OTHER WORLDS : ออเทอร์เวิร์ลส

ตอนที่ 19 : บทที่ 17 : พบเจออีกครั้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 203
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    23 ก.ค. 57

บทที่ 17 พบเจออีกครั้ง

 
 

ณ ชั้นดาดฟ้าของหอพักนักล่า นครรัฐวาติกัน

ไทเลอร์กำลังตั้งสายกีต้าร์ของตัวเอง เขาอยากแต่งเพลงที่เขียนค้างไว้ให้เสร็จ บางทีเขาอาจบันทึกลงแผ่นเป็นเดโมให้แซมเอาไปฟังที่โลกเบื้องหลังได้ แต่เสียงฝีเท้าย่ำพื้นปูนของใครสักคนกลับทำให้เสียบรรยากาศ

“ให้ตายสิ นี่มันที่ส่วนบุคคล" ไทเลอร์เงยหน้าบอก เขาเห็นวิลยืนถือแก้วไวน์ในมือกำลังยิ้มอย่างสบายอารมณ์

“งั้นนายควรจะแปะป้ายไว้ หรือล็อกไว้นะนักล่า" เขาว่า "พอดีได้ไวน์หายากปีแปดศูนย์มา เลยอยากหาที่จิบดีๆ บนนี้วิวใช้ได้เลยนะ"

“ฉันนึกว่านายกลับไปแล้ว ส่งสองคนนั่นข้ามประตูพิภพไปแล้วไม่ใช่เหรอ" นักล่าหนุ่มถาม

“ฉันแค่อยากรอเจอหลานสาวน่ะ ถ้าสภายอมรับอำนาจของโป๊ปจริงก็น่าจะส่งตัวเธอมาที่นี่เร็วๆ นี้แหละ เธอต้องอยู่ในความดูแลของศาสนจักรไม่ใช่หรือ" วิลถามกลับ ไทเลอร์พยักหน้า

“นายว่าเพื่อนๆ ของเธอจะกลับมาด้วยไหม"

“หมายถึงใครล่ะ ซาแมนธ่าหรือ" วิลหรี่ตามองอย่างรู้ทัน ไทเลอร์รีบส่ายหน้าปฏิเสธ

“ฉันหมายถึงทุกคน แมทธิวกับเอธด้วย"

“ฉันคิดว่าเจ้าทวารบาลหุ่นล่ำนั่นต้องมากับแมรี่แน่ๆ แต่ฉันไม่รู้ว่าอีกสองคนจะกลับมาด้วยไหม" วิลตอบตามตรง ไทเลอร์ยักไหล่แล้วกลับไปเกากีต้าร์เล่น

“หากเรื่องทุกอย่างจบแล้วฉันคงใจหายน่าดู เพราะจะไม่มีแก๊งวัยรุ่นพวกนี้ไปรบกวนฉันที่อพาร์ทเม้นท์อีกแล้ว" วิลเอ่ยขึ้นลอยๆ "ดื่มให้ความสงบสุขของตัวเองหน่อยแล้วกัน" เขายกแก้วไวน์ขึ้นดื่ม

“แล้วนายจะไม่มาเยี่ยมหลานสาวนายเหรอ เธอต้องอยู่ที่นี่นะ" ไทเลอร์ถาม วิลรีบส่ายหน้า

“ฉันมาเยี่ยมหลานได้ทุกวันหากเธอไม่ได้อยู่ในวาติกัน เชื่อเถอะว่าฉันคงไม่มาที่นี่อีกนาน" วิลว่าพลางใช้นิ้วสางผมที่ยุ่งเป็นปกติของเขาเล่นก่อนจะหันหลังเดินกลับลงไปข้างล่าง ไทเลอร์ถอนหายใจ เขาก้มลงมองกระดาษจดเนื้อเพลงของตัวเอง

 

กลับมาหาฉัน

โดย เอ็ดเวิร์ด (ไทเลอร์ เอ็ม อดัม)

 

***

 

ณ ห้องพิจารณาคดีใหญ่ในตึกทำการของสภาสูงแห่งโลกเบื้องหลัง การพิจารณาคดีถูกขัดจังหวะกลางคันโดยแมทและแซมที่เพิ่งผ่านประตูพิภพมาจากโลกเบื้องหน้า

“นั่นคุณมิลเลอร์กับคุณมอสส์ไม่ใช่หรือ" ผู้พิพากษาถามอย่างไม่พอใจ "พวกคุณกำลังรบกวนการพิจารณาคดี"

“พวกคุณตัดสินมาริน่าไม่ได้ ตอนนี้เธออยู่ในความคุ้มครองของศาสนจักร โลกเบื้องหน้าอ้างสิทธิ์ในตัวเธอ!” แมทธิวโบกซองกระดาษในมือไปมาแล้วเดินผ่านแมรี่ ทั้งคู่สบตากันแวบหนึ่ง เขาเอาซองนั้นไปยื่นให้ผู้พิพากษา คณะลูกขุนต่างชะเง้อมองอย่างใคร่รู้ยกเว้นพ่อของแซม เขาจับจ้องมาที่ลูกสาว

“ซาแมนธ่า ลูกหนีออกมางั้นหรือ!” เขาถาม

“พ่อคะ หนูอธิบายได้ แต่พ่อต้องปล่อยแมรี่ก่อนค่ะ" เธอว่า

“ทุกท่าน...” ผู้พิพากษาเอ่ยหลังจากแกะซองดึงเอกสารข้างในออกมาตรวจสอบดู "คุณมิลเลอร์พูดถูก มาริน่า สจ๊วตได้รับการคุ้มครองจากศาสนจักร พวกมนุษย์อ้างสิทธิ์ในตัวของเธอ และขอให้ละโทษสังหารกริมม์ของคุณวอลเตอร์เนื่องจากกริมม์สร้างความเสียหายแก่สิ่งก่อสร้างของมนุษย์ ที่โบถส์เซนต์เจมส์ในลอนดอน ลงนามโดยพระสันตะปาปาเรียบร้อย" เกิดเสียงฮือฮาขึ้นภายใน เอธยิ้มกว้าง เขารีบดึงแมรี่ให้ลุกขึ้นยืน กอดเธอแน่นๆ

“ให้ตายเถอะแมรี่ เธอไม่ต้องแตกดับแล้ว" เขาว่าพลางหันไปมองแซม ชายหนุ่มผละจากแมรี่แล้วเดินไปกอดแซมเช่นกัน "ขอบคุณมาก ฉันเชื่อว่าเธอต้องทำได้" เขากระซิบ แซมส่ายหน้า "ฉันทำหมดนี่ไม่ได้ถ้าไม่มีแมท เอธนายต้องขอบคุณเขา" แซมยิ้ม เอธขยี้ผมเธอแรงๆ แล้วหันไปหาแมทและกอดเขา แมทดูทำตัวไม่ถูกที่ถูกลูกพี่ลูกน้องตัวสูงใหญ่กว่ากอดเข้าเต็มแรง

“ฉันยอมแพ้นายแล้วแมทธิว นายรู้ได้ยังไงว่าต้องติดต่อใคร แล้วนายทำทั้งหมดนี่เองเลยเหรอ" เขาถามเป็นชุด แมทดูอ้ำอึ้ง ไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อน "ฉันแค่เจอนามบัตรของไอโวรี่บาร์ที่นายเขียนชื่อของนักล่าไว้" เขาพูดเสียงเรียบ เอธหรี่ตา "เขาคงไม่ทวงค่าเหล้าฉันใช่ไหม" ทวารบาลหนุ่มยิ้ม "เขาถามถึงเป็นอย่างแรกเมื่อเราพูดถึงนาย" แมทยิ้มตอบ แมรี่มองทั้งสองคนหัวเราะให้กัน ทั้งคู่เริ่มทำตัวสมเป็นพี่น้องและเพื่อนสนิทมากที่สุดแล้วตอนนี้

“ทุกท่านกรุณาเงียบด้วย" ผู้พิพากษาเอ่ยเสียงดังฟังชัด "วันนี้เราต้องยุติการพิจารณาคดีไว้ก่อน สภาต้องการเวลาในการปรึกษาหารือ เราจะให้คุณสจ๊วตกลับไปที่พัก และจะมีทวารบาลควบคุมคุณตลอดเวลาจนกว่าสภาจะตัดสิน ขอให้เป็นที่รับทราบโดยทั่วกัน" สิ้นคำประกาศ ทุกคนในห้องพิจารณาคดีต่างลุกขึ้นทำความเคารพและทยอยออกจากห้อง แมรี่เดินไปหาแมทที่เพิ่งแยกจากเอธ เขามองมาทางเธอพอดี เธอจึงโผเข้ากอดเขาเต็มแรงโดยที่ชายหนุ่มไม่ทันตั้งตัว

“แมท ขอบคุณนายมากจริงๆ ฉันคิดว่า...”

“คิดว่าฉันจะไม่ช่วย?” แมทถามอย่างรู้ทัน แมรี่คลายอ้อมกอด พยักหน้าหงึกๆ

“คิดว่าต้องตายอีกรอบแล้วด้วย"

“ถึงถูกประหารเธอก็ไม่ตายหรอกแมรี่ เธอตายไปแล้วอย่าลืมสิ" แมทว่า "อีกอย่างการทำให้แตกดับไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่หรอก"

“การแตกดับก็คือตายนั่นแหละ หมายถึงฉันจะไม่ได้เจอพวกนายอีก ถ้าเป็นแบบนี้ขอตายสยองๆ แบบครั้งแรกดีกว่า"

“ให้ตาย เธอไม่รู้ตัวว่ากำลังพูดอะไร ช่างเถอะ ตอนนี้สภาทำอะไรเธอไม่ได้ เขาทำได้แค่ถ่วงเวลา พรุ่งนี้เธอต้องไปอยู่ในวาติกัน" แมทอธิบาย แมรี่ยิ้มให้เขา ไม่รู้ว่าแมทเปลี่ยนไปหรือสถานการณ์ทำให้เขาดูแปลกไป แมทดูมีชีวิตชีวาและพูดเยอะขึ้นผิดจากครั้งแรกที่เธอเจอเขา พอรู้ว่าถูกจ้องอยู่เขาก็เกาท้ายทอยแก้เขิน แมรี่จึงสังเกตเห็นสร้อยข้อมือสีเงินแวววาวเส้นเล็กๆ ของแมท

“นายไปได้มาจากไหนน่ะ สวยจัง จากวาติกันเหรอ" แมรี่ถาม "ถึงนายจะเป็นคนอังกฤษแต่มันก็เข้ากับนายนะ"

“ขอบใจ" แมทยิ้ม "วิลเลียมได้มาจากคนขายของเร่ในวาติกัน เขาใส่ไม่ได้เพราะมีสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์เลยยกให้ฉัน" แมทพลิกข้อมือให้แมรี่เห็นไม้กางเขนเงินชัดๆ

“วิลเลียม?” แมรี่ย่นคิ้ว "น้องชายปู่ฉันก็มาวาติกันกับนายด้วยหรือ!”

“นั่นเป็นอีกสาเหตุที่เธอควรจะรีบไปวาติกัน ไปเจอเขา แมรี่ เขาปกปิดเรา ความจริงเขายังมีพลังของซาเธลิสอยู่ และฉันคิดว่าเขาสอนเธอได้" แมทกลับมาจริงจังอีกครั้ง

“แต่เขาไม่มีกลีฟไม่ใช่เหรอ"

“มีแต่จางมาก พลังซาเธลิสของเขากำลังจะหายไป เขาต้องใช้มันบ่อยๆ มันถึงจะยังใช้งานได้ ซึ่งเขาพยายามไม่ทำ ตอนนี้เขาเป็นแวมไพร์ มีสายเลือดปีศาจ พลังของซาเธลิสเป็นพลังจากโลกเบื้องบน มันทำร้ายเขาทุกครั้งที่ใช้ แต่คิดว่าเขาสอนเธอได้จริงๆ"

“แมท ฉันขอบคุณนายจริงๆ ขอบคุณจริงๆ" แมรี่ดึงแมทมากอดอีกครั้ง เขาหัวเราะเสียงค่อยแล้วกอดตอบเธอ "ได้เสมอ" แมทตอบรับสั้นๆ เอธที่เพิ่งคุยกับพ่อแม่ของเขาเสร็จมองมาเห็นพอดี เขาทำเพียงยิ้มแห้งๆ แล้วเดินออกจากห้องพิจารณาคดีไป

***

หลังออกจากห้องพิจารณาคดี แซมขอร้องให้พ่อของเธอช่วยพูดกับทวารบาลที่คุมตัวเอธและแมรี่ไว้ให้ยอมปล่อยพวกเขาออกไปเดินเล่นในเมืองบ้าง ทั้งสองสัญญาว่าจะกลับห้องพักตรงตามเวลาที่สภากำหนด คุณมอสส์ยอมช่วยแต่ยังโกรธแซมอยู่จึงพาตัวเธอกลับไปคุยที่บ้านพัก แมรี่ยังไม่ได้ทักทายหรือคุยกับแซม ตั้งแต่วันที่ทวารบาลพาเธอกับเอธออกมาจากอพาร์ทเม้นท์ของวิล เธอไม่รู้ว่าแซมคิดอย่างไรกับเธอ และขุ่นเคืองใจไหมที่เอธซึ่งเป็นคู่หมั้นขอร้องให้ช่วยผู้หญิงอีกคน เมื่อเอธบอกลาแซม สุดท้ายจึงเหลือแค่เขา นายและนางวอลเตอร์ แมท แล้วก็เธอที่พากันเดินออกจากสภาเพื่อไปหาร้านอาหารฝากท้องกัน ซึ่งเอธเเป็นคนเลือกร้านประจำที่ต้องกินทุกครั้งที่มาเขตวาติกาโน่ ทั้งหมดเจอโต๊ะใหญ่ๆ สำหรับห้าคนที่มุมร้านพอดี

“พ่อกับแม่เธอสบายดีไหมจ๊ะแมทธิว" แคทเธอรีน แม่ของเอธถาม เธอจับแมทหมุนตัวหลายรอบเพื่อตรวจสอบว่าเขาไม่ได้บาดเจ็บอะไร "พวกมนุษย์คงไม่ได้แกล้งอะไรเธอใช่ไหม" แมทอ้ำอึ้ง เขายิ้มแห้งๆ ขณะลากเก้าอี้แล้วนั่งลงก่อนจะตอบสั้นๆ "พวกท่านสบายดีครับ"

“แมทอายุสิบเก้าแล้วครับแม่ จะมีใครแกล้งเขาได้" เอธพูดอย่างเบื่อหน่ายกับอาการเป็นห่วงเป็นใยเกินกว่าเหตุของแม่ตัวเอง

“ว่าได้หรืออีธาน ลูกนั่นแหละที่ชอบแกล้งแมทมาตั้งแต่เด็กๆ แมรี่จ๊ะ หนูรู้ไหมว่าเขาเป็นอันธพาลมากเลยเมื่อก่อนน่ะ" นางวอลเตอร์หันมาเล่าให้แมรี่ฟัง เธอหัวเราะหึ "หนูไม่แปลกใจค่ะ เขาดูเป็นแบบนั้นจริงๆ" เธอว่า

“แม่เอาที่ไหนมาพูด ผมไม่ได้แกล้งแมท ผมเป็นคนเดียวที่ปกป้องเขา แถมมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนที่โรงเรียนเกือบทุกวันเพราะช่วยเขานะครับ แมทนายพูดอะไรบ้างสิ บอกสิว่าไม่จริง" เอธหันมาหาแมท อีกคนดูลังเล

“บางครั้งนายก็ชอบแกล้งฉันจริงๆ นี่" แมทว่า

“ให้ตายสิ มีใครเข้าข้างฉันบ้าง" เอธบ่น

“ถ้าซาแมนธ่ามาด้วยเธอจะเข้าข้างนาย พนันได้เลย" แมทสวนกลับทันที

“เอาล่ะหนุ่มสาว มื้อนี้ฉันขอเลี้ยงพวกเธอแล้วกัน เพื่อสรรเสริญความกล้าหาญที่พยายามช่วยเพื่อนทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะพากันหลบหนีกริมม์และติดต่อศาสนจักรในโลกเบื้องหน้า มันทำให้ฉันรู้ว่าพวกเธอโตขึ้นมากแล้วจริงๆ" นิโคลัสเอ่ยขึ้น

“พ่อครับ อย่าพูดแบบทางการสิ นอกเสียจากพ่อจะให้เหรียญกล้าหาญผม" เอธเหน็บ

“เหรียญกล้าหาญไม่ได้มีไว้ให้ทวารบาลมือใหม่อย่างแกหรอกอีธาน แล้วพ่อก็ยังไม่ได้ลงโทษแกที่ทำอะไรโดยไม่แจ้งกองทัพก่อน ลูกไม่ใช่คนเก่งกล้าขนาดจะรับมือกริมม์จำนวนมากได้" นิโคลัสพูดเสียงแข็ง เอธทำหน้าเซ็งเสียเต็มประดาจนผู้พ่อถึงกับส่ายศีรษะแล้วเปลี่ยนเรื่อง "สั่งอาหารเถอะ พวกเธอคงหิวกันแล้ว"

นี่เป็นครั้งแรกที่แมรี่รู้สึกถึงความเป็นครอบครัวอีกครั้งตั้งแต่พ่อกับแม่เสีย เอธมีพ่อที่สุขุมน่าเกรงขามและมีแม่ที่อ่อนโยน น่ารัก ทั้งคู่ใจดีกับเธอมาก เธอเพิ่งรู้ว่าแคทเธอรีนเคยเลี้ยงแมทอยู่ช่วงหนึ่งตอนเขายังเด็กเพราะพ่อกับแม่ของเขาต้องไปประจำที่โรงพยาบาลต่างเขต ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาเหมือนเป็นพี่น้องกันมากกว่าเพื่อนสนิท ตลอดมื้อเที่ยงพวกเขาเล่าเรื่องราวเก่าๆ ในวัยเด็กของเอธ แมท แล้วก็แซม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแคทเธอรีนที่เล่าให้ฟัง ส่วนเอธกับแมทพยายามอย่างมากที่จะหยุดเธอไว้แต่ไม่ได้ผล ทั้งบ่ายจึงเป็นช่วงระลึกความหลังกับคุณนายวอลเตอร์ไปโดยปริยาย

***

ในห้องพักหรูหราใจกลางเขตวาติกาโน่ แซมเดินวนไปวนมาในห้องนอนอย่างเบื่อหน่าย เธอถูกพ่อกับแม่กักตัวไว้ตลอดบ่าย ไปหาเพื่อนๆ ไม่ได้ หญิงสาวไม่เข้าใจว่าการใช้พลังบาลักช่วยหนีออกจากคฤหาสน์ตระกูลมอสส์จะเป็นเรื่องเสียหาย จู่ๆ เสียงกลอนประตูก็ดังกริ๊ก มีคนไขกุญแจเข้าห้องมา หญิงวัยกลางคนรูปร่างคุ้นตาหยุดยืน กอดอกมองซาแมนธ่าด้วยสายตาตำหนิ

“แม่เคาะประตูก็ได้นี่คะ" แซมกลอกตา เธอไม่ชอบให้พ่อหรือแม่ไขกุญแจเข้าห้องเธอโดยไม่ถามก่อน

“ลูกจะไม่เปิดแม่รู้ พ่อบอกแม่หมดแล้วเรื่องลูกหนีไปโลกเบื้องหน้ากับแมทธิว ไปเจอพวกนักล่ากับพระสันตะปาปา ซาแมนธ่านี่ลูกเสียสติไปแล้วหรือ แค่ลูกถูกกริมม์ทำร้ายเกือบเอาชีวิตไม่รอดยังกวนใจพ่อกับแม่ไม่พอหรือยังไง" เพเนโลพี มอสส์ หนึ่งในสตรีผู้ทรงอิทธิพลอันดับต้นๆ ในโลกเบื้องหลังเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย

“ถ้าหนูไม่ทำแบบนั้นพ่อกับแม่ก็ไม่ยอมช่วยแมรี่ เธอไม่ได้มีความหมายอะไรกับแม่เลย" แซมเถียง

“และเธอก็ไม่ได้มีความหมายอะไรต่อลูกด้วย ลูกไม่ควรเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือเธอ แค่แม่รู้ว่าอีธานยอมละเมิดกฎสภาเพื่อช่วยเธอมันก็มากพอแล้ว"

“หนูขอเป็นคนตัดสินเองว่าใครมีความหมายต่อหนูค่ะแม่ พ่อกับแม่ไม่เคยให้หนูตัดสินใจอะไรเองเลย ทั้งเพื่อน ทั้งคนที่จะแต่งงานด้วย หนูไม่มีอิสระแบบคนอื่นเขาเพราะหนูคือมอสส์งั้นหรือคะ" แซมชี้ที่ตัวเอง รู้สึกขมขื่นนิดๆ เธอไม่ใช่คนแปลกแยก ตรงกันข้ามเธอชอบเข้าสังคม คบกับคนง่าย แต่พ่อแม่ของเธอกำลังทำให้เธอแปลกแยกโดยไม่เคยถามความเห็นใดๆ

“ใช่จ้ะ เพราะลูกคือมอสส์ คือคนที่จะมีอำนาจในสภาในอนาคต แม่ปล่อยให้ลูกเป็นคนเหลาะแหละไร้ความสามารถอย่างคนทั่วไปไม่ได้ และเพื่อนทุกคนที่พ่อกับแม่เลือกให้ พวกเขาจะมีประโยชน์กับลูกในตอนที่ลูกมีอำนาจในมือ"

“แม่เอาแต่พูดเรื่องทำนองนี้ตั้งแต่หนูสิบขวบ ถ้าพวกเขามีประโยชน์กับหนูแม่ก็ควรปล่อยให้หนูไปพบพวกเขานะคะ หนูอยากคุยกับเอธ"

“ไว้เราจะได้คุยกับอีธานแน่จ้ะ แต่ตอนนี้ลูกถูกทำโทษอยู่ แล้วอย่าคิดหนีอีก เข้าใจที่แม่พูดนะ" เพเนโลพีหันหลังเดินออกจากห้อง ไม่ลืมที่จะปิดประตู แซมทิ้งตัวลงบนเตียง ถอนหายใจยาวๆ  เธอผิดเองที่เกิดมาอยู่ในตระกูลมอสส์

***

ตอนกลางคืน หลังจากแยกย้ายกับเอธและแมท แมรี่ยังคงถูกคุมตัวโดยทวารบาล เธอเก็บตัวอยู่ในห้องพัก มองทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเขตวาติกาโน่ผ่านบานหน้าต่าง เธอคิดถึงโลกมนุษย์ คิดถึงน้าเอเวอลีน คิดถึงมอลลี่กับเคท เพื่อนๆ ที่โรงเรียนจะตกใจไหมถ้ารู้ว่าความจริงเธอไม่ใช่แค่หายตัวไป แต่เธอตายไปแล้ว พอมาคิดว่าเธอจะได้ไปอยู่ในวาติกัน มันรู้สึกดีที่จะได้กลับไปโลกมนุษย์ แต่เธอก็ไม่สามารถแสดงตัวกับคนรู้จักได้อยู่ดี นั่นเป็นเรื่องเจ็บปวด และที่สำคัญ เธอจะต้องแยกจากพวกเอธ ซึ่งคงน่าใจหายเพราะตั้งแต่เธอตาย พวกเขาก็อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด นี่อาจเป็นตอนจบของทุกสิ่งแล้วจริงๆ เธอต้องเดินหน้าต่อไป และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในแบบวิญญาณสีเทา

ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น แมรี่แปลกใจ นี่ก็ดึกมากแล้วไม่น่ามีใครอยากพบเธอเวลานี้ เมื่อเสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้งเธอจึงเดินมาเปิดประตู

“แคสเตอร์" แมรี่เอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นหน้าผู้มาเยือน

“สวัสดีคุณสจ๊วต ดีจริงที่ยังจำกันได้" เขาว่า "ให้เข้าไปข้างในได้ไหม คุยตรงนี้ไม่ค่อยสะดวก" เขายิ้ม แมรี่หรี่ตาอย่างไม่ไว้ใจ แต่เธอเห็นว่ามีทวารบาลยืนอยู่ตลอดทางเดินจึงหลีกทางให้เขาเข้ามาในห้อง

“มีเรื่องอะไรสำคัญถึงขนาดต้องมาพบฉันเวลานี้คะ" แมรี่ถามทันทีเมื่อเธอปิดประตู

“เรื่องข้อตกลง คิดว่าคุณคงไม่ลืมนะคุณสจ๊วต" เขาเข้าประเด็น แมรี่เลิกคิ้ว

“แต่คุณไม่ได้ช่วยอะไรฉันนี่คะ ตอนนี้ศาสนจักรช่วยฉันแล้ว"

“ที่การพิจารณาคดีฉันพยายามช่วยคุณนะคุณสจ๊วต" เขาเถียง แมรี่ส่ายหน้า "แล้วคุณก็ทำไม่สำเร็จค่ะ ถ้าเพื่อนๆ ฉันไม่เอาสาส์นลงนามพระสันตะปาปามายื่นต่อสภาฉันคงถูกประหารไปแล้ว เสียใจด้วยค่ะคุณแคสเตอร์ฉันทำตามที่คุณต้องการไม่ได้"

“แต่ศิลาก็สำคัญกับตระกูลแคสเตอร์มาก เอาเป็นว่าฉันจะขอให้คุณช่วยซ่อมมันแล้วหากคุณต้องการข้อแลกเปลี่ยนอะไร...”

“ไม่มีอะไรที่ฉันต้องการจากคุณหรอกค่ะคุณแคสเตอร์ ขอโทษจริงๆ ที่ฉันช่วยอะไรไม่ได้" แมรี่ยืนยันหนักแน่น แคสเตอร์จ้องเธออย่างโกรธเกรี้ยวแต่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรนอกจากแววตาขุ่นเคือง

“ฉันถือว่าฉันมาขอร้องคุณดีๆ แล้วนะคุณสจ๊วต เจอกันคราวหน้าฉันจะไม่พูดดีๆ แบบนี้อีก" แคสเตอร์ว่า

“ขอโทษจริงๆ ค่ะ แต่คุณคงต้องไปหาคนซ่อมคนอื่น" แมรี่ว่า แคสเตอร์ไม่ได้ตอบอะไร เขาหันหลังสะบัดเสื้อคลุมเดินออกจากห้องไป

แมรี่ถอนหายใจ ศิลาวิปลาสคงสำคัญกับแคสเตอร์มาก แต่เอธบอกไม่ให้เธอไว้ใจเขา และเขาก็ดูไม่น่าไว้ใจจริงๆ นี่คงเป็นการสร้างศัตรูที่น่ากลัวเอาเรื่อง เพราะเขาคือหนึ่งในผู้คุมกฎแห่งสภาสูงที่มีสิทธิ์ขาดเหนือวิญญาณสีเทาทุกดวงในโลกเบื้องหลัง

 

***

หลังจากใช้เวลาขลุกอยู่บนดาดฟ้าตลอดทั้งวัน ดึกวันนั้นไทเลอร์ก็แต่งเพลงจบ เขาเดินลงมาข้างล่าง ที่ครัวของหอพัก ทำแซนด์วิชง่ายๆ กินแก้หิว เขาเจอกับเจสันที่เพิ่งกลับมาจากลาดตระเวนจึงเอ่ยทัก "ไง เจอแวมไพร์สวยๆ ซักคนไหม" เขาถาม เจสันส่ายหน้า "แวมไพร์บ้าอะไรมาเพ่นพ่านในวาติกัน แต่ฉันว่าเพิ่งเจออะไรแปลกๆ มา"

“อะไรของนายที่ว่าแปลก" ไทเลอร์เลิกคิ้ว

“ที่วังของพระสันตะปาปา ฉันเห็นมิติดัดแปลงที่ล้อมรอบบริเวณนั้นอยู่เปล่งแสงแปลกๆ เหมือนมีบางอย่างพยายามชนมัน ดีที่มนุษย์ธรรมดาไม่มีใครเห็นมิติดัดแปลงนอกจากเรากับผู้ได้รับพรจากพระสันตะปาปา มีคนไปแจ้งสมเด็จท่านเรียบร้อยแล้ว"

“เดี๋ยวนะ ชน?” ไทเลอร์กลืนแซนด์วิชคำสุดท้ายลงคอ "อะไรจะชนมิติดัดแปลง แล้วชนทำไม มันก็แค่พลังงานที่ครอบทับวังไว้ไม่ใช่เหรอ"

“ก็มิติดัดแปลงนั่นสร้างไว้ป้องกันวังจากอะไรบ้างล่ะ" เจสันลดเสียงลง ไทเลอร์เบิกตากว้าง "ปีศาจ!”

ตู้ม! เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น ทั้งสองรีบวิ่งออกจากอาคารไปมองหาต้นเสียง เมื่อมาถึงด้านนอก เจสันรีบชี้ไปที่กลุ่มควันจำนวนมากพวยพุ่งขึ้นฟ้า "มาจากตรงนั้น!”

“นั่นมันวังนี่!” ไทเลอร์มองซ้ายมองขวา เขาอยากได้พาหนะอะไรก็ได้ตอนนี้ที่จะพาเขาไปที่เกิดเหตุ ไทเลอร์เป็นเด็กกำพร้าที่พระสันตะปาปารับมาเลี้ยง สมเด็จท่านเป็นเหมือนญาติคนเดียวในชีวิตของเขา ขณะเดียวกันนั้นเองเขาก็เห็นบิลลี่ที่ขี่มอเตอร์ไซด์ตรงเข้ามาหา

“เกิดอะไรขึ้นบิล" ไทเลอร์ร้องถาม หน้าตาตื่น บิลลี่ชี้ไปที่กลุ่มควัน "ปีศาจเต็มไปหมด!" เขากระหืดกระหอบ "เราถูกโจมตี มีคำสั่งให้นักล่าทุกคนติดอาวุธแล้วไปที่วัง!”

โปรดติดตามตอนต่อไป
--------------------------------
คุยกันนิดนึง
ก่อนอื่นต้องขอโทษนะคะที่ดองเรื่องนี้มายาวมาก 555
พอดีมีธุระให้จัดการหลายเรื่อง แต่ก็พยายามเขียนเรื่องนี้ และคอยไปอัพสเตตัสในเพจให้รู้ว่ายังไม่ได้ทิ้งเรื่องนี้ไปไหนค่ะ ขอบคุณผู้อ่านทุกคนที่ติดตามเรื่องนี้ คอยทวงถาม คอยให้กำลังใจนะคะ ดีใจที่งานเขียนแนวแฟนตาซีเรื่องแรกในชีวิตนี้มีคนอ่านและติดตามค่ะ ขอบคุณทุกคนค่ะ ;D

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

229 ความคิดเห็น

  1. #224 MooK_KunG_Zaa (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 / 00:19
    โอ้ยยย มีแต่เรื่อง ลุ้นแท้
    #224
    0
  2. #139 Giselle Illithya (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 เมษายน 2557 / 18:34
    นึกว่าจะสบายใจได้ละ มีเรื่องเกิดขึ้นต่อแบบไม่ให้ตั้งตัวเลย
    หวังว่าโป๊ปจะไม่เป็นอะไรไปนะคะ

    สงสารแซมจัง ชีวิตเลือกไม่ได้
    ว่าแต่แซมคิดยังไงกับเอธนะ เรายังไม่รู้ความรู้สึกของเธอกันเลย
    คือไทเลอร์น่ารักอ้ะ ตั้งใจแต่งเพลงให้แซมจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย
    #139
    0
  3. #120 wondermomo (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 12 เมษายน 2557 / 17:34
    รอดอย่างหวุดหวิด ทุกอย่างเกือบจะดี แต่มันก็มีเรื่องอื่นมาแทรกอีกแล้ว
    จุดนี้จิ้นไทเลอร์กับแซมเรียบร้อย ไม่เปลี่ยนใจ แล้วทีนี้แมรี่จะทำไงถ้าวาติกันโดนถล่ม?


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 12 เมษายน 2557 / 17:34
    #120
    0
  4. #116 - Thumbelina - (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 เมษายน 2557 / 22:03
    สงสารปู่วิล ใจหายแทนจังเลย...
    และในที่สุดแมรี่ก็รอดแล้วสินะ
    อีธาน วอลเตอร์ ช่วยมาริน่า สจ๊วตได้ดีทีเดียวเลย ชอบความเป็นสุภาพบุรุษแบบนี้มาก
    ตอนสุดท้ายของบทนี้ ทำให้อยากรู้มากว่าจะเกิดอะไรขึ้น เหล่าปีศาจเตรียมคุกคามนักล่าแล้ว
    รออ่านบทต่อไปนะจ๊ะ เป็นกำลังใจให้ และก็ขอโทษพี่นิสาด้วยนะจ๊ะ เบขอโทษ 
    #116
    0
  5. #115 Cheshire♥. (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 เมษายน 2557 / 19:43
    รอติดตามตอนต่อไป!
    > <
    5555555555555555
    #115
    0
  6. #114 Diarlekus_Luwvelch (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 เมษายน 2557 / 15:26
    หวังว่าเหตุที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบแมรี่นะ
    #114
    0
  7. #111 bepimry (I'm directioner) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 เมษายน 2557 / 11:17
    แม่รี่นางรอดแล้วววว นี่ชอบตอนหนูแมทโบกซองกระดาษสุด
    สงสารแซมจัง เบื่อพ่อแม่แบบนี้อ่ะ :(
    ตอนหน้าจะมีฉากบู๊ใช่ไหมคะ? เพราะมีปีศาจบุกวัง
    เหล่าดาแรนซ์ออกโรงแล้ววว (สุดหล่อของเจ๊)
    พาร์ทนี้ปู่วิลออกน้อยไป รอคอยฉากฟินๆของหนูแมทกะปู่
    พูดถึงเรื่องดอง หนูยังไม่ถึงไหนเลย ดองทิ้งไว้อยู่ง่ะ55
    ติดตามต่อไปจ้า รอๆๆๆ
    #111
    0
  8. #109 bellas (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 เมษายน 2557 / 07:01
    วู้ว สนุกค่ะ ตื่นเต้นตอนจบมากเลย เราสงสารแซมจัง อ่านแล้วแบบเข้าใจนางสุดๆ สู้ๆนะคะไรท์ เขียนต่อจนจบนะ
    #109
    0