หวนรักเจ้าบ่าวจำแลง (E-book พร้อมดาวน์โหลด)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 758,083 Views

  • 1,255 Comments

  • 3,576 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3,524

    Overall
    758,083

ตอนที่ 20 : บทที่6 [บ้านใหม่] 100% [รีไรต์รูปเล่ม]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40742
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 904 ครั้ง
    26 ก.พ. 62



นิยายเรื่องนี้อัพทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์และอาทิตย์
เวลา 19.00 น.

อย่าลืมเมนต์ โหวต แอดแฟนกันด้วยนะคะ




                                                        

บทที่ 6

[ปรับความเข้าใจ]

 

        แม้จะเป็นเวลาดึกพอสมควรแต่สองสามีภรรยายังคงมีเรื่องต้องพูดคุยกัน ทั้งสองนั่งลงตรงบันไดไม่ห่างจากห้องนอนที่เปิดประตูแง้มเอาไว้ เผื่อว่าลูกตื่นขึ้นมาจะได้ไม่ตกใจที่ไม่เห็นใครและจะได้ยินเสียง ไม่เกิดเหตุการณ์อย่างเมื่อกลางวันอีก นรียาหันไปมองแฮร์ริสที่นั่งข้างกัน ตัดสินใจถามอีกครั้ง

        “ถึงเวลาที่ต้องบอกฉันสักที เรื่องราวเกี่ยวกับตัวตนของคุณ ตระกูลคุณ และบาดแผลเมื่อสี่ปีก่อน ขอความจริงนะแฮร์ริส ฉันไม่อยากฟังคำโกหกอะไรอีกแล้ว” นรียาเน้นย้ำ หากจะเป็นครอบครัว คู่ชีวิต ต้องไม่มีเรื่องปิดบัง

        ชายหนุ่มสบกับนัยน์ตาดำขลับมีเสน่ห์ ทุกครั้งที่ได้มองจะทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงเสมอ มือหนาเอื้อมมาจับมือบางกุมเอาไว้ รู้สึกดีที่หญิงสาวไม่ได้ปฏิเสธ

        “ผมเกิดและเติบโตที่นิวยอร์ก ในตระกูลค้าอาวุธรายใหญ่ของประเทศ ร่ำรวย เต็มไปด้วยอิทธิพล ผมมีพี่ชายหนึ่งคนคือเฮกเตอร์ เราห่างกันหนึ่งปี สนิทกันมาก บ้านเรามีทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียวคือความอบอุ่น แด็ดกับมัม ทุ่มเททุกอย่างทั้งชีวิตเพื่องาน ธุรกิจครอบครัว ซึ่งมันไม่ได้มีแค่นี้ เรามีธุรกิจจำนวนมาก อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร เงินกู้ น้ำมัน และอีกหลายอย่าง เรารู้จักคนมากมาย แต่ทุกคนที่เข้าหาล้วนหวังผลประโยชน์ทั้งนั้น ผมจึงชินชาและเติบโตมากับสังคมใส่หน้ากาก หลังจากแด็ดกับมัมเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ อันที่จริงก็ถูกลอบฆ่า ซึ่งคนร้ายก็เป็นพวกขัดแย้งทางธุรกิจ คาร์เตอร์จึงเป็นคนดูแลผมกับเฮกเตอร์นับตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่ต่างจากพ่อคนที่สอง หลังเรียนจบ ผมต้องเข้ามาบริหารงานอย่างที่ควรจะเป็น แต่ยิ่งอยู่จุดนี้ ผมกลับรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการเลย เราขายอาวุธให้กับประเทศที่มีสงคราม มีผู้คนล้มตาย เราถูกต่อต้าน ถูกประณาม มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เราทำไปเพื่ออะไร เงินเหรอ... อำนาจ แต่สิ่งที่เราต้องสูญเสีย คือชีวิต จิตวิญญาณ ตัวตนและความเป็นมนุษย์ ผมทนไม่ไหว ขอถอนตัวจากธุรกิจจนทะเลาะกับพี่ชายและหันหลังให้กับทุกสิ่ง ออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วและตัดสินใจปักหลักที่ประเทศไทย” ชายหนุ่มเล่าแล้วนึกย้อนถึงวันวาน การมีทุกอย่างอาจทำให้หลายคนอิจฉา แต่หารู้ไม่ว่าสำหรับเขามันเหมือนดั่งคำสาป

        นรียาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดในทุกถ้อยคำที่เขาพูดออกมาก็บีบมือหนาอย่างให้กำลังใจ มีบางอย่างบอกเธอว่าเขาไม่ได้โกหกเหมือนที่ผ่านมา

        “ผมไม่ได้อยากจะปิดบัง แต่กลัวคุณรู้ความจริงแล้วจะรับไม่ได้เท่านั้นเอง ผมอยากลืมเรื่องทุกอย่างและเริ่มต้นใหม่ เมื่อพบคุณ ผมก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่ผมต้องการ การรักใครสักคน สร้างครอบครัว และอยู่กันอย่างเรียบง่ายนั่นคือสิ่งที่ผมพอใจ”

        “แต่การที่คุณปิดบัง มันทำลายความเชื่อใจ ไว้ใจของฉัน ซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้นในชีวิตคู่ ที่เราสามารถแบ่งปันทุกทุกเรื่องของกันและกัน ไม่ว่าฉันจะรับได้หรือไม่ แต่อย่าลืมว่า เราจดทะเบียนกันแล้ว ฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลคุณ” นรียาพูดเสียงเรียบอยากให้ชายหนุ่มเข้าใจตรงนี้

        “ผมรู้ครับ ผมผิดเอง ผมขอโทษ” ชายหนุ่มยอมจำนนไม่แก้ตัว       

        “เกิดอะไรขึ้นกับพี่ชายของคุณคะ ฉันได้ยินว่า... เอ่อ... เขาตายแล้ว แต่ตอนนั้นคุณบอกว่าเขาไม่เป็นอะไร” หญิงสาวนึกถึงบทสนทนาของชายหนุ่มกับคาร์เตอร์เมื่อตอนบ่าย ทั้งที่การคุยกันครั้งสุดท้ายเขาบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี

        “ผมโกหกเพราะไม่อยากให้คุณตกใจ... วันที่ผมบอกว่าจะเดินทางมานิวยอร์ก คาร์เตอร์โทรศัพท์มาบอกว่ารถของเฮกเตอร์ถูกวางระเบิด เขาเสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น ส่วนภรรยา... เอ่อ... ราเชล เธอโดนลูกหลงไปด้วยทำให้เธอกลายเป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่าง ขาทั้งสองข้างไร้ความรู้สึก ผมรีบบินกลับมาเพื่อจัดการทุกอย่าง คาร์เตอร์อยากให้ผมบริหารแทน แน่นอนว่ามันไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเหลือผมเพียงคนเดียวเท่านั้น ผมเลยตัดสินใจว่าจะกลับเมืองไทยเพื่อบอกความจริงทั้งหมดแก่คุณ แต่ว่าเกิดเรื่องซะก่อน”

        “เรื่องบาดแผลของคุณใช่ไหมคะ เกิดอะไรขึ้นแฮร์ริส” นรียาเดาได้ทันที

        “ผมกำลังเดินทางกลับ จู่ๆ รถของเราถูกโจมตีจากกลุ่มคนร้าย บอดี้การ์ดของผมตายไปหลายคน ผมถูกยิงสามนัด และมันใช้ระเบิดหวังให้ผมตาย แต่คาร์เตอร์กับเอเลียส เอาตัวบังไว้ นับเป็นโชคดีที่เราสามคนอยู่ห่างจากระเบิดพอสมควร ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้นั่งพูดคุยกับคุณอย่างนี้ ส่วนคนร้ายเสียชีวิตทั้งหมด เราเลยต้องสืบจากตัวตน ประวัติอื่นๆ จึงรู้ว่าเป็นพวกใต้ดิน รับจ้างฆ่าคนเป็นงานหลัก แต่ไม่เจอเบาะแสคนบงการ ผมนอนในไอซียูอยู่เกือบสัปดาห์ นับว่าพระเจ้ายังปรานีที่ไม่พรากลมหายใจ แต่กลับลงโทษด้วยการพรากคุณไป” ชายหนุ่มบอกเธอด้วยแววตาเศร้านึกถึงความเจ็บปวดตลอดสี่ปีแต่ละวันมันช่างยากลำบากเหลือเกิน

        น้ำตาของนรียาเอ่อคลอนึกถึงบาดแผลเหล่านั้น “คุณ... เจ็บมากใช่ไหมคะ”

        “มันยังเจ็บน้อยกว่าตอนที่ผมไม่มีคุณ... นัท คุณคือโลกทั้งใบของผมและผมพยายามแล้ว ผมรู้สึกผิดมาเสมอที่หาคุณไม่เจอ ผมมันโง่เอง ผมหลงไว้ใจคนผิด และผม...”

        นิ้วเรียวสวยของนรียายกขึ้นปิดริมฝีปากของชายหนุ่ม “เราต่างก็เป็นเหยื่อในเรื่องนี้แฮร์ริส อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ”

        ชายหนุ่มสบตาลึกซึ้ง ดึงนิ้วสวยออก เปลี่ยนมาจับมือนุ่มก่อนจะประทับจูบหลังฝ่ามือแผ่วเบา “ผมดีใจที่คุณมาหาผม ดีใจที่เราได้เจอกันอีกครั้ง”

        นรียาสบกับนัยน์ตาสีเขียว มรดกที่ลูกน้อยทั้งคู่ได้รับถ่ายทอดมา มันบอกทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารู้สึกจนเธอสัมผัสได้ นรียาหลบสายตาเล็กน้อยถามกลับ

        “ฉันได้ยินว่าคาร์เตอร์เองก็สาหัสใช่ไหมคะ”

        “เหตุการณ์นั้นทำให้คาร์เตอร์เสียขาข้างขวา ถูกยิงที่ด้านหลัง เอเลียสถูกยิงตรงหัวไหล่และหน้าอก ทุกคนต้องปกป้องผม เพราะผมคือความหวังเดียวของแบล็กฟอร์ด ที่มันให้ในสิ่งที่ผมไม่ต้องการ และมอบสิ่งที่ผมไม่อยากได้ นั่นคือความสูญเสีย” ชายหนุ่มขบกรามแน่น

        “คาร์เตอร์ยอมทำทุกอย่างเพื่อแบล็กฟอร์ด” นรียาออกความเห็น

        “แบล็กฟอร์ดมอบชีวิตใหม่ให้คาร์เตอร์ ในวันที่หิมะตกหนัก คาร์เตอร์วัยแปดขวบอยู่กับพ่อเลี้ยง ทั้งคู่ไร้บ้าน อาศัยนอนข้างถนน เขาถูกทารุณกรรมอยู่เป็นประจำ วันแล้ววันเล่าจนกลายเป็นความแค้น วันที่แด็ดเจอเขา คือวันที่เกิดเรื่อง คาร์เตอร์ทนการถูกทำร้ายไม่ไหว ใช้เศษแก้วแทงพ่อเลี้ยงตัวเองจนอาการสาหัส แด็ดผมเห็นบางอย่างในแววตาคู่นั้นจึงเกิดสนใจ รับมาเลี้ยงดูและบอกว่าการได้เจอเขา คือโชคชะตาที่ได้มือขวาอันยอดเยี่ยมมาไว้ข้างกาย และมันก็จริง การกระทำทั้งหมดทำให้ผมรู้แล้วว่าแด็ดเลือกคนไม่ผิดหรอก คาร์เตอร์ยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งสร้างความเจ็บปวดให้กับเรา” ชายหนุ่มขบกราม มือข้างที่วางของเขากำหมัดแน่นเมื่อนึกถึงสิ่งที่พ่อบ้านทำลงไป มันเป็นการกระทำที่ไม่น่าให้อภัย

        นรียารับรู้ได้ถึงความโกรธนั้น มือบางเอื้อมไปจับมืออีกข้างปลอบประโลมด้วยความอ่อนโยนจนมันคลายออก

        “คาร์เตอร์ได้เห็นปู่ของผม แด็ด และมัม สร้างอาณาจักรแห่งนี้ให้แข็งแกร่ง เขาเรียนรู้ เทิดทูน ศรัทธาและจงรักภักดี ซื่อสัตย์ พร้อมยอมตายแทนได้เสมอ ในวันที่แด็ดเสียชีวิตจากการลอบฆ่า คาร์เตอร์ไม่ได้เดินทางไปด้วย แต่เขารีบไปโรงพยาบาลทันทีที่รับข่าวและตอนนั้นเองที่แด็ดฝากฝังทุกอย่างไว้ในมือของพ่อบ้านคนนี้” เมื่อนึกถึงบิดาก็มักจะนึกถึงสิ่งที่อีกฝ่ายพูด พร่ำสอนและต่อว่า ว่าเขากับพี่ชายยังทุ่มเทได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคาร์เตอร์เลยด้วยซ้ำ

        “เขาเลยกลัวว่าฉันจะไม่ยอมให้คุณทำใช่ไหมคะ” หญิงสาวถามต่อ ตามสิ่งที่ได้ยินมา

        “นัท ผมกับเฮกเตอร์ เราไม่มีอะไรเหมือนกันเลย หมอนั่นชอบความยิ่งใหญ่ เผด็จการ มันเหมาะกับธุรกิจของตระกูลที่สุด แต่สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่ ผมต้องการความเรียบง่าย ชีวิตธรรมดา ดังนั้นเมื่อเจอคุณ คุณคือคำตอบที่ผมค้นหามาทั้งชีวิต คุณคือคนที่สำคัญกับผมมากที่สุด ขอเพียงคุณเอ่ยปาก ผมพร้อมจะทิ้งทุกอย่างเพื่อคุณ... และอีกหนึ่งสิ่งที่คุณควรรู้เอาไว้ ธุรกิจของเราไม่ใช่ธุรกิจสีขาวทั่วไปหรอกนะนัท เราเป็นมาเฟีย เรามีธุรกิจใต้ดิน เราเชื่อมโยงทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่ว่าเราจะทำอะไรย่อมมีผลกระทบตามมาเสมอ มันเต็มไปด้วยอันตราย เราสามารถจัดการใครก็ได้ที่เราไม่ต้องการและทุกอย่างก็จะเงียบหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น แต่ถ้าคุณไม่ชอบ คุณไม่ต้องการ ขอเพียงคุณบอก ผมพร้อมจะทิ้งทุกอย่างเพื่อคุณและลูก” ชายหนุ่มถือโอกาสบอกอีกความจริงที่หญิงสาวควรรู้ ว่าแบล็กฟอร์ดเป็นยังไง ไม่ใช่นักธุรกิจธรรมดา ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันไปหมด เขาค้าขายอาวุธให้กับรัฐบาล ประเทศพันธมิตร เขามีศัตรูจากพวกกลุ่มก่อการร้าย มีศัตรูจากธุรกิจแบบเดียวกัน ทุกอย่างแบ่งออกเป็นสองขั้วเสมอ แบล็กฟอร์ดมีอิทธิพลมากพอที่จะออกเสียงในบางเรื่อง ยังให้การสนับสนุน สปอนเซอร์ แก่ธุรกิจ นักการเมือง รวมถึงองค์กรต่างๆ ที่สำคัญ

        ดวงตากลมโตแสดงออกถึงความตกใจและเป็นกังวล เคยเห็นและได้ยินเรื่องราวเหล่านี้จากในหนังเท่านั้นไม่คิดว่าจะมาเจอในชีวิตจริง ในหัวสมองเต็มไปด้วยความคิดมากมาย หากให้เขาวางมือ ทิ้งทุกอย่าง แล้วหน้าที่ที่มีต่อครอบครัวของเขาล่ะ ในเมื่อไม่เหลือใครแล้ว ขนาดคาร์เตอร์ยังยอมทำผิดเพื่อรักษามันเอาไว้ เธอจะช่วงชิงความหวังสุดท้ายนี้ไปอย่างนั้นหรือ แต่หากว่ายังอยู่ ความปลอดภัยของลูกล่ะ เธอช้อนสายตาถามเสียงสั่น

        “แล้วลูก... ลูกของเราจะ...”

        “ผมรู้ว่าคุณหมายถึงอะไรที่รัก ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะคุณหรือลูก ทุกอย่างจะต้องปลอดภัย แต่ชีวิตเราคงไม่เหมือนเดิม จะมีบอดี้การ์ดคอยดูแลทุกที่ที่เราไป มีคนคุ้มกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ผมรู้ว่ามันจะอึดอัดในช่วงแรก แต่เพื่อความปลอดภัย เราต้องระวังไว้ก่อน” ชายหนุ่มอธิบายเพราะเขาเองใช้ชีวิตแบบนี้ตั้งแต่เด็ก มีบอดี้การ์ดคอยดูแล ไม่ว่าจะไปไหนถูกจับตามองทุกฝีก้าว โดยเฉพาะช่วงไหนมีการเซ็นสัญญาซื้อขายที่สำคัญล่ะก็ ถือว่าเป็นช่วงเฝ้าระวังเลยล่ะ

        “แล้วคนที่ทำร้ายคุณกับพี่ชาย เป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือเปล่า”

        “ผมคิดว่าเป็นกลุ่มเดียวกันแต่เรายังสาวไปไม่ถึงตัวคนอยู่เบื้องหลัง หน่วยข่าวกรองบอกว่าไม่ใช่กลุ่มผู้ก่อการร้ายอย่างแน่นอนเพราะพวกนั้นมีลิสต์รายชื่อและจับตามองอยู่ ดังนั้นผมเลยมุ่งเป้าไปที่คู่แข่งทางธุรกิจ การที่แบล็กฟอร์ดเป็นอันดับหนึ่ง ก็ทำให้บริษัทอื่นค้าขายยากขึ้น อาจจะขัดผลประโยชน์ สูญเสียสิ่งที่ควรจะได้ ไม่แปลกที่จะเจ็บแค้น แต่หากรู้ว่ามันเป็นใคร ผมสาบานว่าจะต้องลากตัวคนทำมาลงโทษอย่างแน่นอน” แฮร์ริสบอกเสียงเข้ม แม้เขาจะไม่ชอบเรื่องนี้ แต่ก็มีสายเลือดของแบล็กฟอร์ด ไม่ยอมถูกใครทำร้ายฟรีๆ การอยู่เงียบๆ มาสี่ปี ไม่ได้หมายความว่าปล่อยเลยตามเลย แต่กำลังจับตามองเหมือนเจ้าป่าที่หาความผิดปกติในโลกอันกว้างใหญ่ ยิ่งเงียบเท่าไร เราจะได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวชัดเจนขึ้น

        นรียานิ่งเงียบครุ่นคิด ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ถึงเขาจะพูดแบบนี้แต่แปลว่าคนร้ายยังลอยนวล จะกลับมาทำร้ายเมื่อไรก็ได้ใช่ไหม แล้วลูกของเธอจะเป็นเป้าหมายหรือเปล่า

        ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงความคิดผ่านทางแววตาเป็นกังวล มือหนาปล่อยมือบางที่กุมไว้จากนั้นประคองแก้มนุ่มให้หันมาสบตากัน “ผมรู้ว่าเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ แต่ขอให้รู้ไว้ คุณอยู่กับผม จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเรา ผมพร้อมปกป้องคุณกับลูกด้วยชีวิต ถึงผมจะไม่ชอบแบล็กฟอร์ด แต่มันก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ว่าผมเป็นส่วนหนึ่งของมัน รวมถึงคุณและลูก”

        หากนรียาให้เขาทิ้งทุกอย่าง เขาพร้อมทำ แต่มันคงต้องใช้เวลาและระหว่างนี้จะไม่ยอมแยกจากหญิงสาวอีก เธออาจจะกังวลเรื่องความปลอดภัยแต่เขากล้าสาบานว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายอมตายได้แต่เธอกับลูกต้องมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อเห็นหญิงสาวนิ่งเงียบ ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจทันที

        “ถ้าคุณยังไม่สบายใจ พรุ่งนี้เราบินกลับประเทศไทยเลยก็ได้ ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับคุณและลูก ผมจะ...”

        “แล้วทางนี้ล่ะคะ คุณจะทำยังไง คุณทิ้งได้เหรอแฮร์ริส คุณคือทายาทคนสุดท้าย สิ่งที่ทุกคนสร้างขึ้นมา คุณทำได้จริงๆ เหรอคะ” นรียาถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ สบตากับสามีหนุ่ม เธอเห็นความลังเลในแววตาคู่นั้น หญิงสาวไม่แปลกใจหรอก เหมือนต้องเลือกระหว่างพ่อกับแม่ ทั้งคู่มีความสำคัญ หนึ่งคือหน้าที่ สองคือความรัก ไม่ได้เลือกกันง่ายๆ และต่อให้เขาเลือกเธอ เธอจะมีความสุขเหรอที่เห็นสามีทรยศหักหลังตระกูลเพื่อมาอยู่กับเธอ

        ถึงแม้การเกิดมาในแบล็กฟอร์ดจะกลายเป็นคำสาปอย่างที่เขาคิดเอาไว้ แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่ลืมตาดูโลกก็เป็นเรื่องยากที่จะไม่คิดถึง พอได้สบตากับภรรยา ผู้ที่ทำให้เขารู้ถึงความหมายของการมีชีวิตก็พยักหน้ารับ

        “ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าคุณและลูก ผมยังยืนยันเหมือนเดิม”

        แม้หัวใจจะอุ่นซ่านกับการเลือกในครั้งนี้ ที่มันออกมาจากหัวใจไม่ได้มาจากการเอาใจเพื่อให้เธอรู้สึกดี

        “ถ้าอย่างนั้นฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมคาร์เตอร์ถึงอยากจะกำจัดฉัน”

        ชายหนุ่มส่ายหน้า “มันไม่สมควรทำแบบนี้ นี่คือชีวิตผม ผมตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ผมอยู่ได้ทุกที่ ขอแค่มีคุณ”

        “ตอนนี้ฉันยังบอกอะไรไม่ได้หรอกนะคะแฮร์ริส มัน... ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย ฉันไม่อยากเป็นตัวปัญหาที่ทำให้คุณต้องหันหลังให้กับตระกูล แต่ฉันก็ห่วงลูก ฉันคิดว่า ถ้าฉันกับลูกจะกลับไปอยู่เมืองไทยและคุณไปเยี่ยมเรา...”

         “ไม่! ให้ผมยอมตายเสียดีกว่าจะอยู่ห่างจากคุณและลูก ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว อย่าผลักไสผมเลยนัท ผมรู้ว่ามันเป็นคำขอที่เห็นแก่ตัว จนกว่าคุณจะตัดสินใจ อย่าให้ผมต้องแยกจากคุณและลูกอีก” ชายหนุ่มอ้อนวอน ตลอดเวลาที่ผ่านมามันหนักหนาเหลือเกิน

        “คุณรู้หรือเปล่า สี่ปีที่ผ่านมา ผมเข้าใจเลยล่ะ คำพูดที่ว่าตกนรกทั้งเป็นคืออะไร หลายครั้งผมเฝ้าถามพระเจ้าว่านี่คือการลงโทษใช่ไหม เพราะครอบครัวของผม... ทำให้ผู้คนจำนวนมากล้มตาย เลยเป็นเหตุให้ต้องพลัดพรากจากคุณ ผมคิดถึงคุณตลอดเวลา ทุกวัน ทุกวินาที ไม่มีวันไหนไม่คิดถึง ผมมักจะมองภาพงานแต่งของเรา ผมสวมแหวนแต่งงานไว้ตลอด ไม่เคยถอด จะได้รู้สึกว่าคุณอยู่ใกล้ผมเสมอ ผมรู้ตัวว่ามีส่วนผิด แม้ผมจะบอกว่าพยายาม แต่มันคงไม่มากพอ อันที่จริงโทษคาร์เตอร์ฝ่ายเดียวคงไม่ถูก เป็นผมเอง ความผิดที่ผมโง่และชะล่าใจเกินไป เป็นผมเองนัท” ชายหนุ่มทอดมองหญิงสาวด้วยความรู้สึกผิด

        นรียาส่ายหน้า “แฮร์ริสคะ อย่า...”

        “ผมไม่รู้คุณอยู่ไหน ผมไม่เคยรู้เลย ผมเหมือนคนตาบอด ไม่ใช่ว่าผมไม่แปลกใจว่าทำไมทุกคนถึงตามหาคุณไม่เจอ แต่ผมก็ไม่คิดว่าไอ้คาร์เตอร์มันจะสกัดผมทุกทาง รู้ทันผมทุกอย่าง เพราะลูกน้องของผมถูกมันซื้อตัวไปหมด ผมมันโง่มากนัท ผมมันเป็นผู้ชายที่โง่มาก!” ร่างสูงต่อว่าตัวเอง เขาไม่สมควรได้รับการให้อภัยจริงๆ

        “ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันคงคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าคนที่เราไว้ใจ ให้ความเคารพ จะทำกับเราได้ขนาดนี้ เรื่องนี้คุณอย่าโทษตัวเองเลยค่ะ” นรียาปลอบโยน ชายหนุ่มประคองแก้มนุ่มเพื่อสบตากันอีกครั้ง ก่อนจะดึงหญิงสาวมากอดแนบอก อ้อมกอดที่โหยหา เขาไม่อยากเสียเธอไปอีกไม่อยากเลย

        “แล้วคุณล่ะที่รัก... คุณไปอยู่ที่ไหนมา”

        นรียาย้อนนึกถึงวันวาน “หลังจากคุณขาดการติดต่อ ฉันเป็นกังวลมาก กลัวว่าคุณจะเป็นอะไร โทรศัพท์หาคุณไม่ติดจนกระทั่งจดหมายกับแหวนถูกส่งมา ตอนแรกฉันไม่เชื่อ รู้ว่าคุณจะไม่มีวันทำแบบนั้น ต้องมีอะไรผิดพลาด ฉันพยายามตามหาคุณ ฉันไม่รู้แม้กระทั่งที่อยู่ของคุณที่อเมริกา ฉันไม่รู้อะไรเลยแฮร์ริส ฉันเลือกที่จะไปอเมริกาแต่เอกสารถูกปฏิเสธ ฉันหมดหนทางและนั่นทำให้ฉันคิด ว่าเรื่องทุกอย่างเป็นจริง เพียงแค่ฉันไม่ยอมรับเท่านั้นเอง คุณไม่ติดต่อมาเพราะทิ้งฉันแล้ว”

        “ทั้งชีวิตฉันไม่เหลือใครอีกนอกจากคุณ เมื่อไม่มีคุณ ก็เหมือนโลกทั้งใบของฉันมันแตกสลาย จนกระทั่งรู้ตัวว่ากำลังตั้งท้อง ลูกเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้ฉันเลือกจะเริ่มต้นใหม่ หลังจากรอคุณและตระหนักได้ถึงความจริงว่าคุณไม่มีวันกลับมา ฉันก็เดินทางกลับเชียงใหม่ แต่ความเศร้าและความเจ็บปวดยังคงตามหลอกหลอน ฉันจึงตัดสินใจขายสวนที่เป็นมรดกแล้วซื้อบ้านอยู่ชานเมือง โอบล้อมด้วยธรรมชาติและคลอดลูกที่นั่น” นรียาย้อนวันวาน กว่าจะเดินทางมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะต้องฟันฝ่าและยืนหยัดต่อสู้กับความเจ็บปวดและเลี้ยงลูกเพียงลำพัง

        “ฉันใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อลูกและลืมคุณ ลืมทุกความเจ็บปวด เรื่องราวในอดีต แต่ยิ่งเห็นหน้าลูก ยิ่งทำให้คิดถึง รู้ไหมคะ ฮันนี่กับฮิวโก้หน้าเหมือนคุณมากแค่ไหน พวกแกคือความสุข คือทุกอย่างในชีวิต แม้จะเหนื่อยที่ต้องเลี้ยงเด็กสองคนตามลำพังแต่เพราะรอยยิ้ม ความรัก ทำให้ผ่านทุกอย่างมาได้ หลายครั้งที่ฉันอยากมีคุณอยู่เคียงข้างเพื่อคอยแบ่งปันเรื่องราวในแต่ละวัน ความกลัว ความกังวล แต่คุณไม่เคยอยู่ตรงนั้น” มือบางจิกเสื้อของชายหนุ่มแน่น ระบายทุกอย่างออกมา เสียงร้องไห้นั้นก็ทำให้หัวใจของชายหนุ่มแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ ความเจ็บปวด ทุกหยดน้ำตา มันไม่สมควรเกิดขึ้น ไม่สมควรเลย เขาเป็นสามีที่แย่มาก

        “ผมผิดเอง คุณไม่เหลือใครนอกจากผม และผม... ผมก็ทำให้ทุกอย่างมันพัง ให้ตายเถอะที่รัก ได้โปรด... อย่าร้องไห้” หากความเจ็บปวดเหล่านี้เขารับแทนได้ ชายหนุ่มจะทำ

        “สิ่งที่ฉันเจ็บปวดที่สุดคือการที่ลูกเริ่มถามถึงพ่อ เวลาที่ผ่านมาทำให้ฉันเกลียดคุณ เกลียดสิ่งที่คุณทำกับฉัน สิ่งที่เขียนในจดหมาย ฉันเคยคิดว่าหากไม่ใช่เรื่องจริง คุณต้องมาหาฉัน แต่มันไม่ใช่เลย ถึงอย่างนั้นฉันก็ใจดำกับลูกไม่ลง ฉันทำร้ายพวกแกไม่ได้ แทนที่จะบอกว่าคุณตายจากพวกเราไปแล้ว ฉันเลือกที่จะโกหกว่าคุณไปทำงาน... แต่นั่นคือความผิดพลาด ลูกรอคุณทุกวันจนฉันต้องเอารูปออกมาให้ดู นั่นเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้รู้จักคุณผ่านภาพถ่าย หลายครั้งที่ลูกถามว่าเมื่อไรคุณจะกลับและฉันเหนื่อยที่จะต้องโกหก เพราะฉันรู้ว่าวันนั้นจะไม่มีวันมาถึง”       

        แฮร์ริสดันร่างของหญิงสาวออก มือหนาไล้น้ำตาที่เปรอะเปื้อนใบหน้าสวย ความเจ็บปวดของผู้หญิงคนนี้ที่ถ่ายทอดให้ฟังมันเกินจะทนไหว ราวกับมีดนับร้อยนับพันกรีดลงกลางใจ เขาทำร้ายเธอกับลูก แม้จะไม่เคยรู้มาก่อนก็ตาม

        “ผมขอโทษ ผมขอโทษที่รัก ต่อไปนี้คุณไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวอีกแล้ว ไม่... มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก ไม่มีวัน”

        ร่างสูงพึมพำดึงหญิงสาวเข้ามากอด “ทำไมทุกอย่างต้องเป็นแบบนี้คะแฮร์ริส ทำไมต้องเกิดขึ้นกับเรา”

        เมื่อนึกย้อนถึงวันวานหญิงสาวก็ยิ่งร้องไห้ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน แม้จะบอกตัวเองว่าเกลียดเขามากเท่าไร แต่หัวใจกลับยังรักแต่เพียงผู้ชายคนนี้ ทุกอย่างผิดแผนไปหมด การมาเยือนนิวยอร์กเพื่อจบเรื่องทุกอย่าง แต่กลายเป็นว่าต้องรู้ความจริงเมื่อเขาก็คือ “เหยื่อ” เช่นกัน สี่ปีที่ผ่านมาไม่ใช่เวลาสั้นๆ มันยาวนานเหลือเกิน เธอยังมีลูกอยู่ข้างกาย คอยมอบความสุขและเป็นกำลังใจอยู่เสมอแต่เขาล่ะ... เขาต้องอยู่ตามลำพังกับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่ไม่ต้องการ

        ทั้งสองโอบกอดปลอบโยนซึ่งกันและกันอยู่เนิ่นนาน คาดหวังว่าจะบรรเทาความเจ็บปวดเหล่านี้ได้ แฮร์ริสสาบานว่าจะไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดอีก เขาจะไม่ยอมสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไป เขายอมละทิ้งทุกอย่างเพื่อเธอ

        เวลาผ่านไปพักใหญ่ ชายหนุ่มพบว่าหญิงสาวในอ้อมแขนนิ่งไปแล้ว พอก้มลงดูจึงพบว่านรียาร้องไห้จนหลับ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายคลี่ยิ้ม หญิงสาวมักเป็นแบบนี้เสมอเวลาร้องไห้นานๆ มือหนาไล้น้ำตาออกจากใบหน้าสวย ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีความงดงามยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจรวมถึงความรู้สึกที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ต่อแต่นี้จะไม่มีใครทำอะไรเธอได้อีก หากคาร์เตอร์กล้าแตะต้องหรือทำให้นรียาเจ็บช้ำอีกครั้ง จะต้องจ่ายด้วยชีวิตให้กับน้ำตาทุกหยดที่เธอต้องเสียไป

        “ต่อไปนี้ผมจะไม่ยอมให้คุณต้องร้องไห้ เจ็บปวดอีกแล้ว... จะไม่มีวันนั้น ผมสัญญา

 

        แสงแดดของเช้าวันใหม่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาตกกระทบใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังหลับสนิท แต่นาทีต่อมากลับถูกรบกวนจากบางอย่างตรงจมูกโด่ง เขาสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นและก็ต้องเบิกตาโพลงเมื่อพบว่ามีบางอย่างกำลัง “กัด” จมูกของเขาอยู่! ภาพแรกที่เห็นคือตัวการ ลูกสาวตัวน้อยอย่างนาราที่ขึ้นมานอนบนตัวตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ นอกจากนั้นมือน้อยกำลังดึงแก้มของเขาด้วย

        “ฮันนี่” ร่างสูงเรียกลูกสาวเบาๆ

        “แด็ดดี้ มอร์นิ่ง” เด็กน้อยทักทายเสียงหวาน

        ร่างสูงยิ้มกว้างจูบแก้มฟอดใหญ่ “มอร์นิ่งค่ะ... คนสวย กัดจมูกแด็ดดี้แต่เช้า หนูหิวเหรอลูก”

        “ฮันนี่อยากหม่ำ หม่ามี้หลับ”

        ร่างสูงหันไปมองก็เห็นว่านรียากับนทีกำลังนอนหลับสนิท โดยเจ้าลูกชายยังคงจับชายเสื้อของมารดาไว้ ไม่ต้องบอกเลยว่าหวงแค่ไหน ก็อมยิ้มส่ายหน้า จากนั้นลุกขึ้นโอบลูกสาวไว้ในอ้อมแขน ผมสีน้ำตาลยุ่งไม่เป็นทรง แต่ถึงอย่างนั้นนาราก็ยังเหมือนเจ้าหญิงตัวน้อยสำหรับเขา

        “อยากหม่ำต้องทำยังไงก่อนคะ” เขายิ้มกว้างเอียงแก้มให้

        นารารู้งานรีบจูบแก้มฟอดใหญ่จนบิดาพึงพอใจ หัวเราะเสียงดัง ฟัดแก้มลูกสาวกลับ ทำสลับกันอยู่อย่างนั้นจนนาราต้องร้องหิวอีกหน เขาถึงนึกเรื่องสำคัญได้ รีบเดินไปหยิบนม เจาะกล่องและยื่นให้โดยยังอุ้มลูกสาวอยู่

        “หนูหนักขึ้นหรือเปล่าน้าเจ้าหญิงน้อย” เขาเอ่ยถามชวนลูกสาวคุย

        นาราหน้าบึ้ง “แด็ดดี้ว่าฮันนี่อ้วน เหมือนพี่ฮิวโก้!”

        “แด็ดดี้เปล่านะครับ ใครจะกล้าว่าลูกสาวสุดที่รักล่ะ” ชายหนุ่มปฏิเสธ

        เด็กน้อยเบะปาก “หม่ามี้บอกว่า ฮันนี่อ้วนแล้วน่ารัก”

        “ใช่ครับ ฮันนี่น่ารักมาก เหมือนเจ้าหญิงตัวน้อยๆ ของแด็ดดี้”

        ทันทีที่ได้รับคำชมก็ทำให้นารายิ้มกว้าง วาดแขนข้างที่ว่างนั้นโอบรัดรอบคอของบิดา “ฮันนี่อยากเป็นเจ้าหญิง”

        “แด็ดดี้จะทำให้ชีวิตของหนูมีความสุขยิ่งกว่าเจ้าหญิงอีก” ชายหนุ่มจูบแก้มยุ้ยอีกฟอดใหญ่ ตราบใดที่เขายังอยู่ นาราจะไม่ได้พบกับความทุกข์แม้แต่น้อย เขาจะทำให้ชีวิตลูกมีแต่รอยยิ้ม ไม่ใช่แค่นาราแต่รวมถึงนทีด้วย

        เวลานั้นเด็กชายเริ่มขยับตัว ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง ปรือตามองแต่ริมฝีปากก็เปล่งเสียงเรียกนรียา “หม่ามี้”

        แฮร์ริสรีบเดินไปหาย่อตัวลง “หม่ามี้กำลังหลับ มาหาแด็ดดี้ครับ”

        เพราะกำลังงัวเงียจึงทำให้เด็กชายว่าง่าย ชูแขนทั้งสองข้างยอมให้บิดาอุ้ม กลายเป็นว่าตอนนี้อ้อมแขนแกร่งมีเด็กทั้งสองอยู่ น้ำหนักของทั้งคู่รวมกันเกินยี่สิบกิโลกรัมอย่างแน่นอนเพราะแค่ลูกสาวน่าจะใกล้แตะสิบห้าเต็มที แต่การได้ทำหน้าที่นี้ถือเป็นความเต็มใจอย่างยิ่ง

        ระหว่างที่กำลังอุ้มทั้งสองอยู่นั้น ด้วยความซุกซนของนาราที่ตื่นเต็มตา ก็เอื้อมมือเล็กไปหยิกแก้มของพี่ชายที่ยังงัวเงีย ส่งผลให้นทีร้องออกมาเบาๆ ตอบโต้ด้วยการหยิกแก้มยุ้ยของน้องสาวคืน ซึ่งดูเหมือนนาราจะไม่ยอม ก็ทำคืน กลายเป็นว่าสองพี่น้องผลัดกันหยิก จนแก้มนทีขึ้นสีแดง ส่วนแก้มของนาราขึ้นสีชมพูเท่านั้น คงเป็นเพราะเด็กชายไม่กล้าหยิกแรง แถมริมฝีปากเป็นกระจับของลูกสาวเริ่มร้องโวยวายจนบิดารีบห้ามทัพ

        “ฮันนี่ ไม่เอา ไม่แกล้งพี่สิ”

        “พี่ฮิวโก้หยิกฮันนี่เหมือนกัน” หนูน้อยพองลมเต็มแก้มอย่างไม่ยอมแพ้

        “ฮันนี่ทำพี่ก่อน” นทีบอกเสียงอ่อย

        “แต่ฮันนี่เป็นน้อง” นาราเบะปาก

        คราวนี้ผู้ชายสองคนต่างวัยมองหน้ากัน ไม่อยากให้นาราร้องไห้ แฮร์ริสก็เสนอทางเลือกให้

        “ไม่เถียง ไม่ทะเลาะกันนะครับ เอาแบบนี้ ถ้าพวกลูกอยากเล่น หยิกแก้มแด็ดดี้แทนก็ได้”

         เมื่อบิดาพูดแบบนั้น เด็กทั้งสองคนมองหน้ากันฉับพลันก็เกิดรอยยิ้มกว้าง มือน้อยเปลี่ยนเป้าหมายจับแก้มซ้ายขวาของบิดาแล้วออกแรงดึง จนใบหน้าหล่อเหลาคมคายกลายเป็นตลก อีกทั้งดวงตาคมเข้มเบิกกว้าง ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะมันเจ็บต่างหากล่ะ! เด็กที่ยังไม่รู้แรงของตัวเองดีนักก็เลยจัดการซะเต็มที่ ทำเอาคนเป็นพ่อน้ำตาเล็ด

        “หน้าแด็ดดี้ตลก” เด็กน้อยหัวเราะเบาๆ

        “เหมือนตัวการ์ตูนเลยฮะ” นทีก็เช่นกัน

        “เอ่อ... แด็ดดี้ว่า...” เขาทำท่าจะแย้งแต่ก็พูดได้ไม่ชัดนักเพราะตอนนี้สภาพหน้าดูไม่เหมาะแก่การพูดเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งนาราก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

        “แก้มแด็ดดี้แข็งจัง”

        “ฮันนี่ดูสิ พี่ดึงได้ยาวกว่าด้วย” นทีโอ้อวดและนั่นทำให้น้องสาวฮึดฮัด

        “ฮึ่ย! ฮันนี่ไม่ยอมแพ้หรอกน่า” ว่าแล้วเด็กน้อยก็ออกแรงมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ได้ใช้แค่มือเดียว มืออีกข้างที่มีกล่องนมเปล่า โยนทิ้งพื้นพรม เปลี่ยนมาใช้มือสองข้างดึงซะเลย

        “อะ... โอ๊ย ดะ... แด็ดดี้ว่าพอแล้วไหมครับ นะ... หน้าแด็ดดี้ชาแล้ว” ชายหนุ่มพูดตะกุกตะกักเจ็บน้ำตาแทบร่วง

        “โน/โน”

        เมื่อได้ยินเสียงเด็กสองคนตอบแบบพร้อมเพรียงเขาก็แทบหลั่งน้ำตา นี่เป็นอีกบทเรียนของการตามใจลูกสินะ

        “โธ่... ลูกกกกกกก...” ชายหนุ่มยอมทนเจ็บอีกเพียงครู่เดียวเท่านั้นก็คิดว่าไม่ได้การ นอกจากหน้าจะยาน คงได้ร้องไห้จริงๆ ระหว่างนั้นก็นึกเรื่องบางอย่างออกพอดี สิ่งที่อยากจะทำ คิดว่าทำวันนี้เลยแล้วกัน

        “จริงสิ แด็ดดี้ว่าเราเลิกเล่นแล้วมาช่วยกันเก็บของดีกว่าไหม”

        ทันทีที่ได้ยินแบบนั้นเด็กทั้งสองคนเลิกดึง มองหน้าบิดาอย่างสงสัย นาราเอียงศีรษะถาม “ไปไหนคะ”

        “ไปเที่ยวเหรอฮะ”

        “ไปบ้านแด็ดดี้ครับ มีใครอยากไปบ้างน้า”

        เด็กทั้งสองยิ้มกว้างรีบยกมือขึ้น “ฮันนี่/ฮิวโก้!”

        “ชู่ว์... เบาๆ หน่อยครับ หม่ามี้หลับอยู่นะ”

        นาราหันไปมองยกนิ้วชี้อวบๆ ขึ้นแตะปาก “จุ๊ๆ หม่ามี้หลับ”

        “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เรามาจัดกระเป๋ากันดีกว่า” ชายหนุ่มพูดเสร็จรีบวางเด็กทั้งสองลงเพราะกลัวว่าหากยังอุ้มต่อ ไม่โดนดึงแก้มอาจจะโดนดึงหู ไม่ก็โดนดึงผม พออุ้มนานๆ แขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามก็ล้าอยู่เหมือนกัน เขาคิดว่าแก้มของตัวเองคงแดงมาก แต่ไม่มีเวลาสนใจนัก ต้องอาศัยจังหวะที่นรียากำลังหลับลึกไม่อย่างนั้นไม่ได้ทำแน่

        ทั้งสามคนนั่งอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เปิดอยู่ แฮร์ริสเริ่มจัดเรียงเสื้อผ้าของลูกกับนรียาที่ขนออกมาจากตู้อย่างเป็นระเบียบ โดยมีนารานั่งทางขวา นทีนั่งทางซ้าย คอยถือเสื้อส่งให้ จะเรียกว่าช่วยก็ไม่เต็มปากนักเพราะเด็กๆ เอาแต่โยนเล่น โดยเฉพาะนาราที่หยิบเสื้อที่พับแล้วออกมาด้วยน่ะสิ กว่าจะทำความเข้าใจ บิดาก็ปาดเหงื่อ

        “บ้านแด็ดดี้มีของเล่นเยอะไหมคะ”

        “เยอะสิครับ มีตุ๊กตาเต็มไปหมดเลยนะ มีเจ้าหญิงหลายสิบตัว มีตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ด้วย” ชายหนุ่มได้ทีบอก อันที่จริงเขาสั่งให้เอเลียสเตรียมจัดห้องที่เพนต์เฮาส์ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่เจอนรียากับลูกแล้ว

        “ของผมล่ะฮะ มีหุ่นยนต์ไหม รถบังคับด้วย” นทีรีบถาม

        แฮร์ริสส่งยิ้มให้ลูกชาย “แน่นอนว่าต้องมีครับ มีครบชุดเลย”

        “ว้าว เราไปเลยได้ไหมคะ”

        “ผมก็อยากไปแล้วฮะ”

        เห็นรอยยิ้มกับความกระตือรือร้นไร้เดียงสาของเด็กทั้งสองทำให้ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ลูบศีรษะคนละทีด้วยความรัก นทีเองก็ยอมให้เขาสัมผัสและกล้าเข้าหา พูดคุยมากขึ้น แต่ติดอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องหวงมารดา

        “ถ้าอยากไปก็ต้องช่วยแด็ดดี้เก็บของนะครับ”

        “ตกลงค่ะ/ตกลงฮะ”

        เสียงของเด็กปลุกให้นรียาตื่นจากนิทราอันแสนหวาน เธอขยับกายเล็กน้อย รู้สึกปวดกระบอกตาเป็นเพราะร้องไห้มากเกินไป หลังจากทบทวนเรื่องทุกอย่างก็นึกขึ้นได้ว่าแฮร์ริสค้างที่นี่ ฉับพลันก็รีบลืมตาและลุกขึ้นนั่ง มองซ้ายมองขวาไม่เห็นทั้งพ่อและลูก เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็พบว่าทั้งสามกำลังนั่งอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า คิ้วเรียวสวยขมวดด้วยความสงสัย ระหว่างนั้นก็ได้ยินบทสนทนา

        “โอ๊ะ... หน่มน๊มของหม่ามี้”  

        ชายหนุ่มหันไปมองก็เจอสิ่งที่ลูกสาวเรียก อันที่จริงมันคือบราเซียร์ลูกไม้สีดำสนิทของภรรยาสุดที่รัก เพียงแค่เห็นก็กลืนน้ำลาย ยื่นมือไปรับก่อนจะยกขึ้นดู พลางคิดว่าเมื่อก่อนเธอไม่ได้ใส่ไซซ์นี้นี่นา

        “เธอเปลี่ยนไซซ์ตั้งแต่เมื่อไรนะ ดูเหมือนจะใหญ่กว่าเดิม” ชายหนุ่มทำท่าครุ่นคิดวิเคราะห์

        เด็กสองคนเอียงศีรษะมองบราเซียร์ตาแป๋วก่อนที่นทีจะร้องทัก “แด็ดดี้กำลังดูหน่มน๊มของหม่ามี้!”

        เขาหันไปมองเด็กสองคนก่อนจะยิ้ม “พวกลูกก็กำลังดูเหมือนกันนะ”

        “อันนี้ของผมฮะ” นทีเอื้อมมือมาดึงสายจะแย่งแต่คนเป็นบิดายังไม่ยอมปล่อย

        “ของฮันนี่เหมือนกัน” นาราแย่งสายอีกข้างไป

        “หม่ามี้ของพวกลูก ก็เป็นของแด็ดดี้ และอันนี้ก็ของแด็ดดี้ด้วย” เขาพูดด้วยความเอาแต่ใจไม่ต่างจากเด็กทั้งสองคน กลายร่างเป็นเด็กยักษ์ไปแล้ว

        “แต่ผมจะเอา” นทีออกแรงดึง

        “ฮันนี่ก็จะเอา” นาราไม่ยอม

        “แต่ของแด็ดดี้เหมือนกัน”

        นรียาหน้าแดงมองลูกแฝดสองคนกับเด็กยักษ์เถียงกัน ยื้อยุดฉุดแย่งบราเซียร์ หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นลุกขึ้นเดินไปคว้าไว้ บราเซียร์เจ้าปัญหาก็ตกอยู่ในมือของเธอทันที จึงทำให้ทั้งสามคนหันมาอย่างรวดเร็ว นรียาถามเสียงเย็น

        “ไม่มีอะไรทำกันแล้วหรือไง!”

        “หม่ามี้ตื่นแล้ว” นารารีบลุกขึ้นกอดขามารดา

        “หม่ามี้ฮะ ผมอยากหม่ำแล้ว” นทีกอดขาอีกข้างร้องบอก

        หญิงสาวไม่ได้ตอบลูกทั้งสองเพียงแต่หรี่ตามองสามีหนุ่มถามเสียงเข้ม “ใครเอาบราของฉันมาเล่น”

        ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเมื่อเห็นความโมโห “เอ่อ... คือว่า...”

        “แด็ดดี้ค่ะ/แด็ดดี้ฮะ”

        เด็กทั้งสองพร้อมใจกันชี้มาที่บิดาทำเอาแฮร์ริสถึงกับเหงื่อตก งุนงง ชี้นิ้วที่ตัวเอง “หา... แด็ดดี้เนี่ยนะ”

        นรียากัดริมฝีปากแน่นหยิกที่ต้นแขนแกร่งกระซิบถามเสียงเย็น “อยากโดนดีใช่ไหม”

        “เอ่อ... ผมเปล่านะ คือ ว่า... เอ่อ... ลูก...” ชายหนุ่มเห็นลูกแฝดมองหน้ากันก่อนจะยิ้มกว้างหัวเราะคิกคัก พลางคิดว่าโดนลูกแกล้งซะแล้ว สองแฝดนี่แสบจริงๆ เขาเลยกลายเป็นคนโรคจิตในสายตาเมียไปเลย

        เวลานั้นนรียาเห็นกระเป๋าเดินทางอดถามไม่ได้ “คุณมายุ่งกับเสื้อผ้าของฉันกับลูกทำไม เก็บกระเป๋าจะไปไหน”

        “ไปบ้านแด็ดดี้ฮะ” นทีเป็นคนตอบคำถามนี้

        “แด็ดดี้บอกว่า ที่บ้านมีของเล่นเยอะแยะ ฮันนี่อยากไปเร็วๆ หม่ามี้ขา เราไปเลยได้ไหม” นาราบอกต่อ

        นรียาพ่นลมหายใจ กลอกตา กระซิบถามชายหนุ่มเสียงเข้ม “ไหนเราคุยกันแล้วไง ฉันขอเวลา และ...”

        “ผมรู้ที่รัก มีหลายเรื่องที่คุณไม่พร้อม แต่เราสามารถใช้เวลาด้วยกันที่นั่น”

        “แต่ใครจะไปกับคุณ ฉันไม่...”

        “ฮันนี่ค่ะ”

        “ผมด้วยฮะ”

        นรียายังพูดไม่ทันจบ สองแสบก็แย่งกันตอบซะแล้ว ทำเอาคนเป็นพ่อหน้าบาน หญิงสาวปวดหัวขึ้นมาทันทีกับการจู่โจมกะทันหันไม่ทันตั้งตัว

         “ถ้าคุณยังไม่อาบน้ำล่ะก็ ผมพาลูกไปก่อนนะ เด็กๆ อยากไปแล้วใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มถามแนวร่วม

        “ใช่ค่ะ/ใช่ฮะ”

        “เยี่ยมมาก ไปอาบน้ำกันดีกว่าเนอะ”

        “เดี๋ยวก่อนสิคุณ... ฉัน...”

        นรียากำลังจะทักท้วงแต่แฮร์ริสอุ้มลูกหนีซะแล้ว แบบนี้คงทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจอย่างเดียว แม้จะอยากลงไปทำอาหารมากแค่ไหนแต่กลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิม ท้ายที่สุดต้องตามเข้าไปช่วยอาบ สั่งให้เขาเตรียมเสื้อผ้าแทน สิบห้านาทีลูกน้อยทั้งสองก็เรียบร้อย นาราสวมเสื้อยืดแขนยาวกับเอี๊ยมกระโปรงน่ารัก ผมสีน้ำตาลประบ่าถูกมัดแกละสองข้างติดโบสีชมพู ส่วนนทีสวมเสื้อยืดแขนยาวเช่นเดียวกันกับเอี๊ยมกางเกง ช่างเป็นฝาแฝดที่น่ารักเหลือเกิน

        จัดการลูกเสร็จก็รีบลงไปทำอาหารเช้าง่ายๆ ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย จากนั้นนั่งกินเพียงไม่กี่คำก็ลุกขึ้นเพื่อจะไปอาบน้ำแต่ไม่ลืมกำชับร่างสูง

        “ห้ามวุ่นวายกับลูก ปล่อยพวกแกกินเอง อย่าป้อน ที่สำคัญ อย่าตามใจ เข้าใจไหม”

        “รับทราบครับมาดาม”

        ชายหนุ่มยิ้มกว้างแม้จะได้รับสีหน้าหงุดหงิดกลับมาก็ตาม พอคล้อยหลังครู่เดียว ก็หันกลับมามองลูกทั้งสองที่กินหกเลอะเทอะดังเดิม ด้วยความรักกลัวว่าจะกินไม่อิ่ม จึงหยิบส้อมในจานของตัวเอง มองซ้ายมองขวาเช็กให้แน่ใจ

        “ใครอยากให้แด็ดดี้ป้อนบ้างครับ”

        “ฮันนี่ค่ะ” เด็กน้อยยกมือ

        “ฮิวโก้ล่ะ” ชายหนุ่มถามกลับ

        “ผมจะหม่ำเองฮะ เดี๋ยวหม่ามี้ดุ”

        “หม่ามี้ไม่ดุหรอก เป็นความลับของเราดีไหม” แฮร์ริสยิ้มกว้างหลอกล่อ

        เด็กสองคนมองหน้ากันก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นที่ริมฝีปากแล้วทำเสียงชู่เบาๆ จนชายหนุ่มยิ้มชอบใจและป้อนเด็กทั้งสองคนโดยนรียาไม่รู้เลยว่าการปล่อยลูกไว้กับพ่อนั้น ถูกพ่อสปอยไม่รู้ตั้งเท่าไรแล้ว!

        และแล้วยามเช้าก็ผ่านไปอย่างเรียบง่าย เก้าโมงตรงทั้งหมดจึงเดินออกมาด้านนอก นรียาไม่ลืมโทรศัพท์บอกเพื่อนสาวซึ่งมินตราอวยพรด้วยความยินดี บอดี้การ์ดชุดใหม่รีบเข้าไปยกกระเป๋าเดินทางจัดใส่รถ คาดิลแลคสามคันรอพร้อมอยู่แล้ว เอเลียสเปิดประตูด้านหลังให้ ด้านในมีคาร์ซีทสำหรับเด็ก นักธุรกิจหนุ่มอุ้มนาราวางลงรัดเข็มขัดให้เรียบร้อย ตามด้วยนทีที่รับมาจากอ้อมแขนของนรียา ก่อนจะเปิดทางให้หญิงสาวขึ้นไปนั่งด้านหน้า เขาจะตามไปแต่คนสนิทรั้งไว้

        “เอ่อ... เจ้านายครับ เรื่องงาน”

        แฮร์ริสกลอกตาเล็กน้อยปิดประตูหันไปถามกลับ “ว่ายังไง”

        “สายของเรารายงานมาว่าบริษัทจีเอชเอคอมพานี ขายสินค้าตัดราคาเรา”

        นัยน์ตาคมกริบหรี่เล็กน้อย “จีเอชเอคอมพานี? ของอลาโน เกรย์แฮมเหรอ”

        “ใช่ครับ และลูกค้าเราก็สนใจซะด้วย เพราะราคาที่ถูกกว่า” เอเลียสอธิบายต่อ

        ชายหนุ่มนึกถึงบริษัทคู่แข่งซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่กำลังมาแรงทีเดียว ไม่รู้ไปเอาเงินจากไหนลงทุนและพยายามทำสินค้าเลียนแบบออกมาเรื่อยๆ จึงทำให้แบล็กฟอร์ดคอมพานีมีมาตรการรักษาความลับขั้นสูง อีกอย่างนักธุรกิจรายนี้ ดูจะไม่ชอบแบล็กฟอร์ด แต่ก็พอเข้าใจได้ ไม่มีใครชอบบริษัทของเขาหรอก ที่ยึดครองตลาดในประเทศและต่างประเทศไปกว่าครึ่ง ทำให้พวกนี้หากินลำบาก ได้แต่หากินกับลูกค้ารายเล็กหรือร้านค้าที่ขายอาวุธเท่านั้น

        “ทางนั้นว่ายังไงบ้าง”

        “ตอนนี้ยังไม่มีการพูดคุยอย่างเป็นทางการ แต่ได้ข่าวมาว่า อลาโนพยายามน่าดูเพื่อจะได้ทำสัญญาซื้อขายนี้”

        “ถ้ามันทำสำเร็จ ก็เท่ากับว่าเป็นใบเบิกทาง แต่อย่าลืมว่า เรามีสัญญากับพวกนั้นอยู่ อาวุธบางอย่างมันไม่มีเงินมากพอจะผลิตหรอก ลูกค้าไม่คิดจะตรวจสอบเลยหรือไง” ชายหนุ่มถามอย่างไม่เข้าใจ

        “ถ้าคุณภาพต่ำลงมาหน่อยแต่ราคาถูกกว่า มันก็น่าดึงดูดใจ ที่สำคัญผมว่าคนที่อลาโนติดต่อด้วยย่อมต้องได้ผลประโยชน์ เท่าที่ดูท่าที เขาก็อยากจะให้แบล็กฟอร์ดของเราลดราคาให้เช่นกัน เพราะถ้าเราไม่ทำ เราอาจจะเสียรายการสั่งซื้อนี้ไป” เอเลียสรายงานต่อตามที่รู้มา

        “อำนาจการต่อรองอยู่ที่ฉัน ไม่ใช่คนพวกนั้น เราจะไม่ลดราคาอะไรทั้งนั้น ถ้าไม่อยากได้ ไม่เป็นไร แต่เตรียมคำตอบเอาไว้ให้ดีแล้วกัน ถ้าฉันจะขายมันให้กับลูกค้ารายอื่นพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่า!” ชายหนุ่มบอกเสียงเข้ม แฮร์ริสอาจจะดูไก่อ่อนในสายตาคนอื่น แต่เรื่องธุรกิจ เขาก็ไม่ได้โง่มากพอที่จะทำให้บริษัทเสียลูกค้าหรือยอมอ่อนข้อเพื่อให้คนอื่นมาเอาเปรียบ มันอยู่ในสายเลือดซะแล้ว  

        “ได้ครับ... แต่ผมว่าเราประมาทอลาโนไม่ได้เหมือนกัน ดูเหมือนว่ากำลังวิ่งเข้าหาลูกค้าเราหลายราย ด้วยกลยุทธ์เดียวกันคือการเสนอราคาที่ต่ำกว่า”

         “คนที่ทำการค้ากับเราไม่ใช่พวกโง่... แต่ถ้าอยากได้ของคุณภาพต่ำก็ตามใจ แต่ฉันมั่นใจว่ามันไม่มีทางเทียบแบล็กฟอร์ดได้หรอก... แต่ถ้านายกังวลมาก ฉันก็อยากให้สืบดูหน่อยว่ามันเอาเงินที่ไหนมาพัฒนาอาวุธ ในเมื่อไม่กี่ปีก่อนมันยังเป็นบริษัทที่ไม่มีตัวตน ไม่มีชื่อเสียงอยู่เลย” ชายหนุ่มบอกเสียงเข้ม ถึงจะไม่ได้มีเวลาสนใจคู่แข่งทุกคนแต่ตอนเกิดเรื่องของเขากับเฮกเตอร์ คู่แข่งที่คาดว่าจะลงมือได้ด้วยความแค้น ก็รวมบริษัทอลาโนเข้าไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็ไม่มีพิรุธหรือกำลังมากพอจะลงมือทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้

        “ครับ”

        แฮร์ริสพยักหน้ารับกำลังจะขึ้นรถ เวลานั้นโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูดังขึ้นเสียก่อน น้อยนักที่จะมีคนรู้เบอร์ส่วนตัว เมื่อหยิบขึ้นมาดูพอเห็นว่าใคร คิ้วหนาขมวดเล็กน้อยแต่ยอมกดรับสาย พร้อมกับส่งยิ้มให้กับลูกๆ ที่นั่งรอข้างใน

        “ว่าไงราเชล”

        “ขอโทษที่โทร. มารบกวนช่วงเวลาดีๆ ของคุณ แต่ฉันตื่นเต้นเกินกว่าจะเก็บไว้ ได้ข่าวว่าคุณเจอตัวภรรยาและลูกของคุณแล้วใช่ไหมคะ” น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจส่งมาอย่างไม่ปิดบัง

        “ผมควรถามไหมว่าคุณรู้ได้ยังไง”

        ปลายสายหัวเราะ “ที่จริงฉันเห็นบอดี้การ์ดหิ้วปีกคาร์เตอร์กลับมาก็พอจะเดาได้แล้วล่ะค่ะ... คุณจะพาพวกเขามาที่บ้านได้ไหม ฉันอยากเจอ”

        ชายหนุ่มนิ่งคิดเล็กน้อย “ยังไม่ใช่วันนี้ แต่ผมจะพาไปพบคุณแน่นอน”

        “โอเคค่ะ ฉันจะนับวันรอ... อดใจแทบไม่ไหวที่จะได้เจอผู้หญิงคนสำคัญและหลานที่น่ารัก”

        แฮร์ริสวางสายอย่างไม่สนใจโดยไม่รู้เลยว่าปลายสายกลับไม่ได้แสดงออกอย่างเดียวกัน สีหน้าของราเชลเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและแววตาที่เป็นประกาย

        ทันทีที่เสร็จธุระทั้งหมด รถหรูสามคันเคลื่อนตัวออกจากบ้านหลังเล็ก ร่างสูงหันไปมองลูกทั้งสองคนที่กำลังนั่งกินขนมกันอย่างอร่อย ในมือของนารามีตุ๊กตาสุนัขสีขาวที่ตอนนี้มันกลายเป็นสีเทา แฮร์ริสสังเกตว่าลูกสาวจะกอดนอนเสมอ ส่วนนทีมีหุ่นยนต์ถือเอาไว้

        “มีอะไรหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามในที่สุด เมื่อแอบสังเกตตอนที่เขากับคนสนิทคุยกัน ท่าทางเครียดไม่น้อย

        “ห่วงผมใช่ไหมล่ะ” เขาขยิบตา

        นรียากลอกตา “ถือว่าฉันไม่ได้ถามก็แล้วกัน”

        แฮร์ริสอมยิ้มเอื้อมไปจับมือหญิงสาวกุมไว้สบตาหวานซึ้ง “ไม่มีอะไรหรอกครับ อย่าห่วงเลย”

        “ฉันเปล่าสักหน่อย คุณ...”

        “แด็ดดี้ห้ามจับมือหม่ามี้ อย่าจับๆ นทีไม่ร้องเปล่าแต่เริ่มดีดดิ้นบนที่นั่งของตัวเองทำเอาชายหนุ่มรีบปล่อย

        “โธ่... ฮิวโก้ครับ หม่ามี้ก็เป็นของแด็ดดี้เหมือนกันนะ”

        “ไม่ใช่ฮะ เป็นของผม” เด็กน้อยตอบกลับอย่างไร้เดียงสาด้วยความหวงมารดา

        “ของฮันนี่ด้วย”

        นักธุรกิจหนุ่มได้แต่ทำหน้าจ๋อย พอสบตาภรรยาก็พบว่าเธอหัวเราะ ท่าทางมีความสุขมากเชียวล่ะ ทำเขาพลอยยิ้มไปด้วย แต่ไม่ว่ายังไงก็จะต้องเอาชนะใจลูกชายเรื่องนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะมีน้องให้ลูกได้ยังไงกันล่ะ

        ผ่านไปเพียงยี่สิบนาที นับเป็นโชคดีที่การจราจรไม่ติดขัด คาดิลแลคสามคันเลี้ยวเข้ามายังลานจอดรถของตึกสูงระฟ้าใจกลางแมนฮัตตัน เพนต์เฮาส์ที่ดีที่สุด ราคาแพงที่สุด และระบบรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยม ชายหนุ่มเป็นเจ้าของสี่ชั้นบนสุด มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงอุปกรณ์ให้ความบันเทิง เมื่อรถเคลื่อนตัวขึ้นมายังด้านบนผ่านลิฟต์ขนาดใหญ่ บอดี้การ์ดสองคันแรกลงมาคุ้มกันพร้อมกับตรวจตราความเรียบร้อย แฮร์ริสเปิดประตูลงมา ส่วนเอเลียสเปิดให้นรียา ทั้งคู่อุ้มสองแฝดที่ดูจะตื่นสถานที่ใหม่ไม่น้อย ทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังลิฟต์ที่ถูกเปิดโดยชายชุดดำสองคน เมื่อเข้าไปด้านใน นรียาสังเกตว่ามันมีเพียงสองชั้นเท่านั้น เอเลียสกดรหัสผ่าน ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้น เพียงไม่กี่นาที เมื่อประตูเปิดออกสิ่งแรกที่พบคือทางเดินอันว่างเปล่าที่ถูกปูด้วยกระเบื้องหินอ่อนชนิดพิเศษกับแชนเดอเลียร์คริสตัลอันใหญ่แสงสีส้มนวลกระทบกับพื้นอย่างงดงาม

        “โอ้โห มัมขา ไฟฉวยๆ นาราชี้นิ้วให้ดู

        แฮร์ริสอมยิ้มกับความไร้เดียงสา พาทั้งคู่เดินตรงไปตามทางไม่กี่เมตรก็มาถึงประตูกระจกขนาดใหญ่ มีบอดี้การ์ดสี่คนเฝ้าอยู่ สองคนด้านนอกและสองคนด้านใน ซึ่งประตูถูกเปิดรอเอาไว้อยู่แล้ว แฮร์ริสพาทั้งหมดผ่านเข้าไปซึ่งตอนนั้นเองนทีที่อยู่ในอ้อมแขนของมารดาก็มองไปรอบๆ ด้วยอาการตื่นตัว

        “หม่ามี้ คนเยอะจังฮะ” นทีถามเบาๆ แต่ก็ดังมากพอให้บิดาได้ยิน

        “เดี๋ยวขึ้นไปด้านบนก็มีแค่เราครับ” ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้ม

        คุณแม่ลูกสองอดถามไม่ได้ “ทำไมบ้านคุณซับซ้อนจัง เป็นเขาวงกตเหรอ”

        “ป้องกันคุณหนีไง” เขาขยิบตา

        เธอกลอกตามองค้อน เมื่อผ่านประตูกระจกเข้ามาเพียงเล็กน้อยก็ถึงลิฟต์ตัวใหญ่ เอเลียสกดรออยู่แล้ว เมื่อเข้าไปด้านใน หญิงสาวสังเกตเห็นว่าชายคนเดิมใส่รหัสผ่านอีกแล้วซึ่งรวดเร็วมากจนมองไม่ทัน ไม่กี่นาทีต่อมาประตูลิฟต์ก็เปิดออกอีกหน ภาพเบื้องหน้ากลับไม่ใช่ทางเดินว่างเปล่าและมันสร้างความตื่นตะลึงให้แก่นรียาไม่น้อย

        ผนังทั้งด้านถูกแทนที่ด้วยหน้าต่างบานใหญ่มองเห็นแม่น้ำฮัดสันกับทัศนียภาพอันงดงามของเมืองนิวยอร์ก เด็กๆเริ่มดีดดิ้นลงจากอ้อมแขนของบิดามารดาเพื่อวิ่งไปหาลูกโป่งหลากสีสันจำนวนมากถูกผูกเอาไว้ต้อนรับเต็มห้องรับแขก

 

        “โอ้โห โป่งเพียบเลย บ้านแด็ดดี้ฉวย ฮันนี่ชอบ” นารากรีดร้องดีใจพยายามกระโดดจับลูกโป่ง

        “ฮันนี่ดูนั่น นกๆ”

        นทีชี้ให้น้องสาวดูนกกำลังบินนอกหน้าต่าง เพราะอยู่สูงจึงเห็นได้ชัดเจน ทั้งสองปีนโซฟาตัวยาวด้วยความชำนาญจนผู้ใหญ่สองคนตกใจรีบวิ่งมาพร้อมร้องห้ามด้วยความกลัว  

        “ฮันนี่ ฮิวโก้ ระวังนะลูก รอแด็ดดี้ก่อน”

        “เด็กๆ อยู่เฉยๆ อย่ากระโดดนะ”

        ดูเหมือนเสียงที่ดังจะไปไม่ถึงสองแฝด เพราะกำลังกระโดดโลดเต้นสนุกสนาน เพียงครู่เดียวก็เสียหลักเกือบจะตกลงมาดีที่แฮร์ริสคว้าตัวของทั้งคู่ได้ทัน หันไปมองหน้าภรรยาที่ได้แต่ส่ายหน้ากับความซนและความเร็ว บ้านกว้างขนาดนี้ไม่ต่างอะไรจากสนามเด็กเล่น เพียงครู่เดียวนารากับนทีก็ขยับออกจากอ้อมแขนของบิดาแล้วกระโดดกันต่อ สายตาก็ดูกลุ่มนกด้านนอกและยังมองเห็นเรือที่กำลังล่องในแม่น้ำฮัดสัน

        “ฮันนี่ เรือ... เห็นเรือไหม ตรงนั้น ลำใหญ่ๆ” นทีร้องด้วยความตื่นเต้น

        “ฮันนี่อยากนั่งเรือ เราไปได้ไหมคะ” เด็กน้อยหันมาถามบิดา

        “เอาไว้วันหลังแต่ตอนนี้ลูกเลิกกระโดดก่อนค่ะ ถ้าอยากดู ลงมานั่งดีๆ” นรียาตอบแทน

        เด็กทั้งสองยอมลงแต่พอถึงพื้นนาราเซไปชนกับโต๊ะเล็กที่วางแจกันขนาดใหญ่ลวดลายงดงามเกือบจะตกโชคดีนรียาคว้าไว้ได้ทันพร้อมกับถอนหายใจพรู  

        “ระวังหน่อยสิคะ หนูกำลังจะทำให้แจกันแตกนะ”

        “ไม่เป็นไรหรอกคุณ แตกก็ซื้อใหม่ ซื้ออีกร้อยใบก็ได้” ชายหนุ่มยิ้มกว้าง

        “เอ๊ะ... คุณนี่” หญิงสาวรีบเอ็ด

        “ฮันนี่ทำได้เหรอคะ” เด็กน้อยถามอย่างไร้เดียงสา

        “เจ้าหญิงน้อยของแด็ดดี้ทำได้ทุกอย่างที่ต้องการค่ะ”

        "ฉันว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันยาว โดยเฉพาะทฤษฏีการเลี้ยงลูกแสนประหลาดของคุณ!"

        “นัทครับ ผมว่า...”

        “งั้นกินเค้กช็อกแอดได้ไหมคะ” นาราถามแทรก

        นักธุรกิจหนุ่มได้ยินก็หัวเราะ “ได้สิครับ กินเยอะๆเลยก็ได้”

        “เย้ๆ ฮันนี่เอาสองชิ้น แด็ดดี้ห้ามลืม” เด็กน้อยบอกอย่างดีใจ รีบวิ่งไปสมทบกับพี่ชายที่ยืนติดกับหน้าต่างบานใหญ่เพื่อมองทัศนียภาพข้างนอก

        “แฮร์ริส คุณกำลังจะตามใจลูกจนเสียเด็กรู้ไหม”

        เขายักไหล่ขยิบตา “เอาน่า ลูกยังเล็ก ค่อยๆ สอนก็ได้”

        ระหว่างที่พ่อแม่กำลังถกเถียง นาราก็ขยับถอยห่างจากหน้าต่าง ใบหน้าน่ารักไร้รอยยิ้มคล้ายกับกำลังจะร้องไห้รอมร่อ พร้อมกับหันไปหาบิดาที่อยู่ไม่ไกล ยกแขนสองข้างขึ้น

        “แด็ดดี้อุ้ม กลัวๆ ฮันนี่กลัว มันฉูง”

        แฮร์ริสเข้าใจได้ทันที รีบทำตามคำสั่ง “ไม่ต้องกลัวนะครับ ฮันนี่ไม่ตกลงไปหรอกลูก”

        นอกจากจะไม่ต้องกลัวตก กระจกเหล่านี้เป็นชนิดพิเศษ กันแรงกระแทก กันกระสุน รับรองว่าปลอดภัย ยกเว้นเจออาวุธหนักหรือเครื่องบินชนนั่นก็ว่าไปอย่าง

        “พี่ไม่เห็นกลัว ฮันนี่ขี้แย” นทีว่าน้องสาว

        เด็กน้อยเบะปาก “ฮันนี่ไม่รักพี่ฮิวโก้ ว่าฮันนี่ โป้ง!”

        นรียาส่ายหน้าให้กับความขี้งอนของลูกสาว เอะอะโป้งพี่ชายตลอดแต่รู้ดีว่าจะเกิดขึ้นเพียงครู่เดียวเท่านั้นล่ะ ส่วนแฮร์ริสสังเกตได้ว่านทีชอบแกล้งนาราก็จริงแต่พอเห็นน้ำตาจะยอมตลอด

        “ไม่เอาครับ ไม่ทะเลาะกันนะ ไปดูห้องนอนกันดีกว่า พวกลูกต้องชอบมากแน่”

        “ไปค่ะ/ไปฮะ!”

        อย่างน้อยเรื่องห้องนอนก็ทำให้นารากลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง แฮร์ริสอุ้มลูกสาว จูงมือลูกชาย โดยมีนรียาเดินตามหลัง พลางครุ่นคิดว่าสิ่งที่จะเจอข้างหน้าคงต้องเซอร์ไพรส์เธออีกแน่นอน

        นักธุรกิจหนุ่มเดินขึ้นบันไดสู่ชั้นลอย ตรงไปทางปีกขวา โดยมีนรียามองความหรูหราด้วยความตื่นตะลึง ใครจะไปคิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เข้ามาเหยียบบ้านที่ไม่อาจประเมินมูลค่าได้ พอมาถึงสุดทางเดินก็พบประตูสองบาน คือขวามือกับเบื้องหน้า แฮร์ริสเลือกที่จะเปิดทางขวาก่อน ทันทีที่เปิดออกจึงพบห้องนอนขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยโทนสีขาว วอลเปเปอร์เป็นลายการ์ตูนน่ารัก ตรงกลางห้องมีเตียงเด็กสองเตียงถูกสั่งทำเป็นพิเศษ วัสดุจากไม้ขึ้นเป็นโครงคล้ายกับบ้านหลังเล็ก พื้นที่เตี้ยกับราวกั้นครึ่งหนึ่งของเตียงเพื่อความปลอดภัยของเด็กไม่ต้องกลัวตก นอกจากนั้นหัวเตียงยังมีป้ายชื่อห้อยบ่งบอกถึงเจ้าของ ซ้ายมือ “HUGO” ขวามือ “HONEY” เตียงนาราจะพิเศษกว่าตรงที่มีกระโจมคลุมเหมือนเตียงเจ้าหญิง

        การตกแต่งยังแยกความชอบของลูกทั้งสองชัดเจน ซ้ายมือโทนสีน้ำตาลไม่ว่าจะเป็นโซฟา ชั้นวางนิทาน กล่องของเล่นเต็มไปด้วยหุ่นยนต์ รถบังคับถูกจัดวางอย่างดี กล่องเลโก้ แบร์บิคยอดฮิต ส่วนขวามือของเด็กผู้หญิงเน้นสีชมพูขาวเป็นหลัก มีโมบายเจ้าหญิง กระโจมคล้ายชนเผ่าอินเดียนแดงสามารถเข้าไปนอนหรือนั่งเล่นได้ มีมุมเขียนหนังสือ มุมนิทาน ชั้นของเล่นที่มีตุ๊กตาบาร์บี้นับสิบตัว ตุ๊กตาตัวเล็กตัวน้อย ตุ๊กตาเจ้าหญิงและตุ๊กตาหมีขนาดใหญ่เท่าคนจริงวางไว้ตรงมุมห้อง ถือว่าเป็นห้องในฝันของเด็กผู้หญิงหลายคนเลยก็ว่าได้ รวมถึงนาราที่พยายามดิ้นลงจากอ้อมแขนบิดา

        “ตุ๊กตา หม่ามี้ ตุ๊กตาเต็มเลย” เด็กน้อยรีบวิ่งไปหาตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ก่อนจะโถมตัวกอดเต็มแรง

        “รถบังคับด้วยฮะ... เลโก้เพียบเลย” นทีรีบวิ่งตรงไปเช่นกัน

        ภาพของเด็กสองคนที่สนุกสนานเรียกสติของหญิงสาวให้หันกลับมามองสามีที่กำลังยิ้มกว้างด้วยความภูมิใจ

        “ไม่มากไปเหรอคะ ลูกเพิ่งสามขวบกว่าเท่านั้นเอง บางอย่างเกินอายุด้วยซ้ำ” นรียาได้ทีถามออกมาเป็นชุดถึงความเว่อร์วังอลังการของสามี

        “นัทครับ แค่นี้น้อยไปด้วยซ้ำ ผมตั้งใจทำเพื่อลูก อย่าลืมสิ ผมไม่ได้อยู่กับพวกแกเลย ขอให้ผมได้ชดเชยบ้าง อีกอย่างของเล่นพวกนี้ ลูกเราก็ต้องโตขึ้นสักวันถูกไหม ซื้อไว้ก่อนก็ไม่เห็นเป็นอะไร” ชายหนุ่มบอกเหตุผลพร้อมรอยยิ้ม

        ร่างบางกลอกตา “ฉันไม่เชื่อคุณหรอก... รู้นะว่ารวย แต่มีขอบเขตบ้าง”

        “ผมมีขอบเขตเสมอ ยกเว้นเรื่องคุณและลูก” แฮร์ริสขยิบตาอย่างเจ้าเล่ห์

        หญิงสาวถอนหายใจ มองไปยังเด็กๆ ที่มีรอยยิ้มก็คิดได้อีกเรื่องหนึ่ง “ลูกยังเล็กเกินกว่าจะนอนคนเดียวได้ พวกแกนอนกับฉันมาตลอด คงไม่ดีถ้าจะแยกห้องตอนนี้ และ...”

        “ผมเข้าใจทูนหัว แค่ทำเตรียมเอาไว้เท่านั้น แม้ตอนนี้ลูกจะแยกห้องนอนได้แล้วแต่ผมรู้ว่าคุณกับลูกนอนด้วยกันตลอด ลูกจะนอนกับเรา... มานี่สิครับ” ร่างสูงสบโอกาสที่เด็กๆ กำลังเล่นสนุกกันอยู่ จับมือบางพาเดินไปยังประตูทางซ้ายมือที่มีอยู่ในห้อง ทันทีที่เปิดออกดวงตากลมโตเบิกกว้างอีกครั้ง ความกว้างมากกว่าห้องเด็กเสียอีก ตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาล ตรงกลางแทนที่จะเป็นเตียงคิงไซซ์กลับเป็นฟูกถูกปูเต็มบริเวณติดกับหน้าต่างอีกด้านหนึ่ง ซึ่งสามารถนอนกันได้มากกว่าหกคนด้วยซ้ำ

        เมื่อชายหนุ่มปล่อยมือ นรียาจึงเดินสำรวจ ห้องนี้ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายเหมาะสำหรับการมีเด็ก ตรงประตูขวามือหญิงสาวสงสัยว่าห้องอะไร เลยเดินไปเปิดดู ทีแรกคิดว่าห้องน้ำแต่กลายเป็นห้องแต่งตัวขนาดใหญ่ถูกแบ่งเป็นสองฝั่งซ้ายกับขวา ตรงกลางมีตู้กระจกไว้เก็บเครื่องประดับอย่างนาฬิกา เนกไท คัฟลิงก์ ตู้เสื้อผ้าแบบบิวท์อินเรียงกันตลอดแนว มุมห้องเป็นกระจกบานใหญ่สำหรับแต่งตัว นรียากลืนน้ำลายกับความร่ำรวยของสามี เสื้อผ้าในนี้หากนับรวมแล้วคงมีมากกว่าร้อยชุด ระหว่างมองเพลินๆก็ถูกสวมกอดจากทางด้านหลัง

        “คุณชอบบ้านของเราไหมครับ”

        “ปล่อยก่อนสิคะ เดี๋ยวลูกมาเห็นนะ” หญิงสาวไม่ตอบแต่พยายามแกะมือที่รัดรอบเอวออก

        “ลูกเห็นแล้วไงล่ะ หม่ามี้กับแด็ดดี้กำลังสวีตกัน” ชายหนุ่มฉวยโอกาสจูบแก้มใส

        “คุณนี่นะ...”

        “นัทครับ ผมรู้ว่าคุณต้องการเวลา แต่ขอโอกาสให้ผมอีกสักครั้งนะ”

        นรียาได้ยินประโยคนั้นแอบอมยิ้มแกล้งตอบเสียงเข้ม “มัดมือชกพามาอยู่บ้านขนาดนี้ ยังขอโอกาสอะไรอีกล่ะ”

        นักธุรกิจหนุ่มหัวเราะ “เพราะผมรู้ว่าคุณจะไม่ปฏิเสธ”

        “ไม่มั่นใจตัวเองไปหน่อยเหรอ”

        ร่างสูงพลิกตัวร่างบางให้หันมาสบตากันแต่ยังโอบกอดเอาไว้ สบกับนัยน์ตาสีดำขลับอย่างหวานซึ้ง

“เพราะผมรู้ว่าคุณรักผม”  

        คุณแม่ลูกสองหลบสายตาเมื่อถูกจับได้ “พะ... พูดอะไรของคุณ”

        “พูดความจริงยังไงล่ะครับ รู้ไหมคุณน่ารักเสมอเวลาที่เขินอาย ผมรู้ว่าตอนนี้เป็นเรื่องยากสำหรับคุณ จนกว่าจะตัดสินใจว่าจะกลับเมืองไทยหรือไม่ อยู่ที่นี่ไปก่อนนะครับ ผมไม่อยากแยกจากคุณและลูก”

        เธอช้อนสายตามองถอนหายใจ เขาโยนการตัดสินใจเรื่องสำคัญให้เธอแล้วสินะ  

        “คุณไม่จำเป็นต้องทำเพื่อฉันขนาดนี้ แฮร์ริส”

        “ผมทำได้ทุกอย่างเพื่อคุณและลูก”

        ทั้งสองสบสายตากันอย่างหวานซึ้ง ถึงแม้นรียายังหลงเหลือความโกรธเรื่องที่เขาโกหก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความรัก ความเอาใจใส่ที่ชายหนุ่มมอบให้มันมากมายเหลือเกิน จนคิดว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ได้เจอผู้ชายคนนี้ ไม่ใช่เพราะความร่ำรวยแต่เป็นเพราะสิ่งที่เขาพร้อมจะทำเพื่อเธอต่างหาก

        ในชีวิตผู้ชายหนึ่งคนมีมุมมองที่แตกต่างรวมถึงสิ่งสำคัญก็เช่นกัน สำหรับเขา นรียาคือทุกอย่างในชีวิต เขาจะไม่ยอมเสียเธอไปอีก รู้ดีว่าหญิงสาวยังโกรธ แต่ชายหนุ่มมีเวลาทั้งชีวิตเพื่อจะทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมและชนะใจเธอได้อีกครั้ง

        ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มค่อยๆ เคลื่อนเข้าหาใบหน้าหวาน มือหนาเชยคางมนเอียงศีรษะเล็กน้อยเพื่อจะประทับจูบที่ริมฝีปากอวบอิ่มแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรมากกว่านี้ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น มีบางอย่างพยายามแทรกตรงขาทำให้ทั้งสองต้องผละออกจากกันอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อก้มดูก็ทำให้ชายหนุ่มถึงกับอยากร้องไห้ แต่นรียากลับหัวเราะ เมื่อคนที่เข้ามาแทรกกลางและตอนนี้กำลังกางมือปกป้องมารดาคือนที!

        “แด็ดดี้ห้ามจูบหม่ามี้ ผมหวง!”

        นรียายิ้มกว้าง อย่างน้อยลูกชายมาได้ทันเวลา เกือบเสียเปรียบแล้วไหมล่ะ ย่อตัวลงจูบแก้มนทีฟอดใหญ่พลางเงยหน้ามองชายหนุ่มที่ดูจะเสียดายไม่น้อย

        “ต่อไปนี้คิดจะฉวยโอกาสคงไม่ง่ายแล้วนะ แฮร์ริส”

        “โธ่... ฮิวโก้ ลูกไม่รักแด็ดดี้เลยเหรอครับ”

        “ผมรักหม่ามี้มากกว่า หม่ามี้ฮะ มาเล่นกัน” ว่าแล้วเด็กชายก็จูงมือมารดาออกจากห้องแต่งตัว เหลือเพียงแฮร์ริสที่ถูกทิ้งไว้กลางทางแต่มิวายพูดขึ้นอย่างมาดหมาย

        “หวงไปเถอะลูกรัก... เวลาหนูหลับ ค่อยเป็นทีของแด็ดดี้ก็ได้” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เดินออกไปสมทบกับเด็กๆ ที่กรีดร้องกระโดดโลดเต้นกันอยู่บนฟูกขนาดใหญ่ เป็นบรรยากาศที่แสนจะมีความสุข

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 904 ครั้ง

18 ความคิดเห็น

  1. #584 kung92 (@kung92) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 20:55
    เฮกเตอร์แกล้งตายเพราะกำลังหาคนผิดอยู่หรือป่าว
    #584
    0
  2. #561 rtom711 (@rtom711) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 18:30
    พี่สะใภ้ใช่ไหม???

    นางอาจแค้นพี่ชายเลยมาลงที่น้อง
    #561
    0
  3. #549 beebb_bb (@beebb_bb) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 22:03
    รอออออออออ
    #549
    0
  4. #548 pimpisakumkong (@pimpisakumkong) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:51
    รอสองแสบคะๆๆ
    #548
    0
  5. #547 Cheeryblue (@Cheeryblue) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:46
    แด๊ดดี๊ เจอฝาแฝดจอมป่วนแบบนี้ อยากรับพาราสักเม็ดไหมคะ
    #547
    0
  6. #546 khomkiew (@khomkiew) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:43
    อย่าทะเลาะกันลูก
    #546
    0
  7. #545 Tudtu Sujaree (@tudtutudtu) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:30
    อืม เข้าใจกันแล้ว ว่าแต่ใครนะอยู่เบื้องหลัง
    #545
    0
  8. #544 dokao (@dokao) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:25
    รอเดกๆๆๆๆ
    #544
    0
  9. #543 AeyKS (@AeyKS) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:21
    พ่อจะจัดการเด็กน้อยยังไง
    #543
    0
  10. #542 Kapom (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 07:41

    โอว์ อย่าบอกนัว่าพี่สะใภ้ ไม่จริง 55 สายมโน

    #542
    0
  11. #541 parnramita (@parnramita) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 06:24
    อือหืออสปอยย
    #541
    0
  12. #540 SWNY (@swny1817) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 23:01
    เดี๋ยวก็โดนเมียด่า 555555
    #540
    0
  13. #539 Cheeryblue (@Cheeryblue) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 22:20
    งานนี้แด๊ดดี๊ต้องพึ่งโบทอกซ์หลายยูนิตแน่ หน้าต้องย้วยยานแน่นวลลล
    #539
    0
  14. #538 orawansuwimon (@orawansuwimon) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 20:03
    เด๋วก้โดนดุอีก 5555
    #538
    0
  15. #537 11111997 (@11111997) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 19:47
    ไรท์ขาอย่าสปอยค่ะเราใจจะขาด
    #537
    0
  16. #536 Tudtu Sujaree (@tudtutudtu) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 18:53
    55555 น่าสงสารแเดดดี๊
    #536
    0
  17. #535 evefii-eros (@evefii-eros) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 18:37
    พ่อเละแน่ๆ5555555 #โถ่ลูกกกกกก
    #535
    0
  18. #534 YaiMooMam_ELF (@mam_jang33) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 18:37
    อย่าปล่อยลูกไว้กับพ่อสินะ .... รออ่านค่า
    #534
    0