OTHER WORLDS : ออเทอร์เวิร์ลส

ตอนที่ 12 : บทที่ 10 : จอห์น แคสเตอร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 258
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    21 เม.ย. 57

บทที่ 10 จอห์น แคสเตอร์

 

แมรี่และเอธเดินผ่านประตูพิภพมาหยุดอยู่หน้าหอคอยสูงที่มียอดหลังคารูปโดมและเทวดาธีรอสยืนสยายปีกชูดาบชี้ขึ้นฟ้า

หอผู้ล่วงลับ

“ทำไมไม่พาเราไปที่สภาก่อน" เอธหันไปถามหนึ่งในทวารบาลที่พาทั้งสองมา

“ท่านแคสเตอร์อยากพบพวกคุณ"

“แคสเตอร์หรือ หมายถึงจอห์น แคสเตอร์ หนึ่งในผู้คุมกฎแห่งสภาสูงน่ะหรือ" เอธเลิกคิ้ว

“เข้าใจถูกแล้วคุณวอลเตอร์"

“ใครคือจอห์น แคสเตอร์" แมรี่ถามขึ้น

“ต้องถามว่าใครคือแคสเตอร์จะดีกว่า ตระกูลแคสเตอร์เป็นหนึ่งในผู้คุมกฎแห่งสภาสูงเหมือนตระกูลมอสส์ หนึ่งในตระกูลทรงอำนาจด้านการปกครองในโลกเบื้องหลัง" เอธอธิบาย เธอกลืนน้ำลายลงคอแทบไม่ทัน มันคงจะเหมือนกับเธอกำลังจะได้เข้าพบประธานาธิบดีของอังกฤษ หรือพระสันตะปาปาอะไรทำนองนั้นแน่ๆ

เอธและแมรี่เดินตามทวารบาลสามนายไต่บันไดวนขึ้นไปจนถึงยอดหอคอย หนึ่งในนั้นเปิดประตูบานใหญ่ออก หลีกทางให้ทั้งคู่เดินเข้าไปด้านใน แมรี่พบว่าที่ๆ เธอยืนอยู่คือห้องใต้หลังคาโดม แสงสว่างส่องเข้ามาจากทุกทางเพราะบานหน้าต่างเป็นกระจกรอบด้าน

“สวัสดีตอนสายคุณวอลเตอร์ คุณสจ๊วต" เสียงแหบทุ้มของชายวัยกลางคนในชุดคลุมยาวที่กำลังยืนหันหลังให้เอ่ยขึ้น

“แคสเตอร์...” เอธพึมพำ

“ไม่ใช่เรื่องดีต่อตระกูลของคุณนักที่ต้องมีประวัติละเมิดกฎสังหารกริมม์โดยไม่ได้รับอนุญาตนะคุณวอลเตอร์"

“เราทำเพื่อป้องกันตัว กริมม์จู่โจมเรา"

“เรางั้นหรือ...” ชายคนนั้นหันกลับมา เขาดูภูมิฐานและดูอายุมากแล้วในสายตาของแมรี่ "เกรงว่ามันจะไม่ได้จู่โจมคุณ มันจู่โจมเธอ" เขาชี้มาที่แมรี่ "ใช่ไหมคุณสจ๊วต" แมรี่อ้ำอึ้ง เขาพูดถูก อันที่จริงแล้วเป้าหมายของกริมม์คือเธอคนเดียว

“เธอมีกลีฟ กริมม์ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายเธอเหมือนกัน" เอธเถียง "เธอมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะเป็นพลเมืองของที่นี่ แต่คุณกลับปกป้องกริมม์แทนที่จะปกป้องพลเมืองของคุณหรือ"

“ซาเธลิสไม่ได้ประทับตราเธอเพื่อส่งเธอมาเป็นพลเมืองของที่นี่คุณวอลเตอร์" เขาเอ่ยเรียบๆ แมรี่กะพริบตาปริบๆ หันมองเอธด้วยท่าทีตั้งคำถาม

“คุณหมายความว่ายังไงคะ" แมรี่ตัดสินใจถามแทรก

“เกรงว่าตระกูลของคุณจะไม่เป็นที่ต้อนรับในโลกเบื้องหลังคุณสจ๊วต" เขาว่า

“เธอไม่มีพิษมีภัยอะไร ยังใช้พลังไม่เป็นด้วยซ้ำ" เอธแย้ง "เธอควรจะรับการฝึกจากที่นี่ ผมมั่นใจว่าเธอไม่ใช่ตัวอันตราย"

แคสเตอร์ยิ้มก่อนจะส่ายหน้า "สภาจะไม่ปกป้องเธอ พลังของเธอเป็นอันตรายต่อออเทอร์เวิร์ลส หากเธอสามารถใช้พลังของเธอได้อย่างสมบูรณ์ เวลานั้นไม่มีใครรับประกันว่าเธอจะไม่ใช้มันเพื่อประโยชน์ของตนเอง"

“คุณกลัวอะไร คุณแคสเตอร์" เอธหรี่ตาลง "กลัวอะไรในตัวเธอหรือ"

“ดูเหมือนโลกเบื้องล่างจะมีทีท่าไม่ค่อยดี รู้อะไรไหมคุณวอลเตอร์ ตอนนี้โลกเบื้องหลังกำลังอยู่ในจุดที่อ่อนไหวและเปราะบางมาก กลิ่นอายของสงครามรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ"

“สงคราม สงครามอะไรคะ" แมรี่แทรกขึ้นอีกครั้ง เธอรู้สึกเหมือนคนนอกเมื่อแคสเตอร์กับเอธเอาแต่พูดเรื่องที่เธอไม่เข้าใจ

“สงครามพิภพยังไงเล่าคุณสจ๊วต คุณคิดว่าออเทอร์เวิร์ลสนี้สงบสุขอย่างนั้นหรือ ไม่เลย ตลอดเวลาหลายร้อยหลายพันปี โลกเบื้องบนและเบื้องล่างทำสงครามกัน เพื่อชิงโลกเบื้องหน้าที่เป็นดินแดนบริสุทธิ์ ไม่มีพลังวิญญาณสีไหนครอบครองไม่ว่าขาวหรือดำ เป็นเหตุให้เหล่าเทวดาและเหล่าปีศาจต่างไปประทับตราทายาทของตนจนเกิดลูกผสมเพื่อใช้เป็นสมัครพรรคพวกของพวกเขา" แคสเตอร์เดินเนิบๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้าแมรี่ ทอดสายตาลงที่สร้อยคอของเธอ “ซาเธลิสไม่มีสิทธิ์สร้างทายาทที่มีพลังของเขา มันอันตรายเกินไป"

“หมายความว่ากริมม์ต้องการตัวหนูเพื่อใช้พลังของหนูในสงครามหรือคะ" แมรี่เบิกตากว้าง

“มีการผนึกพันธสัญญาระหว่างภพไปแล้ว สงครามจะไม่เกิดอีก" เอธโพล่งขึ้น "ไม่ว่าโลกไหนก็ไม่มีสิทธิ์เปิดสงคราม"

“พันธสัญญานั่นไม่มีประโยชน์อีกแล้วคุณวอลเตอร์ หลังๆ มานี้มีพวกวิญญาณสีดำไปเพ่นพ่านในโลกเบื้องหน้าจนน่าสงสัย พวกนั้นกำลังเตรียมการ ลูกผสมที่เป็นเดวิลก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ โลกเบื้องบนกำลังหวาดกลัว"

“แต่แมรี่ไม่เป็นภัยต่อที่นี่แน่ๆ ผมรับรอง"

“เธอเป็นแน่คุณวอลเตอร์ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ สภาเสี่ยงให้เกิดการล่มสลายของโลกเบื้องหลังไม่ได้ พลังของซาเธลิสสร้างภพนี้ขึ้นมา แน่นอนว่าสามารถทำลายได้ด้วย วิญญาณสีเทาไม่ควรได้ครอบครองพลังนี้ ถ้าเธอควบคุมพลังไม่ได้นั่นหมายถึงหายนะ เรื่องนี้ทุกคนในตระกูลของเธอรู้ดี"

“เกิดอะไรขึ้นกับปู่แล้วก็พ่อของหนูคะ" แมรี่จ้องแคสเตอร์ นี่อาจเป็นสาเหตุให้ทั้งสองคนแตกดับทันทีที่มาถึงที่นี่

“พวกเขายอมรับโทษประหาร หลังจากยอมรับว่าไม่สามารถควบคุมพลังซาเธลิสในตัวได้ จึงยอมแตกดับไป" แคสเตอร์ตอบเสียงเย็น แมรี่ทรุดฮวบ เอธรีบเข้ามาพยุงเธอ

“สภาไม่มีสิทธิ์ประหารเธอ มันต้องมีทางเลือกอื่น!” เอธพูดเสียงดัง แคสเตอร์หรี่ตาลง

“แล้วคุณคิดว่ามีหรือ ถ้าออเทอร์เวิร์ลสเข้าสู่ภาวะสงคราม แล้วเธอถูกใช้เป็นเครื่องมือไม่ว่าจากฝ่ายไหนซึ่งต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ ถ้าโลกเบื้องล่างชิงเธอไปไม่ได้ ซาเธลิสจะพาเธอไปแทน เขาใช้พลังของตัวเองไม่ได้เพราะพลังของเขารักษาสมดุลระหว่างภพอยู่ และถ้าสมดุลย์ของพิภพสั่นคลอนเขาจะแตกดับทันที เขาจะใช้เธอ และนั่นอาจไม่ใช่แค่โลกเบื้องหน้าที่จะพินาศ แต่อาจไม่เหลือออเทอร์เวิร์ลสสำหรับพวกมนุษย์อีกเลยคุณวอลเตอร์"

“ผมไม่ยอมให้พวกคุณทำอะไรเธอ" เอธพูดเสียงหนักแน่น

“ฉันถึงเรียกพวกคุณมาก่อนเพื่อยื่นข้อเสนอ" แคสเตอร์เข้าประเด็น แมรี่เห็นเขาหยิบบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อคลุม มันเป็นเหมือนหินอัญมณีสีเขียวเข้มเหมือนมรกตแต่ดูหมองกว่า

“ศิลาวิปลาส" เขาพูด "สมบัติของตระกูลแคสเตอร์ มันสึกกร่อนไปมากและใช้การไม่ได้มานาน"

“ศิลาที่ใช้เปลี่ยนสรรพสิ่งเป็นคู่ตรงข้าม" เอธพึมพำ "เปลี่ยนขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว"

“ถูกต้องคุณวอลเตอร์ พลังของสายเลือดนูริกคือมายากล มีแค่ทายาทตระกูลแคสเตอร์เท่านั้นที่ใช้ศิลานี้ได้" เขามองแมรี่

“แล้วจะให้หนูทำอะไรกับมันล่ะคะ" แมรี่มองศิลาวิปลาสอย่างฉงน แคสเตอร์ยิ้มที่มุมปาก "ฉันแค่อยากให้คุณใช้พลังซาเธลิสคืนสภาพมัน แล้วฉันจะมอบทางรอดให้"

“แต่หนูยังใช้ไม่เป็นด้วยซ้ำค่ะ" เธอว่า

“แน่นอนว่ายังไม่ได้ แต่ได้แน่ๆ เมื่อคุณได้รับการฝึกฝน ฉันเสนอที่ลี้ภัยให้หากคุณถูกตัดสินประหาร ที่นั่นคุณจะปลอดภัย มีโอกาสฝึกฝนพลังซาเธลิส และเมื่อคุณสามารถใช้มันได้ คุณต้องซ่อมศิลานี่ และฉันจะหาทางเปลี่ยนใจสภาให้ไว้ชีวิตคุณ"

“เราจะรู้ได้ยังไงว่าคุณจะไม่หักหลังเรา" เอธถาม

“พวกคุณไม่มีทางเลือก รถของสภารออยู่ด้านล่างแล้ว เขาจะรับพวกคุณไปขึ้นรถไฟ มุ่งสู่ที่ทำการสภาสูง และฉันก็เป็นหนึ่งในลูกขุนที่จะลงคะแนนเสียง แน่นอนว่าฉันลงคะแนนช่วยคุณสจ๊วตไม่ได้ แต่ถ่วงเวลาสภาได้นานพอที่เธอจะพิสูจน์ตนเองว่าไม่เป็นภัยต่อออเทอร์เวิร์ลส"

“ตกลงค่ะ!” แมรี่ตอบ เอธหันขวับมามองเธออย่างไม่เชื่อหู

“เธอบ้าไปแล้วเหรอแมรี่" เขาว่า

“เขาพูดถูกเอธ ในเมื่อถ้าฉันยังรู้สึกคลุมเครือกับพลังของตัวเองแบบนี้สภาไม่มีทางปล่อยฉันไป ฉันต้องพิสูจน์ตัวเอง"

“เธอทำถูกแล้วคุณวอลเตอร์ คุณควรจะให้เธอได้ตัดสินใจ" แคสเตอร์ยิ้ม

เอธมีท่าทีลังเล แมรี่เองก็ลังเลแต่เธอไม่มีทางเลือก เธอยังไม่อยากจะตายอีกหน หรือถ้าจะตาย เธอควรจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ให้มากกว่านี้เสียก่อน เธอนึกถึงความฝันหลังจากที่เธอตายจากโลกมนุษย์ ผู้ชายผมสีเงินคนนั้นต้องเป็นซาเธลิส และเขาไม่ได้ต้องการให้เธอตาย เรื่องอะไรเธอจะยอมแพ้ง่ายๆ

*** 

ณ คฤหาสน์ตระกูลมอสส์ แซมเดินวนไปมาอยู่ในห้องหนังสือโดยมีแมทนั่งมองเธอจากมุมห้อง บนเก้าอี้บุนวมหนา “ป่านนี้พวกเขาจะออกเดินทางรึยัง แมท ฉันว่าเราควรจะตามพวกเขาไปสภา" เธอหันมาถามชายหนุ่มที่นั่งเงียบมาพักใหญ่

“ยังไงล่ะแซม ตอนนี้เราถูกกักบริเวณ พ่อแม่เธอก็โกรธมากเรื่องที่เราไปโลกเบื้องหน้า หนีกริมม์หัวซุกหัวซุน"

“แต่เอธกับแมรี่กำลังไปสภา คนที่ไปที่นั่นมีใครจบสวยบ้าง พ่อแม่ฉันอาจช่วยเอธ เขาเป็นคู่หมั้นฉัน แต่เขาไม่มีทางช่วยแมรี่"

“ก็น่าจะเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว" แมทว่า

“นี่นายไม่ห่วงเธอบ้างเลยเหรอ" แซมหมดความอดทน เธอเดินมากอดอกทำหน้าถมึงทึงใส่แมท

“ถึงห่วงก็ทำอะไรไม่ได้ เราถูกกักบริเวณ"

“นี่นายเป็นเครื่องตอบรับอัตโนมัติรึไงถึงเอาแต่พูดประโยคเดิมๆ มันต้องมีทางสิ นี่บ้านฉัน ฉันจะหนี" แซมดูมุ่งมั่นเกินเหตุ ซึ่งแมทเห็นว่ามันห้าวเกินไป

“หนีแล้วไปไหน ตีตั๋วขึ้นรถไฟตามสองคนนั้นไปสภาหรือ"

“ก็คงเป็นแบบนั้น"

“เธอคิดตื้นเกินไป ใช่ เราต้องหนีแน่ๆ แต่เราจะไม่ตามเอธไปสภา" แมทลุกขึ้นยืน

“แล้วเราจะไปไหนล่ะแมท" แซมย่นคิ้ว แมทเดินเข้ามาใกล้ๆ เธอ พูดด้วยเสียงที่เบาที่สุด

“จำตอนที่เอธพูดกับฉันก่อนจะออกไปกับทวารบาลได้ไหม เขาอยากให้ฉันจัดการต่อ เรื่องที่ทำให้เขามาช้าน่ะ"

“เรื่องอะไรเหรอ... อ้อ เรื่องที่เขาไปคุยกับนักล่าใช่ไหม" แซมนึกขึ้นได้ "แต่ฉันคิดว่าไม่สำเร็จ เขาเลยมาช้า"

“ถ้าไม่สำเร็จเขาคงไม่ขอให้ฉันจัดการต่อ แซม เราต้องไปพบนักล่าคนนั้น"

“คนไหนล่ะ ฉันไม่เคยรู้จักเพื่อนนักล่าของเอธ"

“ต้องมีข้อมูลของเขาในบ้านของเอธ บางทีเราควรไปเริ่มที่นั่น"

“เจ๋งไปเลย โอเคเราจะหนีจากการกักบริเวณบ้าๆ นี่" แซมทุบกำปั้นลงฝ่ามือ

“คราวนี้ฉันต้องพึ่งเธอแล้ว เราจะหนีจากที่นี่ยังไง ทวารบาลอยู่รอบบ้านเธอเลยนะ"

“อย่าลืมสิว่าพลังของบาลักทำอะไรได้บ้าง" แซมขยิบตา เธอเดินออกไปยืนที่ระเบียง ยื่นสองแขนไปข้างหน้า หลับตา และใช้พลัง พริบตาเดียวรอบๆ บ้านก็ถูกปกคลุมด้วยไอหมอกหนาทึบ พลังของบาลักในตัวแซมแข็งแกร่งขึ้น และดูเหมือนเธอพัฒนาฝีมือได้ในระดับดีแล้ว “ขอโทษทีนะพวก…” แซมเอ่ยเสียงค่อยก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นภาพหลอน

หลังจากแซมใช้พลังของบาลักพรางตาจากทวารบาลที่ประตูแล้วหนีออกจากคฤหาสน์มากับแมทได้ ทั้งคู่รีบตรงไปบ้านของเอธ แซมมีกุญแจบ้านของเอธติดตัวตลอด เพราะเธอกับแมทมักไปขลุกอยู่บ้านของเอธเสมอๆ

“เริ่มจากตรงไหนดีล่ะ" แซมลังเลขณะกวาดตามองรอบๆ ห้องนั่งเล่น

“เธอไปหาที่ห้องของเขา ฉันจะไปดูตู้จดหมาย" แมทว่า ทั้งคู่แยกย้ายกันหาอะไรก็ได้ที่น่าจะเป็นเบาะแสของนักล่าที่เอธพูดถึง

เวลาผ่านไปเกือบๆ ชั่วโมง ทั้งคู่ไม่เจออะไร แซมทิ้งตัวลงบนโซฟา ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน

“นายคิดว่าจะมีจริงๆ เหรอแมท" เธอถาม แมทพลิกนิตยสารเกมคอมพิวเตอร์ของเอธเล่มแล้วเล่มเล่า

“คิดว่าน่าจะมี" เขาว่าขณะเขย่านิตยสารในมือ แล้วบางสิ่งบางอย่างก็ร่วงลงมา เป็นบัตรกระดาษแข็งเคลือบมัน

ไอโวรี่บาร์ จุดนัดพบของเหล่าวิญญาณไร้สี

อาหาร เครื่องดื่ม สำหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

“เอธไปที่แบบนี้ด้วยหรือ" แมทย่นคิ้ว เขาพลิกดูอีกด้านของบัตร มีลายมือหวัดๆ ของเอธเขียนว่า ทีเอ็ม อดัม สังกัดวาติกัน “ใครคือทีเอ็ม อดัม" แมทเงยหน้าถาม

“ชื่อคุ้นจัง" แซมพึมพำ

“สังกัดวาติกัน...” แมทอ่านข้อความต่อจากนั้น "ฉันว่าเราเจอแล้วล่ะ นักล่าที่ว่า" แมทส่งบัตรให้แซม เธอรับไปอ่าน

“แล้วเราจะเจอเขาได้ที่ไหน" แซมเลิกคิ้วถาม แมทพยักพเยิดไปที่นามบัตรในมือแซม เธอพลิกอีกด้าน อ่านออกเสียงดังฟังชัด “ไอโวรี่บาร์...”

 ***

ท้องฟ้าด้านนอกมืดแล้ว แมรี่นั่งเปิดปิดล็อกเก็ตห้อยคออย่างเบื่อหน่าย เธอขึ้นรถไฟมานานพอดูแล้ว ไม่รู้ว่าการเดินทางต้องใช้เวลานานแค่ไหน และเธอจะต้องเจอกับอะไร

“เธอควรจะนอนพัก เราน่าจะถึงเขตวาติกาโน่พรุ่งนี้เช้า รถไฟในโลกนี้ไม่เหมือนที่โลกของเธอ มันใช้พลังวิญญาณในการวิ่ง เร็วกว่ารถไฟความเร็วสูงของพวกมนุษย์มาก"

“วาติกาโน่... นายหมายถึงอิตาลีหรือ!” แมรี่ถลึงตา และเธอก็สมควรจะตกใจถ้าหากนี่คือขบวนรถไฟจากลอนดอนถึงโรม

“ทำนองนั้น ที่ทำการของสภาสูงและศูนย์กลางของโลกเบื้องหลังตั้งอยู่ในเขตวาติกาโน่ ใช้จีพีเอสระบุจะตรงกับกรุงโรมในโลกของเธอ ความจริงพูดว่านครรัฐวาติกันจะถูกกว่า"

“ฉันนึกว่าอยู่ในลอนดอน" แมรี่มุ่ยหน้า

“ถ้าอยู่ในลอนดอนเราคงไม่ต้องขึ้นรถไฟหรอกแมรี่" เอธว่า เขามองออกไปนอกหน้าต่าง "ฉันไม่ได้ไปวาติกาโน่นานมากแล้ว ร้านเหล้าที่นั่นมีแต่คนเจ๋งๆ"

“นายดูไม่ค่อยทุกข์ร้อน การฆ่ากริมม์ไม่ได้มีโทษร้ายแรงหรือ" แมรี่เห็นเอธยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหันมามองเธอ แววตาสีเทาของเขาลุกวาวเมื่อต้องแสงตะเกียง

“อาจจะร้ายแรงน้อยกว่าของเธอหน่อย คงถูกจับเข้าคุกขังลืมล่ะมั้ง" แมรี่อ้าปากค้าง เอธหลุดหัวเราะ "ฉันล้อเล่น กริมม์เป็นสัตว์นรก มันไม่มีสติปัญญานึกคิดนอกจากทำตามคำสั่ง ฆ่ามันตายก็คงมีโทษไม่หนักหนาอะไร ฉันทุกข์ร้อนเรื่องของเธอมากกว่า"

“นายไม่จำเป็นต้องปกป้องฉันก็ได้ ถูกของแมท มันเกินขอบเขตของพวกนายแล้ว" แมรี่อ่อนใจ เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวนำโชคร้ายมาให้คนรอบข้าง

“มันอยู่ในขอบเขตของฉัน ฉันเป็นคนฆ่าซิบิลิสตัวนั้นแล้วพาเธอมานี่ ทำให้เธอได้โอกาสที่จะมีชีวิตต่อ ฉันไม่ปล่อยให้สภาฆ่าเธอหรอก อย่างน้อยสัญชาตญานของฉันก็บอกว่าต้องปกป้องเธอ"

“ทำไมล่ะเอธ นายก็ได้ยินที่แคสเตอร์พูด พลังของฉันทำลายออเทอร์เวิร์ลสได้ ทำไมนายถึงมั่นใจว่าฉันจะไม่ก่อเรื่องแย่ๆ"

“เพราะเธอไม่ได้เกิดมาเพื่อก่อเรื่องแย่ๆ" เอธว่า "พลังของไมอาคือความสามารถในการต่อสู้และแยกแยะมิตรศัตรู ถ้าเธอเป็นภัย ฉันจะรู้ทันทีและฉันจะไม่ปล่อยให้เธอรอดมาถึงที่นี่"

แมรี่กัดริมฝีปาก มองวิวนอกหน้าต่างที่ไม่มีอะไรให้เห็นนอกจากความมืด ในขณะที่เอธมั่นใจในตัวเธอแต่เธอกลับกลัวตัวเอง บางที่ปู่กับพ่อก็คงจะกลัวเหมือนกัน

“ฉันมั่นใจว่าแซมกับแมทกำลังหาทางช่วย พวกเขาช่วยแน่ๆ แมทไม่ทิ้งเธอเชื่อฉันสิ เขาฉลาดที่สุดในหมู่พวกเรา" เอธมอบรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย เขามีมุมแบบนี้เสมอถึงแม้จะเป็นคนขี้เล่นแค่ไหนก็ตาม แมรี่พยักหน้ารับ แต่จู่ๆ ตะเกียงไฟทั้งหมดในโบกี้ก็ดับพรึ่บ รถไฟเบรกกะทันหันเกิดเสียงเอี๊ยดแสบแก้วหู แมรี่เซถลาพุ่งใส่เอธไปเต็มแรง เขายึดเธอไว้ขณะมองซ้ายมองขวา

“พวกเขาหยุดรถทำไม" เอธผละจากแมรี่ เดินไปเลื่อนประตูตู้โดยสารให้เปิดออก "เกิดอะไรขึ้นหรือ!” เขาตะโกนถามใครซักคนที่ทางเดิน

“มีบางอย่างขวางรางรถไฟ กลับเข้าไปในตู้โดยสารด้วยคุณวอลเตอร์" แมรี่ได้ยินเสียงใครสักคนตอบกลับมา เธอมองออกไปนอกรถ มันมืดมากจนไม่เห็นอะไร เอธปิดประตูแล้วกลับมานั่งข้างๆ แมรี่

“ดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่" เอธพึมพำ

ตึง! เสียงบางอยากกระแทกโบกี้รถไฟที่ทั้งสองอยู่ดังสนั่น แมรี่ล้มลงไปกองที่พื้น

“ให้ตายเถอะนี่มันบ้าอะไรเนี่ย" เธอพูดเสียงดัง เอธยังคงมองซ้ายขวา เขาเอื้อมมือมาดึงแมรี่ให้ลุกขึ้น

“เราถูกโจมตี" เขามองเธอด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว เหมือนเหยี่ยวที่พร้อมจะต่อสู้หรือล่าเหยื่อ

โปรดติดตามตอนต่อไป
------------------------
TALK 
วันเสาร์ เอาตอนสิบมาลงซะเลย อิอิ เนื้อเรื่องเข้มข้นมากขึ้นแล้ว เย้! 
ตอนนี้มีตัวละครใหม่โผล่มา แต่ไม่ใช่ตัวละครที่เราพูดถึงในทอล์กของบทที่แล้วนะคะ 
คุณแคสเตอร์คนนี้จะเป็นอะไรยังไง ติดตามได้ในออเทอร์เวิร์ลส 
ส่วนตัวละครใหม่ที่จะมีอิมเมจให้ยลในส่วนของcharacters ต้องรอลุ้นว่าจะเป็นใคร อดใจรอจ้า :D 

ปล. ขอบคุณทุกคอมเม้นต์และข้อติชม สัญญาว่าจะนำไปปรับปรุงในทุกกรณีค่ะ >_< 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

229 ความคิดเห็น

  1. #132 minminjung007 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 เมษายน 2557 / 23:00
    ฉากรถไฟอารมณ์เหมือนแฮร์รี่ พอตเตอร์ตอนผู้คุมวิญญาณบุกรถไฟเลย55555
    #132
    0
  2. #86 - Thumbelina - (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 มีนาคม 2557 / 21:06
    เกิดอะไรขึ้นกับแมรี่และเอธในตอนต่อไป ?
    บุคคลที่แมทธิวและแซมเมลตามหาคือวงกีต้าร์ป่าว ?
    แล้วนุ้งวิลที่รัก ทำไม่มีสวีทจี้จุ้บ กับแมท (รอแบบนี้อย่างเดียววว)
    ชอบบบบบบบบบบ วิลเลียมมมมมม มากกกกกกกก เลยยยยยยย ค่าาาาา
    แอร๊ยยยยยยย >/////< -/////- =/////= 
    ได้เป็นผัวคงฟินไปถึงชาติหน้า 555
    #86
    0
  3. #39 `คุณหมาป่า。 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มกราคม 2557 / 23:19
    ความจริงคืออ่านตอนนี้นานแล้ว แต่เพิ่งมาเม้นท์ (อย่าเพิ่งตีหัววว)
    ศิลาอะไรหนอ จะเปลี่ยนอะไรหว่า มีปมเพิ่มแล้ววว

    ปล คนที่เข้ามาขัดขวางนี่คิดได้สองแบบ
    1. คนที่เอธเคยไปเจรจา แต่ยังไม่สำเร็จ 2. ตัวละครนอกเหนือจากนั้น...ซึ่ง ใครล่ะหนอ 


    #39
    0
  4. #38 wondermomo (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 มกราคม 2557 / 18:31
    ให้ทายว่าตัวละครใหม่ต้องเป็นนักล่า ฮิ๊ววว ขอหล่อๆ นะจ๊ะ อิอิ
    ตาปู่แคสเตอร์จะทำอะไรกันแน่ คงไม่ใช่แค่ปลุกศิลาให้ใช้การได้ใหม่แน่ๆ อ่ะ สงสัย มีพิรุธอย่างแรง
    ด้านแมทกับแซมก็ไม่ปล่อยโอกาสให้เสียเวลาหนีมาซะเลย เอาใจช่วยให้เจอนักล่าไวๆ
    ส่วนแมรี่กับเอธ จะเจออะไรน้า รอติดตาม 

    มีคำผิดนิดหน่อยจริงๆ จุดนี้ ทวนได้เริ่ดมากจริงๆ
    สมดุลย์ - สมดุล
    กระทันหัน - กะทันหัน

    สู้ๆ จ้า อัพเร็วมากอ่ะ ชอบ ^^


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 18 มกราคม 2557 / 18:31
    #38
    0