จอมวายร้ายหวงรัก (สนพ.อินเลิฟ วางแผงแล้ว)

  • 96% Rating

  • 8 Vote(s)

  • 327,396 Views

  • 604 Comments

  • 2,774 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    201

    Overall
    327,396

ตอนที่ 2 : บทที่1 [โลกมันกลมหรือพรหมลิขิต?] 100% (แก้ไขคำผิดค่ะ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32410
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 86 ครั้ง
    18 ก.ย. 58

*** อย่าลืมแอดแฟนพันธุ์แท้นะคะ สาวๆ จุ๊บๆๆ ใครคิดถึงป๋าวิลล์คนหน้ามึน พรุ่งนี้อัพจ้าาาา คิคิ ***


บทที่
1

(โลกมันกลมหรือพรหมลิขิต?)

 

โรงพยาบาลเวสลีย์ , บอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

 

          บอสตัน เมืองหลวงของรัฐแมสซาชูเซตส์ประเทศสหรัฐอเมริกาเมืองที่เก่าแก่ที่สุด แน่นอนว่าเมืองหลวงแห่งนี้มีชื่อเสียงโดดเด่นหลากหลายด้านแต่ที่เด่นชัด มีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวขานก็คงไม่พ้นด้านการศึกษา มีมหาวิทยาลัยชื่อดังมากมายที่ไม่ใช่ดังแค่ในประเทศเท่านั้นแต่ยังมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก นักธุรกิจหรือบุคคลมีชื่อเสียงหลายแขนงก็มักจะจบจากมหาวิทยาลัยที่บอสตันกันมากมาย นอกจากการศึกษาจะโดดเด่นด้านเทคโนโลยี การเงินก็ยังมีชื่อเสียงไม่แพ้กัน และอีกหนึ่งสิ่งที่พลาดไม่ได้ โรงพยาบาล ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของบอสตันที่เลื่องชื่อ

โรงพยาบาลขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองบอสตันในรัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งโรงพยาบาลแห่งนี้มีความเก่าแก่และก่อตั้งมาอย่างยาวนานมากกว่าห้าสิบปี จากรุ่นสู่รุ่นและเป็นโรงพยาบาลที่จัดว่าดีที่สุด ทันสมัยที่สุดในรัฐแห่งนี้ และยังมีสาขามากกว่าร้อยสาขาทั่วโลก โรงพยาบาลแห่งนี้ได้รับการการันตรีด้วยรางวัลมากมาย ทั้งความปลอดภัย เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สำคัญกว่านั้นราคาไม่ได้แพงมากมายจนคนธรรมดาเข้ารักษาไม่ไหวแม้จะเป็นเอกชนก็ตามที

          ตึกสูงขนาดใหญ่สามตึกถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมทันสมัยเป็นรูปทรงตัวยู ตึกทั้งสามถูกทาเป็นสีขาวสะอาดตาในแต่ละตึกก็ยังมีทางเดินเชื่อมถึงกันในซึ่งความสูงนั้นก็มีอยู่สิบชั้น ส่วนบริเวณตรงกลางที่ว่างเว้นเอาไว้ถูกจัดให้เป็นสวนกว้างสำหรับคนไข้หรือญาติเอาไว้พักผ่อนโดยมีน้ำพุสูงใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง มีรูปปั้นแกะสลักเป็นนกฟลามิงโกกำลังเต้นระบำอยู่ ส่วนภายในสวนแห่งนี้ในส่วนของพุ่มไม้ต่างๆก็ถูกตัดแต่งเป็นรูปให้สวยงาม จัดโซนสำหรับที่นั่งพักไม่ว่าจะในร่มหรือกลางแจ้งก็มีพร้อม นอกจากโรงพยาบาลแห่งนี้จะถูกพูดถึงว่าทันสมัยและปลอดภัย สวนของโรงพยาบาลก็ยังมีชื่อเสียงให้ได้พูดถึงว่าร่มรื่นและสวยงามไม่แพ้กัน!

          โรงพยาบาลแห่งนี้ตั้งชื่อตามนามสกุลของผู้ก่อตั้งนั่นคือ “เวสลีย์” ผู้กุมบังเหียนคือทายาทรุ่นที่สองซึ่งเป็น       ชายหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง ชาร์ลตัน เวสลีย์ ในวัยสามสิบปีที่ดำรงตำแหน่งประธาน มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ ส่วนรองประธานก็คือน้องชายอย่างฌอห์น เวสลีย์ที่เป็นกำลังสำคัญเช่นเดียวกันในการนำพาธุรกิจโรงพยาบาลที่เป็นของตระกูลนั้นไปได้ไกลกว่าเดิมมากนัก

          ตระกูลเวสลีย์นอกจากจะทำธุรกิจทางด้านโรงพยาบาลแต่เบื้องหลังยังมีหุ้นอยู่ในบริษัทต่างๆมากมายทั้งอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม หรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งนั่นทำให้ตระกูลนี้มีมูลค่าเงินในกระเป๋าติดอันดับเศรษฐีของโลกนอกจากจะทำธุรกิจหลายอย่างจนร่ำรวย ตระกูลนี้ก็ยังใจบุญโดยรายได้ที่รับมานั้นก็ใช่ว่าจะเก็บใส่กระเป๋าของตัวเองทีเดียว ซึ่งการบริจาคก็เริ่มจากไมลี่ย์ มาดามแห่งตระกูลเวสลีย์ที่เริ่มต้นบริจาคเงินให้แก่องค์กรการกุศลต่างๆ เรื่อยมาจนกระทั่งตอนนี้ลาลับไปตามผู้เป็นสามีอย่าง หลุยส์ ลูกชายที่เหลือสองคนก็เลยสานต่อในโดยที่ยังมอบเงินการกุศลอย่างต่อเนื่องในแต่ละองค์กรที่แม่ของเขาทำเอาไว้และยังมีเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นมอบทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาเรียนหรือทุนวิจัยต่างๆ นอกจากจะได้รับการขนานนามจากสื่อว่าเป็นตระกูลที่ร่ำรวยมาก แต่ยังได้รับการขนานนามว่าใจบุญมากเช่นเดียวกัน!

          บนชั้นสิบของตึกส่วนกลางเป็นชั้นทำงานสำหรับผู้บริหารโดยที่สุดทางเดินของทั้งสองด้านนั้นคือห้องทำงานของประธานและรองประธาน ทางซ้ายเป็นห้องของผู้กุมบังเหียนใหญ่อย่างชาร์ลตัย เวสลีย์ ในขณะที่ด้านขวาก็เป็นห้องทำงานของรองประธานอย่างฌอห์น เวสลีย์ ส่วนโถงทางเดินของชั้นบนนี้ถูกปูด้วยหินอ่อนโดยใช้กระเบื้องเคลือบทับอีกชั้นเพื่อความหรูหราสวยงาม ประตูไม้สีน้ำตาลเข้มมะฮอกกานีในห้องฝั่งทางซ้ายมีป้ายขนาดใหญ่สีทองติดเอาไว้ด้านหน้าประตูซึ่งก็เป็นชื่อเจ้าของห้องและด้านล่างก็บอกตำแหน่งเอาไว้เสร็จสรรพว่าคนในห้องนั้นมีตำแหน่งอะไรในโรงพยาบาลแห่งนี้

          ร่างสูงโปร่งของผู้มาใหม่นั้นนิ่วหน้าเล็กๆเมื่อยืนอยู่หน้าประตูกลับได้ยินเสียงหัวเราะจากในห้องดังออกมาถึงตรงนี้ นั่นทำให้มือหนาของชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปโดยไม่เคาะ ส่งผลให้สองคนในห้องโดยเฉพาะผู้กุมบังเหียนใหญ่ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานสุดหรูของตัวเองได้แปลกใจ พอเห็นว่าเป็นใครก็ส่ายหน้าเล็กน้อยไม่ลืมที่จะต่อว่าน้องชายร่วมสายเลือดคนนี้

          “เฮ้... นายไม่คิดจะเคาะประตูเลยหรือไง” เสียงทุ้มเข้มของพี่ชายส่งไปยังน้องชายที่ดูไม่สะท้านแถมยังยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มสดใส

          “พี่น้องกันไม่ต้องเคาะหรอก... หวัดดีเบน” ฌอห์นเอ่ยตอบพี่ชายอย่างไม่สนใจนัก แต่หันไปทักทายแขกมาเยือนยามเช้าอย่างเบน หรือ เบนจามิน เพื่อนสนิทของชาร์ลตัน แม้ฌอห์นจะเด็กกว่าทั้งคู่เพียงแค่ปีเดียว แต่ก็ไม่ได้เอ่ยเรียกพี่อย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากทั้งหมดสนิทกันจึงเป็นเพื่อนกันจะเหมาะสมกว่า แต่กับชาร์ลตันนั้น ฌอห์นก็ยังให้ความนับถือว่าคนนี้คือพี่ชายของเขาอยู่เช่นกัน

          “หวัดดีฌอห์น นายยังหล่อเหมือนเดิมนะ”

          “ขอบใจ” ฌอห์นยิ้มรับคำชม

เบน หรือ เบนจามิน ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งไร้กล้ามเนื้อหนั่นแน่น เพราะไม่ค่อยออกกำลังกายบ่อยเท่าที่ควร เขาเป็นชายที่สูงแต่ผอม เรือนผมหยักศกสีดำ เบนจามินนั้นเป็นเด็กกำพร้าโดยได้ตระกูลเวสลีย์อุปการะเอาไว้ เลยเป็นเพื่อนเล่นของสองพี่น้องเวสลีย์มาตลอด โดยเบนจามินจะสนิทกับชาร์ลตันมากกว่าเพราะร่ำเรียนที่เดียวกันมา พอเรียนจบก็ได้เข้าทำงานที่โรงพยาบาลแห่งนี้ เดิมทีเขาเป็นเลขานุการของชาร์ลตัน แต่ทางโรงพยาบาลเพิ่งขยายสาขาใหม่ไปเปิดที่รัฐฟลอริด้า ทำให้เบนจามินได้รับเลือกจากชาร์ลตันให้บริหารสาขานั้นเป็นการถาวร นั่นทำให้ชายหนุ่มดีใจเป็นอย่างมาก โดยผู้กุมบังเหียนให้เหตุผลว่าเบนจามินก็เหมือนคนในครอบครัว แม้จะเปิดมาได้ห้าเดือนแต่ผลประกอบการก็เป็นที่น่าพอใจแม้จะไม่โดดเด่นเหมือนสาขาอื่น แต่ในสายตาของชาร์ลตันเขาพอรับได้และคิดว่าอนาคตต้องดีกว่านี้แน่ เนื่องจากว่าเบนจามินเป็นคนเก่งต้องนำพาสาขานี้เทียบเท่ากับสาขาอื่นได้ และการได้พบกันของทั้งสามวันนี้ก็เพราะมีประชุมแต่ละสาขานั่นเอง

          “อย่าไปชมมันให้เหลิง เดี๋ยวมันจะกู่ไม่กลับ” คำพูดของพี่ชายทำให้น้องชายแยกเขี้ยวใส่

          “พูดมากน่า นี่ตกลงจะไปสนามบินหรือยัง ผมมีนัดตอนบ่ายนะ” ชายหนุ่มผู้น้องถามพี่ชายร่างสูงใหญ่ของตัวเอง ที่วันนี้เขารับอาสาไปส่งอีกคนที่สนามบิน เนื่องจากคนสนิทอย่างวีแกนนั้นได้ล่วงหน้าไปรอที่สนามบินแคนาดาเรียบร้อย

          “เออ อีกสิบนาที ฉันยังคุยกับเบนไม่จบเลย”

          “แกไปเถอะ เดี๋ยวอีกสองอาทิตย์เราค่อยคุยกันอีกครั้ง” เบนจามินพูดแทรกกลับมาไม่อยากให้เพื่อนรักต้องสาย ชาร์ลตันทำหน้าคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับ

          “โอเค แกก็เดินทางปลอดภัยล่ะ ฉันหวังว่าความสามารถของแกจะทำให้สาขาฟลอริด้ากลายเป็นที่หนึ่งในไตรมาสถัดไปนะ” ชาร์ลตันส่งยิ้มให้ในขณะที่เบนจามินก็หัวเราะเบาๆ

          “ฉันจะทำให้ดีที่สุด สมกับที่แกไว้ใจ”

          เมื่อเบนจามินพูดแบบนั้น ชาร์ลตันก็สบายใจ ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงานของตัวเองคว้าเสื้อสูทมาสวมเอาไว้จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปพร้อมน้องชาย โดยมีเบนจามินเดินตามหลังเฝ้ามองแผ่นหลังเพื่อนรักตัวเอง แผ่นหลังที่มองมานานพลางคิดไปว่าจะมีสักวันไหมที่ชาร์ลตันจะเป็นฝ่ายมองแผ่นหลังของเขาบ้าง หรือจะมีสักวันไหมที่เขาจะไม่ต้องเป็นเหมือนเงาของอีกคน...

 

          ทางด้านสองหนุ่มพี่น้องก็เดินทางออกจากโรงพยาบาลด้วยรถคันหรูสีดำสนิทสัญชาติเยอรมันของฌอห์นที่เป็นเจ้าของรถและยังมีตำแหน่งเป็นคนขับรถวันนี้โดยไม่ใช้บริการคนสนิทอย่างจัสติน ส่วนเบาะข้างๆก็ได้พี่ชายที่กำลังมองวิวทิวทัศน์ด้านนอกเป็นตุ๊กตาหน้ารถแทน

          “ไม่เข้าใจ ว่าจะไปด้วยตัวเองทำไม” ฌอห์นเปิดบทสนทนาเมื่อรถเลี้ยวออกจากโรงพยาบาล มุ่งหน้าสู่ถนนสายหลักเพื่อตรงไปยังสนามบิน

          “เจ้าของงานเป็นถึงเพื่อนแม่เลยนะเว้ย เธอโทรมาหาอยากให้ฉันไปแถมปีนี้ก็มีกิจกรรมใหม่ ฉันก็เลยว่าจะบินไปสักหน่อยอีกอย่างแม่เราก็ไปทุกปี” ชาร์ลตันอธิบายให้น้องชายฟัง เนื่องจากแม่ของเขานั้นบริจาคหลายมูลนิธิเหลือเกิน ในแต่ละปีมีเอกสารมาถึงเขาก็หลายสิบฉบับแต่เขาไม่เคยเข้าร่วมเลย จนกระทั่งฉบับนี้ทางเจ้าของงานอย่าง      จูเลียที่เป็นเพื่อนสนิทของแม่เขานั้นโทรศัพท์มาชักชวนด้วยตัวเองโดยระบุว่าปีนี้มีการจัดกิจกรรมประมูลเพื่อหาเงินเข้ามูลนิธิและสิ่งของประมูลก็คือสาวงามที่หากใครประมูลได้ก็จะได้ดินเนอร์กับเธอ นั่นทำให้ชายหนุ่มสนใจบวกกับโดนรบเร้ามากเข้าก็เลยตัดสินใจที่จะเดินทางมาร่วมงานแทนที่จะส่งเงินไปเหมือนทุกปี

          “ก็ดีที่เป็นพี่ ถ้าเป็นผม... ไม่เอาหรอก น่าเบื่อตาย” ฌอห์นบอกพร้อมกับยักไหล่

          “ใช่สิ เพราะฉันเป็นพี่นายไง เลยต้องรับภาระนี้น่ะ แต่อยู่ที่นี่ก็ดูแลโรงพยาบาลให้ดีล่ะ” ชาร์ลตันยังมิวายสั่งการน้องชายที่ดำรงตำแหน่งรองประธาน

          “ทำอย่างกับว่าจะไม่กลับมาอย่างนั้นแหละ” ฌอห์นบอกแล้วหัวเราะเบาๆ

          “ไอ้นี่ปากพาซวย”

          “เออ ล้อเล่น ถามจริงทำไมไม่นั่งเครื่องบินส่วนตัวไป จะมานั่งรอขึ้นเครื่องเหมือนคนอื่นทำไมให้ยุ่งยาก” น้องชายถามอย่างแปลกใจปกติเวลาพี่ชายบินไปต่างประเทศหรือดูงานที่ประเทศอื่น จะใช้เครื่องบินส่วนตัวตลอดแต่ครั้งนี้เดินทางโดยสายการบินภายในประเทศโดยนั่งเฟิร์สคลาสแทน

          “ก็ไม่ได้ไกลอะไรมาก และฉันก็อยากนั่งธรรมดาบ้าง ผิดหรือไง” คนเป็นพี่ย้อนกลับ

          “ไม่ผิดหรอกครับท่านประธาน!” ฌอห์นแกล้งว่าประชดแต่คนเป็นพี่ไม่ได้สนใจ

          “เย็นนี้อย่าลืมไปทานข้าวกับริต้าล่ะ อย่าให้เธอมาฟ้องอะไรฉันอีก ไม่งั้นฉันจะตัดนายออกจากกองมรดกจริงๆ ก่อนตายแม่สั่งฉันไว้นะ”

          ชื่อของ “ริต้า” หรือรมิดา ทำให้ฌอห์นถอนหายใจยาวทำหน้าเมื่อยทันที เมื่อนึกถึงคู่หมั้นสาวของตัวเอง ที่เป็นถึงลูกสาวบริษัทยายักษ์ใหญ่อย่างซีลฟาร์มาซี โดยที่ทั้งคู่ได้หมั้นหมายกันตอนที่ฌอห์นอายุยี่สิบปี เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ แม้ตอนหมั้นฌอห์นจะไม่เห็นด้วย เพราะเขาคิดว่าพี่ชายควรได้รับสิทธิ์นั้น แต่ไมลี่ย์แม่ของเขาเล็งเห็นว่า เขาเหมาะสมกว่า สุดท้ายงานหมั้นก็เกิดจากวิธีการคลุมถุงชน อีกไม่นานก็ต้องแต่งงานเพราะธุรกิจ

          “นี่ฉันต้องแต่งงานกับยัยนั่นจริงๆเหรอ” คำถามนี้ทำให้ชาร์ลตันได้ยิ้ม

          “เออสิ ริต้าออกจะสวย นายไม่ชอบเธอตรงไหน”

          “หลายอย่าง นิสัยขี้วีน จู้จี้จุกจิกไปซะทุกเรื่อง นายรู้อะไรไหม อาทิตย์ก่อนฉันไปงานวันเกิดเพื่อนของริต้า แค่ฉันนั่งเฉยๆยังโดนบ่นหาว่าไม่มีอารมณ์ร่วม นายคิดดูสิ มันบ้ามากไหม ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผู้หญิงคนนี้คือเมียในอนาคตของฉัน” ฌอห์นบ่นออกมายืดยาวถึงว่าที่เจ้าสาวของตัวเอง ชาร์ลตันได้ยินก็หัวเราะร่วน

          “เหมาะกับนายแล้วว่ะน้องชาย”

          “เออ... ผมจะภาวนาให้พี่ได้เจอคนที่ยิ่งกว่ายัยริต้าอีก”

          ฌอห์นว่าปิดท้ายอย่างไม่สบอารมณ์แต่พี่ชายไม่ถือสา ไม่ถึงสามสิบนาทีรถคันหรูก็เลี้ยวเข้ามาจอดที่ด้านหน้าของสนามบินนานาชาติโลแกน ชายหนุ่มเดินลงมาจากรถตัวเปล่าไม่มีสัมภาระติดตัวสักชิ้นเนื่องจากว่าคนสนิทของเขาได้นำมันไปให้ที่แคนาดาเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวาน ชายหนุ่มบอกลาน้องชายเล็กน้อยก่อนจะพาร่างสูงใหญ่ของตัวเองเข้าไปด้านใน

          ทันทีที่เดินเข้ามาภายในชาร์ลตันก็กลายเป็นจุดสนใจทันที บางคนอาจจะจำเขาได้เนื่องจากว่าตัวเขาเองก็ลงนิตยสารเกี่ยวกับธุรกิจบ่อยครั้ง แต่บางคนก็ตกตะลึงกับความหล่อเหลาที่โดดเด่น ด้วยความสูงร้อยเก้าสิบเซนติเมตร สูงราวกับนายแบบ ในช่วงบนของชายหนุ่มนั้นหนาแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อที่เห็นได้ชัดเจนซึ่งก็บ่งบอกได้ว่าเจ้าของร่างผู้นี้รักการออกกำลังกายดูแลตัวเองขนาดไหน ใบหน้าหล่อเหลานั้นสวมแว่นตาสีดำสนิทยี่ห้อดังเอาไว้ จมูกโด่งเป็นสันของเขารับเข้ากับริมฝีปากหนา ดวงตาดุดันภายใต้แว่นตาก็กวาดสายตามองไปรอบๆสนามบินที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย เขาสาวเท้าเดินเข้าไปด้านในทันที อีกหนึ่งชั่วโมงเครื่องจะขึ้น คนสนิทอย่างวีแกนได้ทำการเช็คอินให้เรียบร้อยแล้ว เขาเลยทำได้แค่รอ ระหว่างนั้นชายหนุ่มถอดแว่นตาของตัวเองออกเผยให้ได้เห็นนัยน์ตาสีน้ำตาลทองชวนฝัน จ้องมองผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาจนกระทั่งเขาไปสะดุดกับร่างเพรียวระหงที่อยู่ไกลออกไปแต่สายตาของเขากลับมองเห็นเธอได้อย่างชัดเจนแม้เธอจะยืนหันหลังอยู่ สวมชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวกับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินสวย แผ่นหลังของเธอช่างคุ้นเคยเหมือนใครบางคนที่จดจำได้ดี ชายหนุ่มลุกขึ้นเพื่อที่จะเดินไปดูให้แน่ใจแต่ก็ถูกขัดโดยชายอ้วนท้วมในชุดเสื้อเชิ้ตลายตารางหมากรุกมีสูทสีน้ำตาลตัวเก่าสวมทับเอาไว้ ด้านล่างเป็นกางเกงสแล็คสีเทาซีด

          “สวัสดีครับคุณชาร์ลตัน” เจ้าของชื่อปรายตามองผู้มาใหม่ทันที

          “คุณเป็นใคร” ชายหนุ่มถามเสียงเข้ม

          “ผมจอห์นนักข่าวจากเดอะไทม์ครับ ยินดีที่ได้พบคุณ ผมอยากจะถามคุณสักสามสี่ข้อเพื่อเอาไปลงคอลัมน์ธุรกิจได้ไหมครับ” ผู้มาใหม่แนะนำตัวส่งยิ้มอย่างเป็นมิตร จอห์นรู้ดีว่าหาโอกาสในการสัมภาษณ์ผู้ชายตรงหน้ายากแค่ไหน

          “ผมมีธุระขอตัว”

          ชาร์ลตันบอกเท่านั้นและก้าวเดินได้สองก้าวก็ต้องหยุดชะงักเมื่อพบว่า ผู้หญิงที่เขารู้สึกคุ้นเคยไม่ได้ยืนอยู่ที่เดิมที่เขาเห็นเมื่อครู่ ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปทั่วก็ไม่เจอจนคิดว่า... บางทีเขาอาจจะตาฝาด

          “ผมขอเวลาแค่สิบนาทีเองครับ นะครับ” จอห์นรีบเดินมาขวางเอาไว้พูดรบเร้า ชายหนุ่มถอนหายใจนึกเสียดายที่ส่งคนสนิทล่วงหน้าไปก่อนไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ต้องรับมือเองแบบนี้ คิดได้อย่างนั้นร่างสูงก็ยกข้อมือขึ้นมองนาฬิกาเรือนหรูของตัวเองอย่างหงุดหงิดใจ

          “แค่สิบนาที”

          พูดเสร็จเขาก็หมุนตัวเดินกลับไปยังที่นั่งดังเดิม จอห์นยกยิ้มรีบเดินไปหาทรุดตัวนั่งลงเคียงข้างก่อนจะเริ่มสัมภาษณ์นักธุรกิจคนดังทันที เหยี่ยวข่าวหนุ่มนึกเป็นโชคดีของตัวเองที่มาส่งเจ้านายขึ้นเครื่องและได้เจอเข้ากับชาร์ลตัน นักธุรกิจที่หาตัวจับยากเหลือเกิน งานนี้เขาได้รับค่าตอบแทนสูงจากบทสัมภาษณ์แน่ๆ

          อีกทางด้านของสนามบินร่างสูงเพรียวระหงของหญิงสาวชาวไทยกำลังเดินเลือกหนังสืออยู่ในร้านค้าที่ตั้งอยู่ภายในสนามบิน เธอสวมใส่ชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวกับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มอวดเรียวขายาวที่สาวๆหลายคนใฝ่ฝันอยากจะมีเรียวขาแบบนี้ ส่วนด้านล่างเป็นรองเท้าส้นสูงคู่สวยเข้ากับชุด ใบหน้าหวานคลี่ยิ้มเล็กน้อยเมื่อเจอหนังสือที่ตัวเองอยากได้ ความขาวเนียนกระจ่างใสอมชมพูของเธอนั้นทำให้คนที่ยืนใกล้ๆลอบมองอยู่หลายครั้ง ดวงตากลมโตสีดำขลับของเธอ กลมโตอย่างน่ารัก ในขณะเดียวกันจมูกสวยแม้ไม่โด่งมากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี ริมฝีปากของเธอก็อมชมพูอวบอิ่ม เรียกว่าชวนฝันให้แก่ชายหนุ่มหลายคนอยากจะสัมผัสขบเม้มให้หนำใจ ส่วนเรือนผมสีดำยาวสลวยนั้นถูกมัดรวบอย่างเรียบร้อย ยิ่งทำให้ใบหน้าหวานกระจ่างใสกว่าเดิม

          ลลียา โคลด์ หรือนามสกุลเดิม เลิศฤทธิ์ สาวชาวไทยแท้ อายุยี่สิบหกปี ย้ายมาอยู่กับผู้เป็นป้าตั้งแต่ห้าขวบ เนื่องจากครอบครัวของลลียานั้นยากจนมากและอยู่กับแม่เลี้ยงเดี่ยวเพียงลำพัง จนกานดาผู้เป็นป้าที่แต่งงานกับสามีฝรั่งได้กลับมาเยี่ยมประเทศไทย แม่ของลลียาจึงขอให้กานดารับไปเลี้ยงดูยกให้เหมือนลูก เดิมทีเด็กน้อยไม่ยอมแต่สุดท้ายก็ต้องไปตามคำสั่งแม่ ลลียามาอยู่ที่แคนาดาได้หกปี ก่อนที่คนเป็นแม่จะเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง  ตั้งแต่นั้นมาเธอก็ไม่เคยกลับไปประเทศไทยอีกเลยเพราะไม่มีญาติที่ไหนเหลืออยู่นอกจากกานดา ผู้หญิงที่เธอนับถือเหมือนแม่ที่เลี้ยงดูเธออย่างดีและยังให้การศึกษาแก่เธอ อีกทั้งครอบครัวของกานดาและสามีไม่สามารถมีบุตรได้ ก็เลยเอ็นดูเธอดั่งลูกแท้ๆเช่นเดียวกัน

          ลลียาอยู่แคนาดาจนจบไฮสคูลก่อนที่จะสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังของบอสตันและอเมริกาได้ ซึ่งสร้างความดีใจและภาคภูมิใจให้แก่กานดาและปีเตอร์สามีของป้าเป็นอย่างมาก และตอนนี้หญิงสาวก็ทำงานอยู่ที่บอสตันเป็นครูสอนอยู่โรงเรียนอนุบาลเพราะเป็นงานที่ลลียาชอบ เธอชอบอยู่กับเด็กและรักที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาให้แก่ผู้อื่น เมื่อครั้งเรียนมหาวิทยาลัยลลียาเลยเลือกเรียนคณะศึกษาศาสตร์ และพอจบมาเธอก็ได้งานทำทันที

          หญิงสาวจ่ายเงินสำหรับหนังสือจากนั้นก็เดินออกไป เวลานั้นเสียงเรียกให้ขึ้นเครื่องก็ดังขึ้น ขาเรียวสวยภายใต้กางเกงยีนส์รีบก้าวเดินเพื่อขึ้นเครื่องให้ทัน ถัดจากนั้นเพียงแค่สิบห้านาทีเท่านั้นนกเหล็กขนาดใหญ่ก็โผทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามุ่งหน้าไปยังประเทศแคนาดาที่อยู่ไม่ไกลจากแผ่นดินใหญ่อย่างอเมริกา

          ใช้เวลาไม่นานมากนักนกเหล็กลำยักษ์ก็เข้าน่านฟ้าของประเทศแคนาดาและร่อนลงสู่สนามบินหลักอย่างปลอดภัย ชาร์ลตันเป็นผู้โดยสารกลุ่มแรกที่ได้ลงจากเครื่องก่อน เขารีบก้าวเดินออกจากภายในสนามบินทันที เมื่อออกมาด้านนอกก็พบคนสนิทอย่างวีแกนในชุดสูทสีดำสนิทยืนข้างรถคันหรูสีน้ำเงินรออยู่ ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้คนสนิทก็โค้งรับทำความเคารพและเปิดประตูรถด้านหลังให้ทันทีพร้อมกับกล่าวทักทาย

          “การเดินทางเรียบร้อยดีนะครับ” วีแกนเอ่ยถามเจ้านายหนุ่มที่ทำงานรับใช้มาร่วมสิบปี

          “ก็ดี”

          ชาร์ลตันตอบเพียงสั้นๆเท่านั้นก่อนที่จะสอดตัวเข้าไปในรถยนต์คันหรูโดยมีวีแกนปิดประตูให้ จากนั้นก็เดินอ้อมไปยังที่นั่งคนขับรถและรถก็เคลื่อนตัวออกจากสนามบินแห่งนี้เพื่อมุ่งหน้าสู่วิลล่าสุดหรูริมทะเลสาบของตระกูลเวลสลีย์ ซึ่งเมื่อครั้งอดีต สถานที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ที่ไมลี่ย์แม่ของชายหนุ่มโปรดปรานที่สุดและเลือกมาพักผ่อนหลายสัปดาห์ในรอบหนึ่งเดือนเลยก็ว่าได้

          ในขณะเดียวกันร่างเพรียวระหงก็เดินลากกระเป๋าสีแดงสดใบย่อมของตัวเองออกมาจากสนามบินสูดอากาศสดชื่นของเมืองแวนคูเวอร์เต็มปอดอย่างคิดถึง เธอชอบแคนาดาเพราะอากาศดีนอกจากนั้นยังเป็นเมืองที่สวยแม้จะอยู่มาหลายปีแต่ก็ไม่เคยนึกเบื่อเลยสักครั้ง เมื่อซึมซับบรรยากาศจนหายคิดถึงก็พลางชะเง้อคอมองและจังหวะนั้นดวงตากลมโตก็เห็นรถสี่ประตูกลางเก่ากลางใหม่ขับมาจอดที่ด้านหน้าพอดิบพอดี เธอยกยิ้มให้กับชายร่างสูงแต่ลงพุงที่ลงจากรถเดินตรงมาหาเธอที่ยืนอยู่โดยที่แขนล่ำๆคู่นั้นก็กางออก ลลียายกยิ้มกว้างก่อนที่จะโผเข้ากอดอย่างรักใคร่

          “รอนานไหมลิลลี่” ปีเตอร์เอ่ยถามหลานสาวนอกไส้แต่รักและเอ็นดูเหมือนลูกคนหนึ่งก็ไม่ปาน

          “ไม่นานค่ะ หนูเพิ่งออกมา”

          “งั้นกลับบ้านกันเลยนะ ป้ารอแย่”

          ปีเตอร์คลายอ้อมแขนก่อนที่จะส่งยิ้มให้ ลลียาเดินลากกระเป๋าไปทางหลังรถเมื่อคนเป็นลุงเปิดท้าย เธอก็ยัดมันลงไปแล้วเดินอ้อมมานั่งด้านหน้าคู่กับคนขับ ไม่นานปีเตอร์ก็ขับรถออกไปจากสนามบินแห่งนี้ ไม่ลืมที่จะเปิดเพลงแนวคันทรี่แนวโปรดคลอเคล้า ลลียาได้ยินก็อมยิ้ม

          แวนคูเวอร์ประเทศแคนาดาเป็นสถานที่ที่ลลียาเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริง เพราะเธออาศัยอยู่ที่นี่มาเกือบยี่สิบปีแม้ตอนนี้จะย้ายไปอยู่บอสตันเพราะต้องทำงานแต่ก็หาเวลาว่างกลับมาเยี่ยมบ้านสม่ำเสมอ แวนคูเวอร์จัดว่าเป็นเมืองที่สวยงามแวดล้อมด้วยธรรมชาติ และยังเป็นเมืองที่มีอากาศอบอุ่นที่สุด ลลียาทอดมองบ้านเรือนสองข้างทางก็อมยิ้ม ได้เห็นต้นไม้ พุ่มไม้ด อกไม้น้อยใหญ่ประดับประดาแทนกำแพงรั้วสูงๆของบ้านแต่ละหลัง พอมองจนพอใจก็หันกลับมามองคนเป็นลุงที่ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี

          “จริงๆหนูนั่งรถไปที่บ้านเองก็ได้นะคะ” ลลียาพูดขึ้นอย่างเกรงใจ

          “ไม่ต้องหรอกลูก ลุงอยากมารับ” ปีเตอร์ตอบรับก่อนจะส่งยิ้มให้ ร่วมสองเดือนที่หลานสาวมัวแต่ทำงานไม่กลับมาเยี่ยมที่บ้าน

          “ที่ร้านยุ่งไหมคะ ลูกค้าเยอะไหม” ลลียาเอ่ยถามถึงกิจการร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กของผู้เป็นลุง ที่รายได้ของมันพอจุนเจือครอบครัวแต่ก็ไม่ได้มีมากจนร่ำรวย

          “ก็เรื่อยๆจ้ะ ลูกค้าบ่นคิดถึงหนูกันทุกคน” ปีเตอร์ว่า ลลียาได้ยินก็ยกยิ้มเธอเป็นพนักงานประจำของร้านเลยก็ว่าได้ใครๆในละแวกนั้นหรือลูกค้าประจำต่างรู้จักเธอเป็นอย่างดี เพราะร้านของปีเตอร์ไม่ได้จ้างพนักงาน เนื่องจากร้านไม่ใหญ่มาก การจ้างงานเลยดูเป็นการสิ้นเปลือง ปีเตอร์จึงทำเองทั้งหมด ในขณะที่กานดาก็เพิ่งลาออกจากงานแม่บ้านมาช่วยกิจการเต็มตัว เมื่อก่อนป้าของเธอเป็นแม่บ้านให้กับบ้านเศรษฐีคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของมูลนิธิและจัดงานการกุศลทุกปีเพื่อหารายได้ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ตัวเธอเองก็ถูกป้าลากไปช่วยงานทุกปี และปีนี้ดูจะยิ่งใหญ่กว่าเดิมจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอกลับมา

          “หนูก็คิดถึงทุกคนค่ะ ตอนนี้ป้าอยู่ร้านคนเดียวเหรอคะ” เธอเอ่ยถามต่อขณะที่รถเริ่มเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลักที่มุ่งตรงไปยังหมู่บ้านของเธอ

          “เปล่าหรอก ไปช่วยงานจูเลียโน่นแหละ งานเริ่มพรุ่งนี้” จูเลีย แมคคานีย์ คือเจ้านายเก่าของกานดาและเป็นเศรษฐีที่จัดงานการกุศลทุกปี

          “แบบนี้ร้านก็ขาดรายได้น่ะสิคะ” ลลียาบอกอย่างเป็นกังวล แต่คนเป็นลุงกลับยิ้ม

          “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิลิลลี่ ปิดร้านแค่ชั่วโมงเดียว ไม่ทำลุงล้มละลายหรอก” ลลียาได้ยินก็หัวเราะร่วนออกมาก่อนที่จะหันไปตอบกลับ

          “หนูไม่ได้กลัวลุงล้มละลายค่ะ แต่กลัวป้าจะบ่นน่ะสิ รายนั้นทะเลเรียกพี่นะคะ”

          ปีเตอร์หัวเราะเสียงดังทันทีที่ได้ยินแบบนั้น เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังลอดออกไปด้านนอกจากรถคันกลางเก่ากลางใหม่ แม้ไม่ได้หรูหราแต่ก็มีความสุข

          รถของปีเตอร์เลี้ยวมาจอดหน้าร้านที่เขียนป้ายว่า “โคลด์อิเล็กทรอนิกส์” บ้านที่เธออาศัยอยู่มาเกือบทั้งชีวิตนั้นเป็นลักษณะตึกสองชั้นที่ด้านล่างเปิดเป็นร้าค้า ในขณะที่ด้านบนเป็นที่พักอาศัยประกอบไปด้วยห้องนอน ห้องครัวและห้องรับแขก ซึ่งมันไม่ได้ใหญ่โตแต่กานดาก็จัดสรรปันส่วนได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้พื้นที่ด้านบนไม่ได้ดูคับแคบเลยสักนิด

          ลลียาเปิดประตูลงมา เห็นกานดายืนรออยู่ หญิงสาวลงจากรถก็ตรงเข้าไปกอดคนเป็นป้าที่แม้วัยจะเข้าเลขห้าแต่ก็ยังดูสวยเหมือนเดิม แถมยังใจดีกับเธอมาก

          “ไม่กลับมาเลยนะเรา ป้าจำไม่ได้แล้ว” กานดาพูดงอนๆและดันร่างหลานสาวออก

          “โธ่ ป้าคะ อย่าพูดแบบนี้สิ คราวนี้กลับมาหลายวัน ระวังจะเบื่อหน้าแทนนะคะ” ลลียายิ้มอ้อนๆ

          “เอาเถอะ ผอมไปนะเรา ป้าทำอาหารเที่ยงไว้ ไปกินกันดีกว่านะส่วนกระเป๋าปล่อยให้ลุงยกเข้ามา” กานดาส่งยิ้มให้สามีทางด้านหลัง ลลียาหัวเราะเบาๆแต่ก็เดินเข้าไปในบ้านตามแรงจูง ซึ่งเวลานี้ร้านก็ยังคงปิดอยู่เหมือนเดิม เมื่อขึ้นมาบนชั้นสอง เธอก็ได้ทานอาหารร่วมกับครอบครัวทันที มื้ออาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุข

          เมื่อทานอาหารเสร็จกานดาก็จับจูงหลานสาวตัวเองมานั่งที่โซฟาขนาดสามคนสีน้ำตาลเข้ม ส่วนปีเตอร์ก็ลงไปเปิดร้านที่ด้านล่างเพื่อขายของต่อในรอบบ่าย เดิมทีเธอจะลงไปช่วยแต่ก็โดนกานดาขัดเอาไว้เสียก่อน

          “พรุ่งนี้จะมีงานการกุศล จัดที่บ้านของเจ้านายเก่าป้า คุณจูเลีย จำได้ใช่ไหม” กานดาพูดขึ้น  หญิงสาวได้ยินก็พยักหน้ารับ

          “ปีนี้แตกต่างจากทุกปี คุณจูเลียเธอมีความคิดที่จะหารายได้มากขึ้น เลยมีกิจกรรมเล็กน้อยสำหรับงานพรุ่งนี้”      ลลียาได้ยินก็สงสัย

          “กิจกรรมเหรอคะ? อะไรเหรอ” หญิงสาวถามอย่างอยากรู้ กานดาได้ยินก็ยกยิ้ม

          “พรุ่งนี้จะมีประมูลจ้ะ เป็นการประมูลสาวงามเพื่อหารายได้เข้ามูลนิธิ โดยที่สาวงามแต่ละคนที่ถูกประมูลได้จะต้องไปดินเนอร์กับผู้ที่ประมูลตัวเองไป”

          “เหรอคะ” เธอรับคำสั้นๆยังไม่รู้ว่าคนเป็นป้าต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ จนกระทั่งได้ยินประโยคถัดมา

          “ทีนี้ป้าเห็นว่า ทำแล้วก็ได้บุญ หลายๆคนก็ส่งลูกหลานตัวเองเข้าร่วมเยอะแยะ... ป้าก็เลยส่งเราเข้าร่วมงานพรุ่งนี้น่ะสิ” พอได้ยินลลียาก็เบิกตากว้าง

          “อะไรนะคะ! ทำไมป้าส่งหนูเข้าร่วมล่ะคะ” ลลียาถามอย่างไม่เข้าใจ

          “ก็หลานสาวป้าสวยขนาดนี้ ก็อยากจะอวดคนอื่นเหมือนกันนี่นา อีกอย่างนะลิลลี่ เราทำแบบนี้เราก็ได้บุญนะจ๊ะ เป็นการประมูลการกุศลนะ ยิ่งยอดเยอะเท่าไหร่ เด็กๆด้อยโอกาสก็จะได้มีอนาคตนะลูก”

          เมื่อฟังคำอธิบายของป้าแท้ๆลลียาแม้จะไม่อยากทำแต่ก็เข้าใจ มันเป็นการกุศลก็เหมือนการทำบุญอย่างที่กานดาบอกแต่ก็อดที่จะหนักใจไม่ได้

          “ถ้าไม่มีใครประมูลหนูล่ะคะ ขายหน้าตาย” หญิงสาวว่าเบาๆ กานดาได้ยินก็หัวเราะ

          “หลานสาวป้าสวยขนาดนี้ รับรองว่าแย่งกันประมูลแน่ๆ”

          “โธ่... ป้าคะ หนูก็อยากทำบุญนะคะ แต่... หนูคงไม่เหมาะ อีกอย่างชนะก็ต้องไปทานอาหารเย็นกับเขาใช่ไหมคะ” หญิงสาวถามกลับ ส่วนกานดาก็จับมือนุ่มนิ่มเอาไว้

          “ใช่จ้ะ ถอนตัวตอนนี้ก็ไม่ทัน ป้าไปเช่าชุดให้เรียบร้อย ลงชื่อแล้ว พรุ่งนี้หนูไม่ต้องไปช่วยที่งานนะ แต่งสวยเพื่อเตรียมขึ้นเวทีก็พอจ้ะ” กานดายิ้มกว้างในขณะที่คนจะโดนประมูลกลับยู่หน้า สุดท้ายก็ไม่มีทางเลือกได้แต่ท่องว่าเพื่อการกุศลเท่านั้น มองในแง่ดีตัวเธอเองก็เคยยากจนแทบไร้อนาคตเหมือนกัน หากพรุ่งนี้มีคนประมูลเธอเยอะเหมือนที่ป้าบอก ก็จะสามารถช่วยเด็กได้หลายคนเชียวล่ะ...

          “งานเริ่มพรุ่งนี้ หนูยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย” ลลียายังโอดครวญ กานดายิ้มแล้วส่ายหน้าเล็กน้อย

          “อย่ากังวลไปเลย แค่ยืนสวยๆก็พอจ้ะ ดีไม่ดี งานนี้หลานป้าอาจจะได้เจอกับเจ้าชายหนุ่มรูปงามสักคนนะ รู้ไหมแขกที่มางานประมูลในวันพรุ่งนี้มีแต่คนรวยทั้งนั้นเลย และเห็นคุณจูเลียบอกว่า ลูกชายของผู้อุปถัมภ์รายใหญ่จะเข้าร่วมงานด้วยนะ” เมื่อได้ยินกานดาอธิบาย ลลียาก็กลอกตาไปมารู้ดีว่าป้าของเธอนั้นอยากให้เธอมีแฟนเสียที ตั้งแต่มาอยู่ด้วยกันคนเป็นป้าไม่เคยเห็นเธอคบกับใครสักคน อายุก็มากขึ้นทุกปี สำหรับหญิงสาวเองนั้นเธอรู้ดีว่าเพราะอะไรตัวเองไม่มีแฟน... ก็เพราะเข็ดกับรักแรกในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้ยังไงล่ะ!

          “ตกลงอยากให้หนูช่วยงานการกุศลหรือให้หนูหาแฟนคะป้า” หญิงสาวเลิกคิ้วถาม คนเป็นป้ายิ้ม

          “งานการกุศลก็ต้องมาก่อนสิ ส่วนเรื่องแฟนน่ะ ผลพลอยได้ ว่าแล้วก็ไปลองชุดกันดีกว่า นี่ป้าคิดว่าต้องเย็บเข้าอีกนิดหน่อยนะ หนูดูผอมลงมากเลย มาเถอะ”

          ว่าเสร็จกานดาก็ลุกขึ้นจากโซฟาจับจูงหลานสาวตัวเองเข้าไปในห้องซึ่งก็มีชุดสวยแขวนเอาไว้ ลลียาต้องยืนนิ่งเป็นหุ่นในการลองชุดครั้งนี้และป้าของเธอก็ดันไปเช่าชุดมาถึงสามชุด บ้านของเธอไม่ได้ร่ำรวยมากพอที่จะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยซื้อชุดราตรีหรูหราได้ ดังนั้นงานพรุ่งนี้เธอต้องใส่ชุดที่เช่ามา แต่ลลียาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ตัวหญิงสาวเองไม่ได้ชอบความหรูหราอยู่แล้ว

 

          ช่วงเย็นของวันรุ่งขึ้นบริเวณคฤหาสน์หลังใหญ่ตระกูลแมคคานีย์ ถูกประดับประดาด้วยไฟหลากสีสันสวยงามยามค่ำคืน ที่สวนกว้างด้านหลัง โต๊ะยาวหลายตัวถูกตั้งเรียงกันโดยมีผ้าสีขาวคลุมเอาไว้สวยงาม รองรับแขกผู้มาเยือนคฤหาสน์ในวันนี้เนื่องจากการประมูลการกุศล ต้นไม้ขนาดใหญ่หลายต้นในสวนนอกจากจะให้ความร่มรื่นยามกลางวันแต่ยามกลางคืนแบบนี้สามารถตกแต่งให้สวยงามราวกับสวนในฝันโดยการใช้ขวดแก้วน่ารักหลายใบ ใส่เทียนหอมเข้าไปด้านในจากนั้นก็ร้อยด้วยเชือกและแขวนเอาไว้ตามกิ่งก้านของต้นไม้ เนรมิตให้ต้นไม้ธรรมดากลายเป็นต้นไม้ที่เปล่งแสงสวยงามเหมือนกับต้นไม้ในเทพนิยายก็ไม่ปาน

          เจ้าของการจัดงานวันนี้อย่างจูเลียก็งดงามเมื่อสวมใส่เดรสตัวสวยที่ได้ดีไซเนอร์ชื่อดังเป็นผู้ออกแบบให้กำลังยืนรับแขกอยู่ด้านหน้าซุ้มของงาน ซึ่งงานวันนี้เต็มไปด้วยบรรดาแขกที่เป็นสมาชิกในมูลนิธิเพื่อเด็กยากไร้ ล้วนเป็นผู้ดีมีเงินกันทั้งนั้น มีทั้งนักธุรกิจ ข้าราชการ นักวิชาการและอีกหลากหลายอาชีพที่พร้อมใจกันช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสทั้งหลายให้มีการศึกษาเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพในวันหน้า

          วงดนตรีออเคสตร้าชื่อดังถูกเชิญให้มาบรรเลงเพลงในค่ำคืนนี้ บนเวทีขนาดใหญ่ตกแต่งอย่างสวยงามสำหรับกิจกรรมพิเศษที่เสริมเข้ามานอกจากการแสดงและการบริจาคเงินจากผู้เข้าร่วม ซึ่งก็เป็นความคิดของจูเลียสำหรับการประมูลสาวงามในค่ำคืนนี้ทำให้มีผู้เข้าร่วมมากกว่าปีก่อนๆแต่เธอคาดหวังว่ายอดบริจาคก็จะมากขึ้นตาม โดยเฉพาะการมาเยือนของทายาทตระกูลเวสลีย์ ตระกูลผู้ร่ำรวยที่เป็นกำลังหลักในการบริจาคเงินเพื่อมูลนิธิแห่งนี้แต่พอสิ้นนายหญิงของตระกูลไป ทายาทก็ได้แต่ส่งเงินมาบริจาคไม่เคยเข้าร่วมเลยสักครั้งเดียว แต่เพราะกิจกรรมที่เธอจัดขึ้นมาประกอบกับการโทรศัพท์ไปเอ่ยชวนด้วยตัวเองก็ทำให้ทายาทคนโตของตระกูลยอมบินมาร่วมงาน จูเลียคิดว่าจะสร้างความประทับใจให้เขาได้และเงินบริจาคก็คงมากขึ้นกว่าเดิมหากว่าคนตระกูลเวสลีย์เกิดสนใจสาวงามคนใดคนหนึ่งในงานสักคน

          จูเลียในวัยห้าสิบห้าปี สาวสูงวัยแต่ยังคงความสวยสดงดงาม ส่งยิ้มทักทายแขกจนกระทั่งเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อสูทสีดำดูสง่าเดินเข้ามาภายใน เธอก็รีบสาวเท้าตรงเข้าไปหาทันทีใบหน้าที่ยิ้มกว้างกว่าเดิม

          “ชาร์ลตัน! นึกว่าจะเบี้ยวเสียแล้ว” จูเลียทักทาย ในขณะที่ชายหนุ่มก็โน้มตัวลงมาจุมพิตที่แก้มเจ้าของงานพอเป็นพิธี จากนั้นก็ผละออกส่งยิ้มหล่อเหลากระชากใจสาวให้

          “เบี้ยวได้ยังไงล่ะครับ ปีนี้มีอะไรน่าสนใจเยอะแยะเลยทีเดียว” จูเลียได้ยินก็หัวเราะ มือสวยที่สวมถุงมือสีขาวเอาไว้ก็ยกขึ้นป้องปากตัวเอง

          “ฉันนึกแล้วเชียวว่าต้องดึงดูดคุณได้”

          “หวังว่าผมจะไม่ผิดหวังนะครับ” ชาร์ลตันว่ากลับด้วยรอยยิ้ม

“แน่นอนค่ะ เชิญด้านในดีกว่านะคะ”

 แม้รู้ดีว่าเป็นงานการกุศลแต่กิจกรรมนี้ก็ยังช่วยให้ชาร์ลตันตื่นเต้นได้บ้างหากว่ามีสาวสวยมากมายรอการประมูลอยู่ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่มา เพราะการจัดงานบริจาคเงินในแต่ละปีนั้นก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ เขาออกจะเบื่อหน่ายเพียงแค่เห็นใบรายการ มีแค่การทานอาหารร่วมกัน การแสดง ปิดท้ายด้วยการบริจาคเงิน นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ยอมเข้าร่วมเลยหลังจากที่คนเป็นแม่เสียไป

          จูเลียเป็นผู้เดินนำผู้บริจาครายใหญ่เข้าไปด้านใน แต่เดินไปได้ครู่เดียวเท่านั้นแขกในงานต่างก็แวะเวียนมาทักทายชายหนุ่มกันไม่ขาดสายเนื่องจากว่าเขาเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงกอปรกับความร่ำรวยของตระกูลก็เป็นที่สนใจของใครหลายๆคน กว่าจะหลุดและมานั่งที่โต๊ะได้ การแสดงแรกของงานก็เริ่มขึ้น

          อีกด้านทางหลังเวที ลลียานั่งทำหน้าเบื่อเธอเพิ่งได้อยู่เพียงลำพังเมื่อกานดาเดินออกไปด้านนอกหลังจากแต่งหน้าทำผมให้เธอเสร็จเรียบร้อย หญิงสาวกวาดสายตามองสาวสวยหลายสิบคนในกระโจมแห่งนี้ซึ่ง จูเลียสั่งคนนำมาตั้งเอาไว้เป็นห้องแต่งตัวเคลื่อนที่ ลลียาถอนหายใจเบาๆและหันมามองตัวเองในกระจก เวลานี้ร่างสูงเพรียวระหงของหญิงสาวนั้น อยู่ในชุดเดรสเกาะอกสีชมพูสวย กระโปรงด้านล่างฟูฟ่องยาวเพียงแค่เข่าเท่านั้นเปิดเปลือยเรียวขาขาวสวย ส่วนรองเท้าส้นสูงสีขาวก็สูงเกินไปจนเวลาที่เธอเดินนั้นมันค่อนข้างจะลำบาก แม้ปกติจะสวมส้นสูงอยู่ประจำแต่เธอก็ไม่เคยใส่สูงเกินสามนิ้วมาก่อน

          ใบหน้าหวานที่เคยสวยอย่างธรรมชาติแต่วันนี้กลับได้รับการเติมแต่งด้วยเฉดสีเดียวกับชุดของเธอ ดวงตากลมโตถูกกรีดอายไลเนอร์และปัดมาสคาร่าเพื่อให้ดวงตาของเธอนั้นดูยั่วเย้าชวนมองมากกว่าเดิม ขณะที่แก้มขาวถูกปัดสีชมพูให้ดูมีเลือดฝาด และริมฝีปากอวบอิ่มก็ถูกทาด้วยลิปสติกสีชมพูหวานและเคลือบด้วยกลอสอีกครั้งให้ดูชุ่มช่ำน่าหลงใหล ปกติแม้แต่เวลาทำงานลลียาก็ไม่เคยแต่งหน้าจัดเต็มขนาดนี้มาก่อน ส่วนผมยาวสลวยถูกยืดตรงสวยงาม ผมบริเวณด้านหน้าสองข้างถูกม้วนเป็นเกลียวคู่กับริบบิ้นสีฟ้าอย่างน่ารักมาบรรจบอยู่กึ่งกลางกลุ่มผมจากนั้นก็ติดกิ๊บสีดำ และติดดอกลิลลี่สีขาวดอกใหญ่ทับอีกที ลลียามองตัวเองในกระจกแล้วถอนหายใจอีกครั้ง การแปลงโฉมได้ขนาดนี้ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ตัวเธอเองถูกปลุกตั้งแต่เช้าให้ลุกขึ้นมาขัดสีฉวีวรรณโดยที่กานดากำกับควบคุมทุกอย่าง ทำอย่างกับว่างานประมูลวันนี้ไม่ใช่งานประมูลเพื่อการกุศลแต่เป็นการประกวดมิสเวิร์ลอย่างไรอย่างนั้นหากว่างานนี้ไม่ใช่งานการกุศลได้ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ตัวเธอคงเบี้ยวป้าแน่ๆ

          “ใกล้ได้เวลาแล้ว เชิญสาวๆที่ด้านข้างเวทีเลยค่ะ” เสียงเรียกของทีมงาน ทำให้เธอลุกขึ้นเป็นคนแรกในขณะที่ผู้เข้าประกวดหลายคนก็กุลีกุจอแต่งหน้าจัดเต็มกันอีกครั้ง ก่อนที่จะพากันออกไปเพื่อยืนอยู่บริเวณด้านข้างของเวทีแห่งนี้

          ระหว่างยืนรอลลียาลอบมองแขกในงานพบว่ามีมากกว่าทุกปีที่เคยเห็น แถมยังมีหนุ่มๆเยอะแยะเต็มไปหมด    เธอได้ยินกานดาบอกมาว่า วันนี้มีแขกคนสำคัญมาร่วมงานซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของมูลนิธิแห่งนี้ แต่ตัวเธอไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะถูกดึงความสนใจจากการซุบซิบของผู้เข้าร่วมประมูลคนอื่นที่ยืนเคียงข้าง

          “ฉันมองไม่เห็นเขาเลย แน่ใจเหรอว่าเขามาวันนี้จริงๆ” หนึ่งในสองที่ใส่ชุดสีเหลืองอ่อนพูดกับเพื่อนสาวของตัวเองที่อยู่ในชุดสีฟ้า

          “มาสิ แม่ฉันมาบอกเมื่อกี้ว่าเขามา”

          “ตื่นเต้นจังเลย ฉันอยากให้เขาเป็นคนประมูลฉัน เธอคิดดูสิ ได้ดินเนอร์กันสองต่อสอง... ฉันต้องได้ลงหนังสือพิมพ์ ผู้หญิงคนอื่นต้องอิจฉาฉันแน่ๆ"

          “ฝันไปก่อนเถอะย่ะ มีแต่คนอยากจะโดนเขาประมูลกันทั้งนั้น... เธอก็ด้วยสินะ”

          ลลียาสะดุ้งที่ขณะฟังอยู่ดีๆสาวที่สวมชุดสีฟ้าก็หันมาพูดกับเธอ หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะถามกลับอย่างสงสัยหลังจากฟังมาได้สักพัก

          “เขา... นี่ใครเหรอ” สองสาวมองหน้ากันและเป็นผู้หญิงในชุดเดรสสีเหลืองตอบกลับ

          “ก็ผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ยังไงล่ะ วันนี้เขาอยู่ในงานด้วย คุณชาร์ลตันน่ะ เธอไม่รู้จักเหรอ” พอได้ยินชื่อหัวใจของหญิงสาวก็เผลอกระตุกอย่างแรง ชาร์ลตัน ชื่อนี้มีอิทธิพลกับเธอเหลือเกิน แต่หญิงสาวรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนเดียวกันกับผู้ชายที่ฝากรอยแผลเอาไว้ให้เธอแน่ๆ คนชื่อชาร์ลตันมีซ้ำกันเยอะแยะไป แต่อีกใจก็อยากจะรู้ว่า... โลกมันจะกลมอย่างที่เธอกลัวไหม

          “ชะ... ชาร์ลตันไหนเหรอ” เธอกลั้นใจถาม

          “ก็ชาร์ลตัน...”

          “สาวๆจ๊ะ ขึ้นเวทีได้แล้วจ้ะ”

          เสียงของทีมงานผู้หญิงคนเดิมดังขึ้น ทำให้สองสาวที่ยังพูดคุยกับลลียาอยู่นั้นต่างตื่นเต้นและรีบเดินขึ้นบนเวทีไปในขณะที่คนอื่นที่ยืนด้านหลังก็ทยอยเดินขึ้นไปเหมือนกัน ส่วนตัวเธอนั้นยังใจเต้นแรงกับชื่อเมื่อครู่ ก่อนที่จะสลัดความคิดนั้นออกเมื่อเหลือเธอเป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นเวที

          เมื่อขึ้นมาด้านบน ด้วยจำนวนสาวงามที่มากกว่าสิบคนจำเป็นต้องยืนซ้อนแถวกัน และลลียายืนอยู่แถวที่สองเป็นคนสุดท้าย เธอมองเห็นแขกในงานไม่ชัดนักเนื่องจากว่าคนด้านหน้ายืนบดบังเธอเกือบหมดนั่นไม่ใช่เพราะว่าเธอเตี้ยแต่เป็นเพราะรองเท้าส้นสูงปรี๊ดของคนแถวหน้าต่างหาก ลลียาได้แต่ยืนอยู่เฉยๆมองไปด้านหน้าเท่าที่จะมองเห็นได้

          “ถึงเวลาไฮไลท์ของงานการกุศลในค่ำคืนนี้นะคะ ดิฉันภูมิใจเสนอเหล่าสาวงามที่จะร่วมดินเนอร์กับผู้ที่ร่วมบริจาคกับเรา เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา ดิฉันพบว่าการจัดงานการกุศลอาจจะทำให้หลายๆท่านเบื่อหน่าย เลยอยากจะเพิ่มความตื่นเต้นให้แก่ผู้เข้าร่วม ซึ่งสาวงามเหล่านี้ล้วนยินดีและเต็มใจที่จะได้มีส่วนในการช่วยเหลือมูลนิธิแห่งนี้ เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา ดิฉันขอแนะนำสาวงามคนแรกเลยนะคะ”

          จูเลียพูดเสร็จก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นเสียงปรบมือของคนในงาน ลลียาถอนหายใจออกมายืนกอดอกฟังจูเลียอธิบายคุณสมบัติของสาวงามคนแรก ทันทีที่บรรยายสรรพคุณเสร็จเสียงประมูลก็เริ่มต้นขึ้น มีผู้ชายหลายคนเสนอเงินทันที เธอไม่ค่อยเห็นหน้าคนที่เสนอเท่าไหร่ เลยได้แต่เงี่ยหูฟัง ไม่ถึงสิบนาทีสาวงามคนแรกก็ถูกประมูลไปด้วยเงินสองหมื่นเหรียญ

          ขณะที่ผู้ร่วมประมูลด้านล่างที่โต๊ะวีไอพีหน้าเวที ชาร์ลตันถือแก้วไวน์พิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบาย มือหนายกแก้วไวน์ขึ้นจิบเล็กน้อย ดวงตาดุดันของเขาจ้องมองมองสาวงามที่อยู่แถวหน้าของตัวเอง มองเพียงปราดเดียวก็พบว่าสายตาของพวกเธอจับจ้องมาที่เขาแทบทั้งหมด แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครถูกใจเขาเลยสักคน

          ทันทีที่สาวงามสิบคนในแถวแรกนั้นถูกประมูลไปหมด แถวหลังก็ได้ขยับมาด้านหน้าเสียที ลลียาได้เห็นหน้าของแขกผู้เข้าร่วมงานเต็มตาและทันทีที่ทุกคนปรากฏสู่สายตาของเธอนั้น หญิงสาวก็สบตาเข้ากับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่มีใบหน้าอันคุ้นเคยนั่งอยู่บริเวณโต๊ะตัวแรกหน้าเวที นัยน์ตาสีน้ำตาลทองชวนฝันของเขาสบเข้ากับนัยน์ตาสีดำสนิทของเธออย่างจัง เวลานั้นหัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนเหมือนว่าเธอจะเป็นลม หูของเธออื้อเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงหัวใจของตัวเองที่ดังลั่นราวกับกลองรบก็ไม่ปาน เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าโลกจะกลมขนาดนี้หรือบางทีอาจจะเป็นพรหมลิขิตที่ทำให้เธอได้เจอกับเขา ตอนนี้ลลียารู้คำตอบแล้วว่าชาร์ลตันไหนที่มาในงานค่ำคืนนี้ ชาร์ลตัน เวสลีย์!

          ชาร์ลตันรู้สึกว่างานช่วงแรกดูน่าเบื่อจนกระทั่งเขาได้เจอใครบางคน ใบหน้าคมเข้มกระตุกยิ้มมองสาวงามคนสุดท้ายที่ร่วมประมูลการกุศล เขาไม่คิดว่าจะได้เจอเธอที่นี่ มันทำให้งานในวันนี้ดูน่าสนใจขึ้นมาทันที เขาจิบไวน์จนหมดแก้วและบริกรที่คอยดูแลอาหารและเครื่องดื่มในงานนี้ก็เดินเข้ามารินไวน์ใส่แก้วให้ชายหนุ่มอีกแต่เขาไม่คิดจะแตะมัน นอกจากเปลี่ยนมานั่งตัวตรงจับจ้องมองผู้หญิงบนเวที ผู้หญิงที่หลบสายตาเขา เธอยังคงสวยและงดงามเหมือนวันวานที่เคยได้เฝ้ามอง แต่กาลเวลาที่เปลี่ยนไป เขาพบว่าเธอสวยกว่าเดิมเยอะทีเดียว สวยหวาน ขาวใสและมีเสน่ห์ยั่วเย้าแม้แต่เขาที่เฝ้ามองตรงนี้ยังรู้สึกว่าหัวใจตัวเองยังสั่นไหว นึกย้อนไปถึงอดีตที่มีร่วมกันทันที!

          “มาถึงสาวงามคนสุดท้ายแล้วนะคะ ต้องบอกว่าคนนี้ดิฉันภูมิใจนำเสนอ เธอเป็นเด็กดี น่ารัก และเรียนเก่ง เธอจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ตอนนี้เธอคือคุณครูสาวผู้น่ารักของเด็กอนุบาลทั้งหลาย ชื่อของเธอคือลิลลี่ และเธอก็สวยเหมือนดอกลิลลี่จริงๆ มีใครอยากจะดินเนอร์กับคุณครูคนนี้ไหมคะ” สิ้นเสียงจูเลีย ชายหนุ่มหลายคนต่างตะโกนบอกจำนวนเงินประมูลเพื่อที่จะได้ดินเนอร์กับเธอทันที ลลียาไม่รับรู้อะไรนอกจากภาวนาในใจเพียงอย่างเดียวว่าอย่าให้ผู้ชายคนนั้น ผู้ชายที่ชื่อชาร์ลตันประมูลเธอเลย แต่ดูเหมือนว่าคำภาวนาของเธอจะไม่เป็นผล...

          “สองหมื่น”

          “สองหมื่นห้า”

          “สามหมื่น...”

          “เจ็ดหมื่น”

          ลลียาเบิกตากว้างเมื่อมีคนประมูลเธอในราคาเจ็ดหมื่นเหรียญ เธอมองไปที่ชายหนุ่มร่างสูงผมยาวประบ่า เขาอยู่ในชุดสูทดูดีสีเทาแต่เธอพบว่าผมยาวๆของเขาช่างขัดกับใบหน้าขาวกระจ่างใสเสียเหลือเกิน แต่เธอก็ต้องละสายตาเมื่อจูเลียเริ่มพูด

          “ราคาสูงมาก มีใครให้มากกว่านี้ไหมคะ ชาร์ลตัน คุณอยากจะร่วมประมูลด้วยไหม” จูเลียเอ่ยถามเพราะเห็นว่าสาวงามคนนี้คือคนสุดท้ายแต่อีกคนยังนั่งนิ่งอยู่เหมือนเดิม ส่วนลลียาก็พยายามไม่สบตาเขาแต่แววตาเจ้าเล่ห์ที่เธอเผลอสบเมื่อครู่มันทำให้เธอรู้สึกว่า... เขามีแผนในใจ!

          “หนึ่งล้าน!

          ทันทีที่ชาร์ลตันบอกจำนวนเงินประมูลออกมาทุกคนในงานก็นิ่งเงียบกันหมด จูเลียเองก็เช่นกัน ในขณะที่ลลียาเหมือนว่าเวลามันหยุดหมุน ทุกอย่างหยุดการเคลื่อนไหว หัวใจของเธอก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้น เขาประมูลเธอในราคาที่ไม่มีใครสู้ได้แน่ๆ และสิ่งที่ตามมาทำให้เธออยากจะหนีหายไปเสียตรงนี้นั่นคือการที่เธอต้องไปดินเนอร์กับเขาในวันพรุ่งนี้!

          “นะ... หนึ่งล้านเหรียญ อะ... เอ่อ... มีใครให้มากกว่านี้ไหมคะ” จูเลียที่นิ่งเงียบไปเกือบสามนาทีก็หาเสียงตัวเองเจอก่อนจะเอ่ยถามแต่พบว่าบรรดาหนุ่มๆข้างล่างเวทีต่างส่ายหน้าด้วยความเสียดาย หากจะเทียบความงาม ผู้ชายที่ร่วมประมูลคงลงความเห็นว่าลลียาสวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และยอดประมูลของเธอก็สูงมากกว่าคนอื่นรวมกันทั้งหมดด้วยซ้ำ

          “ถ้าไม่มี ขอเชิญคุณชาร์ลตันขึ้นมารับสาวงามบนเวทีได้เลยค่ะ”

          ลลียาเบิกตากว้างอยากจะเดินหนีไปแต่เท้าสวยไม่ยอมขยับ เธอเห็นเขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ เผลอมองร่างสูงอันคุ้นเคย เธอคิดว่าเขาสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนแม้ไม่มากแต่ก็เห็นได้ชัด ส่วนความหล่อเหลาไม่ต้องพูดถึงเขายังคงเป็นผู้ชายที่ทำให้ผู้หญิงใจละลายได้ และเธอก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น แต่สุดท้ายนอกจากจะทำให้เธอใจละลายแต่เขายังทำให้เธอใจแตกสลายได้เหมือนกัน

          เธอก้มหน้าลงเมื่อพบว่าเขาเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอม ดวงตากลมโตของเธอก้มมองที่พื้นก็เห็นรองเท้าหนังสีดำสนิทถูกขัดจนมันวาวอยู่ที่ด้านหน้า และเธอก็ยังไม่ยอมเงยหน้ามองอยู่ดี จนกระทั่งได้ยินเสียงเขาหัวเราะเบาๆจากนั้นมือหนาก็เอื้อมมาจับมือบางของเธอทันทีและออกแรงจูงเล็กๆ แต่หญิงสาวยังขืนตัวเอาไว้แต่สุดท้ายก็สู้แรงชายหนุ่มไม่ได้ เธอโดนเขาพาลงเวทีไป

          ทันทีที่ลงมาลลียาพยายามจะสะบัดมือออกโดยยังไม่ปริปากพูดอะไรเลยสักคำ แต่ก็โดนเขาดึงไปทางด้านหลังเวที ซึ่งบริเวณนั้นก็มีสาวงามหลายคนกับบรรดาหนุ่มๆที่ร่วมประมูล เธอพยายามดึงมือแต่เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยจนเธอต้องพูดออกมา

          “กรุณาปล่อยค่ะ!” ลลียาว่าเสียงแข็ง ทำให้สองขาแกร่งชะงัก ก่อนที่ชาร์ลตันจะหันมามองหน้าผู้หญิงที่เขาประมูลมาแต่เธอยังไม่ยอมมองหน้าเขาเลยสักนิด

          “ถ้าผมไม่ปล่อยล่ะ”

          คำตอบของเขาทำให้เธอเงยหน้ามองด้วยสายตาขุ่นเคือง ทันทีที่สบตากันภาพในวันวานของทั้งคู่ก็ฉายย้อนกลับมาราวกับหนังม้วนเก่า ลลียาออกแรงกระชากจนสำเร็จตั้งใจจะเดินหนีแต่ก็โดนร่างสูงกระชากแขนอีกครั้งและครั้งนี้เธอตกอยู่ในอ้อมกอดของเขา

          “คุณจะทำอะไรน่ะ ปล่อยฉันนะ!” หญิงสาวว่าพยายามผลักแต่เขาก็ใช้แขนแกร่งรัดเธอแน่น แถมยังโน้มหน้าลงมาใกล้จนเธอต้องเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ก่อนที่จะได้ยินเสียงกระซิบที่ทำให้เธอเบิกตากว้างและหัวใจเต้นแรง

          “ไม่เจอกันนานนะ... ลิลลี่!

 *** เอาแล้วไง... เจอกันแล้ว... ฮี่ฮี่ฮี่ ยังไงฝากติดตามต่อด้วยนะคะ ขอบอกว่าตอนต่อไป แซ่บ เพราะ จูบเรียกความทรงจำ กำลังจะมา... คิคิ ฝากอ่านเม้น โหวต ด้วยนะคะ ***

ปล.ขอบคุณสำหรับการติดตาม หากชอบไม่ชอบยังไงอย่าลืมเม้นบอกกันนนะคะ

ปล.2 หากชอบเรื่องนี้ฝากเม้น โหวต เป็นกำลังใจให้ด้วยน้าาา ^ ^

 

 

         

         

         

         

 

         

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 86 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #590 missbb (@missbb) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 / 00:31
    เฮียแกจะทำยังไงต่อไปนะ!!!ตื่นเต้นแทนอ้ะ
    #590
    0
  2. #575 littlelittlenoi (@littlelittlenoi) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2558 / 07:37
    เหยยยยสนุกอ่ะ
    #575
    0
  3. #566 Maysquidz (@piemintza) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2558 / 09:09
    เจอกันแล้วววว
    #566
    0
  4. #492 Taw Jongkon (@jongkontian) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2558 / 20:45
    ชอบงะ
    #492
    0
  5. #205 Little (@peypey) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2558 / 19:35
    ประมูลได้ก้าวกระโดดมาก
    #205
    0
  6. #168 redQueen. (@benjaluk-poy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2558 / 01:34
    แค่ตอนแรกก็สนุกแล้วค่า
    #168
    0
  7. #125 YulSica (@0mygirl0) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2558 / 16:26
    โอ้ยยยย ชอบจังเลย แฟนเก่า
    #125
    0
  8. #76 nancy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2558 / 08:07
    เปิดตัวได้นารักมากๆ เลยคร้า
    #76
    0
  9. #13 loverilak2 (@LoveRilak) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กันยายน 2558 / 00:21
    ว้าว หนึ่งล้าน พ่อบุญทุ่ม
    #13
    0
  10. #7 ณ มล (@kulrat) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กันยายน 2558 / 20:44
    นิยายทุกเรื่องของคุณตะวัน สนุกน่าลุ้นน่าติดตามดีค่ะ รอลุ้นต่อนะคะ ขอบคุณที่มาแบบยาวๆทำให้อ่านได้จุใจจริงๆค่ะ
    #7
    0
  11. #6 supat18 (@supat18) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กันยายน 2558 / 20:24

    ลิลลี่ด้วย

    #6
    0
  12. #5 Sarun Yok (@yokandmom) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กันยายน 2558 / 13:38
    รออออออออ
    #5
    0
  13. #4 Love Have (@rakmee) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กันยายน 2558 / 12:20
    รอนะค่ะ
    #4
    0
  14. #3 May1633 (@May1633) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กันยายน 2558 / 10:10
    รอนะค่ะ
    #3
    0