จองจำรักด้วยหัวใจ [e-book พร้อมดาวน์โหลด]

ตอนที่ 4 : บทที่1 [กลั่นแกล้ง] 120% อัพแล้ว (รีไรต์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28,028
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 762 ครั้ง
    14 ส.ค. 62

 



บทที่1

[กลั่นแกล้ง]


* เป็นฉบับรีไรต์นะคะ และเราได้รวมตอนเป็นตอนเดียวกัน ก็คือ บทที่1 ทั้งหมดจ้า *



นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา  

 

       หกโมงเช้าบนถนนสายหลักของนิวยอร์ก คาดิลแลกสามคันกำลังมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์เพื่อพาเฮกเตอร์ผู้กุมบังเหียนบริษัทแบล็กฟอร์ดคอมพานีวัยสามสิบเจ็ดปีกลับไปพักผ่อนโดยสวัสดิภาพ หลังเดินทางไปคุยธุรกิจที่วอชิงตันดี.ซี. ถึงสองวันและเพิ่งลงจากเครื่องบินเมื่อเช้านี้ เขาคือนักธุรกิจที่ร่ำรวยมหาศาล สิ่งที่บรรพบุรุษสร้างเอาไว้ คือรากฐานอันมั่นคงที่หลายคนต่างแสวงหา ในวงการค้าอาวุธของประเทศและระดับโลกไม่เคยมีใครโค่นล้มแบล็กฟอร์ดได้ ไม่เคยมีใคร “กล้า” ยกเว้นเพียงคนเดียว ศัตรูทางธุรกิจอย่างอลาโน เกรย์แฮม ที่กล้าลองดีถึงขั้นลอบสังหารทายาทของตระกูลทั้งสองคนและหนีลอยนวลไปได้อย่างน่าเสียดายด้วยความผิดพลาดของเฮกเตอร์เอง ตอนนี้ยังไม่มีใครตามจับได้ แต่เมื่อไรก็ตามที่เขาพบเข้าล่ะก็ จะไม่มีการใช้กฎหมายจัดการ จะต้องเป็นกฎของเขาเท่านั้น ถึงเวลานั้นจะได้รู้ว่าความโหดร้ายบนโลกใบนี้ เทียบไม่ได้กับสิ่งที่เขาเตรียมเอาไว้เลย

        คาร์เตอร์ มอร์แกนนั่งเบาะหน้าคู่กับลูอิสคนขับรถและเป็นบอดี้การ์ดมือขวาของเฮกเตอร์เขาลอบมองผู้เป็นนายผ่านกระจกหลัง ที่ระหว่างเดินทางไม่ได้พักผ่อนเลยตอนนี้ก็ยังคงนั่งอ่านเอกสารเงียบๆ นับตั้งแต่เฮกเตอร์บาดเจ็บสาหัสในเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อหลายปีก่อน เพื่อตามล่าคนอยู่เบื้องหลังและรักษาตัว เขาจำต้องออกข่าวลวงว่าผู้เป็นนายเสียชีวิตและให้แฮร์ริส ทายาทคนเล็กขึ้นเป็นผู้กุมบังเหียนแทน แม้ตอนนี้ผู้เป็นนายจะดีขึ้นมากจนกลับมาทำงานได้ตามปกติ ทว่ายังคงปฏิเสธที่จะปรากฏตัวออกสื่อหรือเข้าบริษัท แต่เลือกที่จะเก็บตัวทำงานที่บ้าน เขารู้ดีว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปมาจากอะไร เหตุการณ์การถูกปองร้ายครั้งนั้น ยังไม่เจ็บเท่ากับการ สูญเสียลูกน้องมือดีที่สุด และการถูกภรรยาหักหลัง แม้เธอจะได้รับบทเรียนคือ ความตาย แต่ก็ไม่อาจทำให้จิตใจของเฮกเตอร์สงบลง จนกว่าจะได้จัดการทุกคนที่เกี่ยวข้องชนิดขุดรากถอนโคน

        เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นคาร์เตอร์ละสายตาจากกระจก หยิบโทรศัพท์เครื่องหรูขึ้นมาดู พอเห็นว่าใครก็อมยิ้ม หันไปบอกเจ้านายหนุ่มก่อนที่จะกดรับสาย

        “มีสายสำคัญครับ”

        ใบหน้าคมเข้มแสดงสีหน้าสงสัย แม้จะมีรอยแผลเป็นแต่ก็ไม่สามารถทำให้ความหล่อหลาลดลงได้เลย เขายังคงเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงค่อนประเทศหมายปอง ทุกอย่างดูลงตัวไม่ว่าจะคิ้วเข้ม จมูกโด่ง ริมฝีปากหนาได้รูปและนัยน์ตาสีเทาทรงเสน่ห์ ผมสีช็อกโกแลตตัดสั้นเป็นทรงอย่างดูดี และด้วยความสูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตร ยิ่งทำให้ทุกอย่างที่เป็นผู้ชายคนนี้ดูเพอร์เฟกต์       

        “ใคร?”

        “หนึ่งในคนสำคัญของเราครับ” คาร์เตอร์ยื่นให้

        คำว่า “คนสำคัญ” ทำให้เฮกเตอร์ตีความว่าเป็นลูกค้า ด้วยความไว้ใจพ่อบ้านรายนี้จึงรับโทรศัพท์มา พอเห็นหน้าจอที่ไม่แสดงชื่อหรือเบอร์โทรตามปกติ จึงคิดว่าคงสำคัญจริงๆอาจเกี่ยวกับคนที่เขาให้ตามหา เพราะแบล็กฟอร์ดมีอิทธิพลทั้งบนดินและกลุ่มใต้ดิน ธุรกิจสีเทา หรือแก๊งต่างๆ ที่ไม่อาจเปิดเผยตัวตนแต่เป็นแหล่งข่าวและนักล่าค่าหัวฝีมือเยี่ยม เขาคาดหวังว่าจะเป็นข่าวดี จึงไม่ปฏิเสธและพร้อมที่จะสนทนากันแบบเห็นหน้า เพราะถ้ามาจากคาร์เตอร์แปลว่าผ่านการคัดกรองมาแล้ว สองนาทีต่อมาภาพที่ปรากฏทำเอาเขากลอกตา แทนที่จะได้เห็นชายฉกรรจ์ แต่กลายเป็นเด็กผู้หญิงวัยห้าขวบกว่า ตัวป่วนชั้นเยี่ยม กับรอยยิ้มที่ทำให้ขนลุกชัน

        “ไฮ คุณลุง ฮันนี่เอง คิดถึงฮันนี่ไหมคะ”

        “ให้ตายเถอะคาร์เตอร์ แกหลอกฉันนี่!” เขาสบถใส่พ่อบ้านเก่าแก่ทันที

        เจ้าของชื่อสะดุ้งเล็กน้อยแต่อมยิ้ม ไม่ได้หันหลังกลับไปมอง เป็นพันธะสัญญาระหว่างเขากับคุณหนูตัวน้อยว่าหากอยากคุยกับเฮกเตอร์เมื่อไหร่ ห้ามบอกว่าโทรมา ให้ส่งโทรศัพท์ให้ก็พอ ยังไม่ทันตอบอะไรก็ได้ยินเสียงเล็กดังแทรกขึ้นมา

        “คุณลุงพูดคำหยาบอีกแล้ว หม่ามี้บอกว่าไม่ดี ไม่น่ารักเลยนะคะ” ฮันนี่หรือ นารา แบล็กฟอร์ด หลานสาวเพียงคนเดียวของเขา ลูกสาวของแฮร์ริส

        “เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับเธอ” เขาตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ

        “คุณลุงใจร้าย คุณลุงไม่รับโทรศัพท์ฮันนี่” เด็กน้อยบอกอย่างน้อยใจ พยายามติดต่อผู้เป็นลุงแล้วแต่ไม่ยอมรับสาย บางทีก็ตัดสายทิ้ง

        “ทำไมฉันต้องรับ โทรมาทำไม ไม่มีอะไรทำหรือไง ถ้าว่างมากนัก ก็ไปวิ่งเล่นกับน้องเธอซะ อย่ากวนฉัน”

        ถึงแม้จะถูกพูดจาไม่ดีใส่ทว่านารายังมีรอยยิ้มสดใสเสมอคงเป็นเพราะ “ชิน” กับนิสัยเหล่านี้

        “ฮันนี่โทรมาเพราะกลัวคุณลุงเหงา...ตอนนี้พี่ฮิวโก้เล่นกับแฮร์รี่อยู่ ไม่มีใครเล่นตุ๊กตากับฮันนี่เลย เล่นแต่หุ่นยนต์กัน ฮันนี่ไม่ชอบ” เด็กน้อยได้ทีฟ้อง

        “ชวนหม่ามี้เล่นด้วยสิ”

        “หม่ามี้กำลังสวีตกับแด็ดดี้อยู่”

         “ให้ตายเถอะ เธอเลยมาป่วนฉัน อยากจะบ้าตาย ฉันไม่ว่าง แค่นี้นะ จะวางสายแล้ว”

        “คุณลุงกำลังจะทิ้งฮันนี่อีกคนใช่ไหมคะ”

        พอเห็นทำหน้าเศร้า ตาละห้อย คนใจแข็ง หยาบกระด้างอย่างเฮกเตอร์ถึงกับไปไม่เป็น ไม่ใช่เพราะใจอ่อน แต่รู้ว่าถ้าเด็กคนนี้ได้ร้องไห้เมื่อไหร่ แก้วหูเขาแทบแตก เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนจึงรีบถามกลับ

        “อยากได้อะไร พูดมา ฉันมีเวลาแค่ห้านาที”

        “ฮันนี่อยากคุยกับคุณลุง”

        “แต่ฉันไม่อยากคุยกับเธอ” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงติดจะรำคาญ

        “งั้นฮันนี่จะกรี๊ดนะ”

        เมื่อรู้ว่าปลายสายกำลังจะทำอะไร นักธุรกิจหนุ่มก็ทำหน้าสยองส่ายหน้าทันที เสียงกรี๊ดของเด็กยิ่งกว่าเสียงของปลาวาฬ ระดับเดซิเบลทำให้หูของเขาพิการชั่วคราวได้เลย

        “ไม่ อย่า...อย่าแม้แต่จะคิด เงียบเลย”

        “งั้นคุณลุงก็ต้องคุยกับฮันนี่”

        “คุยกับคาร์เตอร์โน่นฉันจะส่งให้” เขาทำท่าจะยื่นโทรศัพท์ให้พ่อบ้านทว่าปลายสายก็พูดขึ้นต่อ

        “คุณลุง ฮันนี่โดนเพื่อนแกล้งด้วย”

        ประโยคนี้เรียกความสนใจจากผู้เป็นลุงได้ทันที

 ใครมันกล้าแกล้งคนตระกูลแบล็กฟอร์ด ชกหน้าเขาไปสิ แฮร์ริสทำอะไรอยู่ เป็นเจ้าของโรงเรียนซะเปล่า ทำไมรับเด็กเกเรเข้ามาเรียนชายหนุ่มบ่นเพราะน้องชายเปิดโรงเรียนสำหรับลูกตัวเองและเด็กทั่วไป น่าจะคัดกรองบ้าง

        “เจ้านายจะสอนคุณหนูแบบนั้นไม่ได้นะครับ” คาร์เตอร์พูดแทรก

        “ทำไมจะไม่ได้ แบล็กฟอร์ดไม่เคยกลัวใคร ไม่เคยยอมให้ใครมากลั่นแกล้ง...เอาชื่อมา ฉันจะส่งคนไปจัดการให้” ชายหนุ่มบอกเสียงเข้ม เขาจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องคนในตระกูลเป็นอันขาด

        “โว้ๆ คุณลุงคะ เขาเป็นเด็กนะ”

        “แล้วไง? คิดว่าฉันสนใจเหรอ” เฮกเตอร์เลิกคิ้ว

        คาร์เตอร์ส่ายหน้า สมแล้วที่ผู้ชายคนนี้จะมีสโลแกนที่ว่า “ไม่อ่อนโยนต่อสตรี ไม่ปรานีต่อเด็ก ไม่เป็นมิตรกับคนชรา” ขอเพียงเขาพอใจทุกอย่างเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

        “คุณลุงใจเย็นๆ ฮันนี่ล้อเล่น” นารายิ้มหวานเมื่อเห็นเฮกเตอร์จริงจัง

         “บ้าจริง กล้าหลอกฉันเหรอยายเด็กแสบ” เขาขบกรามแน่นบ่นกลับ

        “อย่างน้อยฮันนี่ก็รู้ว่าคุณลุงเป็นห่วง เหมือนที่หม่ามี้บอกว่า คุณลุงแกล้งดุ แต่จริงๆ รักฮันนี่ พี่ฮิวโก้แล้วก็น้องแฮร์รี่ ม๊ากมาก” เด็กน้อยยิ้มกว้างจนเห็นฟันสวย

        เขากลอกตาโน้มตัวไปข้างหน้าโยนโทรศัพท์ให้กับคาร์เตอร์ “นายพูดกับเธอต่อ ฉันรำคาญแล้ว”

        พ่อบ้านเหวอเล็กน้อยแต่พอเข้าใจว่าเฮกเตอร์มักทำตัวไม่ถูกเวลาอยู่กับเด็ก โดยเฉพาะนาราที่มักจะช่างพูด ช่างเข้าหาและไม่กลัว จึงหยิบโทรศัพท์มาเพื่อพูดคุยกับเด็กน้อยที่ยังเจื้อยแจ้วต่อ ก่อนวางสายเด็กน้อยไม่ลืมตะโกนเสียงใสกลับมาจนเรียกรอยยิ้มของคนทั้งรถ ยกเว้นเฮกเตอร์

        “ฮันนี่รักคุณลุง อย่าโมโหบ่อยนะคะ แด็ดดี้บอกว่า คุณลุงจะแก่เร็ว บ๊ายบาย” เมื่อตัดสายรถก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งหนึ่ง

         “ไม่อยากจะเชื่อเลย”  ร่างสูงพึมพำ

        “เจ้านายน่าจะลองเปิดใจนะครับ เด็กๆน่ารักจะตาย ทำให้โลกสดใสขึ้นเยอะ ถ้าเจ้านายได้อยู่...”

        “นายจะชอบก็เรื่องของนาย แต่อย่าบังคับให้ฉันชอบด้วย และทีหลังอย่าทำแบบนี้อีก ถ้านายไม่อยากโดนลงโทษเหมือนคราวก่อน จำเอาไว้” ชายหนุ่มบอกเสียงเข้มเพื่อทวนความจำ

        คาร์เตอร์กลืนน้ำลาย จดจำบทลงโทษครั้งก่อนได้ สาเหตุมาจากเขาแอบเปลี่ยนเสียงนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์มือถือของเฮกเตอร์เป็นเสียงกรี๊ดของนารา เพราะต้องการเอาใจคุณหนูตัวน้อย ผลก็คือ...ช่วงที่ไปเจรจาธุรกิจแทนเฮกเตอร์ที่ดูไบ ก่อนจะกลับ บอดี้การ์ดก็พาเขาไปเที่ยวชมทะเลทราย ตอนแรกเหมือนจะดี แต่ที่ไหนได้ กลับปล่อยเขาทิ้งกลางทาง ขับรถจากไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีทั้งโทรศัพท์ กระเป๋าสตางค์หรือแม้แต่น้ำดื่มสักขวด! จำได้ว่าต้องทนกับอากาศร้อนจนหน้าแห้งแล้วแห้งอีกอยู่ร่วมสิบห้านาที จนคิดว่าอาจจะตายได้เลย กระทั่งมีรถกลับมารับและรายงานว่าเป็นคำสั่งของ...เฮกเตอร์ แบล็กฟอร์ดผู้ไม่เคยปรานีใคร ทว่าภายใต้หน้ากากเฉยชา ร้ายกาจและเผด็จการ คงมีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นถึงจะรู้ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง บางทีก็หนักหนาเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไปจะเข้าใจ

        “เอ่อ...ครับ”

         “ดีมาก” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม

        “เจ้านายอยากได้อะไรอีกไหมครับ ผมจะโทรสั่งให้ผู้ช่วยคนใหม่เตรียมให้” คาร์เตอร์เปลี่ยนเรื่อง

        ดวงตาคมเข้มหรี่เล็กน้อยเมื่อนึกถึงผู้ช่วยฝีปากกล้า “ไม่ต้อง เพราะฉันมีอะไรเตรียมไว้ให้เธอแทน”

        ร่างสูงกระตุกยิ้ม ก่อนหน้านี้ได้รับรู้ประวัติคร่าวๆ จากคาร์เตอร์แล้วว่าหญิงสาวเติบโตที่อเมริกา อาศัยอยู่ที่แคลิฟอร์เนียพร้อมมารดาและพี่สาวตั้งแต่ห้าขวบ กระทั่งตอนนี้อายุยี่สิบสี่ปีแล้ว จบมหาวิทยาลัยชื่อดังสาขากายภาพบำบัด ไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่เป็นอันตราย เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาเท่านั้นเขารับฟังมาเพียงเท่านี้เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ยังมีอีก “มาก” ที่คาร์เตอร์ไม่ได้เล่า

        รถเคลื่อนตัวเข้ามายังคฤหาสน์หลังงาม ก่อนจะจอดนิ่งสนิท เฮกเตอร์เปิดประตูรถลงมาโดยไม่รอให้บอดี้การ์ดจัดการ ชายหนุ่มคว้าไม้เท้าคู่ใจเดินเข้าบ้านทันที

         “มิสมาติเนสล่ะ” คาร์เตอร์หันไปถามโซอี้ที่ยืนอยู่

        “ดิฉันบอกให้ขึ้นไปเตรียมน้ำข้างบนค่ะ” แม่บ้านรายงาน หลังได้รับข้อความจากคาร์เตอร์ว่าลงเครื่องแล้วก็รีบสั่งการผู้ช่วยสาวให้ขึ้นไปเตรียมน้ำให้เฮกเตอร์ทันที

        “หวังว่าคงไม่เกิดเรื่องอะไรอีกนะ”

        “ดิฉันกำชับเธอแล้ว อย่าพูดอะไรที่ไม่จำเป็น ให้ทำตามหน้าที่เท่านั้นค่ะ”

        คาร์เตอร์พยักหน้ารับแต่ยังไม่วางใจ ตั้งใจจะขึ้นไปดูสักหน่อยทว่ามีสายเรียกเข้าจากบริษัทเสียก่อน เขากดรับสายแล้วพูดคุย

 

        ภายในห้องน้ำขนาดใหญ่เน้นโทนสีขาวกับสีดำตัดกันอย่างสิ้นเชิง ผนังและพื้นปูด้วยหินอ่อนเนื้อดีที่ประเมินจากสายตา ราคาย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ตกแต่งแบบเรียบง่ายตามสไตล์ห้องน้ำผู้ชาย ร่างเพรียวระหงกำลังนั่งอยู่ตรงขั้นบันไดเล็กๆ บนพื้นที่ยกสูง เพื่อรอระดับน้ำในอ่างจากุชชี่ที่อยู่ติดกับหน้าต่างบานใหญ่มองเห็นทัศนียภาพอันแสนงดงาม ระหว่างรอให้น้ำเต็ม ก็ครุ่นคิดถึงการเข้ามาอยู่สถานที่แห่งนี้ เป็นเวลาเกือบสัปดาห์แล้ว หลังการสองวันปะทะคารม พริสาก็ได้รู้จักเฮกเตอร์มากขึ้น ทั้งจากคำบอกเล่าของโซอี้ถึงอุปนิสัย สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ เธอค้นพบว่าผู้ชายคนนี้มีสิ่งที่ชอบ “น้อยเหลือเกิน” ที่เหลือคือ “ไม่ชอบ” ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเด็ก เธอได้เตรียมตัวสำหรับการเผชิญหน้าอีกครั้งในวันนี้ แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่หญิงสาวจะอดทน เพื่อความปลอดภัยของอาทิตยา ที่ดูจะปรับตัวเข้ากับที่นี่และพนักงานทุกคนได้เป็นอย่างดี ร่างบางมองไปรอบๆ ห้องน้ำอันแสนหรูหราอีกครั้ง

        “ไม่อยากเชื่อว่าเราจะได้มาอยู่ที่นี่ เป็นผู้ช่วยส่วนตัวของนักธุรกิจรวยระดับโลก ถ้าไม่เกิดเรื่องซะก่อน ป่านนี้คงได้เป็นนักกายภาพบำบัดไปแล้ว” หญิงสาวรำพันออกมาเบาๆ

        ชีวิตพริสาเรียบง่ายมาตลอด เธอมาอเมริกากับมารดาและพี่สาวอย่างพริมรตา อาศัยอยู่กับพ่อเลี้ยงที่แคลิฟอร์เนีย ใช้ชีวิตครอบครัวอย่างมีความสุข จนกระทั่งทั้งสองจากไปด้วยอุบัติเหตุ ตอนนั้นเธออายุสิบห้า พริมรตายี่สิบ กำลังศึกษาต่อคณะพยาบาล ทั้งสองจึงอยู่ด้วยกันและสนิทกันมาก จนกระทั่งเรียนจบพริมรตาย้ายไปทำงานเป็นพยาบาลที่นิวยอร์ก เธอจึงอยู่เพียงลำพัง จนกระทั่งสองปีก่อน พี่สาวติดต่อมาว่าจะย้ายไปทำงานที่ต่างประเทศ ไม่บอกกล่าวล่วงหน้า รายละเอียดก็ไม่มากนัก พริสาสงสัยแต่ไม่ได้เซ้าซี้ ก่อนจะกลับมาแคลิฟอร์เนียปีที่แล้ว การเจอกันและกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งทำให้พริสารู้ว่ามีอะไรเปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะสามเดือนก่อน มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น ทำให้ชีวิตของเธอไม่เหมือนเดิม และจำต้องพาอาทิตยาเดินทางมาไกลถึงนิวยอร์ก ยังดีว่าพอมีเงินเก็บจากงานพิเศษอยู่บ้าง เธอต้องการงานที่สามารถให้ที่พักพิงและไม่ต้องออกไปไหน จนกระทั่งคนรู้จักแนะนำงานผู้ช่วยส่วนตัวที่คฤหาสน์แบล็กฟอร์ด เธอผ่านการคัดเลือกรอบแรกจนได้สัมภาษณ์กับคาร์เตอร์ สุดท้ายก็คว้างานนี้มาได้ เธอไม่คิดหน้าคิดหลังตกลงเซ็นสัญญาทันที อย่างน้อยงานตรงนี้ก็เป็นอย่างที่เธอต้องการ อีกทั้งยังเงินเดือนสูง ที่สำคัญเธอกับอาทิตยาไม่ต้องเสี่ยงถูกตามล่าอีก

        สองวันที่ผ่านมานอกจากกฎที่ได้เรียนรู้และทำความรู้จักสถานที่ต่างๆ เธอก็อาศัยเวลากลางคืนหลังกล่อมลูกสาวหลับ หาข้อมูลประวัติของเฮกเตอร์ แบล็กฟอร์ด ไม่อยากเชื่อว่าผู้ชายคนนี้จะมีเรื่องราวในอดีตเยอะมากทีเดียว ที่น่าตกใจคงเป็นข่าวการเสียชีวิตจากเหตุลอบสังหาร ทำให้แฮร์ริส แบล็กฟอร์ด น้องชายได้ขึ้นแท่นกุมบังเหียนแทน แต่สี่ปีต่อมาเขาก็ปรากฏตัวอีกครั้ง ยืนยันว่าการเสียชีวิตเป็นเรื่องโกหกเพื่อความปลอดภัยจากศัตรูเพื่อรักษาตัวและตามล่าคนร้าย รายละเอียดมีเพียงแค่นี้ เรื่องราวอย่างกับหนัง แต่พอเห็นว่าเขามีความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำหลายประเทศ มีทั้งคนดัง คนสำคัญอีกทั้งธุรกิจยังสร้างรายได้มหาศาลไม่แปลกที่จะมีศัตรูเยอะ

        มีข่าวลือเยอะมากจนไม่รู้ข่าวไหนจริงหรือเท็จ อย่างเรื่องภรรยาสาว ราเชล แบล็กฟอร์ด กับสาเหตุการเสียชีวิตเต็มไปด้วยความคลุมเครือ บ้างบอกว่าเธอเสียชีวิตจากคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ลอบสังหารอย่างอลาโน เกรย์แฮม บ้างก็บอกว่าถูกเฮกเตอร์ฆ่าเพราะจับได้ว่าคบชู้ บ้างก็บอกว่าเธอกินยาฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถทนกับสามีเอาแต่ใจ เผด็จการและโหดเหี้ยม สำหรับพริสาแล้ว เอนเอียงไปทางอย่างหลังที่พอเข้าใจได้ แค่เจอกันตอนนั้นยังสยองแต่ไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงค่อนประเทศจะกรี๊ดและอยากเป็นมาดามของพ่อหม้ายรายนี้อยู่ดี

        “ผู้หญิงคนไหนทนได้ก็บ้าแล้วล่ะ เกิดมาไม่เคยเจอใครอารมณ์ร้ายเท่านี้มาก่อน แม้กระทั่งเขาคนนั้นก็ตาม” เธอพึมพำเบาๆนึกถึงพี่เขยอย่างเดนเซล ราดิเกซ ที่เคยใช้ชีวิตภายใต้ชายคาเดียวอยู่หลายเดือน เขาเป็นหัวหน้าแก๊งผู้มากอิทธิพลแห่งแคลิฟอร์เนีย เป็นผู้ชายที่แปลก เก็บตัวและอารมณ์แปรปรวน พอนึกถึงเรื่องราวในอดีต ใบหน้าสวยก็หม่นลง ก่อนจะเรียกสติตัวเองอีกครั้งและสะบัดศีรษะไล่ภาพเหล่านั้นออกไป

        “ไม่เอา... อย่าคิดถึงเขา อย่าคิดถึงผู้ชายคนนั้น”

        เพราะมัวแต่สนใจกับความคิดตัวเอง พริสาจึงไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังอยู่ห้องแต่งตัว เมื่อทุกอย่างเสร็จ เธอจึงปิดน้ำใช้มือสัมผัสดูและพบว่าอุ่นพอดี อันที่จริงโซอี้บอกให้ใช้เครื่องวัดอุณหภูมิ แต่เธอคิดว่าไม่จำเป็น พอคิดว่าเรียบร้อยก็จะออกไปรอด้านนอก ทันทีที่เปิดประตูห้องน้ำซึ่งเชื่อมกับห้องแต่งตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อพบเฮกเตอร์เหลือแต่กางเกงชั้นในตัวเดียว!

        “กรี๊ด!!!!!”

        เสียงกรีดร้องระดับร้อยเดซิเบลดังลั่นทำเฮกเตอร์สะดุ้งสุดตัวมองผู้หญิงตรงหน้าที่ยังส่งเสียงดังพลางกระทืบเท้ายกมือปิดตาหมุนตัวหันหลังให้ ชายหนุ่มรีบมองซ้ายมองขวาหาความผิดปกติแต่พอไม่เจออะไรก็ตวาดกลับเสียงดัง

        “เงียบ! พอ หยุดกรี๊ดได้แล้ว!” เพราะเสียงของเขาดังกว่าทำเอาหญิงสาวหุบปากแทบจะทันที

        “เธอกรี๊ดทำไม เป็นบ้าอะไรอีก เมื่อไหร่จะรู้จักเงียบสักที” เขาถามเสียงเข้ม

        “คะ คุณโป๊นี่” เธอตอบโดยไม่หันหลับไปมอง

         “แล้วยังไง? จะให้ฉันสวมเสื้อผ้าอาบน้ำเหรอ” ชายหนุ่มกวนกลับ

        “ทำไมคุณไม่เช็กดูก่อนว่าฉันอยู่ข้างในหรือเปล่า”

        เขาเท้าสะเอวคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันรอบเอวสอบ “ใช่หน้าที่ของฉันเหรอ หันกลับมาซะ”

        “ไม่ ฉัน...”

        “ฉันไม่ชอบคุยกับคนที่หันหลังให้ฉัน หันกลับมา!” ชายหนุ่มสั่งเสียงเข้ม

        “คะ คุณโป๊อยู่หรือเปล่า” พริสายอมทำตามคำสั่งแต่ยังไม่เอามือออกจากใบหน้า

        เขากลอกตา แต่ยังไม่ทันไรประตูห้องแต่งตัวถูกเปิดเข้ามาโดยคาร์เตอร์ที่ทำหน้าตาตื่น

        “เกิดอะไรขึ้นครับ”

        “เธอเห็นฉันถอดเสื้อผ้า แล้วก็กรี๊ดเสียสติเหมือนฉันจะข่มขืนเธอ” ชายหนุ่มพูดไปก็รู้สึกเซง

        “กะ กะ...ก็ฉันตกใจ” ร่างบางตอบรับตามตรง เกิดมาเพิ่งเคยเห็นผู้ชายเปลือยใกล้ๆ ต่อหน้าต่อตาขนาดนี้

        “ขวัญอ่อนจริง!”

         “เอามือออกเถอะครับมิส ไม่มีอะไรแล้ว” คาร์เตอร์ถอนหายใจ

        หญิงสาว เพียงแค่แยกนิ้วให้เป็นช่องเล็กๆ เพื่อมองดู เห็นเขามีผ้าเช็ดตัวพันรอบเอวสอบก็ลอบถอนหายใจเอามือออก สิ่งแรกที่สะดุดตาคงเป็นรอยสักขนาดใหญ่ตรงอกข้างซ้าย แต่ยังไม่ทันได้พิจารณาว่าเป็นรูปอะไร กลับถูกรอยแผลเป็นจากไฟไหม้หลายจุดตรงแขนของเขาดึงดูดความสนใจเสียก่อนแม้จะไม่ได้ดูน่ากลัวแต่ก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าเขาต้องผ่านอะไรมาบ้างในอดีต

        “เธอมองจ้องฉันอย่างนั้นทำไม อยากนอนกับฉันเหรอ?” เฮกเตอร์เห็นหญิงสาวมองไม่ละสายตาก็อดพูดไม่ได้

        หญิงสาวส่ายหน้าระรัว “ปะ...เปล่า ฉันไม่มีทางคิดแบบนั้นแน่”

        “นี่เธอ...”

        “คุณเตรียมน้ำเรียบร้อยหรือยัง” คาร์เตอร์เอ่ยถามขึ้นมาเสียก่อนไม่อย่างนั้นทั้งคู่ต้องถกเถียงกันอีกแน่

        “เรียบร้อยแล้วค่ะ”

        “งั้นลงไปเตรียมอาหารเช้าเถอะครับ ผมจะจัดการทางนี้เอง”

        พริสาพยักหน้ารับรีบเดินออกไปทันที มิวายหันกลับไปมอง ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าแผ่นหลังของชายหนุ่มเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเช่นกัน เพราะมัวแต่มองจนไม่ทันระวังจึงชนเข้ากับประตู

        ปัง

        “โอ๊ยเจ็บชะมัด!”

        ผู้ชายต่างวัยสองคนหันมาเห็นเธอกำลังลูบศีรษะป้อยๆ โดยประตูยังคงสั่นไหวทำเอาร่างสูงรู้สึกเอือมระอา

        “พูดมากแล้วยังซุ่มซ่ามอีก”

        พริสาตวัดสายตามองหมายจะพูดอะไรบางอย่างแต่พอเห็นสายตาของคาร์เตอร์ก็ทำให้เธอสงบลง ก่อนจะรีบออกจากห้องโดยไม่ลืมปิดประตูให้

        “นายว่าเธอจะไหวเหรอ ดูแล้ว...ไม่น่าเหมาะกับงานนี้นะ”

        “ตราบใดที่เจ้านายไม่แกล้งเธอ ผมว่าเธอไหว” คาร์เตอร์ออกความเห็น

        “นายออกไปได้แล้ว เรียกลูอิสมาหาฉันด้วย”

        “ครับ”

        เฮกเตอร์มองดูพ่อบ้านเก่าแก่เดินออกไปจึงถอดเสื้อผ้าที่เหลือ คว้าขวดเหล้าที่หยิบติดมือมาเมื่อครู่เดินเข้าห้องน้ำและลงแช่อ่างที่เธอเตรียมเอาไว้ให้ แต่เพียงแค่ขาจุ่มลงเท่านั้น เขาก็ต้องร้องออกมาเบาๆ

        “บ้าเอ้ย น้ำร้อนชะมัด เธอหนังหนาไม่รู้สึกรู้สาหรือไง” เขาบ่นอย่างหัวเสียรีบเปิดน้ำเพิ่ม เมื่ออุณหภูมิเหมาะแก่การแช่ก็ทรุดตัวลงนั่งผ่อนคลาย น้ำอุ่นทำให้ข้อเท้าข้างขวารู้สึกดีขึ้นหลังจากที่มันเริ่มเจ็บขึ้นมาอีกแล้ว

        ระหว่างที่กำลังดื่มเหล้า ประตูห้องน้ำก็ถูกเคาะสองครั้งก่อนเปิดออก เป็นบอดี้การ์ดคนสนิทอย่างลูอิส น้องชายแท้ๆ ของโรแวนด์ อดีตมือขวาที่เสียชีวิตจากการปกป้องเขา ด้วยความจงรักภักดีของคนตระกูลนี้ เมื่อลูอิสสมัครเข้าทำงาน เฮกเตอร์ไม่ลังเลที่จะรับทันที

        “เจ้านายเรียกผมเหรอครับ”

        “นายว่าผู้หญิงกลัวอะไรมากที่สุด”

        ลูอิสขมวดคิ้วด้วยความสงสัยในคำถามแต่รู้ดีว่าหน้าที่ของเขาคือ “ตอบ” ไม่ใช่ “สงสัย”

        “คงพวกแมลงมั้งครับ” เขาออกความเห็น

        “แมลง? ดี ฉันมีอะไรให้นายทำหน่อย” เขากระตุกยิ้ม

        หลังจากได้ฟังคำสั่งอันแสนประหลาด ลูอิสยังสงสัยเล็กน้อยแต่นาทีต่อมาก็เข้าใจทุกอย่าง ไม่ใช่ครั้งแรกที่เฮกเตอร์สนุกสนานกับการกลั่นแกล้งผู้ช่วยส่วนตัว เขาโค้งรับคำสั่งแล้วออกไปจัดการให้

 

        พริสาลงมาด้านล่างก็ตรงเข้าไปในครัวเพื่อจัดเตรียมอาหาร แม้คฤหาสน์หลังนี้จะมีแม่บ้านหลายคน แต่พริสาในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวจึงต้องดูแลทุกอย่างของเฮกเตอร์ด้วยตัวเอง พอมาถึงก็พบว่าโซอี้ได้เตรียมอาหารใส่ถาดให้แล้ว ประกอบด้วย แซนวิชแฮมแสนธรรมดา กาแฟดำหนึ่งแก้วและไข่สองฟอง

        “ปกติเจ้านายจะดื่มแค่กาแฟ ไม่ยอมรับประทานอาหารเช้า คุณต้องพยายามทำให้ท่านกินให้ได้นะคะ” โซอี้กำชับ

        “ฉันเนี่ยนะคะ? แต่ฉันจะทำได้ยังไง เขาไม่ชอบหน้าฉัน

        “เป็นหน้าที่ของคุณค่ะ การเป็นผู้ช่วยส่วนตัวไม่ได้ดูแลแค่เรื่องความเป็นอยู่หรือคอยรับใช้อย่างเดียว ยังต้องดูแลสุขภาพด้วย คุณเฮกเตอร์มักจะกินอาหารไม่ตรงเวลา ส่วนใหญ่ทำแต่งานกับประชุม คุณต้องคอยเตือนและจัดเตรียมให้ บางครั้งก็นอนไม่เป็นเวลา ที่สำคัญ...เรื่องการดื่มเหล้า ถ้าเป็นไปได้คุณควรควบคุมไม่ให้เขาดื่มเยอะจนเกินไป” โซอี้อธิบาย นึกเป็นห่วงผู้เป็นนายโดยเฉพาะแอลกอฮอล์ แม้สิ่งที่พูดออกไปจะไม่เคยมีใครทำได้ก็ตาม แต่นี่คือหน้าที่ของพริสา ได้แต่ฝากความหวังว่าจะทำได้

        “คนก่อนหน้านี้ทำยังไงล่ะคะ พอแนะนำได้ไหม” หญิงสาวถามเผื่อมีเคล็ดลับ

        โซอี้มีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยแต่ยอมตอบตามตรง “ไม่มีใครทำได้เลยค่ะ”

        “ไม่มีใครทำได้? แต่คุณคาดหวังให้ฉันทำเนี่ยนะคะ คือ...ฉันก็อยากทำ แต่คุณรู้จักเจ้านายของคุณดี แค่ฉันแนะนำตัว เขายังด่า ถ้าฉันแนะนำให้ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ รับประทานอาหาร งดดื่มเหล้า และเข้านอนเป็นเวลา ฉันอาจจะถูกฆ่าฝังอยู่หลังคฤหาสน์ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวว่าแล้วทำหน้าสยอง ได้ยินแม่บ้านคนอื่นหัวเราะ

         “คุณเฮกเตอร์ไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้นหรอกนะคะ”

        “ใครจะไปรู้คะ เจอกันครั้งแรกเอามีดจ่อคอ แถมยังหาว่าฉันจะนอนกับเขาอีก”

        “เพราะคนก่อนหน้าคุณเป็นแบบนั้นเกือบหมดนี่คะ”

        “จริงเหรอคะ ฉันได้ยินมาว่าตำแหน่งนี้เคยมีคนทำมาแล้วหลายสิบคน ก็แปลว่า เขาเองก็ผ่านผู้หญิงมานับไม่ถ้วนเหมือนกัน” พริสาทำสีหน้าตื่นตกใจ

        “ทำนองนั้นค่ะ”

        “คนที่รอดนี่ ต้องโชคดีมากๆเลยค่ะ”

        “โชคร้ายสิคะ เพราะคนเหล่านี้ได้ใช้เวลาในคฤหาสน์ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง หากไม่โดนไล่ออก ก็ขอลาออกเอง แต่อย่าเพิ่งมองในแง่ร้าย ผู้หญิงพวกนี้เต็มใจและหมายปองคุณเฮกเตอร์อยู่แล้ว การเข้ามาทำงานตำแหน่งนี้แค่บังหน้าเป้าหมายแท้จริงคือตำแหน่งมาดามแบล็กฟอร์ดต่างหาก” โซอี้อธิบายตามตรง เพราะเห็นมากับตาและเข้าใจจุดประสงค์ของคนที่เข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ ยกเว้นพริสาที่ดูต่างออกไป

        “ไม่อยากเชื่อ ว่ามีคนอยากอยู่กับผู้ชายอารมณ์ร้ายด้วย”

        “ถ้าคุณได้ใกล้ชิด...”

        เสียงเตือนนาฬิกาข้อมือดังขึ้น เมื่อมองหน้าจอก็ปรากฏชื่อว่า “BOSS” หญิงสาวรีบยกถาดทันที

        “ไว้คุยกันใหม่นะคะ ฉันต้องไปก่อน”

        โซอี้มองพริสาที่รีบร้อนออกไปได้แต่หวังว่าคนนี้จะอยู่นานที่สุด เธอดูแปลกไม่เหมือนใคร ไม่ถือตัว เพราะผู้ช่วยรายอื่นเข้ามาทำงานเหมือนคิดว่าตัวเองคือมาดามของบ้าน วางตัวสูงส่ง ไม่พูดคุยกับแม่บ้าน และเรียกใช้ราวกับเป็นเจ้านาย เมื่อก่อนคนที่ทำงานตำแหน่งนี้ จะมีกฎอยู่มากมายหลายข้อ แต่เพราะไม่เคยมีใครทนเฮกเตอร์ได้สักราย คาร์เตอร์จึงเหลือกฎเพียงข้อเดียวคือขอให้ “อดทน” นอกนั้นค่อยๆ สอน หรือปรับเปลี่ยนทีหลังยังได้ ก็หวังว่าพริสาจะทำตามกฏข้อนี้ไหว

 

        เมื่อมาถึงระเบียงชั้นสองที่กว้างพอสมควร มีมุมรับประทานอาหารสามารถดื่มด่ำกับสวนกว้างด้านหลังของคฤหาสน์หลังงามและทะเลสาบที่พอพระอาทิตย์ตกกระทบผิวน้ำก็ส่องแสงเป็นประกายงดงาม ลมเย็นๆ พัดผ่านตลอดเวลาพาให้สดชื่น อากาศดีอย่างนี้ พริสาคาดหวังว่าอารมณ์ของผู้เป็นนายจะดีด้วย ไม่หาเรื่องกลั่นแกล้งหรือพูดจาเสียดสีให้เจ็บใจอีก เธอมองเห็นร่างสูงกำลังนั่งรออยู่แล้ว เขาสวมเสื้อคลุมสีดำสนิท สาบเสื้อแยกออกจากกันเผยให้เห็นมัดกล้ามหนั่นแน่น อันที่จริงก็เห็นในห้องน้ำเมื่อครู่แล้วว่า เฮกเตอร์มีหุ่นเพอร์เฟกต์แค่ไหน เมื่อเข้ามาใกล้จึงได้กลิ่นแอลกอฮอล์ชัดเจน เธอนึกถึงคำพูดของโซอี้ ใจอยากจะเตือน แต่ความกล้ายังไม่มี เลยเลือกจะปล่อยผ่านไปก่อน

        หญิงสาววางถาดหยิบแก้วกาแฟดำวางตรงหน้าตามด้วยจานแซนวิช ร่างบางตั้งใจจะออกไปรอด้านนอกแต่นาทีต่อมาก็เห็นเขาเลื่อนจานแซนวิชพร้อมกับออกคำสั่ง

        “เอาไปเก็บ”

        “แต่ว่า...”

        เมื่อได้สบกับนัยน์ตาสีเทาพริสาหุบปากเก็บจานใส่ถาดดังเดิม ก่อนจะขยับถอยหลัง คิดว่าวันนี้ไม่ควรปะทะคารม ตามใจเขาไปก่อน อย่าเข้มงวดมากเกินไป เฮกเตอร์คือเจ้านาย ไม่ใช่ลูกชายสักหน่อย

        นักธุรกิจหนุ่มพึงพอใจที่เห็นหญิงสาวยอมจำนน ไม่ต่อต้านปากเก่งดังเดิม เขายกกาแฟดำขึ้นจิบ เวลานั้นลูอิสก็เดินเข้ามาแล้ววางจานใบเล็กที่ใส่มัฟฟินลูกเกดส่งกลิ่นหอมน่ากินลงตรงหน้า

        พริสาเข้าใจได้ทันทีว่าชายหนุ่มมีอาหารเช้าของตัวเองแล้ว แบบนี้โซอี้จะว่าเธอไม่ได้ หญิงสาวคิดว่าหมดหน้าที่แล้วจึงตั้งใจจะออกไปรอด้านนอกแต่เสียงของเขารั้งเธอไว้อีกครั้ง 

        “จะไปไหน”

        “เอาอาหารเช้าไปเก็บค่ะ”

        “อย่าเพิ่ง เธอยังไม่หมดหน้าที่ตรงนี้”

         “คะ?” หญิงสาวขมวดคิ้ว

        “หน้าที่ผู้ช่วยส่วนตัวนอกจากจะดูแลเรื่องทั่วไปและทำตามคำสั่ง เรื่องความปลอดภัยก็สำคัญเหมือนกันมัฟฟินจานนี้อาจจะมีใครในบ้านไม่หวังดีใส่ยาพิษลงไปก็ได้เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของเธอ ที่จะต้องกินมันก่อน” ชายหนุ่มหันมามองแอบลอบยิ้มในใจ

         “ไม่เคยมีใครบอกฉันว่าต้องทำหน้าที่นี้ด้วย” พริสาส่งสีหน้างุนงงกลับไป

        “ฉันเพิ่งบอกอยู่นี่ไง” ชายหนุ่มย้ำ

        “แปลว่าถ้าเกิดมียาพิษ...ฉันก็ตายก่อน ถูกไหมคะ” เธอถามกลับ สีหน้าไม่ค่อยดีนัก เธอยังมีลูกสาวต้องเลี้ยง หากตายไปใครจะดูแลอาทิตยากันล่ะ

        “แน่นอน...ไม่งั้นฉันจะจ้างเธอทำไม”

        “แต่บ้านหลังนี้ ทุกคนล้วนทำงานกันมานาน ไม่มีใครปองร้ายคุณหรอกค่ะ ไม่อย่างนั้นคุณคงไปนานแล้ว” พริสายังคงพูดต่อ

        “ไปไหน?” เขาขมวดคิ้วไม่ค่อยเข้าใจ

        “เอ่อ...หมายถึงว่า ตายน่ะค่ะ” หญิงสาวขยายความ

        เฮกเตอร์ขบกรามเล็กน้อยเมื่อเธอถกเถียงหาข้ออ้างต่างๆ มากมาย ไม่ยอมทำตามคำสั่งว่าง่ายเหมือนลูกน้องรายอื่นยิ่งทำให้ความหงุดหงิดทวีมากขึ้น  

“ฉันสั่งอะไรก็ต้องทำ! อย่าพูดมาก รู้ไหมว่าเธอเป็นผู้หญิงที่น่ารำคาญที่สุด ถ้าคิดว่าทนไม่ไหวก็ลาออกไปเลย อย่าลืมจ่ายเงินค่าผิดสัญญามาด้วย”

        พริสากลืนน้ำลายเมื่อเห็นความเกรี้ยวกราดนั้น ดูเหมือนเขาจะกำลังโมโหหิว เธอรีบเดินเข้าไปมองดูมัฟฟินที่ส่งกลิ่นหอมใกล้ๆ ก่อนที่จะเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อสบกับนัยน์ตาสีเทาที่จ้องเขม็งเป็นการกดดันกลายๆ ร่างบางไม่มีทางเลือกนอกจากบิขนมเป็นชิ้นเล็กและลิ้มรสชาติ ก็พบว่ามันทั้งหอมและอร่อย

        “กินแค่นั้นจะไปรู้อะไร กินเยอะกว่านี้สิ บางทียาพิษอาจจะอยู่ตรงกลาง” ชายหนุ่มออกความเห็น

        หญิงสาวกลอกตา “คุณระแวงเกินไปแล้ว ถ้าเกิดมียาพิษจริงๆ ต่อให้ฉันกินตรงไหน ก็โดนอยู่ดี”

        “ฉันสั่ง ก็ทำ!” ชายหนุ่มตวาดอีกหน

        พริสาสะดุ้งเกือบทำจานขนมหลุดมือ “แต่ถ้าฉันกินจนถึงตรงกลาง เท่ากับว่าฉันกินไปครึ่งชิ้น คุณจะกินต่อจากฉันเหรอคะ”

        เมื่อเห็นว่าเธอยังไม่เลิกสงสัยมีคำถามตลอด ความอดทนของเฮกเตอร์เริ่มจะหมดลง

        “กินๆไปเถอะน่า!

        ร่างบางไม่ทันเฉลียวใจแม้แต่น้อย ว่าเหตุใดเขาถึงอยากให้กินนัก ก็กัดเข้าไปเต็มที่ มัฟฟินหายไปเกือบครึ่ง เธอเห็นรอยยิ้มพึงพอใจก็คิดว่าผู้ชายคนนี้บ้าไปแล้ว แต่พอเคี้ยวได้เพียงครู่เดียว เธอกัดโดนบางอย่าง ที่ไม่ใช่ลูกเกดอย่างแน่นอน เนื้อสัมผัสแข็งๆ และชิ้นใหญ่พอดู ลองใช้ลิ้นดันดูก็รับรู้ถึงความผิดปกติ พอเห็นใบหน้าเจ้านายที่ยังยิ้มกลับรู้สึกว่านี่ไม่ใช่รอยยิ้มทั่วไป แต่เป็นรอยยิ้มชั่วร้ายชัดๆ พริสารู้สึกไม่ชอบมาพากล เมื่อรู้ตัวว่าเคี้ยวเจ้าสิ่งนี้ไม่ได้แน่ เธอจึงใช้นิ้วหยิบมันออกมา พอเห็นสิ่งที่กำลังถือ ดวงตากลมโตเบิกกว้างแทบถลนเพราะมันคือแมลงสาบ!

        พรวด!!

        “อี๋ แหวะ!” หญิงสาวพ่นสิ่งที่อยู่ในปากออกมาโยนแมลงสาบลงบนโต๊ะ คว้ากาแฟดำที่เขาเพิ่งดื่มมาล้างปากทันที ด้วยความสติแตกจึงไม่ได้สังเกตเลยว่า ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มบัดนี้เต็มไปด้วยขนมที่เธอเพิ่งพ่นใส่ พอจะต่อว่าเฮกเตอร์ ภาพที่เห็นก็ทำเอาร่างกายชาวาบ มือไม้สั่นอ่อนแรงจนเผลอทำแก้วกาแฟหลุดมือ ส่งผลให้กาแฟกระฉอกโดนเสื้อคลุมของเขา เรียกว่าซวยซ้ำซวยซ้อนจนได้แต่รำพันในใจ

        โอ้ก๊อด! ฉันทำอะไรลงไปเขาต้องฆ่าฉันแน่ๆ

        “ฉะ...ฉัน คะ...คือว่า...” ไม่เพียงแค่เสียงที่สั่น มือบางก็สั่นไม่หยุด

        เฮกเตอร์ขบกรามแน่นจนนูนเป็นสันหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาเช็ดหน้า เขาต้องการแกล้งเธอ แต่กลับโดนเธอเอาคืน มันน่านัก ชายหนุ่มมองด้วยสายตาแทบอยากฆ่าให้ตาย ไม่เคยมีใครกล้าทำกับเขาอย่างนี้มาก่อน ไม่เคยมีเลย

        ปัง!

        “ทำบ้าอะไรของเธอ!” ชายหนุ่มทุบโต๊ะเสียงดังจนหญิงสาวสะดุ้งสุดตัว

        “คะ...คือ ฉันตกใจ” เธอตอบกลับก่อนจะคิดได้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผู้ชายคนนี้จึงรีบพูดต่อ

        “คุณแกล้งฉันใช่ไหม คุณเอาแมลงสาบใส่ในขนมให้ฉันกิน”

        “เธอมีหลักฐานเหรอว่าฉันทำ” ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ก้าวมาหาและเธอก้าวถอยหลัง

         “คุณคะยั้นคะยอให้ฉันกิน...คุณจงใจแกล้งฉัน อยากให้ฉันลาออกใช่ไหมล่ะ”

        “ใช่! แล้วทำไม ทนไม่ไหวเหรอ ลาออกไปสิ”

        “ฉันไม่ออกหรอก!” หญิงสาวสวนกลับทันที

        เฮกเตอร์คิดว่าสมองเธอมีปัญหาแน่ โดนขนาดนี้เป็นคนอื่นคงร้องไห้เผ่นกลับบ้านไปแล้ว แต่นอกจากเธอจะยืนยันเสียงแข็งว่าไม่ลาออก แล้วยังโวยวายพ่นขนมใส่หน้าเขาอีก

        “ก็ดี! เธอจะได้ชดใช้กับการกระทำวันนี้แน่ ไม่เคยมีใครกล้าพ่นขนมใส่หน้าฉัน รอบนี้เธอยังโชคดีที่ฉันปรานีใช้แมลงสาบปลอม แต่รอบหน้ามันอาจจะเป็นของจริงหรือเป็นอย่างอื่นที่เธอคิดไม่ถึง!” เฮกเตอร์ข่มขู่เสียงเข้ม

        “ถ้าคุณไม่แกล้งฉันก่อน ฉันจะทำแบบนั้นทำไม”

        “ฉันจะทำอะไรกับเธอก็ได้ ฉันมีสิทธิ์!”

         “แต่ฉันก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ฉันมีความรู้สึก” เธอกัดริมฝีปากแน่นกระบอกตาร้อนผ่าว

        “ความรู้สึกของเธอ...เงินฉันซื้อไว้แล้ว ค่าจ้างนั่นไง คงมากพอให้เธอทนได้ แต่ถ้าคิดว่าทนไม่ไหวก็ออกไปได้เลย และเอาเงินค่าผิดสัญญาวางไว้ให้ด้วย เท่าไหร่นะ...ห้าหมื่นเหรียญใช่ไหม สำหรับฉันมันน้อยมาก แต่สำหรับเธอ ทั้งชีวิตจะหาได้หรือเปล่าก็ไม่รู้” เฮกเตอร์พูดจบก็คว้าไม้เท้าจะเดินออกไปแต่ถูกมือบางคว้าข้อมือไว้ก่อน

        “ขอโทษฉัน” เกิดมาในชีวิตพริสาไม่เคยโดนดูถูกขนาดนี้มาก่อน

        “ว่าอะไรนะ” ชายหนุ่มดึงมือออกหันกลับมาหรี่ตามองถามย้ำเพราะคิดว่าตัวเองอาจจะฟังผิด

        “ขอโทษฉันก่อน”

        “ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าเรียกร้องคำขอโทษจากฉัน” เขาบอกเสียงเข้ม

        “ฉันนี่ไง กำลังพูดอยู่ คุณทำผิดด้วยการแกล้งฉัน เพราะฉะนั้นคุณต้องขอโทษ” พริสาไม่ยอมแพ้มองด้วยสายตากร้าว แม้น้ำตาใกล้จะไหลรอมร่อแต่บอกตัวเองให้ฮึบเอาไว้ อย่าร้องไห้ให้เขาเห็น

        “ฉันมีกฎสองข้อ ข้อแรกฉันไม่ขอโทษใคร และข้อสองฉันไม่เคยผิด จำเอาไว้!”

        ทันทีที่เขาเดินจากไปดวงตากลมโตก็ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเธอรีบเช็ดออกในทันทีแต่ยังคงยืนอยู่ที่ริมระเบียงตามลำพัง หันไปมองแมลงสาบของปลอมยังรู้สึกตกใจไม่หาย ดีที่ว่าไม่ใช่ของจริง ไม่อย่างนั้นคงกินอาหารไม่ลงไปอีกหลายวัน เวลานั้นเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลังเมื่อหันกลับไปจึงเห็นเป็นคาร์เตอร์

        “ผมรู้ว่างานนี้มันยาก คุณต้องอดทนอย่างมาก ถ้าคุณทนไม่ไหว...”

        “ฉันทนไหวค่ะ” หญิงสาวตอบรับทันที

        “แน่ใจนะครับ” คาร์เตอร์เลิกคิ้วถามกลับ

        “ค่ะ ฉันไหว”

        เมื่อเห็นแววตาแน่วแน่กับความเป็นนักสู้ก็พึงพอใจ  

“คุณกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ตอนบ่ายค่อยมาทำงาน เพราะตอนนี้เจ้านายคงไม่อยากเห็นหน้าคุณ”

        “ค่ะ” พริสาพูดเสร็จเดินออกไปทันที

        คาร์เตอร์ได้แต่ถอนหายใจ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่เฮกเตอร์จะแกล้งใครสักคน เขาเคยแกล้งผู้ช่วยส่วนตัวคนก่อนที่พูดมากด้วยการให้อมเลม่อนอยู่ครึ่งวัน ผลคือขากรรไกรค้าง รีบส่งโรงพยาบาลแทบไม่ทันและยี่สิบนาทีต่อมาเธอก็ขอลาออก แต่ที่แปลกใจคือพริสาต่างหาก เธอมีความอดทนมากกว่าที่คิด แต่คาร์เตอร์ก็ทำใจไว้บ้าง หากพ้นคนนี้ไป เขาคงไม่หาคนใหม่แล้วและต้องยอมรับความจริงว่าไม่มีใครที่จะดูแลและรองรับอารมณ์ผู้เป็นนายได้ คงต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น

        เวลาเดียวกันนั้นในห้องน้ำชั้นบน เฮกเตอร์กำลังมองตัวเองผ่านกระจก นึกถึงดวงตากลมโตที่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา สัมผัสจากมือนุ่มที่จับข้อมือยังคงไม่จางหาย นี่เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มรู้สึกสนใจใครสักคนอย่างน่าประหลาดแต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นก็กลับมาหงุดหงิดดังเดิม

        “เธออาจจะคิดว่าตัวเองทนได้ แต่เธอคิดผิดแล้วพริสา เธอทนไม่ได้หรอก เธอรู้จักเฮกเตอร์ แบล็กฟอร์ดน้อยไป”

        ชายหนุ่มแสยะยิ้ม ไม่เคยมีผู้ช่วยคนไหนทนเขาได้ แม้พริสาจะทำใจกล้าปากเก่ง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมพ่ายแพ้อย่างหมดรูป และออกจากคฤหาสน์หลังนี้ไป เฮกเตอร์ไม่ปรารถนาให้ผู้หญิงคนไหนอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าจะในตำแหน่งใดก็ตาม เขาไม่ชอบการผูกมัด นอกเสียจากว่าจะมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเช่นการแต่งงานกับภรรยาคนแรก ผู้หญิงที่เขามีแต่ความเกลียดชังมอบให้ แม้วันที่เธอหมดลมหายใจ เฮกเตอร์ก็ยังไม่แยแส หลายคนมักพูดว่าชีวิตได้ถูกโชคชะตากำหนดไว้แล้วแต่สำหรับเฮกเตอร์ เขาเขียนโชคชะตาด้วยตัวเอง

 

        พริสากลับมาสงบสติอารมณ์ที่ห้องพักของตัวเอง เจออันยากำลังนั่งเฝ้าอาทิตยารับประทานอาหารเช้าอยู่บนเก้าอี้เด็กซึ่งเคยเป็นของลูกแฮร์ริสมาก่อน เท่าที่รู้มาว่ามีลูกฝาแฝดชายหญิงและนรียาก็เพิ่งให้กำเนิดลูกชายคนเล็กอีกหนึ่งคน ช่วงเวลาที่ไม่อยู่ คาร์เตอร์จึงอนุญาตให้อาทิตยาใช้สิ่งของเหล่านี้ได้ อีกทั้งสองแฝดก็เลยวัยที่จะใช้แล้วด้วย

        “มัม... มัมขา!” อาทิตยาเห็นมารดาส่งเสียงเรียกอย่างดีใจ พร้อมกับชูไม้ชูมือ

        อันยาเห็นอย่างนั้นก็เดินออกไปอย่างรู้หน้าที่ ปล่อยให้ทั้งสองอยู่ด้วยกัน พริสาเดินเข้าไปหอมแก้มยุ้ยที่มีเศษแพนเค้กติดอยู่เล็กน้อย

        “คิดถึงซันนี่จังเลย”

        “ถึงมัมค่ะ” อาทิตยาตอบกลับ

        เธอมองหน้าลูกสาวตัวน้อยด้วยความรัก หากไม่เกิดเรื่อง เธอคงไม่ยอมทนถึงขนาดนี้ หญิงสาวลูบแก้มยุ้ยเบาๆ อาทิตยาส่งแพนเค้กมาให้

        “มัม หม่ำๆ”

         “อื้ม...อร่อย” เธออ้าปากรับส่งยิ้มหวาน

        “ซันนี่ชอบ”

        “ชอบก็กินเยอะๆนะคะเด็กดี โตมาอย่าเป็นเด็กกินยากแบบปีศาจร้ายเฮกเตอร์นะ” ร่างบางได้ทีอดพูดไม่ได้

        “เตอร์!” อาทิตยาพูดตามคำลงท้าย

        “ชู่ว...อย่าพูดดังไป เดี๋ยวปีศาจจะตามมา” หญิงสาวแกล้งว่า เห็นลูกสาวทำแพนเค้กตกรีบชูมือขึ้น

         “กลัว...กลัวเตอร์ มัมอุ้ม...อุ้มซันนี่”

        พริสาที่แกล้งหลอกลูกสาวสำเร็จก็หัวเราะเสียงใสช้อนอุ้มขึ้น อาทิตยาซบตรงบ่า

“โอ๋ๆ มัมล้อเล่นค่ะ ไม่ต้องกลัวนะ มัมอยู่ตรงนี้ จะไม่ยอมให้ใครทำอะไรหนู ไม่มีวัน”

        นี่คือคำมั่นสัญญาที่เคยให้เอาไว้เมื่อหลายเดือนก่อนและจะรักษาไว้จนกว่าจะหมดลมหายใจ อาทิตยาคือคนสำคัญที่สุดในชีวิตใครก็ห้ามแตะต้อง    

        “กลัวเตอร์” อาทิตยาบอกเบาๆ    

        “ถึงเตอร์จะน่ากลัวแค่ไหน แต่มัมก็จัดการได้ รับรอง เตอร์ไม่กล้าทำอะไรซันนี่แน่”

        “เกี่ยวก้อย” เด็กน้อยผละออกชูนิ้วก้อยเล็ก

         “เกี่ยวก้อยจ้ะตอนนี้เด็กดี จุ๊บมัม และหม่ำอาหารเช้าให้หมดนะคะ” 

        เด็กน้อยตัวอ้วนกลมจูบแก้มมารดาเสียงดัง พริสาวางอาทิตยาลงบนเก้าอี้แล้วหยิบแพนเค้กให้ดังเดิม มองดูลูกสาวนั่งรับประทานอาหารอย่างอร่อย ถึงจะเลอะเทอะไปบ้างแต่เป็นการฝึกอย่างหนึ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นความน่ารัก เด็กที่เธอรักหมดใจตั้งแต่แรกเห็น พลางคิดว่าคนเกลียดเด็กอย่างเฮกเตอร์ ถ้าได้เจอ ก็ต้องคิดไม่ต่างกับเธอแน่

        ร่างบางใช้เวลาอยู่กับลูกทั้งครึ่งเช้าเพราะอันยารายงานว่าเฮกเตอร์กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ กว่าจะกลับเข้าไปเริ่มงานอีกทีก็ตอนบ่ายโมงพอดิบพอดี โซอี้บอกว่าเขาอยู่ที่ห้องทำงานชั้นหนึ่งปีกขวา หน้าที่ของเธอก็คือเสิร์ฟกาแฟรอบบ่ายที่รู้มาว่าโดยปกติ เขาจะดื่มถึงห้าแก้วต่อวัน นั่นเป็นจำนวนที่เยอะมาก พริสาไม่เห็นด้วย แต่จะให้เตือนหรือห้ามคงไม่ได้ เขาเป็นเจ้านายไม่ใช่สามีสักหน่อย เธอเคาะประตูเล็กน้อยเป็นการส่งสัญญาณ ก่อนจะเปิดเข้าไปเห็นร่างสูงสวมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทกับกางเกงสแล็กสีเดียวกันกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่ บรรยากาศที่เงียบสงบกับห้องที่แต่งด้วยโทนสีทึบ ทำเอาเธอขนลุกชันอย่างบอกไม่ถูก บางทีเขาก็ไม่เหมือนคน...แต่เหมือนปีศาจจริงๆ

        พอเดินเข้ามาใกล้สิ่งแรกที่เตะจมูกคือกลิ่นแอลกอฮอล์ สายตาเหลือบไปเห็นแก้วเหล้าวางอยู่ข้างๆ เธอวางแก้วกาแฟดำ พลางครุ่นคิดว่าเขาเสพติดการดื่มสุราหรือเปล่า หญิงสาวถือวิสาสะหยิบแก้วเหล้าใส่ถาดตั้งใจจะเดินออกไปแต่เสียงทุ้มเข้มก็ดังขึ้นเสียก่อน

        “ใครบอกให้เธอเอาแก้วนั้นออกไป”

        พริสาลอบถอนหายใจหมุนตัวกลับมาอยากจะพูดแต่เหตุการณ์เมื่อเช้าก็เตือนสติว่า “ไม่ควร” จากแมลงสาบอาจจะกลายเป็นถูกฆ่าหมกคฤหาสน์ก็ได้ เธอจึงเดินกลับมาวางแก้วเหล้าไว้ดังเดิมและเดินออกไป

        การไม่ตอบโต้ทำให้คิ้วหนาขมวดแทบชนกัน ด้วยนิสัยพูดมากชอบเถียงเป็นที่หนึ่ง เธอควรจะพูดอะไรออกมาบ้าง แต่นี่เหมือนเธอกำลังเมินเขาอย่างไรอย่างนั้น ยิ่งกระตุ้นอารมณ์ให้อยากกลั่นแกล้งมากขึ้นไปอีก เขารีบกดปุ่มที่ถูกติดตั้งพิเศษตรงโต๊ะทำงาน มีอยู่สี่ปุ่ม สำหรับคาร์เตอร์ ลูอิส แม่บ้าน และผู้ช่วยส่วนตัว ซึ่งจะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ติดตามตัวที่แต่ละคนใช้อยู่

        พริสาเพิ่งพ้นประตูห้องได้ไม่ถึงสามวินาที นาฬิกาก็ดังเตือนขึ้น เธอกลอกตาเล็กน้อยเดินกลับเข้าไปในห้อง หยุดที่หน้าโต๊ะทำงานอีกครั้งหนึ่ง

        “มีอะไรให้รับใช้คะ”

        “ไปหยิบไวน์ชาโต้ดิแกม หนึ่งเจ็ดแปดเจ็ดมาให้ฉันหน่อย” ชายหนุ่มสั่งการ

        แม้จะไม่รู้หรอกว่ายี่ห้ออะไรแถมยังพูดยากอีก แต่หน้าที่ของเธอคือทำตามคำสั่งโดยไม่ต้องถามจึงรับคำแทน “ค่ะ”

        “เดินไปนะ ห้ามนั่งรถไปเด็ดขาด”

        พริสารู้ดีว่าห้องเก็บไวน์อยู่เกือบท้ายคฤหาสน์แทบจะอยู่ติดประตูหลังอยู่แล้ว และสถานที่แห่งนั้นยังเป็นที่กบดานรักษาตัวอยู่ร่วมปีของเขา หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นคิดว่าคงโดนแกล้งอีกรอบ คิดว่าเธอจะทนไม่ได้สินะ รู้จักพริสาน้อยเกินไป เธอคืออดีตแชมป์วิ่งระดับไฮสกูลเชียวนะ

        “ได้ค่ะ”

        “ฉันให้เวลาแค่สิบนาทีเท่านั้น” ชายหนุ่มสั่งต่อหลังเห็นปฏิกิริยาเรียบเฉยไม่คัดค้านก็รู้สึกหงุดหงิด

        เธออ้าปากอยากจะเถียงแต่เห็นเขาจ้องเขม็งเหมือนกำลังรอเวลานี้ พริสาไม่ยอมทำพลาดจึงเอ่ยตอบรับไปอีกครั้ง “ค่ะ”

        ร่างบางรีบเดินออกจากห้อง พอพ้นประตูก็รีบวิ่งออกไปพลางบ่น “ให้ตายเถอะ สิบนาที ลองมาวิ่งดูเองบ้างไหมล่ะ ฉันอยากจะบ้าตายกับผู้ชายคนนี้ ใครได้เป็นสามี บอกเลยว่าซวยทั้งชาติ!”   

        พริสาบ่นไปตลอดทาง วิ่งผ่านคาร์เตอร์ที่อ้าปากจะทักทายแต่เธอไม่มีเวลามาสนใจเนื่องจากเวลากำลังนับถอยหลังจนกระทั่งมาถึงห้องเก็บไวน์ โชคดีที่เจอพนักงานกำลังจัดเรียงไวน์อยู่ พอบอกสิ่งที่ผู้เป็นนายต้องการ คำตอบที่ได้มาก็ทำเอาหญิงสาวควันออกหู หัวร้อนทันที เพราะเขาดื่มมันไปแล้ว! จึงรีบวิ่งกลับมายังห้องทำงานดังเดิมในสภาพที่หน้าผากชื้นเหงื่อ เธอรีบโกยอากาศเข้าปอด มองนาฬิกาเห็นเวลาเลยไปพอสมควร แต่ใครจะสน เธอไม่ใช่ยูเซนโบลต์สักหน่อยที่วิ่งหนึ่งร้อยเมตรในเวลาเก้าจุดห้าสิบแปดวินาที เมื่อลมหายใจเป็นปกติ พริสาเปิดประตูเข้าไปรายงาน

         “ไวน์ที่คุณให้ไปเอา คุณดื่มไปแล้วนี่คะ”

        “อ้าว เหรอ...ฉันลืมไปได้ยังไงนะ” เขาตอบเสียงเรียบยังไม่ละสายตาจากเอกสารที่อ่าน ทว่าในใจกลับยิ้มกริ่ม

         “ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ขอตัวก่อนนะคะ” พริสากัดฟันตอบ

        “มี...หน้าที่ของเธอยังไม่จบ”

        “มีอะไรให้รับใช้อีกคะ” เธอจ้องตาเขียวรู้สึกโกรธบ้างแล้ว

         “ถ้าไวน์ขวดนั้นหมด...เอาขวดอื่นมาสิ รอยัลเดมาร์เรีย ไปเอามาซะ”

        “อีกแล้ว! แน่ใจนะคะว่ายังไม่หมด หรือยังไม่ได้ดื่ม” พริสาโพล่งถามอย่างเหลืออด แต่พอสบกับนัยน์ตาคมเข้มสีเทาก็กลืนน้ำลาย ผู้ชายคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว

        “หน้าที่ของเธอคือทำตามคำสั่ง ไม่ใช่ตั้งคำถาม...ไปสิ เวลากำลังนับถอยหลังอยู่นะ ถ้ารอบนี้มาสายอีก รับรองเลยว่าบทลงโทษของฉันไม่ธรรมดาแน่ๆ” เขากระตุกยิ้ม

        “แต่ใครจะวิ่งทันในเวลาสิบนาทีคะ คุณเองก็น่าจะรู้ดีว่าบ้านหลังนี้กว้างมากแค่ไหน”

        “นั่นปัญหาของเธอ ไม่ใช่ปัญหาของฉัน”

        พริสากัดริมฝีปาก ผู้ชายคนนี้เหลือทนจริงๆ เผด็จการ เอาแต่ใจ ไม่แปลกที่ผู้ช่วยหลายคนทนไม่ได้ ถ้าไม่เห็นแก่อาทิตยากับสัญญาที่เซ็นไป พริสาจะเตะผ่าหมาก ก่อนด่ากราด แล้วออกจากบ้านสวยๆไปแล้ว

        “ได้ค่ะ!”    

     หญิงสาวกระแทกเสียงใส่อย่างหงุดหงิดรีบหันหลังออกจากห้อง วิ่งไปยังห้องเก็บไวน์อีกครั้งท่ามกลางสายตาของบอดี้การ์ดที่มองด้วยความเห็นใจ เพราะรู้ว่าผู้ช่วยรายนี้กำลังโดนแกล้งอยู่ ตลอดบ่ายหมดไปกับการวิ่งมาราธอนจากคฤหาสน์หลังงามสู่ห้องเก็บไวน์ เพราะหลังจากรอยัลเดมาร์เรีย เขาก็ยังไม่พอใจ อยากได้ขวดอื่นอีก ใจอยากลากเขาไปห้องเก็บไวน์ด้วยกันให้รู้แล้วรู้รอด แต่ถ้าทำอย่างนั้น มีหวัง นอกจากจะโดนตวาด อาจจะเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดถึงชีวิตก็ได้ งานนี้ไม่เสี่ยงดีกว่า แทนที่ชายหนุ่มจะดื่ม กลับเอามันมาตั้งวางไว้เฉยๆ เธอล่ะอยากฟาดด้วยขวดไวน์จริงๆ นอกจากนั้นยังสั่งให้เธอทำความสะอาดห้องนอนคนเดียว ห้ามให้มีแม้แต่ไรฝุ่น หากเจอจะหักเงินจุดละหนึ่งร้อยเหรียญ แม้ไม่ใช่หน้าที่ แต่เขาสั่งมาจะปฏิเสธก็ไม่ได้ สุดท้ายทำไปบ่นไป กว่าจะได้ออกจากคฤหาสน์หลังงามก็แทบหมดแรง พระอาทิตย์กำลังตกดิน นับเป็นโชคดีที่คาร์เตอร์ให้เธอได้พักผ่อนคืนนี้ เนื่องจากช่วงกลางคืน เฮกเตอร์มักทำงานโดยมีลูอิสคอยช่วยเหลือตลอด จึงไม่ต้องการผู้ช่วยส่วนตัว แต่คืนอื่นจะเป็นยังไง พริสาควรเตรียมรับมือไว้บ้าง

        “เขาจะแกล้งฉันไปถึงไหนนะ...ให้ตายเถอะ แค่วันแรก ร่างฉันก็แทบพัง ปวดขาชะมัดเลย” หญิงสาวเดินไปบ่นไปเพื่อจะกลับไปตึกด้านหลัง

        “ฝันไปเถอะ...อย่าคิดว่าพริสาจะยอมแพ้ ฉันจะไม่ยอมไปไหนจนคุณอกแตกตายเลย คอยดู!”     

        ระหว่างที่กำลังเดินอยู่ สายตามองไปยัง สนามหญ้ากว้าง ที่สะดุดตาไม่ใช่ความสวยงามทว่าเป็นร่างสูงของเฮกเตอร์ แบล็กฟอร์ดกำลังนั่งจิบเหล้าอยู่ โดยมีคาร์เตอร์ยืนรายงานบางอย่าง เธอหยุดนิ่งยืนมองเงียบๆ ในหัวก็เกิดความสงสัย เขาเป็นผู้ชายที่โชคดีมีพร้อมทุกอย่าง แต่ทำไมถึงเป็นคนเกรี้ยวกราดได้ขนาดนี้ มีบางอย่างบอกพริสาว่าเขากำลังประสบ “ปัญหา” ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ ดูจากพฤติกรรมการดื่มเหล้า หรืออาการบาดเจ็บที่พอมีร่องรอยให้เห็นอยู่บ้าง เท่าที่อ่านประวัติ น้องชายอย่างแฮร์ริส ถึงจะเด็ดขาด แต่ก็อ่อนโยน จนสื่ออเมริกาถึงกับตั้งฉายาว่า “ซาตานอยู่อเมริกาแต่เทวดาอยู่ประเทศไทย” แสดงว่าต้องแตกต่างกันสุดขั้วทั้งที่พี่น้องท้องเดียวกันแท้ๆ แต่ก็นั่นแหละ...ผู้ชายแบบเฮกเตอร์มีคนเดียวก็พอแล้ว

        เธอตั้งใจจะเดินต่อทว่าคิดอะไรได้บางอย่าง มองไปจุดที่เขากำลังนั่งอยู่ ซึ่งสองวันก่อนพาอาทิตยามานั่งเล่นด้วยกัน ใบหน้าเรียวรีรูปไข่แสนหวานคลี่ยิ้ม มองซ้ายมองขวาเหมือนหาอะไรบางอย่าง ค่อยๆ เดินดูจนกระทั่งพบสิ่งที่ต้องการอยู่ตรงพุ่มไม้ซึ่งถูกตัดแต่งกิ่งเรียงตัวกันสวยตลอดแนว เธอย่อตัวลงแล้วหันไปมองเจ้านายและพ่อบ้านที่กำลังพูดคุยกันอยู่

        “ขอเอาคืนหน่อยเถอะ ขอโทษนะคะคุณคาร์เตอร์”

        ว่าแล้วมือบางก็ล้วงเข้าไปใต้พุ่มไม้หมุนก๊อกสีแดง เพียงสองวินาที ระบบสปริงเกอร์ตรงสนามหญ้า จุดที่เฮกเตอร์นั่งอยู่ก็ทำงาน น้ำกำลังพุ่งฉีดใส่เขาอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางเสียงร้องโวยวายดังลั่นราวกับฟ้าผ่า

        “บ้าเอ้ย! ให้ตายสิ ใครเปิดน้ำวะ

        เฮกเตอร์ลุกขึ้นมองซ้ายมองขวาเมื่อสปริงเกอร์ทำงานทั้งที่ไม่ใช่เวลา พอหันไปมองคาร์เตอร์ที่เปียกปอนไม่ต่างกันทั้งสองก็รีบเดินหนีจากตรงนี้

        “สมน้ำหน้า อยากแกล้งฉันดีนัก” พริสาหัวเราะเพียงลำพัง เธอสังเกตว่าคนสวนจะเปิดสปริงเกอร์ตรงนี้ทุกเช้า นั่นทำให้เธอรู้ว่าหากเปิดจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่นั่งตรงนั้น

        เสียงโวยวายของเฮกเตอร์ยังดังต่อเนื่องทั้งที่เขาเดินไปจากตรงนี้แล้ว พริสาได้ยินคาร์เตอร์สั่งการแว่วๆ ให้มาดูความผิดปกติจึงรีบลุกขึ้นเดินหนีไปอีกทางทันที พอพ้นระยะก็ถอนหายใจโล่งอก รู้สึกดีขึ้นมาบ้างหลังจากถูกชายหนุ่มแกล้งอยู่ฝ่ายเดียว

        ส่วนคนที่เปียกปอนเดินเข้ามาในบ้านอย่างหัวเสีย รับผ้าขนหนูจากโซอี้ที่รีบวิ่งไปหยิบมาให้ อยู่ดีๆ สปริงเกอร์ก็ทำงานเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ต้องมีคนเปิดมันแน่ หวังว่าบอดี้การ์ดจะหาตัวคนทำเจอ เขาจะไล่ออกจากบ้านเสีย

        “ผู้หญิงคนนั้นอยู่ไหน” เขาเอ่ยถามเมื่อไร้เงาพริสา

        “ผมให้เธอกลับที่พักไปแล้วครับ”

         “กลับที่พัก? กลับทำไม เธอไม่ได้ห้องเดิมของผู้ช่วยที่อยู่ข้างบนหรอกหรอ”

        “เอ่อ...เธอไม่สะดวกครับ ผมเลยให้พักตึกด้านหลัง”

        “ไม่สะดวก? เธอมีสิทธิ์เลือกด้วยหรือไง ย้ายเธอกลับมาที่เดิม เผื่อกลางคืนฉันจะเรียกใช้และฉันไม่อยากรอ เฮกเตอร์สั่งการเสียงเข้ม จริงอยู่ว่ากลางคืนเขามักใช้เวลาเงียบๆ อยู่ตามลำพัง โดยมีลูอิสคอยรับใช้ แต่พริสาอาจจะเป็นข้อยกเว้นในอนาคตเพราะเขาอยากแกล้งเธอ

        “คุณไม่ชอบหน้าเธอ แยกกันอยู่จะดีกว่าครับ” คาร์เตอร์ลอบกลืนน้ำลายด้วยรู้ว่าย้ายกลับมาไม่ได้

        “ทำอย่างกับว่าวันนี้ฉันไม่เห็นหน้าเธออย่างนั้นล่ะ” เขาตอบกลับอย่างเย็นชาจ้องพ่อบ้านเขม็ง

        “แต่ผม...”

        “นายไม่เคยมีปัญหาคาร์เตอร์ มีอะไรปิดบังฉันหรือเปล่า ทำไมนายถึงไม่อยากให้เธอย้ายมาอยู่ที่นี่” เขาหรี่ตามองอย่างสงสัย จับสังเกตได้ถึงความผิดปกติ

         “ไม่ใช่ครับ คือ...เอ่อ...ผมกลัวคุณจะนอนกับเธอ และผมไม่อยากหาคนใหม่”

        “ให้ตายเถอะ ถ้าฉันนอนกับยายนั่นคงต้องหาอะไรมามัดปาก ถ้าไม่พูดมากก็ร้องหนวกหู”

        คาร์เตอร์อ้าปากกำลังจะแย้งแต่เสียงโทรศัพท์ก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน พอรู้ว่าใครโทรมาก็ถอนหายใจ มีคนช่วยชีวิตเขาเอาไว้แล้ว หลังรับสายก็รีบรายงานต่อทันที

        “ทุกคนพร้อมประชุมแล้วครับ”

         “ย้ายเธอมาซะ อย่าให้ต้องพูดซ้ำ” เฮกเตอร์พูดเสร็จหมุนตัวเดินไปยังห้องทำงานทันที

        เมื่อเจอคำสั่งประกาศิตคงปฏิเสธไม่ได้ หากยังดึงดันไม่ให้ผู้หญิงคนนั้นมา ความต้องแตกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากทำตามก็เสี่ยงอยู่มากที่เฮกเตอร์จะรู้ถึงการมีอยู่ของอาทิตยา เพราะต้องรีบเข้าประชุมกับผู้เป็นนาย คาร์เตอร์จึงไม่มีเวลาปรึกษาพริสา แต่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะตอบอย่างไร คำตอบก็ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้นอกจากย้ายมาที่นี่และแผนสำรองก็คือ ฝากอาทิตยาไว้กับอันยา หวังว่าพริสาจะยอม ไม่อย่างนั้นถ้าเฮกเตอร์รู้เข้า คงได้ตายกันยกบ้าน!


ปล.ไฟล์ฉบับนี้จะไม่เหมือนกับฉบับที่เราลงให้อ่านก่อนหน้านี้นะคะ มีบางจุดเปลี่ยนแปลงไปอยู่บ้าง เพราะฉะนั้นก็อ่านกันอีกรอบน้อออ ^^

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 762 ครั้ง

2,793 ความคิดเห็น

  1. #110 niramon2549 (@niramon2549) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 21:00
    สนุกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #110
    0
  2. #109 ann5294 (@ann5294) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 20:37
    ฮันนี่ที่รัก คิดถึงจริงๆ
    #109
    0
  3. #108 -:aannanann:- (@only-_-me) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 19:14
    ไรท์ๆๆๆๆๆ ขอเล่มเลยได้มั้ยยยยยยย
    #108
    0
  4. #107 Tudtu Sujaree (@tudtutudtu) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 19:06
    รู้ละ เตอร์ ลงโทษ คุณตายังไง. 555 ร้ายกาจ

    ขำฮันนี่ จริงๆ อ่ะ จริงๆแล้วคุณลุงก็รักนั่นเเหละ ฮันนี่จ๋า แต่ปากแข็ง
    #107
    0
  5. #106 Jennyone (@Jennyone) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 19:06
    อยากให้ฮันนี่กับซันนี่เจอกันนน
    #106
    0
  6. #105 Tudtu Sujaree (@tudtutudtu) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 11:31
    ว่า แต่ เตอร์. ลงโทษคุณตา ยังไงอ่ะ
    #105
    0
  7. #103 Poppylovely123 (@Poppylovely123) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 05:53
    เหลียดอะไรจะได้แบบนั้นนะคะ
    #103
    0
  8. #102 nok.ku (@nooku) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 21:52

    ฮันนี่จะมาแทคทีมกับซันนี่รึเปล่างานนี้

    (ป๋าาาา เตรียมรับยาไมเกรมเพิ่มได้เลย 555)

    #102
    0
  9. #100 tateeturk (@tateeturk) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 21:05
    ฮั่นนี่ๆๆๆๆๆๆ
    #100
    0
  10. #99 Praewwa94 (@Praewwa94) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 18:44
    ฮันนี่ที่รักของพี่ มาแล้วๆ
    #99
    0
  11. #98 Tudtu Sujaree (@tudtutudtu) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 18:38
    งานนี้ คุณลุง แย่เเน่ๆฮันนี่มาาาาาาาาาาาาาา
    #98
    0
  12. #97 Nannang (@Nannang) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 17:52
    รอค่าาา
    #97
    0