไปในห้องอย่างเชื่องช้า มันเป็นห้องพื้นไม้ขนาดเล็ก มีข้าวของเครื่องใช้เท่าที่จำเป็น ตกแต่งอย่างประหยัด แต่ก็ดูน่ารักตามนิสัยของเจ้าของห้อง
‘แอนนา ก็อตเทียร์’ หญิงสาวอายุสามสิบสี่ ผู้มีเรือนผมสีบลอนด์ทองยาวสลวยแผ่ถึงกลางหลัง ดวงตาสีฟ้าเป็นประกาย ใบหน้ารูปไข่ รูปร่างสมส่วนตามประสาชาวบ้านแถบชนบท แอนนามองไปรอบห้องก่อนจะยิ้มอ่อนเมื่อเห็นร่างเล็กนอนหลับปุ๋ยไม่ได้สติอยู่บนเตียง
“นานิตื่นได้แล้ว เช้าแล้วนะลูก” ผู้เป็นแม่เอ่ยขณะเดินเข้าไปเขย่าร่างเล็กเบา ๆ
“ขออีกห้านาทีค่ะแม่...” ลูกสาวถกผ้าห่มแล้วพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ก่อนจะคลุมโปงปิดนอนต่อ ผู้เป็นแม่ขมวดคิ้วกัดริมฝีปากเม้มแน่นเหมือนไม่พอใจ แล้วค่อย ๆ พูด
“บุรุษไปรษณีย์มาส่งจดหมายแล้วนะลูก ตื่นเถอะ ลูกต้องรีบเตรียมตัวแล้วนะ” แอนนาเขย่าร่างใต้ผ้าห่มอีกหน “นานิตื่นได้แล้วลูก”
อื้อ…แปบหนึ่งค่ะ โถ่ก็แค่บุรุษไปรษณีย์เอง ทำไมคุณแม่ต้องมาปลุกหนูแต่เช้าด้วยอ่า เฮ้อ… ด...เดี๋ยวนะ เมื่อกี้คุณแม่ว่าไงนะคะ!” นานินึกขึ้นได้ จากงัวเงียกลับกลายเป็นลุกขึ้นพรวดจากเตียงอย่างฉับพลัน เตะผ้าหงผ้าห่มหมอนข้างกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง
“จดหมายมาแล้ว” คุณแม่กล่าวเรียบ ๆ ทันใดนั้นดวงตาของลูกสาวก็ส่องประกายแวววาวสดใสราวกับอัญมณี ‘นานิ ก็อตเทียร์’ เด็กสาวอายุสิบหกปี เธอมีเรือนผมสีบลอนด์ทองทรงสั้น หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มกำลังแตกวัยสาว เธอยิ้มจากริมฝีปากสีชมพูน้อย ๆ อย่างสดใส จนแผ่ไอน่ารักออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ไม่นานนักนานิก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริงอีกครั้งว่า
“หนูผ่านแล้วใช่ไหมคะคุณแม่ เย่!”
“ลองอ่านมันเองดีกว่าลูก” แอนนายื่นซองจดหมายให้ลูกสาว
สถาบันจอมเวทอีเดน
นอเทอร์
5 มกราคม 1777
คำเตือนหากจดหมายนี้ถูกอ่านโดยผู้อื่นที่ไม่ใช่เจ้าของจดหมาย จดหมายจะทำลายตัวเองทิ้งเมื่ออ่านจบ ยกเว้นผู้อ่านจะเป็นเจ้าของจดหมายหรือผู้มีเครื่องหมายประทับของสถาบันเท่านั้นถึงจะอ่านข้อความต่อไปนี้ได้ หากท่านไม่ใช่โปรดหยุดอ่านตั้งแต่ข้อความนี้เป็นต้นไป
เรียน นานิ ก็อตเทียร์ ท่านผ่านการทดสอบสถาบันจอมเวทอีเดน ภาคข้อเขียน ด้วยคะแนน 74/100 คะแนน โปรดแสดงตนโดยยื่นเอกสารนี้และลงทะเบียนที่สถาบันจอมเวทอีเดน เมืองหลวงนอทอร์ หากมาไม่ทันภายในวันที่ 12 มกราคม 1777 ถือเป็นอันว่าขาดสอบรอบต่อไป
ผู้อำนวยการสถาบันจอมเวท
ศจ.เรเชล สกาเล็ต
ลงชื่อ…………………..

อ่านจบ นานิก็ยิ้มดีใจจนแก้มปริ
“หนูไปอาบน้ำก่อนนะคะ!” พูดจบก็โถมตัวเข้าไปหอมแก้มแม่หนึ่งฟอด ก่อนกระโดดลุกออกจากเตียงนอนอย่างเร็วไว แล้วเดินดิ่งตรงไปยังห้องน้ำ เธอโผล่หัวหันกลับมาพูดสั้น ๆ ว่า
“รักแม่นะคะ”
ปัง! ก่อนจะปิดประตูเสียงดังสนั่น
“เฮ้อ…” คนเป็นแม่ส่ายหน้ายิ้มกับทีท่าอย่างนั้นของลูกสาว
เวลาผ่านไปสามสิบนาที หลังจากที่เด็กสาวจัดกระเป๋าเดินทางและอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว นานิกับคุณแม่ก็ลงมาตรวจสอบสัมภาระที่เหลือกันชั้นล่าง
“เย่ครบแล้ว! แม่คะ งั้นนานิไปแล้วนะคะ” ตอนนี้ลูกสาวอยู่ชุดผ้าทอมือฤดูร้อนสีน้ำตาลสด ใส่กางเกงขาสั้นสบายกาย คนผมสั้นสีทองผิวขาวกล่าวกับคุณแม่ ก่อนจะดึงสายกระเป๋าเป้ที่สะพายอยู่ด้านหลังอย่างมั่นใจ
“เดี๋ยวนานิ ลูกลืมจดหมายน่ะ” คุณแม่หยิบจดหมายของลูกสาวออกมา สายตาดุ ๆ ของแอนนานั้นไม่ได้ทำให้นานิหวาดกลัวเลยสักนิด เรียกว่าแทบจะไม่ได้สำนึกเลยก็ว่าได้
“อ่ะ! ขอบคุณค่ะแม่ โถ่หนูนี่ขี้ลืมอีกแล้วไม่น่าเล๊ยยยย” นานิร้อง เธอยิ้มกว้างแก้เขิน เขกหัวตัวเองเบา ๆเป็นการไถ่โทษอย่างน่ารักน่าชัง
“ไม่ต้องมาทำเป็นน่ารักเลย ยัยคุณหนูจอมซุ่มซ่ามมมมมมมมม” แอนาขยี้ผมบนหัวนานิเบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยว จนคนตัวเล็กร้องบ่นอิดออด
“โถ่แม่คะ หนูโตเป็นสาวแล้วนะ!”
“จ้า ๆ โตเป็นสาวแล้ว! โตเป็นสาวแล้ว!” แอนนาล้อเลียน ขยี้ผมบนหัวลูกจนกระเซิง
“โอ๊ย ๆ ๆ เจ็บ ๆ” เด็กสาวทนไม่ไหว สะบัดบ๊อบเร็วไวไล่มือแม่จากศีรษะ จากนั้นเธอก็หันกลับมาจ้องแม่ด้วยใบหน้าเคืองแค้น นานิมุ๋ยปากจนแก้มของเธอป่องและพองโต
“หนูโกรธแล้วด้วย!” ไม่ทันจะได้โมโหมากกว่านี้ แอนนาก็โผเข้ามากอดลูก
“โถ่ลูกรัก เดี๋ยวเราก็ไม่ได้เจอกันแล้ว ถ้าขาดลูกไป... แม่จะอยู่ยังไง” หยาดน้ำตาของผู้เป็นแม่ไหลริน นานิขยับตัวเล็กน้อย แต่ไม่นานเด็กสาวก็ค่อย ๆ คลายแรงผ่อน ปล่อยให้แม่กอดไปอย่างนั้น เธอกอดแม่คืนเบา ๆ
“โถ่แม่คะ…ทำอย่างกับหนูกำลังจะไปตายเลย แค่ไปเรียนเฉย ๆ เองค่ะ” แอนนาได้ยินก็ขำกับความกวนของลูกสาว เธอถอดตัวออกมาช้า ๆ นานิยิ้มให้อย่างน่ารัก ผู้เป็นแม่ก็ค่อย ๆ เช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้า จากนั้นก็จับไหล่ และเอ่ยกับลูกสาวด้วยถ้อยคำห่วงใยไปว่า…
“แต่ลูกรักของแม่จะไปเรียนที่นั่นตั้งสามสี่ปี จะไม่ให้แม่คนนี้คิดถึงได้ยังไงล่ะ”
“โถ่แม่คะ หนูก็แค่สอบข้อเขียนผ่านเอง อาจจะไม่ผ่านรอบอื่นก็ได้นี่นา”
“เข้าใจแล้วล่ะจ่ะ แต่ถ้าลูกสอบผ่านแล้วอย่างลืมส่งจดหมายมาให้แม่ด้วยนะ แม่เป็นห่วง” เธอไม่อยากให้ลูกสาวจากไปไหนไกลเลย แต่ก็ต้องทำใจเมื่อเห็นว่าอนาคตของลูกสำคัญกว่า คงต้องยอมรับและปล่อยให้ลูกสาวนั้น ดูแลตนเองได้แล้ว
“เข้าใจแล้วค่ะ ถ้างั้น หนูไปแล้วนะคะ ฮิฮิ” นานิยิ้มให้แอนนาอีกคราก่อนจะหอมแก้มแม่อีกหนึ่งฟอด ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนนานิจะหันหลังเตรียมตัวออกเดินทาง แต่ระหว่างนั้นแอนนาก็นึกขึ้นได้ เธอรีบคว้าไหล่ลูกสาวเอาไว้
คนตัวเล็กค่อย ๆ หันกลับมามองแม่ด้วยแววตาใส ๆ “…ลูกรับสิ่งนี้ไว้สิ” ว่าจบก็ค่อย ๆ ปลดสายสร้อยคอ สลักลายดอกไม้จากท้ายทอยของตน แอนนายื่นมันให้ นานิมองตาไม่กะพริบ มันสวยมาก แสงสีฟ้าเปล่งประกายออกมาในบางครั้ง มันต้องเป็นของมีค่าอย่างแน่นอน นานิคิด…
“เครื่องรางน่ะ แม่ได้รับมันมาจากคนพิเศษ มันเคยปกป้องแม่เอาไว้ครั้งหนึ่ง ใช้สิ่งนี้นะ…สวมมันไว้ตลอดเลย มันจะปกป้องลูกเหมือนที่มันปกป้องแม่” นานิยิ้มหวาน ถึงนานิจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่แม่สื่อมากนัก แต่ก็เข้าใจสายตาเป็นห่วงนั่นดี
“หันหลังสิ”
ลูกสาวหันตามที่บอก จากนั้นแอนนาก็ค่อย ๆ สวมสร้อยสลักให้ลูกสาว นานิมองแขนและฝ่ามือที่หยาบกร้านจากงานหนักของแม่ด้วยความเศร้า
ลูกสาวก้มหัวขอบคุณ คุณแม่หัวเราะก็กับความไร้เดียงสาของเธอ เมื่อหมดธุระและกล่าวคำร่ำลากันแล้ว นานิก็โบกมือลาและยิ้มแย้มให้เหมือนอย่างเคย แอนนาโบกมือตอบเช่นกัน หลังจากนั้นนานิก็ค่อย ๆ ปิดประตูเบา ๆ ออกจากบ้านไป เธอกลัวว่าจะโดนแม่ดุอีก
จากนั้น…
ในห้องจึงเหลือเพียงคุณแม่แค่คนเดียว ที่ยืนเหงาอยู่เปล่าเปลี่ยว ทุกอย่างดูเปลี่ยนไปหมด บรรยากาศโดยรอบทำให้เธอรู้สึกเศร้าอีกครา แอนนาหลับตาก่อนจะถอนหายใจ แล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบา
“เฮ้อ…สิบหกปีแล้วสินะ” เธอวางมือไปยังลำคออันว่างเปล่า… แต่ตอนนี้ไม่มีมันอีกแล้ว สร้อยคอนั่น…เธอไม่ได้สวมมันอีกแล้ว…
สิ่งสำคัญของเธอ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #4 ItsFreakingCool,man! (@Ariana_za555) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:48

    บรรยายดีจนเห็นภาพเชียว เขียนได้สมจริงทั้งตัวละคร ทั้งฉาก

    จำได้ว่าตอนเด็กๆชอบอ่านเรื่องประมาณนี้ แฟนตาซีโบราณตะวันตก

    มันดีแล้วแหละ ไม่ต้องให้ใครวิจารณ์ก็ได้

    #4
    0
  2. #1 piyada0618896678 (@piyada0618896678) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:46

    น่าสนใจ จะลองติดตามดูนะค่ะ อ่านเพลินดี
    #1
    0