เด็ดหัวใจมาเฟีย

  • 87% Rating

  • 7 Vote(s)

  • 150,883 Views

  • 287 Comments

  • 1,384 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    216

    Overall
    150,883

ตอนที่ 3 : ตอน2(รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13520
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    8 ก.ค. 58

*** อย่าลืม เม้น โหวต!!!!! ^ ^ ***

        
ชั้นบนสุดของตึกสูงซึ่งเป็นห้องทำงานของผู้กุมบังเหียนของไดมอนไอที่กำลังยิ้มกริ่มกับข่าวที่ตัวเองเพิ่งได้รับรู้จากการประชุมอัญมณีเมื่อช่วงสายเรื่องที่แวนโคลิกจะเปิดตัวเพชรชุดมาสเตอร์พีชประจำปีนี้นั่นแปลว่าไดมอนไออาจจะได้ขึ้นเป็นที่หนึ่งก็คราวนี้

          “หึ... คราวนี้แหละ แวนโคลิกจะยิ้มไม่ออก” ชายสูงวัยเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี ดวงตาสีน้ำตาลเต็มไปด้วยประกาย

          “แล้วคุณหนูจะยอมหรือครับ” ริคถามขึ้นอย่างเป็นห่วงเมื่อรู้แผนการของคนเป็นนายแล้ว

          “ไอไม่มีทางปฏิเสธฉันหรอก แต่งานนี้ยอมรับเลยว่าเป็นห่วงลูก เพราะการคุ้มกันของแวนโคลิกแน่นหนาเหลือเกิน แต่ก็ยังพอโชคดีที่เรามีสายอยู่ที่นั่น” ผู้เป็นนายพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ครั้งนี้ถ้าทำสำเร็จเม็ดเงินมากมายมหาศาลจะเข้ามาพร้อมกับความยิ่งใหญ่

          คนสนิทได้ฟังก็ถอนหายใจ อดจะรู้สึกเป็นห่วงคนที่อยู่ในวงสนทนาไม่ได้ หญิงสาวผู้เป็นทายาทคนเล็กของตระกูลบราวน์แต่ไม่สามารถเปิดเผยฐานะของตัวเองได้ มีเพียงแค่คนในครอบครัวและเขาเท่านั้นที่รู้ว่าเธอเป็นลูกแท้ๆอีกคนของแบรนดอนเท่านั้น

          “แล้วนายจะบอกคุณไอวันเสาร์นี้เลยหรือเปล่าครับ” ริคถามต่อ

          “ใช่... ฉันตั้งใจจะให้ลูกทำงานนี้งานสุดท้าย เพราะถ้าเราโค่นแวนโคลิกได้... ฉันก็ไม่ต้องการอะไรแล้ว”

          แบรนดอนบอกตามตรงรู้ดีว่าไดมอนไอไม่ได้เติบโตอย่างเฉิดฉายมาหลายสิบปีนับตั้งแต่ก่อตั้งเพราะแวนโคลิกมักจะเป็นหนึ่งเสมอ แม้จะทุ่มเทแค่ไหนมันก็ยังดีไม่พอ จนเมื่อปีที่ผ่านมาเขาเริ่มลืมตาและยืนหยัดในธุรกิจนี้ได้ นั่นก็เพราะวิธีสกปรกคือการขโมยแบบและเปิดตัวสินค้าตัดหน้า แน่นอนว่าเป็นการขโมยที่แยบยล ไม่มีใครรู้ ไม่มีร่องรอย และนั่นมันทำให้ไดมอนไอเริ่มมีชื่อเสียงติดตลาดอย่างที่รอมานานเสียที

          “แล้วถ้าเกิดจับได้ล่ะครับ” คนสนิทบอกอย่างเป็นกังวล

          “แกก็รู้นี่ ไอไม่เคยโดนจับได้ และเราก็ไม่เคยทำให้ต้องมีร่องรอย”

          “แต่ผมว่า...”

          “นายไม่ต้องห่วงหรอก ไอเก่งกว่าที่ฉันคิดเอาไว้ อีกอย่างสายเราก็มี ฉันไม่ยอมให้ลูกตัวเองโดนจับได้หรอก”

          เมื่อคนเป็นนายยืนยันแบบนั้น คนสนิทก็ไม่ได้เอ่ยค้านอะไรออกมาอีก เขารู้ดีว่าเจ้านายรักไอรดามากแค่ไหน รักมากกว่าโซเฟียที่เป็นลูกสาวคนโตด้วยซ้ำ

 

          ทางด้านร้านอิตาเลี่ยนหรูไอรดามองนาฬิกาบนผนังพบว่าถึงเวลาเลิกงานของเธอแล้ว หญิงสาวบอกลาเพื่อนร่วมงานเดินเข้าไปหลังร้านเปลี่ยนเสื้อผ้าจากนั้นก็เดินออกจากร้านซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับวิกเตอร์และเพียงดาวพอดี

          “หนูไอ!” เสียงเรียกจากทางด้านหลังทำให้หญิงสาวหันไปมองดูก่อนจะพบว่าเป็นเพียงดาวนั่นเอง

          “คะ”

          “เลิกงานแล้วเหรอจ๊ะ” เพียงดาวเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะส่งยิ้มและเอ่ยถาม

          “ค่ะ”

          “แล้วนี่จะกลับบ้านเลยเหรอ” หญิงวัยกลางคนยังถามต่อในขณะที่คนเป็นลูกชายก็ได้แต่ยืนเงียบๆเคียงข้างแม้จะแปลกใจกับการกระทำของคนเป็นแม่

          “ค่ะ วันนี้งานพิเศษหมดแล้ว หนูกำลังจะกลับอพาร์ทเม้นท์” ไอรดาบอกแล้วส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

          “อย่างนั้นดีเลยจ้ะ งั้นให้ป้าไปส่งนะ นานๆทีจะเจอคนไทยด้วยกัน” เพียงดาวบอกอย่างเอ็นดูแต่หญิงสาวตรงหน้าส่ายหน้าเป็นคำตอบ

          “อย่าเลยค่ะ หนูเกรงใจ อีกอย่างหนูกลับเองดีกว่า” พูดเสร็จก็ปรายตามองไปยังชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนตีหน้านิ่งอยู่ด้านหลัง ก่อนจะหันกลับมามองเพียงดาว

          “เกรงใจอะไรกันจ๊ะ คนไทยเหมือนกัน ไปกันเถอะ” เพียงดาวไม่ว่าเปล่ากลับจูงมือหญิงสาวไปด้วย วิกเตอร์กับ   เชสมองหน้ากันอย่างแปลกใจแต่ไม่พูดอะไรนอกจากรีบเดินตาม

          สุดท้ายไอรดาก็ไม่อาจจะขัดเพียงดาวได้ นั่นทำให้ตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่เบาะหลังบนรถสีดำคันหรู โดยมีเพียงดาวนั่งด้านข้างซึ่งติดรถลูกชายกลับไปด้วย เนื่องจากว่าตอนมานั้นให้คนสนิทอย่างเรย์มาส่งและให้กลับไปเลย ในขณะที่วิกเตอร์ก็นั่งอยู่เบาะหน้าส่วนเชสก็เป็นคนขับรถ

          ทั้งสองพูดคุยกันเป็นภาษาไทยอย่างออกรสออกชาติซึ่งส่วนใหญ่เพียงดาวก็เอ่ยถามประวัติว่าเธอมาอยู่กี่ปีแล้วทำงานอะไรมาบ้าง พอได้ยินเรื่องราวก็อดจะชื่นชมหญิงสาวรุ่นลูกไม่ได้ว่าทั้งขยันแล้วยังน่ารักอีกด้วย โดยเรื่องราวของหญิงสาวก็มีวิกเตอร์ที่นั่งเบาะหน้านั้นหูผึ่งคอยฟังอยู่แล้วเพราะเขาฟังภาษาไทยออกนั่นเอง

          ทั้งสองพูดคุยกันมาได้เกือบสามสิบนาทีก่อนที่รถสีดำคันหรูจะเลื่อนตัวมาจอดที่หน้าอพาร์ทเม้นท์ของไอรดา วิกเตอร์เงยหน้ามองตึกสีขาวกลางเก่ากลางใหม่ก็นิ่วหน้า พลางคิดไปว่ามันจะอยู่ได้อีกกี่ปีในสภาพแบบนี้ ไอรดากล่าวลาเพียงดาวก่อนจะลงจากรถในขณะที่คนอาสามาส่งก็ลงมาด้วย

          “ขอบคุณคุณป้ามากเลยนะคะที่มาส่ง” หญิงสาวยกมือไหว้ขอบคุณ

          “ไม่เป็นไรเลยจ้ะ”

          ไอรดาส่งยิ้มอีกครั้งตั้งใจจะเดินเข้าไปด้านในแต่กระจกตรงด้านหน้าเปิดลงมาเสียก่อนทำให้เห็นใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาที่ยังคงนิ่งสนิท หญิงสาวคิดว่าควรจะพูดอะไรบางอย่างกับชายหนุ่มอย่างน้อยเขาก็มาส่งเธอเหมือนกัน

          “ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” ไอรดาพูดเสียงเบาแต่วิกเตอร์กลับได้ยินเสียงหวานใสได้อย่างชัดเจน เขาเงยหน้าสบตากับร่างบาง ก่อนที่จะเห็นเธอหมุนตัวเดินหนีเข้าไปด้านใน เวลานั้นมุมปากของชายหนุ่มกระตุกยิ้มโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งเสียงปิดประตูรถทำให้เขาหลุดจากภวังค์พร้อมกับรถเคลื่อนที่ออกไป

          บรรยากาศภายในรถกลับมาเงียบขึ้นอีกครั้ง ทางด้านของเพียงดาวก็ยังอดจะปลื้มไอรดาไม่ได้อาจจะเพราะโรสลูกสาวของเธอมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันก็ได้ เลยทำให้เธอเอ็นดูหญิงสาวไม่น้อยเลย

          “คุยกันแค่ไม่กี่นาที ดูมัมจะสนิทกับเธอนะครับ แถมยังอาสามาส่งด้วย” วิกเตอร์ถามขึ้นทำลายความเงียบและคำถามนี้ทำให้คนเป็นแม่ยกยิ้ม

          “ก็มัมนึกว่าลูกสนใจเธอ เผื่ออยากจะรู้จักบ้าน มัมเลยพามา” เพียงดาวแกล้งพูด

          “เปล่านะครับมัม ผมไม่ได้ต้องการแบบนั้นสักหน่อย” ชายหนุ่มรีบปฏิเสธอย่างร้อนรนทันที

          “มัมล้อเล่นน่ะ แต่เผื่อว่าลูกอยากรู้จักชื่อ... เธอชื่อไอรดานะจ๊ะ ชื่อเพราะเชียว” เพียงดาวว่ายิ้มๆแววตาเป็นประกายล้อเลียนทำให้ลูกชายที่ใบหน้าถอดแบบสามีมาพิมพ์เดียวกัน ทำหน้าตาเหรอหราแล้วตอบเสียงเข้ม

          “ไม่เห็นจะเพราะเลยสักนิด”

          เพียงดาวส่ายหน้าให้กับลูกชายพร้อมกับยิ้มขำ เธอรู้จักนิสัยของลูกทุกคน วิกเตอร์นั้นมีนิสัยเหมือนคนเป็นพ่อถอดแบบนอกจากหน้าตาก็เรื่องบ้างานนี่แหละ คร่ำเคร่งกับการทำงาน เด็ดขาด แต่ในขณะเดียวกันเรื่องผู้หญิงแล้วกลับไม่ตกลงปลงใจคบกับใครเลยสักคนมีเพียงคู่ควง คู่นอนที่มีบ้างประปรายเท่านั้น ด้วยอายุอานามก็เลขสามเข้าไปแล้ว เพียงดาวก็อยากจะอุ้มหลานเต็มแก่ ก็ได้แต่ลุ้นว่าเมื่อไหร่วิกเตอร์จะลงเอยกับใครสักที แต่วันนี้เธอได้เห็นปฏิกิริยาของลูกชายที่มีต่อไอรดา มีอะไรบางอย่างในตัวลูกชายบอกกับเธอว่าเขาสนใจผู้หญิงคนนี้ ไม่อย่างนั้นคนนิ่งขรึมอย่างวิกเตอร์จะไม่พูดยียวนกับหญิงสาวดั่งเช่นในร้านอาหารแน่ๆ

          “ลูกก็... อคติ มัมว่าเธอน่าสงสารนะ เจอกันครั้งหน้าห้ามแกล้งเธอล่ะ” เพียงดาวกำชับ

          “น่าสงสารยังไงล่ะครับ มัมก็เห็นที่ร้านอาหาร เธอก็กวนผมเหมือนกัน ผมต่างหากที่น่าสงสารนะ” ชายหนุ่มพูดบอกแต่คนเป็นแม่กลับยิ้มกว้าง

          “ก็ลูกกวนเธอก่อน และที่มัมพูดว่าน่าสงสารก็เพราะเธออยู่ที่นี่เพียงลำพัง แถมยังเรียนอยู่ด้วย ผู้หญิงตัวคนเดียวต่างบ้านต่างเมือง ลูกคิดดูสิ จะโดดเดี่ยวแค่ไหน” เพียงดาวพูดตามที่คิดในขณะที่วิกเตอร์ได้ยินก็เริ่มคล้อยตาม ยิ่งได้ยินรายละเอียดการทำงานพิเศษของเธอเมื่อครู่ก็เห็นใจไม่น้อย

          “ยังไงซะก็ไม่เกี่ยวกับเรานี่ครับ จริงไหม ผมว่า... อย่าสนใจเธอเลย” เพียงดาวยิ้มกับคำตอบของลูกชายก่อนจะเอ่ยดักคออีกคนเอาไว้

          “จ้ะ ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่อย่าให้มัมจับได้แล้วกันว่าส่งเชสไปสืบประวัติหนูไอ หรือแอบไปดูเธอ ไม่งั้นนะมัมจะล้อลูกทุกวันเลย” คำตอบของคนเป็นแม่ทำให้ลูกชายยิ้มขำ

          “ผมไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ” ชายหนุ่มพูดขึ้นเสียงแข็ง

          “งั้นมัมจะคอยดู!” เพียงดาวว่าขึ้นก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูด ภายในใจก็แอบคิดไปว่า เธอไม่เชื่อเลยสักนิดเดียว พ่อลูกยังไงก็ต้องเหมือนกัน หากได้สนใจใครแล้ว อีกไม่นานประวัติของไอรดาก็คงมาอยู่ในมือแน่ๆ

 

          เช้าวันรุ่งขึ้นที่คฤหาสน์แวนโคลิก คฤหาสน์สุดหรูที่หากตีมูลค่าคงหลายร้อยล้านปอนด์ด้วยซ้ำเพราะความหรูหราและเนื้อที่หลายสิบไร่ซึ่งถือว่ากว้างขวางไม่น้อยและในบริเวณนี้ก็ประกอบไปด้วยบ้านถึงสามหลังซึ่งบ้านหลังกลางตั้งตระหง่านคือคฤหาสน์หลังใหญ่ของแวนโคลิก คนที่พำนักอยู่ก็คือวินเซนต์ เพียงดาวและลูกสาวคนเล็กอย่างโรส ในขณะที่สองบ้านหลังใหญ่ไม่แพ้กันซ้ายขวาก็จะเป็นของลูกชายคนโตอย่างวิกเตอร์และคนกลางอย่างวิลเลี่ยม

          ภายในห้องอาหารของคฤหาสน์หลังใหญ่เต็มไปด้วยอาหารเช้ามากมายตั้งเรียงไว้บนโต๊ะหัวโต๊ะถูกจับจองด้วยอดีตผู้กุมบังเหียนของแวนโคลิกอย่างวินเซนต์ที่เกษียณตัวเองแล้ว แม้วัยจะเข้าหกสิบปีแต่ก็ยังแข็งแรง ดูไม่แก่เลยสักนิด ด้านข้างเป็นภรรยาคู่ชีวิตอย่างเพียงดาว ถัดจากเพียงดาวก็เป็นลูกสาวแสนสวยเพียงหนึ่งเดียว ดวงใจของแวนโคลิก ที่อยู่ในชุดเดรสสีน้ำเงินสวยขับผิวขาวใสที่ได้คนเป็นแม่มาให้ดูโดดเด่น ผมยาวสลวยเกล้ามวยไว้ด้านบนอย่างเรียบร้อย ดวงตากลมโตจับจ้องอาหารเช้าของตัวเอง ริมฝีปากเล็กเป็นกระจับสวยงามกำลังเคี้ยวอาหารอย่างอร่อย จมูกโด่งสวยงามเป็นสันตามธรรมชาติ ใบหน้าสวยหวานผสมผสานทั้งคนเป็นพ่อและแม่อย่างลงตัว ในขณะที่วิกเตอร์ก็ยังคงหล่อเหลาด้วยชุดลำลองเสื้อโปโลสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงขายาวสีครีม แต่บนโต๊ะกลับขาดไปหนึ่งคนนั่นคือทายาทคนกลางนั่นเอง

          วิลเลี่ยม แวนโคลิกแฝดผู้น้องของวิกเตอร์นั้นดูจะแปลกแยกกว่าคนในครอบครัว เพราะเขาเลือกที่จะเป็นทหารในหน่วยรบพิเศษ ซึ่งมีแต่คนในครอบครัวเท่านั้นที่รู้คนภายนอกจะรู้แค่ว่ารับราชการทหารเท่านั้น แม้เดิมทีเพียงดาวจะคัดค้านแต่สุดท้ายก็เห็นแก่ลูกชายที่ยึดมั่นอยากจะทำจริงๆอีกทั้งวินเซนต์ก็รู้จักผู้ใหญ่ทางการทหารหลายคนก็ยังพอฝากฝังให้ดูแลลูกชายตัวเองได้บ้างแม้รู้ดีว่าวิลเลี่ยมนั้นดูแลตัวเองได้ก็ตามที ดังนั้นทุกคนในบ้านจะได้เจอวิลเลี่ยมไม่บ่อยนักในหนึ่งปี เพราะภารกิจที่รัดตัว แต่วิลเลี่ยมก็จะพยายามโทรศัพท์กลับมาหาบ่อยที่สุดเท่าที่บ่อยได้ ก็เลยทำให้เพียงดาวคลายกังวลไปได้บ้าง

          “เมื่อคืนดาวนอนไม่หลับเลยค่ะ เป็นห่วงวิลล์แล้วก็คิดถึงด้วย” จู่ๆเพียงดาวก็หันไปพูดกับสามีซึ่งวินเซนต์ได้ยินก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะกระซิบข้างหูภรรยาให้ได้ยินกันสองคน

          “งั้นคืนนี้... ผมจะช่วยคุณเองรับรองหลับสบายไปถึงเที่ยง”

          คำพูดนั้นทำให้เพียงดาวเดาออกได้อย่างง่ายดายถึงการช่วยเหลือของสามี ก่อนจะยิ้มเขินหน้าแดงพร้อมกับตีเข้าที่แขนแกร่งไปหนึ่งทีทำให้วินเซนต์หัวเราะ

          “คุณก็...”

          “โอ๊ย... แด๊ดกับมัมสวีทกันแบบนี้ โรสอยากมีแฟนบ้างจัง” โรสพูดออกมายิ้มๆแต่ทำให้คนเป็นพ่อหุบยิ้มทันที

          “ห้าม! ห้ามมี ลูกยังเด็กอยู่”

          ลูกสาวคนเล็กได้ยินประโยคนี้มาเกือบทั้งชีวิตก็ถอนหายใจหันไปขอความช่วยเหลือจากคนเป็นแม่ โรส แวนโคลิกในวัยยี่สิบห้าปี นักศึกษาแพทย์ซึ่งก็เดินคนละแนวทางกับครอบครัวอาชีพของแต่ละคนนั้นสร้างความภูมิใจให้แก่วินเซนต์ไม่น้อยเลยทีเดียว วิกเตอร์นั้นบริหารงานสานต่อธุรกิจได้อย่างดีเยี่ยม วิลเลี่ยมก็ทำหน้าที่ลูกผู้ชายปกป้องประเทศและโรสก็ทำหน้าที่รักษาคนป่วย

          “คุณก็... ลูกโตแล้วนะคะ บางทีเราควรปล่อยให้เธอไปเดทบ้าง” เพียงดาวว่า โรสเองก็พยักหน้าเห็นด้วย

          “ไม่ได้ลูกเพิ่งจะยี่สิบห้าเอง รอสามสิบก่อนค่อยไป” คำพูดของคนเป็นพ่อทำให้วิกเตอร์หลุดขำออกมา ส่วนเพียงดาวก็เช่นเดียวกันมีเพียงโรสที่ยู่หน้าหลังจากได้ยินคำตอบของคนเป็นพ่อ

          “พี่วิก ช่วยพูดกับแด๊ดหน่อยสิคะ” พอรู้ว่าแม่พูดแล้วยังไม่สำเร็จ เลยออดอ้อนพี่ชายแทน

          “พี่เห็นด้วยกับแด๊ดนะ” คำตอบนี้ยิ่งทำให้สาวน้อยหนึ่งเดียวหน้าบึ้งตึง ในขณะที่พ่อกับลูกชายก็ส่งยิ้มให้แก่กัน

          “เป็นกันซะแบบนี้ โรสก็ขึ้นคานพอดีสิคะ” หญิงสาวว่างอนๆ

          “แบบนั้นก็ดีนะ แด๊ดชอบ ไม่ต้องให้ใครมาเลี้ยงหรือดูแลหรอก เพราะแด๊ดดูแลหนูได้ตลอดชีวิต” วินเซนต์บอกอย่างอารมณ์ดี พอรู้ว่าไม่สมารถเอาชนะคนเป็นพ่อได้ โรสก็ก้มหน้าก้มตาทานอาหารเงียบๆด้วยใบหน้าบึ้งตึง ยิ่งเรียกเสียงหัวเราะอารมณ์ดีของทั้งหมด รู้ดีว่าโรสนั้นเวลางอนดูน่ารักน่าเอ็นดูขนาดไหน วิกเตอร์อมยิ้มให้กับบรรยากาศในครอบครัวเพราะเขาชินกับสภาพแวดล้อมแบบนี้ ชายหนุ่มคิดว่าเขาคงโชคดีมากเหลือเกินที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น

 

          ช่วงบ่ายที่อพาร์ทเม้นท์กลางเก่ากลางใหม่ของไอรดา หญิงสาวอาบน้ำเรียบร้อยแล้วก็สวมเสื้อโปโลสีขาวสวยพอดีตัวแล้วสวมแจ็คเก็ตยีนส์สุดเท่ทับด้านนอกอีกที่ส่วนด้านล่างเป็นกางเกงยีนส์ขายาวสีดำสนิทแนบไปกับเรียวขาสวยงาม และไม่ลืมที่จะสวมรองเท้าผ้าใบคู่สวยสีขาวของตัวเองก็เป็นอันเสร็จสิ้น หญิงสาวมองสำรวจตัวเองก่อนจะถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายกับนัดช่วงบ่ายนี้ เธอไม่อยากจะเข้าไปในคฤหาสน์หลังนั้นเลยหากเลี่ยงได้ แต่ก็รู้ดีว่ามันเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องทำใจยอมรับ มือสวยคว้ากระเป๋าสะพายสีน้ำตาลเข้มและเดินออกไปจากห้อง

          หญิงสาวใช้เวลาเดินทางด้วยรถโดยสารแม้คนเป็นพ่อจะส่งคนสนิทมารับแต่ตัวเธอปฏิเสธ ไม่ถึงสามสิบนาทีเธอก็เข้ามาเยือนในบ้านหลังใหญ่โตที่เคยอยู่มาถึงหกเดือนด้วยกัน หกเดือนที่อยู่ด้วยความทุกข์ทรมานใจก่อนจะย้ายไปอยู่เพียงลำพัง เธอทอดมองความหรูหราที่ยังมีเหมือนเดิมอาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เครื่องเรือนบางชิ้นก็ดูจะราคาแพงไม่น้อย ไอรดาละสายตาจากเครื่องเรือนพวกนั้นก็เจอเข้ากับริคที่เดินเข้ามาก่อนที่อีกคนจะผายมือเชิญเธอไปยังห้องทำงานของคนเป็นพ่อแต่ยังไม่ทันได้ก้าวเดินก็ต้องชะงักกับสองร่างที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับคำพูดกระแหนะกระแหนทันที

          “ลูกคนโปรดของคุณพ่อมาแล้ว” โซเฟียพูดขึ้นลอยๆ พลางยืนกอดอกมองอย่างเย้ยหยัน

          โซเฟียนั้นอายุยี่สิบเจ็ดปีแก่กว่าเธอสองปี หญิงสาวมีผมหยิกยาวเหมือนคนเป็นแม่ สีผิวน้ำผึ้ง ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาเรียวรีเหมือนเมล็ดข้าว เครื่องหน้าของเธอนั้นถอดแบบเรน่าออกมาเป็นพิมพ์เดียวกันเลยก็ว่าได้ น้อยมากที่โซเฟียจะมีความเหมือนแบรนดอนนอกจากสีของดวงตาเท่านั้น

          “สวัสดีค่ะ” ไอรดาทักทายตามมารยาท

          “แกมาทำไม มีธุระอะไรถึงมาเหยียบที่นี่!” มาดามแห่งตระกูลบราวน์ในชุดเสื้อผ้าตัดเย็บอย่างประณีตดูดีจากแบรนด์ดังเอ่ยถามอย่างไม่ชอบใจนัก ยิ่งเห็นใบหน้าไอรดาก็เหมือนย้อนเตือนความจำว่าครั้งหนึ่งสามีเคยนอกใจเธอ!

          “ท่านเชิญคุณไอให้มาหาครับ” ริคเป็นคนตอบคำถามนี้แทน

          “งั้นก็รีบเจอแล้วรีบไปจากที่นี่ซะ เพราะฉันไม่อยากจะอยู่ร่วมบ้านกับแกสักนาทีเดียว ไม่อยากจะหายใจร่วมด้วยซ้ำ!” เรน่าบอกอย่างไม่ไว้หน้าเลยสักนิด ไอรดาได้ยินก็ข่มอารมณ์กรุ่นโกรธของตัวเองได้แต่ตอบกลับเสียงเรียบ

          “ฉันก็ไม่อยากจะอยู่นานเหมือนกันค่ะ” ไอรดาพูดเสร็จก็เดินหนีทันทีซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่สองแม่ลูก ตั้งใจจะเดินไปเอาเรื่องแต่ก็เห็นอีกคนเดินไปยังตำแหน่งห้องทำงานของแบรนดอนแล้ว เลยเลือกที่จะข่มอารมณ์ตัวเองเอาไว้เสียก่อน

          บานประตูไม้ไม้เนื้อหนาสีมะฮอกกานีตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า คนสนิทเคาะประตูเพียงสองครั้งก่อนจะเปิดประตูกว้างผายมือเชิญเธอเข้าไปด้านใน ไอรดาถอนหายใจก้าวเข้าไปโดยที่ริคปิดประตูตามหลังและมายืนอยู่หน้าประตูห้อง

          “มาแล้วหรือลูก” แบรนดอนละสายตาจากเอกสารตรงหน้าและมองใบหน้าลูกสาวที่รักของตัวเอง ใบหน้าของไอรดาถอดแบบผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจอย่างอารียา ภรรยาที่อยู่ในใจของเขาเสมอมา

          “ค่ะ คุณพ่อเรียกหนูมามีอะไรหรือคะ” หญิงสาวพูดขึ้นแล้วทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะทำงาน

          “เรียนเป็นยังไงบ้างล่ะลูก” คนเป็นพ่อถามคำถามทั่วไปยังไม่ยอมเข้าเรื่องที่จะพูดวันนี้

          “ดีค่ะ ใกล้จะจบแล้ว” หญิงสาวตอบตามตรง

          “ขาดเหลืออะไรไหม วางแผนจะทำงานที่ไหน คิดไว้หรือยัง เข้ามาบริหารงานที่ไดมอนไอไหมลูก” แบรนดอนเสนอแม้จะเคยพูดไปแล้วแต่ได้รับการปฏิเสธ

          “หนูจะกลับเมืองไทยค่ะ” คำพูดแน่วแน่ทำให้คนเป็นพ่อถอนหายใจ

          “ไอ... พ่อว่า”

          “พูดธุระมาเถอะค่ะ”

          พอได้ยินแบบนี้คนเป็นพ่อก็เข้าใจ ตัวเขาเองทำหน้าที่พ่อได้ไม่ดีเท่าไหร่นักและทุกอย่างก็แย่ลงเมื่อเขาให้เธอทำงานบางอย่างเมื่อปีก่อน และตอนนี้เขาก็กำลังจะขอเธออีกครั้ง ซองสีน้ำตาลถูกดึงออกมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงานและส่งไปตรงหน้าของหญิงสาว เธอเงยหน้ามองอย่างสงสัยและเอื้อมไปหยิบมาเปิดดู ภาพที่เห็นตรงกระดาษแผ่นแรกมันทำให้หัวใจเธอกระตุก... วิกเตอร์ แวนโคลิก!

          “ลูกรู้จักหรือ” แบรนดอนที่เห็นอาการของลูกสาวก็ถามขึ้น

          “ปะ... เปล่าค่ะ แต่หนูเคยเห็น” ไอรดาพูดต่อและพลิกกระดาษหน้าต่อไปพบว่าทั้งหมดเป็นประวัติของชายหนุ่ม ซึ่งบ่งบอกว่าเขาเป็นใคร รวยแค่ไหน มีอิทธิพลมากมายในลอนดอนด้วยวัยเพียงแค่สามสิบปีเท่านั้นแต่พาธุรกิจครอบครัวไปได้ไกลกว่าที่หลายคนคาดเอาไว้

          “เห็นหรือ... ที่ไหน” คนเป็นพ่อถามอย่างแปลกใจ

          “ที่ทำงานพิเศษน่ะค่ะ” ไอรดาตอบสั้นๆ

          “เอาล่ะ ยังไงก็จำหน้าเขาไว้ให้ดีนะลูก”

          “หมายความว่ายังไงคะ” ไอรดาถามต่อเมื่อได้ยินคำสั่ง

          “เพราะสิ่งที่พ่อต้องการ ลูกต้องไปเอามาจากเขา...จากบริษัทของเขา”

คำตอบที่ได้ยินมันทำให้หญิงสาวตกใจ คิดไม่ถึงว่าเป้าหมายของพ่อเธอคือแวนโคลิกยิ่งคิดหัวใจดวงน้อยก็รู้สึกผิดนำหน้าไปแล้ว อย่างน้อยก็รู้สึกผิดต่อเพียงดาว

          “ทำไมต้องเป็นบริษัทนี้คะ”

          “ก็เพราะแวนโคลิกมันเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าพ่อได้แบบชุดนี้... นั่นก็แปลว่าไดมอนไอของเราจะขึ้นอันดับหนึ่งแน่นอน” แบรนดอนพูดขึ้นอย่างมั่นใจว่าสิ่งที่คาดการณ์เอาไว้ไม่ผิดไปจากนี้แน่ แม้อาจจะไม่ขึ้นที่หนึ่งในทันที แต่เขาก็ตีเสมอคู่แข่งอย่างแวนโคลิกได้แน่นอน

          “ถ้าเขาเป็นอันดับหนึ่งขนาดนั้น การรักษาความปลอดภัยก็ต้องเข้มงวด แล้วถ้าหนูถูกจับได้ล่ะคะ”

          “พ่อรู้ว่าไม่มีทาง...หนูไม่เคยทำงานพลาด อีกอย่างความสามารถพิเศษของลูก ช่วยพ่อได้เยอะ”

          คำว่า “ความสามารถพิเศษ” นั้นทำให้ไอรดารู้สึกขยะแขยงจนอยากจะอาเจียนเหลือเกิน เมื่อก่อนมันเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจแต่ตอนนี้มันเป็นสิ่งที่เธออยากจะเอามันออกไปถ้าทำได้ เธอไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาทั่วไปที่ทำงานและเรียนเหมือนเดิม เมื่อคนเป็นพ่อล่วงรู้ความสามารถนี้ความเลวร้ายก็บังเกิดขึ้น ยิ่งทำให้เธอเกลียดตัวเอง เกลียดสายตาคู่นี้ที่ทำร้ายคนมานักต่อนัก เธอกลายเป็น “นักโจรกรรมแบบเพชร” อย่างสมบูรณ์

          สองปีก่อน

        “ทำอะไรอยู่จ๊ะลูก” แบรนดอนเดินเข้ามาหาลูกสาวที่นั่งในสวน ลูกสาวที่เขารับมาเลี้ยงดูต่อหลังจากภรรยาเสียชีวิตไป เขากับไอรดาเข้ากันได้อย่างดีโดยไม่ต้องปรับตัวกันมากนัก

        “วาดรูปค่ะ” ไอรดาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

        แบรนดอนมองลูกสาววาดภาพที่เป็นภาพสวนภายในบ้านของเขาก็ชื่นชมเพราะเธอวาดได้สวย เก่งและเหมือนมาก เสมือนยกสวนกว้างมาไว้ในรูปภาพด้วยซ้ำ

        “ลูกวาดสวยมาก” แบรนดอนอดชื่นชมไม่ได้

        “หนูจบออกแบบนี่คะ” หญิงสาวว่ายิ้มๆ

        “แต่นั่นก็เถอะ พ่อว่ามันเป็นพรสวรรค์”

        “หนูมีอะไรให้พ่อทึ่งกว่านี้อีกนะคะ หนูสามารถวาดภาพออกมาได้หลังจากเพียงแค่เห็นครั้งเดียว” คำพูดของลูกสาวและท่าทางมั่นอกมั่นใจทำให้คนเป็นพ่อนิ่วหน้าและถามกลับ

        “จริงหรือ”

        “จริงสิคะ หนูจะทำให้ดู... เอาเป็นนาฬิกาของพ่อแล้วกัน”

        ไอรดาพูดเสร็จก็จ้องมองเพียงครู่เท่านั้นแล้วก้มหน้าก้มตาลงมือวาดภาพโดยไม่เงยหน้ามองนาฬิกาเรือนนั้นอีก แบรนดอนกับริคสบสายตากันอย่างไม่เชื่อเท่าไหร่นัก แต่ไม่ถึงสิบนาที นาฬิกาเรือนหรูของเขาก็เข้าไปอยู่ในกระดานภาพวาดเรียบร้อยและรายละเอียดตัวเรือนเหมือนกับที่สวมใส่เสมือนจริงทุกอย่างเลยก็ว่าได้

        “เก่งมากเลยลูก ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานพรสวรรค์นี้มาให้ลูก” คนเป็นพ่อว่าพร้อมกับลูบศีรษะของคนเป็นลูกอย่างแสนรัก

        ไอรดาปลาบปลื้มกับคำชมนี้เหลือเกินมันทำให้เธอภูมิใจ หญิงสาวไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตอนไหนแต่เธอมักจะเป็นคนที่มีความจำดีเยี่ยมอยู่แล้ว ไม่ว่าของที่มันเคยอยู่ตรงไหนหากย้ายเพียงเล็กน้อย ผิดที่แปลกทางเธอจะสังเกตมันได้ทันที และความสามารถนี้เธอค้นพบเกี่ยวกับการวาดภาพก็คงเป็นช่วงชั้นมัธยมที่ต้องการจะซื้อแหวนทองวงสวยให้คนเป็นแม่สักวง เธอเล็งมันเอาไว้นานมากเพื่อที่จะเก็บเงินซื้อเลยลงมือวาดไว้ในกระดาษเผื่อว่าจะลืม แต่วันที่เก็บเงินได้มากพอ แหวนวงนั้นกลับไม่อยู่แล้วแม้จะเอาภาพเขียนไปถามทางร้านแต่ก็พบว่าไม่มีแบบที่เธอต้องการแล้วจริงๆ แถมทางร้านยังเอ่ยชมอีกว่าเธอเก็บรายละเอียดและวาดได้เหมือนของจริงมาก แม้ไอรดาจะรู้ตัวเองว่าเธอมองมันแค่ไม่กี่ครั้งเอง หลังจากนั้นเธอพบว่ามันคือความสามารถพิเศษก็เลยฝึกฝนตัวเองจนสามารถมองเพียงครั้งเดียวก็จำรายละเอียดต่างๆได้

        แต่หลังจากนั้นเพียงสามเดือน ความสามารถพิเศษที่เธอปลาบปลื้มก็กลายเป็นฝันร้ายของเธอแทน เมื่อแบรนดอนขอร้องให้เธอทำอะไรบางอย่าง ที่ผิดกฎหมายและที่สำคัญ...มันเป็นการขโมย...ขโมยความคิดของคนอื่น แต่เธอเองก็ไม่มีทางเลือกเมื่อคนเป็นพ่อพร่ำขอร้องเธออยู่นาน จนในที่สุดเธอก็ต้องยอมทำ

        ภารกิจแรกที่เธอทำ เป็นบริษัทไม่ใหญ่มาก โดยเธอแฝงตัวไปเป็นพนักงานพาร์ทไทม์อยู่สักระยะหนึ่ง ก่อนที่จะสบโอกาสได้เห็นแบบเพชรที่พนักงานวางกองกันเอาไว้ เธอเองก็จดจำรายละเอียดทั้งหมดก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้ววาดทุกอย่างลงไป จากนั้นก็ใส่ซองพลาสติกกันน้ำและเอาไว้ที่ด้านหลังชักโครก ซึ่งจะมีคนมารับไป การทำแบบนี้ก็ไม่มีใครจับได้สักคน เพราะแบบไม่ได้หายไปไหน ไม่มีการขโมย แต่มันมาจากพรสวรรค์พิเศษของเธอเอง

        “ไอ... ไอ!” เสียงเรียกจากคนเป็นพ่อทำให้หญิงสาวหลุดจากภวังค์แห่งความคิดของตัวเอง

          “คะ? คะพ่อ”

          “คิดอะไรอยู่ลูก” คนเป็นพ่อถามอย่างสงสัย

          “เปล่าค่ะ”

          “ลูกปิดเทอมเมื่อไหร่”

          “อีกสองอาทิตย์ค่ะ” หญิงสาวตอบกลับซึ่งอาทิตย์หน้าจะเป็นการสอบทั้งอาทิตย์ก่อนจะปิดเทอม ทำให้เธอตั้งใจจะทำงานแบบเต็มเวลาเพราะมันจะได้เงินเยอะมากกว่าที่จะทำแบบพาร์ทไทม์หลายๆที่ในวันเดียว

          “เรื่องที่ลูกกังวลว่าจะโดนจับได้ ไม่ต้องห่วงนะลูก พ่อมีสายที่แฝงตัวอยู่ในนั้นอยู่แล้ว” คำตอบนี้ทำให้หญิงสาวสงสัยแล้วถามกลับ

          “สาย?

          “ใช่จ้ะ สายของเรา... พ่อให้คนแฝงตัวในนั้นมาหลายเดือนแล้ว”

          “แล้วทำไมคุณพ่อไม่ให้เขาทำล่ะคะ” ไอรดาถามต่อ คิ้วสวยขมวดกันยุ่ง

          “ก็เธอไม่มีความสามารถแบบลูกนี่จ๊ะ อีกอย่างเธอก็ไม่ได้อยู่ในแผนกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพชรเลยซักนิด”

          “ไม่เกี่ยวแล้วเธอทำตำแหน่งอะไรล่ะคะ” แบรนดอนสบตาคนสนิทเล็กน้อยก่อนตอบ

          “แม่บ้านจ้ะ”

          “แม่บ้าน!

          “ใช่ลูก เพราะถ้าให้เข้าไปตำแหน่งอื่นพ่อว่ามันจะค่อนข้างเสี่ยง ตำแหน่งแม่บ้านจะเข้าออกบ่อยแค่ไหนก็ได้ ไม่มีใครสงสัยอยู่แล้ว” แบรนดอนอธิบาย

          “งั้นหนูก็ต้องไปเป็นแม่บ้านที่นู่นเหรอคะ” ไอรดาถามขึ้น

          “ก็ทำนองนั้นแหละจ้ะ”

          “แล้วหนูจะขึ้นไปดูแบบเพชรได้ยังไงล่ะคะ” ดูท่าเธอยังไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไหร่นักและยังกังวลถึงการป้องกันภัยของบริษัทใหญ่โตแบบนี้เหลือเกิน

          “หนูอย่าลืมสิลูก พนักงานทำความสะอาดก็ต้องทำความสะอาดในทุกๆที่ใช่หรือเปล่า... เพราะฉะนั้นเราก็จะเข้าไปในที่ที่เราต้องการง่ายขึ้น” พอได้ยินหญิงสาวเข้าใจได้ทันที

          “แล้วพ่อคิดว่าบริษัทอันดับหนึ่งจะไม่มีการคุ้มกันที่แน่นหนาเลยหรือคะ” ไอรดายังคงถามต่อเรื่อยๆ

          “ใช่ลูก บริษัทของแวนโคลิก มีห้องพิเศษสำหรับเก็บแบบเพชรโดยเฉพาะ ยิ่งสำคัญบางทีอาจจะอยู่ห้องของไอ้วิกเตอร์เลยก็ได้ แต่อย่าลืมสิ ลูกพ่ออัจฉริยะ ใครจะคิดว่าแค่เรามอง จะลอกแบบมาได้เหมือนสุดๆ”

          ยิ่งแบรดอนพูดเรื่องความสามารถพิเศษเท่าไหร่ เธอเองก็ยิ่งรู้สึกแย่มากขึ้นเท่านั้น จริงอยู่เธอเองเพียงแค่มองเผินๆทำให้คนไม่สงสัยอะไร เพราะสำหรับเธอหัวสมองและมือของเธอเป็นเครื่องซีร็อกได้อย่างดีจนไม่น่าเชื่อ

          “งานนี้จะเป็นงานสุดท้ายของหนู ได้ไหมคะ” ไอรดาถามขึ้นแม้เคยคิดมาหลายครั้งแล้วถึงเวลาที่จะต้องพูดเสียที เธออยากหยุดทุกอย่างไว้แค่นี้ เพราะเท่านี้เธอก็ทำบาปมามากแล้ว บางบริษัทต้องขาดทุนย่อยยับไปเลยด้วยซ้ำ เมื่อทำเครื่องเพชรออกมาแล้วกลับถูกบริษัทพ่อของเธอเปิดตัวตัดหน้าเลยทำให้เขาขายไม่ออกและขาดทุนกันเสียมากมาย

          “แน่นอนลูก พ่อเองก็คุยกับริคว่างานนี้จะเป็นงานสุดท้ายแล้วจริงๆ” แบรนดอนบอกอย่างให้คำมั่นสัญญา

          “สัญญานะคะ”

          “สัญญาจ้ะ”

          ไอรดาได้ยินคำมั่นสัญญาก็เบาใจจากนั้นก็เก็บซองเอกสารเอาไว้ในกระเป๋าของตัวเองแต่ยังไม่ทันจะลุกไปไหนแบรนดอนก็ยื่นซองสีน้ำตาลขนาดกลางให้เธออีกหนึ่งซองซึ่งมันดูหนากว่าซองแรก หญิงสาวรับมาก่อนที่คิ้วสวยจะขมวดเข้าหากัน พอเปิดออกดูก็ต้องถอนหายใจเมื่อพบเงินสดก้อนโตด้านใน ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้ มันเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เหยียบย่างเข้ามาในคฤหาสน์หลังนี้

          “หนูไม่รับหรอกค่ะ ขอบคุณนะคะ” ไอรดาปิดซองและส่งคืนวางไว้ตรงหน้าของคนเป็นพ่อ

          “ทุกทีเลยไอ พ่อขอล่ะ ขอให้พ่อได้เลี้ยงดูหนูบ้าง” แบรนดอนบอกอย่างรู้สึกผิด และคิดว่าลูกสาวคนนี้ของเขาช่างเหมือนภรรยาที่จากไปเหลือเกินนั่นก็คือ ใจแข็ง!

          “ไม่เป็นไรค่ะ ทุกวันนี้หนูก็เลี้ยงตัวเองได้ พ่อเก็บเงินไว้เถอะค่ะ...ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หนูขอตัวก่อน” ไอรดาลุกขึ้นหมุนตัวจะเดินจากไปแต่เสียงของคนเป็นพ่อรั้งเอาไว้เสียก่อนทำให้เธอชะงัก

          “ทานอาหารเย็นกับพ่อสักมื้อนะ”

          “หนูคิดว่าคงไม่เหมาะนะคะ” ไอรดาบอกเสียงแผ่วเปิดประตูจะก้าวออกแต่ก็ได้ยินคำสั่งมาอีกครั้ง

          “ให้ริคไปส่งนะลูก นะ” แบรนดอนรบเร้าเสียงอ่อยไม่อยากจะให้ลูกสาวกลับเพียงลำพัง ตอนนี้ด้านนอกเริ่มจะมืดแล้วด้วย

          “อย่าเลยค่ะ ขอบคุณนะคะพ่อ” พูดเสร็จก็เดินจากไปปล่อยให้แบรนดอนถอนหายใจอย่างเจ็บปวดในขณะที่ริคเองก็ไม่ต่างกันเพราะอดจะเห็นใจสองพ่อลูกไม่ได้

          เมื่อลงมาด้านล่างไอรดาก็ต้องโล่งอกที่ไม่เจอสองแม่ลูกนั่นแล้ว เธอเบื่อหน่ายที่จะทะเลาะกับสองคนนั้นเต็มที หญิงสาวเดินออกจากบ้านหลังนี้ไปโดยไม่หันกลับมามองอีก เมื่อพ้นออกมาจากบ้านหลังใหญ่ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆแม้จะรู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่ปฏิเสธน้ำใจทำให้แบรนดอนเสียใจบ่อยครั้ง แต่สิ่งที่พ่อต้องการจากเธอมันก็ทำให้เธอรู้สึกแย่และเงินพวกนั้นเธอมองว่ามันคือเงินสกปรกที่ได้มาอย่างไม่ชอบธรรม แล้วก็นึกสงสัยว่าเขารักเธอบ้างหรือไม่ พ่อจะรู้สึกอย่างไรในเมื่อส่งลูกสาวไปทำร้ายคนอื่น ทำผิดอย่างไม่น่าให้อภัย คำถามนี้วนเวียนอยู่ในใจตั้งแต่เริ่มรับงานแรกจนถึงวันนี้แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามออกไป คิดได้แบบนั้นก็ถอนหายใจพรูอีกครั้งและเดินออกไปจากซอยบ้านหลังนี้ มือบางสวยสอดเข้าในกระเป๋าเสื้อยีนส์ ลมเย็นเริ่มพัดแรงขึ้น มันเย็นกว่าทุกวันอาจจะเพราะใกล้เข้าฤดูหนาวเต็มทีแล้ว

          ไอรดานั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกลับบ้าน เมื่อเดินเรียบถนนเพื่อที่จะเข้าซอยซึ่งเป็นที่ตั้งของอพาร์ทเม้นท์ตรงหน้าแต่ดันถูกดักเอาไว้เสียก่อนโดยมีชายตัวใหญ่สูงกว่าเธอสามคน ยืนอยู่ด้านหน้า กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยคละคลุ้งไปหมดนั่นทำให้เดาได้ไม่ยากว่าทั้งสามคงกำลังเมา และหนึ่งในนั้นยังมีขวดเหล้าติดมืออยู่ด้วย

          หญิงสาวพยายามเดินเลี่ยงโดยไม่พูดอะไรแต่ทั้งสามก็ยังเดินมาดักทางเอาไว้เหมือนเดิม จนเธอต้องเงยหน้ามองและสำรวจรอบข้างพบว่าถนนเส้นนี้คงไม่พลุกพล่านอยู่แล้ว จากนั้นก็ขยับถอยหลังเล็กน้อย

          “ขอทางด้วยค่ะ” หญิงสาวบอกสุภาพ

          “ไปกับพี่คืนนี้ เท่าไหร่” หนึ่งในนั้นถามเธอ ไอรดากำหมัดแน่นในกระเป๋าเสื้อ นึกหวั่นใจเหมือนกัน ร้อยวันพันปีไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เลย แม้สองสามวันก่อนจะได้ยินว่าละแวกนี้มีพวกอันธพาลมาดักทำร้ายคนแต่ยังจับกันไม่ได้ ไม่แน่ตอนนี้เธอคงกำลังเจอมันอยู่

          “ฉันไม่ได้ขายตัว ไปให้พ้น!” พูดเสร็จก็ตั้งท่าจะออกวิ่ง จังหวะที่หมุนตัวกลับหลังจะวิ่งเธอกลับถูกฉุดแขนข้างหนึ่งเอาไว้เสียก่อนในขณะที่หนึ่งในสามก็เดินมาดักเธอเอาไว้ด้วย

          “ไม่เอาน่า... คิดว่าเราไม่มีเงินหรือไง ขาวๆสวยๆแบบนี้ จ่ายให้เยอะนะ” ชายคนที่โตสุดเจาะที่บริเวณหางคิ้วพูดพร้อมกับมองเธอด้วยสายตาโลมเลียจนน่ารังเกียจ

          “ฉันไม่ไปไหนกับแกทั้งนั้นแหละไอ้อ้วน!” พูดเสร็จก็สะบัดแขนออกอย่างแรงจนหลุดจากการเกาะกุม จากนั้นก็เตะเข้าให้ที่หน้าขาของคนตรงหน้าและหมุนตัวไปเตะคนที่ดักเธอเอาไว้ ตั้งท่าวิ่งออกไปตามถนนโดยที่หญิงสาวเร่งสุดฝีเท้าของตัวเองเท่าที่จะพอไหว เธอพยายามมองหาความช่วยเหลือแต่ร้านค้าบริเวณนี้ปิดหมดแล้ว รถสัญจรก็ไม่มากเท่าไหร่ เธอมัวแต่มองข้างหลังไม่ทันมองข้างหน้า ทำให้สะดุดล้มลงหัวเข่าข้างขวากระแทกกับถนนอย่างแรงจนได้เลือด!

          “เฮ้ย! ชอบความรุนแรงก็ไม่บอก! หมดฤทธิ์แล้วสินะ” หนึ่งในสามที่วิ่งตามอย่างไม่ลดละเอ่ยขึ้น เดินย่างสามขุมเข้ามาในขณะที่ไอรดาก็เงยหน้ามองอย่างหวาดกลัว ตอนนี้ทั้งสามล้อมตัวเธอเอาไว้หมด หญิงสาวกัดฟันด้วยความเจ็บปวดที่หัวเข่า เลือดเริ่มไหลซึมออกมาแม้จะใส่กางเกงยีนส์สีเข้มแต่ก็รู้สึกได้ถึงเลือดอุ่นๆ

          “ถ้าไม่หนีก็คงไม่ต้องเจ็บตัวแบบนี้หรอก” มันพูดแล้วหัวเราะเสียงดัง ไอรดากลืนน้ำลายลงจ้องมองอย่างหวาดกลัว

         

          รถสีดำสนิทคันหรูยี่ห้อดังขับบนถนนอย่างเชื่องช้าไม่รีบร้อนมากนักแม้เวลานี้จะดึกแล้วหลายๆคนคงเตรียมเข้านอนแต่วิกเตอร์ที่ไม่มีธุระที่ไหนเลยขับรถกินลมชมวิวยามค่ำคืนหลังจากขับรถกลับมาจากโรงพยาบาลเพราะไปส่งน้องสาวเพียงหนึ่งเดียวของตัวเองระหว่างที่ติดไฟแดงอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นข้างทาง มันดูเป็นจุดสนใจที่ชายร่างใหญ่สามคนยืนรุมล้อมอะไรบางอย่าง พอหนึ่งในนั้นขยับเปิดทางเล็กน้อย สายตาดุจเหยี่ยวของเขาก็เห็นหน้าของหญิงสาวที่คุ้นตาได้อย่างชัดเจน พวกนั้นพยายามฉุดเธอให้ลุกขึ้นจากพื้น

          “บ้าเอ้ย! ไอรดา!

          วิกเตอร์สบถก่อนจะเลี้ยวรถตัดข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามทันที และจอดเอาไว้ข้างทางพุ่งลงจากรถเพื่อวิ่งไปช่วยหญิงสาวที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเอง

          “คืนนี้พี่จะทำให้น้องลืมทุกอย่างแล้วเรียกแต่ชื่อพวกพี่เลยจ้ะ” หนึ่งในนั้นบอกอย่างหื่นกระหาย

          “ฉันไม่เรียกชื่อแกหรอกไอ้ทุเรศ!” ไอรดาด่ากลับแม้จะกลัวแต่ก็ทำใจดีสู้เสือ

          “ปากแบบนี้ทนไม่ไหวแล้วเว้ย ต้องโดนสั่งสอนเสียหน่อย!” มันพูดขึ้นยกมือหมายจะตบใบหน้าสวยหวาน ไอรดาหลับตาปี๋เตรียมรับความเจ็บปวดแต่แล้วมือที่กำลังเงื้อมถูกใครบางคนจับเอาไว้เสียก่อน เลยทำให้ทั้งสามหันไปมองในขณะที่ไอรดายังไม่รู้ตัวจนกระทั่งได้ยินเสียงทุ้มเข้ม

          “ไม่หน้าตัวเมียไปหน่อยหรือ ผู้ชายสามคนรังแกผู้หญิงคนเดียว”

          ชายคนที่โดนจับมืออยู่นั้นก็สะบัดมือออกและหันไปมองพร้อมด้วยเพื่อนอีกคน ในขณะที่คนจับไอรดาอยู่นั้นก็ลากหญิงสาวให้ออกห่าง เพราะรู้ดีว่าการตะลุมบอน สั่งสอนผู้ที่เข้ามายุ่งกำลังจะเกิดขึ้น

          “คุณวิกเตอร์” ไอรดาเรียกชื่อเขาเมื่อลืมตาขึ้นมองแล้วเจอชายหนุ่ม เขาสบตาเธอเล็กน้อย

          “แล้วไงวะไอ้ลูกหมา  มึงมาคนเดียว แน่ใจเหรอว่าอยากจะลองดีกับพวกกู” ตาของชายหนุ่มกระตุกทันทีที่ได้ยินคำดูถูก

          “มึงเรียกใครว่าไอ้ลูกหมา” ชายหนุ่มเค้นเสียงถาม

          “มึงไง”

          พูดจบหมัดลุ่นๆจากวิกเตอร์ก็กระแทกเข้าที่ใบหน้าอวบอูมอย่างจังจนมันหน้าหันไปอีกทางในขณะที่อีกคนที่ยืนอยู่ก่อนแล้วตั้งท่าจะสาวหมัดเช่นเดียวกันแต่เขาก็จับหมัดนั้นเอาไว้แล้วหมุนตัวหักแขนของชายคนนั้น เสียงกระดูกดังลั่นพอๆกับเสียงร้องของคนที่โดนหักแขน

          ชายคนแรกที่มีเลือดไหลออกมาจากมุมปากหลังโดนต่อยก็หันหน้ากลับมาตั้งใจจะเตะเข้าที่ชายโครงของร่างสูงแต่ดูท่า... ความคล่องตัวของวิกเตอร์จะมีมากกว่าเมื่อเขาเป็นฝ่ายปล่อยหมัดลุ่นๆอีกครั้งและครั้งนี้ทำให้มันลงไปนอนกองกับพื้นอย่างหมดท่า ตามเพื่อนอีกคนที่ลงไปนอนเจ็บแขนก่อนหน้านั้นแล้ว

          “อย่าอยู่เลยมึง!” ชายคนที่จับไอรดาไว้สะบัดมือหญิงสาวออกจากนั้นก็ตรงเข้าไปล็อคแขนทั้งสองข้างของวิกเตอร์ที่ยืนหันหลังอยู่ ทีนี้อีกสองคนรีบลุกขึ้นจากพื้น ชายคนแรกที่โดนไปถึงสองหมัดก็สาวหมัดของตัวเองเข้าที่ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาจนได้เลือดทันที ไอรดาตกใจเบิกตากว้างก่อนจะกรีดร้องเรียกชื่อชายหนุ่ม

          “คุณวิกเตอร์!” หญิงสาวหันรีหันขวางเมื่อเห็นชายหนุ่มกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ สายตาเหลือบไปเห็นข้างเสาไฟฟ้า กิ่งไม้ขนาดพอเหมาะตกอยู่บริเวณนั้นเธอคิดว่ามันคงหักมาจากต้นไม้ที่ตั้งเรียงรายเพื่อความสวยงามตรงฟุตบาทของถนนแน่ๆ เธอเดินกะเผลกไปตรงนั้นทันทีแล้วคว้าไม้ เมื่อหันกลับมาพบว่าวิกเตอร์ล้มชายสองคนไปได้แล้ว แต่อีกคนกำลังตรงเข้าไปที่จะทำร้ายเขา หญิงสาวไม่รอช้าเดินเข้าไปแล้วฟาดไม้ลงที่กลางหลังชายคนนั้นอย่างแรง ตรงส่วนปลายของกิ่งหักกระเด็นทันทีเมื่อกระทบกับแผ่นหลังแข็งแรงของชายร่างอ้วนที่นอนทรุดลงไปกับพื้น

          “นี่แน่ะๆ อยากให้ฉันเรียกชื่อแกหรือไง” ไอรดากระหน่ำตีในขณะที่ปากก็พร่ำด่าต่อไป วิกเตอร์พบว่าสองคนที่เขาล้มเมื่อครู่แน่นิ่งแล้ว ส่วนคนที่ไอรดากำลังตีอยู่นั้นก็นอนหมอบแล้วเหมือนกันแต่มือบางเจ้ากรรมก็ยังไม่หยุดตีด้วยอารมณ์ทั้งโกรธและหวาดกลัว จนเขาต้องจับมือบางเอาไว้และพบว่ามันเย็นเฉียบ

          “พอแล้วคุณ เดี๋ยวมันจะตายซะก่อน” เสียงของเขาทำให้หญิงสาวหยุดการกระทำ ไม้ร่วงหล่นในมือพลางมองร่างของชายที่ตีพบว่านอนสลบไปแล้ว

          วิกเตอร์จ้องมองใบหน้าหวานที่ซีดเซียว ดวงตากลมโตมีน้ำตาคลอหน่วยดูตื่นตระหนกไม่น้อย ใบหน้าหวานทำท่าราวกับจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ นั่นทำให้ชายหนุ่มที่จับมือหญิงสาวอยู่นั้นดึงรั้งร่างบางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด เวลานั้นเขาสัมผัสได้ว่าตัวของเธอทั้งเย็นและสั่น

          “ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไรแล้ว” ชายหนุ่มกดจูบลงที่กลุ่มผมหอม ในขณะที่ไอรดาได้รับความอบอุ่นก็หลับตาลงอย่างหวาดกลัว ใจดวงน้อยยังคงเต้นแรงกับเหตุการณ์เมื่อครู่ หากชายหนุ่มมาไม่ทัน ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอจะเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งคู่ยืนกอดกันเกือบห้านาทีและเป็นวิกเตอร์ที่ดันร่างของหญิงสาวออกแต่ยังไม่ยอมปล่อยเธอออกจากอ้อมแขน เขาปัดปอยผมที่ละใบหน้าสวยออกช้าๆ

          “โอเคขึ้นหรือยัง” ชายหนุ่มถามเสียงนุ่ม เวลานั้นไอรดาคิดว่าหัวใจที่เต้นแรงจากการหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นเต้นแรงเมื่ออยู่ใกล้เขาแทน

          “ฉะ... ฉันดีขึ้นแล้วค่ะ ขอบคุณ” พูดเสร็จก็ดันตัวเองออกจากอ้อมกอดและนั่นทำให้ชายหนุ่มปล่อยแต่โดยดี

          หญิงสาวเดินถอยหลังแต่จะเซล้มโชคดีได้มือหนาจับเอาไว้เสียก่อน ไอรดาพยายามจะยืนเต็มเท้าแต่เพราะบาดเจ็บที่หัวเข่าขวาทำให้เธอเบ้หน้าเล็กน้อย วิกเตอร์จับมือบางเอาไว้แล้วก็ย่อลงสำรวจหัวเข่าพบว่าเธอบาดเจ็บ!

          “คุณบาดเจ็บนี่ เลือดไหลด้วย” ชายหนุ่มยืนขึ้นเต็มความสูงและถามอย่างตกใจ

          “ฉันหกล้มค่ะ นิดหน่อย”

          “เลือดออกขนาดนี้ไปโรงพยาบาลเถอะ ผมจะไปส่ง รถผมจอดอยู่ไม่ไกล” ชายหนุ่มบอกตั้งใจจะประคองแต่หญิงสาวกลับขืนตัวเอาไว้

          “ไม่เป็นไรค่ะ แผลนิดเดียว ไม่ต้องไปโรงพยาบาลก็ได้ แต่ว่า... หน้าคุณ” ไอรดาพูดเสร็จจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่ม มุมปากของเขามีเลือดไหล มือบางหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงของตัวเองออกมา ผ้าเช็ดหน้าสีชมพูหวานถูกมือบางเอาไปซับเลือดให้อย่างช้าๆเช็ดให้อย่างแผ่วเบาโดยที่วิกเตอร์จับจ้องมองใบหน้าหวานอย่างไม่ละสายตา จนเมื่อเธอเช็ดให้เสร็จตั้งใจจะเก็บแต่มือหนาก็จับเอาไว้เสียก่อนฉวยหยิบผ้าเช็ดหน้าในมือเธอไว้ด้วย

          “เลือดอาจจะไหลอีกก็ได้... ผมขอเก็บไว้ก่อนสิ” คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวหน้าแดงก่อนจะพูดกลบเกลื่อน

          “แผลเล็กนิดเดียว” ชายหนุ่มอมยิ้มเล็กๆแล้วตีหน้าเรียบอีกครั้ง

          “ไปเถอะผมจะไปส่งที่โรงพยาบาล” เขาพูดขึ้นครั้งที่สาม

          “ฉันบอกว่าไม่ต้องยังไงคะ ขอบคุณที่มาช่วยเหลือค่ะ แต่ฉันขอตัวกลับไปที่อพาร์ทเม้นท์ก่อน ที่นั่นฉันมียา ฉันทำแผลให้ตัวเองได้” พูดเสร็จก็ถอยห่างหมุนตัวเดินกะเผลกเพื่อที่จะเดินกลับที่พักแต่ชายหนุ่มก็เดินมาดักด้านหน้าเอาไว้เสียก่อนและทรุดตัวลงนั่งย่อเข่าหนึ่งข้างทำให้หญิงสาวตกใจ

          “ขึ้นมาสิผมจะไปส่ง” ชายหนุ่มพูดขึ้น หญิงสาวทอดมองแผ่นหลังกว้างที่มีแจ็คเก็ตหนังสีดำสนิทคลุมอยู่

          “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเดินเองได้”

          “บอกว่าจะไปส่ง ถ้าคุณปฏิเสธผมจะอุ้มคุณไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้แหละ” วิกเตอร์พูดขึ้นอย่างหงุดหงิดกับความดื้อรั้นของหญิงสาว หากเป็นผู้หญิงคนอื่นเขานั่งแบบนี้สิ เธอได้กระโดดขี่หลังก่อนที่เขาจะทันพูดอะไรด้วยซ้ำ

          เมื่อเห็นคำขู่ของเขาดูจะเอาจริงประกอบกับแผลที่หัวเข่าเริ่มจะหน่วงและตึง เจ็บมากขึ้นหญิงสาวเลยไม่มีทางเลือกกัดริมฝีปากเล็กน้อยชั่งใจก่อนจะตอบกลับ

          “ก็ได้ค่ะ”

          พูดเสร็จก็โน้มตัวลงกอดรอบคอของชายหนุ่มและเขาก็สอดแขนเข้ามาที่ใต้ข้อพับขาของเธอก่อนจะลุกขึ้น หญิงสาวคิดว่าเขาแข็งแรงมาก แผ่นหลังของชายหนุ่มนั้นกว้างและอบอุ่น กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆของบุรุษทำให้เธอนึกชอบ ในขณะที่ชายหนุ่มก็อมยิ้มเพียงลำพังโดยที่หญิงสาวไม่มีวันได้เห็น เขาพบว่าร่างนุ่มนิ่มของเธอนั้นช่างเย้ายวนเหลือเกิน แม้จะพาเธอนั่งรถและขับไปส่งก็ได้แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำแบบนั้น การได้มีใครบนแผ่นหลังและเดินทอดน่องไปตามบรรยากาศในฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้ แม้ร่างกายจะหนาวเย็นเพราะอากาศแต่หัวใจกลับอบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ บางที... มันก็ดีไปอีกแบบสำหรับชายหนุ่ม

      

*** ตัวอย่างตอนต่อไป ***
"ถอดกางเกงสิ" วิกเตอร์พูดพร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์... 

 

*** โอ๊ยยย หวานจุงงงง แลดูจะสนใจกันและกัน แต่ทำไง หนูไอได้รับภารกิจเพื่อขโมยงานของวิกเตอร์ งานนี้... จะเกิดอะไรขึ้น ฝากติดตามด้วยนะคะ ^ ^ ***
ปล.ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ ชอบไม่ชอบยังไงอย่าลืมเม้นบอกกันนะ
ปล.2 หากชอบเรื่องนี้ฝากเม้น โหวตกดไลค์เพจด้วยน้าา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

30 ความคิดเห็น

  1. #278 150221 (@150221) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2560 / 12:58
    มีมุมหวานกับเค้าด้วยนะไรท์
    #278
    0
  2. #106 Tudtu Sujaree (@tudtutudtu) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2558 / 01:55
    โชคดีจังวิกเตอร์มาช่วยหนูไอ ทัน 
    น่าสงสารหนูไอ เนอะ เเบรนดอน รักลูกมั่ง อะเปล่าเนี่ย เห้อ ลูก ทำงาน เสี่ยง ขนาดนั้น 

    #106
    0
  3. #57 Mint'Dd Vorachan (@mintvrc) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 เมษายน 2558 / 01:27
    รอค่าา
    #57
    0
  4. วันที่ 2 เมษายน 2558 / 22:57
    ต่อไวๆนะค่ั ><(ถ้าช้าระวังลืมนะค่ะ)#ล้อเล่นนะค่ะอย่าถือสา
    #56
    0
  5. #55 so_ja (@chunkung_ja) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 เมษายน 2558 / 17:42
    ตัวอย่างตอนต่อไปน่าลุ้นมากเลยคร๊าาาา
    #55
    0
  6. #54 pim (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 มีนาคม 2558 / 23:02
    รอนะคะรีบมาอัพด่วนค่ะ
    #54
    0
  7. #53 เงือกน้อยเอเรียว (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 มีนาคม 2558 / 22:23
    รอๆๆๆๆๆๆๆ ค่ะ ไร รีบมานะค่ะ ตามตั้งแต่รุ่นวินเซนต์แล้ว
    #53
    0
  8. #52 kitty (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 มีนาคม 2558 / 16:09
    มารอแต่ แดด จ้า จนมืด แล้วคะ รอๆๆๆๆๆๆ
    #52
    0
  9. #51 ดาว (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 มีนาคม 2558 / 10:16
    มาเร็วๆน่ะค่ะ รออ่านอยู่
    #51
    0
  10. #50 so_ja (@chunkung_ja) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มีนาคม 2558 / 15:40
    นางเอกน่าสงสารจังเลยคร๊าาา รอติดตามนะคร๊าาา
    #50
    0
  11. #49 Far (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มีนาคม 2558 / 08:06
    รอค้าาา~ ><
    #49
    0
  12. #48 Nattawadee Jantamool (@0900281006) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มีนาคม 2558 / 07:00
    อั้ยยะ มีถอดกางเกงด้วยอะ รออ่านต่อยุนะคะ
    #48
    0
  13. #47 ppp (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มีนาคม 2558 / 01:03
    มาอัพเร็วๆนะคร่าาาา ^3^
    #47
    0
  14. #46 readerone (@reader-one) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 มีนาคม 2558 / 20:49
    อย่าปล่อยให้รอนานอีกนะค่ะ. รออ่านอยู่คร้า
    #46
    0
  15. #45 Wanitcha Sumetpipat (@sumetpipat) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 มีนาคม 2558 / 20:34
    รอติดตามอยู่น่ะค่ะ
    #45
    0
  16. #44 june (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 มีนาคม 2558 / 20:19
    มาแล้ววว สนุกอีกตามเคย สงสารนู๋ไอซ์เหมือนกันนะนิ ถูกพ่อบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ รอตอนต่อไปนร๊าา
    #44
    0
  17. #43 supat18 (@supat18) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 มีนาคม 2558 / 20:17
    ตายแน่ มีถอดกางเกงด้วย
    #43
    0
  18. #42 Far (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 มีนาคม 2558 / 23:42
    รอออออออ~ ><
    #42
    0
  19. #40 Downy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 มีนาคม 2558 / 18:24
    รอค่ะ...มาอัพเร็วๆน่ะค่ะ
    #40
    0
  20. #39 ppp (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มีนาคม 2558 / 11:47
    เค้ารออยู่นะคร้าบ &#128526;
    #39
    0
  21. #37 Suphatsara Thiwato (@0415335345) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มีนาคม 2558 / 21:37
    อยากอ่านต่อแล้วว
    #37
    0
  22. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  23. #35 วรรณพร (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มีนาคม 2558 / 21:33
    จะให้สืบรึเปล่านะ ลุ้น
    #35
    0
  24. #34 so_ja (@chunkung_ja) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มีนาคม 2558 / 20:40
    รอคิดคามคร๊าาาา
    #34
    0
  25. #33 so_ja (@chunkung_ja) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มีนาคม 2558 / 20:29
    รอลุ้นต่อไปคร๊าาา
    #33
    0