OTHER WORLDS : ออเทอร์เวิร์ลส

ตอนที่ 7 : บทที่ 5 : ตระเวนลอนดอน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 303
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ม.ค. 57

บทที่ 5
ตระเวนลอนดอน




                 วันรุ่งขึ้นแมรี่มุดออกจากถุงนอนในห้องนั่งเล่น ข้างๆ เป็นแซมที่ยังหลับอยู่ เธอเห็นแมทตื่นแล้ว เขากำลังเก็บถุงนอนของตัวเองที่มุมห้อง

“อรุณสวัสดิ์" แมรี่เอ่ยขึ้น แมทเหลือบมองก่อนจะตอบรับเรียบๆ "อรุณสวัสดิ์" เขาเปิดตู้ใส่ถุงนอนของตัวเองที่พับไว้เรียบร้อยเข้าไป  “ฉันว่าเธอควรจะรีบใช้ห้องน้ำก่อนซาแมนธ่าจะตื่น แซมเข้าห้องน้ำนานจนหลายครั้งเรานึกว่าตายในนั้นไปแล้ว" เขาว่า แมรี่เข้าใจว่าเขาพูดติดตลกแม้จะดูโหดไปนิดแต่ก็แค่นหัวเราะไม่ให้เสียมารยาท "ผู้หญิงเข้าห้องน้ำนานทุกคนนั่นแหละ" แมรี่ยิ้ม

“โดยเฉพาะพวกผู้หญิงวัยรุ่นอายุสิบแปดเป็นต้นไป" เอธเดินลงบันไดมา เขาหวงห้องนอนตัวเองมากถึงขนาดให้เพื่อนสนิทสองคนกับเพื่อนใหม่อย่างเธอนอนกองรวมกันในห้องนั่งเล่นด้วยข้ออ้างว่าเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่นอนรวมกับพวกเด็กๆ ซึ่งจะพูดให้ถูกในโลกมนุษย์ อายุสิบแปดก็ไม่ใช่เด็กแล้ว แต่ในโลกนี้ทุกคนจะยังไม่เป็นผู้ใหญ่จนกว่าจะอายุยี่สิบ แน่นอนว่ายังทำงานไม่ได้ด้วย ดังนั้นแซมกับแมทที่ยังเรียนไม่จบและอยู่ในช่วงปิดเทอมก็ไม่ได้ทำงานพิเศษเหมือนเด็กวัยรุ่นในโลกมนุษย์เขาทำกัน

"อย่านินทาคนนอนหลับกันได้ไหมหนุ่มๆ" แซมงัวเงียลุกขึ้น เสยผมบลอนด์ยุ่งๆ ที่ลงมาปรกหน้าไปด้านหลัง นั่นยิ่งทำให้เธอดูเซอร์ๆ มีเสน่ห์แบบสาวกรันจ์ร็อก* แมรี่แทบไม่สนผมตัวเองตั้งแต่ตาย เธอมีผมหยักศกสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งออกจะกระเซิงไร้ทิศทางเสียมากกว่าเมื่อเทียบกับผมของแซม

“รีบตื่น วันนี้เราต้องไปโลกเบื้องหน้า ไม่แน่ว่าเราอาจต้องเสียเวลาทั้งวันเพื่อตามหาวิลเลียม สจ๊วต" เอธเดินมาฉุดแซมให้ลุกขึ้น แวบแรกแมรี่รู้สึกสองคนนี้ดูเหมาะสมกัน ชายหนุ่มหุ่นล่ำสุดเท่แบบกัปตันทีมรักบี้กับสาวผมบลอนด์หน้าตาสวยแบบเชียร์ลีดเดอร์ คิดได้แบบนั้นแมรี่ก็รู้สึกอิจฉาแซมนิดๆ เอธดีกับเธอมาก เขาดูจะเป็นผู้ชายในฝันของผู้หญิงส่วนใหญ่ ส่วนเธอเป็นแค่สาวเนิร์ดที่ไม่เคยเดทกับใครที่ไหนเลยในชีวิต นอกจากเดทในฝันกับไทเลอร์ มือกีต้าร์วงดาแรนซ์

เอธเสนอความคิดที่จะเปิดประตูพิภพด้วยกระจกในห้องของเขา มันจะได้พาไปยังห้องของแมรี่ที่มีกระจกตั้งไว้ในจุดเดียวกัน แมรี่อยากกลับไปเก็บของ อธิบายเรื่องที่เธอตายไปแล้วกับน้าเอเวอลีน ซึ่งไม่มั่นใจนักว่าเธอจะเชื่อ และที่สำคัญ ถามเรื่องคนที่ชื่อวิลเลียม สจ๊วต

เมื่อทุกคนพร้อม ทั้งหมดก็มายืนรวมกันในห้องนอนของเอธ เขาทาบข้อมือกับผิวกระจกแล้วท่องคาถาภาษาที่แมรี่ไม่เข้าใจ ชั่วอึดใจผิวกระจกก็กลายเป็นของเหลวสีเงิน แมรี่รู้สึกหวั่นใจนิดๆ ที่ต้องเดินทะลุกระจกบานยาวผ่านของเหลวคล้ายตะกั่วแบบนั้น

“เธอไปก่อนเลย" เอธหันมาทางแมรี่ เธอถลึงตาใส่เขา หันนิ้วชี้ตัวเองอย่างงงๆ “แหงสิ เธอเป็นเจ้าของห้อง อีกอย่างถ้าน้าเธอมาเห็นเข้า อย่างน้อยก็คงตกใจน้อยกว่าเห็นพวกเราแน่ๆ" เขาให้เหตุผล

“แค่เดินเข้าไปใช่ไหม" แมรี่ถามให้แน่ใจ เอธพยักหน้า

“ไม่ยากหรอกแมรี่ เข้าไปเลย" แซมเร่งเร้า ความจริงแซมอยากไปโลกเบื้องหน้า เธอชอบทุกอย่างเกี่ยวกับโลกมนุษย์

“โอเคๆ ความตายก็ผ่านมาแล้ว คงไม่มีอะไรแย่กว่านี้แล้ว" แมรี่พึมพำ เธอกลั้นใจเดินเข้าใส่ประตูพิภพ ความรู้สึกเหมือนตัวเองไร้น้ำหนัก ไม่ถึงสามวินาทีเธอก็ทะลุมาอยู่อีกฝั่ง เจอเข้ากับภาพที่คุ้นเคย ห้องของเธอเอง แมรี่มองไปรอบๆ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แซมกับแมทออกมาจากประตู ตามด้วยเอธเป็นคนสุดท้าย เขาหันไปพึมพำบางอย่างแล้วประตูก็หายไป กลายเป็นกระจกเหมือนเดิม

“ห้องเธอเจ๋งดี" แซมว่า "ฉันชอบวงดาแรนซ์ มือกีต้าร์เท่มาก" เธอชี้ไปที่หนึ่งในโปสเตอร์ที่แมรี่แปะผนังไว้

“ฉันเป็นแฟนวงร็อก" แมรี่ยิ้มให้ ดูเหมือนเธอและแซมมีรสนิยมใกล้เคียงกันมาก

“รีบเก็บของเถอะ" เอธเข้าประเด็น แมรี่นึกได้ว่าต้องเก็บของที่จำเป็นและเสื้อผ้า แล้วหาน้าเอเวอลีน เธอคว้าเป้ที่วางทิ้งไว้บนเตียง เดินไปที่ตู้เสื้อผ้า รู้สึกเขินที่ต้องยัดเสื้อกับชุดชั้นในใส่เป้โดยมีผู้ชายอยู่ในห้องถึงสองคน

“นี่ใช้ทำอะไร" แมทถามขึ้นจากอีกด้านหนึ่งของห้อง แมรี่เห็นเขาถือเครื่องคินเดิลที่น้าเอเวอลีนซื้อให้เธอ

“เครื่องอ่านหนังสือ โหลดไฟล์หนังสือมาไว้ในนั้น แล้วกดเลื่อนอ่านทีละหน้า เก็บหนังสือได้เป็นร้อยๆ" แมรี่พยายามอธิบายแบบรวบรัด

“หมายถึงมีหนังสือหลายเล่มอยู่ในนี้เหรอ" แมทดูสนอกสนใจเป็นพิเศษ

“ใช่ ถือไปเครื่องเดียวก็เหมือนเอาหนังสือทั้งห้องสมุดไปอ่าน" แมรี่พูดเลียนแบบสโลแกนผลิตภัณฑ์

“แมทชอบอ่านหนังสือน่ะ" แซมว่า "งานอดิเรกเดียวของเขาเลย"

แมรี่เดินมาหยิบเครื่องคินเดิลจากมือแมทแล้วกดเปิด เลือกหนังสือแล้วพลิกแต่ละหน้าให้เขาดู แมทดูทึ่งกับสิ่งของตรงหน้า

"ดีจัง" เขาพึมพำ

"นายจะยืมไปอ่านก็ได้นะ ฉันโหลดลอร์ดออฟเดอะริงส์กับแฮร์รี่ พอตเตอร์ไว้ครบทุกเล่ม ยังมีแวมไพร์ไดอารี่กับกอสซิบ เกิร์ลด้วย" แมรี่เสนอ

"ขอบใจ แต่ไม่ดีกว่า ฉันไม่ถนัดอ่านหนังสือของโลกเบื้องหน้า" แมทยิ้มแห้งๆ เวลาแมทยิ้มแล้วดูน่ารักเหมือนเด็กอายุสิบหก เขาดูอ่อนกว่าวัยและไร้เดียงสาผิดกับนิสัยจริงจังเกินเหตุเอามากๆ

"เขารู้ทุกเรื่องในโลกเบื้องหลังแต่ไม่ค่อยรู้ศัพท์สมัยใหม่ของโลกเบื้องหน้าน่ะ" เอธแทรกขึ้นมา

"แมรี่ นั่นหนูใช่ไหม!" เป็นเสียงของน้าเอเวอลีนดังขึ้นจากอีกฟากของประตู แมรี่หันขวับไปมอง เธอแปลกใจที่น้าอยู่บ้าน ไม่ได้ไปเข้าเวรที่โรงพยาบาล

"ใช่ค่ะ หนูเอง" เธอตอบก่อนจะเดินไปเปิดประตู เมื่อเห็นหน้าหลานสาว เอเวอลีนก็โผเข้ากอดแมรี่แน่น

"แมรี่ หนูหายไปไหนมา น้ากลัวมาก ไปแจ้งความแล้วด้วย น้าคิดว่าหนู..." เอเวอลีนหยุดพูดเมื่อสังเกตเห็นพวกเอธในห้องของหลานสาว "หนูมีเพื่อนใหม่หรือ น้าไม่เคยเห็นหน้า” เธอไล่มองตั้งแต่เอธ แซม แล้วก็แมท

"ไม่เชิงค่ะ คือน้าเอเวอลีนคะ หนูมีบางอย่างจะบอก คือหนูอยู่กับน้าต่อไปไม่ได้แล้ว" แมรี่เอ่ยอย่างยากลำบาก เอเวอลีนเลิกคิ้ว

"ไม่จ้ะ อายุสิบแปดไม่ได้หมายความว่าหลานจะย้ายออกไปตั้งวงดนตรีอยู่กับเพื่อนเจ๋งๆ แบบนี้ได้โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากผู้ปกครองนะจ๊ะ หนูยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายด้วยซ้ำ" แมรี่เห็นเอธหลุดขำแต่เขารีบตีสีหน้าเรียบแม้จะยังยิ้มอยู่ เธอกลอกตาให้

"หนูไม่ได้จะไปตั้งวงดนตรีค่ะน้า หนูแค่อยู่บนโลกนี้ไม่ได้แล้ว"

"หลานหมายความว่ายังไง หมายถึงหลานจะหนีไปฆ่าตัวตายหมู่กับเพื่อนที่เจอทางอินเทอร์เน็ตพวกนี้หรือ" เอเวอลีนเบิกตากว้าง ท่าทางตกอกตกใจ คราวนี้เป็นแซมที่หลุดขำ แมรี่กลอกตาอีกครั้ง หมดหนทางจะหาคำอธิบายให้น้าสาวเข้าใจ

"เกรงว่าเธอคงไม่ต้องทำแบบนั้นหรอกครับ" เอธตัดบท "ความจริงแมรี่ตายไปแล้วน่ะครับ" เอเวอลีนยิ่งดูตกใจเพิ่มขึ้นเท่าตัว

"นี่พวกเธอใช้ยาด้วยใช่ไหม ฉันรู้จักคนที่ศูนย์บำบัดที่จะช่วยพวกเธอได้นะ" เอเวอลีนว่า เอธดูอ้ำอึ้ง แมรี่กุมขมับ

"พวกเราไม่ได้ติดยาค่ะน้าเอเวอลีน แต่ความจริงคือหนูตายแล้ว หนูอยู่บนโลกนี้ไม่ได้แล้ว หนูต้องไปอยู่โลกเบื้องหลัง" แมรี่อธิบาย เอเวอลีนที่ดูไม่เข้าใจอะไรมาตั้งแต่แรกจู่ๆ ก็นิ่งเงียบ สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง

"โลกเบื้องหลังหรือ น้าเคยได้ยินดันแคนพ่อของหลานพูดถึงครั้งหนึ่ง" เอเวอลีนเม้มปาก "หลานตายได้ยังไง"

"หนูถูกบางอย่างฆ่าตายค่ะน้า บางอย่างที่ไม่ได้มาจากโลกของเรา" แมรี่ "น้าเชื่อหนูแล้วหรือคะ"

"ก่อนแมดดี้กับดันแคนจะตาย เขาเคยพูดว่าหลานจะต้องไปอยู่โลกเบื้องหลังในซักวัน พวกเขาเตรียมการนานมากก่อนจะเซ็นยินยอมยกหลานให้น้าแล้วไม่นานพวกเขาก็ตาย"

"น้ารู้เรื่องหรือคะ" แมรี่แทบไม่เชื่อหูที่น้าสาวที่ดูแลเธอมาตั้งแต่เด็กจะรับรู้มาก่อนแล้วว่าเธอต้องไปอยู่โลกอื่น เอเวอลีนคว้าแขนขวาของแมรี่ขึ้นมา เธอเม้มปากเป็นเส้นตรง

"ดันแคนก็มีสิ่งนี้ที่ข้อมือ น้าเห็นศพเขาหลังจากเขาตาย ลายแบบเดียวกันนี้ แต่อธิบายมาหน่อย ถ้าหลานตายแล้ว ทำไมน้ายังเห็นหนู กอดหนูได้ด้วย แล้วไหนศพ"

"เราจัดการพิธีศพของเธอที่โลกเบื้องหลังครับ แมรี่ตายที่นั่น" แมทอธิบาย เขาเรียกมาริน่าด้วยชื่อเล่นเป็นครั้งแรก

“ดันแคนก็กลับมาหาน้า บอกว่าแมดดี้มีคนรับตัวไปอยู่อีกโลกแล้ว ส่วนเขาอยู่โลกเบื้องหลัง เขาบอกน้าว่าเก็บสร้อยเส้นนั้นไว้ที่ไหน ให้น้าไปหาแล้วมอบให้หลานตอนอายุครบสิบแปด ตอนแรกน้านึกว่าเขาเป็นผี" เอเวอลีนชี้ที่สร้อยนาฬิกาพกของแมรี่

“หนูไม่ใช่ผีค่ะ หนูมีชีวิตใหม่ในโลกหน้า หนูแค่กลับบ้านมาเก็บของ หนูอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้"

“ทำไมกัน น้าอยากให้หนูอยู่นะแมรี่ ตอนนี้เพื่อนๆ ทุกคนที่โรงเรียนรู้ว่าหนูหายตัวไป แต่ไม่มีใครรู้ว่าหนูตายแล้ว"

“การอยู่ผิดภพจะทำให้วิญญาณสึกกร่อน อายุไขเธอจะสั้นลงเรื่อยๆ ครับ เธอแวะมาเป็นครั้งคราวได้ แต่อยู่กับคุณไปตลอดไม่ได้" เอธชี้แจง

"ความจริงหนูไม่ได้รับอนุญาตให้ข้ามภพมาเจอคนรู้จักในโลกนี้ด้วยซ้ำค่ะ แต่เอธเขาเปิดประตูพิภพได้" แมรี่ชี้ที่ชายหนุ่มร่างสูง น้าเอเวอลีนกัดริมฝีปาก "งั้นน้าจะช่วยอะไรหนูได้บ้าง" น้าสาวพูดเสียงอ่อน แววตาของเธอดูเศร้าโศก

“น้าช่วยหนูได้แน่ๆ ค่ะ หนูกำลังตามหาคนๆ หนึ่ง เขาอาจเป็นญาติห่างๆ หรือใครซักคนที่รู้จักกันของพ่อหรือปู่ค่ะ" แมรี่ว่า

“น้าแทบไม่รู้จักญาติๆ ข้างพ่อหนูเลยจ้ะ น้าอาจไม่รู้จักเขาก็ได้ เรื่องเกี่ยวกับพ่อของหนู น้าก็แทบไม่รู้อะไรเลย"

“เขาชื่อวิลเลียม สจ๊วตค่ะ น้ารู้จักไหมคะ" แมรี่ลองถาม เอเวอลีนส่ายหน้า แมรี่รู้สึกสิ้นหวัง “แล้วเราจะหาเขาเจอได้ยังไง" แมรี่หันไปหาเอธที่กำลังใจลอยขบคิดเรื่องบางเรื่องอยู่

“หือ แล้วเธอมาถามฉันเนี่ยนะ" เขาโพล่งขึ้น "ไม่มีใครน่าจะรู้จักเขาแล้วมีชีวิตอยู่บ้างเลยเหรอ" แมรี่ส่ายหน้า เธอหันมาหาเอเวอลีนที่อาจจะพอนึกอะไรออกบ้าง

“อ้อ!” จู่ๆ น้าสาวก็มีท่าทีเหมือนนึกอะไรออกเข้าจริงๆ เธอกวักมือเรียกทุกคนให้เดินตามไป เอเวอลีนพาพวกของแมรี่มาที่ห้องว่างที่ใช้เป็นที่เก็บพวกของเก่าๆ เธอเดินไปที่มุมห้อง ออกแรงลากหีบไม้หนักอึ้งออกมา ฝุ่นคลุ้งจนทุกคนต้องโบกมือปัด

“อะไรคะ" แมรี่ถามทั้งๆ ที่ยังเอามือปิดจมูก

“สมบัติเก่าจากบ้านพ่อแม่ของหลาน เป็นพวกสมุดบันทึก รูปถ่าย กับของใช้จุกจิกของปู่หลานไง" เธอว่าขณะปลดล็อกเปิดหีบออก ทั้งสี่คนชะโงกหัวดูของข้างใน เธอหยิบบางอย่างที่เหมือนอัลบั้มรูปออกมาแล้วยื่นให้แมรี่ "อาจมีคนที่หลานตามหาอยู่ในรูปพวกนี้" เธอว่า แมรี่รับมันมาพลิกดู เธอเห็นรูปขาวดำของคุณทวดอลิซาเบธตอนสาวๆ เธอเป็นผู้หญิงสวย และหน้าคล้ายแมรี่นิดหน่อยกำลังจูงเด็กชายสองคน แมรี่พินิจเด็กชายทั้งสองในภาพ

“ปู่มีพี่น้องอีกคนหนึ่ง" เธอพึมพำ เอธเดินเข้ามาดู

“เหมือนจะเป็นฝาแฝด" เขาออกความเห็น

“ท่านไม่เคยบอกเลย" แมรี่เงยหน้ามองเอเวอลีนที่ทำเพียงยักไหล่ เธอรีบพลิกไปหน้าหลังๆ เป็นภาพหนุ่มวัยรุ่นสองคนกำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ทั้งคู่คล้ายกันมากจนแมรี่รู้สึกเห็นด้วยว่าทั้งสองเป็นฝาแฝดแต่กลับพบว่าคิดผิดเพราะท้ายรูปมีลายมือหวัดๆ เขียนไว้ว่า

พีท(18) วิล(16)

“ใช่แน่ เด็กอีกคนคือวิลเลียมเป็นน้องชายของปู่ฉัน" แมรี่ชี้ที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เธอมั่นใจว่าเป็นวิล ทั้งสองหน้าคล้ายกันแต่บุคลิกต่างกัน ปู่ของเธอเป็นคนเจ้าระเบียบและมักตั้งกฎให้กับตัวเองในทุกเรื่อง เธอจึงมั่นใจว่าคนที่แต่งตัวเรียบร้อยและดูจริงจังกว่าคือปู่ ส่วนอีกคนแต่งตัวปอนๆยิ้มกว้างให้กล้อง เขาต้องเป็นวิลเลียมแน่ๆ อีกอย่าง เขาดูเด็กกว่าถ้าสังเกตดีๆ

“ว้าว ปู่เธอหล่อนะ" แซมพูดขึ้นมา "เขาคงตาสีฟ้าเหมือนเธอใช่ไหม" แมรี่พยักหน้า

“ฉันชอบคนที่ชื่อวิลนะ" จู่ๆ แมทก็พูดขึ้นมา "เขาดูเป็นคนเปิดเผย" เขาว่าพลางมองที่รูปถ่าย

“งั้นนายก็คงจะชอบทุกคนที่นิสัยตรงข้ามกับนายนั่นแหละแมท เริ่มจากชอบฉันก่อนก็จะดีมาก" เอธเหน็บเข้าให้ แมทไม่ได้ตอบอะไร ดูก็รู้ว่าเขาไม่ได้สนใจฟังเอธ เขายังมองรูปถ่ายนั้นอย่างใช้ความคิด

“แล้วเราจะพบเขาที่ไหนล่ะ" เป็นแซมที่พากลับเข้าประเด็น

“ไม่รู้สิ บ้านพักคนชรา หรืออะไรทำนองนั้นมั้ง" แมรี่ว่า "ปู่ไม่เคยเล่าให้ฟังว่ามีน้องชาย ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่เขาก็น่าจะแก่หง่อมอายุซักเจ็ดสิบห้า เราน่าจะลองติดต่อบ้านพักคนชราต่างๆ แล้วถามว่ามีคนชื่อวิลเลียม สจ๊วตไหม" แมรี่สรุป

“ฉันคิดว่าเขาน่าจะหาตัวยากกว่านั้นนะ" เอธแย้ง

“ทำไมล่ะ ทำไมถึงหาตัวยากด้วย" แซมถาม

“ก็ถ้าเขาเป็นน้องชายของปู่แมรี่ ลูกชายของทวดของเธอ นั่นหมายถึงเขามีสายเลือดซาเธลิส ถ้าปู่ พ่อ แล้วก็ตัวแมรี่ที่มีสายเลือดนี้ถูกตามล่า แล้วทำไมเขายังรอดปลอดภัยอยู่ในโลกเบื้องหน้าได้จนอายุปูนนี้" เอธให้เหตุผล ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยรวมทั้งแมรี่

“งั้นก็ริบหรี่ โอกาสเจอตัวเขาน้อยมาก" แมรี่สรุป

“ก็ยังไม่สิ้นหวังซะทีเดียว" เอธยิ้ม “ฉันพอรู้จักคนที่มีเครือข่ายกว้างขวางในลอนดอน บางทีเขาอาจจะรู้" เอธเสนอ "เขาอยู่แถวๆกรีนพาร์ค"

ทั้งหมดแนะนำตัวกับเอเวอลีนแล้วร่ำลา พวกเขาพากันเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินที่สถานีคาลีโดเนียนสตรีทแอนด์บาร์นสเบอรี แมทเป็นคนเดียวที่แทบจะไม่ย่างกรายผ่านประตูพิภพมาเที่ยวเล่นในโลกเบื้องหน้า เขาดูจะตื่นเต้นกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของโลกมนุษย์

“ฉันชอบรถไฟใต้ดิน ไปได้ไกลใช้เวลาไม่นาน" แมทพูดเรียบๆ แมรี่พยักหน้า

“น่าเสียดายที่ในโลกเบื้องหลังไม่มี แต่ก็โชคดีที่โลกของเราไม่มีเรื่องรีบเร่งเท่าไหร่" แซมว่า

“พวกมนุษย์ใช้ชีวิตรีบเร่งจนพลาดความสุนทรีย์ของชีวิต" เอธพูดลอยๆ

“ถ้านายไปไม่ทันเวลาเข้างานแล้วโดนเจ้านายตำหนิชีวิตนายก็จะไม่สุนทรีย์เหมือนกันนะ" แมรี่เถียง

“ช่วยไม่ได้ พวกเขาเลือกจะใช้ชีวิตที่โดนบีบบังคับแบบนั้นเอง"

“บางทีพวกเขาก็เลือกไม่ได้หรอกนะ" เป็นแมทที่พูดขึ้นมาบ้าง และเป็นครั้งแรกที่แมทเห็นด้วยกับแมรี่ "นายชอบพูดเหมือนทุกๆ อย่างมันง่ายไปหมด" เขาเสริม "ชีวิตนายไม่เคยถูกกดดันหรือบีบบังคับอะไรเลย นายไม่เข้าใจหรอก" แมรี่เห็นแววตาสีเทาของแมทมีความเจ็บปวดอยู่ลึกๆ เธอไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เขาดูไม่มีความสุข แม้แต่เอธก็ไม่ได้เถียง

“ฉันคิดว่าไม่ว่าภพไหนก็มีคนที่ต้องใช้ชีวิตในแบบที่ไม่มีทางเลือกด้วยกันทั้งนั้น" แมรี่พูดขึ้น "ฟังดูเศร้าแต่นี่แหละคือชีวิต" แซมพยักหน้ารับ เธอจับแขนเอธแล้วบีบเบาๆ "อย่างน้อยนายก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว นายมีสิทธิ์เลือกมากกว่าพวกเราเยอะ" เธอยิ้มให้ชายหนุ่ม เอธพยักหน้า

“ฉันถึงเลือกที่จะช่วยแมรี่" เขาว่า "แมรี่มีสิทธิ์เลือกว่าควรจะอยู่ต่อหรือว่าควรจะไปที่ไหน ไม่ใช่โดนเอาวิญญาณไปโดยไม่มีสาเหตุ"

“หวังว่ามันจะคุ้ม" แมทมองมาที่แมรี่ เธอยิ้มเจื่อนๆ ให้เขา

 

หลังจากลงรถไฟที่สถานีกรีนพาร์ค เอธนำทางไปยังย่านที่อยู่อาศัยแถวดาวน์สตรีท เขามาหยุดหน้าทาวน์เฮ้าส์หลังหนึ่ง กดกริ่งแล้วรอ

“เขาคือใครหรือ" แมรี่ถาม

“เป็นนักพยากรณ์ ภาษาของมนุษย์เรียกว่าอะไรนะ หมอดูใช่ไหม" แมรี่พยักหน้า “จะให้เขาทำนายว่าวิลเลียมพักอยู่ที่ไหนน่ะหรือ" เธอเลิกคิ้ว

“ไม่เชิง เธอเอารูปถ่ายใบนั้นมาด้วยไหม"

“เอามา เราจะใช้มันตามหาวิลเลียมหรือ" แมรี่รู้สึกว่าตัวเองถามมากเป็นพิเศษ เอธชี้นิ้วมาที่เธอแล้วแสร้งทำเป็นปรบมือให้เหมือนเพิ่งตอบคำถามเงินล้านถูก แต่แมรี่คิดไม่ออกว่าจะมีใครหาคนจากรูปถ่ายใบเดียวเจอได้ยังไง จู่ๆ ประตูก็เปิดออก ชายวัยกลางคนโผล่หน้ามามองผู้มาเยือน เขาสวมชุดที่ดูก็รู้ว่าตั้งใจจะไม่ออกไปไหนทั้งวัน เสื้อยืดแขนยาวกับกางเกงผ้าหลวมๆ แถมไว้ผมยาวและพันกันยุ่งเหมือนพวกยิปซี**

“อีธาน วอลเตอร์ ไม่ได้เจอกันนาน" เขาพูดขึ้นทันทีเมื่อเห็นเอธ

“อรุณสวัสดิ์โธมัส พอดีมีอะไรให้ช่วย"

“อย่าบอกว่าจะให้ฉันพาไปกินฟรีร้านเพรซโซ่อีก บอกตามตรงฉันโดนผู้จัดการร้านแบนไม่ให้เข้าร้านมาชาตินึงได้"

“ไม่เอาน่า วันนั้นฉันแค่ดื่มหนักไปหน่อย"

“นายเกือบพังร้านเขานะ"

“เราจะไม่พูดเรื่องอดีตกันทอม ฉันไม่ได้ให้นายพาไปเลี้ยง ฉันกำลังตามหาคน ต้องพึ่งนาย"

“นายพึ่งฉันตลอดเวลามีเรื่องในโลกมนุษย์" เขาบ่นอุบแต่ก็เปิดประตูให้ทุกคนเข้าไปในบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ของโธมัสค่อนข้างเล็กจนทั้งสี่คนแทบจะต้องเลี่ยงเครื่องเรือนต่างๆ มายืนรวมกันตรงกลางห้องนั่งเล่น บนโซฟามีแต่แมวที่ดูไม่เชื่องกับแขกแปลกหน้าเท่าไหร่นัก

“ไหนบอกเหตุผลดีๆ มาว่าทำไมถึงยกโขยงมาหาฉันแต่เช้า" เขาถามเอธพลางกวาดตามองคนอื่นๆ

“แมรี่ ขอรูปถ่าย" เขาหันมาแบมือให้ แมรี่ล้วงรูปถ่ายจากเป้ที่เธอสะพายมาจากบ้านน้าเอเวอลีนแล้วยื่นให้เอธ

“เรากำลังตามหาผู้ชายคนนี้ คนซ้าย" เขาส่งต่อให้โธมัสรับไปดู ชายวัยกลางคนพิจารณาภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้ม

“สัมผัสอะไรได้บ้างไหม" เอธถาม

“ได้สิ แต่ตอนนี้เขาแทบไม่เหลือพลังวิญญาณในแบบที่เขาเป็นอยู่ในภาพนี้เลย" โธมัสส่งรูปคืนให้เอธแล้วเดินไปหยิบเหยือกน้ำมาถือไว้

“นายรู้ว่าเขาอยู่ไหนเหรอ"

“เขาชื่ออะไร" เขาไม่ตอบคำถามเอธ แต่ถามกลับ

“วิลเลียม สจ๊วต"

โธมัสเดินไปกลางห้องที่มีอ่างใบเล็กวางอยู่บนโต๊ะทรงสูง รินน้ำในเหยือกลง ท่องคาถาบางอย่างแล้วเอ่ยชื่อวิลเลียม น้ำในอ่างนิ่ง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แมรี่มองอย่างตั้งใจ ถึงเธอจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้แต่เธอควรจะเริ่มเชื่อได้แล้ว

“พลังวิญญาณของเขาแทบไม่เหลือเค้าเดิมเลย" เขาเอ่ยเบาๆ เขามองน้ำค่อยๆ กระเพื่อมและเปลี่ยนสีเป็นสีคล้ำ โทมัสหยิบกระดาษใบเล็กๆ สีขาวจุ่มลงในน้ำ

“เหมือนเขาจะอยู่ในลอนดอนนี่แหละ" โทมัสว่า

“นายรู้ได้ยังไง น้ำไม่เห็นบอกอะไรเลย" เอธแย้ง โธมัสจึงเรียกเขาให้เข้าไปดูใกล้ๆ เขาหยิบกระดาษขึ้นมาจากน้ำ สิ่งที่ทำให้แมรี่ทึ่งก็คือกระดาษใบนั้นมีข้อความอยู่

อีรอส

“ใครคืออีรอส" แซมย่นคิ้ว

“อยู่ในเทพปกรณัมกรีก เป็นเทพแห่งความรักและความงดงาม มีชื่อในภาษาโรมันว่าคิวปิด" แมทอธิบาย

“แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร เราแค่อยากได้ที่อยู่ของคนชื่อวิลเลียม ไม่ได้อยากได้คำใบ้เป็นชื่อเทพเจ้ากรีกซะหน่อย" เอธโวย

“เดี๋ยวก่อน" แมรี่โพล่งขึ้นมา "นี่คือที่อยู่ของเขา"

“ยังไง ในลอนดอนมีถนนชื่อว่าอีรอสหรือเป็นชื่อแมนชั่นสักแห่งหรือ" เอธถาม

“อีรอสเป็นแลนด์มาร์คของจตุรัสพิคคาดิลลีเซอร์คัส และมีอพาร์ทเม้นท์ที่ชื่อพิคคาดิลลีเซอร์คัสอยู่แถวนั้น อยู่ถัดจากกรีนพาร์คไปสถานีรถไฟเดียว" แมรี่ว่า

“เจ๋งเป้ง!” แซมตบมือ "เหมือนกำลังอ่านรหัสลับดาวินซี***" สาวผมบลอนด์ตาเป็นประกาย

“เล่มนั้นฉันยังไม่ได้อ่าน" แมรี่ยิ้ม "แต่ดูหนังแล้ว"

“อะไรคือรหัสลับดาวินซี" แมทแทรกขึ้น

“นิยายแนวผจญภัยสืบสวนของโลกมนุษย์ สนุกนะ ลองอ่านดู” แซมเสนอ

“ไม่เอา” แมทมุ่ยหน้า "ฟังดูซับซ้อน" แซมส่ายหน้า

“ถ้านายรู้เรื่องเทพปกรณัมกรีก นายก็ควรอ่านหนังสือของแดนบราวน์หรือโทลเคียนซะบ้างนะแมท สาบานว่าไม่ได้ซับซ้อนมากกว่ากันเท่าไหร่เลย"

“เอาล่ะ เราควรจะเผ่นแล้วไปจตุรัสพิคคาดิลลีได้แล้ว เราต้องเจอวิลเลียมก่อนจะมืด พวกสัตว์นรกทนแสงอาทิตย์ไม่ได้เท่าไหร่ ถ้ามันยังล่าแมรี่อยู่ก็คงจะทำหลังอาทิตย์ตกดิน" เอธรีบพูด

“เพื่อนของนายคนนี้มีพลังบางอย่าง" จู่ๆ โธมัสก็ชี้มาที่แมรี่ "พลังวิญญาณของเธอแปลกและแตกต่างจากพวกวิญญาณสีเทาปกติ ฉันไม่เคยเจอมาก่อน"

“อาจเป็นสาเหตุให้ตาเธอไม่เปลี่ยนสี" แซมว่า "เธอเป็นวิญญาณสีเทาเหมือนพวกเราแต่ตาเธอยังเป็นสีฟ้าเหมือนตอนเป็นวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เลย"

“ระวังตัวด้วย พวกนายกำลังคุ้มครองพลังที่ไม่รู้จักอยู่" โธมัสเตือน "อย่าไว้ใจใครง่ายๆ นอกจากพวกนายแล้วเราไม่อาจรู้ได้ว่าใครต้องการอะไรจากเธอบ้าง รวมทั้งฉันเองด้วย"

หลังจากออกจากทาวน์เฮ้าส์ของโธมัส ทั้งสี่หิวโซเพราะตั้งแต่เช้ายังไม่ได้หาอะไรใส่ท้อง เอธกับแซมจึงอาสาไปซื้อแซนด์วิชจากรถขายแถวๆ สถานีรถไฟใต้ดิน แมรี่และแมทจึงนั่งรอกันอยู่ในสวนกรีนพาร์ค

“นายไม่ค่อยมาโลกนี้กับสองคนนั่นหรือ" แมรี่ถามทำลายความเงียบ หวังนิดๆ ว่าจะเป็นเพื่อนกับแมทธิวได้

“สองคนนั้นชอบโลกมนุษย์ แต่ฉันเฉยๆ เลยไม่ค่อยตามมาด้วย" แมทว่า "อีกอย่าง สองคนนั่นเป็นคู่หมั้นกัน ฉันไม่ควรมาด้วยจริงไหม" แมทยิ้มน้อยๆ รอยยิ้มบนใบหน้าทำให้เขาดูน่ารัก แต่แมรี่แทบไม่ได้ใส่ใจมอง เธอรู้สึกเหมือนสะพานลอนดอนบริดจ์ถล่มใส่ตอนกำลังนั่งเรือชมวิวผ่าน ตกใจที่ได้รู้ว่าเอธกับแซมเป็นคู่หมั้นกัน จริงอยู่ว่าแมรี่คิดว่าสองคนนี้เหมาะสมกัน แต่ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกชอบเอธ ซึ่งตอนนี้เธอแพ้หมดรูปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงสนามแข่ง

“ฉันเพิ่งรู้ว่าพวกเขาเป็นคู่หมั้นกัน พวกเขาไม่เคยบอก"

“ปกติสองคนนั้นก็ไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว เอธกับแซมโตมาด้วยกัน สนิทกันมาก จะเป็นคู่หมั้นหรือไม่ใช่ก็สนิทกันแบบนั้นมาแต่ไหนแต่ไร" แมทว่า

“แล้วนายก็สนิทกับพวกเขาด้วยใช่ไหม"

“ทำนองนั้น ฉันก็โตมาพร้อมๆ พวกเขา" แมทตอบ สายตาของเขาเหม่อมองออกไป เขาดูไม่ได้ตั้งใจมองอะไรเป็นพิเศษแม้สวนกรีนพาร์คจะน่ามองแค่ไหนก็ตาม

“สองคนนั้นนิสัยคล้ายกันนะ พวกเขาเหมาะสมกันดี"

“ใช่ ส่วนฉันเป็นพวกแปลกแยก ถึงยังไงพวกเขาก็ดีกับฉัน แต่รู้อะไรไหม บางทีก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกโดดเดี่ยว" เขาก้มลงมองปลายเท้าตัวเอง

“ทำไมถึงเป็นงั้นล่ะ นายมีอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจอยู่หรือ" แมรี่ถามเสียงอ่อน แมทยักไหล่

“เธอเคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวประหลาด มีปัญหาหรือบาดแผลที่เยียวยาไม่ได้และไม่มีใครช่วยแบ่งเบาได้บ้างไหมล่ะ" จู่ๆ เขาก็พูดด้วยคำพูดที่เข้าใจยาก แมรี่นิ่งคิดอยู่สักพัก เธอไม่รู้ว่าเธอเคยมีปัญหาอะไรทำนองนั้นไหมเพราะใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยมาตลอดสิบแปดปี

“ฉันไม่แน่ใจ" เธอตอบตามตรง แมทถกแขนเสื้อแล้วยื่นแขนให้เธอดู "แซมเคยบอกเธอแล้วว่าฉันมีสายเลือดเทวดาเหมือนเธอ" เขาว่า “กลีฟนี่คือเอวาเดรียม เทวดาแห่งการรักษา ครอบครัวฉันรักษาคนเจ็บมาทุกรุ่น"

“มันเป็นพลังที่งดงามนะ พลังของนายน่ะ" แมรี่ว่า "อย่างน้อยนายก็รู้คุณค่าของตัวเองมากกว่าฉัน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง แล้วพลังของฉันมันส่งผลดีหรือร้าย"

“ขอบคุณที่พูดให้ฉันรู้สึกดีขึ้น" แมทเงยหน้าขึ้น หันมามองแมรี่ "ฉันไม่ค่อยมีเพื่อนที่จะคุยเรื่องส่วนตัวเท่าไหร่ แม้แต่กับเอธและแซมฉันก็ยังลังเลในบางที"

“มีเรื่องที่นายเล่าให้ใครฟังไม่ได้อยู่หรือ"

“ประมาณนั้น"

“ถ้าเป็นเรื่องที่นายเล่าให้เพื่อนสนิทฟังไม่ได้ บางทีเล่าให้คนนอกที่ไม่ได้สนิทกันอย่างฉันฟังอาจจะทำให้นายสบายใจขึ้นนะ รู้ไหม บางทีฉันก็มีความลับกับเพื่อนสนิทตัวเองเหมือนกัน แต่กลับไปเล่าให้เพื่อนที่ไม่ได้สนิทอะไรกันฟังแทน ไม่ใช่ฉันไม่เชื่อใจเพื่อนสนิทนะ แค่ความสบายใจมันต่างกัน" แมรี่ยิ้มให้แมท เขาเองก็ยิ้ม

“ทำไมเธอถึงดีกับฉัน ฉันจำได้ว่าทำตัวแย่ๆ กับเธอไว้ตั้งเยอะ"

“พูดอะไรแบบนั้น นายกำลังช่วยฉันอยู่นะ ฉันควรจะขอบใจนายด้วยซ้ำ" แมรี่ยิ้ม

“งั้นฉันขอบอกบางอย่างกับเธอ สัญญาได้ไหมว่าจะไม่บอกใคร" แมทหรี่ตารอคำตอบ

“แม้แต่เพื่อนสนิทของนายหรือ"

“แม้แต่เอธกับแซม" เขาย้ำ

“ฉันสัญญา" แมรี่รับปาก แมทสูดหายใจเข้าลึกๆ

“ฉันคิดว่าฉันไม่ปกติ" เขาลดเสียงลง "ฉันไม่เคยมีแฟนเลยทั้งๆ ที่พ่อกับแม่พยายามแนะนำผู้หญิงให้ฉันเยอะแยะ"

“เรื่องแบบนี้ปกติออก ไม่มีใครชอบวิธีคลุมถุงชนหรอกนะ" แมรี่ออกความเห็น

“ไม่ใช่แบบนั้น ฉันหมายถึง ฉันคิดว่าตัวเองไม่ได้ชอบผู้หญิง ไม่รู้สิ ฉันอาจจะชอบผู้ชายก็ได้ แค่ยังไม่เคยคบกับผู้ชายเท่านั้น" แมทเอ่ยเสียงเรียบ ดูประหม่าพอสมควร แมรี่นิ่งไปครู่หนึ่ง

“แมท...”

“คิดว่าฉันประหลาดไหม พ่อแม่คงไล่ฉันออกจากบ้านถ้ารู้เรื่องนี้"

แมรี่เม้มปาก เธอคิดว่าแมทหล่อน่ารักเหมือนนายแบบวัยรุ่น มีหุ่นผอมเพรียวไม่ล่ำบึ้กเหมือนเอธ พอมาทบทวนดู ก็ไม่น่าแปลกนักถ้าเขาจะเป็นเกย์ เพียงแต่เธอไม่ทันสังเกต และนั่นหมายถึงเรื่องแบบนี้ในโลกเบื้องหลังคงจะเป็นเรื่องใหญ่พอดูแมทถึงเลือกจะบอกเธอที่มาจากโลกเบื้องหน้าทั้งๆ ที่เพิ่งรู้จักกัน

“ไม่เลย มันเป็นเรื่องปกติในโลกมนุษย์นะรู้ไหม ฉันมีเพื่อนที่เป็นเหมือนนายตั้งหลายคน ถ้านายเป็นจริงๆ ละก็นะ หมายถึงเป็นเกย์น่ะ พวกเขาเจ๋งมากด้วย" แมรี่ตอบตามจริง

“ปกติหรือ" แมทมีท่าทีแปลกใจ

“ใช่ ในอังกฤษนี่ก็ออกกฎหมายให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้แล้วด้วย มันเป็นเรื่องธรรมดาแมท มันไม่ผิดถ้านายจะชอบผู้ชายด้วยกัน"

“ในโลกเบื้องหลังผู้คนไม่คิดแบบนั้น" แมทว่า "เป็นเรื่องน่ารังเกียจ" เขากำมือแน่น แมรี่เอื้อมมือไปกุมมือเขา

“ฉันมั่นใจว่าเอธกับแซมก็จะไม่คิดแบบนั้น เป็นฉันฉันก็ไม่เลิกคบใครเพราะเขาเป็นเกย์หรอก อีกอย่างบางทีนายอาจต้องการเวลา นายอาจชอบผู้หญิงก็ได้นะ แค่ยังไม่เจอคนที่นายชอบเท่านั้น"

           “อย่างนั้นหรือ" แมทถาม แมรี่พยักหน้า "ขอบใจนะ สำหรับทุกอย่าง" แมทยิ้มให้ เป็นครั้งแรกที่แมรี่เห็นแมทยิ้มจากใจ เขาดูไม่ฝืนหรือพยายามอะไร และเช่นเคย เขาดูน่ารักมากจริงๆ 




โปรดติดตามตอนต่อไป
---------------------------------------------------------
หมายเหตุ :
*แนวดนตรีหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากแนวเฮฟวีเมทัลและฮาร์ดคอร์พังก์ มีอิทธิพลต่อแฟชั่นและการแต่งกายด้วย โดยจะเน้นไปที่ทรงผมยุ่งๆไม่เซ็ตหรือตกแต่งอะไรกับเสื้อผ้าลายหมากรุก
**วัฒนธรรมหนึ่งของชนเผ่าเร่ร่อนเชื้อสายคอเคซอยด์แต่มีผิวคล้ำ ดำรงชีพด้วยการเล่นดนตรี ค้าขายวัว ทำนายโชคชะตา เป็นต้น
***นิยายแนวผจญภัยสืบสวนของแดน บราวน์ โดยตัวเอกของเรื่องต้องไขปริศนาเพื่อใช้นำทางไปยังสถานที่ถัดไปเรื่อยๆ
----------------------------------------------------------

Reference images


ถนนดาวน์สตรีทและร้านเพรซโซ่ ซอยบ้านของโธมัส
------------------------------------------------------
TALK 
เอาบทที่ 5 มาลงแล้วจ้า ดีใจได้กลับมาลอนดอนแล้วอิอิ 
ตอนนี้ภารกิจตามหาวิลเลียมยังคงดำเนินต่อไป ใกล้ได้เจอปู่ของแมรี่แล้วค่ะ 
และตอนนี้อาจมีเรื่องที่ช็อกผู้อ่านไม่มากก็น้อย ยังไงก็ฝากติดตามต่อไปด้วยนะคะ
เรื่องราวจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆค่ะ :D 

Please die carefully and welcome to OTHER WORLDS
DAREN L.

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

229 ความคิดเห็น

  1. #67 - Thumbelina - (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 / 19:25
    กรี๊ดดดด!! ตอนนี้เจ๊ทำให้หนูตกหลุมรักแมทเข้าแล้ว (อ้าว อีบ้า -3-)
    ต่อไปแมทจะมีคู่หรือเปล่าน้าาาาา +o+ แล้วนังแมรี่ล่ะ :'(
    อ่านแล้วฟินเบย แมทน่ารักดี 5555 ไม่เกลียดนางแร่ะ 
    วิล...นางอยู่ไหนนะ ' ' 
    #67
    0
  2. #20 `คุณหมาป่า。 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 มกราคม 2557 / 22:43
    แอบช็อกเบาๆ โดยเฉพาะแมท
    ส่วนตัวแอบคิดว่า เพราะไม่เคยเจอผู้หญิงที่หลากหลายหรือคนที่ใช่จริงๆ มากกว่าหรือเปล่า เลยสับสนกับรสนิยม
    เพราะแมทไม่ได้บอกเลยว่ารู้สึกยังไงเวลาที่อยู่ใกล้ผู้ชาย TvT
    ฮรือออ เปลี่ยนแพริ่งละ เชียร์นางเอกกับนายแมทเนี่ยล่ะ เปลี่ยนใจเร็วเข้าาา
    #20
    0
  3. #18 wondermomo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 มกราคม 2557 / 16:05
    เจอคำผิดหนึ่งคำเท่านั้น ฮ่าๆ นิยายสาแทบไม่มีคำผิดเลยนะ
    คำว่าขวักมือเรียกอ่ะ มันต้องเป็นกวักมืออ่ะจ้า



    กรี๊ดดดดดดดดดดดด.....เซอร์ไพรส์ไรจริงค่ะ
    หนึ่งเลย ปู่กับวิลหน้าตาเหมือนกัน หยั่งกะแฝด แต่ถ้ายึดอิมเมจตามที่เห็น เฮียเอียนหล่อโฮกเลยนะ
    =..= เก๊าแอบคลั่งคนสูงอายุ
    สอง ก็แหม่งๆ อยู่แล้วว่าเอธกับแซมต้องซัมติงรองกัน กรี๊ดดดด หมั้นซะงั้น คู่จิ้นพังทลายไม่เป็นท่า
    สาม กรี๊ดดดดดดดดดดดด แมทตี้เป็นเกย์เรอะ????? นางกำลังสับสนทางเพศอยู่ชิมิ ตายๆๆๆ
    T^T ไม่เหลือใครให้จุ๊บจิ๊บกับแมรี่เลยหรือไงนะ

    แล้วทีนี้แมรี่จะอะไรยังไงกับใครล่ะค่า สาทำให้นิยายเริ่มคาดเดาอะไรไม่ได้ซะแล้วล่ะ ฮือออ
    แต่ชอบนะ ฮ่าๆๆ ตื่นเต้นดี  มาอัพต่อไวๆ จ้า

    ปล. ชีวิตจริงหวังว่าหนูนิคจะไม่เบี่ยงเบนนะ ฮรือออ T^T



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 3 มกราคม 2557 / 16:06
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 3 มกราคม 2557 / 16:24
    #18
    0