OTHER WORLDS : ออเทอร์เวิร์ลส

ตอนที่ 17 : บทที่ 15 : หอผู้พิทักษ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 241
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    20 ก.ค. 57

บทที่ 15 หอผู้พิทักษ์

 

แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้อง แมรี่ขยี้ตาลุกขึ้นจากเตียง ถ้าไม่นับว่าเช้านี้เธอต้องถูกสภาพิพากษาคงเป็นเช้าที่สุดยอดเอามากๆ เพราะหนึ่งคือเธอตื่นขึ้นมาในโรงแรมหรูที่สุดและสองคือเธออยู่ในเขตวาติกาโน่ หรือกรุงโรมในโลกมนุษย์ ผังเมือง ถนนหนทาง และสภาพภูมิศาสตร์ต่างๆ เหมือนกันไม่มีผิด ที่นี่สวยมากไม่ว่าจะมองในยามกลางวันหรือค่ำคืน เรื่องสุดท้ายคือที่นี่มีน้ำอุ่นกับเครื่องอาบน้ำกลิ่นหอมให้เลือกมากมาย

ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น เธอมุ่ยหน้า สภาไม่น่าเรียกตัวเธอเร็วขนาดนี้ แมรี่ขยี้ผมขณะเดินไปเปิดประตู เธอพบเอธที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วยืนอยู่ข้างนอก เขายิ้มให้ มองแมรี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า "สายแล้วนะสาวน้อยตาสีฟ้า" เขาทัก แมรี่ทำเพียงหันหลังให้เขาแล้วเดินมานั่งที่โซฟา เอธตื่นเช้าเป็นปกติเพราะเขาถูกฝึกมาจากค่ายฝึกทวารบาล ส่วนแมรี่เป็นเพียงนักเรียนมัธยมที่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุกโบราณเรือนใหญ่ของขวัญวันคริสต์มาสจากน้าเอเวอลีนฉุดให้เธอลุกไปโรงเรียนในทุกๆ เช้า

“ขอสิบนาที" แมรี่พูดขณะลุกขึ้น เดินอาดๆ ไปหน้าห้องน้ำ

“พนันได้เลยว่าเธอต้องใช้มากกว่านั้น" เอธว่า เขาเข้ามาในห้อง ปิดประตู แล้วเดินมานั่งที่โซฟาที่แมรี่เพิ่งลุกไป "ดูเหมือนสภาอยากสืบสาเหตุที่ไทซัสโจมตีขบวนรถไฟของเราด้วย เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้มาเอาตัวเธอ เหมือนมันโจมตีเฉยๆ ไร้เหตุผล"

“ฉันคิดว่ามันมีเหตุผล แล้วเหตุผลก็คือฉัน ไม่ว่ามันจะมาเอาตัวฉันไปหรือไม่ก็ตาม ยังไงสภาก็ต้องคิดแบบนั้น" แมรี่โพล่งขึ้น

“เธอจำไบรอันได้ไหม เขาถูกเรียกมาให้การที่สภาด้วย เมื่อคืนฉันเจอเขาตอนออกไปหาอะไรดื่ม ดูเหมือนสภาต้องการพิจารณาเรื่องทั้งหมดพร้อมกันในวันนี้ ฉันแค่อยากให้เธอเตรียมตัวไว้ พยายามพูดให้น้อยที่สุด สภาจะต้อนเธอ เธอต้องหนักแน่น" เอธแนะนำ แมรี่ถอนหายใจ "ฉันจะทำได้ยังไงในเมื่อตอนนี้นายกำลังทำฉันปอดแหกอยู่นะอีธาน วอลเตอร์" แมรี่เรียกเอธด้วยชื่อเต็มเป็นครั้งแรก เขายิ้มก่อนจะพูดอย่างสำนึกผิด "ขอโทษที" แมรี่พ่นลมพรืดก่อนจะเข้าห้องน้ำปิดประตู มองตัวเองในกระจก ตาของเธอสีฟ้าจัด แม้อยู่ในที่ๆ แทบไม่มีแสงสว่างก็ยังเห็นได้ว่าเป็นสีฟ้า สีเดียวกับพ่อและปู่ของเธอ ตอนนี้เธอกำลังจะเดินตามรอยพวกเขาทั้งคู่ เธอกำลังจะไปสภา และมีโอกาสที่จะถูกตัดสินประหารเพราะพลังที่เธอมี แมรี่มองสร้อยคอของตัวเองผ่านกระจก มันเป็นล็อกเก็ตพกทองเหลืองที่ตอนแรกเธอเข้าใจว่าเป็นนาฬิกา แต่วิลบอกว่ามันเป็นเข็มทิศ เธอสวมมันไว้ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้ มันเป็นของดูต่างหน้าพ่ออย่างเดียวที่ติดตัวเธอมาจากโลกเบื้องหน้า หวังอย่างยิ่งว่ามันจะมีความหมายอะไรบ้างเพราะดูเหมือนพ่อตั้งใจจะมอบมันให้เธอในวันเกิดครบสิบแปดปี วันที่เธอตาย

***

ตอนสาย หลังจากกินมื้อเช้าง่ายๆ ที่หอพักนักล่า แมทธิวเดินมาเคาะประตูห้องของซาแมนธ่าเพื่อให้แน่ใจว่าเธอพร้อมจะไปพบพระสันตะปาปาแล้ว พวกผู้หญิงมักใช้เวลาตอนเช้านานกว่าพวกผู้ชาย และแซมมักช้าที่สุดในกลุ่มเสมอ ยืนรอไม่นานประตูก็เปิดออก เพียงแต่คนที่เปิดประตูไม่ใช่เพื่อนสนิทของเขา แต่เป็นไทเลอร์ นักล่าหนุ่มมาดกวนที่ดูเหมือนอยู่นิ่งๆ ไม่เป็น เขามีทีท่าตกใจเล็กน้อยที่เห็นแมท

“อรุณสวัสดิ์" เขาเอ่ยทัก แมทย่นคิ้ว มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

“นายไม่ใช่ซาแมนธ่า" เขาว่า

“แหงสิ ฉันไทเลอร์ เราไม่ได้หน้าเหมือนกันซักหน่อย"

“แต่นี่ห้องของซาแมนธ่า" แมทพูดเสียงแข็ง "นายมาทำอะไรในห้องของเธอ"

“เดี๋ยวก่อน อย่าเข้าใจผิดนะ ไม่ว่านายกำลังจะเข้าใจว่าอะไรก็ตาม" ไทเลอร์รีบพูด "แซมไปเคาะห้องฉันบอกว่าฝักบัวใช้ไม่ได้ ฉันเลยให้เธอไปอาบน้ำที่ห้องฉันชั้นบน แล้วฉันก็มาอยู่นี่แทนเพราะฉันไม่ถนัดนั่งรอผู้หญิงอาบน้ำในห้องตัวเอง"

“แล้วทำไมเธอไม่มาหาฉัน นายเพิ่งรู้จักกับเธอ แซมไม่มีทางไปขอความช่วยเหลือกับคนอื่นก่อนเพื่อนสนิทหรอก" แมทเถียง ไทเลอร์กุมขมับ

“ให้ตายสิ เธอไปเคาะแล้วแต่นายไม่อยู่ห้อง ทีนี้เคลียร์รึยัง" ไทเลอร์ให้เหตุผล แมทเองก็เพิ่งนึกได้ว่าเขาใช้เวลาที่ห้องอาหารนักล่านานพอสมควรเลยไม่ได้กลับมาห้อง

"เอาเป็นว่าถ้าเธอกลับมาแล้วฉันจะพาเธอไปที่โถงชั้นล่าง ถ้านายว่างก็ช่วยไปตามคุณแวมไพร์ตาสีฟ้านั่นให้ที อีกไม่เกินยี่สิบนาทีเราต้องเข้าพบพระสันตะปาปา" นักล่าหนุ่มยิ้มกว้าง แมทหยักไหล่ให้เป็นเชิงขอโทษที่ตีโพยตีพาย "งั้นเจอกันข้างล่าง" เขาพูดเสียงค่อยก่อนจะออกเดินไปตามทางเดิน มาหยุดอยู่หน้าประตูห้องของวิลแต่ไม่กล้าเคาะ แมทยืนมองบานประตูอยู่แบบนั้น บางทีเขาควรจะให้ใครสักคนมาเรียกวิลแทน ยังไม่ทันจะหันหลังกลับ ประตูก็เปิดผ่างออก แมทยืนตัวแข็งทื่อมองแวมไพร์ร่างสูงที่จ้องเขาตอบด้วยแววตาตั้งคำถาม

“นายเองหรือ รู้สึกได้ซักพักแล้วว่ามีวิญญาณสีเทาอยู่หน้าห้อง ไม่คิดว่าจะเป็นนาย แต่ก็นะ นอกจากนายจะมีใคร ซาแมนธ่าคงไม่มีเรื่องให้มาหาฉัน" วิลพูด วันนี้เขาไม่ได้ใส่เสื้อผ้าสบายๆ แบบตอนใส่มา เขาสวมชุดทางการจนแมทอดแปลกใจไม่ได้ว่าไปเอามาจากไหน -ไม่แน่เขาอาจไปซื้อตอนออกไปข้างนอกเมื่อคืน- แมทคิดในใจ

“ฉันแค่มาตาม ไทเลอร์บอกว่าอีกไม่เกินยี่สิบนาทีเราจะไปพบพระสันตะปาปา" ชายหนุ่มว่า

“ฉันว่าจะไปหากาแฟข้างล่างดื่มพอดี รอเดี๋ยวนะ" วิลยิ้มแล้วหายกลับเข้าไปในห้อง เขากลับมาพร้อมวัตถุบางอย่างในมือ มันมีสีเงินแวววาวเมื่อโดนแสงไฟ "เอ้านี่ ฉันให้นาย" วิลแบมือให้แมทเห็นวัตถุในมือของเขา มันเป็นสร้อยข้อมือห้อยไม้กางเขน แมทเห็นรอยไหม้ที่ฝ่ามือของวิลตรงบริเวณที่สัมผัสไม้กางเขนอันเล็กนั้น

“ให้ฉันทำไม" แมทเงยหน้าถาม

“เมื่อวานตอนออกไปร่อน มีเด็กมาเร่ขายฉันเลยช่วยซื้อไว้ แต่นายก็เห็น ฉันใส่ไม่ได้ นอกเสียจากว่าฉันจะชอบได้กลิ่นผิวตัวเองไหม้ตลอดเวลา" เขาเม้มปาก

“แล้วทำไมถึงเอามาให้ฉัน เอาไปให้ซาแมนธ่าสิ เธอคงชอบ"

“ถ้าจำไม่ผิดแซมมีกลีฟของบาลักไม่ใช่หรือ สายเลือดเดวิลไม่ค่อยเหมาะกับของแบบนี้หรอก นายเก็บไว้เป็นเครื่องรางก็ได้" วิลให้เหตุผล เขายื่นสร้อยข้อมือให้แมท ชายหนุ่มรับมันไว้ "เครื่องรางคืออะไร" เขาถามกลับอย่างใคร่รู้

“ก็วัตถุสิ่งของที่พวกมนุษย์เชื่อว่าถ้าพกเอาไว้จะช่วยให้โชคดีและปลอดภัย" วิลอธิบาย แมทพิจารณาวัตถุสีเงินแวววาวในมือ “มันมีพลังแบบนั้นจริงๆ หรือ" เป็นครั้งแรกที่แมทยอมสบตาวิลตรงๆ นับตั้งแต่ออกจากลอนดอน วิลส่ายหน้า "ไม่ใช่พลังวิเศษอะไร แต่เป็นพลังศรัทธาของมนุษย์ต่างหาก รู้ไหม บางครั้งก็เป็นพลังที่แข็งแกร่งกว่าพลังของเทวดาหรือปีศาจ"

“ก็ได้ ฉันจะเก็บไว้ ขอบคุณ" แมทเก็บสร้อยข้อมือลงกระเป๋ากางเกง วิลยิ้มกว้าง อย่างน้อยแมทก็คงไม่ได้โกรธเขาในระดับวิกฤตอีกแล้ว

***

หลังจากแต่งตัวเรียบร้อย แมรี่ออกมาหาเอธที่นั่งรออยู่ที่โซฟา เขานั่งอ่านวารสารประจำเขตวาติกาโน่อย่างตั้งใจ เธอเดินไปนั่งลงข้างๆ

“นายอ่านอะไรน่ะ" เธอถาม เขาพลิกปกให้ดูแล้วอธิบาย "วารสารวาติกาโน่วีคลี เห็นวางแจกที่หน้าเคาน์เตอร์ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นบทความเกี่ยวกับเขต สถานที่ต่างๆ อาจมีความรู้เกี่ยวกับกลีฟต่างๆ และข่าวประจำสัปดาห์"

“มีอะไรน่าสนใจบ้างไหม" แมรี่พลิกหน้าสารบัญไล่อ่านหัวข้อต่างๆ

“ฉันไม่รู้ว่าน่าสนใจของเธอหมายถึงเรื่องอะไรบ้าง แต่สำหรับฉันก็คงเป็นข่าวที่ทวารบาลพบวิญญาณสีดำเพ่นพ่านในโลกเบื้องหน้าบ่อยขึ้น เพียงแต่พวกนั้นไม่ได้ทำร้ายมนุษย์ทวารบาลเลยทำแค่ขับไล่กลับโลกเบื้องล่าง แต่พวกปีศาจขึ้นไปทำอะไรที่โลกมนุษย์ น่าแปลก" เขาเกาคาง

“หรือจะเป็นอย่างที่แคสเตอร์บอก สงครามจะเกิด" แมรี่ถามอย่างหวาดหวั่นแต่เอธส่ายหน้า "สงครามไม่มีทางเกิด ออเทอร์เวิร์ลสทั้งสามผนึกพันธสัญญายุติสงครามไปแล้ว และถ้าโลกไหนเปิดสงคราม เสาพิภพที่ผนึกสัญญาจะพังลง โลกนั้นจะล่มสลาย ไม่ว่าจะโลกเบื้องบนหรือเบื้องล่างก็ไม่ต้องการทำลายภพของตัวเองหรอก แต่แคสเตอร์พูดถูกอยู่อย่าง โลกเบื้องหลังนี้อยู่ในจุดเปราะบางมาหลายชั่วอายุคน เนื่องจากพวกเราที่นี่มีทั้งสายเลือดของเทพและปีศาจ หากมีสงครามพวกเราจะถูกบังคับให้เลือกข้าง" เอธว่า

“เลือกข้าง แล้วต้องเลือกข้างไหนล่ะ" เธอถามกลับทันที เอธยักไหล่ "นั่นก็แล้วแต่สายเลือดของลูกผสมแต่ละคน หมายถึงเธอกับฉันจะต้องเป็นศัตรูกันไง พวกเราจะต้องสู้กันเอง" แมรี่กลืนน้ำลายเมื่อได้ฟัง แค่คิดว่าเธอกับแมทต้องสู้กับเอธและแซมก็เป็นอะไรที่ขมขื่นจะแย่

“แต่อย่ากังวลเลย ฉันบอกแล้วว่าสงครามเกิดไม่ได้หรอก เสาพิภพจะไม่ค้ำจุลโลกที่ผิดข้อสัญญา เธอสบายใจได้" เขามองเธอด้วยดวงตาสีเทาหม่นๆ แมรี่รู้ว่าเอธพยายามทำให้เธอหายสติแตก แต่แววตาของเขาซ่อนความกังวลจากเธอไม่ได้ พอมาคิดว่ามันยากแค่ไหนที่มีเรื่องให้กลัดกลุ้มมากมายแต่ยังต้องทำเหมือนไม่ทุกข์ร้อนอะไรๆ เพื่อให้อีกคนสบายใจก็รู้สึกเห็นใจเขาขึ้นมา

“เอธ ฉันขอบคุณจริงๆ ที่นายช่วยเหลือฉันขนาดนี้ ฉันไม่รู้ว่าจะตอบแทนนายยังไง ถ้าไม่มีนายฉันคงไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้"

“ขอบคุณสร้อยเส้นนั้นของเธอด้วยสิ" เขาชี้ที่สร้อยคอของแมรี่ "ถ้าฉันไม่เห็นกลีฟที่จี้นั่นฉันคงไม่คิดจะตามเธอไปที่โลกเบื้องหน้า ไม่รู้สิ ฉันคิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุผลของมัน ฉันถึงเห็นเธอในกระจก แมรี่ บางอย่างมันก็อธิบายยาก"

“นั่นสินะ" แมรี่ยิ้มน้อยๆ เอธยื่นมือมาปัดปอยผมที่ลงมาปรกหน้าให้เธอ แมรี่เห็นกลีฟไมอาที่ข้อมือขวาของเอธ ลวดลายแข็งกร้าวสมเป็นปีศาจแห่งการสู้รบ

“ไปกันเถอะ ฉันจะพาเธอไปดูหอผู้พิทักษ์ก่อนไปสภา อยู่ใกล้ๆ กันนี่แหละ" เอธยืนขึ้นแล้วยื่นมือมา แมรี่เอื้อมมือไปจับให้เขาฉุดเธอลุกขึ้น

 

เอธพาแมรี่เดินไปตามถนน ที่นี่ผังเมืองเหมือนกับวาติกันแต่อาคารบ้านเรือนดูแปลกตากว่า วาติกันมีแต่โบสถ์กับวิหารแต่ที่นี่ไม่มีเลย ไม่มีอะไรเป็นสัญลักษณ์เกี่ยวกับพระเจ้าหรือสวรรค์ ที่เดียวที่แมรี่เคยเห็นว่ามีรูปปั้นเทวดาก็คือหอผู้ล่วงลับในลอนดอน เอธบอกเธอว่าหอผู้ล่วงลับมีอยู่ทุกเขต และมีโลหิตลิขิตเหมือนๆ กันทุกที่เหมือนหอสมุดแห่งชาติ รูปปั้นเทวดาธีรอสก็มีไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการแตกดับเท่านั้น แต่คนที่นี่ส่วนใหญ่เชื่อในพระเจ้าเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้มีความศรัทธาลึกซึ้งนอกเหนือจากเอาไว้ใช้เป็นคำอุธาน

“นั่นไงหอผู้พิทักษ์ ตั้งอยู่หน้าสภาสูงพอดี" แมรี่มองตัวอาคารที่ไม่ใหญ่นักแต่สูงตระหง่านอยู่ด้านหน้าตึกทำการของสภาสูงแห่งโลกเบื้องหลัง เท่าที่เธอเคยเห็นในโปสการ์ดของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ หอนี้ตั้งอยู่ตรงกลางจตุรัสพอดี ตรงกับจุดที่มีเสาโอเบลิสก์*

ทั้งสองเดินผ่านยามด้านหน้าเข้ามาข้างในตัวอาคาร พื้นทำด้วยหินอ่อนสลักกลีฟที่เธอไม่รู้ความหมายสี่กลีฟ ล้อมรอบศูนย์กลางซึ่งเป็นเสาหินสี่เหลี่ยมคล้ายเสาโอเบลิสก์สูงจรดเพดาน ที่เสามีอัญมณีสีอัมพันทรงรีคล้ายไข่ฝังไว้ด้านละหนึ่ง

“เสาพิภพ เป็นเสาเอกที่ใช้ค้ำโลกทั้งสี่รวมโลกมนุษย์ด้วย ทุกภพจะมีเสาลักษณะคล้ายๆ กันนี้ตั้งไว้เพื่อแสดงศูนย์กลางในแต่ละโลก สำหรับโลกเบื้องหลังก็คือที่นี่ ที่โลกเบื้องหน้า เสาเอกก็คือเสาที่ตั้งอยู่หน้าจตุรัสเซนต์ปีเตอร์ พิกัดเดียวกับที่นี่" เอธอธิบาย

“แล้วอัญมณีสีเหลืองนั่นคืออะไรหรือ" แมรี่ชี้ที่อัญมณีรูปไข่

“หินผนึกพันธสัญญายุติสงคราม แต่ละผนึกใช้แทนแต่ละภพ ดูข้างล่างสิ" เอธชี้ให้แมรี่ก้มลงมองที่พื้น รอยสลักสี่ด้านของเสาเป็นกลีฟที่แมรี่ไม่รู้จัก

“กลีฟแรกคือเบื้องหน้า แปลว่าผนึกด้านนี้เป็นผนึกจากพระสันตะปาปาแห่งโลกมนุษย์ กลีฟที่สองคือเบื้องหลัง ผนึกจากสภาสูงก็คือจากที่นี่ กลีฟที่สามเบื้องบน ผนึกจากพระเจ้า และกลีฟสุดท้ายเบื้องล่าง ผนึกจากซาตาน โลกทั้งสี่ฝังผนึกเพื่อทำพันธสัญญาสงบศึก อัญมณีทั้งสี่มีอำนาจยับยั้งสงคราม หากภพไหนเป็นฝ่ายเปิดสงคราม ผนึกจะทำลายเสาโอเบลิกส์ที่ค้ำภพนั้น" เขาร่ายยาวจนแมรี่ต้องตั้งสติฟังและพยายามตามให้ทัน

“แล้วถ้าเสาพิภพของภพใดภพหนึ่งถูกทำลายจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ" เธอถามต่อ

“คิดถึงบ้านที่เสาเอกพังสิแมรี่ ภพทั้งภพจะพังครืน วิญญาณทุกดวงในภพนั้นจะร่อนเร่หรืออาจแตกดับไปเลย ฉันถึงบอกว่าสงครามไม่มีทางเกิด ไม่มีใครโง่ทำแบบนั้นทั้งเทวดาหรือปีศาจ โลกเบื้องหลังเป็นโลกที่อยู่ตรงกลางจึงสถิตหินผนึกพิภพไว้ที่นี่ ดังนั้นเสาที่เธอเห็นที่โลกนั่นก็แค่สร้างจำลองไว้ให้รู้ว่าเป็นบริเวณเดียวกับเสาพิภพ ความจริงเสาต้นนี้ก็สร้างจำลองไว้ เสาพิภพที่แท้จริงมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีพลังมหาศาลอยู่ในจุดนี้ทั้งสี่โลกจึงสร้างเสาจำลองเอาไว้ให้เป็นที่รับรู้ว่าเสาเอกของทั้งสี่โลกอยู่ตรงไหน" เขาเงยหน้าขึ้นมองด้านบน บริเวณที่ยอดเสาไปจรดกับเพดานพอดี บนเพดานมีภาพเขียนเชิงสัญลักษณ์ห้าลาย "ทิวน่า นูริก ซีรีส บาลัก และดัลลาดัส" เอธว่า "สัญลักษณ์ของสายเลือดผู้พิทักษ์ทั้งห้า ห้าตระกูลที่เป็นผู้คุมกฎแห่งสภาสูง เธอรู้จักแล้วสอง มอสส์คือบาลักและแคสเตอร์คือนูริก"

แมรี่อ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อ การที่ตราประจำตระกูลจะไปอยู่ในสถานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้หมายถึงต้องสำคัญมากจริงๆ แล้วตอนนี้เธอก็เข้าใจแล้วว่าอำนาจสืบต่อกันผ่านสายเลือดที่แซมหมายถึงมันคือแบบนี้ แซมเกิดมาเพื่ออยู่ในตำแหน่งที่สำคัญมากๆ เธอถึงไม่มีสิทธิที่จะเลือกคบเพื่อนตามใจชอบเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป "ฉันจะเจอทุกคนในสภาวันนี้ใช่ไหม"

“เธอจะได้เจอทุกคนแมรี่" เอธยิ้มแห้งๆ

***

ณ ตึกทำการของศาสนจักร อาคารนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากจตุรัสเซนต์ปีเตอร์ เนื่องจากเป็นหน่วยงานลับที่ทำงานติดต่อกับโลกเบื้องหลัง จึงไม่มีมนุษย์คนไหนรู้ถึงสถานะการมีอยู่ของหน่วยงานนี้ พวกนักล่าประจำวาติกันพาพวกไทเลอร์ไปนั่งรอในห้องว่าง หน้าต่างถูกรูดม่านปิดจนต้องเปิดไฟแม้เป็นตอนกลางวัน มีชายผู้หนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว ดูจากเครื่องแบบเขาเป็นพระแน่ๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขามีความสำคัญอย่างไร

“ทุกคน ขอแนะนำให้รู้จัก นี่ท่านคาเมอร์เลโญคริสตอฟ" เจสันเป็นคนแนะนำ แมทเกิดเครื่องหมายคำถามบนหน้าทันที

“คาเมอร์เลโญคือตำแหน่งอะไรหรือ" เขากระซิบถามวิลที่ยืนอยู่ข้างๆ อีกคนโน้มตัวลงมากระซิบตอบ "พระคาร์ดินัลรูปที่ใกล้ชิดโป๊ปมากที่สุด คอยช่วยเหลือและดูแลเรื่องทรัพย์สินให้ด้วย อย่าถามอีกนะว่าพระคาร์ดินัลคืออะไร" วิลไม่ลืมที่จะแซวคนข้างๆ แมทถลึงตาใส่เขาแล้วรีบหันกลับมามองที่พระคาร์ดินัลตรงหน้า

“สมเด็จท่านกำลังเสด็จมาที่นี่ เพราะเป็นการพบปะอย่างลับๆ เราจึงไม่ใช้องครักษ์สวิสคุ้มกันรถพระที่นั่ง พวกนักล่าจะตามสมเด็จท่านและคอยคุ้มกันแทนจึงเกิดความล่าช้า ระหว่างนี้ช่วยบอกเราทีว่าใครกันคือผู้ที่มีสายเลือดของราฟาเอล" เขามองไปรอบๆ แล้วมาหยุดที่วิล

“ผมเอง จะเอาให้ถูกคือผมเป็นลูกชายเขา ราฟาเอลที่ท่านพูดถึงน่ะ" วิลตอบส่งๆ

“สุภาพหน่อยสิแวมไพร์ นายกำลังพูดอยู่กับตัวแทนของสมเด็จท่าน" เจสันปราม วิลกลอกตา

“ต้องขอโทษด้วยที่ผมทำใจให้พูดจาดีๆ กับพวกที่พยายามจะฆ่าผมมาหลายสิบปีไม่ค่อยได้" เขายิ้ม

“แวมไพร์หรือ ดวงตาของคุณไม่เหมือนแวมไพร์" พระคาร์ดินัลเอ่ย "แล้วมีใครแจ้งสมเด็จท่านหรือยังว่าสายเลือดราฟาเอลคนนี้เป็นแวมไพร์ นี่มีผลต่อการคุ้มกันสมเด็จท่าน" เขาหันไปถามไทเลอร์

“สมเด็จท่านทราบแล้วว่าเขาเป็นแวมไพร์ครับ" ไทเลอร์ตอบเรียบๆ พระคาร์ดินัลปรายตากลับมามองวิล “ไม่เคยมีแวมไพร์มาเหยียบสถานที่ศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ได้ถูกนำตัวมาสำเร็จโทษมาก่อน"

“สารภาพตามตรงนะ ผมก็ไม่ได้อยากมาที่นี่นักหรอก" วิลตอกกลับเข้าให้ แมทหันไปจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง วิลกำลังจะทำให้แผนของเอธพังหากศาสนจักรเกิดไม่พอใจแล้วไม่ให้ความช่วยเหลือขึ้นมา

“คุณไม่ใช่คนที่ขอร้องให้ศาสนจักรคุ้มครองมิใช่หรือ"

“ความจริงเป็นหลานสาวของผม แค่พระสันตะปาปาอยากเห็นพลังของเธอ แต่บังเอิญเธอไม่สะดวกมา และบังเอิญผมมีพลังแบบเดียวกัน"

“อย่างนั้นหรือ ไม่ยักรู้ว่าวิญญาณที่แปดเปื้อนแล้วจะมีพลังของเทวดาได้" ท่านคาเมอร์เลโญเหยียดยิ้ม วิลชะงักงัน แววตาของเขาแข็งกร้าว สองมือกำแน่น เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงอาการไม่พอใจขนาดนี้

“คุณไม่ควรตัดสินใครว่าแปดเปื้อนเพียงเพราะเขาไม่ได้เป็นแบบคุณ" จู่ๆ แมทก็พูดขึ้น วิลแปลกใจที่ชายหนุ่มพูดปกป้องเขา ส่วนไทเลอร์นั้นดูอ่อนใจเอามากๆ เพราะเขาคงสร้างบรรยากาศสมานฉันท์ในห้องนี้ไม่ได้แล้ว ในขณะเดียวกันก็มีนักล่าคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง สาวเท้ายาวๆ ตรงไปยังท่านคาเมอร์เลโญ กระซิบบอกบางอย่าง พระคาร์ดินัลซ่อนความไม่พึงพอใจในคำพูดของแมทด้วยรอยยิ้ม "สมเด็จท่านมาถึงแล้ว"

ทุกคนในห้องที่ยืนรวมกลุ่มกันแต่แรกแหวกทางไปอยู่คนละฝั่ง เก้าอี้บุนวมกำมะหยี่ถูกนำมาตั้งไว้ แซมไม่เคยเห็นพระสันตะปาปามาก่อน แมทก็เช่นกัน ทั้งสองจึงชะเง้อคอมองอย่างใคร่รู้ เมื่อนักล่าสองคนเดินนำเข้ามา ตามมาด้วยชายชราในเครื่องแบบพระสีขาวสะอาด มีนักล่าหนึ่งคนช่วยประคองจนมาถึงเก้าอี้ เขานั่งลง กวาดสายตามองรอบๆ

“พวกเธอเพิ่งมาจากลอนดอนสินะ ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง" ประโยคแรกจากชายชราที่ทุกคนเรียกว่าพระสันตะปาปาทำเอาแมทกับแซมมองหน้ากัน เขาไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร

“เหตุการณ์ที่ลอนดอนยังปกติดีอยู่ครับ แต่มีพวกปีศาจกับพวกแวมไพร์ละเมิดกฎศาสนจักรมากขึ้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่พวกนั้นเริ่มแสดงการต่อต้าน" ไทเลอร์เป็นคนรายงาน

“อย่างนั้นหรือ แล้วคนพวกนี้คือใครกันบ้างล่ะ บอกพ่อได้ไหมไทเลอร์" ชายชราถามอย่างอ่อนโยน เขาดูเป็นคุณลุงใจดีคนหนึ่งในความคิดของแซม

“สองคนนี้เป็นวิญญาณสีเทา เพื่อนของทวารบาลที่ขอความช่วยเหลือจากศาสนจักรให้คุ้มครองหญิงสาวที่มีสายเลือดแห่งราฟาเอลครับ ส่วนชายผู้นี้คือปู่ของเธอ เพราะเธอกับทวารบาลคนนั้นถูกคุมตัวไปสภาสูงที่โลกเบื้องหลัง เขาจึงมาแทนเพื่อแสดงพลังของราฟาเอลให้ท่านประจักษ์" ไทเลอร์ตอบเสียงค่อย พระสันตะปาปามองมาที่วิลก่อนจะหรี่ตา "เรายังไม่เคยพบแวมไพร์ตาสีฟ้า ตาของเธอเป็นตำหนิจากโลกเบื้องบนแท้ๆ" เขาว่า

“ถ้าท่านกำลังจะกล่าวสรรเสริญอะไรพ่อของผม โปรดรอให้ผมออกไปข้างนอกก่อนได้ไหมครับ ผมไม่ชอบเขาเท่าไหร่" วิลทำหน้าเหยเก แซมหัวเราะคิกจนท่านคาเมอร์เลโญหันมาสบตาอย่างห้ามปราม

“อัครเทวดาราฟาเอลเป็นพ่อของเธอหรือ" เขาถาม

“ถ้านั่นหมายถึงคนที่ทำให้แม่ของผมตั้งท้องแล้วคลอดผมออกมาก็ถูกครับ" วิลว่า

“มันจะมากไปแล้วนะแวมไพร์!” ท่านคาเมอร์เลโญขึ้นเสียง แต่พระสันตะปาปายกมือขึ้นห้าม "ปล่อยเขาเถอะคริสตอฟ เรื่องภายในครอบครัวของเขาเราคงไม่เข้าใจหรอก" ท่านพูดติดตลก คริสตอฟนิ่งเงียบ แต่ยังคงมองวิลอย่างไม่พอใจ

“แล้วเด็กผู้หญิงที่พวกเธอขอให้ศาสนจักรคุ้มครองล่ะ เป็นอะไรกับราฟาเอล"

“ถ้าลำดับญาติแล้วเธอเป็นเหลนครับ ราฟาเอลเป็นทวดของเธอ" วิลตอบเสียงเรียบ

“จากที่เห็นแล้วเธอกลายเป็นแวมไพร์ตอนอายุยังน้อยมากนะบุตรราฟาเอล พลังของเขายังอยู่อีกหรือ"

“ก่อนอื่นเรียกผมว่าวิล ผมไม่ชอบชื่อเขา ส่วนเรื่องพลังก็ยังพอมีอยู่ แน่ล่ะผมไม่ได้อยากให้มันมี จะรู้สึกดีกว่านี้ถ้าไม่มี" วิลหยักไหล่

“งั้นแสดงให้ดูหน่อยได้ไหม พลังที่ว่า" พระสันตะปาปาผายมือเป็นเชิงให้วิลใช้พลัง เขาหันมามองแมทแวบหนึ่งแล้วหันไปมองท่านคาเมอร์เลโญที่กำลังรินไวน์ใส่แก้วเพื่อนำมาถวายสมเด็จท่าน วิลพลิกฝ่ามือในอากาศ เกิดเสียงคล้ายแผ่นไม้ปริแตก จู่ๆ ไวน์ที่พระคาร์ดินัลกำลังรินใส่แก้วก็หยุดอยู่กลางอากาศ ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในห้องพระคาร์ดินัลปล่อยมือจากแก้วไวน์ ชั่วพริบตาแก้วนั้นก็ร่วงลงพื้นแตกกระจาย วิลเดินมาหยุดตรงหน้าพระคาร์ดินัล ยิ้มที่มุมปากแล้วย่อตัวลงนั่ง อังฝ่ามือเหนือเศษแก้วเหล่านั้น ภาพที่ทุกคนเห็นคือเศษแก้วชิ้นเล็กชิ้นน้อยเคลื่อนตัวมารวมกันจนกลายเป็นแก้วดังเดิม ไม่มีแม้ร่องรอยแตกร้าวใดๆ วิลหยิบแก้วนั้นแล้วลุกขึ้น ยื่นมันคืนแก่คาเมอร์เลโญคริสตอฟที่ทำเพียงอ้าปากค้าง

“พลังของเขาคือการควบคุมเวลา สามารถหยุดเวลาหรือเร่งเวลาในวัตถุต่างๆ ได้ และสามารถคืนสภาพสิ่งต่างๆ ให้กลับมาเหมือนกับที่เคยเป็นได้" วิลเอ่ย "หรือจะเร่งสภาพให้เป็นในสิ่งที่มันกำลังจะเป็นก็ได้เช่นกัน เช่นทำให้เสื่อมสภาพ แก่ชรา" เขาเสริม

“พรสวรรค์ที่งดงามแท้ๆ" พระสันตะปาปากล่าว "หลานสาวของเธอก็ทำแบบนี้ได้เช่นกันหรือ"

“ตอนนี้อาจจะยัง แต่อีกหน่อยเธอจะทำได้ และอาจจะทำอะไรได้มากกว่าที่ผมทำ ที่ผมทำได้ไม่ต่างกับเล่นกล ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่านี้ พลังกำลังจะหายไป มันเสื่อมลงเรื่อยๆ" วิลพูดนิ่งๆ เหมือนไม่รู้สึกอะไร

“ในเมื่อเราได้เห็นพลังแห่งสายเลือดราฟาเอลแล้ว เราตกลงที่จะคุ้มครองทายาทของราฟาเอล ให้หลานสาวของเธออยู่ในความดูแลของศาสนจักร" พระสันตะปาปายิ้มให้ "แล้วเราต้องทำอย่างไรบ้าง"

“ขออนุญาตครับ" เป็นแมทที่ก้าวออกมายืนต่อหน้าพระสันตะปาปา ข้างๆ กับวิล "ตอนนี้เธอคนนั้นกำลังจะถูกสภาพิพากษา ซึ่งสภามีแนวโน้มจะไม่ปกป้องเธอจากการถูกโลกเบื้องล่างตามล่า เธออาจถูกส่งตัวให้กริมม์เอาวิญญาณของเธอไปก็ได้ เราจึงอยากได้สาส์นลงพระนามจากท่าน เพื่อรับรองความปลอดภัยและขอสิทธิ์ในการคุ้มครองเธอจากโลกเบื้องล่างครับ" เขาอธิบาย พระสันปาปายิ้มแล้วพยักหน้ารับ "ได้สิ เราจะจัดการเรื่องนี้ให้ แต่เธอต้องนำสาส์นไปยื่นต่อสภาสูงในโลกของเธอเอง คนของเราจะไม่ติดตามไปด้วย"

“ขอบคุณมากครับ" แมทโค้งให้อย่างเก้ๆ กังๆ เขาไม่รู้จักพิธีการแบบมนุษย์จึงไม่รู้ว่าควรปฏิบัติอย่างไร

“งั้นเราคงต้องกลับเสียที สาส์นลงนามจากเราจะส่งไปให้พวกเธอที่ที่พักภายในบ่ายวันนี้ หลังจากนั้นพวกเธอสามารถไปใช้ประตูพิภพที่มหาวิหารนักบุญเปโตร** นักล่าของเราจะพาไป ขอให้โชคดีและเรายินดีต้อนรับเพื่อนคนนี้ของพวกเธอเสมอ" พระสันตะปาปาหันไปหานักล่าคนหนึ่งให้เขาช่วยพยุงลุกขึ้น ทุกคนในห้องยืนรอจนพระสันตะปาปาออกจากห้องโดยมีท่านคาเมอร์เลโญเดินรั้งท้าย เขาหันกลับมามองพวกของแมทแวบหนึ่งแล้วออกจากห้องไป จู่ๆ วิลที่ยืนอยู่ข้างๆ แมทก็เซมาชนเขา แมทรีบจับแขนวิลไว้อย่างตกใจ

“นายเป็นอะไรไหม" แมทถาม เขาเพิ่งสังเกตว่าวิลดูล้ามาก

“ให้ตายแมท เขาดูไม่โอเคเลย" แซมรีบเดินเข้ามาสมทบ

“ฉันโอเค แค่ไม่ได้ใช้พลังนานแล้ว" วิลว่า เขาพยายามยืนตรงๆ โดยไม่พิงแมท

“เขามีพลังเทวดาในกายน้อยเกินไป" จู่ๆ เจสันก็พูดขึ้น "พวกลูกผสมที่กลายเป็นวิญญาณไร้สีจะสูญเสียพลังที่มากับสายเลือด พวกนักล่าอย่างเราๆ ค้นคว้าเรื่องนี้อยู่"

“น่าแปลกที่เขาดูจะกลายเป็นแวมไพร์มานานแล้วแต่พลังของราฟาเอลยังคงอยู่ ถึงจะน้อยมากก็เถอะ" ทอดด์ มือเบสของวงเสริม

“ฉันแค่ฝืนใช้พลังทั้งๆ ที่มันแทบไม่มีแล้วเลยทำให้อ่อนแรงนิดหน่อย ได้เลือดซักเหยือกคงจะดีขึ้น" วิลพูดติดตลกแต่แมทไม่ขำด้วย เขาถกแขนเสื้อวิลดูกลีฟที่ข้อมือ กลีฟซาเธลิสปรากฏชัด ไม่ใช่เพราะมันกลายเป็นสีเทา แต่เพราะกลีฟของเขากำลังไหม้ผิวหนังจนเกิดรอยสีเข้ม

“พระเจ้า นี่มันอะไรเนี่ย" แซมอุธาน

“พลังเทวดาทำร้ายตัวเขาเอง" แมทเอ่ยเบาๆ เขาเงยหน้าขึ้นมองวิล "นี่เป็นสาเหตุที่นายไม่อยากจะใช้พลังใช่ไหม ตอนนี้เลือดในตัวนายเป็นเลือดปีศาจ พลังของซาเธลิสที่เป็นพลังจากโลกเบื้องบนจึงมีผลต่อนาย เหมือนไม้กางเขน น้ำมนต์ อาวุธปลุกเสก" เขาถาม "ทำไมนายไม่บอกฉัน" แมทก้มลงมองรอยไหม้ที่ข้อมือของวิลค่อยๆ จางหายไปจนไม่เหลือร่องรอยใดๆ ไว้นอกเหนือจากกลีฟของซาเธลิสที่จางเต็มที

“แต่ก็โชคดีที่การเป็นแวมไพร์ทำให้แผลหายไว" วิลยิ้มน้อยๆ "ไม่งั้นฉันต้องมีแผลเป็นลายเชยๆ แบบนี้ไปตลอดชีวิตแน่ แค่คิดก็รู้สึกแย่"

“และโชคไม่ดีที่นายอยู่ในวาติกัน ที่นี่ไม่มีบาร์ขายเลือดให้นายหรอก แล้วก็มีกฎห้ามกัดอยู่ด้วย ในโรมก็ไม่มี คิดว่านายคงต้องไดเอทไปจนกว่าจะเสร็จเรื่อง" ไทเลอร์ว่า

“นี่ล้อเล่นรึเปล่า ในโรมเนี่ยนะไม่มีบาร์ของพวกไร้สี รู้ไหมว่างานเกย์ไพรด์เค้ายังจัดกันที่นี่ได้เลย" วิลแย้ง

“งานเกย์ไพรด์คืออะไร" แมทถามแทรก ไทเลอร์ถลึงตามองเขาอย่างไม่เชื่อหู "ให้ตาย นายไม่รู้จักเกย์ไพรด์หรือ"

“ขอโทษที ฉันไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้เท่าไหร่" แมทพูดส่งๆ เขาชินกับการถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดที่ไม่รู้จักอะไรที่ควรจะรู้

“ฉันก็ไม่รู้จักนะ อะไรคือเกย์ไพรด์หรือ" แซมแทรกขึ้นมาบ้าง นั่นทำให้แมทใจชื้นขึ้นมาก

“คืองานเทศกาลสำหรับพวกรักร่วมเพศไง ที่โรมนี่จัดทุกปี" ไทเลอร์อธิบาย

“อื้ม ฉันมาเมื่อสองปีที่แล้ว สนุกสุดเหวี่ยง" วิลพูด ทำเอานักล่าวงดาแรนซ์สี่คนถึงกับเบิกตากว้าง วิลเห็นท่าทีตกใจของพวกเขาจึงหรี่ตาถาม "พวกนายตกใจอะไรกัน"

“นายเป็นทายาทราฟาเอล เป็นแวมไพร์ แล้วยังเป็นเกย์ด้วยหรือ" บิลลี่ มือกลองของวงถาม

"นี่พวกนายเป็นคนอังกฤษรึเปล่าเนี่ย จะตกใจไปทำไม"

“ถึงเราเป็นคนอังกฤษแต่เราเป็นคาทอลิก" เจสันว่า

“สาวๆ คงเสียใจแย่ ฉันคิดจริงๆ ว่านายฮอตมาก อย่างน้อยก็เคยคิด" แซมพูดขึ้น วิลหัวเราะ "ตอนนี้ฉันก็ยังฮอตอยู่นะซาแมนธ่า" เขาเถียง "ถึงยังไงพวกผู้หญิงก็ชอบฉันอยู่ดี แต่ชอบแบบไหนนี่สิ" เขาเกาคางอย่างครุ่นคิด

“เชื่อเขาเลย" ไทเลอร์พึมพำ หันไปสบตากับแซมครู่หนึ่งแล้วทั้งคู่ก็ยิ้มให้กัน

“นายไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม" แมทถาม รู้สึกทึ่งที่วิลพูดเหมือนกับว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติ

“ไม่มีใครที่อยู่ดีๆ มาล้อเล่นว่าตัวเองเป็นเกย์หรอกนะแมทธิว อีกอย่างงานเกย์ไพรด์ก็เจ๋งสุดๆ ไว้ปีหน้าฉันจะพานายไป ที่ปารีสเป็นไง ฉันชอบแม่น้ำแซน" เขายิ้มกว้าง แม้แต่พวกไทเลอร์เองก็พยักหน้าเห็นด้วย "งานที่ปารีสสุดยอด ตอนทัวร์คอนเสิร์ตเราไปช่วงเทศกาลนั่นพอดี" เจสันโพล่งขึ้น “ถ้าไม่ติดว่าพวกเราแมนทั้งแท่งคงอยากไปร่วมอยู่หรอก” นักล่าหนุ่มยิ้มกวนๆ แมทถลึงตา เขาหันหน้าไปมองวิลแล้วปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่ล่ะขอบคุณ" 

โปรดติดตามตอนต่อไป
--------------------------------
หมายเหตุ
*เสาโอเบลิกส์ คือเสาทรงสี่เหลี่ยมยอดแหลมแบบพีระมิด เป็นศิลปะของอียิปต์โบราณที่โรมได้มา บนเสาจะมีการสลักข้อความพรรณนาถึงกษัตริย​์อียิปต์หลายพระองค์
**อีกชื่อหนึ่งของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์


มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ แห่งนครรัฐวาติกัน (มหาวิหารนักบุญเปโตร) ด้านหน้าเป็นจตุรัสที่มีเสาโอเบลิกส์ตั้งอยู่ตรงกลาง 
--------------------------------------------------------------------------
คุยกันก่อนค่ะ (^^)
กว่าจะเอาตอนนี้มาลงเรียกได้ว่าดองยาวนานเลย ตอนนี้เหมือนไปแต่ตัวทัวร์สองภพยังไงอย่างงั้น 5555
สุดท้ายเราก็ลาลอนดอนมาชั่วคราวมาอยู่ในโรม ลาเขตบริเตนมาอยู่ในเขนวาติกาโน่ ตอนนี้คงจะได้เห็นพลังของปู่กันแล้ว ได้เห็นความลับ(ที่เฮียแกก็ไม่ได้ถือว่าเป็นความลับเท่าไหร่)ของแกด้วย หวังว่าคงจะไม่ทำให้ผิดหวังที่ปล่อยให้รอคอยมาหลายสัปดาห์นะคะ >_< ยังไงต้องขอขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนและติดตามนิยายเรื่องนี้ค่ะ ถ้าอยากดูสปอยล์หรือพูดคุยสอบถามอะไรเรา กดไลค์เพจ DAREN L. ที่หน้าบทความแล้วเข้าไปเม้ามอยกันได้เลยจ้ะ ยังไงถ้าไม่ลำบากอะไรขอคอมเม้นต์แสดงตัวกันซักหน่อยนะคะ เพื่อความมั่นใจว่าเรื่องนี้มันยังมีคนอ่านอยู่ค่ะ อิอิ 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

229 ความคิดเห็น

  1. #223 MooK_KunG_Zaa (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 / 00:04
    คู่หลักคืออะไรเราไม่รู้จัก 555555555555

    กรี้ดมากกกก ปู่รุกหนักโคตรค่ะ 5555
    #223
    0
  2. #138 Giselle Illithya (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 เมษายน 2557 / 18:11
    รู้เรื่องค่ะปู่วิล นี่เรียกเปิดตัวอ่อยแมทรึเปล่า 555
    #138
    0
  3. #112 - Thumbelina - (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 เมษายน 2557 / 11:32
    เอาล่ะนะคะ... บทนี้ ฟินจนตัวลอยเลยล่ะค่ะ... วิลเลียมทำให้ดิฉันอยากจะมีสามี
    แมทธิวคะ บทนี้หล่อนรุกได้ใจฉันมาก ปกป้อง และเป็นตัวขี้สงสัยได้น่ารักเอามากๆ
    อยากจะบอกกับวิลเลียมมากๆ ว่า 'แกเร็วๆ ตะครุบแมทธิวเถอะ' -///- จิ้นจริงๆ สองคนนี้
    พักหลังมานี้ แมรี่ไม่ค่อยได้ใจเดี๊ยนเลยค่ะ (โดนตบ) นางเอาแต่อ่อนแอ (สมควรไง นังเบ -.,-)
    แต่อยากให้หล่อนน่ะ รู้จักรุกอีธานซะบ้าง (หลบ) เพราะว่าวิล-แมท แซม-เลอร์ เค้านำโด่งแล้ว
    ตอนนี้พูดอะไรมากไม่ได้ ต้องไปลุ้นในบทต่อไป ขอตัวนะค้าาาาาา อิอิ!
    #112
    0
  4. #95 Tien-ToT (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 มีนาคม 2557 / 23:22
    มาอัพไวๆน่ะค่พ
    #95
    0
  5. #82 bellas (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 มีนาคม 2557 / 19:25
    อือหือ บอกตามตรงคือรับไม่ได้ที่แมทตี้เป็นเกย์เพราะนางไม่อยากเป็น นางถึงขั้นเศร้าเลยนะเห้ย! แบบเสียใจแทน

    แต่คือ...= =;; โอเค ยังไงซะนางต้องคู่กับเกย์เฒ่า เอ้ย เกย์วิล โอเค วิลเฉยๆก็ได้ อยู่ดี

    โอมายก๊อช...ยังไงนางก็ต้องเกย์สินะ T T //แต่เห็นคู่นี้ทีไรฟินทุกทีค่ะขอบอก

    ไรท์สู้ต่อไปค่ะ!! อัพไวๆอย่าดองเป็นมาม่านะคะ 





    #82
    0
  6. #80 Diarlekus_Luwvelch (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 มีนาคม 2557 / 21:57
    แมท เราอยากผลักนายข้ามเส้นไปที่ฝั่งเกย์
    #80
    0
  7. #75 Gikkik (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 มีนาคม 2557 / 23:07
    เป็นแฟนคลับแมทค่ะ ชอบบุคคลิกของแมทมาก แบบเท่ๆลึกลับๆ

    ในตอนนี้ชอบที่สุดคือตอนแสดง Talent(Gift?) ของวิลมาก เป็นพรสวรรค์ที่อยากมี 5555 เพราะเราชอบทำของแตกบ่อยๆค่ะ 5555



    รอชมพรสวรรค์ของแต่ละคนค่ะ



    -เขียนดีค่ะ ราบรื่น ไม่สะดุด-



    keep working ต่อไปนะคะ รออ่านค่ะ
    #75
    0
  8. #74 bepimry ( I'm directioners ) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 มีนาคม 2557 / 22:55
    กรี๊ดดดดดดดดด ปู่วิลน่ารักสุดอ่ะ แมทอีกคน โอ๊ยๆๆๆ ฟินไปล่ะ
    ตอนนี้แมทนางดูเป็นห่วงปู่มากขึ้นและเริ่มสาวแตกมากขึ้นแล้วนะ 5555555555555
    รอลุ้นตอนต่อไป ชอบการเขียนมากๆเลยค่ะ ข้อมูลแน่นดี
    ชอบจนต้องกลับไปนั่งเก็บรายละเอียดนิยายตัวเองใหม่ เพราะข้อมูลตกๆหล่นๆ 
    ติดตามเสมอค่ะ จุ๊บๆ 




    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 3 มีนาคม 2557 / 22:58
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 3 มีนาคม 2557 / 22:59
    #74
    0
  9. #72 wondermomo (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 มีนาคม 2557 / 09:46
    เอาเลยนะ ชอบคู่แซมกับไทเลอร์ ปู่วิลกับแมทมากกกกกกกกกกกกกก
    มากจนลืมคู่หลักไปเลยอ่ะ ฮ่าๆๆๆ แมรี่กับเอธกุ๊กกิ๊กอะไร ฉันไม่สนอ่ะ
    อรั๊ยยยย ปู่วิลแกรนโอเพนนิ่งอย่างแรงอ่ะ! เราชอบปู่อ่ะ กรี๊ดดดดดด
    เค้าจีบกันแบบ แมทก็ยังไม่รู้เรื่องว่าเค้าจีบอ่ะ กรี๊ดดดด นี่ไม่ใช่สาวกวายนะ
    แต่บทมันส่งแล้วมันน่ารักโฮก ๆ ฮ่าๆๆ ส่วนไทเลอร์กับแซมมีบทนิดหน่อยแต่แบบก็แหมๆๆ
    ก็ยังจิ้นอยู่ดี

    ปล. ไม่อยากบอกเลยว่าอะไรที่เอธยืนยันว่ามันจะไม่เกิด มันมักจะเกิดอ่ะ
    ปล. ฉันก็อยากไปงานเกย์ไพรด์ไรนั่นนะ แบบ อยากเห็นเกย์หน้าตาดีอ่ะ!!!


    #72
    0