source head กว่าจะเป็นเฮดว้าก (end)

ตอนที่ 5 : break loose

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,540
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 87 ครั้ง
    7 มี.ค. 59

5

23:00

ผมหาวรอบที่3แล้วชาวโลก ผมควรพักผ่อนสิ จริงๆผมก็สามารถนอนได้แล้วแหละ แต่ผมรู้สึกว่าถ้าผมนอนตอนนี้มันจะเสียเวลาเปล่า ผมเลยเลือกที่จะนั่งฝืนหนังตาอยู่แบบนี้

เพื่ออะไรวะเนี่ย

เราแยกย้ายกันตอน3ทุ่มกว่าๆ หลังจากอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็เกือบจะ4ทุ่มอยู่แล้วครับ ผมกลับมานั่งสไลด์โทรศัพท์ดูนู้นดูนี้ไปเรื่อยๆก็ปาไปจะ5ทุ่มแล้ว

ผมละสายตาจากหน้าจอทวิตเตอร์ที่นั่งเล่นมาสักพักเป็นหน้าต่างที่อยู่ข้างๆแทน น่าเสียดายที่เราไม่ได้เปิดหน้าต่างนอน (เหนียวตัวครับ เปิดแอร์ดีกว่า) แต่ถึงจะไม่ได้เปิดหน้าต่าง บรรยากาศจากมุมนี้ก็ดีซะเหลือเกิน

ผมชอบที่เราเห็นแสงดาวมากกว่าแสงไฟจริงๆ

ผมเหม่อมองท้องฟ้าอยู่แบบนั้นก่อนที่สายตาจะหันไปมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยอัตโนมัติ พี่เตชินท์นั่งมองท้องฟ้าเหมือนผม พี่เขาดูไม่ติดโทรศัพท์เท่าไหร่เลยแหะ (ผมก็ไม่ติดครับ ผมเล่นแค่ตอนเบื่อๆ) การที่พี่เขาไม่ได้นั่งมองโทรศัพท์ตลอดเวลา มันทำให้ผมอยากพูดอะไรออกไปสักอย่างสองอย่าง

ดูหนังกันไหมครับนี้เป็นอย่างแรกที่ผมคิดออก พี่เตชินท์ละสายตาจากหน้าต่างมาที่ผม

ตอนนี้เหรอผมพยักหน้ารับ ซึ่งพี่เตชินท์ก็ขมวดคิ้วใส่ผม เพื่อยืนยันว่าผมพูดจริง ผมเลยลุกจากเตียงตัวเองและย้ายไปนั่งบนเตียงที่เตชินท์แทน

“the best of movie ของพี่คือเรื่องอะไรครับขอบคุณที่พี่เตชินท์ยอมขยับให้ผมเบียดตัวเข้าไปนั่งพิงผนังกับพี่เขาได้

ของผมเหรอผมพยักหน้ารับอีกครั้ง

whiplashผมพยักหน้ารับและพิมพ์ชื่อหนังลงไป

ผมเคยได้ยินนะ แต่ยังไม่ได้ดูสักทีพี่เตชินท์ไม่ได้ตอบอะไร แค่วางหมอนไว้เป็นที่พิงโทรศัพท์ผม ก่อนที่เราสองคนจะดำดิ่งสู่ห้วงของหนัง

ผมเป็นคนดูหนังก็คือดูหนังจริงๆ หลายๆครั้งที่ไปดูหนังกับเพื่อนแล้วผมเงียบมากจนไอ้พีทไล่ให้ผมกลับไปดูที่บ้าน แต่เพราะผมอยากซึมซับรายละเอียดของหนัง ซึมซับไดอะล็อกเล็กๆน้อยๆที่เราอาจจะมองข้ามไปถ้าเรามัวแต่คุยกัน เพราะแบบนั้นผมเลยสนใจหนังมากกว่าทุกสิ่ง ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมผมถึงได้เลือกชวนพี่เตชินท์ดูหนัง ทั้งๆที่ผมจะเงียบแบบโครตเงียบ แต่ผมแค่อยากรู้ว่าหนังในใจของพี่เขาคือเรื่องอะไร

และหนังเรื่องนั้นมันเป็นแบบไหน

เราใช้เวลา2ชั่วโมงกว่าไปโดยไม่ได้พูดอะไรกันสักคำ ไม่ได้แม้แต่จะมองหน้ากันด้วยซ้ำ มีเพียงแค่เสียงของหนังที่ดังก้องไปหมด (ลำพังแค่เป็นห้องใต้หลังคาก็เสียงดังอยู่แล้วครับ นี้ผมเปิดเสียงเกือบสุดเลย) และยังนั่งดูend creditกันจนจบอีกตั้งหาก

คุณคิดอะไรอยู่พี่เตชินท์หันมาถามผม เมื่อหน้าจอมันดับไปแล้ว

คิดว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็นthe best ofของพี่ครับ

แล้วคิดว่าไง

ผมยังคิดไม่ออกเลยพี่เตชินท์ขำกับคำตอบผม

ก็ไม่มีอะไรหรอก มันแค่... สร้างแรงบันดาลใจมั้ง

หนังที่เราดูจบไป เป็นหนังเกี่ยวกับนักตีกลอง ที่ได้เล่นเป็นไม้สองมาตลอดชีวิต แต่อยู่ๆเขาก็ถูกทาบทามให้เข้าวงของโรงเรียนที่มีครูสุดโหดอยู่ พระเอกทำทุกวิธีทางให้ได้เล่นบนเวที ฝึกเล่นเพลงcaravanจนมือเจ็บบ้างล่ะ โดนรถชนก็ยังไปโชว์บ้างล่ะ เรียกได้ว่ารับแรงกดดันจากทุกทางเลย แต่สุดท้ายพระเอกก็เล่นเพลงcaravanที่ยากแสนยากจนได้ เหมือนทำลายเกราะของตัวเองออกไปได้นั้นแหละ

พี่อินกับหนังดนตรีด้วยเหรอครับ

ส่วนมากก็อินหมดนะ แต่ดนตรีจะอินเป็นพิเศษเลยด้วย ผมตีกลองอ่ะผมชะงัก

พี่เตชินท์ตีกลองด้วยเหรอ

อืม ผมถึงอินwhiplashไงผมพยักหน้ารับ แต่จริงๆถือเป็นหนังที่ดีเลยนะครับ สำหรับผมที่อินกับอะไรง่ายมากๆนี้ถึงกับกดดันจนปวดท้องเลยเนี่ย

แล้ว… the best of movieของคุณล่ะผมใช้เวลานึกสักพัก

 “forrest gumpมั้งครับพี่เตชินท์เลิกคิ้ว

ทำไมอ่ะ

ผมดูแล้วง่วงนะ แต่แปลกมากเลยอ่ะ เป็นหนังง่วงที่ได้ข้อคิดเยอะชิบหายพี่เตชินท์ถึงกับขำอีกครั้งกับคำตอบของผม แต่มันจริงๆนะ ผมนั่งดูด้วยความรู้สึกว่า อะไรวะเนี่ย จนจบก็ยังรู้สึกแบบนั้น แต่ประโยคในหนังหลายๆประโยคก็ยังคงอยู่ในหัวผม อย่างเช่น

Life is like a box of chocolates you never know what you’re gonna get !

นี้เป็นประโยคดังของหนังเรื่องนี้เลยนะ

พี่ง่วงรึยังครับพี่เตชิท์หันไปมองนาฬิกาที่บอกเวลาว่าตี1กว่าแล้ว

นิดหน่อย คุณอ่ะ

ไปเดินเล่นกันไหมครับ

 

พี่เตชินท์คงจะงงกับความไม่ตอบคำถามและเปลี่ยนเรื่องของผมเต็มที ผมก็เบื่อตัวเองครับ แต่เราอยู่ทะเลกันแค่2วัน ถ้าไม่ได้เดินริมหาดนี้มันก็เหมือนยังมาไม่ถึงทะเลเลยนะ และเพราะพี่เตชินท์ไม่ขัดอะไร ผมกับพี่เตชินท์จึงได้ลงมาเดินเล่นกันจริงๆอย่างที่ผมชวน เราเดินออกมาจากบริเวณบ้าน และทิ้งตัวลงนั่งที่หาดหน้าบ้านนั้นแหละ แสงจันทร์กับแสงดาวทำให้เราสามารถมองเห็นกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ เป็นอีกครั้งที่เราปล่อยให้ความเงียบจัดการทุกอย่าง

ผมว่าผมกับพี่เตชินท์เราเหมือนกันเกินไป

เราไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบพูดมาก ไม่ชอบเสียงรบกวน เราเลือกที่จะนั่งเงียบๆอยู่กับโลกของตัวเองได้เป็นวันๆ การที่เราพูดคุยกันมันคือการรับโลกของอีกคนเข้ามา เรียกง่ายๆก็คือ

เราเป็นคนโลกส่วนตัวสูงทั้งคู่

ผมเป็นคนไม่ชอบพูดแต่ก็ไม่ใช่ว่าพูดไม่ได้ ผมรู้ว่าต้องพูดเมื่ออยู่ในสังคม อยู่กับคนอื่น แต่ผมจะไม่พูดทุกอย่างที่ผมคิด ภายนอกผมดูเป็นคนเข้าถึงง่าย แต่จริงๆผมก็ไม่ได้openขนาดนั้น ผมมีรอยยิ้มหลายแบบโดยที่ผมเองก็ไม่รู้ตัว ผมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นเก่งกว่าที่จะพูดความคิดเห็นของตัวเอง ผมชอบฟังโลกดำเนินไป มากกว่าฟังตัวเอง

นั้นแหละผม

ผมตัวจริงเลยล่ะ

เพราะผมจริงๆแล้วลึกล้ำกว่านั้น มันเลยยากที่จะพาใครสักคนเข้ามาในโลกของผม และคนที่อยู่ในโลกของผมจริงๆก็มีไม่เยอะนัก แต่กับพี่เตชินท์ อาจจะเพราะโลกของเรามันใกล้เคียงกัน ผมเลยรู้สึกเหมือนเราอยู่บนโลกใบเดียวกัน

ที่มันกว้างขึ้น

ผมไม่ต้องพยายามหาประเด็นอะไรมาพูดถ้าไม่อยากทำ ไม่จำเป็นต้องนั่งปั้นหน้ายิ้มใส่กัน

เราก็แค่เป็นตัวเองและอีกคนดันรับได้

เป็นโชคดีเหมือนกันนะ

ทำไมพี่ถึงเรียนสถาปัตย์เหรอครับทุกคำถาม ทุกประโยค ทุกข้อสงสัยที่ผมถามพี่เตชินท์ ล้วนเป็นสิ่งที่ผมอยากรู้ทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ถามไปเฉยๆ

เหตุผลมันไม่ได้สวยหรูหรอกนะผมนั่งชันเข่าและกอดเข่าไว้ เกยคางบนเข่าอีกทีและหันไปมองพี่เตชินท์

ผมอยากฟังครับฝ่ายนั้นนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เมื่อผมตอบแบบนั้นพี่เตชินท์ก็ปลายตามามองผม และหันกลับไปมองทะเลอีกครั้ง

แรกเริ่มเลยนะ เต็นท์มันเรียนวิศวะไง แล้วมันก็อยากหาสถาปนิกสักคน มันเลยมาบอกให้พี่เข้าสถาปัยต์อ่ะหน้าผมคงมีคำว่า เอาจริงดิ ปรากฏ พี่เตชินท์ถึงได้พ่นลมหายใจออกมาพรืดหนึ่ง

พอเต็นท์มันบอกให้เรียน ผมก็เลยลองหาข้อมูลดู ไม่น่าเชื่อนะ แต่มันดูเป็นคณะที่เหมาะกับผมชะมัด ผมไม่เคยคิดว่ามันจะมีคณะอะไรที่เหมาะกับผมขนาดนี้เลย สุดท้ายผมก็ตัดสินใจเข้าคณะนี้เพราะแบบนั้นแหละผมพยักหน้ารับ ก็ดูเป็นเหตุผลที่น่ารักดีออก

แต่มันก็คงแค่เหมาะ ไม่ได้เกิดมาเพื่อผมทุกอย่างหรอก ไม่งั้นผมคงได้เกียรตินิยมไปล่ะ

ไม่มีอะไรเกิดมาเพื่อเราทุกอย่างหรอกครับผมพูดออกไป

เนื้อคู่ไงผมขมวดคิ้ว

พี่เชื่อเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอผมสาบานว่าได้ยินหลิวพูดเรื่องเนื้อคู่ที่ถูกสร้างมาคู่กันตั้งแต่ปีหนึ่ง จนมาตอนนี้เธอพูดมาสิบๆครั้งแล้วครับ

ก็ไม่ได้เชื่อขนาดนั้น แต่ผมว่ามันต้องมีแหละ ใครสักคนที่เกิดมาเพื่อเรา

แล้วเขาคนนั้นจะรู้ได้ยังไงว่าเขาเกิดมาเพื่อเราไอ้คำถามนี้ในหัวผมนี้แหละที่ทำให้ผมไม่เคยเชื่อเรื่องเนื้อคู่ พรหมลิขิต อะไรสักเท่าไหร่

ตอนแรกเขาก็คงไม่รู้หรอก จนได้เจอเราไง

ง่อวววววววผมหลุดง่อวออกมาเองเลย นี้มันหนังสือเกี่ยวกับนิยามรักอะไรแบบนี้เลยนะ พี่เตชินท์เลื่อนมือมาตบหัวผมหนึ่งที่

ง่อวเง้ออะไรล่ะ ผมจำมาอีกที

เหรออออออครับพี่เตชินท์ทำท่าจะผลักผมลงทะเลถ้าผมยังไม่หยุดล้อ สุดท้ายผมก็ต้องยกมือยอมแพ้

แล้วทำไมคุณถึงเข้าสถาปัตย์อ่ะ

เหตุผลผมกากกว่าพี่อีกพี่เตชินท์เพียงแค่พยักหน้ารัวๆเป็นเชิงว่าอยากฟังเท่านั้น

ตอนสอบแกทแพท ผมสอบมันทุกแพทเลย แล้วแพท4ก็ดันได้เยอะกว่าเพื่อนนะเหตุผลผมดูแย่กว่าเยอะเลยเนอะ

ถึงเหตุผลมันจะงงๆแต่คุณก็ทำได้ดีเลยนะ คุณเป็นลูกเทพของปี3เลยไม่ใช่เหรอผมส่ายหัวรัวๆกับคำเปรียบนี้ทันที เราจะเรียกคนที่เก่งสุดๆในปี รู้ใจอาจารย์ทุกอย่าง ส่งแปลน ส่งโมยังไงก็ผ่าน แถมได้คะแนนเยอะว่า ลูกเทพ น่ะครับ (ไม่ใช่ตุ๊กตานะ)

คุณไม่ต้องมาถ่อมตัว คุณเป็นตัวพีคของปี3 ผมรู้หรอกผมชะงัก

พี่รู้ได้ยังไงพี่เตชินท์หันมามองผม

ก่อนที่ผมจะไปทาบทามคุณเนี่ย ผมก็ต้องรู้ประวัติการศึกษาคร่าวๆของคุณก่อน จะได้เป็นแบบอย่างให้น้องได้ไง

แสดงว่าพี่สืบเกรดผมเหรอพี่เตชินท์ยักไหล่

ผมก็แค่ไปถามอาจารย์เฉยๆไม่ค่อยเลยแหะ

ทำไมพี่รู้เกรดผม แล้วผมไม่รู้เกรดพี่บ้าง

เกรดผมมันสู้คุณไม่ได้หรอก

มันไม่เกี่ยวว่าสู้ได้หรือไม่ได้ แต่ผมอยากรู้

คุณจะอยากรู้ไปทำไมพอเจอคำถามนี้พร้อมกับสายตาของพี่เตชินท์ ผมก็ตอบไม่ถูกเลยแหะ

จะให้ตอบว่า ก็แค่อยากรู้ มันก็ไม่ใช่อ่ะเนอะ

ผมใช้ลิ้นดันกระพุ่งแก้มและเนียนๆเบือนสายตาออกจากพี่เตชินท์ เป็นเชิงว่าผมไม่อยากตอบนั้นแหละ

กลับไปก็เปิดเทอมแล้วนี้นะผมพยักหน้ารับ เป็นเปิดเทอมที่เหมือนไม่ได้ปิดสักนิด

คุณพร้อมรับน้องรึยัง

ยังเลยครับผมตอบทันทีเลยด้วยซ้ำ

ทำไม

ผมยังเก็บเกี่ยวจากพี่ไม่พอเลย

ผมไม่มีอะไรให้เก็บเกี่ยวมากกว่าผมหันกลับไปมองพี่เตชินท์อีกครั้ง

ผิดแล้วครับ พี่มีเยอะมาก จนผมไม่รู้จะเริ่มเก็บจากตรงไหนเลยมากกว่า

คุณก็มีเยอะมากเหมือนกัน เยอะจนไม่จำเป็นต้องเก็บจากผมแล้วผมนิ่งกับประโยคนั้น ประโยคที่โครตเชื่อมั่นในตัวผมกับสายตาของพี่เตชินท์มันยิ่งทำให้ผมสับสนไปหมด

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงได้เชื่อตัวผม ทั้งๆที่ผมไม่เชื่อตัวเองด้วยซ้ำไม่ใช่แค่พี่เตชินท์ ไอ้พีท ปาย หรือแม้แต่หลิว เพื่อนทุกคนในชั้นปี ต่างก็พากันถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรู้ว่าเฮดว้ากของปีนี้คือผม แต่เป็นผมเอง ที่รับความหนักอึ้งมากขึ้นทุกวันๆ โดยที่ไม่เคยมีใครรู้เลย

คุณน่าจะสงสัยว่า ทำไมคุณไม่เชื่อตัวเอง ทั้งๆที่ทุกๆคนเชื่อคุณมากกว่าผมบุ้ยปาก

"ผมรู้สึกเหมือนว่า ผมกำลังแบกใครนักก็ไม่รู้ไว้เต็มบ่าไปหมด และมันหนักเกินไป ผมไม่รู้ว่าผมจะแบกทุกๆคนไว้ได้อีกไกลแค่ไหน หรือผมจะทำได้สำเร็จรึเปล่านี้เป็นครั้งแรกที่ผมพูดเรื่องที่อยู่ในใจผมออกมา

ระบายมันให้ใครสักคนฟัง

"คุณฟังผมนะวาพี่เตชินท์มองหน้าผม เขายังคงมีท่าทีสงบเหมือนทุกครั้ง แต่ท่าทางสบายๆของพี่เตชินท์ก็ทำให้ผมคลายความกังวลลงไปได้บ้างซะอย่างนั้น

มันก็เหมือนกับการทำโมเดลนั้นแหละ ทุกอย่างมันมีระบบ มีขั้นมีตอนของมัน คุณในตอนนี้ก็เหมือนโมเดลที่เสร็จแล้ว จะต้องส่งอาจารย์ คุณไม่รู้หรอกว่าอาจารย์จะติ จะว่าอะไร จะให้ทำใหม่ หรือชื่นชม คุณไม่รู้อะไรเลย คุณก็แค่ต้องยอมรับมัน มันก็เหมือนกันแหละวา ไม่ว่าผลสุดท้ายมันจะออกมาเป็นยังไง ผมอยากให้คุณจำไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว" พี่เตชินท์พูดจนจบและวางมือลงบนหัวผม

"ถ้าผลสุดท้ายมันติดFล่ะครับ" ผมก็ยังกังวลอยู่ดีแหละ

"ก็ลงเรียนใหม่ ไม่เห็นยากเลย"

มันง่ายขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ผมบ่น มันยากกว่านั้นมากๆ เส้นทางที่ผมก้าวผิดมันไม่มีเลยด้วยซ้ำ ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะพลาด ไม่มีสิทธิ์จะทำให้ทุกคนต้องมาลำบากไปด้วย

ผมนึกว่าคุณจะเป็นคนง่ายๆกว่านี้

ผมอาจจะเคยเป็นแบบนั้น จนผมต้องแบกทุกคนไว้นี้แหละพี่เตชินท์ยังคงเงียบและไม่เอามือออกจากหัวผมสักที

พี่ควรจะเข้าใจผมมากที่สุดนะ

ผมเข้าใจสิ ผมกำลังเห็นตัวเองอยู่ตอนนี้พี่เตชินท์ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม เขาแค่ลูบหัวผมเบาๆ

พี่เตชินท์ลูบหัวผมด้วย

ผมควรจะสะบัดหัวออกจากมือพี่เขา ทำท่าทางขัดใจ หรือใช้มุขเดิมๆที่ว่า ผมมันเสียทรง หรืออะไรก็ได้ แต่ผมก็ไม่ทำ ผมเพียงแค่สบตาพี่เตชินท์แบบนั้นและปล่อยให้เขาลูบหัวผมไปเรื่อยๆ

มันรู้สึกปลอดภัยยังไงก็ไม่รู้

คุณเข้าใจสุภาษิตที่ว่าฟ้าหลังฝนขนาดไหนเหรอ

เจอเรื่องไม่ดีมา แต่สุดท้ายจะเจอเรื่องดีทั้งๆที่เรียนสุภาษิตนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่พอคนถามเป็นพี่เตชินท์ ผมกลับไม่แน่ใจซะอย่างนั้น

แล้วคุณยังกังวลอะไรอีกพี่เตชินท์หยุดลูบหัวผมแล้ว

ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมกังวลอะไรอยู่... พี่เข้าใจไหมครับนี้แหละ #ความผม ของแท้เลย ผมเป็นคนอธิบายไม่เก่ง และเพราะไอ้อธิบายไม่เก่งนี้แหละ ผมเลยไม่อธิบายมันแม่งเลย

ฮ่าๆ เข้าใจสิ แต่คุณคิดแทนอนาคตไม่ได้หรอกนะวา คุณก็แค่ต้องปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นไป และถ้าบนบ่ามันหนักมากนัก ก็วางมันลง คุณไม่ได้สู้อยู่กับอะไรไม่รู้นะ แถมคุณยังมีกองทัพอีกตั้งเยอะ คุณไม่จำเป็นต้องแบกมันไว้คนเดียวให้ผมเดา ผมว่าสายตาผมมันคงสั่นระริกอย่างโครตสับสนแน่ๆ

แค่ลองทำดู เดี๋ยวคุณก็จะรู้เองว่าคุณจะต้องทำยังไงต่อ

เป็นคำอธิบายที่แย่ที่สุดเลยเนี่ยผมบ่น มันแปลได้ว่าให้ไปลองทำดูแล้วจะเป็นยังไงก็ให้หาทางเอาตัวรอดเองไม่ใช่เหรอ

ผมพูดดีได้แค่นี้แหละ ผมอธิบายไม่เก่งพี่เตชินท์บุ้ยปากกลับมาบ้าง

ความเหมือนอีกอย่างของเรา

เรานั่งจ้องหน้ากันแบบนั้น เหมือนเรากำลังอ่านใจอีกฝ่ายผ่านทางหน้าตาของเขา ผมเปลี่ยนมานั่งเท้าคางมองหน้าพี่เตชินท์แล้วตอนนี้ ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะโวยวายออกมาแล้ว แต่พี่เตชินท์ไม่ได้ว่าอะไรผม

ซึ่งโครตดี

อย่างน้อยๆเรื่องรับน้องก็พอจะมีข้อดีที่ผมคิดออกอยู่พี่เตชินท์เลิกคิ้ว

มันทำให้ผมสนิทกับพี่มากกว่า3ปีที่รู้จักกันซะอีกผมได้รู้ตอนนี้นี่แหละว่าเวลา3ปีที่ผมรู้จักพี่เขามามันผิวเผินขนาดไหน

ผมก็คิดแบบนั้นพี่เตชินท์พึมพำตอบผมพร้อมกับรอยยิ้ม

โหยยยย พี่เตชินท์ยิ้มให้ผมด้วย

ผมคงจะตั้งใจมองรอยยิ้มนั้นของพี่เตชินท์มากเกินไป จนพี่เตชินท์เม้มปากเลย

ชื่อวา... มาจากวาเลนไทน์เหรออยู่ๆพี่เตชินท์ก็ถามขึ้นมา

ไม่ใช่ล่ะครับ พี่ไปเอามาจากไหนนนถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็... แค่คิดผมก็อยากเปลี่ยนชื่อแล้ว

ผมแค่เดาเฉยๆ มันไม่น่ามาจากวาที่2เมตรป่ะล่ะพี่เดาไม่มีเซ้นท์เลยแหะ

มันไม่ใช่ทั้งคู่นั้นแหละครับ

งั้นมาจากอะไรผมไม่รู้ว่าทำไมพี่เตชินท์ถึงได้อยากรู้ที่มาของชื่อผม แต่ผมกลับอยากอธิบายเป็นเรียงความให้พี่เขาอ่านเลยล่ะ นานแล้วที่ไม่มีใครถามว่าชื่อวามาจากอะไร

มันมาจากคำว่าพะวานะครับ

พะวา?” พี่เตชินท์ขมวดคิ้ว ดูจะสงสัยหนักเข้าไปอีก

ใช่ครับ มันเป็นชื่อต้นไม้นะ แม่บอกว่าตอนแม่แพ้ท้องผม แม่อยากกินผลพะวามาก จนพ่อต้องไปหามาให้ ทั้งๆที่ผลมันไม่ได้อร่อย ออกจะเปรี้ยวๆ ฝาดๆ แล้วถ้ากินเยอะก็ทำให้ท้องเสียได้ แต่ก็อยากกินมากกกกอยู่ดี แม่เลยตั้งชื่อผมว่าวา

แล้วคุณเคยกินไหม

โตมาก็เคยหามากินนะครับ มันโครตจะไม่อร่อยเลยอ่ะ ไม่เข้าใจเลยว่าผมตอนอยู่ในท้องอยากกินเข้าไปได้ไงพี่เตชินท์ขำเมื่อผมพูดจบ

มันไม่อร่อยจริงๆนะพี่เตชินท์ ไม่อร่อยจนผมอยากเปลี่ยนชื่อเลย

ไม่เปลี่ยนแหละดีแล้ว ชื่อดูมีสตอรี่ดีออกก็นั้นแหละคือเหตุผลที่ผมไม่เปลี่ยนชื่อ ผมนั่งวาดทรายเล่นไปเรื่อยๆก่อนที่จะนึกอะไรขึ้นมาได้

พี่เตชินท์ครับ

ว่าไงผมนิ่ง วันนี้มีหลายๆอย่างที่ผมไม่เข้าใจตัวเอง ไม่รู้ว่าทำไปทำไม ส่วนใหญ่ชีวิตผมมันก็เป็นแบบนั้นและผมก็ปล่อยผ่านซะส่วนใหญ่ แต่คำถามที่ผมอยากจะถามต่อไปนี้ มันดูไม่มีเหตุผลอย่างที่สุดเลยล่ะ

ผมเรียกพี่ว่าพี่ติณห์ได้ไหมครับเหมือนโลกหยุดหมุนเมื่อผมพูดออกไป

ผมเคยบอกไปแล้วว่าชื่อ ติณห์ เป็นชื่อที่เพื่อนในรุ่นเดียวกัน หรือรุ่นพี่ใช้เรียกพี่เตชินท์เท่านั้น สำหรับพวกผมที่เป็นรุ่นน้องจะถูกบัญญัติให้เรียกว่าพี่เตชินท์เท่านั้น และมันก็ไม่ได้ลำบากลำบนอะไรมากด้วย แต่ทำไมผมถึงอยากเรียกพี่เตชินท์ว่าพี่ติณห์... ก็ไม่รู้

อยากมาก จนต้องถามออกไป

แล้วแต่คุณสิพี่เตชินท์ไม่ได้ถามหาเหตุผลจากผมด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่อนุญาตและเบือนสายตาจากผมเท่านั้น แต่แค่นั้นก็ทำให้ผมหลุดยิ้มออกมาจนได้

ขอบคุณครับพี่ติณห์นี้เป็นการเรียกพี่ติณห์ครั้งแรกในชีวิตผมเลยนะ ผมยิ้มกว้างกับความสำเร็จขั้นเล็กๆในชีวิตและหันไปมองทะเลอันกว้างใหญ่ตรงหน้า

คุณอย่ายิ้มแบบนี้ตอนรับน้องนะวาผมหันกลับไปหาพี่ติณห์อีกครั้ง

ยิ้มแบบไหนครับ

แบบที่คุณกำลังยิ้มอยู่เนี่ย

มันดูแย่เหรอครับ

เปล่า... แต่มันจะไม่มีน้องกลัวคุณนะสิ

น้องจะตกหลุมรักผมแทนเหรอครับนี้ผมอารมณ์ดีมากขนาดกล้าหยอกพี่ติณห์แล้วเหรอ

อาจจะ

แล้วมันได้ผลกับพี่ไหมครับพี่ติณห์ขมวดคิ้วมุ่นใส่ผม ผมขำก่อนที่จะเสมองไปทางอื่น เหมือนกับไม่อยากฟังคำตอบจากคำถามนั้นแล้ว

พี่ติณห์เข้าใจสุภาษิตที่ว่าน้ำตาลใกล้มดขนาดไหนเหรอครับ

และผมก็ยังอารมณ์ดีมากขนาดที่กล้าถามคำถามนี้ออกไปด้วย

 

 

 

 

 

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ไดอะล็อกล้วนๆเลยสำหรับตอนนี้ ก็อย่างว่า... ไดอะล็อกมันทำให้เนื้อเรื่องดำเนินไปนี้เนอะ ทั้งๆที่มีแต่บทพูดๆๆแต่เราชอบมากๆ เราชอบความสัมผัสที่คุยกันถูกคอ 555555555555 ตอนนี้ปิดเทอมแบบจริงๆแล้วและก็ว่างมากๆจนกว่าจะแอดมิชชัน เราจะมาอัพกันรัวๆเลยล่ะกันนะ นี้แต่งจบปุ๊บอัพปั๊บเลยนะ รออ่านกันจนเบื่อได้เลยค่ะ 555 ส่วนตัวคืออยากแต่งตอนสัก20อัพด้วยไง มันดีมากพวกแก 5555

เจอกันค่าาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 87 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

669 ความคิดเห็น

  1. #650 Silviα✻ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:40
    วาเป็นคนที่บุคลิกน่าสนใจมากเลยค่ะ รู้สึกความคิดการแสดงออกเขามีเสน่ห์แบบอธิบายไม่ถูก อยากเจอคนแบบนี้ในชีวิตสักคนบ้างจัง 555555
    #650
    0
  2. #631 เจ้าชายสีเทา (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 16:28
    จีบสินะ จีบนั้นแหละ 5555555
    #631
    0
  3. #626 Patly (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2561 / 00:27

    จีบใช่ไหม จีบสินะ

    #626
    0
  4. #616 Min in (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 09:38

    คนพี่โดนอ่อยแล้ววววว

    #616
    0
  5. #613 ladypouch11 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2561 / 09:09
    ในความละมุน เหมือนลอยอยู่ในน้ำยาปรับผ้านุ่ม 555
    #613
    0
  6. #612 FDB88 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 20:43

    ประโยคสุดท้ายนี่ จีบพี่เขาเหรอลูกกกก

    #612
    0
  7. #608 autumnシ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 22:34
    #ความเรา โครตเป็นตัวเราเลย
    #608
    0
  8. #586 สีสัน~colourful (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 16:41
    เนื้อหาและการดำเนินเรื่องน่าสนใจมากก มีคำว่าโคตรเยอะดี แต่เขียนผิดทุกคำเลย มันน่าหงุดหงิดอะ ฮือออ กราบขอโทษนะคะ
    #586
    0
  9. #577 หมูจีน้อย (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 / 14:29
    อห เขาจะจีบกันแบบนี้ไม่ได้นะคะ
    คือแบบ..พอมาอ่านอีกรอบ
    แล้วต้องไปหาความหมายของสุภาษิตที่วาพูด
    พอดูแล้วแบบ วาาาาา ทำให้เขินเลยเนี้ยยย
    #577
    0
  10. #551 หมูจีน้อย (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 / 11:09
    แม่เจ้าาาา!!!! เขาจีบกันค่ะแม่
    จีนกันตรงชายหาดตอนกลางคืนค่าาา
    #551
    0
  11. #542 dxzkg_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 เมษายน 2560 / 12:18
    นี้มันอะไรกานนนน จะจีบกันแบบนี้ไม่ได้!!!?
    #542
    0
  12. #539 ppvs_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 22:03
    ทำไมรู้สึกตรงกับตัวเองอะ555555 ตัวเราเองเป็นแบบวาเลยอะ555
    #539
    0
  13. #446 shin ai2 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2559 / 10:10
    ถ้าบังเอิญสอบแพท4ได้คะแนนเยอะแล้วติดสถาปัตย์แปลว่าต้องเตรียมพอร์ทสะสมผลงานมาแล้วสิ ปกติเขาทำพอร์ทกันปีสองปีเลยนะ แล้วส่วนใหญ่เขาก็รีไควพอร์ทกันทุกมหาลัย อีกอย่างต้องใจรักมากจริงๆถึงจะเรียนดีขนาดนั้นได้ ไม่ใช่สอบมั่วๆแล้วบังเอิญได้ ทำงานต้องมีไอเดีย ต้องเคยเห็นงานเจ๋งๆมาเยอะถึงจะได้คะแนนเยอะมั้ง
    #446
    2
  14. #152 สไนท์เปอร์ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 19:25
    น่ารักกกกกกก อะไรก็ไม่รู้วววว เขินเลย-///-
    #152
    0
  15. #151 สไนท์เปอร์ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 19:25
    น่ารักกกกกกก อะไรก็ไม่รู้วววว เขินเลย-///-
    #151
    0
  16. #129 Thedrm. (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 เมษายน 2559 / 22:37
    งื้ออออ.. พี่ติณ น่ารักกกก -...-; #ติณวา
    #129
    0
  17. #113 T-K-P (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 เมษายน 2559 / 06:53
    เขิลลลลลล
    #113
    0
  18. #10 noon_panchanok (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 มีนาคม 2559 / 11:15
    กำลังสนุกเลย มาต่อไวๆนะ
    #10
    0
  19. #9 Helena Kadian (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 มีนาคม 2559 / 07:14
    นี่มันเตรียมรับน้องหรือเตรียมอ่อยน้องกันแน่คะน้องวาาาา 55555 #วาติณ
    #9
    0