คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

โลก ดวงดาว และดาราศาสตร์

ตอนที่ 14 : เอกภพ


     อัพเดท 22 ก.พ. 50
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้เรื่องเรียน
Tags: โลก, ดวงดาว, ดาราศาสตร์, คำถามท้ายบท
ผู้แต่ง : ::- [ คุ J x นู n ! c * Z ]-:: ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ::- [ คุ J x นู n ! c * Z ]-::
My.iD: https://my.dek-d.com/little_satan
< Review/Vote > Rating : 92% [ 120 mem(s) ]
This month views : 370 Overall : 258,223
602 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 933 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
โลก ดวงดาว และดาราศาสตร์ ตอนที่ 14 : เอกภพ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 16841 , โพส : 1 , Rating : 90% / 10 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 

                ระบบที่กว้างใหญ่ไพศาลประกอบด้วยแกแลคซีทั้งหลายที่กระจัดกระจายกันอยู่ประมาณหนึ่งล้านแกแลซีโดยที่มีระยะทางระหว่างแกแลคซีไกลกันมากนับล้านปีแสงแกแล็กซี่ของเรา ( แกแล็กซี่ทางช้างเผือก ] Milky  Way ) ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของเอกภพ

กำเนิดเอกภพ

กำเนิดเอกภพเริ่มนับจากจุดที่เรียกว่า บิกแบง (Big Bang) “บิกแบง” เป็นชื่อที่ใช้เรียกทฤษฎีกำเนิดเอกภพทฤษฎีหนึ่ง ปัจจุบันทฤษฎีบิกแบงเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เพราะมีปรากฏการณ์หลายอย่างที่สอดคล้องหรือเป็นไปตามทฤษฎีบิกแบง ก่อนบิกแบงเอกภพเป็นพลังงานล้วนๆ ภายใต้อุณหภูมิที่สูงยิ่งจุดบิกแบงจึงเป็นจุดที่พลังงานเริ่มเปลี่ยนเป็นสสารครั้งแรก เป็นจุดเริ่มต้นของเวลาและเอกภพ

                 ปัจจุบันเอกภพประกอบด้วยกาแล็กซี่จำนวนเป็นแสนล้านแห่ง ระหว่างกาแล็กซี่เป็นอวกาศที่เวิ้งว้างกว้างไกล เอกภพจึงมีขนาดใหญ่มาก โดยมีรัศมีไม่น้อยกว่า 15,000 ล้านปี ภายในกาแล็กซี่แต่ละแห่งประกอบด้วยดาวฤกษ์จำนวนมาก แหล่งกำเนิดดาวฤกษ์ที่เรียกว่า เนบิวลา และที่ว่าง โลกของเราเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะ ซึ่งเป็นสมาชิกหนึ่งของกาแล็กซี่ของเรา

                 บิกแบงเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงการเกิดระเบิดครั้งใหญ่ที่ทำให้พลังงานส่วนหนึ่งเปลี่ยนเป็นเนื้อสาร มีวิวัฒนาการต่อเนื่องจนเกิดเป็นกาแล็กซี่ เนบิวลาดาวฤกษ์ ระบบสุริยะ โลก ดวงจันทร์

       

                ขณะเกิดบิกแบงมีเนื้อสารเกิดขึ้นในรูปของอนุภาคพื้นฐานชื่อ ควาร์ก อิเล็กตรอน นิวทริโน และโฟตอนซึ่งเป็นพลังงานเมื่อเกิดเป็นอนุภาคก็จะเกิด

ปฏิอนุภาค ที่มีประจุไฟฟ้าตรงข้าม ทำให้ประจุไฟฟ้ารวมของเอกภพเป็นศูนย์ เมื่อปฏิอนุภาคพบกับอนุภาคชนิดเดียวกันจะหลอมรวมกันเนื้อสารหายไปเป็น พลังงานอย่างหมดสิ้น ถ้าเอกภพมีอนุภาคเท่ากับปฏิอนุภาคพอดี เมื่อพบกันจะกลายเป็นพลังงานทั้งหมด ก็จะไม่เกิดกาแล็กซี่ ดาวฤกษ์ และ ระบบสุริยะโชคดีที่ในธรรมชาติมีอนุภาคมากกว่าปฏิอนุภาคดังนั้นเมื่ออนุภาคพบ กับ อนุภาคนอกจากจะได้พลังงานเกิดขึ้นแล้ว ยังมีอนุภาคเหลืออยู่ และนี่คือ อนุภาคที่ก่อกำเนิดเป็นสสารของเอกภพในปัจจุบัน

 

                +หลังบิกแบงเพียง 10-6 วินาที อุณหภูมิของเอกภพลดลงเป็นสิบล้านล้านเคลวิน ทำให้ควาร์กเกิดการรวมตัวกัน กลายเป็นโปรตอน (นิวเคลียสของไฮโดรเจน) และนิวตรอน

 

+หลังบิกแบง 3 นาที อุณหภูมิเอกภพลดลงเป็นร้อยล้านเคลวิน มีผลให้โปรตอนและนิวตรอนเกิดการรวมตัวเป็นนิวเคลียสของฮีเลียม ในช่วงแรกๆนี้ เอกภพขยายตัวอย่างเร็วมาก

 

+หลังบิกแบง 300,000 ปี อุณหภูมิลดลงเหลือ 10,000 เคลวิน นิวเคลียสของไฮโดรเจนและฮีเลียมดึงอิเล็กตรอนเข้ามาอยู่ในวงโคจร เกิดเป็นอะตอมไฮโดรเจนและฮีเลียมตามลำดับ

 

+เกิดกาแล็กซี่ต่างๆหลังบิกแบง 10,000 ล้านปีภายในกาแล็กซี่มีธาตุไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นสารเบื้องต้นซึ่งเกิดเป็น ดาวฤกษ์รุ่นแรกๆส่วนธาตุต่างๆที่มีมวลมากกว่าฮีเลียมเกิดจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่

 

 

                มีข้อสังเกตใดหรือประจักษ์พยานใด ที่สนับสนุนทฤษฏีบิกแบง

ปรากฏการณือย่างน้อย 2 อย่าง ที่สนับสนุนทฤษฏีบิกแบงได้แก่ การขยายตัวของเอกภพ และอุณหภูมิพื้นหลังของอวกาศ ซึ่งปัจจุบันลดลงเหลือ 2.73 เคลวิน

 

                ข้อสังเกตประการที่ 1 คือ การขยายตัวของเอกภพ

ฮับเบิลเป็นนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันที่ค้นพบว่ากาแล็กซี่จะเคลื่อนที่ไกลออกไป

ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นตามระยะทางกาแล็กซี่ที่อยู่ไกลยิ่งเคลื่อนที่ห่างออกไปเร็วกว่ากาแล็กซี่ที่อยู่ใกล้นั่นคือเอกภพกำลังขยายตัวจากความเข้าใจในเรื่องนี้ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถ

คำนวณอายุของเอกภพได้

 

                ข้อสังเกตประการที่ 2 คือ อุณหภูมิพ้นหลังของเอกภพปัจจุบันลดลงเหลือ 2.73 เคลวิน

การค้นพบอุณหภูมิของเอกภพในปัจจุบันหรืออุณหภูมิพื้นหลัง เป็นการค้นพบโดยบังเอิญโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน 2 คนชื่อ อาร์โน เพนเซียส และ โรเบิร์ต วิลสัน แห่งห้องปฏิบัติการเบลเทเลโฟน เมื่อปี พ.ศ.2508 ขณะนั้นนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองคนกำลังทดสอบระบบเครื่องรับสัญญาณของกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ปรากฏว่ามีสัญญาณรบกวนตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน หรือฤดูกาลต่างๆแม้เปลี่ยนทิศทางและทำความสะอาดสายอากาศแล้วก็ยังมีสัญญาณรบกวนสัญญาณอยู่เช่นเดิม ต่อมาทราบภสยหลังว่าเป็นสัญญาณที่เหลืออยู่ในอวกาศ เทียบได้กับพลังงานของการแผ่รังสีของวัตถุดำที่มีอุณหภูมิประมาณ 3 เคลวิน หรือประมาณ -270องศาเซลเซียส

               

                   ในขณะเดียวกัน โรเบิร์ต ดิกกี พี.เจ.อี.พีเบลส์ เดวิด โรลล์ และเดวิด วิลคินสัน แห่งมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้ทำนายมานานแล้วว่า การแผ่รังสีจากบิกแบงที่เหลืออยู่

ในปัจจุบันน่าจะตรวจสอบได้ โดยใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุ

 

                ดังนั้นการพบพลังงานจากทุกทิศทุกทางในปริมาณที่เทียบได้กับพลังงานที่เกิดจากการแผ่รังสีของวัตถุดำที่มีอุณหภูมิประมาณ 3 เคลวิน จึงเป็นอีกข้อหนึ่งที่สนับสนุนทฤษฏีบิกแบงได้เป็นอย่างดี

 การขยายตัวของเอกภพ

               

                เอกภพ (จักรวาล - universe) คือ ระบบที่รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติ ข้อมูลสำคัญของเอกภพคือ เส้นสเปกตรัมของดาราจักรเลื่อนไปทางสีแดงทำให้รู้ว่าเอกภพกำลังขยายตัว

                เราทราบแล้วว่าเอกภพคือแหล่งรวมทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติ รวมทั้งที่ว่างหรืออวกาศด้วย นักดาราศาสตร์ต่างได้ศึกษาเส้นสเปกตรัมจากธาตุที่อยู่ในดาราจักรแล้วพบว่า เส้นเลื่อนไปทางแดงหรือทางความถี่ต่ำแสดงว่าดาราจักรกำลังเคลื่อนที่ออกห่างไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดปัญหาข้อถกเถึยงกันถึงลักษณะของดาราจักรและเอกภพในอดีตว่าเป็นอย่างไร

                ในวงการดาราศาสตร์ได้มีทฤษฎีหนึ่งที่จะอธิบายการกำเนิดเอกภพและสาเหตุที่ดาราจักรกำลังเคลื่อนที่คือ ทฤษฎีการระเบิดปังใหญ่ (big-bang theory หรือทฤษฎีบิกแบง) โดย เลแมตร์ (G.Lemaitre) ได้กล่าวไว้ว่า ในอดีตเอกภพมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6,400 กิโลเมตร (4,000 ไมล์) เลอร์แมตร์ เรียกทรงกลมที่เป็นจุดกำเนิดของสสารนี้ว่า "อะตอมดึกดำบรรพ์" (Primeval Atom) เป็นอะตอมขนาดยักษ์ นำหนักประมาณ 2 พันล้านตันต่อลูกบาศก์นิ้ว (ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริงกับความหมายของอะตอมในปัจจุบันที่ให้ความหมายของอะตอม ว่าเป็นส่วยย่อยของโมเลกุล)

                อย่างไรก็ตามนักดาราศาสตร์ได้ถกเถียงและค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทฤษฎีนี้อย่างจริงจัง และกาโมว์ (G.Gamow) เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนทฤษฎีของเลอเมตร์ จากผลการคำนวณของกาโมว์ ในขณะที่อะตอมดึกดำบรรพ์ระเบิดขึ้น จะมีอุณภูมิสูงถึง 3 x 10^9 เคลวิน (3,000,000,000 เคลวิน) หลังจากเกิดการระเบิดประมาณ 5 วินาที อุณภูมิได้ลดลงเป็น 10^9 เคลวิน (1,000,000,000 เคลวิน) และเมื่อเวลาผ่านไป 3 x 10^8 ปี (300,000,000 ปี) อุณภูมิของเอกภพลดลงเป็น 200 เคลวิน

ในที่สุดเอกภพก็ตกอยู่ในความมืดและเย็นไปนานมากจนกระทั่งมีดาราจักรเกิดขึ้น จึงเริ่มมีแสงสว่างและอุณภูมิเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

                ในปี พ.ศ.2472 ฮับเบิล (Edwin P.Hubble) ได้ศึกษาสเปกตรัมของดาราจักรต่างๆ 20 ดาราจักร ซึ่งอยู่ไกลที่สุดประมาณ 20 ล้านปีแสง พบว่าเส้นสเปกตรัมได้เคลื่อนไปทางแสงสีแดง ดาราจักรที่อยู่ห่างออกไปจะมีการเคลื่อนที่ไปทางแสงสีแดงมาก แสดงว่าดาราจักรต่างๆ กำลังคลื่นที่ห่างไกลออกไปจากโลกทุกทีทุกทีๆ พวกที่อยู่ไกลออกไปมากๆจะมีการเคลื่อนที่เร็วขึ้น ดาราจักรที่ห่างประมาณ2.5พันล้านปีแสง มีความเร็ว 38,000 ไมล์ต่อวินาที ส่วนพวกดาราจักร ที่อยู่ไกลกว่านี้มีควาเร็วมากขึ้นตามลำดับ ความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางของดาราจักรและ ความเร็วแห่งการเคลื่อนที่ เรียกว่า "กฎฮับเบิล" ทฤษฎีนี้อาจเรียกว่า "การระเบิดของเอกภพ" (Exploding Universe) ซึ่งก็สนับสนุนกับแนวคิดของเลแมตร์เช่นกัน

 

กาแลกซี

 

                กาแล็กซี่คืออาณาจักรหรือระบบของดาวฤกษ์จำนวนนับแสนล้านดวง อยู่รวมกันโดยแรงโน้มถ่วงระหว่างดวงดาวกับหลุมดำที่มีมวลมหาศาล ซึ่งอยู่ ณ ศูนย์กลางของกาแล็กซี่ โดยมีเนบิวลาซึ่งเป็นกลุ่มแก๊สและฝุ่นละออง ที่เกาะกลุ่มอยู่ในที่ว่างบางแห่งระหว่างดาวฤกษ์ กาแล็กซี่เกิดหลังบิกแบงประมาณ 1,000 ล้านปี เกิดจากลุ่มแก๊สซึ่งยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงโน้มถ่วงแยกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มกำเนิดเป็นดาวฤกษ์จำนวนมาก ซึ่งเป็นสมาชิกสำคัญของกาแล็กซี กาแล็กซีที่ระบบสุริยะสังกัดอยู่คือ กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way Galaxy) หรือกาแล็กซีของเรา มีกาแล็กซีอื่นๆ ที่สังเกตได้ด้วยตาเปล่า ได้แก่ กาแล็กซีแอนโดรเมดา กาแล็กซีแมกเจนแลนใหญ่ และกาแล็กซีแมกเจนแลนเล็ก

 

                สามารถสังเกตกาแล็กซีได้ในคืนที่ท้องฟ้าปลอกโปร่งแจ่มใส ไม่มีแสงจันทร์สว่างและแสงไฟรบกวน โดยจะสังเกตเห็นทางช้างเผือกปรากฏเป็นแนวฝ้าขาวจางๆขนาดกว้างประมาณ 15◦ พาดผ่านเป็นทางยาวรอบท้องฟ้า โดยเฉพาะท้องฟ้าในทิศทางของกลุ่มดาวแมงป่อง (ขณะขึ้นไปสูงสุดจะอยู่ทางทิศใต้ที่มุมเงยประมาณ 50◦) ดาวคนยิงธนู กลุ่มดาวนกอินทรี และกลุ่มดาวหงส์ ซึ่งเป็นส่วนของทางช้างเผือกที่มองเห็นได้ง่าย ชัดเจนและสวยงามมาก

 

 กาแล็กซีทางช้างเผือก

 

ภาพจากกล้องดูดาว แสดงให้เห็นว่าทางช้างเผือก คือดาวฤกษ์จำนวนมากที่อยู่ไปทางเดียวกันโดยอยู่ห่างจากโลกต่างกัน นักดาราศาสตร์ทราบรูปร่างของกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยการศึกษาวิเคราะห์ดาวฤกษ์ที่อยู่ในกาแล็กซีนี้

 

        จากภาพแสดงดาวฤกษ์บริเวณทางช้างเผือกและใกล้เคียง ด้านซ้ายมือจะสังเกตเห็นกลุ่มดาวนายพราน ขวามือบนของกลุ่มดาวนายพรานคือกลุ่มดาววัว ซึ่งมีดาวลูกไก่ลูกในกลุ่มนี้ด้วย ด้านขวามือของจุดกึ่งกลางภาพจะเห็นกาแล็กซีแอนโดรเมดามีลักษณะไม่กลมเหมือนภาพดาวฤกษ์ทั่วไป เหนือกาแล็กซีแอนโดรเมดาคือกลุ่มดาวแคสสิโอเปียหรือกลุ่มดาวค้างคาว ซึ่งอยู่ในทางช้างเผือก และดาวฤกษ์ดวงสว่างที่สุดที่อยู่บนทางช้างเผือกด้านขวามือสุดคือดาวหางหงส์ในกลุ่มดาวหงส์

 

         ดาวฤกษ์ทั้งหมดในทางช้างเผือก และดาวฤกษ์ทั้งหลายที่เราเห็นบนท้องฟ้า รวมทั้งระบบสุริยะ อยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือก หรือกาแล็กซีของเรา ระบบสุริยะที่อยู่แขนด้านกลุ่มดาวนายพราน และอยู่ห่างศูนย์กลางกาแล็กซีประมาณ 30,000 ปีแสง มีดาวฤกษ์ไม่น้อยกว่าแสนล้านดวงในกาแล็กซีนี้ ดังนั้นกาแล็กซีทางช้างเผือกจึงมีขนาดใหญ่มาก มีรูปร่างคล้ายกังหัน คือมีบริเวณกลางสว่าง และมีแขนโค้งรอบนอก ระยะจากขอบหนึ่งผ่านจุดศูนย์กลางไปยังอีกขอบหนึ่งยาวประมาณ 100,000 ปีแสง ถ้ามองกาแล็กซีของเราจากด้านบน จะเห็นเหมือนกังหัน แต่ถ้าด้านข้างจะเห้นเหมือนด้านข้างของเลนส์นูนหรือจานข้าว 2 จานประจบกัน ดังภาพ

 

กาแล็กซีเพื่อนบ้าน

 

                เมื่อมองดูฟ้า นอกจากดาวฤกษ์เนบิวลา และทางช้างเผือก ซึ่งรวมกันอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกหรือกาแล็กซีของเราแล้ว จึงเรียกกาแล็กซีเพื่อนบ้าน ได้แก่ กาแล็กซีแมกเจนแลนใหญ่ และกาแล็กซีแมกเจนแลนเล็กซึ่งอยู่ใกล้ขอบฟ้าทิศใต้ ทำให้เห้นได้ยากสำหรับผู้ที่อยู่ทางภาคเหนือ ยังมีแกแลกซีที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าและน่าสนใจอีกแห่งหนึ่งคือ

กาแลกซีแอนโดเมดา อยู่ในทิศทางของกลุ่มดาวแอนโดเมดา เป็นกาแลกซีรูปกังหันเหมือนกับกาแลกซีทางช้างเผือก

 



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
โลก ดวงดาว และดาราศาสตร์ ตอนที่ 14 : เอกภพ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 16841 , โพส : 1 , Rating : 90% / 10 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 1 : ความคิดเห็นที่ 175
ขอบคุณมากกำลังทำรายงานเรื่องนี้
Name : นิยมแทค [ IP : 124.120.4.91 ]

วันที่: 8 พฤศจิกายน 2552 / 14:07

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android