เด็ดหัวใจมาเฟีย

  • 87% Rating

  • 7 Vote(s)

  • 150,813 Views

  • 287 Comments

  • 1,384 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    146

    Overall
    150,813

ตอนที่ 15 : บทที่8 [แนบชิด] อัพแล้ว 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14917
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    30 มิ.ย. 58



แอดแฟนพันธุ์แท้รอเลยนะคะ คิคิ ยังเปิดจอง+โอนได้อยู่นะ หมดเขต 17 ก.ค. ค่า ^ ^ 




 
 
 
 
 

 

*** ยังเปิดจอง+โอน เด็ดหัวใจมาเฟียอยู่นะคะ นิยายเรื่องนี้ ไรเตอรืพิมพ์เอง ดังนั้นจะไม่มีวางขายตามร้านหนังสือชั้นนำบนห้างนะคะ และจะพิมพ์ตามยอดจองน้าา ไม่ได้พิมพ์เผื่อนะคะ ดังนั้นสามารถจอง+โอนกับไรเตอร์ได้เลยยยย ตั้งแต่วันนี้ - 17 ก.ค.นะคะ จะโอนวันนี้ พรุ่งนี้ มะรืน สิ้นเดือน ต้นเดือน ก็ได้เลยน้าาา คิคิ ฝากป๋าวิกด้วยนะคะ ราคา 330 รวมส่งแล้วนะ และขอบอกว่า แต่ละฉากจัดเต็มแน่นอนนนน ฮิฮิฮิฮิ  ^^ ***

 

                 เสียงหัวเราะดังกึกก้องไปทั่วห้องกว้างของผู้กุมบังเหียนแห่งไดม่อนไอ ร่างสูงวัยของแบรนดอนกำลังนั่งหัวเราะอยู่กับคนสนิทอย่างริค เมื่อเขาได้อ่านข่าวดีตอนเช้า ซึ่งก็เรียกได้ว่าพาดหัวข่าวตัวโตๆในหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจเลยก็ว่าได้นั่นส่งผลให้เขาอารมณ์ดีขนาดนี้ “เลื่อนการเปิดตัวเพชรชุดมาสเตอร์พีซอย่างไม่มีกำหนด เพราะเกิดปัญหาด้านการผลิต”

“หึ! อะไรมันจะทำให้ฉันมีความสุขได้เท่าข่าวนี้วะเนี่ย!” แบรนดอนพับหนังสือพิมพ์แล้วพูดขึ้น

          “ผมว่ามันคงหาแบบอื่นมาแทนกันไม่ได้จริงๆ ครั้นจะแก้แบบเดิมก็คงไม่ทันอีกอย่างมันก็คงจะคล้ายกับของที่เราออกไปแล้ว” ริคพูดขึ้นบ้างตามที่ตัวเองคิด

          “สมน้ำหน้ามัน! งานนี้มันทั้งเสียหน้าและเสียเงินมหาศาล ผิดกับเราที่เงินเข้ากระเป๋าไม่หยุดหย่อน” ยิ่งพูดอีกคนก็ยิ่งยิ้มกริ่ม ไม่เคยเลยที่จะได้เป็นหนึ่งแบบนี้

          “ผมว่าคงไม่ใช่เร็วๆนี้แน่ที่มันจะเปิดตัวเพชรชุดใหม่” ริคคาดการ

          “หึ... ถึงเวลานั้นเราก็กอบโกยไปได้เยอะแล้ว ชื่อเสียงเราก็มากขึ้นตามไปด้วย”

          ริคพยักหน้ารับเห็นด้วย แบรนดอนยิ้มอย่างอารมณ์ดีแต่เขาก็ยังไม่ยอมหยุดแค่นี้ก่อนจะนึกถึงแผนการต่อไปของตัวเองแล้วสั่งการคนสนิทเสียงเข้ม

          “ไหนๆมันก็ถูกพูดถึงอยู่แล้ว เราปล่อยข่าวเสียหายให้มันหน่อยดีกว่า คนจะได้พูดถึงมันเยอะๆ!” แบรนดอนว่าแล้วยิ้มอารมณ์ดี คนจะพูดถึงแวนโคลิกเยอะแน่แต่ไม่ใช่ในแง่ดี

          ริครับคำสั่งก่อนที่จะโทรศัพท์ไปหาสำนักข่าวโดยอ้างว่าเป็นวงในที่รู้เรื่องเกี่ยวกับการเลื่อนการเปิดตัวแบบของแวนโคลิกแน่นอนว่าสื่อให้ความสนใจทันทีเพราะหลายๆคนก็สงสัยว่าแท้จริงแล้วเกิดปัญหาอะไรกันแน่ ริคเลยไม่ลืมที่จะใส่สีตีไข่ป้ายไปทางอีกฝ่าย แบรนดอนที่นั่งฟังอยู่ก็ยิ้มพอใจจนกระทั่งคนสนิทวางโทรศัพท์ เมื่อจัดการเรื่องกลั่นแกล้งไปแล้วแบรนดอนก็เอ่ยถามเรื่องลูกสาวที่กลับประเทศไทยไปได้สามวันแล้ว

          “นายโอนเงินให้ลูกฉันแล้วใช่ไหม”

          “ครับนาย”

          “แสดงว่าไอคงยังไม่เห็น... ฉันหวังว่าลูกจะโทรมาหาบ้าง คิดไม่ถึงว่าจะใจแข็งเหมือนแม่เธอขนาดนั้น อย่างน้อยเธอก็น่าจะโทรมาต่อว่าเรื่องเงินที่ฉันโอนให้” แบรนดอนพูดแล้วถอนหายใจเขาอยากให้ไอรดาโทรศัพท์มาบ้างแต่ก็ยังเงียบและเขาคิดว่าถ้าเธอเห็นเงินคงรีบโทรศัพท์มาด้วยความไม่พอใจแต่สุดท้ายก็ยังเงียบและเขาก็ไม่มีเบอร์ที่จะติดต่อเธอด้วย “ผมว่าคุณไอเธออาจจะยุ่งๆนะครับ” ริคพยายามเอ่ยปลอบใจ

          “ยุ่งแบบไหนแต่ก็น่าจะโทรหาพ่อตัวเองบ้าง” คนสนิทเห็นเจ้านายไม่สบายใจก็นึกห่วง

          “พ่อลูกกันยังไงก็ตัดไม่ขาดหรอกครับ คุณไอเธออาจจะยุ่งจริงๆ” ริคย้ำ

          “ยังไงก็เถอะ เธอคงผิดหวังที่มีพ่ออย่างฉัน รู้ไหมพองานนี้สำเร็จฉันมีแผนที่จะซื้อบ้านให้ไออยู่ที่นี่ อยากให้เธออยู่กับฉันไปตลอด ฉันตั้งใจจะพูดกับเรน่าให้รู้เรื่อง แต่... มันคงไม่มีวันนั้น ไอคงไม่อยากจะอยู่กับฉัน... ฉันเป็นพ่อที่แย่จริงๆ” พูดแล้วแบรนดอนก็นึกปวดใจ เขารู้ดีว่าตัวเองผิดที่ใช้ความสามารถพิเศษของลูกสาวในทางที่ไม่ดีแต่ตัวเขาเองก็ไม่มีทางเลือกที่จะต้องรักษากิจการของครอบครัวเอาไว้ เขารู้ดีและรู้เต็มอกว่าไอรดาไม่อยากทำแต่เขาก็เลือกที่จะมองข้ามความรู้สึกของตัวเองไป...

          “สักวันคุณไอจะต้องเข้าใจนายครับ” ริคเอ่ยให้กำลังใจ

          แบรนดอนนิ่งไปไม่พูดอะไรอีกก่อนจะหมุนเก้าอี้ไปมองวิวทิวทัศน์วันนี้ของลอนดอน มันไม่ได้แจ่มใสเหมือนกับความรู้สึกของเขาตอนนี้ เขารักไอรดามาก อยากจะมีโอกาสทำหน้าที่พ่อเลี้ยงดูเธอ ก่อนที่อะไรจะเปลี่ยนไปช่วงสามเดือนแรกที่ไอรดามาที่นี่ เขารู้สึกมีความสุขไม่น้อย ลูกยอมรับเขาอย่างง่ายดายและยังน่ารัก แม้จะโดนเรน่ากับโซเฟียกลั่นแกล้งหลายๆครั้งแต่ลูกของเขาก็ยังอดทน บางทีหากว่าเขาไม่รู้ความสามารถพิเศษของลูก มันอาจจะดีกว่านี้ก็ได้...

 

          อีกทางด้านของผู้กุมบังเหียนของแวนโคลิก บัดนี้ร่างสูงกำลังนั่งอยู่ตรงโซฟาหรูด้วยชุดลำลอง เขาไม่ได้เข้าไปที่บริษัทเหมือนทุกวันเพราะยังไม่อยากจะตอบคำถามนักข่าว หลังจากที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของทางบริษัทได้แจ้งไปกับทางสื่อแล้ว สื่อหลายสำนักขอสัมภาษณ์เพื่อทราบถึงสาเหตุทันทีและตัวเขาคิดว่าแค่นี้แวนโคลิกก็เสียหายมากพอแล้ว เลยไม่อยากจะพูดอะไรอีก แม้จะเจ็บใจที่รู้ดีว่าตอนนี้ทางไดม่อนไอคงจะหัวเราะเยาะเขาอยู่แน่ๆ แต่ชายหนุ่มยังเชื่อมั่นว่าหัวเราะทีหลังย่อมดังกว่าเสมอและเขาจะทำให้ไดม่อนไอหัวเราะไม่ออก!

          ร่างสูงจิบกาแฟก่อนที่จะมองนาฬิกาตอนนี้เก้าโมงกว่าแล้ว เขาไม่ได้เข้าไปดูไอรดาอีกเลยตั้งแต่เมื่อวานเย็น ส่วนแฟรงค์ก็นอนอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อพักรักษาตัว อีกคนยืนยันจะกลับไปทำงานกับแวนโคลิกอีกหากว่าวิกเตอร์เชื่อมั่นในตัวเขาแล้ว สำหรับชายหนุ่มเองก็มองว่าแฟรงค์เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า ดังนั้นเขาเลยเลือกที่จะเก็บเอาไว้ต่อเพราะรู้ดีว่าอีกคนไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

          วิกเตอร์ลุกขึ้นจากโซฟาตัวหรูแล้วสาวเท้าไปยังห้องที่อยู่ทางปีกซ้าย ชายหนุ่มล้วงกุญแจออกมาจากนั้นก็ไขกุญแจด้านนอก แล้วเปิดประตูเข้าไปด้านใน แสงสว่างสาดส่องเข้ามาในห้องจนสว่างไปหมด เขามองเห็นร่างบางนอนอยู่กลางเตียงขดตัวเข้าหากัน ใบหน้าหวานซีดขาวจนเขาตกใจ ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปใกล้ดูเหมือนคนบนเตียงจะรู้สึกตัวว่ามีคนเข้ามา ร่างบางปรือตาขึ้นอย่างหนักอึ้ง พอเห็นว่าเป็นใครก็พยายามเขยิบหนีด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิด

          วิกเตอร์จ้องมองร่างบางก็ถอนหายใจ เธอไม่ยอมทานอาหารเลยและเขาก็ไม่ได้ให้คนให้น้ำเธอดื่มด้วยตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นจนถึงตอนนี้ แน่นอนว่าเธอกำลังอ่อนเพลียจากการที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักนิดเดียว

          “จะยอมทานข้าวได้หรือยัง” วิกเตอร์กอดอกถาม ไอรดาตวัดสายตามามองจากนั้นก็เบือนหน้าหนี

          “ปล่อยให้ฉันตายไปเลย” ไอรดาตอบกลับด้วยเสียงแหบแห้ง ในขณะที่ชายหนุ่มก็หงุดหงิดกับความดื้อรั้น

          “อดข้าวไปมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกนะไอรดา!” วิกเตอร์บอกเสียงเข้ม

          “มันก็เรื่องของฉัน”

          เมื่อเห็นเธอยังปากดีทั้งๆที่แทบไม่มีทางสู้เขาก็นึกโมโหอีกแล้ว แต่ในใจกลับห่วงเธอเหลือเกินเห็นสภาพแบบนี้กลัวว่าเธอจะป่วยเสียก่อน ดีไม่ดีตอนนี้อาจจะป่วยแล้วก็เป็นไปได้

          วิกเตอร์หมุนตัวเดินออกจากห้องโดยไม่ได้ปิดประตูเนื่องจากสภาพแบบนี้เธอคงหนีไปไหนไม่ได้แน่ๆ ร่างสูงเดินเข้าไปในครัวของตัวเองก็เจอถาดอาหารที่คนของเขาเตรียมเอาไว้ตอนเช้าให้ไอรดา มันเป็นเข้าโอ๊ตต้มแต่ตอนนี้ก็เย็นหมดแล้ว ร่างสูงเลยแกะซีลออกแล้วก็ยัดเข้าไมโครเวฟเพื่ออุ่นให้เธอได้ทาน รอเพียงห้านาทีเท่านั้นอาหารก็ส่งกลิ่นหอมทันที เขาดึงมันออกมาวางใส่ถาดแล้วรินน้ำเปล่าใส่แก้วจากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในห้องของเธออีกครั้ง

          เมื่อกลับเข้ามาชายหนุ่มก็ต้องตกใจที่เห็นไอรดาทรุดตัวลงอยู่ข้างเตียง เขารีบวางถาดอาหารไว้บนโต๊ะกลมภายในห้องแล้วก็ช้อนร่างบางขึ้นในอ้อมแขนที่ดูเหมือนจะเป็นลมไปแล้ว เขาคิดว่าเธอคงพยายามจะเดินออกจากห้องแน่ๆ วิกเตอร์วางไอรดาลงบนเตียงอย่างร้อนใจด้วยความเป็นห่วงแล้วเขย่าตัวเธอเบาๆ

          “ไอรดา... ไอรดา ได้ยินผมไหม” วิกเตอร์พยายามเรียก หญิงสาวปรือตาขึ้นมามองเขาอย่างอ่อนล้าเพียงนิดแล้วก็สลบไป วิกเตอร์ตกใจก่อนจะรีบวิ่งออกไปนอกห้องทันทีตะโกนเรียกชื่อคนสนิทเสียงดังไม่ถึงสามนาทีเชสก็ปรากฏกาย

          “ครับเจ้านาย”

          “ไปตามแอนดรูมาเร็ว! ไอเป็นลม”

          “ครับเจ้านาย!

          เชสรับคำก่อนจะกดโทรศัพท์หาแอนดรู หมอประจำตระกูลลูกชายของหมอทอมสันที่เจริญรอยตามคนเป็นพ่อที่ทำงานให้กับตระกูลแวนโคลิกเช่นเดียวกันก่อนจะเกษียณตัวเองอยู่บ้านเขียนหนังสือเกี่ยวกับวิชาการทางการแพทย์แทน

          วิกเตอร์วิ่งกลับเข้าไปในห้องนอนอีกครั้ง จากนั้นก็แก้มัดที่ข้อมือหญิงสาวยิ่งเห็นรอยแดงๆที่ผิวบางของเธอโดนเชือกบาดก็เหมือนมีดกรีดที่ใจเขาเหมือนกัน ร่างสูงวิ่งเข้าห้องน้ำอีกครั้งแล้วออกมาด้วยผ้าผืนเล็กสีขาวชุบน้ำหมาดๆคอยซับไปตามรอยแผลของเธออย่างแผ่วเบา ใบหน้าคมเข้มที่มักไม่ค่อยแสดงอาการอะไรกลับร้อนอกร้อนใจจนปิดไม่มิด เขาทั้งกังวลแล้วก็เป็นห่วงเธอเหลือเกิน กลัวว่าไอรดาจะเป็นอะไร

          สามสิบนาทีหมอแอนดรูก็มาถึงห้องแม้ก่อนหน้านั้นวิกเตอร์จะสั่งการให้คนสนิทกระหน่ำโทรศัพท์ไปเร่งก็ตามที หมอแอนดรูในวัยสามสิบเก้าก็ตรวจอาการร่างบางก่อนที่จะฉีดวิตามินให้กับเธอเนื่องจากว่าร่างกายขาดสารอาหารแต่ก็ยังดีที่ไม่ขาดน้ำ ก่อนที่จะดูแผลที่ข้อมือแล้วทายาให้ ก่อนที่จะออกไปด้านนอกเพื่อพูดคุยกับคนที่ตัวเองเห็นเป็นน้องชายและเห็นมาตั้งแต่เด็กอย่างวิกเตอร์

          “ไปฉุดลูกสาวใครเขามาล่ะ” คำถามของแอนดรูทำให้ชายหนุ่มถอนหายใจ

          “ไม่เกี่ยวกับพี่น่า”

          “อะไรกัน ไม่กลัวฉันฟ้องมัมนายเหรอ” แอนดรูที่รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าทะเล้นเอ่ยถามแซว ด้วยรู้ดีว่าผู้ชายตระกูลแวนโคลิก กลัวผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเพียงดาว นายหญิงของตระกูลขนาดไหน

          “พี่ไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นนี่ จริงไหม ไม่ใช่คนขี้ฟ้องด้วย” ชายหนุ่มดักคอ แอนดรูได้ยินก็หัวเราะเบาๆ

          “หลอกด่าฉันนี่หว่า... ไปละ อย่าลืมให้เธอทานยา ทานข้าวด้วยล่ะ เข้าใจไหม สำคัญมาก”

          เมื่อวิกเตอร์แค่พยักหน้ารับ เชสรับหน้าที่ลงไปส่งหมอแอนดรูที่ด้านล่าง เขาเลยอยู่ในห้องเพียงลำพังอีกครั้ง ชายหนุ่มเดินเข้าไปในครัวก่อนจะหยิบกะละมังใบเล็กติดมือไปด้วยเข้าไปในห้องของหญิงสาว จากนั้นก็เข้าไปในห้องน้ำเปิดน้ำให้เต็มแล้วเดินออกมาด้านนอก นั่งลงตรงเก้าอี้ที่มีภายในห้องแล้วเขาลากมันมาไว้ข้างเตียง ผ้าสะอาดสีขาวผืนใหม่ถูกชุบน้ำจนหมาด แล้วร่างสูงก็ค่อยๆบรรจงเช็ดตัวให้หญิงสาวอย่างแผ่วเบา เขาไม่ได้เรียกแม่บ้านประจำห้องของตัวเองมาเพราะอยากจะทำให้เธอด้วยตัวเอง

          ชายหนุ่มเช็ดใบหน้าและแขนให้หญิงสาวอย่างแผ่วเบา ใบหน้าของเธอซีดเซียวไม่มีเลือดฝาดเหมือนทุกครั้งที่เขาเจอ เห็นเธอทรมานร่างกายตัวเองแบบนี้เขาก็เจ็บปวด อยากจะรู้นักว่าแบรนดอนสำคัญกับเธอขนาดไหน มีบุญคุณอะไรกับเธอกันแน่ เธอถึงจงรักภักดีกับมันขนาดนี้ ยอมรับผิดแทน ยอมที่จะติดคุกแทนด้วยซ้ำ ยิ่งคิดชายหนุ่มก็ยิ่งถอนหายใจ

          มือหนาวางผ้าลงในกะละมังเล็ก จากนั้นก็เปลี่ยนมาจับมือบางของหญิงสาวเอาไว้แล้วจุมพิตที่หลังมือเบาๆอย่างอ่อนโยน มือของเธอยังเนียนนุ่มเสมอ ทุกครั้งที่ได้ใกล้ชิดและสัมผัสดั่งเช่นเมื่อคืนก่อน ร่างกายของเธอนุ่มนิ่มไปทั้งตัว แต่ตอนนี้กลับดูซูบเซียวจนเขานึกเป็นห่วงเหลือเกิน

          เปลือกตาบางค่อยๆปรือขึ้นก่อนที่จะสบเข้ากับดวงตาดุดันของชายหนุ่ม มือบางของเธอข้างซ้ายรู้สึกอบอุ่นที่ถูกมือหนาของเขากอบกุมเอาไว้ ใบหน้าของเขาดูอ่อนโยนเหมือนทุกครั้งที่เจอไม่ได้เคร่งขรึมโกรธเธอเหมือนที่ได้เห็นในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ไอรดารู้สึกว่าเธอกำลังฝัน และคงจะเป็นฝันดีของเธอในช่วงนี้เลยก็ว่าได้ สุดท้ายเธอลืมตาได้เพียงครู่ก็ทนฝืนความหนักของเปลือกตาไม่ไหว หญิงสาวหลับไปอีกครั้งด้วยฤทธิ์ยาที่คนเป็นหมอฉีดให้

          วิกเตอร์ยังคงจ้องมองเธออยู่อย่างนั้นไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน แต่เขามีความสุขที่ได้จ้องมองเธอ ยอมพักเรื่องทั้งหมดเอาไว้ แม้จะรู้ดีว่าเธอผิดมากแค่ไหนแต่เขาจะไม่มีวันส่งเธอให้กับตำรวจแน่นอน หัวใจของเขามันรู้สึกกับเธอมากเกินกว่าจะทำร้ายเธอได้ด้วยซ้ำ... คิดแล้วก็นึกเจ็บใจตัวเองที่ท้ายที่สุดต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนเขากลับพ่ายแพ้ให้กับผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเธอ

          ไอรดาตื่นขึ้นมาอีกครั้งช่วงค่ำ เธอหลับเต็มอิ่มแล้วแต่ความรู้สึกแรกของเธอก็คือหิว... เพราะไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยสักนิด ร่างบางพยายามจะขยับตัวแต่ก็ทำได้ยากนักเมื่อร่างกายของเธอยังอ่อนเพลียอยู่มาก บานประตูห้องที่เปิดอยู่นั้นสะดุดตาเธอไม่น้อย หญิงสาวกัดฟันพยายามลุกขึ้น คิดว่าคงมีใครบางคนลืมปิด หรืออาจจะคิดไม่ถึงว่าเธอจะฟื้นตอนนี้ก็เป็นไปได้  ไอรดาพยายามพยุงร่างกายที่อ่อนล้าของตัวเองให้ลงจากเตียงได้สำเร็จ แต่พอลุกขึ้นก็ต้องล้มลงอีกครั้งเมื่อพบว่าห้องกำลังหมุน เวลานั้นเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมที่ลอยเข้ามาพร้อมกัน หญิงสาวลืมตาขึ้นหันไปมองเห็นร่างสูงของวิกเตอร์เดินเข้ามาด้านในพร้อมกับถาดอาหาร

          “ฟื้นแล้วเหรอ” ชายหนุ่มเอ่ยถามแล้วนั่งลงตรงเก้าอี้ตัวเดิมข้างเตียงของเธอ หญิงสาวเห็นแบบนั้นก็กระถดกายกลับขึ้นไปบนเตียงเหมือนเดิม

          “คุณเข้ามาทำไม” ไอรดาถามเสียงแหบ

          “ทานข้าวซะ คุณไม่ได้ทานอะไรเลย” ชายหนุ่มพยายามใจเย็นแล้วเอ่ยบอก ข้าวโอ๊ตต้มถ้วยนี้เป็นถ้วยใหม่ที่เขาเพิ่งสั่งให้คนของตัวเองไปเอามา มันยังร้อนอยู่เลย ตอนแรกถือเข้ามาเพื่อดูว่าเธอตื่นหรือยังและพบว่าเธอตื่นแล้ว

          “ฉันบอกว่าไม่กิน”

          ไอรดาพูดอย่างดื้อดึงจากนั้นก็หันหน้าหนี ชายหนุ่มถอนหายใจวางถาดอาหารไว้บนโต๊ะเล็กที่หัวเตียงจากนั้นมือหนาก็เอื้อมไปจับเรียวแขนของเธอให้หันมา ออกแรงเพียงนิดร่างบางก็แทบเซถลาเข้ามาหาเขาอยู่แล้ว

          “จะให้ป้อนหรือจะกินเอง” ร่างสูงถามเสียงเข้ม ไอรดามองอย่างไม่ชอบใจนัก

          “จะมายุ่งกับฉันทำไมล่ะ ฉันเป็นนักโทษนะไม่ใช่แขกที่มาพัก ไม่ต้องมาสนใจดูแลกันแบบนี้ก็ได้ ต่อให้ฉันตายไปคุณก็ไม่ควรจะรู้สึกอะไรด้วยซ้ำ เพราะฉันเป็นคนที่ทำให้คุณเดือดร้อนนี่” ไอรดาพูดออกมายืดยาวด้วยเสียงแหบแห้งแต่ชายหนุ่มก็ได้ยินมันชัดเจน ดวงตากลมโตเอ่อคลอด้วยน้ำตาอีกแล้ว แม้ไม่อยากจะร้องไห้แต่พออยู่ใกล้เขาแล้วเรื่องที่เธอทำมันก็กลายเป็นเรื่องอ่อนไหวไปซะหมด

          “ปากเก่งแบบนี้ไม่ตายง่ายๆหรอก กินข้าวซะดีๆไอรดา อย่าให้ผมต้องป้อนคุณเลย” วิกเตอร์พูดกลับแต่หญิงสาวก็สะบัดหน้าหนี

          “ฉันไม่กิน”

          เมื่อเห็นเธอดื้อดึงแล้วเขาก็ต้องบังคับให้เธอทานให้ได้ สุดท้ายแล้วร่างสูงก็ออกแรงกระชากหญิงสาวจนเธอถลาลงจากเตียงเข้ามาหาเขา จากนั้นชายหนุ่มก็กดร่างของเธอลงให้นั่งซ้อนตักแล้ววงแขนแกร่งก็โอบกอดเธอเอาไว้ทันทีเพื่อป้องกันหญิงสาวดิ้นหนี ไอรดาเบิกตากว้างกับที่นั่งของตัวเองแถมยังโดนกอดอีกด้วย

          “นะ... นี่คุณจะทำอะไร”

          “ผมเตือนแล้วนะ ทีนี้ก็กินข้าวได้ซะที” พูดเสร็จก็ใช้มือของตัวเองข้างเดียวรวบมือหญิงสาวเอาไว้ทั้งสองข้างและอีกข้างที่ว่างอยู่ก็โน้มไปตรงโต๊ะเล็กใช้ช้อนคนในถ้วยโจ๊กที่ยังกรุ่นด้วยควันอยู่เลย เขาตักขึ้นมาพอดีคำก่อนจะจ่อเข้าที่ริมฝีปากของหญิงสาวแถมเธอก็ยังดิ้นรนไม่ยอมอยู่เฉย พลางคิดไปว่านี่ยังดีที่เธอป่วย แรงเพียงน้อยนิดเท่านั้น ไม่อย่างนั้นคงยิ่งกว่าจับลิงนั่งตักเสียอีก

          “หยุดดิ้นน่าไอรดา!” วิกเตอร์ปรามเสียงเข้ม

          “ก็ปล่อยฉันสิ” หญิงสาวยังไม่ยอมเลิก อยากจะเป็นอิสระ ชายหนุ่มเองก็ขบกรามแน่น ยิ่งเธอดิ้นมากเท่าไหร่สะโพกของเธอก็เสียดสีเข้ากับลูกชายของเขาพอดิบพอดี ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกปวดหนึบๆแล้วด้วย แถมกลิ่นตัวของเธอก็ยังหอมเหมือนขนมกลิ่นเดิม ขนาดไม่ได้อาบน้ำด้วยซ้ำเธอก็ยังหอมอยู่เลย

          “ถ้าคุณไม่นั่งเฉยๆ ผมปล้ำไม่รู้ด้วยนะ ยิ่งคุณเสียดสีไปมาเนี่ยผมมีอารมณ์!

          พอเจอเขาพูดตรงไปตรงมาไอรดาก็เบิกตากว้างทันทีแล้วก็นิ่งราวกับว่าใครถอดถ่านออกจากร่างกายของเธออย่างนั้นแหละ ชายหนุ่มเห็นเธอนั่งตัวเกร็งก็กระตุกยิ้ม จากนั้นก็เอาช้อนจ่อปาก

          “อ้าปากเร็วๆ” ชายหนุ่มสั่งต่อแล้วเธอก็เบือนหน้าหนี

          “ปะ... ปล่อยฉันนะ” หญิงสาวไม่ตอบรับแต่บอกเขาแผ่วเบา ชายหนุ่มเลยปล่อยมือของตัวเองที่จับข้อมือบางออกจากนั้นก็เปลี่ยนมาจับใบหน้าของเธอแทนให้หันมา แล้วก็บีบคางเล็กๆให้เธออ้าปากออกจแล้วก็เอาช้อนเข้าไปด้านในไอรดาพยายามดิ้นแต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งอาหารเข้าปากไปแล้วนั่นแหละ แต่ร่างบางกลับร้องออกมา

          “โอ๊ย ร้อนๆๆ”

          ไอรดาเอามือปัดๆที่ปากของตัวเองเมื่อความร้อนของข้าวโอ๊ตต้มทำให้เธอสะดุ้ง ชายหนุ่มเห็นก็ตกใจก่อนจะรีบวางช้อนแล้วรีบคว้าน้ำมาจากนั้นก็ยื่นให้ ไอรดารับมาแล้วก็ดื่มไปเสียครึ่งแก้ว ตอนนี้ริมฝีปากที่เคยซีดเซียวแดงก่ำเพราะโดนอาหารลวกปากเข้าให้

          “นี่คุณแกล้งฉันเหรอ” หญิงสาวหันไปตวัดสายตามองอย่างโกรธๆ ชายหนุ่มเห็นก็รู้สึกผิด

          “ผมไม่ได้ตั้งใจ ไม่นึกว่ามันจะร้อนขนาดนั้น”

          “ปากคนนะไม่ใช่ปากจระเข้” วิกเตอร์ได้ยินเธอเปรียบก็อยากจะหัวเราะแต่ก็ต้องตีหน้าขรึมเอาไว้

          “ปากเก่งแบบนี้ก็กินเองแล้วกัน ผมให้คุณเลือกอีกครั้งจะกินเองหรืออยากให้ป้อน” เมื่อได้ยินเขาเสนอเธอก็คิดเล็กน้อยจะไม่กินก็ไม่ได้แน่ ดังนั้นเลยเลือกข้อแรกจะดีกว่า

          “ทานเองก็ได้! ทีนี้ก็ปล่อยฉันได้หรือยังล่ะ” ไอรดาต่อรองแต่ชายหนุ่มกลับอมยิ้มอยู่ข้างหลังเธอ ทำให้หญิงสาวไม่เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขา

          “ยัง ทานซะ จะนั่งไหนก็เหมือนกัน” ไอรดาได้ยินก็เหวอ

          “แต่ฉันไม่อยากนั่ง... นั่ง... นั่งตักคุณนี่” เธอพูดตะกุกตะกัก ตอนนี้เริ่มจะปวดหัวอีกครั้งแล้ว แค่ใช้พลังงานไปกับการดิ้นรนและเถียงเขาก็รู้สึกว่าพลังงานกำลังจะหมดลง

          “นั่นก็เรื่องของคุณ กินสิ หรือจะให้ป้อนอีก คราวนี้ปากพองผมไม่รู้นะ” วิกเตอร์กระตุ้น สุดท้ายแล้วไอรดาเสียเปรียบทุกทางประกอบกับข้าวเข้าปากไปแล้วเมื่อกี้ก็ทำให้ความอยากอาหารเพิ่มขึ้นมาร้อยเต็มเลยก็ว่าได้

 

***********************************************************************************
ยังเปิดจอง+โอนได้ถึง 17 ก.ค.นะคะ ย้ำอีกครั้งนะคะ พิมพ์ตามยอดจองนะ ^ ^



 



                วิกเตอร์เอื้อมมือไปหยิบถ้วยโจ๊กมาแล้วส่งให้ หญิงสาวรับมาถือจากนั้นก็ยู่หน้าเล็กน้อยแล้วก็เริ่มตักทานโดยไม่ลืมที่จะเป่าก่อน ชายหนุ่มนั่งเป็นเก้าอี้ให้พอเห็นเธอกินได้เขาก็นึกดีใจ  ไอรดาก็ตั้งหน้าตั้งตากินอย่างไม่หยุดเมื่อพบว่ารสชาติของมันอร่อย แล้วร่างกายก็อยากอาหารมากเหลือเกิน จนลืมไปว่ากำลังนั่งตักเขาอยู่ และก็ลืมไปว่าเธอกำลังโดนเขากอดอยู่เหมือนกัน

          หญิงสาวใช้เวลาเพียงแค่สิบห้านาทีเท่านั้นก็ทานหมดจากนั้นก็ดื่มน้ำจนหมดแก้ว ชายหนุ่มมองอย่างพึงพอใจก่อนที่จะเอื้อมไปหยิบยาหลังอาหารที่หมอแอนดรูให้ไว้แล้วก็ยื่นให้หญิงสาว

          “ยาอะไร” ไอรดาถามอย่างระแวง

          “วิตามิน กินซะ เดี๋ยวก็เป็นลมไปอีก” ชายหนุ่มบอกแต่หญิงสาวก็ส่ายหน้า พยายามจะลุกขึ้นแต่เขาก็ยังกอดรัดแน่นไม่ยอมปล่อย

          “ฉันแข็งแรงดีแล้ว ปล่อยฉันได้หรือยังล่ะ” ไอรดาพูดขึ้นไม่ยอมหันไปมองหน้าเขาเพราะเธอรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่เป่าอยู่ หากหันไปแล้วกลัวว่าปากของเธอกับเขาจะชนกันเสียก่อน คิดถึงเรื่องนี้ใบหน้าหวานก็ร้อนวูบวาบอย่างช่วยไม่ได้เหมือนกัน

          “สัญญามาก่อนว่าต่อไปนี้จะทานข้าวให้ครบทุกมื้อ” ชายหนุ่มพูดขึ้นน้ำเสียงคล้ายจะอ่อนโยนอยู่บ้าง หญิงสาวได้ยินก็ชะงักเล็กน้อยแล้วตอบกลับแผ่วเบา

          “บอกแล้วไง ฉันเป็นนักโทษของคุณนะ... ไม่เห็นต้องมาใส่ใจเรื่องพวกนี้เลย”

          “ตราบใดที่ผมยังไม่รู้เรื่องทั้งหมด คุณยังไม่ได้เห็นความพังพินาศของไดม่อนไอ ผมไม่ปล่อยให้คุณเป็นอะไรหรอกนะ” พูดเสร็จเขาก็จับเรียวแขนของหญิงสาวให้ลุกขึ้นแล้วก็ลุกตาม จากนั้นก็ดันเธอให้นั่งลงกับเตียง ตั้งใจจะออกไปด้านนอกแต่แล้วมือบางก็จับมือหนาเอาไว้

          “ฉันบอกคุณแล้ว ไดม่อนไอไม่เกี่ยว คุณแบรนดอนไม่เกี่ยว ฉันทำเองทั้งหมด ทำไมคุณไม่ฟังฉันเลย ทำไมไม่เชื่อกันบ้าง” ไอรดาถามเสียงอ่อยไม่อยากจะดึงพ่อเข้ามาเกี่ยวข้อง เธอต้องทำให้เขาคิดว่าเป็นเธอแต่ดูเหมือนหลักฐานที่เขามีและความฉลาดของวิกเตอร์จะไม่ทำให้เขาคิดในแบบที่เธอต้องการจะคิด

          “คุณหลอกคนอื่นได้นะไอรดา แต่หลอกผมไมได้หรอก ผมรู้ดีว่าแบรนดอนมันมีส่วนทุกอย่างและไม่ว่ายังไงผมไม่ยอมลดหย่อนโทษให้กับคนที่ทำให้แวนโคลิกต้องเสียหายมากขนาดนี้หรอก!” พูดเสร็จก็แกะมือบางออก จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปไม่ลืมปิดประตูแล้วก็ล็อคด้านนอกอย่างแน่นหนาด้วย ในขณะที่ไอรดาที่นั่งอยู่ด้านในก็ซบหน้าลงกับฝ่ามือของตัวเอง สูดจมูกเล็กน้อยแล้วน้ำตาก็เริ่มรินไหล

          “หนูจะช่วยพ่อยังไงดีคะ”

          ไอรดาบอกเสียงสั่น เธอใช้เวลาอยู่กับตัวเอง จมกับความคิดนี้ร่วมชั่วโมง สุดท้ายแล้วเธอเลือกที่จะเข้าไปอาบน้ำ ซึ่งห้องน้ำก็อยู่ตรงข้ามกับเตียงนอน เธอใช้มันทำธุระส่วนตัวในช่วงที่ผ่านมาแต่อาบน้ำไม่ได้เพราะเขาพันธนาการเธอเอาไว้ แต่ตอนนี้เธอเป็นอิสระแล้ว ร่างกายแม้จะอ่อนล้า อ่อนเพลียมีเรื่องให้คิดมากแค่ไหน แต่ไอรดาคิดว่าการอาบน้ำจะทำให้เธอสดชื่นขึ้น สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำพร้อมกับครุ่นคิดหาทางออกไปจากที่นี่ให้ได้อย่างน้อยก็ไปเตือนพ่อของเธอ ก่อนที่วิกเตอร์จะลงมือ เธอรู้ว่าเขาเอาจริง รู้ว่าเขาทำแน่แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรนี่สิ คือสิ่งที่ไอรดากลัว

          วิกเตอร์เมื่อเดินออกมาจากห้องแล้วก็เจอเข้ากับคนสนิทของตัวเองที่ยืนรออยู่แล้ว ในมือมีเอกสารอะไรบางอย่างและการ์ดสีฟ้า เขามองอย่างแปลกใจก่อนจะทรุดตัวนั่งลงโซฟาตัวหรู เชสเดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งลงตรงข้าม

          “อะไร” ชายหนุ่มเอ่ยถามของที่อยู่ในมือของคนสนิทแถมสีหน้าดูไม่ค่อยดีทำให้เขากังวล

          “ข่าวเพิ่งลงเมื่อเย็นในเว็บครับ”

          ชายหนุ่มรับมาจากนั้นก็กวาดตามองเนื้อหาข่าวที่คนสนิทตัดเอามาให้ เขาเห็นแล้วขบกรามแน่นแม้จะไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวนี้แต่แน่นอนว่ามันต้องเป็นผู้ไม่หวังดีและตัวเขาเองคิดว่าคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากไดม่อนไอ!

          “บ้าบัดซบ! มันปล่อยข่าวใส่เราชัดๆ! ใครจะไปกลัวไดม่อนไอกันวะ!

          ชายหนุ่มโยนกระดาษที่มีพาดหัวข่าวและเนื้อหาที่ว่า “การเลื่อนเปิดตัวเพชรครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์แรกของทางแวนโคลิกเลยก็ว่าได้ มีวงในจากวงการอัญมณีได้ให้สัมภาษณ์กับทางสำนักข่าวของเราว่า เป็นเพราะการเปิดตัวเพชรชุดยิ่งใหญ่ของไดม่อนไอ ทำให้บังลังค์อันดับหนึ่งผู้นำตลาดอัญมณีต้องสั่นคลอน แวนโคลิกจึงถอยไปตั้งหลักเพราะอาจจะคิดว่าชุดมาสเตอร์พีชที่จะทำออกมานั้นไม่อาจจะตีตลาดเพชรของทางไดม่อนไอที่กำลังมาแรงได้ในขณะนี้”

        “ผมว่าคงเป็นทางนั้นที่เป็นคนให้ข่าว” เชสพูดขึ้นเมื่อประเมินสถานการณ์แล้ว

          “ฉันอยากจะฆ่ามันจริงๆ!” ชายหนุ่มพูดออกมาอย่างเดือดดาล มือหนากำหมัดแน่น

          “แล้วคุณไอได้บอกอะไรเพิ่มเติมไหมครับ” คนสนิทเอ่ยปากถามอย่างอยากรู้แต่ชายหนุ่มได้ยินชื่อหญิงสาวก็ถอนหายใจแล้วส่ายหน้าเล็กน้อย

          “ไม่พูดเลย แล้วนายสืบได้อะไรบ้างไหม” เชสเองก็ส่ายหน้าเช่นเดียวกัน

          “ข้อมูลของเธอน้อยมากครับ ผมไปสืบตามที่เธอทำงานเก่าๆเธอก็บอกกับเพื่อนร่วมงานว่าไม่มีญาติที่ไหนเลย อยู่ที่นี่เพียงลำพัง” เชสรายงานตามข้อมูลเพียงน้อยนิดที่ได้มา

          “เอาเถอะ เธอจะต้องบอกเราสักวัน แล้วนั่นการ์ดอะไร” เชสได้ยินก็นึกขึ้นได้แล้วส่งมันให้กับเจ้านายหนุ่ม เขารับมาดูแล้วพบว่าเป็นการ์ดเชิญร่วมงานเปิดร้านเพชรร้านใหม่ แม้ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรหากแต่คนที่เป็นเจ้าของก็เป็นลูกค้าเก่าแก่ของแวนโคลิกที่รู้จักกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อของเขาอยู่แล้ว

          “เจ้านายจะไปไหมครับ แต่ผมว่าพรุ่งนี้นักข่าวคงเยอะ” เชสเอ่ยบอกเอาไว้ก่อน ด้วยรู้ดีว่าวิกเตอร์ยังไม่พร้อมจะเจอนักข่าวในตอนนี้ ขณะที่ผู้เป็นนายนิ่งไปเล็กน้อย

          “นายคิดว่าแบรนดอนจะไปไหม”

          “ผมคิดว่าไปครับ เพราะเท่าที่รู้ ทางคุณนาเดียเองก็รู้จักกับบรรดาบริษัทเพชรหลายแห่ง ก็คงจะเชิญมาหลายคนอยู่นะครับ” เมื่อได้ยินคนสนิทวิเคราะห์เขาก็นิ่งไปเล็กน้อยสุดท้ายชายหนุ่มก็คิดอะไรบางอย่างแล้วกระตุกยิ้มร้ายกาจ

          “ตกลงฉันจะไป” เชสที่รู้คำตอบก็นิ่วหน้าอย่างไม่เข้าใจ

          “เจ้านายมีแผนอะไรหรือครับ”

          “ก็ไม่มีอะไรมาก... ถ้ามันรู้ว่าไอรดาอยู่ในกำมือของเราจะเป็นยังไง บางทีเราอาจจะได้รู้ว่าเธอสำคัญกับมันมากแค่ไหนก็ได้” เชสได้ยินก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

          “จริงครับ ผมว่ามันคงมีช่องโหว่ บางทีเราอาจจะรู้อะไรมากขึ้น” วิกเตอร์ยกยิ้มกับแผนนี้

          “เอาล่ะ นายไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เตรียมคนของเราไปสักสองสามคน ฉันไม่อยากให้นักข่าววุ่นวายอะไรมาก” ชายหนุ่มเอ่ยสั่งการ คนสนิทลุกขึ้นแล้วก็โค้งรับ

          “ครับเจ้านาย”

          เมื่อเชสออกไปจากห้องแล้วชายหนุ่มก็ถอนหายใจ ตั้งใจจะเดินเข้าไปในห้องของตัวเองแต่แล้วโทรศัพท์เครื่องหรูก็ดังขึ้นเสียก่อน ชายหนุ่มมองเบอร์ไม่คุ้นเคยนิ่งคิดเล็กน้อยแล้วก็ยกยิ้มเมื่อพอเดาออกว่าใครก่อนจะกดรับ

          “หายหัวไปเลยนะไอ้น้องชาย” ชายหนุ่มกรอกเสียงลงไปแล้วได้ยินเสียงหัวเราะกลับเหมือนกัน

          “หายหัวแต่หัวยังไม่หายนะเว้ย ไม่ได้คุยกับนายแค่ไม่กี่อาทิตย์ ได้ข่าวว่าโดนลูบคมเหรอวะ” เมื่อเห็นน้องชายที่หน้าเหมือนกันราวกับแกะเอ่ยถาม เขาก็รู้ได้ทันทีว่าอีกคนคงได้คุยกับคนเป็นพ่อแล้วแน่ๆ

          “ข่าวไวนะ”

          “แน่นอน ไม่มีอะไรในตระกูลแวนโคลิกที่วิลเลี่ยมคนนี้จะไม่รู้หรอก ถึงแม้ฉันจะอยู่ชายแดนแต่ข่าวฉันก็ไวน่า ตกลงจะจัดการมันเลยไหม อีกสองอาทิตย์ฉันก็ได้กลับบ้านแล้ว จะได้ลุยทีเดียว” น้องชายผู้เลือดร้อนทำให้ชายหนุ่มต้องหัวเราะอีกครั้ง แม้จะเป็นแฝดแต่เขากับอีกคนเรียกได้ว่าต่างกันสุดขั้ว เขาจะนิ่งและใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ในขณะที่อีกคนนั้นจะบ้าระห่ำ บางทีอารมณ์มาก่อนเหตุผลก็บ่อยไปแต่ตอนนี้ก็น้อยลงแล้วเขาคิดว่าการไปเป็นทหารคงช่วยฝึกให้มีสมาธิและรอบคอบมากกว่านี้

          “ฉันจัดการเองได้อยู่แล้ว นายรีบกลับมาดีกว่า ก่อนที่จะโดนมัมแหกอก” วิกเตอร์เอ่ยเตือนน้องชายของตัวเองขณะที่ปลายสายก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

          “ฉันกลับไปให้มัมฉีกอกแน่ แล้วตกลงนักโทษสาวของนายนี่สวยเปล่าวะ ฉันช่วยเค้นเอาไหม รับรองว่าเธอบอกหมดแน่” วิกเตอร์ได้ยินก็รู้สึกหงุดหงิดทันที

          “แด๊ดบอกนายแค่ไหนเนี่ย แล้วก็ไม่ต้องมายุ่ง ไปหาสาวๆในสต็อกคนอื่นของแกซะ เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่เค้นกันได้ง่ายๆ” ปลายสายเงียบไปเล็กน้อยจับน้ำเสียงของพี่ชายตัวเองได้ จากนั้นก็ตอบกลับ

          “สงสัยคนนี้จะหวงจริง” วิกเตอร์ตกใจที่โดนรู้ทันเลยรีบกลบเกลื่อน

          “นี่นายไม่ต้องไปเข้าเวรเหรอ มัวแต่มาพูดเรื่องไร้สาระ ฉันต้องทำงานต่อ แค่นี้นะเว้ย” ชายหนุ่มเอ่ยบอกปลายสายส่วนวิลเลี่ยมก็หัวเราะอีกครั้ง

          “เออ แล้วเจอกันว่ะพี่ชาย”

          ชายหนุ่มวางสายก่อนที่จะโยนโทรศัพท์มือถือของตัวเองอย่างหงุดหงิด เขาเป็นแฝดกันและเดาใจกันออกแทบจะตลอดแถมยังรู้ใจกันอีกด้วยไม่แปลกที่วิลเลี่ยมจะจับความรู้สึกของเขาได้ก่อนคนอื่น เขาเองก็เช่นเดียวกันหากน้องชายเขามีอะไรที่ผิดแปลกไปเขาก็จะรู้สึกก่อนใครเพื่อน นี่สินะคงเป็นอานุภาพของคำว่าแฝด

          วิกเตอร์ลุกขึ้นตั้งใจจะเดินกลับเข้าห้องแต่เขาได้ยินเสียงทุบประตูจากห้องทางปีกซ้าย ชายหนุ่มชะงักเท้าเล็กน้อยก่อนจะรีบสาวเท้าตรงไปเพราะกลัวว่าหญิงสาวจะเป็นอะไรเสียก่อน ชายหนุ่มไขประตูเข้าไปก็ต้องตกใจ ในขณะที่อีกคนก็ผงะเหมือนกันที่โดนเปิดประตูเข้ามากะทันหัน วิกเตอร์ที่ตกใจเพราะร่างน้อยนั้นผมยาวลู่ไปตามใบหน้าเพราะความชื้น ในขณะที่ร่างกายของเธอมีแค่เสื้อคลุมสีขาวยาวถึงเข่าตัวเดียว

          “คะ... คือ... เอ่อ... ฉะ... ฉันแค่อยากจะถามว่า คุณพอมีเสื้อผ้าให้ฉันเปลี่ยนไหม” ไอรดาเอ่ยถามตะกุกตะกัก เห็นเขามองจ้องแทบจะทะลุเสื้อคลุมก็เขินอายอย่างช่วยไม่ได้แถมไม่กล้าสบตาอีก เสื้อผ้าของเธอนั้นใส่หลายวันแล้วจนคิดว่าต้องเปลี่ยนอีกทั้งกระเป๋าเดินทางก็คงตกค้างอยู่สนามบินแน่ๆเธอเลยไม่มีเสื้อผ้าจนต้องขอความช่วยเหลือจากเขา ชายหนุ่มก็พยายามเรียกสติตัวเองแล้วบ่นเธออย่างไม่ชอบใจนัก

          “ไม่สบายอยู่แล้วอาบน้ำทำไม” ไอรดาสะดุ้งเล็กน้อยแล้วก็ช้อนสายตามองเขาแค่ครู่เดียวเท่านั้นก่อนที่จะก้มลงเหมือนเดิม

          “ก็ฉันไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้วนี่” วิกเตอร์ถอนหายใจ

          “ผมไม่มีเสื้อผ้าผู้หญิงหรอกนะ... แต่คิดว่าพอหาแก้ขัดให้ได้” พูดเสร็จก็ปิดประตูใส่หน้าไอรดา เธอได้ยินเสียงเขาล็อคกุญแจก็ยู่หน้าอย่างหงุดหงิด

          “คิดว่าเราจะหนีไปทั้งๆที่ใส่เสื้อคลุมอย่างนั้นน่ะเหรอ ประสาทหรือเปล่า”

          พูดเสร็จก็หมุนตัวเดินไปนั่งตรงเตียงกว้าง พลางคิดไปว่าเธอจะต้องทนอยู่สภาพแบบนี้นานแค่ไหนกัน เธอนั่งรอเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้นเสียงไขกุญแจก็ดังขึ้นแล้วบานประตูห้องก็เปิดออก เธอตกใจเล็กน้อยเมื่อเขากลับมาในมือก็มีเสื้อผ้าติดมาด้วย ก่อนที่เขาจะโยนให้และเธอก็รับมาแทบไม่ทัน

          “ใส่ไปก่อนแล้วกัน”

          พูดเสร็จก็หมุนตัวเดินออกไปส่วนหญิงสาวก็อ้าปากเหวอกับการกระทำของเขาแล้วอดจะพูดขึ้นอย่างหงุดหงิดใจไม่ได้เหมือนกัน

          “อะไรกัน... ถ้าขี้เกียจพูดนักก็จับฉันส่งตำรวจเลยสิ!

          เมื่อตัดพ้อจนพอใจ เธอก็มองเสื้อผ้าในมือ กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มส่งกลิ่นหอมไปทั่ว เธอหยิบเสื้อตัวแรกขึ้นมามันเป็นเสื้อไหมพรมสีม่วงอ่อนขนนุ่ม แต่ตัวมันใหญ่กว่าเธอมากเลย หญิงสาวคิดว่าคงเป็นของเขาแน่ๆ คลี่ดูเสื้อผ้าอีกสองสามตัวที่เขาเอามาให้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเสื้อเชิ้ตทั้งนั้นเลย มีทั้งสีขาว สีฟ้า สีดำ แต่ไม่มีกางเกง หญิงสาวอยากจะเรียกเขาอีกครั้งแต่ก็คิดจากท่าทางเมื่อครู่เขาอาจจะไม่อยากเข้ามา สุดท้ายก็ต้องทนใส่ไปก่อนโดยไม่มีกางเกง เมื่อเปลี่ยนเสื้อเสร็จ เธอใส่ชุดเสื้อเชิ้ตเนื้อดีของเขาสีฟ้ากับเสื้อไหมพรมสีม่วง มันยาวพอดีเข่าเธอเลย แม้ข้างล่างจะโล่งไปหน่อยก็เถอะ

          ไอรดาใช้ที่เป่าผมซึ่งมีอยู่ในห้องน้ำเป่าผมให้แห้ง พลางคิดไปว่าคอนโดมิเนียมของเขานั้นมีครบจริงๆแต่ก็สมราคา พอผมแห้งดีแล้วเธอก็เริ่มง่วงไอรดาเดินออกไปด้านนอกจากนั้นก็ทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วก็นอนหลับสนิทไปแทบจะทันที

          ส่วนเจ้าของห้องเมื่อกลับไปห้องตัวเองก็รีบแช่น้ำเย็นจัดทันทีเพราะความรุ่มร้อนเพียงแค่ได้เห็นเธอในชุดคลุมอาบน้ำก็อยากจะกระชากเสียให้ขาดแล้วก็หาความสุขกับเธอซะ ชายหนุ่มแช่น้ำดับความรู้สึกร้อนรุ่มเกือบสามสิบนาทีก่อนจะเดินออกมาเปลี่ยนเป็นชุดนอนแล้วก็ทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนเหมือนกัน แม้อีกคนจะอยู่คนละห้องแต่ภายใต้หลังคาเดียวกัน ชายหนุ่มนึกอยากจะตระกองกอดเธอเอาไว้ ตอนนี้วิกเตอร์ค้นพบความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่ใกล้เธอ แม้เธอจะทำผิดต่อเขามากแค่ไหน แต่เขาก็ใจแข็งเกลียดเธอไม่ลงจริงๆ ชายหนุ่มครุ่นคิดเรื่องของไอรดาไปเรื่อยๆก่อนที่จะหลับไปโดยที่ในความฝันเขาก็ยังเจอเธออยู่เหมือนเดิม...

 

          วันรุ่งขึ้นวิกเตอร์ตื่นแต่เช้าตามปกติ เขาอาบน้ำเรียบร้อยเปลี่ยนเป็นชุดทำงานด้วยสูทยี่ห้อดังที่ถูกตัดเย็บอย่างดีก่อนจะสาวเท้าออกไปด้านนอก เดิมทีจะเดินออกจากห้องเพื่อไปทำงานแต่เขากลับชะงักอยากจะรู้ว่าอีกคนเป็นอย่างไรบ้างเลยตัดสินใจไขกุญแจเข้าไปด้านในห้องที่อยู่อีกด้านหนึ่ง เมื่อบานประตูเปิดแง้มออกเขาก็พบว่าร่างบางยังนอนหลับสนิทอยู่ แต่ท่าทางการนอนของเธอนั้นทำเอาเขากลืนน้ำลาย เรียวขาขาวโผล่พ้นจากผ้าห่ม เสื้อของเขาร่นขึ้นมาสูงจนน่ากลัว เธอยังหลับไม่รู้เรื่อง ใบหน้ายามหลับของไอรดานั้นทั้งบริสุทธิ์และไร้เดียงสา แม้ท่าทางการนอนจะออกยั่วยวนโดยไม่รู้ตัวก็เถอะ เขาไม่อาจจะทนมองภาพนั้นได้อีกไม่อย่างนั้นอาจจะตบะแตกก็ได้ เลยตัดสินใจที่จะเดินออกไปแล้วไม่ลืมล็อคประตู

          วิกเตอร์คิดว่ายังเช้าเกินไปกว่าจะถึงเวลานัดเขาเลยเลือกที่จะนั่งจิบกาแฟดูข่าวยามเช้าไปพลางๆจนกระทั่งเจ็ดโมงครึ่งเห็นลูกน้องของตัวเองเดินเข้ามาภายในพร้อมกับถาดอาหารเดาได้ไม่ยากว่าของไอรดาแต่พอเห็นว่าจะเดินไปทางห้องของเธอเขาก็รั้งเอาไว้เสียก่อน

          “เดี๋ยวฉันเอาเข้าไปเอง” คนของชายหนุ่มยืนนิ่งแล้วก็ยื่นถาดให้ วิกเตอร์ลุกขึ้นแล้วเดินไปถือเอาไว้ก่อนที่จะเดินตรงไปยังห้องของหญิงสาวที่เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งเข้าไปหาเธอมา

          ชายหนุ่มไขกุญแจแล้วเปิดประตูเข้าไป อาหารวันนี้เป็นแพนเค้กราดด้วยน้ำผึ้งมีราสเบอรี่วางไว้บนขนมแล้วก็น้ำส้มคั้นสดๆหนึ่งแก้ว ชายหนุ่มถือถาดอาหารเดินเข้าไปด้านในพบว่าหญิงสาวตื่นแล้ว เธอยังอยู่ในชุดของเขาทั้งตัวโดยมีเสื้อไหมพรมสีม่วงสวมทับและกำลังเดินออกมาจากห้องน้ำ ดวงตากลมโตดูจะตกใจ

          “คุณเข้ามาทำอะไร” ไอรดาถามอย่างระแวง

          “ผมเอาอาหารมาให้ ทานซะ” วิกเตอร์บอกแล้วยื่นให้ ไอรดามองถาดอาหารที่เขาถือมาก็นึกหิวก่อนจะรับมาแต่โดยดีแล้วเดินไปวางไว้บนโต๊ะเล็กภายในห้อง

          “ที่จริงแล้วเจ้านายอย่างคุณไม่เห็นต้องยกมาเองเลย ลูกน้องมีก็ตั้งเยอะ” ร่างสูงจ้องมองร่างบางที่พูดอยู่ก็พบว่าแม้เสื้อผ้าจะดูมิดชิดแต่ยังไงก็ยังดูล่อแหลมในสายตาเขา พลันคิดไปว่าหากลูกน้องเขาเห็นคงไม่ดีแน่

          “ก็เพราะลูกน้องผมอาจจะไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคุณไง ทีนี้ทานได้หรือยัง” วิกเตอร์ว่ากลับไม่แสดงความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงออกไป ทำให้หญิงสาวหน้าบึ้งก่อนที่จะกระแทกก้นนั่งลงบนเตียง

          “ก็ออกไปสิ อยากกินเงียบๆ!

          “ผมไม่ออก ผมจะดูจนกว่าคุณจะกินหมด” เมื่อเขายื่นข้อเสนอเธอก็ตวัดสายตามองเขาอย่างไม่ชอบใจนักแต่ก็ยอมที่จะตักอาหารกิน รสชาติของแพนเค้ก ความหวานหอมทำให้ไอรดาพอใจ เธอพบว่าอาหารที่เขานำมาให้แต่ละมื้อนั้นรสชาติดีไม่น้อยเลยทีเดียวและนั่นทำให้เธอทานได้เยอะกว่าปกติ ไม่ถึงสิบห้านาทีทุกอย่างก็หมดเกลี้ยง ไอรดาดื่มน้ำส้มคั้นตบท้ายอีกครั้งก็เป็นอันจบอาหารมื้อเช้า วิกเตอร์มองอย่างพอใจ

          “ดีมาก หวังว่ามื้อกลางวันคุณจะกินได้แบบนี้นะ”

          “ฉันอาจจะกินได้เยอะกว่านี้ก็ได้ ถ้าไม่มีคนยืนเฝ้า!” พูดแล้วก็หันไปมองอย่างไม่ชอบใจ วิกเตอร์คิดว่าเธอทำหน้าแบบไหนก็ยังน่ารักอยู่ดี เมื่อคิดว่าตัวเองชักจะคิดไปไกลเขาก็สะบัดศีรษะเล็กๆ

          “ผมไม่เสียเวลาเถียงกับคุณหรอก อยู่ที่นี่อย่าคิดสร้างเรื่องนะไอรดา เข้าใจไหม แล้วอย่าคิดหนีด้วย เพราะถ้าผมจับได้ น่าดู!” ชายหนุ่มพูดขู่ก่อนจะเดินไปหยิบถาดมาถือเอาไว้หมุนตัวเดินออกไปแต่แล้วไอรดาก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปใกล้

          “แต่คุณขังฉันไม่ได้นะ ฉันบอกให้จับฉันส่งตำรวจไง” หญิงสาวยังย้ำสิ่งที่ตัวเองต้องการ ร่างสูงหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้าและตอบกลับเสียงเข้ม

          “ผมบอกแล้วไง กฎหมายไม่ใช่ทางออกสำหรับแวนโคลิก!

          พูดเสร็จก็ปิดประตูใส่ หญิงสาวพยายามทุบ ร้องตะโกน ต่อว่าแต่สุดท้ายก็พบแต่ความเงียบเท่านั้น เธอถอนหายใจก่อนจะพิงประตู แบบนี้เธอจะหนีได้อย่างไรกัน

          วิกเตอร์สั่งกำชับคนของตัวเองให้เฝ้าหญิงสาวเอาไว้ หากเธอร้องหรืออะไรก็ตามอย่าไว้ใจเธอมาก อย่าเข้าไปคนเดียวและที่สำคัญ! อย่าเข้าห้องเธอโดยพลการนอกจากเวลาอาหาร และชายหนุ่มยังเพิ่มแม่บ้านผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านทำความสะอาดประจำห้องเขาอยู่แล้ว ให้เป็นคนนำอาหารเข้าไปให้เธอแทน ก่อนที่ลูกน้องทุกคนจะรับคำสั่งแล้วชายหนุ่มก็ออกไปร่วมงานเปิดตัวร้านเพชรทันที เนื่องจากว่าใกล้เวลาเต็มทีแล้ว

**** วิลเลี่ยมโผล่มาแล้วววว รัศมีความกวน แลดูจะแรงแซงทางโค้งงงงงงง ^ ^ ***

*** ตัวอย่างตอนต่อไป ขอบอกว่าเข้ม!! ***

 

           “ไม่เหมือนไดม่อนไอนะครับ เรายุ่งทุกวัน ยุ่งเรื่องออเดอร์ของลูกค้าที่สั่งเข้ามาน่ะครับ... เยอะจนคาดไม่ถึง ไม่คิดว่าเพชรชุดนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีขนาดนี้” เมื่อเห็นอีกคนยิ้มอย่างเป็นต่อชายหนุ่มก็กระตุกยิ้ม เขาเดินเข้าไปใกล้อีกนิดชนิดที่ว่าห่างกันเพียงคืบก่อนที่จะพูดกับคนตรงหน้า โชคดีที่บริเวณนี้ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่นักเพราะส่วนใหญ่จะยืนอยู่แถวด้านหน้าที่โชว์เพชรกันเสียมากกว่า ด้านในสุดของร้านจะเป็นพวกแกลลอรี่เพชรที่ทางเจ้าของร้านให้ช่างมาวาดเอาไว้เพื่อโชว์เป็นภาพตกแต่งในร้าน

          “งั้นหรือครับ แต่ผมคิดว่าคุณก็คงได้ดีแค่เพชรชุดนี้ เก็บเกี่ยวเอาไว้นะครับ เพราะมันอาจจะเป็นชุดแรกและชุดสุดท้ายของไดม่อนไอก็ได้” คำพูดนั้นทำให้แบรนดอนคิ้วกระตุก

          “หมายความว่ายังไง” ชายหนุ่มแสยะยิ้มสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้ขนาบข้างกับอีกคนแล้วพูดขึ้นโดยไม่มองหน้าคู่แข่งที่ทำตัวเองเจ็บแสบ

          “ก็คนขโมยแบบไม่อยู่แล้ว... แบบนี้จะเอาแบบที่ไหนมาทำต่อล่ะครับ”

          “หมายความว่ายังไง!” แบรนดอนถามซ้ำแต่เพิ่มเสียงให้เข้มขึ้นโดยหันไปมองหน้าอีกคนอย่างเอาเรื่องจนวิกเตอร์เห็นแล้วก็อดพอใจกับแผนของตัวเองไม่ได้

          “เธอสวยดีนะครับ... ไม่น่าทำอาชีพแบบนี้เลย บางทีผมน่าจะเสนออาชีพอื่นให้เธอทำแทนมากกว่า” 

 

***************************************************************************

*** ตอนหน้าป๋าเปิดศึกแล้วจ้าาาาาาาา คิคิ ใครบอกว่าวิกเตอร์เราไม่เหมือนแด๊ดดี๊ ฮี่ฮี่ จะบอกว่า... ฮีแซ่บกว่าพ่อเยอะ ขอบอกกกกก ฮีจัดหนักจัดเต็ม... อีกไม่กี่ตอนจะจัดหนักแล้วก็จะจัดเรื่อยๆนะ บอกเลยยยย ขอบอก เห็นนิ่งๆแบบนี้ พี่แกหื่นทุกองศา สบโอกาสลากเมียเข้าห้องตลอดดดดดดดดดด ยังไงฝากติดตามด้วยนะคะ ^ ^ ใครอยากมีรูปเล่มครอบครองยังสั่งซื้อได้น้าาาาาาา คาดว่าจะไม่มีการรีปริ๊นรอบสองนะคะ ^ ^ ***
ปล.ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ ชอบไม่ชอบยังไงอย่าลืมเม้นบอกกันนะ
ปล.2 หากชอบเรื่องนี้ฝากเม้น โหวตเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. #281 150221 (@150221) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2560 / 17:14
    สมน้ำหน้าพ่อนางเอกนะไรท์
    #281
    0
  2. #233 modmodill (@mod2552) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 / 14:28
    เข้ามาอ่านช้าไปจองหนังสือไม่ทันเลย;(สนุกมากค่ะ
    #233
    0
  3. วันที่ 30 มิถุนายน 2558 / 20:07
    อยากจองหนังสือค่ะ
    #194
    0
  4. #193 กระเทียม (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2558 / 22:17
    ห้ามใช้ยานะพี่วิก ไม่แฟร์ๆๆ >\\\<
    #193
    0
  5. #192 ตะบองเพชร (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2558 / 18:38
    ป๋าวิกจะปะทะกับ(ว่าที่)พ่อตาแล้ว
    #192
    0
  6. #191 supat18 (@supat18) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2558 / 20:31

    ต้องการตอนต่อไปด่วนนนนนนน

    #191
    0
  7. #190 vincentsnap (@zaynsnap) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2558 / 16:17
    คนลูกนี้ไม่เหมือนคนพ่อเลยใช้ไม่ได้ๆไม่รีบเผด็จศึกสักที55555
    #190
    0
  8. #189 June (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2558 / 18:44
    โหยย ฟินเลยย ร๊ากกก วิกเตอร์
    #189
    0
  9. #188 supat18 (@supat18) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2558 / 18:32
    เสียดสีกันด้วย หุหุ
    #188
    0