source head กว่าจะเป็นเฮดว้าก (end)

ตอนที่ 33 : extended home

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,052
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    21 พ.ค. 59

32

เราเสียเวลาวันแรกไปกับการนอนทั้งวัน

เป็นเรื่องปกติมากหลังจากผ่านมรสุมไฟนอลมา แน่นอนว่าตอนไฟนอลเราได้นอนกันแบบนับชั่วโมงได้เลย พอผ่านช่วงนั้นไปเราจึงต้องนอนเท่านั้น ยิ่งเป็นสายไม่ชอบใช้พลังงานอย่างผมแล้วด้วย กลับมาจากช็อปปิ้ง ผมก็อาบน้ำนอนเลย ประโยคสุดท้ายที่จำได้คือบอกพี่ติณห์ว่า พี่นอนนี้ดิ แล้วก็หลับไปเลย เป็นการนอนหัวค่ำมากๆสำหรับผม น่าจะ4ทุ่มมั้ง

4ทุ่มนี้หัวค่ำสำหรับผมครับ

ตื่นอีกทีก็นู้นนนนน บ่าย2เกือบๆบ่าย3 ตื่นมาก็นอนอืดๆบนเตียงนั้นแหละ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ติณห์ตกลงนอนห้องผมตามที่ผมบอกรึเปล่า จนตื่นมาแล้วเจอพี่ติณห์นอนอยู่ข้างๆ

ในที่สุดเตียง6ฟุตของผมก็ได้ทำประโยชน์สักที

พี่ติณห์ตื่นพอๆกับผม ตื่นมาก็ไม่ได้พูดอะไรกัน เพราะพี่ติณห์แค่คว้าโทรศัพท์มาเลื่อนดูไม่ต่างจากผม เพียงแค่สักพักเจ้าตัวก็ลุกขึ้นไปหาอะไรกิน กลับมาพร้อมแอปเปิ้ลสองลูกและโยนให้ผมลูกหนึ่ง ก่อนที่จะทิ้งตัวลงนอนต่อ

นี้แหละครับวิถีเด็กสถาปัตย์หลังจบโปรเจค เหมือนร่างกายไร้พลังงานที่จะใช้ทำอะไรนอกจากกินและนอน

ถึงจะนั่งๆนอนๆกินๆแบบนี้ผมก็คิดเรื่องโปรเจคจบอยู่นะ วันนี้พักก็เท่ากับผมเสียเวลาไปหนึ่งวันแล้ว

“97ใครทำCongrats Projectอ่ะนี้เป็นประโยคแรกในเช้า (ตอนบ่าย3) วันนี้ที่ผมพูดกับพี่ติณห์

ครีมพี่ติณห์ตอบโดยที่ยังนอนคว่ำหน้าเล่นโทรศัพท์เหมือนเดิม

ครีมนี้คนไหนผมไม่ได้จะจำพี่ปี4ได้ทุกคนหรอกนะ ส่วนมากจะจำหน้าได้ว่าคนนี้ปี4นะ แต่ไม่รู้หรอกครับว่าชื่ออะไร

ครีมที่ใส่แว่น ตัวเล็กๆผมทำตาตี่ทันที มันคนไหนล่ะวะ แต่พี่ติณห์ก็ไม่ได้สนใจหันมามอง ผมจึงหมุนตัวเข้าไปหา และใช้หลังเขาต่างหมอนอีกที

ที่ขาวๆ ดัดฟันอ่ะ” rพี่ติณห์อธิบายต่อ ทำให้ผมเริ่มนึกออกลางๆล่ะ

พี่ว่าเขาจะเริ่มทำยัง

โปรเจคจบอ่ะนะ วันนี้ยังหรอกมั้ง นี้มันวันแห่งการนอนนะเพราะCongrats Projectมหาลัยสนับสนุนเต็มที่อย่างที่เคยบอกไป เราจึงสามารถใช้ห้องใต้ดินของตึกสถาปัตย์ในการทำงานได้ และด้วยความที่เราไม่ได้มีโอกาสใช้ห้องนั้นบ่อยนัก ถ้าได้ใช้ทีเราก็ใช้กันจนคุ้มเลยล่ะ

นี้ผมก็ตื่นเต้นที่จะได้ใช้ห้องนั้นเหมือนกัน

ผมไม่ได้เริ่มช้าไปใช่ไหมเนี่ยไม่ใช่ว่าคนอื่นเขาเริ่มกันไป20%-30%แล้วนะ

ถามพี่ครีมให้หน่อยดิ

อ่าๆ

ครีมบอกว่าจะเข้าไปทำพรุ่งนี้สักพักก่อนที่พี่ติณห์จะตอบออกมา

คุณวางแปลนไว้ยังพี่ติณห์หันมาถามผม ผมจึงเปลี่ยนเป็นนอนท่าเดียวกับพี่ติณห์และดึงแขนพี่ติณห์มากอดไว้

คิดไว้บ้างล่ะ ลางๆส่วนหนึ่งเพราะเป็นงานแสดงความยินดีกับพี่96ที่มีแต่คนสนิทของผมทั้งนั้น ไม่ว่าจะพี่เป้อ หรือพี่เกลที่เป็นลุงรหัสผม ผมจึงอยากสร้างงานดีๆออกมา อย่างน้อยๆให้เป็นพร็อพถ่ายรูปวันจบที่ทำให้รูปสวยก็ยังดี

ดีล่ะพูดจบติณห์ก็ลูบหัวผม

ช่วยด้วยนะ

รู้แล้วววววคงต้องขอแรงหลายคนเลยอ่ะ

งานที่ผมคิดไว้

6วันจะพอรึเปล่าก็ไม่รู้

ถ้าผมไปทำงานที่มอแล้วพี่จะอยู่กับใครอ่ะ

ทำไมมมม ใช่ว่าเราจะตัวติดกันตลอดเวลาป่ะวะ

แต่ช่วงนี้ใช่นะอย่างน้อยๆก็สองสามวันนี้แหละ

ก็ไม่ขนาดนั้นนนนน

พี่จะเหงาป่ะพี่ติณห์เลิกคิ้วใส่ผม

ไม่หรอก คุณไปทำงานนะ

ไม่เกี่ยวอ่ะ ถ้าเป็นผมผมจะตอบว่าเหงา

ก็นิดหนึ่ง.. แต่คุณไม่ได้จะไปทั้งวันทั้งคืนซะหน่อยผมบุ้ยปาก

ใครจะรู้ พี่ก็รู้ว่าผมทุ่มกับงานๆหนึ่งขนาดไหน ผมอาจจะหลับนอนที่มอเลยก็ได้

อันที่จริงผมต้องไปช่วยแม่ด้วยผมเลิกคิ้ว

ช่วยอะไร

ติวPAT4ให้เด็กๆ

พูดจริงป่ะเนี่ย

จริงงง เริ่มพรุ่งนี้ ตอนคุณไปทำงาน ผมก็ต้องไปทำงานเหมือนกัน ไม่เหงาหรอก..มั้ง

ติวให้น้องเหรอ อยากไปด้วยยยผมมีความคิดอยากจะเปิดติวมานานล่ะนะ แต่ไม่มีโอกาสสักที

ถ้าคิดงานไม่ออกก็ไปช่วยดิ ได้คุณที่โครตเก่งไปช่วยก็คงจะดี ผมยังไม่รู้จะสอนยังไงเลยผมพยักหน้ารับ

ผมไปแน่ถ้าเราอยากทำสักอย่างยังไงจะได้ทำอยู่ล่ะครับ ผมมีความคิดแบบนั้น

แม้จะมีงานเป็นล้านรออยู่ก็ตาม

ดีมาก! สู้เขานะพี่ติณห์ขยับเข้ามาจุ๊บเหม่งผม ในจังหวะที่เขาจะผละออก ผมก็เลื่อนมือไปรั้งท้ายทอยเขาไว้ก่อนที่จะกดจูบที่ริมฝีปากของฝ่ายนั้น

ถือเป็นพลังให้กับการเริ่มต้นงานของเราล่ะกัน

 

วันแรกของCongrats Project

ผมมาถึงมหาลัยตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนที่จะออกจากห้องผมก็ไม่ลืมที่จะปลุกพี่ติณห์ที่นอนอุตุอยู่ในห้องด้วย เพราะพี่ติณห์เองก็ต้องออกไปติวตั้งแต่เช้า ช่วงนี้พี่ติณห์อยู่ที่ห้องผมซะเป็นส่วนใหญ่ จากที่หวงการอยู่คนเดียว ชอบที่จะมีเวลาส่วนตัวก็เปลี่ยนไป

ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่ผมอยากจะตื่นเช้ามาเจอหน้า

อยากจะบอกฝันดีก่อนนอน

บอกอรุณสวัสดิ์ในตอนเช้า

 และถึงแม้เราจะไม่ได้พูดอะไรกันเลยสักคำ แต่การชิงหอมแก้มสักฟอดก่อนออกมาก็ทำให้ผมได้พลังมาเต็มเปี่ยม

พวกเราได้สองห้องใหญ่ในการทำงานนี้ เราจึงแบ่งเป็นห้องล่ะสองคน คนล่ะด้านกัน ผมเองแชร์ห้องทำงานกับพี่ครีม (ตอนนี้ผมนึกออกล่ะว่าพี่เขาคือคนไหน) เพราะทั้งผมและพี่ครีมเน้นความเงียบในการทำงาน ต่างกับ99ที่ได้ตัวแทนคือไอ้ปิกที่ต้องเปิดเพลงไปด้วยระหว่างทำงาน ส่วน100ส่งไอ้วิดมาเป็นตัวแทน และวิดมันก็บอกว่ามันโอเคถ้าเปิดเพลงไปด้วยนะ เราจึงแบ่งห้องกันได้ด้วยเวลาไม่นานนัก

การทำงานกับพี่ครีมทำให้ผมรู้สึกว่าผมนี้โครตจะไม่professional เพราะในขณะที่ทุกอย่างยังฟุ้งๆอยู่ในหัวผม พี่ครีมกลับวาดทุกอย่างไว้หมดแล้วและเขาก็เริ่มงานได้เลย แต่ผมกลับต้องมานั่งวาดทุกอย่างก่อน รู้สึกในตอนนั้นเลยว่าตัวเองต้องทำงานหนักมากกว่านี้อีก

ผมใช้เวลาตั้งแต่8โมงจนบ่าย3ไปกับการวาดแบบลงกระดาษชาร์ทใบยักษ์ ไม่ได้พักกินข้าวเที่ยงด้วยซ้ำ สำหรับผมนะ ถ้าไฟติดคือติดนานเลย ไม่รู้สึกหิวหรืออะไรทั้งนั้น หลังจากวาดแบบเสร็จ ผมก็ออกไปค้นของในห้องเก็บของว่าพอจะมีอะไรที่ผมใช้ได้บ้าง และกลับมาทำงานที่ห้องเดิมต่อ เผลอแปบเดียวเวลาก็ล่วงเลยไปจน6โมงแล้ว ผมรู้ตอนพี่ครีมมาสะกิดบอกว่าจะกลับแล้วนะ ฝากผมล็อคห้องด้วย (ผมพยายามจะไม่หันไปมองงานพี่ครีมครับ เพราะกลัวจะรู้สึกว่าตัวเองทำงานช้าอีก) แต่ผมไม่ได้รีบกลับอะไร จึงหันกลับมาทำงานต่อ เพราะมันยังเหลืองานอีกโครตเยอะให้ผมทำ ผมทำงานต่อไปอีก2-3ชั่วโมง ถึงได้หยุดพัก ผมนั่งทำงาน3ชั่วโมงโดยไม่ได้นั่งด้วยซ้ำอ่ะคิดดู ผมจึงอนุญาตให้ตัวเองนั่งดูงานตรงหน้าได้

งานของผมต้องใช้บอร์ดขนาดใหญ่มากๆ น่าจะสัก240*360 เซนติเมตร และเป็นงานเพ้นท์ทั้งหมด นี้ผมเรียนสถาปัตย์มาตลอดยังไม่ต้องใช้ฝีมือขนาดนี้เลย ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดยังไงถึงจะใช้ฝีมือขนาดนี้ แต่ถ้ามันเสร็จแล้ว

คงจะสวยน่าดู

ผมจะกลับบ้านสัก2-3วันนะ

ข้อความที่แจ้งเตือนอยู่บนหน้าจอทันทีที่ผมกดเปิดทำให้ผมกดโทรออกหาเจ้าของข้อความทันที แม้เขาจะส่งมาตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้วก็ตาม

กลับบ้านเหรอออออผมชิงพูดออกไปทันทีที่พี่ติณห์กดรับ

อือ แม่อยากให้กลับอ่ะ ตอนเช้าจะได้ออกไปพร้อมกัน

โหยยยย แล้วผมจะอยู่กับใครอ่ะ

ทำเป็นบ่น วันนี้ทั้งวันนี้หายจ้อยไปเลยนะ

พี่รู้ได้ไงว่าผมหาย รอผมโทรไปเหรอพี่ติณห์เงียบทันที

ก็ไม่รู้ว่าเป็นไงบ้างแปลไทยเป็นไทยได้ว่ารอนั้นแหละครับ

ก็โอเคนะ แล้วพี่เป็นไงบ้าง สอนน้องๆ

ผมยังไม่ค่อยชินเลยเหอะ ความรู้สึกตอนที่ทุกสายตามองตรงมาที่ผมนี้เล่นเอาผมทำอะไรไม่ถูก อยู่ๆก็ลืมบทเรียนที่เรียนมาทั้งหมดซะงั้นผมขำ ใจหนึ่งก็อยากให้พี่ิติณห์อยู่ข้างๆนะ แต่อีกใจหนึ่งก็จะได้ทำงานอย่างเต็มที่ ถ้างานนี้เสร็จเมื่อไหร่ผมก็มีเวลาให้พี่ติณห์เต็มที่อยู่ล่ะ ถ้าพี่ติณห์อยู่หอโดยที่ผมวุ่นวายกับงานซะส่วนใหญ่

ผมกลัวเขาจะเหงา

ผมต้องคิดถึงพี่แน่เลยถึงจะไม่อยากให้เขาต้องทนเหงาแต่ผมก็อดคิดถึงเขาไม่ได้จริงๆ

บอกแล้วไงว่าวันไหนว่างๆก็มาหาผมได้ ไม่ได้หายไปไหนสักหน่อยนั้นสิเนอะ

รองานผมเดินมากกว่านี้ก่อนนะ ผมจะแวะไปหา

โอเคเลยยผมกับพี่ติณห์คุยกันอีกสักพัก ได้ความว่าตอนนี้พี่ติณห์อยู่ที่บ้านแล้ว และเสียงผู้หญิงที่พี่ติณห์เรียกว่าแม่ที่ดังรอดเข้ามาก็ทำให้ผมเชื่อสนิทใจเลยว่าพี่ติณห์อยู่บ้านจริงๆ ก่อนที่พี่ติณห์จะวางสายไปเพราะต้องไปกินข้าวก่อน

ผมเองก็ต้องกินข้าวนะ

ผมตัดสินใจกับตัวเองนาทีนั้นเลยว่าผมจะหอบข้าวของมานอนที่มหาลัยจริงๆอย่างที่เคยพูดเล่นๆ

ผมจะรีบทำงานให้เสร็จจะได้แวะไปหาพี่ติณห์ไง

 

3วันต่อมา

พี่ครีมมม เดี๋ยววันนี้ผมจะออกไปซื้อสี พี่จะฝากซื้ออะไรไหมผมที่พึ่งอาบน้ำเสร็จโผล่หัวเข้าไปในห้องและอ้าปากถามพี่ครีมที่ยืนมองงานผมอยู่พอดี

ฝากกกกก เดี๋ยวลิสต์ให้ๆฝ่ายนั้นตอบผมโดยที่ยังมองงานผมอยู่

ผมคงออกไปบ่ายๆแหละไม่ต้องรีบผมเองก็ตอบกลับไปโดยที่เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าไปด้วย

มึงเนี่ยทำงานเร็วมากเลยเนอะ 3วันวาดเสร็จล่ะพี่ครีมหันมาพูดกับผม

แน่ล่ะ ผมนอนนี้เลยนะพี่ ทำตั้งแต่ตื่นจนนอน วาดไม่เสร็จก็ไม่รู้จะว่าไงล่ะ พี่นั้นแหละ ขนาดไปกลับบ้าน งานยังเดินขนาดนี้ผมหันไปมองงานพี่ครีมบ้าง

ต้องเร่งให้ทันพวกมึงแหละ เล่นทำงานกันโครตเร็วทุกคนเลย

ก็พวกผมนอนนี้คิดแล้วก็ตลกครับ แรกเริ่มเลยผมมานอนนี้ตอนวันอาทิตย์แล้วตอนเช้าไอ้ปิกมาเห็น มันก็โวยวายว่านอนได้ด้วยเหรอ สุดท้ายแม่งไปค้นข้าวของมานอนบ้าง แน่นอนว่าพอไอ้วิดเห็นก็เอาบ้าง ตอนนี้เลยกลายเป็นผม ปิก วิด นอนที่คณะไปล่ะครับ

ถ้างานกูไม่ทันจริงๆอาจจะมานอนด้วยนะ

เอาเลยพี่จริงๆการที่พี่ครีมกลับไปนอนบ้านนี้ก็ดีนะ ตอนกลางคืนห้องนี้เหมือนห้องผมคนเดียวเลย ผมมันเป็นพวกถูกโฉลกกับความเงียบ จึงทำงานได้ดีแบบสุดๆ บางวันก็โทรคุยกับพี่ติณห์จนฝ่ายนั้นหลับไปก่อน กลายเป็นผมนั่งเฝ้าเขาหลับก็มีนะ

ผมไปกินข้าวก่อนนะ พี่เอาไรป่ะผมเช็ดหัวลวกๆและหันไปถามพี่ครีมอีกรอบ

ไม่อ่ะเขาตอบโดยที่เขียนอะไรอยู่ คงจะเป็นลิสต์รายการที่จะฝากผมซื้อแหละ

พวกมึงบ่ายๆกูจะออกไปซื้อของ จะฝากซื้ออะไรก็บอกผมเดินออกมาเจอปิกกับวิดที่รอผมอยู่ก่อนแล้ว

ฝากๆเดี๋ยวขอเวลานึกแปบไอ้วิดตอบ เพราะทำงานกันอยู่แค่4คน เราจึงสนิทกันด้วยความรวดเร็ว ยิ่งไอ้พวกนี้นอนที่นี้เหมือนผมด้วย ผมยิ่งสนิทกับมันเข้าไปใหญ่ เด็กผู้ชายมันสนิทกันง่ายอยู่ล่ะครับ

จะให้รอกินข้าวเย็นป่ะปิกหันมาถามผม ช่วงนี้มหาลัยปิด จะหาข้าวกินทีก็ต้องเดินออกไปไกลหน่อย เราจึงจะไปพร้อมกันครับ

ไม่ต้องก็ได้เพราะวันนี้ผมตั้งใจจะแวะไปหาพี่ติณห์ด้วย

ผมไม่ได้เจอพี่ติณห์มา3วันล่ะนะ คิดถึงจะแย่ แม้จะได้ยินเสียงกันทุกวันแต่มันก็เทียบกันไม่ได้เลยกับตัวจริง ผมอยากจับมือ อยากกอด อยากหอมแก้ม อยากจูบจะแย่อยู่แล้ว วันนี้ไหนๆก็จะออกไปซื้อของก็ขอแวะไปหาพี่ติณห์หน่อยล่ะกัน ถึงแม้ว่างานผมจะเหลือลงสีอีกเกือบทั้งหมด (ผมเริ่มไปได้นิดหนึ่งแล้วสีมันหมด) และเราก็เหลือเวลาทำงานอีกแค่2วันก่อนวันรับปริญญาในวันเสาร์นี้ แต่ผมมั่นใจว่าผมทำทันนะ

มันต้องทันเท่านั้น

 

ผมออกจากมหาลัยตอน4โมง ถือว่าช้ากว่าที่คิดไว้ประมาณหนึ่ง แถมตกลงกับพี่ติณห์ว่าจะเข้าไปช่วยสอนด้วย ไม่รู้ทันหรือเปล่า แต่ผมก็เร่งฝีเท้าเต็มที่ล่ะนะ เพราะผมดันไปเจอสีในห้องเก็บของครับ เลยเอามาใช้ฆ่าเวลาไปก่อน ทำไปทำมาเวลาก็ผ่านไปขนาดนี้แล้ว

หมายเลขที่ท่านเรียก...ผมกดวางสาย พี่ติณห์น่าจะสอนอยู่จึงปิดโทรศัพท์ แม้ผมจะรู้สถานที่เรียนแล้ว แต่ผมก็อยากจะโทรบอกเขาก่อน

บางทีผมอาจจะต้องลุยเดียว

ผมตรงไปซื้อของก่อน อาจจะต้องแบกของเยอะแยะ แต่ผมกลัวร้านมันปิดจนไม่ได้ซื้อนะครับ เวลาเป็นเงินเป็นทองมาก จะให้ผมออกมาซื้ออีกรอบคงจะไม่ทันงาน

ผมใช้เวลาซื้อของอีกสักพักก่อนที่จะโบกแท็กซี่ไปที่สอนพิเศษของพี่ติณห์

ตึกสีขาวกับชื่อที่ติดไว้ทำให้ผมรู้ว่าผมมาไม่ผิดแน่ แต่พี่ติณห์ยังไม่รับโทรศัพท์ผมเลยครับ ผมไม่รู้ด้วยว่าพี่ติณห์อยู่ห้องไหน ผมยืนชั่งใจอยู่หน้าตึกสักพัก กระชับมือที่ถือข้าวของทั้งหมดและก้าวเข้าไป

ผมอยากเจอพี่ติณห์มากเกินกว่าจะมัวยืนอยู่ตรงนี้นะ

ขอโทษนะครับ ผมมาหาพี่เตชินท์พี่ผู้หญิงที่เคาท์เตอร์เงยหน้ามามองหน้าผม เธอยังดูเด็กอยู่เลย ให้ผมทายคงจะพึ่ง22-23เอง

คุณน้าคะเธอไม่ได้ตอบคำถามผม เพียงแค่ตะโกนเรียกใครสักคนที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โซฟาไม่ไกล

น้องคนนี้เขามาหาน้องเตชินท์ค่ะพี่ที่เคาท์เตอร์บอกเธอคนนั้น คนที่นั่งอยู่ที่โซฟาท่าทางดูมีอายุประมาณหนึ่ง แต่หน้าตาดูใจดีมากกกก เธอปลายตามามองผมก่อนที่จะระบายยิ้มให้

มาหาติณห์เหรอลูกผมยิ้มตอบ

ครับ

เห็นติณห์บอกว่าจะมาตั้งแต่4โมง นี้จะ5โมงแล้วก็นึกว่าจะไม่มาแล้วซะอีกผมยิ้มแหย่

ขอโทษที่มาสายนะครับแต่เธอกลับส่ายหัวและควักมือให้ผมเข้าไปหา

วางของไว้แถวนี้ก็ได้จ๊ะ ติณห์อยู่ชั้น3นะ ห้องริมสุดผมพยักหน้ารับและวางของลง

ชั้น3ห้องริมสุดนะครับเธอพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง

รอยยิ้มที่ทำให้ผมคิดถึงคนๆหนึ่งขึ้นมา

เดี๋ยวนะ...

คุณน้าเป็นแม่พี่ติณห์เหรอครับเธอเลิกคิ้วใส่ผม

ใช่จ๊ะ รู้ได้ไงเนี่ยนั้นไง!

ยิ้มคุณน้าเหมือนพี่ติณห์เลยครับเธอขำออกมา

อย่างนั้นเหรอจ๊ะ เรียกแม่ก็ได้นะผมยิ้มตอบ ไม่คิดเลยว่าแม่พี่ติณห์จะดูใจดี๊ใจดีขนาดนี้

ครับแม่

รีบขึ้นไปเถอะจ๊ะ ติณห์สอนถึงแค่6โมงเอง เดี๋ยวแม่เฝ้าของให้

โอเคครับ ขอบคุณนะครับแม่ผมยิ้มหวานส่งท้ายให้แม่และเดินแยกออกมา

ผมรู้เลยว่าพี่ติณห์ได้รอยยิ้มมาจากใคร

 

ชั้น3ห้องริมสุด

ผมทวนประโยคเดิมในหัวอีกครั้งและมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องๆหนึ่ง

น่าจะเป็นห้องนี้แหละ

ก๊อกๆ

ผมเคาะประตูและยืนรออยู่สักพักก็มีคนมาเปิดประตู

วา!พี่ติณห์ยิ้มกว้างออกมาทันทีเมื่อเห็นผม

ไม่ต่างจากผมเท่าไหร่นัก

มาช้าจังเขาบ่น แต่ผมเพียงแค่ดึงให้พี่ติณห์ออกมาจากห้องเท่านั้น

โครตคิดถึง

อยากจูบพี่ติณห์ดีดเหม่งผมทันที

จะบ้าเหรอ อีกไม่ถึงชั่วโมงผมจะเลิกสอนล่ะ มาช่วยสอนก็เร็วๆเลยผมบุ้ยปาก ผมอยากจูบจริงๆนะ พี่ติณห์มองหน้าผมอีกสักพักส่ายหัวหน่ายใส่ผม มองซ้ายมองขวาก่อนที่จะชิงหอมแก้มผมเร็วๆ

จูบไว้ก่อนเขาพูดส่งท้ายแค่นั้นและเดินนำเข้าไปในห้อง

แค่หอมแก้มก็ดีล่ะ

ทุกคนนี้พี่วานะ เขาจะมาช่วยสอนวันนี้นะครับพี่ติณห์พูดแนะนำผมทันที ตอนแรกผมคิดว่าพี่ติณห์จะสอนแค่2-3คน แต่พอเปิดประตูเข้ามาเจอเด็กประมาณ5-6คน กินพื้นที่2โต๊ะใหญ่ๆแล้วผมชะงักเลยแหะ

สวัสดีครับ/ค่ะผมยกมือรับไหว้พร้อมรอยยิ้ม ยังเหวอๆอยู่เลย

คุณสอนโต๊ะนี้นะ เดี๋ยวผมสอนโต๊ะนั้นเองพี่ติณห์บอกผมก่อนที่จะแยกไปสอนอีกโต๊ะหนึ่ง

นี้ผมจะได้สอนพิเศษจริงๆอย่างที่อยากทำแล้วใช่ไหม

 

เจอกันนะ อย่าลืมทำการบ้านนะรู้เปล่าน้องผู้ชายคนสุดท้ายพยักหน้ารับคำพี่ติณห์ก่อนที่จะแยกออกไป

สอนเด็กๆนี้สนุกดีนะ

ผมไม่ได้มีความรู้มากมายอะไรหรอกครับ แค่เอาสิ่งที่เคยเจอ สิ่งที่ได้เรียนมา หรือสิ่งที่คิดว่าสำคัญมาบอกเท่านั้น และน้องๆก็ตั้งใจฟังมากๆ ผมจึงสนุกที่ได้เล่า ได้ตอบคำถามต่างๆ ไม่รู้ว่าเด็กๆได้ความรู้ไปมากน้อยขนาดไหน แต่ก็หวังว่าจะมีประโยชน์บ้างนะ

เป็นไงพี่ติณห์หันมาถามตอนผมเดินมาช่วยลบกระดาน

สนุกดี

ผมเห็นคุยพูดจ้อผมก็รู้ล่ะผมบุ้ยปากทันที

ผมขอโทษที่พูดมากนะครับพี่ติณห์ขำ

คุณรีบกลับรึเปล่า

ไม่นะ ทำไมเหรอ

แวะไปกินข้าวที่บ้านผมก่อนก็ได้นะผมเลิกคิ้ว

ได้เหรอ?”

อือ แม่ผมก็มาสอนที่นี้เหมือนกัน คงรออยู่ข้างล่างล่ะมั้ง

ผมเจอตอนก่อนขึ้นมานะ

จริงดิ แล้วคุณรู้ได้ไงว่าแม่ผมพี่ติณห์เบิกตากว้าง

โอโห ยิ้มเหมือนกันเป๊ะขนาดนั้น

มีคนเคยบอกเหมือนกันนะพี่ติณห์ตอบ แต่ยิ้มเหมือนจริงๆนะ อาจจะคนล่ะสไตล์แต่ก็ดูรู้เลยล่ะว่าได้มาจากใคร

ผมแวะไปกินข้าวบ้านพี่ได้จริงดิผมถามต่อ ซึ่งพี่ติณห์ก็พยักหน้ารัวๆทันที

ได้ แม่ผมชอบเลี้ยงข้าวอยู่ล่ะ ให้ทายว่าลงไปแม่ก็ต้องชวนคุณไปกินข้าวอยู่ดีแหละพี่ติณห์กดปิดแอร์ก่อนที่จะเดินออกจากห้อง โดยให้ผมเป็นคนปิดไฟ

งั้นดีเลย ผมจะได้ไปกินฟรี

พี่ติณห์พูดถูก เพราะแม่พี่ติณห์ก็ชวนผมไปกินข้าวที่บ้านเหมือนกันครับ

เราสามคนเลยมุ่งหน้าไปบ้านพี่ติณห์ทันที

พีคกว่านั้นคือพี่ติณห์เป็นคนขับรถด้วยครับ ผมพึ่งเคยเห็นพี่ติณห์ขับรถเนี่ย

เป็นภาพที่น่ามองมากจะบอก

น้องวาปีอะไรแล้วเหรอ

“3ครับบบผมโผล่หัวออกไปคุยกับแม่พี่ติณห์

เด็กกว่าติณห์ปีหนึ่งสินะ

แม่เป็นคุณครูใช่ไหมครับ สอนวิชาอะไรเหรอด้วยความที่ผมเป็นสายชวนคุยอยู่ล่ะครับจึงอดที่จะถามไม่ได้

รู้ด้วยเหรอจ๊ะ แม่สอนประวัติศาสตร์นะจ๊ะแม่ตอบพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่ผมจะถามเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆโดยมีพี่ติณห์ทำหน้าที่ขับรถโดยแทบจะไม่ได้พูดอะไรเลยครับ ไปๆมาๆผมก็นั่งฟังแม่พี่ติณห์เล่าเรื่องพี่ติณห์ตอนเด็กๆซะงั้น

เลิกเผาติณห์ได้แล้วแม่พี่ติณห์โวยวายออกมาเมื่อแม่กำลังจะเล่าวีรกรรมสมัยม.ต้นของพี่ติณห์

เล่าเถอะครับแม่ ผมอยากฟังผมรีบโพล่งออกไปบ้าง

พอเลยวา ฟังไปตั้งเยอะแล้ววววพี่ติณห์บ่นผมบ้าง ก่อนที่จะเลี้ยวรถเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ผมถึงได้เงียบเสียงลง

แปบเดียวเราก็มาถึงบ้านพี่ติณห์แล้ว

บ้านของพี่ติณห์ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก แต่ก็ไม่ได้เล็ก ออกแนวกลางๆกำลังดี เป็นบ้าน2ชั้นที่มองๆดูคงจะถูกสร้างมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่สะดุดตาผมที่สุดคงหนีไม่พ้นต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ตรงหน้าที่กำลังแย่งกันออกดอกออกผลอย่างสวยงาม

ให้ทายคงเป็นสวนของแม่พี่ติณห์นั้นแหละ

เต็นท์กลับมาแล้วแหะเสียงพี่ติณห์ทำให้ผมหยุดสำรวจบ้านในที่สุด

แม่บอกให้เต็นท์รีบกลับเองแหละ บอกว่าถ้ากลับช้าแม่จะไม่เก็บข้าวไว้ให้กินแล้วคำตอบของแม่พี่ติณห์ทำให้พี่ติณห์ขำออกมา

เดี๋ยวแม่ไปทำกับข้าวก่อน ตามสบายนะจ๊ะน้องวา

คร้าบบบบบเมื่อผมขานรับแม่พี่ติณห์ก็ผละออกไป ส่วนผมก็มองบ้านหลังนี้ชัดๆ

คิดว่าจะรีโนเวทยังไงอยู่เหรอพี่ติณห์เดินเข้ามายืนข้างผมและพูดขึ้นมา

คิดว่าจะคิดตังเท่าไหร่มากกว่าครับพี่ติณห์โบกหัวผมไปหนึ่งที เข้ามาล็อคคอและลากผมเข้าไปในบ้าน

ผมพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ติณห์ถึงคิดเรื่องจะรีโนเวทบ้าน ฟังจากที่พี่ติณห์เล่ามา บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่สร้างตั้งแต่พี่เต็นท์เด็กๆ พี่ติณห์ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ ด้วยระยะเวลานานขนาดนั้นตัวบ้านก็ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา และลูก2คนในบ้านดันจบวิศวะกับสถาปัตย์มาเลยนะ จะไม่แก้บ้านใหม่ก็ยังไงอยู่ แต่ถึงแม้มันจะดูเก่าไปบ้างแต่ก็ไม่ได้ดูแย่นะครับ มันสวยในแบบของมัน ผมเองยังแปลกใจเลย ตอนที่ก้าวเข้ามาในบ้าน เพราะมันดูสวยกว่าที่ผมคิดเยอะเลย

ชั้นล่างเป็นชั้นของห้องครัว ห้องกินข้าว 1ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น และอีก1ห้องนอนที่พี่ติณห์บอกว่าเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในบ้านนี้ ตอนแรกห้องนี้เป็นห้องของพี่ติณห์กับพี่เต็นท์ตอนเด็กๆแต่พอโตขึ้นพี่ติณห์ไม่อยากให้พ่อกับแม่ขึ้นลงบันไดบ่อยๆจึงยกห้องนี้ให้พ่อกับแม่แทน

หมายความว่าห้องพี่ติณห์ย้ายไปอยู่ชั้นสอง

และการจะได้ขึ้นไปห้องพี่ติณห์มันทำให้ผมตื่นเต้นมาก

ชั้นสองไม่ได้ต่างจากชั้นแรกมากนัก มี2ห้องนอนและก็เป็นระเบียงออกไปสู่ด้านนอก ส่วนห้องของพี่ติณห์อยู่ในสุด

“นี้ห้องพี่เต็นท์เหรอครับ” ผมถามออกไป มันก็น่าจะใช่แหละ เหลืออยู่ห้องเดียว

“อืม ตอนแรกห้องเต็นท์เป็นห้องพ่อกับแม่อ่ะ ห้องผมพึ่งมาสร้างไม่นานเอง” พี่ติณห์ตอบ ระหว่างที่เรากำลังเดินผ่านประตูห้องพี่เต็นท์ พี่ติณห์ก็เคาะประตูห้องไป2ทีและก็เดินผ่านไป

“เคาะเพราะ?” ผมนึกว่าพี่ติณห์จะคุยอะไรกับพี่เต็นท์ซะอีก แต่พี่ติณห์ไม่ได้รอให้ฝ่ายนั้นเปิดประตูด้วยซ้ำ

“เคาะบอกมันว่ากลับบ้านแล้วอ่ะ” คำตอบของพี่ติณห์ทำให้ผมพยักหน้าช้าๆ มันดูน่ารักดีไม่ใช่เหรอ ผมที่ไม่เคยมีพี่มาก่อนในชีวิตรู้สึกซาบซึ้งกับการมีพี่ชายก็ตอนนี้แหละ

ห้องของพี่ติณห์ออกโทนสีเทา-ขาว ผนังสีขาว เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ก็สีขาว แต่ของเล็กๆน้อยๆในห้องกลับเป็นสีเทา รวมถึงผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หมอนข้าง และหมอนก็เป็นสีเทาด้วย

ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงและกวาดสายตามองรอบๆห้องอีกครั้ง

อยู่ๆผมก็ได้มานั่งอยู่ในห้องของพี่ติณห์จริงๆเฉยเลยอ่ะ ถ้าจับผมโยนเข้ามาในห้องนี้และให้ทายว่าห้องใครผมก็คงทายถูกอย่างแน่นอน เพราะแค่นั่งอยู่เฉยๆแบบนี้ ผมยังสัมผัสได้ถึงความเป็นพี่ติณห์อบอวลไปหมด

เป็นเรื่องแปลกที่หาเหตุผลไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง

แค่ความรู้สึกนะ

สายตาผมหยุดลงที่กรอบรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ ในรูปเป็นรูปพี่ติณห์กำลังดึงแก้มตัวเอง ข้างๆมีผู้ชายอีกคนหนึ่งยืนอยู่ หน้าตาคล้ายพี่ติณห์โครตๆ แต่ติดว่าคนข้างๆจะสีผิวคล้ำกว่านิดหน่อย กำลังทำท่าดึงแก้มเหมือนกัน

“พี่เต็นท์เหรอครับ” พี่ติณห์ทิ้งตัวลงนั่งข้างผม ผมถึงได้ถามออกไป

“ใช่ ตอน6ขวบมั้ง” พี่ติณห์ตอบกลับมาก่อนที่เขาจะทิ้งตัวลงนอนตักผม ผมเลื่อนสายตาไปยังรูปข้างๆที่วางอยู่ใกล้ๆกัน ในนั้นพี่ติณห์กำลังร้องไห้อยู่ แผลที่หัวเข่าทำให้ผมรู้ว่านี้แหละสาเหตุของการทำให้พี่ติณห์ร้องไห้ และพี่เต็นท์ที่ดูสูงขึ้นกว่ารูปแรกกำลังเป่าแผลให้พี่ติณห์อยู่

“หกล้มเหรอ”

“อืม สะดุดก้อนหินอ่ะ และคนที่ถ่ายคือพ่อผมเองแหละ ไมมีใครคิดจะเข้ามาช่วยผมเลย คิดแต่จะถ่ายรูป” ผมขำก่อนที่จะเลื่อนไปมองรูปสุดท้าย

รูปสุดท้ายอยู่ในกรอบรูปที่ใหญ่ที่สุด เป็นรูปพ่อ แม่ พี่เต็นท์และพี่ติณห์ยืนอยู่ข้างหน้า ใส่เสื้อสีเทาเหมือนกันทั้งบ้านและกำลังฉีกยิ้มให้กล้องอย่างตั้งใจ

มันอาจจะเป็นรอยยิ้มที่ตั้งใจยิ้มมากๆจนดูเกร็งไปหน่อย แต่ก็ดูน่ารักดี พี่ติณห์พึ่งตัวเท่าเอวแม่เอง ทั้งๆที่ตอนนี้สูงกว่าแล้ว

“ผมชอบสีเทาตั้งแต่นั้นมา” พี่ติณห์พูดขึ้นมา

“มันเป็นการใส่เสื้อครอบครัวครั้งแรกและครั้งเดียวของที่บ้านผมเลยอ่ะ” เขาอธิบายต่อส่งผลให้ผมระบายยิ้มออกมา

“น่ารักดีนะครับ” ผมพูดออกไปก่อนที่จะกวาดสายตามองหาอย่างอื่นแทน ที่บ้านผมก็เคยใส่เสื้อเหมือนกันและถ่ายรูป แต่ตอนนั้นวียังไม่เกิดเลย แม่ยังไม่เจอลุงดนัยด้วยซ้ำ พ่อก็ยังไม่พบรักใหม่อย่างตอนนี้ บางทีผมก็อยากให้เราทุกคนรวมตัวกันอีกครั้งและถ่ายรูปครอบครัวกัน เป็นวิวัฒนาการครอบครัวที่ใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัวของผม

ทุกอย่างในห้องดูเป็นพี่ติณห์ไปหมดเลย ทุกๆอย่างที่ผมโครตหลงใหล มันทำให้ผมหยุดมองนู้นมองนี้ไม่ได้สักที

“วา”

“ครับ” ผมขานตอบโดยที่ยังมองไปมาอยู่ พี่ติณห์ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา เขาลุกขึ้นนั่งและประคองหน้าผมไว้ให้ผมหันไปมองหน้าเขา

“สนใจผมหน่อยเหอะ” ผมขำทันที

“สนใจอยู่” พี่ติณห์บุ้ยปาก

“สนใจอะไรล่ะ ผมเห็นคุณมองไปมองมา ไม่เห็นจะมองหน้าผมบ้างเลย” ผมเอื้อมมือไปประคองหน้าพี่ติณห์ไว้บ้าง

“ผมมองอยู่นี้ไง” เราสบตากันอยู่สักพัก ก่อนที่แรงดึงดูดอ่อนๆจะขยับให้เราเข้าใกล้กันมากขึ้น จนสุดท้ายริมฝีปากเราก็ประกบเข้าหากัน

จูบของพี่ติณห์ยังคงเป็นจูบที่ผมโหยหาที่สุดอยู่ดี

เรามักจะใช้เวลาสิ้นเปลืองกับจูบเสมอ รวมถึงครั้งนี้ด้วย เพราะแค่ริมฝีปากสัมผัสกันไม่ว่าเวลามันจะผ่านไปกี่วินาทีหรือกี่นาที มันก็ไม่สำคัญแล้ว มันมีแค่ผมกับพี่ติณห์เท่านั้น

จูบของเราจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆแบบไม่มีรูปแบบสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะจูบปกติ จูบแบบอ่อนโยน จูบแบบดูดดื่ม หรือจูบแบบรุนแรง เราก็เคยจูบกันมาแล้วทั้งนั้น แต่บางครั้งมันก็มากมายด้วยความรู้สึกจนเกินกว่าจะบรรยายได้ว่าจูบครั้งนั้นมีลักษณะแบบไหน

แน่นอนว่าหมายถึงจูบครั้งนี้ด้วย

แต่จูบที่บรรยายไม่ได้

มักจะเป็นจูบที่โครตดี

เราสลับกันรุกสลับกันรับไปเรื่อยๆ ถอนจูบและกดจูบลงไปใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะว่าไปนอกจากครั้งนั้น ผมกับพี่ติณห์ก็ยังไม่เคยทำเรื่องอย่างว่ากันอีกเลยนะ เพราะเราต่างก็วุ่นกันมากๆ ถึงจะวุ่นขนาดไหน ผมก็ยังอยากทำอยู่ดี แต่พี่ติณห์ต้องฆ่าผมแน่

เอาเถอะ ผมเชื่อว่าครั้งต่อไปต้องเร็วๆนี้แหละ

ผมถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง มันจะรับรู้ได้เองเลยว่าควรหยุด

ก่อนที่จะไปไกลกว่านี้

เรายังคงผสานสายตาอยู่แบบนั้น ก่อนที่พี่ติณห์จะกดจูบที่ริมฝีปากผมเบาๆและผละออก ตามด้วยกดจูบที่จมูกผม แก้มทั้งสองข้าง เปลือกตาทั้งสองข้าง ขมับทั้งสองข้าง และจบท้ายด้วยการกดจูบเนิ่นนานที่หน้าผากผม

พี่ติณห์นี้กินได้ไหมมม

ผมคว้าเอวของฝ่ายนั้นมากอดไว้ก่อนที่จะงับปากเขาไปหนึ่งทีโทษฐานทำตัวน่ากิน พี่ติณห์ดิ้นขลุกขลักอยู่สักพักก่อนที่จะยอมให้ผมกอดแต่โดยดี บางทีเขาอาจจะนึกขึ้นมาได้ว่าดิ้นไปก็เท่านั้น คงเหนื่อยเปล่า หรือไม่ก็คงรู้สึกว่าผมเอาจริงขึ้นมานั้นแหละ

“ห้ามนะ” พี่ติณห์เลื่อนมือมาดันหน้าผากผมไว้ เฮ้ย! นี้ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ ทำไมดูออก

“นะนะ” แต่ไหนๆพี่ติณห์ก็ดูออกแล้วผมจึงหยิบลูกอ้อนมาใช้ทันที

“ไม่เอา ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่บ้านผม” พี่ติณห์ตอบด้วยเสียงหนักแน่น ส่งผลให้ผมบุ้ยปากเลย

“พี่ก็อย่าทำตัวน่ากินสิครับ” จบคำผมพี่ติณห์ก็ดีดเหม่งผมแรงๆทันที เจ็บจี๊ดเลยเหอะ ผมนี้ยกมือขึ้นไปลูบหัวปอยๆทันที แดงแน่ๆอ่ะไม่ต้องดูกระจกผมยังรู้เลย เมื่อไหร่พี่ติณห์จะรู้ตัวบ้างว่าพี่เป็นหนึ่งคนที่มือโครตตตตหนัก ดีดแต่ล่ะครั้ง ตีแต่ล่ะที ก็ทำแต่ตรงที่เปราะบางตลอด ผมเจ็บนี้เจ็บจริงนะไม่ได้แอคติ้ง

“คุณก็อย่าหิวตลอดเวลาดิว่ะ” นั้นนนนน ความผิดผมจนได้แหละ ผมบุ้ยปากยังคงลูบเหม่งอยู่แบบนั้น มันเจ็บจริงๆนะ

“เจ็บไหมอ่ะ มาผมเป่าให้” พี่ติณห์ขำก่อนที่จะคว้ามือผมที่ลูบเหม่งอยู่ออก

“เจ็บดิ พี่เล่นตีเต็มแรงเลยอ่ะ หัวผมจะบุบเข้าไปอยู่ล่ะนะ” พี่ติณห์ระเบิดเสียงขำทันที ก่อนที่จะเป่าให้จริงๆอย่างที่บอก

“มันบวมมากเลยวา” เห็นไหมมมม

“โหยยย พี่รับผิดชอบเลยนะ” ผมกระชับอ้อมกอดก่อนที่จะโวยวายออกมา

“ให้ดีดคืนๆ” พี่ติณห์ตอบและเปิดเหม่งให้ผมดีดง่ายๆด้วย แต่ผมเนี่ยนะจะไปดีดพี่ติณห์คืน ผมทำได้แค่จูบเหม่งมนๆนั้นไปแรงๆเท่านั้นแหละ

ก๊อกๆ

บทสนทนาจบลงเมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้น บางทีแม่อาจจะมาเรียกกินข้าวแล้วก็ได้ พี่ติณห์ผละออกจากอ้อมกอดผมเพื่อที่จะไปเปิดประตู ปล่อยให้ผมนั่งลูบหน้าผากงงๆอยู่ที่เดิม ความเจ็บนี้ยาวนานมากเลยแหะ

“ไอ้ติณห์ไดร์ฟกูอ่ะ” เสียงที่ไม่คุ้นหูทำให้ผมพยายามชะโงกหน้าออกไปดู

“แปบ” พี่ติณห์ตอบกลับด้วยคำสั้นๆก่อนที่จะหาอะไรสักอย่างบนโต๊ะ โดยที่ผมยังคงมองไปที่ประตูอยู่ แต่แล้วคนที่เคาะประตูก็ก้าวเข้ามาในห้อง

ผู้ชายหน้าตาหล่อแบบดุๆเดินเข้ามาและหยุดมองหน้าผม จากที่คาดคะเนเขาน่าจะสูงกว่าพี่ติณห์สัก3-4เซนติเมตร สีผิวที่เข้มกว่าพี่ติณห์เฉดหนึ่งทำให้ผมเห็นภาพคนๆหนึ่งขึ้นมาในหัว ผู้ชายคนนั้นใช้สายตาคมๆของเขากวาดสายตามองผม นี้เป็นสายตาที่แตกต่างจากพี่ติณห์มาก เขามองผมอยู่แบบนั้นสักพักก่อนที่จะเสยผมขึ้นไปลวกๆ

“ไอ้เปี๊ยกนี้ใคร” และหันไปถามพี่ติณห์แบบนั้น แต่เดี๋ยว... ผมเนี่ยนะเปี๊ยก

เออใช่อาจจะเตี้ยกว่าสัก7-8เซนติเมตร แต่ก็ไม่ได้เตี้ยขนาดนั้นป่ะวะ

ถ้าคนสูง178อย่างผมเปี๊ยก ไอ้คนสูง173อย่างไอ้แจนก็แคระเลยดิ

“น้องที่คณะกู ชื่อวา วา นี้เต็นท์นะ” พี่ติณห์แนะนำด้วยประโยคสั้นๆ แต่ถึงจะเคืองพี่เต็นท์อยู่ไม่น้อยที่เรียกผมเปี๊ยกแต่ผมก็ต้องยกมือไหว้เขาอยู่ดี

“ไหว้พระเถอะมึง” พี่เต็นท์ตอบ บางทีเขาอาจจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นมั้ง

อาจจะเป็นแค่คนปากไม่ค่อยดีคนหนึ่ง

“ไอ้เปี๊ยกนี้จะมากินข้าวด้วยใช่ป่ะ แม่โทรตามให้กูรีบกลับมาเพราะไอ้เปี๊ยกนี้อ่ะนะ” ถึงพี่เต็นท์จะคุยกับพี่ติณห์แต่ผมก็อดที่จะคิ้วกระตุกไม่ได้

“ผมก็ไม่ได้เตี้ยขนาดนั้น” สุดท้ายผมก็โพล่งออกไป แค่เตี้ยกว่าพี่ติณห์นี้ก็เป็นปมในใจผมมากแล้วนะ แต่โชคดีที่ผมมีคติประจำใจประโยคหนึ่งนั้นคือ

ส่วนสูงไม่มีผลในแนวราบ

“เตี้ยกว่ากู กูก็เรียกเปี๊ยกหมดแหละ มึงมีปัญหาป่ะ” งั้นคนบนโลกคงถูกเรียกว่าเปี๊ยกกว่า70%เลยมั้งในชีวิตพี่เขา ผมควรดีใจสินะที่มีเพื่อนเปี๊ยกเยอะแยะ

“นี้ไดร์ฟมึง ไปเลยไอ้เปรต” พี่ติณห์ส่งไดร์ฟให้พี่เต็นท์และดันหลังเขาออกไปด้วย

“มึงไล่กูเหรอตินติน เห็นว่าเป็นน้องกูเลยไม่เรียกมึงเปี๊ยกนะ” แต่พี่ติณห์ดูไม่สนใจฟังเพราะเขายังคงผลักพี่เต็นท์ออกไปอยู่ สุดท้ายพี่เต็นท์ก็ยอมปล่อยให้พี่ติณห์ผลักออกไป แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวออกจากห้องเขาก็หยุดเท้าลง สายตาจับจ้องมาที่ผม จนผมอดขนลุกขึ้นมาไม่ได้

สายตาไม่น่าไว้วางใจเลยแหะ

“เดี๋ยวนะ” พี่เต็นท์เดินเข้ามาหาผม มองอยู่สักพักก่อนที่จะหันกลับไปมองพี่ติณห์

“กูขอคำอธิบายไอ้นาฬิกาคู่นี้แบบละเอียดด้วยตินติน”







-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เห่นโล่ววว อัพช้าไปวันนึง เหตุผลเดิมเลยค่ะ แต่งไม่ทัน 555 แต่เราก็รับผิดชอบกับความล่าช้าของเราด้วยการให้บทนี้ยาวกว่าปกติเลยนะ ช่วงนี้เด็กๆคงจะเปิดเทอมกันแล้ว มันก็เลยเงียบๆไปหน่อย (เกี่ยวไหม) แต่คนที่ไม่ได้เปิดเทอมอย่างเราก็ยังรอคอมเม้นต์อยู่นะ สำหรับเราคนที่เป็นแฟนกันไม่ใช่คนที่จะต้องตัวติดกันตลอดเวลา แต่คือคนที่ไม่ว่าเราจะอยู่ห่างกันขนาดไหน มันก็ยังเหมือนเดิม และความรู้สึกตอนกลับมาเจอกันมันจะยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก เราได้เจอครอบครัววาไปแล้ว (อาจจะยังไม่ครบเซ็ต) เราก็ลองมาเจอครอบครัวพี่ติณห์กันบ้างดีกว่าเนอะ
เจอกันนะค่าาา 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

664 ความคิดเห็น

  1. #599 เจ้าชายสีเทา (@sopinpilast) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 22:07
    พี่เต็นท์จับได้เร็วมากค่ะ 555555
    #599
    0
  2. #580 •aommy• (@aommy-23) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 1 กันยายน 2560 / 05:48
    อือหืออออ ตาดีไปอีกค่า ทีมพี่เต็นท์ค่ะพูดเลย เกรี๊วกร๊าวใจ~
    #580
    0
  3. #574 หมูจีน้อย (@sopinpilast) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 11:13
    เห้ยยยยน รู้ได้ไงว่ะะะ
    #574
    0
  4. #280 B Specail YKR (@sweet-bb) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 20:45
    ว้ายยยย โดนจับได้ 55555
    #280
    0
  5. #279 subtle'z (@29556) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 11:30
    พี่เต็นท์เซนต์แรงงงงง~
    #279
    0
  6. #278 mangpor43 (@por2543) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 08:33
    อะไรจะตาดีขนาดนั้น 5555555
    #278
    0
  7. #277 loveคับlove (@1-love-1) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 07:30
    กรี๊ดดดด ตัลร๊ากกกกก
    #277
    0
  8. #276 time_alone (@time_alone) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 06:31
    ขุ่นพี่เต็นท์คะตาดีจริงๆเลยนะ555
    #276
    0
  9. #275 Eye1704 (@Eye1704) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 00:24
    ถึงจะไม่ได้อยู่ใกล้กัน แต่ออร่าความฟินก็แผ่ออกมาตลอดเวลา
    พี่เต็นท์นี่ก็ตาไวจริงๆ *_* แล้วคุณแม่จะเห็นเหมือนกันมั้ยเนี่ย หรือ อาจจะเห็นแต่ไม่พูด
    #275
    0
  10. #274 noonpanchanok (@noonpanchanok) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 23:48
    วาตินน่ารักมากเลย พี่ชายจับผิดน่าดู
    #274
    0
  11. #273 ,,STORM_SURGE ★ (@ThanKung) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 22:53
    พี่เต็นท์มันตาไวโคตรๆ โหหหหหห
    หรือบางทีแม่อาจจะเห็นแล้วเหมือนกันแต่ไม่ทัก
    เรารอมาอัพต่อนะคะ
    ชอบเรื่องนี้มาก
    มันคือนิยายที่ให้ฟีลกู้ด แบบกำลังดีเลยอะ
    อ่านแล้วยิ้มตลอดเลยยยยยยยยยยยยยยย
    #273
    0
  12. วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 22:20
    พี่เต็นท์เซนส์แรงมาก
    #272
    0
  13. #271 Helena Kadian (@mint-fah) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 22:14
    อูยยยยยยย
    บทคุณพี่ชายมาแล้วววว
    พี่วาสู้ๆ พี่เต็นไม่ควรเป็นวิศวะเลย
    ไปเป็นฝ่ายสืบสวนบ้านเมืองคงเจริญมากจริงๆ55555
    #271
    0
  14. #270 1 0 1 (@nutchachar) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 21:03
    โอ้โห... พี่เต็นท์นี้เซนส์แรงมาก ยอมใจ
    จะเป็นไงต่อละนั่น...
    ชอบตอนจูบมากๆเลยค่ะ.. ดูไม่หวือหวา ดูเรื่อยๆ
    แต่ก็ทำให้เขินได้ เหมือนการแสดงความรักที่แบบบอกไม่ถูก.. ไม่เคยอ่านฉากจูบแล้วเขินจริงจังอย่างงี้มาก่อน
    ตอนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนพี่ติณณ์อ้อนๆแฮะ...
    เข้าใจวาเลย55555 อยากจะพูดคำว่าน่ารักใส่หน้าพี่ติณณ์ทุกการกระทำ เห้อม
    #270
    0