Flame นักรบเพลิงมายา (เปลวเพลิงมายา)

ตอนที่ 8 : มายาที่ 6 วิชาศาตราและอาวุธ <= [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,319
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    7 พ.ค. 51

 

มายาที่ 6

วิชาศาสตราและอาวุธ

 

            ร่างกายอันแสนกำยำของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งถูกเชือกมัดไว้บนแท่นหินใหญ่ในห้องมืดที่แสนจะเหม็นอับ เด็กหนุ่มนอนหลับใหลไม่ได้สติ ข้อมือและข้อเท้าถูกตรึงด้วยเชือกเส้นใหญ่อย่างแน่นหนา เลือดสีแดงสดไหลซึมน้อยๆตามรอยถลอกบนบริเวณที่ถูกเชือกรัด

 

            ประตูหนักถูกผลักให้เปิดออก ตามมาด้วยเงาของคนหกคนที่เดินเข้ามาในห้องที่แสนจะมืดมิด ประตูใหญ่ปิดลงอีกครั้งอย่างแผ่วเบาเมื่อเงาสุดท้ายเดินเข้ามาภายในห้อง บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

 

            จุดไฟ เสียงทุ้มแหบของชายวัยกลางคนออกแนวสั่งการ เกิดเสียงดีดนิ้วเป๊าะดังขึ้นและตามมาด้วยแสงไฟที่ลุกสว่างโชติช่วงขึ้นที่คบไฟบนผนังห้องแคบ

 

            บุคคลที่อยู่ในห้องล้วนเป็นเด็กที่มีอายุอยู่ในช่วงวัยรุ่นทั้งสิ้น แต่หนึ่งในนั้นคือชายวัยกลางคนที่มีดวงตาขุ่นมัวสีขี้เถ้าที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำกลุ่ม ชายผู้นั้นชี้นิ้วที่เหี่ยวย่นของตนไปยังร่างของเด็กหนุ่มที่นอนสลบอยู่บนแท่นหินแล้วออกคำสั่งด้วยเสียงเรียบและแหบพร่า

 

            แปลงมันให้กลายเป็นดาร์กเดม่อนซะสิ้นเสียงคำสั่ง ผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองทั้งห้าก็เดินเข้ามาล้อมแท่นหินไว้ มือทั้งสองข้างประสานกันไว้ที่อกและปากเริ่มพึมพำบางสิ่งอย่างเร็วปรื๋อ แสงสีดำค่อยๆปรากฎขึ้นและเริ่มกลืนกินร่างของเด็กหนุ่มผู้เคราะห์ร้าย

 

            แม้จะยังไม่ได้สติ แต่ความเจ็บปวดที่ได้รับก็ทำให้เจ้าของร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกรีดร้องออกมาโดยอัตโนมัติ เด็กหนุ่มส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดทรมาน

 

            แสงสีดำค่อยๆเผาไหม้ร่างกายของเด็กหนุ่มอย่างช้าๆจนในที่สุดร่างกายก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปมีสีเหมือนโลหิต ศีรษะถูกเผาไหม้และถูกแทนที่ด้วยศีรษะของวัวกระทิงที่มีนัยน์ตาสีแดงเลือดหมู กลิ่นศพเน่าเริ่มลอยคละคลุ้งออกมาจากร่างกายสีแดงเข้ม

 

            เด็กหนุ่มที่เคยนอนอยู่ด้านหน้าได้เปลี่ยนกลายเป็นดาร์กเดม่อนจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ดาร์กเดม่อนลุกขึ้นและกระโดดลงมาจากแท่นหินใหญ่ มันย่อขาข้างหนึ่งเพื่อทรุดตัวลงก้มหัวคำนับชายผู้นำก่อนจะพูดด้วยเสียงแหบแห้งชวนน่ารังเกียจ

 

            โปรดสั่งการ ดาร์กเดม่อนก้มหัวรับคำสั่งอย่างขันแข็ง ชายวัยกลางคนมองดูดาร์กเดม่อนอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงออกคำสั่ง

 

            จงไปประจำอยู่ที่ห้องสมุดต้องห้ามในโรงเรียนไดมอน จงไปเฝ้าส่วนในสุดของห้องสมุดอย่าให้ใครเข้าไปได้ เขาสั่งด้วยเสียงเฉียบขาด ดาร์กเดม่อนผงกหัวรับคำสั่งและเดินหายออกไปจากห้อง ความเงียบเริ่มโรยตัวในห้องมืดอีกครั้ง ไม่นานนักความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลงโดยเด็กสาวเสียงใส

 

            ท่านพ่อจะสร้างดาร์กเดม่อนไปทำไมเหรอเจ้าคะ เด็กสาวภายใต้เรือนผมสีนิลยาวรัดรวบเป็นระเบียบถามด้วยเสียงใสหวาน นัยน์ตาสีเงินสวยเป็นประกายมองไปที่ผู้ที่ตนเรียกว่าพ่ออย่างใคร่รู้

 

            เมื่อสองสามวันก่อนมีคนทำลายดาร์กเดม่อนไปตนหนึ่ง พ่อก็เลยทำขึ้นมาชดเชยน่ะจิน ผู้เป็นพ่อตอบกลับด้วยเสียงอ่อนโยนผิดกับเสียงที่ใช้สั่งการเมื่อครู่นี้อย่างสิ้นเชิง เด็กสาวผู้มีนามว่าจินยิ้มให้กับผู้เป็นพ่อแล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ

 

            เป็นเพราะใครบางคนแถวนี้นั่นแหละ ใช่มะดาร์กเนส จินว่าแล้วหันมาแลบลิ้นล้อเลียนเด็กหนุ่มผมสีแดงเพลิงที่ยืนอยู่ด้านตรงกันข้าม เด็กหนุ่มสะอึกเล็กน้อยแล้วตอบคำถามกลับด้วยเสียงอ่อยๆ

 

            โธ่ ก็ข้าบอกขอโทษไปตั้งหลายครั้งแล้วนี่ มาสเตอร์เองก็บอกว่าไม่เป็นไรแล้วด้วย ใช่ไหมขอรับมาสเตอร์อนามัน เฟลมกล่าวแล้วหันหน้าไปหาอนามันที่กำลังยืนลูบหัวเด็กสาวอย่างเอ็นดู

 

            อือ ช่างมันเถอะจินลูกรัก ว่าแต่ว่า ข้าได้ข่าวมาว่าเจ้าหญิงลินนะจากเมืองเอราเดสได้ยืมหนังสือเรื่องโลกมืดไปงั้นรึ นิก อนามันถามเสียงแข็งพลางมองตรงไปยังเด็กหนุ่มผมสีม่วงเข้ม เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อพยักหน้ารับเบาๆ

 

            แล้วจะให้พวกข้าเก็บเลยไหมเจ้าคะมาสเตอร์ นีออนส่งคำถาม ส่วนนีโอที่ยืนอยู่ด้านข้างก็พยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย แต่อนามันกลับส่ายหน้าปฏิเสธแล้วออกคำสั่งต่อ

 

            เฟลม เจ้าคอยติดตามดูเจ้าหญิงลินนะไว้ ถ้าเธอเกิดเอะใจเรื่องโลกมืดเมื่อไหร่ค่อยเก็บซะ ส่วนนิก นีโอและนีออน เจ้าสามคนคอยติดตามดูคนรู้จักของเจ้าหญิงลินนะไว้ ถ้าใครเกิดเอะใจขึ้นมาก็บอกเฟลมซะ จะได้เก็บ อนามันกล่าวสั่งด้วยเสียงห้วนๆ

 

            ทั้งสี่ก้มหัวคำนับรับคำสั่งอย่างนอบน้อมพร้อมกับหันหลังเดินออกไปจากห้อง อนามันมองหน้าลูกสาวของตนแล้วยิ้มให้ก่อนที่ไฟในห้องจะมอดดับลง เสียงปิดประตูดังขึ้นอย่างแผ่วเบาตามมาด้วยเสียงของสายลมในยามค่ำคืน

 

……….

 

            ระเบียงทางเดินของโรงเรียนไดมอนในตอนเช้าคลาคล่ำไปด้วยบรรดานักเรียนในชุดฟอร์มขาวสวยที่กำลังเดินไปยังห้องเรียนในคาบเช้า

 

            เฟลมเดินแทรกตัวผ่านฝูงนักเรียนอย่างยากลำบาก และยิ่งลำบากมากขึ้นเมื่อเจ้าตัวต้องพกดาบยาวประจำตัวที่ยาวเกือบเมตรครึ่งเดินไปตามระเบียงทางเดิน หลายคนหยุดและหันมามองที่ดาบของเฟลมอย่างสนใจ แต่เฟลมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

 

            วันนี้นักเรียนปีหนึ่งทุกคนจะต้องเข้าเรียนวิชาศาสตราและอาวุธ จึงไม่แปลกเลยที่จะเห็นนักเรียนปีหนึ่งเดินถืออาวุธกันให้ว่อนทั่วโรงเรียน

 

            ไม่นานนัก เฟลมก็เดินมาถึงสนามกว้างของโรงเรียนไดมอนที่จะใช้เป็นสถานที่เรียนในวันนี้ เฟลมเพ่งสายตามองไปรอบๆสนาม เมื่อเห็นว่ากลุ่มเพื่อนของเขามารออยู่ก่อนแล้ว เฟลมก็รีบวิ่งเข้าไปสมทบในทันที

 

            ไง มาเช้ากันจังนะ เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงเอ่ยทักเพื่อนด้วยเสียงร่าเริง เพื่อนๆทั้งสี่ก็หันมายิ้มให้เฟลมเล็กน้อยแล้วกลับไปสุมหัวคุยกันต่อ เฟลมขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เดี๋ยวนี้เขาทักทายเพื่อนด้วยการเมินแบบนี้เรอะ

 

            คุยเรื่องอะไรกันเหรอ เฟลมเอ่ยถามอย่างสงสัย เปมินหันมามองหน้าเฟลมอย่างไม่เชื่อหู

 

            เจ้าไม่ได้ข่าวเลยเหรอว่ามีเด็กโรงเรียนเราคนหนึ่งหายตัวไป เปมินถามด้วยความสงสัยแล้วบู้หน้าอย่างอารมณ์เสีย เฟลมส่ายหน้าปฏิเสธ ก็เขาไม่ใช่คนชอบสอดเรื่องชาวบ้านอยู่แล้วนี่

 

            ข้าได้ข่าวมาว่า เมื่อคืนมีรุ่นพี่ชั้นปีสามคนหนึ่งเดินหายไปทางห้องสมุดต้องห้าม เปมินเล่าเหตุการณ์ด้วยเสียงตื่นเต้น เฟลมเอียงคอเรียบเรียงข้อมูลแล้วก็เข้าใจทันที เด็กคนนั้นไม่ได้อยู่ในโลกนี้อีกแล้ว จะมีก็แต่ดาร์กเดม่อนที่มีร่างกายของเด็กหนุ่มเป็นพื้นฐานเท่านั้น เมื่อกาโอสังเกตเห็นว่าเฟลมเงียบไปนานก็เริ่มสงสัย

 

            เจ้ารู้อะไรรึเปล่าเฟลม กาโอถามแล้วส่งสายตาดุ เฟลมโบกมือปฏิเสธพัลวันพลางกลอกสายตาขึ้นฟ้าแล้วเริ่มคิดหาทางออก

 

            เอ้อ ลินนะหนังสือที่ยืมไปเมื่อวานสนุกไหม เฟลมแถออกนอกเรื่อง ลินนะมีท่าทีอึ้งไปเล็กน้อย

 

            อ๋อ สนุกมากเลยจ้ะ ข้าอ่านใกล้จะจบแล้วล่ะ เจ้าอยากจะอ่านบ้างหรือเฟลม ลินนะกล่าวถามแต่ก็แน่ใจได้ในทันทีว่าเฟลมไม่ชอบอ่านหนังสือเท่าใดนักเมื่อเจ้าตัวแสดงอาการปฏิเสธออกมาจนเว่อร์

 

            ไม่ล่ะ ข้าเกลียดการอ่านหนังสือ เฟลมกล่าวปฏิเสธด้วยเสียงแน่วแน่พลางโบกไม้โบกมือเป็นพัลวันจนมือข้างหนึ่งกระแทกโดนหน้าของตัวเอง เพื่อนๆส่งเสียงฮาครืน

 

            ข้าก็ว่างั้น ส่วนมากพวกคนที่สู้เก่งจะหัวไม่ค่อยดีหรือไม่ก็หน้าตาออกซื่อบื้อๆเหมือนเจ้ากันทั้งนั้น ทัสกล่าวล้อเลียนเสียงติดสนุก พูดจบเพื่อนทั้งสามที่ยืนขนาบอยู่ด้านข้างก็หลุดหัวเราะร่วนออกมาอีกอย่างสนุกสนาน

 

            เฮ้ย เจ้าหาว่าข้าหน้าตาซื่อบื้องั้นรึ เดี๋ยวมีเรื่องแน่ เฟลมกล่าวเสียงเอาจริงแต่ก็ต้องข่มอารมณ์ที่กำลังจะเดือดปุดๆไว้ข้างในอกเมื่อเห็นอาจารย์หนุ่มประจำวิชาเดินเข้ามาภายในสนาม

 

            อรุณสวัสดิ์ทุกคน โทษที มาสายไปนิด เสียงหนุ่มหล่อของเอียน ริริน อาจารย์หนุ่มประจำวิชาศาสตราและอาวุธดังขึ้นหยุดเสียงคุยของนักเรียนในสนามทั้งหลาย ดวงตาสีฟ้าอ่อนดูรีบร้อน ผมสีน้ำเงินเข้มถูกมัดไว้อย่างเป็นระเบียบด้วยผ้ามัดผมสีน้ำเงิน ลินนะก้มลงมองนาฬิกาพกของตนก่อนจะส่ายหน้าด้วยความปวดหัว เก้าโมงครึ่ง สายไปตั้งครึ่งชั่วโมง นี่น่ะนะนิดหน่อย

 

            พอดีข้าหาอาวุธไม่เจอน่ะ เหะๆ เอียนกล่าวแก้ตัวด้วยเสียงแห้งๆแล้วกระแอมเล็กน้อยเป็นการเก๊กก่อนเริ่มพูดต่อ

 

            ขอต้อนรับนักเรียนชั้นปีหนึ่งทุกคนเข้าสู่ชั้นเรียนศาสตราและอาวุธนะ ครูชื่อเอียน ริริน เอียนกล่าวแนะนำตัวแล้วโค้งให้พอเป็นพิธี เด็กสาวในห้องเริมส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดกันตามแบบฉบับเมื่อเห็นหนุ่มหล่อโค้งให้อย่างงดงาม

 

            เอาล่ะๆ เราเริ่มเข้าบทเรียนกันเลยดีกว่านะ เอียนพูดสั้นๆและเริ่มพานักเรียนเข้าสู่การเรียนการสอน

 

            ในปีนี้เราจะเรียนเรื่องการใช้ดาบกันนะ เอียนกล่าวพร้อมกับยกดาบคู่ใจที่ถืออยู่ในมือขวาให้นักเรียนปีหนึ่งดู

 

            อันที่จริง ครูรู้ว่าพวกเจ้าส่วนมากมีอาวุธที่ถนัดมือกันอยู่แล้ว แต่ที่จะให้เรียนการใช้ดาบนั้นก็เป็นเพราะว่าดาบคือพื้นฐานของอาวุธทั้งหมด แถมยังใช้ง่ายอีกด้วยนะ เอียนกล่าวแล้วเดินไปลากถุงหนังสีน้ำตาลใบใหญ่ที่วางอยู่ริมสนามมาไว้ตรงหน้า

 

            เมื่อแก้เชือกที่มัดปากถุงออก ดาบไม้จำนวนมากก็หล่นออกมาจากภายในถุง ดาบบางเล่มใหม่ ดาบบางเล่มเก่า เอียนส่งสัญญาณให้เหล่านักเรียนเดินมาหยิบดาบไม้ไปคนละเล่ม ไม่นานนัก ดาบไม้ทั้งหมดก็อยู่ในมือของนักเรียนจนครบทุกคน

 

            เอาล่ะ เมื่อได้ดาบแล้วเราก็มาเริ่มบทเรียนกันเลยนะ เอียนว่าพลางกวาดสายตามองพิจารณานักเรียนที่นั่งอยู่ด้านหน้าอย่างละเอียด พลันสายตาก็มาหยุดลงที่เฟลม

 

            เจ้าใช้ดาบเป็นใช่ไหม มาเป็นตัวอย่างให้เพื่อนหน่อยซิ เอียนกวักมือเรียกเฟลมออกมาเป็นตัวอย่างแก่เพื่อนๆ ทำเอาเฟลมสะอึกไปเล็กน้อย แต่เฟลมก็ยอมลุกไปแต่โดยดี

 

            อาจารย์รู้ได้ไงขอรับว่าคุณเฟลมใช้ดาบเป็น อาร์นอส เด็กหนุ่มผู้แสนสุภาพของชั้นปีหนึ่งลุกขึ้นเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ เอียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วตอบคำถามด้วยเสียงออกจะกวนๆ

 

            ดูจากการจับดาบน่ะสิ ดูจากลักษณะท่าทาง แล้วเจ้าตัวก็ยังพกดาบมาอีก ไม่รู้ก็แย่แล้ว เอียนไขข้อข้องใจให้กับอาร์นอส อาร์นอสพยักหน้าเข้าใจก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งอีกครั้ง

 

            เอาล่ะ ชื่อเฟลมสินะ ลองใช้ดาบเข้าปะทะกับครูดูซิ ครูอยากรู้ว่าเจ้ามีฝีมือขนาดไหน เอียนว่าพร้อมกับกระชับดาบไม้ในมือของตนเพื่อเตรียมพร้อม เฟลมกระชับดาบในมือและพุ่งทะยานเข้าหาเอียนในทันที

 

            ดาบไม้ปะทะกันเสียงดังสนั่น ความเร็วและฝีมือในการใช้ดาบของเฟลมนั้นทำให้เอียนถึงกับเหงื่อตกเลยทีเดียว เฟลมพุ่งเข้าประชิดตัวของเอียนได้อย่างง่ายดายและพยายามใช้ดาบฟันลงที่มือขวาเพื่อปัดให้ดาบตก เอียนเบี่ยงตัวหลบแล้วเงื้อดาบขึ้นเตรียมลงดาบที่ไหล่ขวาของเฟลม แต่เฟลมกลับหลบได้ทันอย่างง่ายดาย

 

            ทั้งคู่ประดาบกันอยู่นานสองนานแต่ก็ไม่มีที่ท่าว่าใครจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบให้ใครก่อน ไม่ว่าเอียนจะใช้กระบวนท่าไหน เฟลมก็สามารถป้องกันและตอกกลับได้แทบจะทั้งหมด

 

            เอียนพลิกตัวกลับหลังพร้อมกับเงื้อดาบขึ้นเตรียมกระแทกสันดาบลงที่สีข้างของเฟลม แต่เฟลมกลับพลิกตัวและเอาดาบกันไว้ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเอียนเห็นว่าการประดาบคงไม่จบลงได้อย่างง่ายๆจึงจบการปะทะด้วยการถอยฉากออกห่างแล้วกล่าวชมเชยเฟลม

 

            เก่งมาก สุดยอดเลย เอียนกล่าวชมเฟลมแล้วปรบมือเสียงดัง เพื่อนๆในชั้นเมื่อเห็นดังนั้นก็พากันปรบมือให้เฟลมกันเสียงดังสนั่น เฟลมโค้งรับคำชมเล็กน้อยก่อนจะกลับเข้ามานั่งที่เดิม

 

            เอาล่ะ ได้ชมตัวอย่างไปแล้ว เรามาเริ่มเรียนกันเลยดีกว่านะทุกคน เอียนกล่าวพร้อมกับเริ่มการเรียนการสอนในวิชาศาสตราและอาวุธ

 

..........

 

            ฉึก!

 

            เสียงดาบไม้ลอยลงปักพื้นดังขึ้นเป็นครั้งที่สิบ และตามมาด้วยเสียงแขวะอย่างไม่พอใจของเด็กหนุ่มเรือนผมสีแดงเพลิงที่เพิ่งกระโดดหลบดาบไม้ที่ลอยมาได้อย่างหวุดหวิด

 

            นี่เจ้าใช้ดาบเป็นรึเปล่าเนี่ย จับยังไงให้หลุดมือเป็นสิบๆครั้ง เฟลมบ่นอย่างหัวเสียพลางดึงดาบโยนกลับคืนให้กับกาโอที่ยืนหน้าเบ้อย่างอายๆ

 

            หลังจากเอียนสอนวิธีการใช้ดาบพื้นฐานแล้ว เอียนก็ปล่อยให้นักเรียนไปซ้อมกันเอง แต่สิบนาทีที่ซ้อมดาบมา ไม่มีนาทีไหนที่กาโอจะจับดาบได้อย่างมั่นคงเลยซักนาทีเดียว แค่โดนแรงกระแทกจากดาบไม้ของเฟลม ดาบไม้ก็หลุดจากมือลอยละลิ่วไปไกลหลายเมตร เฟลมถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะกวักมือเรียกให้กาโอเข้ามาปะทะอีกครั้ง

 

            เข้ามา เดี๋ยวข้าจะสอนวิธีปะทะให้เฟลมส่งเสียงเรียก กาโอวิ่งเข้าหาเฟลมอย่างรวดเร็วแต่แล้ว... กาโอก็สะดุดขาตัวเองหกล้มโครมเบ้อเร่อ

 

            โอ๊ย ให้ตายเหอะ กาโอลุกขึ้นโอดครวญอย่างหัวเสียพลางยกมือขึ้นคลำจมูกป้อยๆ

 

            ฮ่าๆๆ จับกบได้กี่ตัวขอรับ องค์ชาย ทัสกล่าวล้อเลียนกาโออย่างอารมณ์ดี กาโอหันมาทำตาขวางใส่ทัสก่อนที่จะหันกลับไปทางต้นเสียงของเด็กสาวสองคนที่นั่งหัวเราะอยู่ข้างๆโคนต้นไม้

 

            อย่าไปล้อกาโออย่างนั้นสิทัส น่าสงสารออก ลินนะว่าเสียงกลั้วหัวเราะ ส่วนเปมินนั้นไม่ต้องถาม น็อตหลุดไปตั้งแต่เห็นกาโอสะดุดขาตัวเองแล้ว น็อตหลุดประเภทที่ว่าไม่เหลือเค้าความเป็นเจ้าหญิงอยู่เลย!

 

            หนอย พวกเจ้าจำไว้เลยนะ เดี๋ยวเจอดีแน่ กาโอกล่าวแจ้งหนี้เสียงเขียวพร้อมกับลุกขึ้นปัดฝุ่นที่เกาะตามเสื้อผ้าอย่างอารมณ์เสีย

 

            ให้ตายเหอะ ลินนะยังเก่งดาบกว่าเจ้าอีกนะเนี่ย เฟลมว่าพลางหันไปขยิบตาให้ลินนะ ถ้าไม่ได้เรียนวิชานี้ คงไม่มีใครรู้หรอกว่าเจ้าหญิงลินนะแห่งเมืองเอราเดสผู้แสนอ่อนหวานและน่ารักนั้นเก่งวิชาดาบมากกว่าแม่ทัพบางคนหลายเท่า พูดง่ายๆว่าเก่งมากๆนั่นแหละ แต่สาเหตุที่ทำให้เธอไม่ได้ต่อสู้ตอนอยู่ในห้องสมุดต้องห้ามก็เพราะว่าลืมเอาดาบไป!!! เหตุผลงี่เง่าพอๆกับพวกทัสเลยให้ตายเหอะ

 

            ส่วนเปมินนั้นก็พอๆกับกาโอเลย จับดาบไม่ค่อยเป็น แต่ก็เรียนรู้ได้ไวกว่ากาโออยู่มากโข

 

            ก็ข้าไม่เคยแม้แต่จะจับดาบ มาแข่งยิงธนูกันไหมล่ะ รับรองว่าข้าชนะขาด กาโอกล่าวอย่างอวดภูมิ เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนๆได้เป็นอย่างดี เฟลมโคลงหัวไปมาอย่างอารมณ์ดี นานแล้วที่เฟลมไม่ได้หัวเราะจากใจจริงแบบนี้ เสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่ไม่ควรจะมีในหมู่นักฆ่า

 

..........

 

            ห้องโถงภายในพระราชวังหลวงของเมืองเอราเดสเต็มไปด้วยเหล่าบรรดาแม่ทัพและขุนนางมากมายที่นั่งอยู่เรียงรายบนโต๊ะประชุมตัวใหญ่กลางห้องโถง

 

            ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงภายใต้เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนและดวงตาสีเดียวกับเรือนผมกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงพลางเคาะนิ้วกับที่เท้าแขนอย่างเบื่อหน่าย ชายหนุ่มหาวแล้วหาวอีกยามที่ฟังการบรรยายสถานการณ์บ้านเมืองที่แสนจะยาวเหยียดและน่าเบื่อ

 

            สตรีผู้เปี่ยมไปด้วยความสง่างามภายใต้ผมสีทองแดงดวงตาสีทองอร่ามที่นั่งอยู่ด้านข้างสะกิดชายหนุ่มเบาๆเพื่อเตือนสติก่อนที่ชายหนุ่มจะสัปหงกระหว่างฟังคำบรรยายอีกครั้ง ชายหนุ่มสะดุ้งตัวเล็กน้อย ลมหายใจถูกผ่อนออกมาอย่างเบื่อหน่าย

 

            เฮ่อ ชายหนุ่มถอนหายใจเสียงดังเฮือกใหญ่ ทำให้สายตาหลายสิบคู่ในห้องประชุมหันมามองชายหนุ่มเป็นตาเดียวกัน ชายหนุ่มเบ้ปากเล็กน้อยก่อนจะโบกมือเบาๆให้เหล่าขุนนางทำการบรรยายสถานการณ์บ้านเมืองต่อ

 

            ทำตัวดีๆหน่อยสิท่านฮิเอ็น ท่านเป็นราชาของทุกๆคนในเมืองนี้นะ หญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านข้างออกปากเตือน ชายหนุ่มผู้มีนามว่าฮิเอ็นผงกหัวเล็กน้อยแล้วพ่นลมออกทางปากอย่างเบื่อหน่าย ร่างหนาไถลตัวลงเอนผ่อนคลายบนบัลลังก์สีทองอย่างไม่ใส่ใจสายตาของบรรดาขุนนางที่มองมาเชิงตำหนิ

 

            ท่านฮิเอ็นขอรับ เรากำลังประชุมกันเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้อยู่นะขอรับ โปรดตั้งใจด้วย เสียงเตือนดังมาจากชายชราที่นั่งอยู่ด้านข้าง เสียงเตือนนั้นนุ่มเรียบและแฝงไปด้วยความน่านับถือ ผมยาวสีขาวโพลนถูกรัดรวบอย่างเป็นระเบียบเข้ากับชุดนักบวชสีขาวสะอาด ฮิเอ็นโค้งศีรษะให้กับนักบวชคนสนิทของตนที่นั่งอยู่ด้านข้างเล็กน้อยแล้วกล่าวกลับด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

 

            โธ่ อย่างเคร่งนักเลยน่าท่านเอราส ท่านเองก็อายุมากแล้วนะ ยิ่งเครียดเดี๋ยวยิ่งแก่เร็วนะ ฮิเอ็นว่าเสียงติดตลก ทำเอาสตรีที่นั่งอยู่ด้านข้างส่ายหน้าอย่างระอา

 

            ท่านฮิเอ็น หญิงสาวออกปากเตือนอีกครั้ง มือบางตีลงที่แขนของชายหนุ่มเบาๆเป็นเชิงติติง

 

            ไม่เป็นไรหรอกองค์ราชินีเนสตรา ข้าชินเสียแล้วล่ะ ชายชราว่าพลางหัวเราะเบาๆ

 

            เอ่อ พวกท่านมีความเห็นว่าอย่างไรขอรับ เสียงเก้ๆกังๆของแม่ทัพใหญ่คนหนึ่งดังขึ้นเพื่อเรียกความเห็น ฮิเอ็นเลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนที่จะถามย้อนอย่างงงๆ

 

            ความเห็นอะไร เล่าให้ข้าฟังใหม่ทีซิ นามิน ฮิเอ็นเอ่ยถามแม่ทัพคนสนิทนามนามินเสียงซื่อ ทำเอาเหล่าบรรดาผู้เข้าประชุมทั้งหลายอยากจะฆ่าตัวตายกันให้รู้แล้วรู้รอดเสียจริง

 

            เจ้าของนามนามินเงยหน้าขึ้นมองฮิเอ็นด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อยด้วยดวงตาสีอาทิตย์อัสดง เรือนผมสีแดงเข้มไหวเล็กน้อย ร่างกายที่แข็งแรงสั่นสะท้านอย่างอดกลั้น

 

            ท่านไม่ได้ฟังอีกแล้วหรือขอรับ นามินกัดฟันถามอย่างเหลืออด องค์ราชาของเขาเหม่อลอยยามเข้าประชุมอีกแล้ว ถึงแม้องค์ราชาของเขาจะดูลอยๆอย่างนี้ แต่เมื่อเขาเอาจริงขึ้นมาเมื่อไหร่ละก็ เป็นราชาที่เหนือราชาเสียอีก

 

            ขอโทษที ฮิเอ็นกล่าวพลางผายมือออกเพื่อเป็นสัญญาณให้นามินเริ่มเล่าเรื่องใหม่ นามินลอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

 

            เมื่อวันก่อนมีเด็กนักเรียนปีสามคนหนึ่งในโรงเรียนไดมอนหายตัวไปขอรับ หายไปอย่างไร้ร่องรอยขอรับ นามินกล่าวรายงานด้วยเสียงเรียบๆ ฮิเอ็นเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างประหลาดใจหลังจากฟังความจบ รอยยิ้มที่เคยฉายอยู่บนใบหน้ากลับหายไปและถูกแทนที่ด้วยสีหน้าฉงน

 

            หายไป? ได้อย่างไรกัน ทางโรงเรียนไดมอนมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด แถมรอบๆโรงเรียนยังเต็มไปด้วยทหารยามที่ข้าส่งไปเฝ้าอีกนะ จะหายไปได้อย่างไรกันนามิน ฮิเอ็นกล่าวถามเสียงระคนไม่พอใจ นามินส่ายศีรษะปฏิเสธเล็กน้อยก่อนจะกล่าวรายงานต่อ

 

            ไม่ทราบขอรับ ไม่มีทหารคนไหนเห็นแม้แต่ร่องรอยเลยขอรับ นามินกล่าวตอบ ฮิเอ็นขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์

 

            แล้วครอบครัวของเด็กนั่นล่ะ คราวนี้คนที่เอ่ยปากถามกลับเป็นองค์ราชินีเนสตราที่นั่งอยู่ด้านข้าง นามินส่ายหน้าน้อยๆ

 

            ยังไม่ทราบข่าวขอรับ นามินตอบเสียงเรียบพลางเงยหน้าขึ้นสบตากับฮิเอ็นเพื่อขอความคิดเห็นจากผู้เป็นนาย

 

            ส่งทหารนอกเครื่องแบบเข้าไปค้นให้ทั่ว บอกทางโรงเรียนว่ายังไม่ต้องบอกอะไรกับทางครอบครัวจนกว่าข้าจะมีคำสั่งออกไป ฮิเอ็นสั่งการเสียงเฉียบขาด ดูแล้วเหมือนเป็นคนละคนกับที่นั่งหน้าซังกะตายเมื่อครู่นี้ลิบลับ นามินค้อมหัวลงคำนับอย่างสุภาพจากนั้นจึงเดินนำเหล่าคณะผู้ประชุมออกจากโถงกลางอย่างช้าๆ

 

            อ้อ นามิน ข้ามีเรื่องจะถามหน่อย ฮิเอ็นเรียกเสียงดัง เจ้าของนามหันหลังกลับมาช้าๆ ดวงตาสีอาทิตย์ยามอัสดงมองมาทางผู้เป็นนายอย่างสงสัย

 

            ลินนะลูกข้าเป็นอย่างไรบ้าง เสียงของฮิเอ็นนั้นดูอ่อนโยนยิ่งนัก เนสตราเองก็ดูท่าจะอยากรู้คำตอบของคำถามนี้เช่นกัน

 

            สบายดีขอรับ รู้สึกว่าจะได้เพื่อนดีเสียด้วยล่ะขอรับ นามินกล่าวตอบ แล้วร่างแข็งแรงของนามินก็เดินหายลับไปจากสายตาขององค์ราชาอย่างรวดเร็ว

 

            ฮิเอ็นครี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ลมหายใจถูกถอนออกมาอย่างโล่งอก รอยยิ้มที่ฉายบนใบหน้านั้นไม่ใช่รอยยิ้มขององค์ราชาที่ดูสุขุม แต่เป็นรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นของบิดาที่พึงมีให้ต่อบุตรอันเป็นที่รักของตน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,947 ความคิดเห็น

  1. #1715 lnwcool (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 เมษายน 2554 / 17:36
    ฮ่าๆๆสนุกค่ะ^^
    #1,715
    0
  2. #1682 ดอกอ๋อ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2553 / 23:38
    สนุกคร้า...
    #1,682
    0