[SF/OS] NCT noren markren markmin nomin chanle jaeten

ตอนที่ 1 : Mark x Renjun >>> Morphine

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 269
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 มิ.ย. 60





Morphine





Tag : #ยึดเรือไว้ให้มั่น




 

          "พี่มาร์ค”

 

          เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นเรียกให้คนตัวสูงที่กำลังหลงทางอยู่ยิ้มออกมา ใบหน้าหวานของคนตรงหน้าทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ขายาวก้าวฉับๆเข้าไปหาคนที่ยืนรออยู่ จนเมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย

 

          “ถ้าเราไม่เรียกพี่ พี่คงหลงทางอยู่ในนั้น” ว่าจบ แขนยาวก็พาดกอดคนตัวเล็ก

 

          วูบ!

 

          ทันทีที่ยื่นแขนออกไปกอด มาร์คก็คว้าได้แต่อากาศ ร่างของคนตรงหน้าหายลับไปกับตา ร่างสูงหันซ้ายหันขวา สอดสายตาหาจนทั่วแต่ก็ไม่พบร่างของคนที่ตนรัก ขายาวออกวิ่งอีกครั้ง วิ่งจนเหนื่อยหอบ วิ่งไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายเขาก็กลับมาอยู่ที่เดิน

 

          เมื่อแรงกำลังเริ่มอ่อนลง ร่างสูงก็เลือกเก้าอี้ไม้แถวนั้นนั่งพัก ผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างประปราย ทั้งๆที่คนน้อยแท้ๆแต่ทำไมเขาถึงหาร่างบางไม่เจอ

 

          “หายไปไหนนะ เมื่อกี้ยังอยู่ด้วยกันอยู่เลย” ร่างสูงพึมพำกับตัวเองแล้วปาดเหงื่อกาฬที่ไหลออกมา

 

          “พี่มาร์ค”

 

          มาร์คเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง มองหาต้นตอของเสียงก็พบว่าคนที่เรียกตนยืนอยู่ไม่ไกล รอยยิ้มดีใจปรากฏบนใบหน้าหล่อ พลันแรงกำลังก็กลับมาอีกครั้ง มาร์คลุกเดินออกไปหาอีกครั้ง และเมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ เขาก็จะสวมกอดอีกครั้งเพราะคิดว่าคนตัวเล็กหายไปไหนมา เขาเป็นห่วงเหลือเกิน

 

          วูบ!

 

          และร่างนั้นก็หายไปอีกครั้ง...

 

          ฉับพลัน กระบอกตาทั้งสองข้างร้อนผ่าวและน้ำตาอุ่นๆก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่โดยที่เจ้าตัวก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเพราะสาเหตุใด มือหนาปาดน้ำตาที่ไหลเปรอะใบหน้าออกเท่าไหร่ก็ไม่หมดเสียที ร่างสูงยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้นจนแสงอาทิตย์ลาลบขอบฟ้าไป

 

          จนในที่สุด ใบหน้าหล่อก็เงยขึ้นมามองไปรอบๆ ตอนนี้ไม่เหลือใครอยู่ที่นี่แล้ว มีเพียงเขา ...เขาคนเดียวกับหัวใจที่เจ็บปวด มันทรมานเกินกว่าจะทนรับไหว ร่างสูงทุกหน้าอกตัวเองดังอั่กแต่มันก็มิอาจจะลดทอนความเจ็บนี้ลงได้

 

          “พี่มาร์ค”

 

          เสียงนั้นมาอีกแล้ว แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาก็พบเพียงแต่ความว่างเปล่า จนหางตาก็พบกับร่างที่ตนตามหาอยู่ มาร์คหันไปหาคนตัวเล็กแล้วรอยยิ้มก็กลับมาอีกครั้ง

 

          “พี่มาร์คครับ เราเลิกกันเถอะ”

 

          ขายาวที่กำลังก้าวเข้าไปหาหยุดชะงัก ร่างทั้งร่างสั่นเทิ่ม หัวใจเจ็ปวดราวกับโดนกระชากออกมาแล้วบีบมันซ้ำแล้วซ้ำอีกจนแทบจะแหลกคามือ สองขาทรุดลงกับพื้น แขนยาวยื่นออกมาไข่ขว้าแต่อีกฝ่ายกลับค่อยๆถอยออกไป

 

          ใบหน้าหวานที่เขาหลงรักไม่เผยความรู้สึกใดๆ ดวงตาที่เคยมองมาที่เขาด้วยความรักกลับเย็นชา ริมฝีปากที่เคยมอบรอยยิ้มอันสดใสให้เรียบตึง ร่างกายที่เคยมอบความอบอุ่นให้แต่ตอนนี้เขากลับสัมผัสได้ถึงความห่างเหิน

 

          “อย่าทิ้งพี่ไป... ได้โปรด” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างแหบแห้งขอร้องอ้อนวอนให้คนที่เดินจากไปหันหลังกลับมาแล้วบอกเขาว่าทั้งหมดนี่เป็นเรื่องล้อเล่น ที่ทำไปก็เพราะอยากให้เขารู้สึกว่าควรจะดุแลอีกฝ่ายให้ดีกว่านี้

 

          “...อย่าไป”

 

          แล้วร่างทั้งร่างล้มลงกับพื้น ลมหายใจบางเบาถูกพ้นออกมา ร่างกายรู้สึกอ่อยแรงเนื่องจากหัวใจที่ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วตัวได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ตาทั้งสองข้างๆค่อยๆหลับลงเพราะความเหนื่อยอ่อน

 

          เขาไม่อาจจะรับความเจ็บปวดนี้ได้อีกแล้ว ยาแก้ปวดขนาดปกติไม่มีฤทธิ์มากพอที่จะระงับความเจ็บปวดนี้ได้ เรี่ยวแรงที่เหลือสุดท้าย เขาใช้มันหยิบขวดยาและเข็มฉีดยาแกะกล่องในกระเป๋าขึ้นมา เปิดฝา เอาเข็มจิ้มลงไป ดูดยาขึ้นมา มัดยางกับข้อแขนของตัวเอง จิ้มเข็มที่มีมอร์ฟีนเข้าไปในเส้นเลือด

 

          การฉีดเข้าเส้นเลือดทำให้ยาเข้าไปสู่ร่างกายได้เต็มร้อยและรวดเร็วมากกว่า ร่างกายที่เกร็งเครียดค่อยๆผ่อนคลายลง จนในที่สุดเขาก็สามารถหายใจได้ค่อนข้างเป็นปกติแต่อาการหน่วงใจยังคงไม่จางหายเนื่องจากเจ้าของหัวใจเขายังบีบมันอยู่

 

          “พี่มาร์คดีขึ้นหรือยังครับ?” เสียงหวานใสดังขึ้นข้างๆตัว มาร์คหันหน้าไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

 

          ใบหน้าหวานของใครอีกคนที่ไม่ใช่คนรักของเขา รอยยิ้มเล็กๆปรากฏบนใบหน้าสวยราวผู้หญิง มือเล็กค่อยๆแกะยางและเข็มฉีดยาออกอย่างเบามือ เก็บมันใส่กระเป๋าสะพายที่ติดตัวมาด้วย อีกฝ่ายทำทุกอย่างอย่างเบามือจนเขาแทบจะไม่รู้สึกเจ็บเลย

 

          “เรากลับบ้านกันเถอะครับ มืดแล้ว” คนตัวเล็กเอนลงไปช่วยพยุงคนที่นอนราบอยากับพื้นขึ้นมาอย่างเบามือ ทุกการกระทำมีรอยยิ้มบางๆเป็นฉากประกอบ “พี่ค่อยๆลุกนะ”

 

          ความเจ็บที่ทุเลาลงไปบ้างแล้วเนื่องจากมอร์ฟีนเข้าไปกดเส้นประสาททำให้ผู้ที่ได้รับมันสามารถอดทนกับความเจ็บปวดได้มากขึ้น คนตัวเล็กค่อยๆพยุงพาร่างสูงเดินกลับบ้าน เขาไม่รู้หรอกว่าอาการเหล่านี้จะกลับมาอีกเมื่อไหร่แต่เขารู้เพียงแค่ว่าคนข้างๆตอนนี้สามารถช่วยให้อาการเจ็บปวดลดลงได้

 

          แต่อย่าลืมว่าถึงแม้มอร์ฟีนจะเป็นยาที่ช่วยให้ลดอาการเจ็บปวดลงได้ แต่มันก็ยังเป็นเป็นสารเสพติดที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว

 

 


 

-----


 

 

 

            เช้าในวันเดิมๆของมาร์คลี เขาต้องตื่นขึ้นมาทุกเช้าด้วยอาการเจ็บปวดที่หัวใจ หรือจะเรียกว่าอกหักก็ได้ ก็นั่นแหละผ่านมาแล้วสามเดือนที่นาแจมินทิ้งเขาไป ความเจ็บปวดไม่เคยลดทอนลงไปเลยแม้สักนิดเดียว มันยังคงเท่าเดิมและไม่มีทีท่าว่าจะลดลงไปเลย

 

            เขาคบกับแจมินมาได้ปีครึ่ง ตั้งแต่เข้าปีสี่ และอีกฝ่ายเริ่มขึ้นปีสอง เหตุผลที่เขาและแจมินต้องเลิกกันก็คงไม่พ้นการที่เขาไม่มีเวลาให้อีกฝ่ายเหมือนเมื่อก่อน แน่นอนว่าการเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ห้าต้องเริ่มฝึกงานบ้างแล้วตามโรงพยาบาลต่างๆ

 

            ก็มีเพียงแค่หวงเหรินจวิ้นที่ช่วยให้เขาหายจากอาการเจ็บไปได้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ตลอดเวลา ยามใดที่คนตัวเล็กอยู่ด้วยกันใกล้ๆ ความเจ็บปวดก็จางหายไป ราวกับว่าอีกฝ่ายเป็นยาแก้ปวดชนิดรุนแรงที่จำเป็นสำหรับโรคร้าย

 

            ร่างสูงจัดการอาบน้ำและลงมาชั้นสองซึ่งเป็นชั้นพักของเหรินจวิ้นที่อยู่ข้างล่างเขาสองชั้น มือหนาเคาะลงที่บานประตูที่ปิดสนิทแล้วเอ่ยบอกว่าเขามาแล้ว รอเพียงครูเดียวประตูก็เปิดออกพร้อมกับร่างของรุ่นน้องและใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้ม

 

            “วันนี้อยากกินอะไรครับ?” เสียงหวานเอ่ยถามคนข้างตัว “วันนี้ผมมีเรียนตอนเก้าครึ่ง พี่มีเรียนกี่โมง?”

 

“สิบ” ร่างสูงเอ่ยตอบสั้นๆ ซึ่งมันก็เป็นประจำอยู่แล้วที่จะได้คำตอบแบบนี้กลับมา

 

            “อ่า งั้นเราก็มีเวลาอยู่ด้วยกันอีกชั่วโมงนึงแหนะ พี่อยากทำอะไรหรือไปไหนไหม?”

 

            “ไม่รู้สิ แล้วแต่เราอ่ะ” มาร์คเอ่ยบอกด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากคุยด้วยดีๆแต่เขาไม่สามารถทำได้ ถึงแม้คนตัวเล็กข้างๆจะช่วยให้ความเจ็บปวดลดลงแต่มันก็ไม่ได้ทำให้หายจนรู้สึกดีเหมือนเดิม

 

            “งั้นไว้ค่อยว่ากันเนอะ กินร้านนี้แล้วกัน” เหรินจวิ้นเดินเข้าไปนั่งในร้านอาหารข้างทางที่ไมค่อยแพงมาก สั่งอาหารสองอย่างที่เหมือนกัน เพราะต่อให้ถามพี่มาร์คว่าอยากกินอะไรพี่เขาก็จะบอกว่า เรากินอะไรพี่ก็กินแบบนั้นแหละ

 

            ทั้งคู่จัดการกับอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เป็นเวลาแปดโมงครึ่ง ซึ่งเหรินจวิ้นมีเรียนในอีกหนึ่งชั่วโมง แล้วตอนนี้เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนนอกจากร้านคาเฟ่ที่ห้องสมุดกลางของมหาวิทยาลัย คนตัวเล็กเรียนเภสัชฯและช่วงชั้นปีสามก็มีวิชาที่ต้องเรียนกับคณะแพทย์ด้วย และเขาคิดว่าวันนี้จะให้พี่มาร์คช่วยติวให้หน่อยเพราะมีสอบควิซ

 

            “พี่มาร์ค ช่วยติวอันนี้ให้หน่อยดิ” คนตัวเล็กว่าแล้วเปิดชีทที่เตรียมสอบวันนี้ มันเป็นวิชาพยาธิวิทยาสำหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ที่ขึ้นอยู่กับคณะแพทย์ ถึงแม้มันไม่เหมือนกันทีเดียวแต่ก็คงไม่ได้ต่างกันมากเสียเท่าไหร่

 

            “ไหน อันนี้อ่ะเหรอ” มาร์คจิ้มลงไปตรงส่วนที่คนตัวเล็กไม่เข้าใจ แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มอธิบายอย่างช้าๆเพื่อให้อีกฝ่ายเฝ้าใจได้ง่ายๆ วิชานี้เขาก็ไม่ค่อยถนัดเสียเท่าไหร่แต่ก็ไม่พลาดบี

 

            เวลาเดินต่อไปเรื่อยๆ มีทั้งเสียงหัวเราะและความจริงจัง รอยยิ้มสดใสถูกส่งมาตลอดจนทำให้คนมองรู้สึกเหมือนว่ามันเป็นยาเสพติดที่เขาขาดไม่ได้ รอยยิ้มบางๆของร่างสูงเผยออกมาให้เห็นถึงแม้จะบางเบาแต่เขาก็ชอบที่ตัวเองพอจะยิ้มได้บ้างแล้ว

 

            ความเจ็บปวดมันคงจะเริ่มลดลงแล้วสินะ

 

            “จะเก้าครึ่งแล้ว พี่ไปกับผมเลยมั้ย?” คนตัวเล็กว่าหลังจากดูนาฬิกาข้อมือก็พบว่าเกือบถึงเวลาเรียนแล้ว ที่เขาชวนพี่มาร์คไปด้วยก็เพราะว่าคณะแพทย์อยู่ตรงเยื้องๆกับคณะเภสัชฯ มาร์คพยักหน้าแล้วทั้งคู่ก็ลุกเดินออกไปจากร้าน

 

 

            ตอนนี้คนตัวเล็กเข้าคลาสไปแล้ว ก็เพียงเพียงแต่มาร์คที่ยังเหลือเวลาก่อนเข้าเรียนอีกครึ่งชั่วโมง ร่างสูงเดินไปยังใต้ตึกคณะของตัวเอง มองผู้คนมากมายที่เดินกันให้ขวักไขว่ด้วยความรู้สึกเจ็บปวด มันยังคงเป็นความเจ็บปวดหลังจากที่นาแจมินทิ้งเขาไป

 

            เอาอีกแล้วสินะ พอเหรินจวิ้นไม่อยู่ก็เจ็บอีกแล้ว

 

            ในดวงตาที่หัวสมองบังคับให้เห็นคือภาพความทรงจำที่เขาและนาแจมินเคยมีร่วมกันในที่แห่งนี้ คนตัวเล็กจะมารอเขาทุกครั้งที่เรียนเสร็จ หรือถ้าเขาเรียนเสร็จก่อนก็จะไปรออีกฝ่ายที่คณะนิติฯ เสียงหัวเราะจางๆยังคงดังก้องให้ได้ยินจนปวดใจไปหมด

 

            เขารู้สึกเหมือนจะตายเสียให้ได้ตรงนี้ มันเป็นความเจ็บปวดที่พยายามผลักไสเท่าไหร่ก็ไม่ยอมไป มันทำให้เขาทุกข์ทรมานจนไม่รู้จะอธิบายออกมาได้อย่างไร ความรู้สึกมันจุกอยู่ในอก เขารักนาแจมินมากจนกลัวว่าเราจะต้องเลิกกัน และเมื่อวันนั้นมาถึง เขาก็พังไม่เป็นท่า

 

            ดีแค่ไหนแล้วที่น้ำตาไม่ไหล

 

            แน่นอนว่ากาลเวลาที่ผ่านไปทำให้มาร์คเริ่มดีขึ้นถึงแม้มันจะน้อยนิดก็ตาม และต้องขอบคุณเหรินจวิ้นที่คอยอยู่ข้างๆเป็นยาแก้ปวดให้เขา ยามอยู่กับคนตัวเล็กเขารู้สึกถึงหัวใจที่ฉีกขาดค่อยๆสมานทีละน้อย แต่ทุกคืนเขาจะรู้สึกถึงมันได้ว่าเขากำลังดีขึ้น

 

            เขาก็พอรู้บ้างว่าตอนนี้แฟนเก่าของเขาเป็นอย่างไร ฟังจากที่เพื่อนๆของเขาเล่ากันมา แจมินยิ้มแย้มสดใสร่าเริงดีแต่ยังไม่มีแฟนใหม่ ซึ่งมันก็ดีเกินพอแล้ว เขาไม่ได้โกรธอีกฝ่ายที่เลือกทิ้งเขาไปและยังยิ้มได้ เขารู้สึกทึ่งและยินดีกับอีกฝ่ายที่สามารถทำแบบนั้นได้ในขณะที่เขาไม่แม้แต่จะขยับปากเอื้อนเอ่ยคำใดๆ

 

            ไม่รู้ว่านั่งอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ก็ต่อเมื่อเพื่อนสนิทเดินเข้ามาหาและเรียกให้เขาลุกไปเรียนได้แล้ว แฮชานและลูคัสเป็นเพื่อนสนิทเขา และอีกอย่างคือแฮชานเป็นแฟนกับเฉินเล่อ เพื่อนของแจมิน ต้องขอบคุณแฮชานที่ทำให้เขาได้มีโอกาสเจอกับนาแจมิน ได้พูดคุย ได้สนิท ได้รักกัน และได้มีความทรงจำที่แสนสุขด้วยกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะขมขื่นเพียงใด

 

            “มึงไหวไหม?” ลูคัสเอ่ยถามเมื่อเห็นสภาพเพื่อนตัวเองที่ดูยังไงก็คงไม่รอดพ้นจากเอฟในเทอมนี้เป็นแน่แท้ ซึ่งเขาก็ถามมันด้วยคำถามนี้มาตั้งแต่มันเลิกกันแจมินแล้ว

 

            “ไหว” มาร์คเอ่ยตอบสั้นๆก่อนจะลดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่ติดหน้าต่าง จากมุมนี้เขาสามารถเห็นคณะเภสัชได้อย่างชัดเจน ถ้าเหรินจวิ้นเลิกก่อนเขาก็จะได้เห็นแล้วส่งข้อความบอกให้รอ

 

            อาจารย์ผู้สอนเริ่มร่ายความรู้ออกมาพร้อมกับสไลด์ที่เด่นหราอยู่บนกระดาษ ใบหน้าหล่อจ้องมันและมีจดลงไปกับชีทบ้างในสิ่งที่อาจารย์พูดซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในชีท ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่าเขาตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่แต่ความจริง ความรู้แค่หยิบมือเท่านั้นที่แล่นเข้าไปแล้วอยู่อย่างนั้น

 

            ลูคัสและแฮชานมองกันอย่างเหนื่อยใจ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่เรียบนิ่งไม่แสดงอาการอะไร แต่ในใจนั้นล้วนเต็มไปด้วยความเจ็บปวดมากมายขนาดไหน เขารู้สึกสงสารเพื่อนจับใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็คงมีเพียงเหรินจวิ้นที่เขาหลังว่าจะช่วยมันได้

 

            จากที่แฮชานรู้คือเหรินจวิ้นเป็นเพื่อนของรุ่นน้องที่เคยเรียนอยู่มัธยมปลายมากับมาร์ค ใครๆเขาก็ดูออกว่าเหรินจวิ้นชอบมาร์ครวมถึงตัวของเพื่อนเขาเองก็รู้ แต่มันก็ไม่ได้ชอบเหรินจวิ้น เพราะถ้าเลิกรักแจมินได้คงไม่เป็นอย่างนี้หรอก

 

            จากที่เขาเห็นแล้ว เพื่อนของเขาดูจะอาการดีขึ้น พูดมากกว่าหนึ่งคำ ใบหน้าดูสดใสขึ้นมาบ้างก็ตอนที่รุ่นน้องคณะเภสัชฯอยู่ข้างๆ แต่ถ้าเขาเป็นมาร์คเขาก็คงจะอาการดีขึ้นมาบ้างแหละ ในเมื่ออีกฝ่ายน่ารักมากมายเหลือเกิน ทั้งรอยยิ้มและนิสัย

 

            เนิ่นนานจนคลาสนี้เลิก นักศึกษาทั้งห้องโกยของลงกระเป๋าอย่างรีบร้อนเพราะตอนนี้ก็เที่ยงแล้ว ถึงเวลามื้อกลางวันซึ่งมาร์คก็เหลือบออกไปมองนอกหน้าต่างและพบกับความว่างเปล่า แปลว่าวันนี้เหรินจวิ้นโดนปล่อยเลท และนั่นมันก็ดีมากเพราะเขาจะได้ไปรอ

 

            “พวกมึงไปกันได้เลยนะ เดี๋ยวกูไปหาเหรินจวิ้นก่อน” มาร์คเอ่ยกับเพื่อนเมื่อเดินมาถึงใต้คณะ

 

            “มึงก็พูดแบบนนี้ทุกวันอ่ะ จะไปไหนก็ไปเถอะ พวกกูไปล่ะ” ว่าจบแฮชานกับลูคัสก็เดินออกไป ส่วนมาร์คก็เดินมาที่คณะเภสัชฯเพื่อรอคนตัวเล็ก

 

            มาร์คยืนอยู่หน้าตึกสองที่เป็นตึกเรียนของอีกฝ่าย หนึ่งมือล้วงกระเป๋าส่วนอีกมือก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นรอเวลา เหรินจวิ้นส่งมาบอกว่าอีกห้านาทีจะเลิกแล้วเพราะอาจารย์หิวข้าวมากแต่ยังพูดไม่จบเลยไม่ได้ออกมาเสียที

 

            เหรินจวิ้นเป็นคนสดใสร่าเริง รอยยิ้มที่จริงใจ และเขี้ยวเล็กๆนั่นทำให้หัวใจเริ่มกลับมาเต้นเบาๆอีกครั้ง เขาอยากจะหายจากอาการพวกนี้ใจแทบขาดเพราะแน่นอนว่ามันทำให้ทรมานและรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ตัวเองเป็นเพราะฉะนั้นถ้าอยู่กับเหรินจวิ้นบ่อยๆ เขาอาจจะหายไวขึ้น

 

            “พี่มาร์ค” เสียงใสที่ดังเรียกชื่อเขามาแต่ไกลพร้อมกับรอยยิ้ม มาร์คหันไปมองคนตัวเล็กที่วิ่งดุ๊กดิ๊กมาหาเขาพร้อมกับเจโน่ซึ่งเป็นรุ่นน้องของเขาสมัยมัธยม

 

            “เป็นไง ทำได้ไหม?” มาร์คเอ่ยถามถึงต้นเหตุที่อีกฝ่ายอย่างให้เขาช่วยติวให้เมื่อเช้า

 

            “ก็พอได้ ไม่ได้ยากมากเท่าไหร่” ว่าจบก็ยิ้มหวานให้คนตัวสูง “ไปกินข้าวกันเถอะ หิวแล้ว ป่ะโน่” ท้ายประโยคเหรินจวิ้นหันไปหาเพื่อน

 

            ทั้งสามคนเดินไปด้วยกันเพื่อขึ้นรถบัสของมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งหน้าไปโรงอาหารกลาง ระหว่างทางมีทั้งหนุ่มๆและสาวมองทั้งสามคนจนคอแทบหัก ถึงแม้จะไม่มีใครได้เป็นเดือนคณะแต่ระดับหน้าตาก็ไม่น้อยหน้าเผลอๆอาจจะดังกว่าเดือนสองคณะเสียด้วยซ้ำ

 

            ไม่นานรถบัสก็มาส่งที่โรงอาหารกลาง ทั้งสามคนเลือกนั่งโต๊ะไกลผู้คนแถวๆหลังเสา เจโน่และมาร์คให้เหรินจวิ้นไปซื้อข้าวมาก่อน ซึ่งคนตัวเล็กก็ไม่ได้ขัดอะไร เดินไปเลือกซื้อาหารตามใจชอบ ทิ้งทั้งสองคนให้อยู่กันตามลำพัง

 

            “เป็นไงมั่งพี่ ไม่เจอกันนานเลยนะ” เจโน่เอ่ยเสียงนิ่งๆ

 

            “กูก็ไปคณะมึงออกจะบ่อย มึงนั่นแหละหายหัวไปไหน”

 

            “ก็เห็นพี่มาหาจวิ้นไม่ใช่เหรอ ผมจะไปเป็นก้างทำไม” ว่าจบก็หัวเราะเบาๆซึ่งมาร์คก็หัวเราะตามด้วย “ผมถามจริงๆนะ พี่จะเอาไงกับไอ้จวิ้น?” และสุดท้ายเจโน่ก็เข้าสู่โหมดจริงจัง เขารู้จักพี่ชายคนนี้ดีว่าเป็นอย่างไร อาจจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นแต่ก็ใช่ว่าจะดีเลิศ

 

            “เลิกคิดถึงแจมได้เมื่อไหร่ก็นั่นแหละ” มาร์คว่าอย่างสบายอารมณ์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าคนที่นั่งฟังอยู่นั้นกำหมัดแน่นเพราะความโกรธมากเพียงใด

 

            ลีเจโน่รู้อยู่แล้วว่าเหตุผลที่มาร์คเข้ามาหาเหรินจวิ้นเพราะอะไร แต่จะโทษรุ่นพี่เขาอยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ในเมื่อเหรินจวิ้นก็แอบชอบมาร์คมาตั้งแต่อีกฝ่ายคบกับแจมินแล้ว จนเมื่อรุ่นพี่ของเขาเลิกกันแฟน เพื่อนตัวเล็กก็กระโจนเข้าไปช่วยอย่างไม่เสียเวลาคิด

 

            “พี่รู้ใช่ไหมว่ามันรู้สึกยังไง?” เจโน่ถามเสียงเข้มพร้อมกับขมวดคิ้ว

 

            “รู้” มาร์ตอบแค่นั้นก็ยิ่งทำให้เจโน่โกรธขึ้นไปอีก

 

            “แล้วพี่ก็ยังจะทำแบบนี้อีกเหรอ? แย่ไปป่ะ?” เจโน่เริ่มขึ้นเสียงขึ้นเรื่อยๆ

 

            “นี่มึงเป็นอะไรวะไอ้โน่ กูจะทำอะไรก็เรื่องของกู เอาตัวมึงเองให้รอดก่อนเถอะ” มารคขมวดคิ้ว อารมณ์เริ่มกรุ่นๆขึ้นมาบ้างด้วยแล้ว

 

            “เป็นอะไร ทำไมหน้าเครียด?” เหรินจวิ้นที่เดินกลับมาเห็นบรรยากาศอึมครึมก็สงสัย เพราะตอนก่อนไปทั้งสองคนก็ยังดีๆกันอยู่

 

            “เปล่าไม่มีอะไร เดี๋ยวพี่ไปซื้อข้าวก่อนนะ” มาร์คว่าจบก็ลุกออกไปเลย จนสุดดฃท้ายเหรินจวิ้นก็ได้แต่ทิ้งความสงสัยไป

 

            ทั้งสามคนจัดการกับข้าวกลางวันด้วยความรวดเร็วเพราะมาร์คและเจโน่ไม่อยากจะอยู่ในบรรยากาศอึดอัดนี้อีกต่อไป เจโน่ก็ขอตัวออกไปโดยอ้างว่าจะไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงเกือบๆบ่ายโมง

 

            “พี่มีเรียนอีกทีกี่โมง?”

 

            “สองโมง แล้วเราล่ะ?” มาร์คถามกลับ

 

            “เกือบๆสองโมงแหละมั้ง จารย์ส่งมาบอกว่าเข้าเลทหน่อยติดธุระ” คนตัวเล็กเอ่ยบอก “ไปเที่ยวข้างนอกกันก่อนไหม? อีกตั้งชั่วโมงกว่าๆ”

 

            “ไปก็ดี อยากไปหากาแฟกินเหมือนกัน” มาร์คว่าแล้วก็จูงข้อมืออีกฝ่ายให้เดินไปขึ้นรถของตัวเองที่จอดอยู่ที่คณะแพทย์ฯ

 

            “งั้นไปร้านแถวหลังม.กัน มีร้านคาเฟ่เปิดใหม่ ร้านน่านั่งมากเลยนะ”  เหรินจวิ้นเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มเมื่อนึกถึงของหวาน “กินไรดีๆๆ”

 

            “ไม่อิ่มเหรอ เห็นเมื่อกี้ก็กินไปเยอะเหมือนกันนะ” มาร์คว่าพลางยิ้มเบาๆให้กับความน่ารักข้างกาย

 

            “ไม่ครับ กระเพาะของหวานกับอาหารมันแยกกันครับ”

 

            “จริงๆเลยนะเราเนี่ย” รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นอีกครั้ง มาร์คถอนหายใจออกมาเบาๆไม่รู้ด้วยว่าเหตุผลใดแต่ที่แน่ๆมันอาการที่โล่งในอก

 

            มาร์คลีขับรถไปเรื่อยๆ เนื่องจากร้านอยู่ไม่ไกลและพวกเขาก็มีเวลาพอสมควรในการทำอะไรช้าๆ เรื่อยๆเพื่อให้ได้ซึมซับกันมันมากๆ ซึมซับความรู้สึกดีๆของยารักษาแผลและยาแก้ปวด เขายังไม่อยากให้เวลาในช่วงนี้ผ่านไปเลย

 

            เขาเฝ้าถามตัวเองว่าเมื่อไหร่จะหายเจ็บปวดกับการอกหักครั้งนี้เสียที มันหนักหนาสาหัสจนเหนื่อยอ่อนกับการต่อสู้มากเกินไปแล้ว ถ้าให้เลือกได้เขาก็อยากที่จะมีหัวใจที่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน เขาเกลียดตัวเองในตอนที่อ่อนแอเหลือเกิน

 


 

-----


 

 

            สามเดือน สามอาทิตย์ สี่วันผ่านไป

 

            เวลาเดินทางมาได้เกือบสี่เดือนแล้ว และปีห้าของมาร์คลีและปีสามของหวงเหรินจวิ้นก็ใกล้จะจบลงเต็มที หมายความว่าปีหน้ามาร์คจะต้องไปฝึกงานในโรงพยาบาลแล้ว และมันจะทำให้เขาสองคนจะไม่ได้เจอกัน

 

            อาการของมาร์คเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่ได้เจ็บปวดอะไรมากมายแล้ว เหลือเพียงแผลเป็นที่จะตราตึงไปตลอดชีวิต เพื่อให้เขารำลึกถึงคนที่เขารักมากที่สุดในชีวิต ต้องขอบคุณหวงเหรินจวิ้นที่ทำให้ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ผ่านไปได้ด้วยดี

 

            วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสอบไฟนอลก่อนจะปิดเทอม แล้วหลังจากนั้นมาร์คจะย้ายไปอยู่หอพักใกล้ๆโรงพยาบาล เนื่องจากโรงพยาบาลที่เขาไปฝึกงานนั้นไม่ได้อยู่ใกล้กับคอนโดฯของเขาในตอนนี้เลยสักนิด และวันนี้เขาก็มีสอบตอนสิบเอ็ดโมงจึงทำให้เหลือเวลาอีกสองชั่วโมง

 

            มาร์คจอดรถไว้ที่คณะแพทย์ดั่งเช่นทุกวัน แต่แทนที่วันนี้เขาจะเลือกเดินตรงไปยังคณะเภสัชฯที่อยู่ใกล้ๆ เขากลับเดินทางไปคณะนิติฯแทน ในเมื่อโอกาสข้างหน้าสำหรับการเจอกันมันคงแทบจะไม่เหลือแล้ว เพราะฉะนั้นเขาจะใช้นี้กลับไปเจอหน้านาแจมินอีกสักครั้ง

 

            ไม่นานรถบัสรอบมหาลัยก็แล่นมาจอดที่คณะนิติฯ ดวงตาคมกวาดไปรอบๆเพื่อมองหาคนที่เขาต้องการจะเจอในตอนนี้ ที่นี่ค่อนข้างร่มเย็นไม่ต่างจากที่คณะของเขา บรรยากาศเก่าๆทำให้เขารู้สึกแสบๆคันๆที่อกด้านซ้าย ก่อนที่มันจะเต้นแรงอีกครั้งเมื่อสามตาพบร่างเล็กแล้ว

 

            มาร์คเดินเข้าไปหาเป้าหมายอย่างช้าๆ เขาไม่อยากพรวดพราดเข้าไป ถ้าทำแบบนั้นคงต้องมีคนตกใจแล้วหันมาให้ความสนใจกับพวกเขาซึ่งเขาไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น ในเมื่อวันนี้วันสุดท้าย เขาก็อยากจะให้มันเป็นความทรงจำส่งท้ายที่ดีที่สุด

 

            เป็นเฉินเล่อที่นั่งหันหน้าออกมา และทันทีที่อีกฝ่ายเห็นเขา ปากเล็กที่เคยเจื้อยแจ้วก็พลันเงียบลง ทำให้คนอีกสามคนเงียบสงสัยและหันมองตามสายตาของคนจีนคนเดียวในกลุ่ม และทันทีที่แจมินหันหน้ามา ก็ราวกับกาลเวลาได้หยุดลง

 

            ดวงตาหวานที่เขาตกหลุมรักกำลังจ้องกลับมาที่เขาอีกครั้งหลังจากผ่านไปเกือบครึ่งปี แน่นอนว่าพวกเขาทั้งสองคนทำตัวอะไรไม่ถูกเลยสักนิด จนเฉินเล่อเอ่ยบอกว่าจะไปรอที่ห้องสมุดคณะ มาร์คถึงได้สติอีกครั้ง

 

            “เอ่อ... พี่มาร์คมีอะไรหรือเปล่าครับ?” เป็นแจมินที่เปิดปากก่อน

 

            “คือ...” มาร์คเงียบไปอีกครั้ง ก่อนจะพูดใหม่ “เราก็รู้ใช่ไหมว่าปีหกพี่ต้องไปฝึกงานที่โรงพยาบาล..”

 

            “ครับ” แจมินตอบ สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าหล่อที่ตอนนี้กำลังหลบตาเขาอยู่

 

            “คือโรงพยาบาลที่พี่ฝึก มันอยู่ไกลจากที่นี่มาก เพราะฉะนั้น เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกนาน หรือเผลอๆ ...ไม่ได้เจอกันอีกเลย” มาร์คหยุดอีกครั้ง “พี่เลยอยากมาหาเราครั้งสุดท้าย”

 

            “...ครับ” เสียงหวานเบาหวิวยามรู้ว่าจะไม่ได้เจอหน้าอีกฝ่ายแล้ว ไม่ใช่ว่าเขายังรักมาร์คมากมายอยู่ แต่คนที่มันเคยรักกันมาก ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าใจหายอยู่เหมือนกัน

 

            ทั้งคู่ปล่อยให้ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครั้ง หลังจากไม่มีใครรู้ว่าควรทำอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้า

 

            “แล้วเราสบายดีไหม? เรียนเป็นไงบ้าง? เหนื่อยไหม? ได้พักบ้างหรือเปล่า? เคสยากไหม? แล้ว-

 

            “ถามทีล่ะคำถามนะครับ ผมตอบไม่ทัน” ว่าแล้วก็หัวเราะเบาๆ มันจึงทำให้มาร์คยิ้มขำไปด้วย บรรยากาศค่อยๆคลีคลายลง “ผมสบายดีครับ มีเหนื่อยบ้าง เคสก็ยากพอตัว แต่ที่แน่ๆได้นอนเยอะกว่านักศึกษาแพทย์แน่นอน”

 

            “นั่นสินะ” มาร์ครับคำ แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะออกมาให้กับความจริงอันแสนตลกร้าย “วันนี้มีสอบไหม?”

 

            “ไม่มีแล้วครับ เหลือแต่พรีเซนท์งานชิ้นสุดท้ายตอนสิบโมง พี่ล่ะ?”

 

            “มีสอบตัวสุดท้ายตอนสิบเอ็ดโมง” มาร์คว่าแล้วเหลือมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง “พี่ไปแล้วดีกว่าเนอะ ใกล้จะสิบโมงแล้ว ตั้งใจพีเซนท์นะ แล้วก็ขอบคุณเรามากๆเลยนะ ขอบคุณที่ยอมคุยกับพี่อีกครั้ง ต่อไปนี้ก็ขอให้เราโชคดีนะ”

 

            มาร์คเอ่ยแล้วมองอีกฝ่ายให้เต็มสองตาอีกครั้งก่อนจะค่อยๆหันหลังช้าๆเพื่อเดินออกจากคณะนิติฯกลับไปคณะของตน วันนี้เขามีความสุขมากมายเหลือเกิน การได้กลับมาเจอนาแจมินอีกครั้งมันทำให้เขามีแรงเพื่อจะใช้ชีวิตต่อไป

 

            “เดี๋ยวครับ” เสียงเรียกจากทางด้านหลังทำให้มาร์คหยุดกึก ค่อยๆหันกลับไปมองว่าอีกฝ่ายกำลังจะพูดอะไร

 

            “??” มาร์คขมวดคิ้วมองกลับไปเมื่อคนตัวเล็กยังไม่พูดอะไร

 

            “เอ่อ... พี่บอกเองไม่ใช่เหรอว่าวันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายที่เราอาจจะได้เจอกัน...” แจมินก้มหน้างุด ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อ

 

            “กลางวันไปทานข้าวด้วยกันไหมครับ?”

 

 


-----


 

 

            ตอนนี้เป็นเวลาทุ่มกว่าๆแล้ว รถยนต์สีดำคลับของมาร์คลีก็แล่นมาจอดที่หน้าคอนโดฯของนาแจมิน วันนี้พวกเขาเลือกใช้เวลาทั้งวันที่เหลือด้วยกัน ความรู้สึกเดิมๆมันแล่นกลับเข้ามา ยามที่พวกเขารักกัน มันทำให้หัวใจกลับมาเรียกอีกฝ่ายอีกครั้ง

 

            รอยยิ้มยังคงไม่จางหายไปจากใบหน้าของทั้งสองคน เมื่อนึกย้อนดูดีๆแล้ว มันเป็นวันที่แสนพิเศษเลยทีเดียว ความคิดถึงที่ต่างฝ่ายต่างเก็บสะสมไว้ในใจมาตลอดระยะเวลาเกือบครึ่งปีเหมือนได้รับการเติมเต็ม

 

            “ขอบคุณมากๆเลยนะครับ วันนี้ผมมีความสุขมากเลย” แจมินหันไปยิ้มให้คนข้างๆ

 

            “พี่ก็มีความสุขมากเหมือน” มาร์คยิ้มตอบก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวคนตัวเล็ก “ขอบคุณมากๆนะ ครึ่งปีที่ผ่านมาพี่ทรมานมาก พอได้กลับมามีเราอีกครั้งมันก็มีความสุขมากๆเลยล่ะ”

 

            “แจมินขอโทษนะพี่มาร์ค เราไม่น่าเลิกกันเลยเนอะ” ว่าแล้วหัวตาก็ร้อนผ่าว น้ำตาเหมือนจะไหลออกมายามนึกถึงความขมขื่นที่ต้องฝ่าฟันยามบอกเลิกอีกฝ่าย

 

            “แจมินรู้ไหมว่าไม่มีวันไหนที่พี่ไม่คิดถึงแจมินเลย พี่อยากมีแจมินกลับมาอยู่ในชีวิตอีกครั้ง แต่พี่ไม่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัวแล้วล่ะ พี่ไม่อยากให้แจมินกลับไปทรมานแบบเมื่อก่อน ยิ่งปีหกต้องฝึกงานเต็มตัวแล้วด้วย พี่ยิ่งไม่อยากคิดเลย”

 

            “แจมินเข้าใจครับ เพราะปีสี่แจมินก็ต้องฝึกงานกับสำนักทนายความแล้วด้วย คงต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่แพ้พี่มาร์คหรอก แจมินไม่อยากให้เราต้องทะเลาะกันอีก” แจมินยิ้มกว้างให้กับคนตรงหน้าที่เขายังคงไม่ลืม “ไว้เราว่างเมื่อไหร่ค่อยหาเวลามาเจอกันก็ได้นี่ครับ”

 

            “จริงนะแจมิน!” มาร์คเอ่ยเสียงดังด้วยความตกใจและดีใจที่อีกฝ่ายจะไม่ตัดเขาออกจากชีวิตอีกครั้ง

 

            “จริงสิครับ” แจมินตอบเพราะกับหัวเราะเบาๆ “ถ้าพี่ว่างพี่ก็โทรแจมินนะ แล้วถ้าแจมินว่างแจมินจะโทรหาพี่นะ”

 

            มาร์คยิ้มกว้างเสียจนกลัวว่าปากจะฉีกถึงหู เขามีความสุขมากเหลือเกิน เขาได้รับโอกาสอีกครั้งจากคนตรงหน้าถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในสถานะเดิมแต่การที่ได้เจอกันยามว่างก็เป็นความสุขไม่ใช่น้อย

 

            ในใจจริงๆแล้วเขาก็ยังคงรักนาแจมินมากอยู่เหมือนเดิมแต่เวลาที่ผ่านมาหัวใจเขามันทรมานเพราะการเลิกราครั้งนั้น แต่ในครั้งนี้ที่หัวใจของเขากลับมาแข็งแรงอีกครั้ง เขาก็พร้อมจะลองใช้มันแลกหัวใจของอกฝ่ายกลับมาดังเดิม

 

            “พี่รู้สึกดีใจจนทำตัวไม่ถูกแล้ว ให้ตายเถอะ” มาร์คว่าก่อนทั้งสองคนจะหัวเราะออกมากับความรู้สึกดีที่อธิบายไม่ได้ที่มันกำลังยินว่อนอยู่ในหัวใจของพวกเขาทั้งคู่

 

            “แจมินไปก่อนนะ ถึงคอนโดฯก็ส่งโทรมาบอกด้วยนะ แจมินจะรอ” ว่าจบก็เปิดประตูแล้วลงจากรถไป ยืนโบกมือสักครู่รถยนต์ที่มาส่งตนก็แล่นออกไป

 

 


 

            มาร์คขับรถกลับมาที่คอนโดฯของตน ทันทีที่จอดรถเสร็จแล้วกำลังจะเดินเข้าไป สายตาก็เหลือบไปเห็นหวงเหรินจวิ้นที่นั่งอยู่ที่ล็อบบี้ แต่จะให้เดินผ่านเลยไปเลยก็คงจะเป็นการเสียมารยาท ขายาวก้าวเข้าไปหาอีกคนที่นั่งหน้านิ่งรออยู่

 

            “พี่หายไปไหนมา? ผมเป็นห่วงแทบแย่ โทรหาก็ไม่ติด พอถามพี่แฮชาน เขาก็บอกไม่รู้” เหรินจวิ้นเอ่ย

 

            “พอดีพี่ไปทำธุระมาน่ะครับ เรารอพี่นานแล้วเหรอ?” มาร์คเอ่ยปัดแล้วถามกลับเปลี่ยนเรื่อง

 

            “ก็ตั้งแต่หกโมงแล้วล่ะครับ ผมไปฉลองสอบเสร็จกับเพื่อนมา” เหรินจวิ้นตอบทั้งๆที่ยังไม่เลิกขมวดคิ้ว “แล้วพี่กินข้าวหรือยะ-

 

            Rrrrrrrrr Rrrrrrrr

 

            เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของมาร์คแผดดังลั่นล็อบบี้ที่มีผู้คนประปราย มาร์ครีบหยิบมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงเพราะกลัวมันจะรบกวนคนอื่นๆที่อยู่ที่นี่ แต่พอเห็นเบอร์ที่โชว์ขึ้นมาก็ต้องตกใจ เขาไม่คิดเลยว่านาแจมินจะโทรมา แต่ก็ต้องตัดใจฟิดเสียงและปล่อยให้สายหลุดไปก่อน

 

            “ทำไมไม่รับล่ะครับ?” เหรินจวิ้นถาม เพราะทุกครั้งพี่มาร์คมักจะรับโทรศัพท์เลยทันที

 

            Rrrrrrrrr Rrrrrrrrrr

 

            ถึงแม้จะปิดเสียงโทรศัพท์แล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังคงโทรมาอีกครั้ง หน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมาทำให้เหรินจวิ้นที่ชะโงกหน้ามาดู และทันทีที่เห็นรายชื่อ คนตัวเล็กก็ผงะถอยหลังไป ใจเต้นรุนแรง เกิดอาการช็อคกลางอากาศไปอย่างกะทันหัน

 

            “...แจมิน... อะไรกัน...?” เสียงหวานเอ่ยอย่างไร้กำลัง ขาอ่อนแรงขึ้นมาจนต้องหาที่นั่งเพื่อตั้งสติ แต่ตอนนี้ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนเขาก็ไม่สามารถตั้งสติได้หรอก “พี่มาร์ค... อะไร? นี่มันอะไรกัน...?”

 

            น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าไหลออกมาด้วยความรู้สึกอะไร ทุกอย่างมันชวนให้สับสนไปหมด ในใจที่เคยหลอกตัวเองอยู่ทุกวันว่าพี่มาร์คจะรักเขาตอนนี้ก็พังทลายลง เขาที่เป็นคนรักษาพี่มาร์คให้หายดีกลับต้องมานั่งเสียใจในสิ่งที่ตัวเองทำ

 

            “ผมเข้าใจแล้วครับ พี่กลับไปคบกับเขาสินะ” เหรินจวิ้นเอ่ยคำพูดที่ทำร้ายตัวเองมากที่สุด เงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ด้วยใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยรอยน้ำตา แค่นหัวเราะให้กับความโง่ของตัวเอง

 

            “ไม่ใช่นะ... คือพี่... เอ่อ” มาร์คเอ่ยแก้ตัวตะกุกตะกัก นั่งยิ่งทำให้เหรินจวิ้นต้องยิ้มเบะให้กับตัวเองมากขึ้น

 

            “ไม่ต้องแก้ตัวหรอกครับ” เหรินจวิ้นลุกขึ้นยืนแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงจาที่เหมือนลุกสิงโตนั่นถึงแม้ม่านน้ำตากำลังบดบังทัศนียภาพในการมองเห็นของเขา แต่ต่อให้ไม่เห็นเขาก็สามารถรับรู้ได้อีกฝ่ายกำลังทำสีหน้าอย่างไร

 

            “ผมมันโง่เองที่คิดว่าถ้าผมทำให้พี่หายเจ็บจากเขาได้ พี่ก็จะรักผม ผมกลัวมาตลอดว่าพี่จะกลับไปหาเขาหลังจากที่ทำใจได้แล้ว และตอนนี้.... ฮึก ..... มันก็เป็นจริง ให้ตายเถอะ” ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองข้างบนเพื่อกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลไปมากกว่านี้

 

            “ผมรักพี่มากพี่ก็รู้ แต่พี่กลับทรยศความรักที่ผมมีให้โดยการใช้มันเพื่อรักษาตัวเอง หลอกให้ผมทำทุกอย่างให้แต่สุดท้ายพี่ก็ทำทำเหมือนผมเป็นหมาตัวหนึ่ง สนุกมากนักเหรอครับที่เห็นผมเป็นคนโง่? สนุกมากนักเหรอที่ปั่นหัวผมเล่น? ใจพี่ทำด้วยอะไร ทำไมถึงได้ใจร้ายแบบนี้!?”

 

            ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความโง่ของตัวเอง นี่เขายอมทำแบบนี้ไปเพราะรักคนที่หลอกใช้เขาได้อย่างไร ทำไมเขาถึงได้โง่งมงาย หลอกตัวเองอยู่แบบนั้นทั้งๆที่ความจริงก็เห็นอยู่ตรงหน้า มือเล็กยกขึ้นมาทุบหน้าอกตัวเองเพื่อคลายความเจ็บซึ่งมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

 

            “พี่ไม่ได้ตั้งใจ...” มาร์คเอ่ยเสียงแผ่วเบา “เราเหมือนยาแก้ปวดชนิดรุนแรงที่เมื่อไหร่ที่พี่อยู่ใกล้พี่ก็จะหายเจ็บ ไม่ได้คิดถถึงแจมินอีก พี่ขอโทษ...”

 

            “ให้ตายเถอะ พี่เห็นผมเป็นมอร์ฟีนอย่างนั้นเหรอ ผมมีค่าแค่ระงับความเจ็บปวดของพี่อย่างนั้นเหรอ แล้วพี่ไม่คิดว่าเหรอว่าผมจะรู้สึกยังไง! พี่ไม่คิดบ้างเหรอว่าผมจะเจ็บปวดเจียนตายเหมือนกับพี่ตอนที่รู้ว่าพี่กลับไปรักกับเขางั้นเหรอ?”

 

            “จวิ้น..”

 

            “พอแล้ว! ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ต่อจากนี้ไปผมก็ขอให้พี่มีความสุขกับการฝึกงาน แต่ผมจะขอให้พี่ผิดหวังในความรักอยู่ร่ำไป เจ็บให้เหมือนที่ผมเจ็บ รู้สึกไร้ค่าให้มากกว่าผมเป็นสิบเท่าร้อยเท่า!!

 

            เหรินจวิ้นวิ่งออกมาจากตรงนั้น ตรงไปยังลิฟท์เพื่อที่จะขึ้นไปบนห้อง ทันทีที่เข้ามาในห้อง เรี่ยวแรงของสองขาที่พาร่างแหลกๆของตนมาถึงห้องก็พลันหดหาย ขาเล็กทรุดลงตรงหน้าประตู ปล่อยเสียงร้องไห้ออกมาดังๆ

 

            เสียงกรีดร้องฝ่าความมืดดังให้ได้ยินอยู่ตลอดค่ำคืนอันมืดมิดยามที่โลกทั้งใบได้พังทลายลง ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย แขนขาไร้เรียวแรงและลมหายที่แผ่วเบาๆ

 

            หัวใจที่เคยแข็งแรง บัดนี้กลับฉีกขาดเป็นชิ้นๆ ไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้เหมือนเดิม เลือดมากมายไหลทะลักออกจากมันจนไม่เพียงพอเพื่อไปหล่อเลี้ยงส่วนที่เหลือของร่างกาย ตอนนี้เขาคงดูแย่จนไม่เหลือคราบร้อยยิ้มและดวงตาหวานๆอีกต่อไป

 

            น่าสมเพชชะมัด

 

            ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัวอีกครั้ง ใบหน้าหวานแค่นยิ้มอย่างยากเย็นในความมืด ร่างยังคงนอนแผ่อยู่หน้าประตูอย่างเดิม ดวงตาหวานมองออกไปนอกหน้าต่างที่เผยภาพวิวตอนกลางคืนของกรุงโซล จ้องมองอยู่อย่างนั้นในที่สุดมันก็ค่อยๆปิดลงไปพร้อมกับสติที่ดับหายไปเนื่องจากทนรับพิษบาดแผลไม่ไหว

 

            คนเราใช้มอร์ฟีนในการระงับความเจ็บปวดที่รุนแรงเกินกว่ายาแก้ปวดธรรมดาจะสามารถช่วยได้ แต่ทุกคนก็ต้องตระหนักไว้เช่นกันว่ามอร์ฟีนเป็นสารเสพติดที่ทั้งผิดกฎหมายและเป็นอันตรายต่อร่างกายเพราะฉะนั้น...

 

            ในเมื่อมอร์ฟีนนั้นหมดประโยชน์ มาร์คลีก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้หวงเหรินจวิ้นอีกต่อไป







THE END






>>>>>>>>>>>>>

สวัสดีค่ะ!! มาเจอกับโอเอสเอ็นซีทีเรื่องแรกของเราค่ะ! เม้นท์ แท็ก เฟบเป็นกำลังใจให้กันด้วยนะคะ ><

ขอบคุณค่ะ

B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น

  1. #4 Immin's (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2560 / 00:44
    เฮ้ย! เดี๋ยว!!! ห้ามจบแบบเน้!!!!!!!!!
    #4
    0
  2. #3 ttya_x (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กันยายน 2560 / 22:12
    ขอพาทให้โนด้วยค่ะ จบโน่เหรินก็ยังดี ฮือออออออออออออ
    #3
    0
  3. วันที่ 26 มิถุนายน 2560 / 01:29
    จบไม่ได้นะคะไรท์!!!!!!!!!!!
    จบแบบนี้ไม่ด้ายยยย 
    ฮืออออ ใจสลายตามลูกจวิ้น 
    พี่มัคไม่รักไม่เป็นไรนะลูกขา
    เจ็บปวดได้แต่ห้ามหมดรักกก (รักคนอื่นนะ ส่วนอิพิมัคนี่เลิกรักไปเลยลูก อย่าไปรักอิพี่อีกเลยยยยย)
    น้องโน่มาดูแล่เพื่อนเร็วๆ ลูกกกก

    ฮืออออ อินมาก ใส่อารมณ์สุด อะไรสุด
    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะไรท์
    อ่านไปหน่วงไป จนตอนจบคือแทบจะอกแตกตายตามลูกเลยอะ ฮือออออ
    #2
    0
  4. #1 x-x cc (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 23:11
    ฮื่ออออออ สงสารน้องอะ มาร์คใจร้ายอะ ทำกับน้องแบบนี้ได้ไงอะ น้องออกจะน่ารัก นิสัยก็ดี ฮื่อออ เจ็บปวดใจ
    #1
    0